พันดารา

ตอนที่ 3 : ๒. ท่อน้ำเลี้ยง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 เม.ย. 59

ท่อน้ำเลี้ยง

 

“แล้วปล่อยให้เธอหนีออกไปได้ยังไง?” เวธัสหัวเสีย หลังได้รับโทรศัพท์จากธนเดชว่า มาลีรินทร์หนีรอดการตามล่าไปภูเก็ต ชายหนุ่มยกมือขึ้นมานวบขมับหนักๆ หลายวันมานี้เขาต้องรับศึกหนักทั้งสองด้าน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้ต้องปวดหัวขนาดนี้มาก่อน

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปตามตัวให้เจอ ผมให้เวลาคุณอีกแค่สองอาทิตย์ ถ้ายังไม่เจอ เราคงต้องคุยกันใหม่” พูดจบก็ตัดสายทิ้ง ก่อนจะเอนกายไปยังเก้าอี้ในห้องทำงาน เหลือบมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่มีเครื่องหมายกากบาทสีแดงไว้ที่สิ้นเดือนแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมายืดยาว

แว่นที่สวมอยู่เลื่อนลงมาบนสันจมูกได้รูป พอดีกับประตูห้องที่เปิดออกด้วยฝีมือของหญิงสาวคนหนึ่ง เพียงเท่านั้นเวธัสก็รู้ทันทีว่า เขาไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องพวกนี้อีก ร่างสูงหยัดกายขึ้น ดันแว่นให้อยู่ในตำแหน่งเดิม แล้วเดินออกไปพร้อมกับเธอคนนั้น มีงานรอเขาอยู่เบื้องหน้า

 

“ผมไม่รู้จักคุณ” ศตายุปฏิเสธลั่น เมื่อจู่ๆ ก็มีหญิงสาวปริศนาโผล่เข้ามาด้านหลัง แล้วอ้างว่ารู้จักเขา

“แต่เราเคยเจอกันนะคะ” เธอไม่ลดละ ยื้อรถมอเตอร์ไซค์ไว้ ไม่ยอมให้เขาเอาเข้าไปจอดยังลานจอดรถข้างตึกท่าเดียว

“เราไม่เคยเจอกัน”

“เราเจอกันที่รถไฟฟ้าหมอชิตไง จำไม่ได้เหรอคะ” ที่มาลีรินทร์จำได้ เพราะหนุ่มคนนี้รูปร่างสูงเด่นสะดุดตากว่าทุกคนที่อยู่ในสถานี

ได้ยินดังนั้น ศตายุก็หรี่ตา มองคนตรงหน้าใหม่อีกครั้ง หญิงสาวที่แต่งตัวทะมัดทะแมงเหมือนเด็กหนุ่ม ใส่หมวกแก๊ปเอาไว้ทั้งที่ไม่มีแดด

ใช่ หมวกแก๊ป!

“นี่คุณตามผมมาเหรอ?” ชายหนุ่มจำได้ทันที เขาสบตากับหล่อนครั้งหนึ่งบนสถานีรถไฟฟ้า นึกหวั่นใจ เกรงว่าจะเป็นพวกสะกดรอยต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว

“ฉันไม่ได้ตามค่ะ แต่เราคงบังเอิญมาเจอกันที่เชียงใหม่” เธอยิ้มระรื่น ในที่สุดเขาก็จำได้

“แล้วคุณต้องการอะไร”

“ฉันถูกล้วงกระเป๋า ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวพอเปิดโรงแรม เลยอยากจะรบกวนคุณ...”

“ไม่” เขาบอกเสียงเฉียบ ไม่ไว้ใจคนที่เพิ่งเคยคุยกันเป็นครั้งแรก

“แต่คืนนี้ฉันไม่มีที่นอน” เธอทำหน้าเศร้า มือก็ยื้อรถมอเตอร์ไซค์เอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“ผมว่า คุณไปหลอกนักท่องเที่ยวคนอื่นเถอะ อย่าเสียเวลากับผมเลย”

“ฉันไม่รู้จักใคร นอกจากคุณ”

“เราไม่ได้รู้จักกัน”

“แต่ฉันไม่มีที่นอนจริงๆ ช่วยฉันหน่อยนะคะ” มาลีรินทร์อ้อนวอนอีกครั้ง เมื่อคิดว่า อาจจะต้องไปนอนข้างถนนในคืนนี้

“นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม” พูดแล้วชายหนุ่มก็เปิดกุญแจ กดสตาร์ต แล้วบิดคันเร่งเพื่อกระชากรถออกจากสาวนักต้มตุ๋นรายนี้ เธอหน้าคะมำ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้

“แล้วฉันจะจ่ายคืนให้หมด ฉันสัญญา แต่ตอนนี้ฉันไม่กล้าอยู่ข้างนอกคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ” หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ บรรยากาศวังเวงน่ากลัว แม้จะมียามคอยดูแลอยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเธอจะปลอดภัย

วูบหนึ่งที่ศตายุเกือบใจอ่อน แต่เขาก็ยังมีสติที่จะปฏิเสธ สังคมสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ บางทีเธออาจจะเป็นนักต้มตุ๋นมือเก๋า แล้วเขาเองที่จะเป็นฝ่ายเสียใจ

“อย่างคุณจะเอาอะไรมาจ่ายผม?” เขาเลิกคิ้ว กวาดตามองร่างระหงตรงหน้า

“ฉันมีนี่” ว่าแล้วเธอก็ล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อเชิ้ต ศตายุเห็นดังนั้นก็ร้องเสียงหลง

“ผมไม่รับประกันตัวคุณหรอกนะ!

“ฉันไม่ได้เอาตัวเองเป็นประกัน!” มาลีรินทร์ใจหาย รีบใช้อีกมือขยุ้มคอเสื้อของตัวเองเอาไว้

“แล้วคุณจะทำอะไร?”

“ฉันแค่จะเอานี่ให้คุณดู” แล้วเพชรเม็ดงามใส่กรอบอย่างดีก็ถูกยื่นออกมาให้อีกฝ่ายดู

ศตายุมองเพชรเม็ดเท่าปลายนิ้วชี้อย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่านักต้มตุ๋นสมัยนี้จะมีแผนใหม่ เอาเพชรมาล่อให้เหยื่อตายใจ

“ผมไม่สนใจ”

“คุณเก็บเพชรเม็ดนี้ไว้ก่อนก็ได้ค่ะ เป็นประกันว่า ฉันจะไม่หนีคุณไปไหน เพรชเม็ดนี้เป็นหัวแหวนของยายฉันเอง ฉันเก็บติดตัวไว้ตลอดเวลา ฉันรักมันมาก ไม่มีทางจะให้ใครได้ง่ายๆ ถ้าไม่ตกที่นั่งลำบากจริงๆ”

“เดี๋ยวนี้พวกต้มตุ๋นเขาหัวใสดีนะ เอาเพชรปลอมมาหลอกซื้อใจนักท่องเที่ยว”

มาลีรินทร์หน้าเสีย เธอไม่ได้หลอกลวงใคร ก็แค่ไม่มีเงินเปิดห้องพัก และไม่อยากเป็นพวกเร่ร่อนนอนอยู่ข้างถนน

“ฉันไม่ได้พวกนักต้มตุ๋น” เธอชักเริ่มมีอารมณ์ เกิดมาไม่เคยง้อขอเงินใครมาก่อน

“ไม่ใช่ก็หยุด ผมไม่ไว้ใจคุณให้ขึ้นไปนอนด้วยกันหรอก”

ได้ยินอย่างนั้น ใบหน้าของหญิงสาวก็ร้อนผ่าว เธอไม่ได้คิดจะขอนอนกับเขา เธอแค่อยากได้เงินมาเปิดห้องใหม่เท่านั้น!

“ฉันไม่ได้หมายความว่าจะขอนอนกับคุณนะคะ ฉันแค่ขอยืมเงินคุณก่อน”

“พวกต้มตุ๋นก็พูดอย่างนี้ทุกคน” ชายหนุ่มส่ายหน้าอีกครั้ง ตัดสินใจจบการสนทนา โดยบิดคันเร่งขึ้นแล้วพามันไปจอดยังลานจอดข้างตึก ไม่สนใจเธออีกต่อไป

มาลีรินทร์กัดริมฝีปากแน่น มองตามร่างสูงที่เดินหายลับขึ้นไปบนตึก เธอไม่โทษเขาที่ไม่ยอมช่วยเหลือ เพราะหากเป็นเธอเองก็อาจจะไม่ช่วยเช่นกัน แต่โทษตัวเองที่สะเพร่า อุตส่าห์วางแผนอย่างรัดกุมทั้งหมด ดันมาตกม้าตายเพราะถูกล้วงกระเป๋า โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี เงินก็ไม่พอ แล้วคืนนี้เธอจะทำอย่างไรต่อไป สงสัยคงต้องอาศัยล็อบบี้ของโรงแรมเป็นที่พักชั่วคราวเสียแล้ว

 

ศตายุวางกุญแจและกระเป๋าสะพายข้างลงบนโต๊ะในห้องพัก พลางนึกถึงใบหน้าของนักต้มตุ๋นสาวที่แสดงได้สมบทบาท เขาเกือบใจอ่อนแล้วจริงๆ ดีที่ยั้งตัวทัน แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่า สิ่งที่เธอเล่าจะเป็นความจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาคงเป็นคนใจร้ายที่สุดที่ทิ้งให้ผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียวกลางดึกในเมืองที่ไม่รู้จักใคร

นาฬิกาข้อมือถูกยกขึ้นมาดูอีกรอบ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว หวังว่าเธอคงจะได้เหยื่อแล้วกลับบ้านไปก่อนฟ้าสว่าง และคิดว่าคงจะไม่ได้เจอกันอีกนับตั้งแต่นี้

 

แต่เขาคิดผิด เมื่อเดินลงมาจากบันไดในเช้าของอีกวัน แล้วเห็นร่างเพรียวของคนที่คิดว่าจะไม่ได้เจออีก นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่บนขั้นบันได ทันทีที่เห็นเธอ เขาก็รีบหันหลังกลับโดยไว แต่ไม่ทันอีกฝ่ายที่ส่งเสียงเรียกเขาเอาไว้ก่อน

“คุณคะ!” ศตายุเร่งฝีเท้า แต่เธอไวกว่า รีบวิ่งตามแล้วมาดักหน้าเอาไว้

“นี่คือเงินทั้งหมดที่ฉันมี” ว่าแล้วหญิงแปลกหน้าก็ยื่นเงินสองร้อยให้เขา พร้อมกับเพชรเม็ดงามในมือ

“ผมไม่ต้องการเพชรของคุณ หรือเงินของคุณ อย่ามายุ่งกับผมเลย”

“ถ้าคุณไม่เชื่อใจฉัน เราไปร้านขายเครื่องประดับด้วยกันให้ร้านตีราคา คุณจะได้เชื่อว่า ฉันไม่ได้โกหก”

เธอบอกสีหน้าจริงจัง หลังต้องนั่งฝืนตัวเองไว้ตรงบันไดตลอดทั้งคืน เนื่องจากถูกพนักงานโรงแรมไล่ตะเพิดออกมา เพราะคิดว่า เธอเป็นพวกเร่ร่อน โชคดีที่ยามยังพอมีน้ำใจ ให้เธอนั่งรอจนพระอาทิตย์ขึ้นในบริเวณนี้ เช้านี้จึงเปรียบเหมือนกับนรก เพราะต้องอดหลับอดนอนทั้งคืน แถมยังต้องพยายามหาทางติดต่อเพื่อนตัวดีให้ได้อีก หลังจากพยายามโทร.หาตลอดทั้งเช้า แต่ยังไม่ยอมรับสายท่าเดียว

ข้าวปลาก็ยังไม่ตกถึงท้อง เพราะเกรงว่า หากไปหาซื้ออะไรมากินจะคลาดกับหนุ่มชาวกรุงที่เธอต้องการพึ่งพา  แม้จะไม่แน่ใจว่า เขาเป็นคนดีหรือไม่ แต่ท่าทางเขาก็ดูไม่ใช่พวกหลอกต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว ดูได้จากการที่เขาเองก็เป็นนักท่องเที่ยวเช่นกัน

“ใจกล้าขนาดท้าตรวจเพชรเลยเหรอ คราวนี้พวกสิบแปดมงกุฏจะมีกลอะไรเพิ่มอีก?” ศตายุเลิกคิ้วสูง แม้หน้าตาท่าทางเธอจะไม่ใช่พวกหลอกลวง แต่เรื่องอย่างนี้ไว้ใจใครไม่ได้

“โธ่...คุณคะ เชื่อฉันเถอะนะ ตอนนี้ฉันเดือนร้อนจริงๆ โทร.หาเพื่อนก็ไม่ยอมรับสาย โทรศัพท์ กระเป๋าเงินก็สูญไปหมด ตอนนี้ฉันไม่รู้จะพึ่งใครจริงๆ แล้วค่ะ” เธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้

โครก...

ทว่าเสียงท้องที่ร้องนำขึ้นมาก่อนของสาวตรงหน้า ก็ทำให้คนที่ตีหน้าขรึมอยู่ต้องรีบเก๊กมาดนิ่งเอาไว้ไม่ให้เผลอหัวเราะออกมา สงสัยคงจะหิวมาก ท้องถึงร้องเสียดังขนาดนั้น ก่อนจะกวาดตามองหน้าใสๆ ของเธออีกครั้งอย่างชั่งใจ

“มีเงินตั้งสองร้อยแล้วทำไมไม่เอาไปหาซื้ออะไรกินก่อน ปล่อยให้หิวอยู่ได้”

“ฉันกลัวจะคลาดกับคุณน่ะค่ะ” เธอหน้าแดง นอกจากจะมาขอความช่วยเหลือจากเขา ยังมาทำขายหน้าอีก โอย...ชีวิต แย่สนิท แค่คิดยังอาย!

“ทำไมคุณถึงอยากให้ผมช่วยนัก ทำไมต้องเป็นผม?” ศตายุถามอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ฉันกลัวถูกหลอกนี่คะ ที่นี่ฉันไม่รู้จักใคร เคยเห็นก็แต่คุณอยู่ที่รถไฟฟ้าหมอชิต อย่างน้อยคุณก็คงไม่ได้มาหลอกฉันแน่ ใช่มั้ยคะ?” ปลายเสียงติดแววไม่มั่นใจ

คนฟังหายใจพรืดใหญ่ มองเพชรเม็ดงามกับเงินสองร้อยในมืออย่างชั่งใจ และในที่สุด เขาก็เอื้อมไปหยิบเพชรเอาไว้ แล้วพยักพเยิดให้อีกฝ่ายเก็บเงินกลับไป

“นั่นของรักของฉันเลยนะคะ” มาลีรินทร์พูดเสียงแผ่ว แววตาละห้อยด้วยความเสียดาย

“ถ้าอย่างนั้นคุณเอาคืนไปมั้ย?” เขายื่นคืนให้ แต่เธอรีบปฏิเสธ

“อย่าค่ะ ถ้าคืน คุณก็ทิ้งฉันน่ะสิ”

“แล้วใครบอกว่า ผมจะไม่ทิ้งคุณ” เขามองคนหน้าเสียที่เริ่มรู้ตัว “เป็นผู้หญิงอย่าเที่ยวเอาของมีค่าไปยื่นให้ใครง่ายๆ อย่างนี้ มันไม่ปลอดภัยรู้มั้ย ถ้าเกิดผมคิดร้ายๆ กับคุณ นอกจากเพชรแล้ว ชีวิตคุณก็อาจจะไม่ปลอดภัย”

เธอพยักหน้ารับอย่างรู้ตัว

“แต่อย่าคิดว่า ผมจะเชื่อใจคุณ เอาเป็นว่า ไปหาอะไรกินกันก่อน แล้วค่อยเอาเพชรเม็ดนี้ไปตีราคา ถ้าคุณหลอกผม รับรองคุณได้เข้าไปนอนในซังเตแน่” ศตายุขู่จริงจัง

“ฉันไม่หลอกคุณอยู่แล้วละค่ะ” เธอยิ้มกว้าง จนเขาอดแปลกไม่ได้ว่า เมื่อกี้ยังทำหน้าเศร้าอยู่ดีๆ พอบทจะดีใจก็ดีใจขึ้นมาเสียดื้อๆ เหมือนมีปุ่มไว้สับสวิตช์

“ถ้าอย่างนั้นคุณพอจะมีบัตรอะไรที่จะสามารถยืนยันตัวคุณได้บ้างมั้ย”

มาลีรินทร์หุบยิ้มทันควัน เธอไม่มีบัตรประจำตัวแม้แต่ใบเดียว เพราะถูกกระชากไปพร้อมกระเป๋าใบก่อนหมดแล้ว

“ทำหน้าอย่างนี้แสดงว่าไม่มี” ชายหนุ่มเหล่ตามอง

“กระเป๋าโดนฉกไปหมด ถ้ามี ฉันคงให้คุณไปแล้วละค่ะ”

มีย้อนด้วย ศตายุคิดในใจ

“งั้นคุณชื่ออะไร”

หญิงสาวชะงักไปอึดใจ ก่อนจะตอบออกมาว่า “มาลีค่ะ”

“มาลี?” เขาทวนอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก็ชื่อน่ะ เชยเหมือนรุ่นป้า!

“ค่ะ มาลี”

“นี่คุณไม่ได้แอบเอาชื่อป้ามาอ้างใช่มั้ย?”

“ฉันไม่มีป้าค่ะ” มาลีรินทร์เสียงขุ่น ชื่อมาลี ก็มาจาก มาลีรินทร์ ออกจะเพราะ ใครๆ ก็เรียกเธอว่า ยัยหนูมาลี กันทั้งนั้น

“โอเค มาลีก็มาลี แล้วอายุเท่าไรละเรา?”

“ปีนี้ก็ยี่สิบหกแล้วค่ะ”

ศตายุพยักหน้ารับ เขาแก่กว่ายัยเด็กมาลีไปสี่ปี ก็ไม่ได้แก่มากหรอกนะ...

“เอาเป็นว่า ตอนนี้ผมก็รู้ชื่อกับอายุคุณแล้ว ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะจริงรึเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร”

“แล้วคุณชื่อ...”

“ถ้าคุณอยากรู้ชื่อผม ผมก็จะบอก  แต่ต้องหลังไปตีราคาเพชรก่อน” เขาพูดขัด เพราะยังไม่อยากทำความรู้จักกับเธอในตอนนี้ “ถ้ามันเป็นของจริง ผมจะบอก ตกลงมั้ย?”

“ตกลงค่ะ”

 

“ผมชื่อศตายุ” ชายหนุ่มถึงกับอึ้งกิมกี่ เมื่อรู้ว่าเพชรเม็ดดังกล่าวราคาเหยียบห้าแสน ศตายุมองเพชรในมือสลับกับใบหน้าอ่อนเยาว์ของมาลีไปมา ไม่คิดว่า เธอจะพกของมีค่าติดตัวขนาดนี้มาด้วย หลังเดินออกจากร้านขายเครื่องประดับในห้างสรรพสินค้าพร้อมกัน

“เชื่อรึยังคะว่า ฉันไม่ได้หลอกคุณ” หญิงสาวอมยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย

“เอาละ คุณอยากให้ผมช่วยอะไรนะ” ชายหนุ่มพูดอย่างเสียไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนพูดเองว่าจะช่วย

ไม่น่าเลยเรา

“ตอนนี้ฉันไม่มีเงินติดตัวเลยค่ะ เลยอยากจะยืมเงินคุณสักสองหมื่น ได้รึเปล่าคะ?”

“สองหมื่น!?” คนถูกยืมโพล่งทันควัน

“ค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อย ทีแรกกะจะขอยืมห้าหมื่นด้วยซ้ำ

“คุณจะเอาไปทำไมตั้งสองหมื่น”

“เผื่อว่ายังติดต่อเพื่อนไม่ได้ ฉันกลัวต้องนอนริมถนนอีก”

“นี่คุณจะยืม หรือจะมาไถเอาเงินผมกันแน่” ศตายุหรี่ตามอง ทีแรกคิดว่าเธอจะยืมแค่ห้าพันเท่านั้น

“ถ้าฉันไม่เอาเงินมาใช้คืน คุณก็เอาเพชรเม็ดนี้ไปขายได้เลยค่ะ” เธอพูดอย่างมั่นใจ

“แน่ใจนะ?”

“ค่ะ แน่ใจ”

“ถ้ามั่นใจยอมให้ผมขายขนาดนี้ ทำไมคุณไม่จำนำเพชรเอาไว้ แล้วค่อยมาไถ่คืนเอง?” เขาตั้งข้อสังเกต

มาลีรินทร์หน้าเสีย จะให้เธอไปจำนำได้อย่างไร บัตรประชาชนก็ไม่มี แต่ถึงมี เธอก็ไม่กล้าเสี่ยง เพราะหากคนที่กำลังตามล่าอยู่ได้เบาะแสเรื่องที่เธอเอาเพชรมาจำนำ เธออาจจะถูกตามเจอ และเพชรที่จำนำไว้ก็อาจจะไม่ได้คืน

“ก็ฉันไม่มีบัตรประชาชนนี่คะ ฉันเอาอะไรไปจำนำไม่ได้เลย” เธอรีบอ้าง

“ก็จริง” ศตายุเออออ เขาลืมไปสนิทใจว่า เธอถูกล้วงกระเป๋าเงิน “ถ้าอย่างนั้นคุณจะคืนเงินผมยังไง เมื่อไร?”

“ทันทีที่ติดต่อเพื่อนได้ ฉันจะรีบเอามาคืนคุณแน่นอนค่ะ ขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณด้วย ฉันจะโทร.หาคุณทันทีที่ได้เงิน” หญิงสาวพูดอย่างดีใจ

ศตายุได้ยินดังนั้นก็ควานหาเศษกระดาษในกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ แล้วเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงไปให้ นึกหวั่นๆ อยู่ในใจเช่นกันว่าจะไม่ได้คืน แต่ในเมื่อมีเพชรราคาเกือบห้าแสนไว้ในมือ เขาก็โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง

“แล้วคุณไม่กลัวผมจะแลกเงินสองหมื่นกับเพชรราคาห้าแสนเหรอ?”

ได้ยินดังนั้นมาลีรินทร์ก็ฉุกใจคิดขึ้นได้ อารามแค่อยากหาเงินเปิดโรงแรมและประทังชีวิตจึงไม่ทันคิดว่า เขาอาจจะเอาเพชรของเธอหนี เพราะดูท่าทางเขาน่าจะเป็นคนดี แต่พอมาคิดอีกทีเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร บางทีนี่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่โง่ที่สุดของเธอ

“เพชรเม็ดนี้เป็นเพชรที่มีน้ำงามต้นๆ ของเมืองไทย ถ้าเป็นคนเล่นเพชรจริงๆ เขาจะรู้ทันทีว่า เพชรเม็ดนี้เป็นของใคร เพราะมีเพียงไม่มี่เม็ดในประเทศไทยเท่านั้นค่ะ ซึ่งถ้าจะให้นับจริงๆ แล้วน่าจะมีแค่สามหรือสี่ แต่ฉันโชคดีที่เม็ดนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากยายเท่านั้นเอง”

“แสดงว่า ถ้าผมขโมยของคุณไปขาย ก็เสี่ยงเกินไปใช่มั้ย?”

“คิดว่าอย่างนั้นนะคะ” เธอยิ้มแหยๆ แต่ที่จริงแล้วอยากหัวเราะมากกว่า เพชรน้ำงามอะไรไม่มีหรอก แค่อยากจะขู่เขาไปอย่างนั้นเอง

“งั้นผมจะลองดู อยากรู้เหมือนกันว่า ตำรวจไทยจะทำงานได้เร็วแค่ไหน”

“คุณจะเอาของฉันไปขายจริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวหน้าเสีย ไม่คิดว่าที่พูดไปเมื่อสักครู่จะไม่ได้ผล

“เห็นมั้ย สุดท้ายคุณกลัวว่าผมจะเอาไปขายตัดหน้า แล้วทำไมตอนยื่นให้ไม่คิด เพชรราคาไม่ใช่หมื่นสองหมื่น” ศตายุโคลงหัวอย่างอ่อนใจ ถ้าไม่ใช่เขา ป่านนี้แม่สาวคนนี้อาจจะถูกฆาตกรรมชิงทรัพย์ไปแล้ว

“คือ...ฉัน”

“ร้อนเงิน” เขาต่อให้

“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“แล้วหน้าตาผมนี่มันเหมือนเสี่ยโรงรับจำนำรึไง?”

“ไม่รู้สิคะ ฉันไม่เคยจำนำอะไร”

แล้วศตายุก็ยกมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ “งั้นคราวหน้าถ้าร้อนเงินขนาดนี้ก็กลับบ้านเถอะ ผมว่าคุณคงไม่ใช่คนธรรมดา มีอย่างที่ไหนพกเพชรราคาเกือบห้าแสนติดตัวไปไหนมาไหนด้วย หนีออกจากบ้านมารึยังไง?”

แต่เธอไม่ตอบ เขาไม่มีสิทธิ์มาถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้

“โอเค ไม่ตอบก็ไม่ตอบ เอาเป็นว่าผมจะอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่สักอาทิตย์นึง ถ้าภายในอาทิตย์นี้ยังไม่ได้เงินคืน รับรองว่าตำรวจไทยได้ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำแน่ ตกลงมั้ย?”

“ตกลงค่ะ” เธอพยักหน้ารับอีกครั้ง แม้ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะสามารถติดต่อกับเพื่อนรักได้ภายในอาทิตย์นี้หรือไม่ แต่เธอก็จะวัดดวง หากเขาหายตัวไปพร้อมเพชรจริงๆ เธอก็จะทำใจ ถือเสียว่า เป็นคราวซวยของตัวเอง เพื่อแลกกับโอกาสที่จะหลบหนีได้นานมากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็แน่ใจว่า ไม่ช้าหรือเร็ว เพื่อนก็ต้องติดต่อมาแน่นอน

“งั้นผมจะรอ” ว่าพลางเก็บเพชรเม็ดดังกล่าวไว้ในเป้สะพายหลัง ขณะสังเกตเธอไปด้วย เพราะดูท่าทางเหมือนกำลังชะเง้อคอมองหาอะไรบางอย่าง

“คุณหาอะไร?”

“ร้านโทรศัพท์มือถือค่ะ ฉันคิดว่า ตอนนี้มันจำเป็นแล้วที่ฉันจะต้องใช้ เพราะนอกจากจะต้องติดต่อกับเพื่อน ฉันยังต้องเอามาลงแอปฯ เพื่อติดตามคุณด้วย”

“อะไรนะ?” ศตายุขมวดคิ้ว

“ถ้าเราลงแอปฯ ในมือถือด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างก็จะได้รู้ไงคะว่าอยู่ที่ไหน คุณก็อุ่นใจได้ว่า ฉันไม่เชิดเงินคุณหนี ส่วนฉันก็จะได้สบายใจว่า คุณไม่ได้เอาเพชรฉันหนีเหมือนกัน”

“ก็แฟร์ดี” เขาพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพาเธอไปหาซื้อโทรศัพท์สักเครื่อง เพื่อลงแอปพลิเคชั่นที่ว่านี้ อย่างน้อยก็คงพออุ่นใจได้ว่า เธอจะไม่หายตัวไปเฉยๆ เพราะเขาเป็นคนที่ถือไพ่เหนือเธออยู่หลายขุม

 

หลังจากศตายุยื่นเงินให้หญิงสาวแปลกหน้าไป โดยหักค่าซื้อโทรศัพท์ใหม่แล้วนั้น เขาก็แยกย้ายกับเธอทันที แต่ก่อนจะกลับไปยังโรงแรม เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กแอปพลิเคชั่นที่เธอเพิ่งดาวน์โหลดให้ จึงได้เห็นว่า เขาและเธออยู่ห่างกันไม่มาก อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เพิ่งเจอกันเมื่อคืน แต่ตอนนี้ทั้งเขาทั้งเธอกลับต้องลงแอปฯ ตัวนี้ไว้ เหมือนเป็นคู่รักที่แยกจากกันไม่ได้

แต่ก็นั่นแหละ...เงินไม่เข้าใครออกใคร ไม่ใช่คู่รัก แต่เจ้าหนี้ลูกหนี้ก็ย่อมต้องใกล้ชิดกันยิ่งกว่านั้น!

 

ใช่...เงินไม่เข้าใครออกใคร เพชรก็เช่นกัน

มาลีรินทร์คิดในใจ หลังตรงไปยังโรงแรมของศตายุที่เธอนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ด้านนอกทั้งคืน กะว่าจะไปเปิดห้องแล้วพักผ่อนเสียหน่อย เธอไม่อยากพักไกลจากเขา อย่างน้อยอยู่โรงแรมเดียวกันก็ยังพออุ่นใจว่า ยังเห็นเพชรอยู่ในสายตา แม้จะคอยบอกตัวเองว่า มันเป็นสิ่งนอกกาย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ แต่อย่างน้อย ตอนนี้มันก็มีคุณค่ากับจิตใจเธออยู่ แต่อีกไม่นาน เธอคงสามารถปล่อยวางทุกอย่างได้จริงๆ

โรงแรมแห่งนี้ดีที่ไม่เคร่งครัดในการวางบัตรประชาชนในการเข้าพัก เธอจึงรอดตัวไปโดยปริยาย ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้ามาแล้วเห็นเตียงตั้งอยู่ตรงหน้า เธอก็แทบอยากจะกระโดดขึ้นนอนโดยไม่สนใจแม้แต่จะถอดรองเท้า อาการเหนื่อยที่ต้องอดหลับอดนอนกับตะลอนมาทั้งวันมันทำให้อาการปวดหัวกำเริบ จึงควานหายาในกระเป๋าเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ แล้วค่อยทรุดกายลงนอน เพียงแค่หัวถึงหมอน หญิงสาวก็ล่องลอยเข้าไปสู่ดินแดนแห่งฝันทันที

 

หญิงสาวหน้าตาดี ที่นั่งคอเชิดอยู่ตรงหน้า ไม่ได้ทำให้เขายอมถอยแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่า เธอให้ความช่วยเหลือมาลีรินทร์ในการหนีครั้งล่าสุดนี้แน่นอน

“บอกพี่มาดีๆ ว่า รินทร์ไม่ได้ไปภูเก็ตใช่มั้ย” เวธัสหรี่ตามองผ่านแว่นกรอบใหญ่ กลางห้องรับแขกในบ้านของปาริดา ซึ่งเขารีบบึ่งรถมาทันทีหลังเคลียร์งานเสร็จในตอนเย็น

“ริไม่รู้จริงๆ ค่ะพี่เว ตอนนี้ริก็เป็นห่วงรินทร์ไม่น้อยกว่าพี่เวหรอก” หญิงสาวแย้งขึ้น แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเธอนี่แหละ ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้ยัยรินทร์ทุกอย่าง!

“ถ้าเป็นห่วงก็บอกมา ไม่อย่างนั้นพี่จะไม่ให้คนของพี่ออกไปจากบ้านริแน่ และอย่าคิดว่า พี่จะไม่รู้ว่าริกับรินทร์แอบติดต่อกัน”

“ทำไมพี่เวพูดอย่างนี้คะ พี่เวก็เห็นแล้วนี่ว่า รินทร์ไม่ได้โทร.หาริเลยสักครั้ง โทรศัพท์ริก็อยู่กับพี่เวตลอด จนป่านนี้ลูกค้าริคงโวยวายใหญ่แล้ว” เธอหน้ามุ่ย แต่ก็แค่แกล้งทำ เพราะอันที่จริงธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าของเธอนั้นมีเลขาคอยดำเนินการให้อีกที การที่ถูกยึดโทรศัพท์จึงไม่ใช่สาระสำคัญอะไรมาก เนื่องจากยังมีอีกเครื่องที่ใช้สำหรับติดต่องาน และโชคดีที่มาลีรินทร์ฉลาดพอที่จะสั่งให้เธอลงแอปพลิเคชั่นบล็อกเบอร์แปลกเอาไว้ เผื่อในกรณีฉุกเฉินหากถูกสอบสวน ซึ่งไม่คิดว่าจะได้ใช้มันเร็วเช่นนี้

เวธัสมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟา เขาจะทำอย่างไรดี จริงของปาริดา เพราะตั้งแต่เขายึดโทรศัพท์เธอมา ก็ไม่มีสายแปลกๆ ติดต่อมาเลยสักครั้ง หรือเธอจะไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ?

“แต่ริอยู่ใช่มั้ยว่า สิ้นเดือนนี้รินทร์เจองานใหญ่” เขาลองหยอด เผื่อว่าจะไปฉุกใจคนฟังบ้าง

“รู้ค่ะ” ปาริดารับคำ “แต่ในเมื่อมันคือการตัดสินใจของรินทร์ ริก็จะไม่ยุ่งเกี่ยว ริเป็นแค่เพื่อน จะไปห้ามหรือสั่งสอนไม่ได้หรอก อีกอย่าง รินทร์ก็โตพอที่จะดูแลตัวเองเหมือนกัน อย่าลืมสิคะ รินทร์ก็เป็น...”

“พี่ไม่สน” เวธัสตัดบท รู้สึกเสียเวลามามากพอแล้ว “รินทร์ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรห่ามๆ อย่างนี้ ถ้าไม่เห็นแก่ตัวเองก็น่าจะเห็นแก่คนอื่นบ้าง เอาเป็นว่า ถ้าริไม่ช่วยพี่ก็ไม่เป็นไร แต่รับรองว่าพี่จะลากตัวรินทร์กลับมาได้ก่อนสิ้นเดือนแน่นอน”

ปาริดามองเวธัสตาปริบๆ  อดเป็นห่วงคนหนีไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะสามารถหนีไปได้ตลอดรอดฝั่งมั้ย เห็นๆ กันอยู่ว่า เวธัสลั่นวาจาเสียขนาดนี้ ไม่แน่ เขาอาจจะทำได้อย่างที่พูด

ชายหนุ่มพร้อมลูกน้องทั้งหมดเดินออกจากบ้านปูนสองชั้นไปอย่างหัวเสีย หลังคว้าน้ำเหลว เนื่องจากเจ้าของบ้านไม่ให้ความร่วมมือ พอหญิงสาวเห็นว่ากองทัพของเวธัสพ้นจากรัศมีรั้วบ้านออกไป ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วปิดการทำงานของแอปพลิเคชั่นบล็อกเบอร์ทันที เพื่อรอการติดต่อกลับจากเพื่อนรัก ในระหว่างรอ ก็เช็กอีเมลไปด้วย เผื่อว่ามีปัญหาการร้องเรียนของสินค้า แต่คิ้วเรียวก็ต้องขมวดมุ่น เมื่อเจออีเมลแปลกๆ ฉบับหนึ่ง ส่งมาถึงเธอโดยตรง ไม่ผ่านแบบฟอร์มการร้องเรียนบนเว็บไซต์ช่วงเช้าวันนี้

 

เรียนคุณปาริดา

 

เนื่องจากสินค้าของคุณมีปัญหา ตกหล่นระหว่างขนส่งมาเชียงใหม่ จึงใคร่อยากขอให้ติดต่อกลับมายังหมายเลข xxxxxx โดยเร็วที่สุด เนื่องจากสินค้ามีมูลค่าสูง และทางเราเองก็สูญเสียผลประโยชน์จากการตกหล่นของสินค้าดังกล่าวเช่นกัน ตอนนี้ธุรกิจกำลังย่ำแย่ หวังว่าคุณจะเข้าใจ

 

หวังว่าจะได้รับการติดต่อจากคุณโดยเร็ว

 

ด้วยความเคารพ

แมวเหมียว

 

ทันทีที่เห็นชื่อลงท้าย ปาริดาก็รู้ดีว่าเป็นใคร เพราะ แมวเหมียว เป็นชื่อที่เพื่อนๆ ชอบล้อฝ่ายนั้นเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว ลูกแมวเมียว ลูกแม้วเมี้ยว!

หญิงสาวจึงรีบกดเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวอย่างร้อนใจ แสดงว่าเกิดปัญหาขึ้นกับมาลีรินทร์แน่นอน ไม่อย่างนั้น คงไม่ส่งอีเมลเข้ามาในลักษณะนี้แน่

“แกเป็นอะไรไป!” เธอกรอกเสียงลงไปอย่างร้อนใจ หลังสิ้นสัญญาณสุดท้าย แต่พอได้ยินเสียงงัวเงียของฝ่ายนั้นดังตามสายมา ปาริดาก็อยากจะมุดเข้าโทรศัพท์เข้าไปเขย่าหัวเจ้าหล่อนให้ตื่นคืนสติ

“ริ?”

“ก็ใช่น่ะสิ แกเป็นยังไงบ้างรินทร์ อะไรหาย?”

“ฉันโดนล้วงกระเป๋าน่ะสิ เงินที่แกเตรียมไว้ให้ฉัน หายเกลี้ยงเลย”

“ตาเถร แล้วแกเป็นยังไงบ้าง อยู่ครบทุกส่วนนะ” ยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ

“อยู่ๆ แต่แกช่วยเอาเงินมาให้ฉันหน่อยได้มั้ย ตอนนี้ฉันมีเงินติดตัวแค่หมื่นกว่าบาทเอง ไว้กลับไปเมื่อไรจะรีบเอาไปใช้คืนให้นะ”

“แล้วจะให้เอาไปให้ที่ไหน?” ปาริดาเงี่ยฟังที่อยู่ รีบหาปากกามาจดชื่อโรงแรมไว้ทันที “โรงแรมเชียงใหม่เกรทวิวนะ”

“ห้อง 402 มาลีรินทร์ย้ำเลขห้องอีกครั้ง

“โอเค ห้อง 402 เดี๋ยวฉันจะสั่งให้ลูกน้องเอาเงินไปให้แล้วกัน ห้าหมื่นพอมั้ย?”

“พอจ้ะ ขอบใจมากนะริ ถ้าไม่มีแก ฉันคงหนีไม่รอดแน่”

“หนีไปได้แล้วก็ระวังตัวเองด้วย เมื่อกี้พี่เวยังขู่ฉันอยู่เลยว่า จะลากตัวแกกลับมาก่อนสิ้นเดือนให้ได้”

“ไม่มีทางเจอฉันแน่ รับรอง”

“ดูแลตัวเองด้วยนะรินทร์ มีอะไรให้รีบโทร.หาฉันทันที อย่าลืม” ว่าแล้วก็วางสายไป ใจก็นึกภาวนาให้มาลีรินทร์ได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ แม้ว่ามันจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม เพราะในเมื่อเพื่อนเลือกแล้ว เธอเองก็จะเคารพการตัดสินใจ และพร้อมที่จะช่วยเหลือทันทีเช่นกัน

 

พอเสียงพูดคุยของผู้หญิงบนเครื่องดักฟังเล็กๆ จบลง เวธัสก็หันมามองหน้าธนเดชที่นั่งอยู่ด้วยกันบนรถทันที โชคดีที่ธนเดชเป็นมืออาชีพ จึงมีเครื่องดักฟังเอาไว้ใช้ในคราวจำเป็นเช่นคราวนี้ จึงทำให้ชายหนุ่มรู้ว่า ที่แท้เธอก็หนีไปซ่อนตัวอยู่เชียงใหม่ไม่ใช่ภูเก็ต หลอกให้พวกเขาหลงทางอยู่ได้เป็นวัน

“ผมจะไปเชียงใหม่ตอนนี้เลยครับ” ธนเดชพูดอย่างรู้งาน คราวนี้เขาไม่พลาดเป็นรอบที่สองแน่

“ตามตัวมาให้ได้ก่อนสิ้นเดือนนี้ คุณต้องการอะไรผมจะหาให้ ไม่เกี่ยงวิธีการ แต่ขอแค่ลากรินทร์กลับมาให้ได้ในสภาพสมบูรณ์” เวธัสย้ำเสียงเครียด เวลาเริ่มหมดลงทุกที

“ครับ รับรองว่าคราวนี้คุณรินทร์หนีไม่รอดแน่”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #30 25329789 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 18:59
    ลุ้น ๆ
    #30
    0
  2. #17 PUFFER :D (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 19:33
    เรื่องนี้เปิดมาก็ตื่นเต้นเลย
    #17
    0