หลิวจิวเหมย สุดยอดจอมนางแห่งแคว้นซาน

ตอนที่ 46 : ถ้ำสัจจะมรกต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32,849
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,419 ครั้ง
    29 ก.ค. 62

“พี่เสี่ยวจิงยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ” มาครั้งนี้นางนอนห้องเดียวกับพี่เสี่ยวจิง คิดว่าหลังนางอาบน้ำเสร็จแล้วอีกฝ่ายจะนอนหลับไปแล้วเช่นเหมือนอยู่ที่บ้าน แต่คืนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะเพราะพระจันทร์กลมโตน่ามองก็เป็นได้จึงทำให้พี่เสี่ยวจิงเหม่อมองใจลอยได้เช่นนี้ “อากาศหนาวเดี๋ยวจะไม่สบายนะเจ้าคะ”

“วันพรุ่งเจ้าจะเข้าไปในหุบเขาจริงๆใช่หรือไม่จิวเหมย”

“เจ้าค่ะ หากไม่เข้าไปก็ยากจะรู้ได้ว่าเหตุใดสัตว์อสูรจึงออกมาทำร้ายชาวบ้านเช่นนี้”

“หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับข้า...”

“ทุกคนจะปลอดภัยเจ้าค่ะ”

“ข้าก็แค่อยากพูดเผื่อไว้”

“พี่เสี่ยวจิงจะปลอดภัยเจ้าค่ะ ข้ายังไม่อยากถูกประหารหรอกนะเจ้าคะ”

“จิวเหมย”

“ข้าล้อเล่นเจ้าค่ะ พี่เสี่ยวจิงก็ทราบแล้วนี่เจ้าคะว่าฝ่าบาททรงจริงจังเพียงใด ถึงกับยอมแลกทุกอย่างเพื่อพี่เสี่ยวจิงเลยนะเจ้าคะ เหตุใดไม่ยอมใจอ่อนให้ฝ่าบาทเสียที เป็นฮองเฮาก็ไม่ได้แย่นักหรอกเจ้าค่ะหากได้อยู่เคียงข้างชายที่รัก”

“คืนนั้น...เจ้ารู้ว่าเป็นข้างั้นหรือ”

“ข้าอยู่กับพี่เสี่ยวจิงมาก็นานแล้วนะเจ้าคะ ทุกครั้งที่ข้าฝึกกับพี่เสี่ยวจิงนั้นมีบ่อยครั้งที่พี่เสี่ยวจิงไม่พอใจข้าที่อ่อนแอไม่ได้ดั่งใจ พี่เสี่ยวจิงอาจจะไม่รู้ว่าตนเองนั้นปล่อยปราณสังหารออกมาเบาๆให้จับสัมผัสได้ เหตุใดข้าจะจำไม่ได้เล่าเจ้าคะว่าผู้ที่พี่หยางจับสัมผัสได้ในคืนนั้นคือพี่สาวคนเก่งที่อยู่กับข้าตลอด”

“เจ้านี่ไม่อาจดูแคลนได้จริงๆ ถึงเช่นนั้นก็เถอะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกจิวเหมย”

“ยังไม่ลองสู้เลยเหตุใดพี่เสี่ยวจิงจึงด่วนสรุปและยอมแพ้ง่ายๆเช่นนี้เล่าเจ้าคะ”

“สู้หรือ”

“เจ้าค่ะ ลองสู้สักตั้ง หากสู้จนสุดทางแล้วมันไม่ไหวจริงๆก็ถอยออกมาก สำหรับข้า หากยังสู้ไม่ขาดใจข้าจะไม่มีวันยอมแพ้เป็นอันขาด พี่เสี่ยวจิงเองก็เป็นนักสู้มิใช่หรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดกับเรื่องความรักจึงไม่คิดสู้แม้สักครั้ง ฝ่าบาทเองก็พร้อมจะสู้ไปกับพี่เสี่ยวจิงนะเจ้าคะ” หม่อมฉันก็ช่วยได้เท่านี้แหละนะเพคะฝ่าบาท “ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะพี่เสี่ยวจิง” คืนนี้นางคงได้ยินเสียงถอนหายใจทั้งคืนเป็นแน่

วันรุ่งขึ้นนางใช้เวลาในช่วงกลางวันไปกับการเที่ยวเล่นในเมืองหลวงของแคว้นเยี่ยน บางอย่างก็มีเหมือนๆกับแคว้นซานแต่บางอย่างก็มีแค่เฉพาะที่แคว้นเยี่ยนเท่านั้น โดยเฉพาะพืชผัก นางซื้อเมล็ดของพวกมันกลับไปมากทีเดียว ในเมื่อได้มาทั้งทีก็ต้องขนกลับไปให้คุ้ม

ตกเย็นพวกนางก็เตรียมพร้อมสำหรับเข้าไปในหุบเขาเหลียนเหมยซาน เสี่ยวหู่ถึงกับไม่ยอมทานอะไรทั้งวันเพื่อจะเข้าไปอิ่มหนำในนั้น ส่วนเมืองอวิ๋นนั้นสหายของท่านน้าลู่ไป๋กับจอมยุทธ์ผู้อื่นจะเป็นผู้เฝ้าระวัง เมื่อสัตว์อสูรเริ่มปรากฎตัวพวกนางก็รีบไปยังจุดที่เป็นทางเข้าไปในหุบเขาทันที

“อย่าออกนอกเส้นทางเป็นอันขาด”

“ในนี้หนาวกว่าข้างนอกมากนัก” เงียบสงบ ไร้เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ นางที่ตอนนี้อยู่บนหลังเสี่ยวหู่สอดส่องสายตาไปรอบๆอย่างระแวดระวัง “จับสัมผัสสิ่งใดได้หรือไม่เสี่ยวหู่” เจ้าตัวยักษ์ส่ายหน้าแล้วเชิดหน้าเดินต่อ “ข้าว่ามันเงียบจนผิดปกตินะเสี่ยวหู่ ในหุบเขามันควรจะเงียบเช่นนี้หรือ” จู่ๆขนกายของนางก็ลุกชันไปทั้งตัวเพราะลมหนาวที่พัดผ่าน แต่นางสัมผัสได้ว่ามันมีบางอย่างที่มากกว่านั้น ไอเวทย์ที่มากับสายลมนั้นช่างเข้มข้นและรุนแรงยิ่งนัก

“เราต้องเข้าไปลึกถึงหุบเขาชั้นในนะเหมยเอ๋อร์”

“ต้องรีบ หากสัตว์อสูรกลับเข้ามาข้าเกรงว่าจะเป็นอันตรายยิ่งขึ้น” นางตัดสินใจให้ทุกคนขึ้นนั่งบนตัวของเสี่ยวหู่เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง พวกนางเพียงห้าคนนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเสี่ยวหู่ มันขยายร่างใหญ่ขึ้นอีกเพื่อให้พวกนางนั่งสบายๆ นางนั่งหน้าสุด ตามด้วยพี่เสี่ยวจิง ไท่หลง พี่หยาง หลังสุดเป็นท่านน้าลู่ไป๋ที่นั่งหันหลังชนพี่หยางอีกทีเพื่อระวังด้านหลัง นางเองก็เปิดสัมผัสเพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติเช่นกัน

เสี่ยวหู่เดินลึกเข้ามาในหุบเขาราวกับรู้เส้นทางเป็นอย่างดี มันเดินไปตามเส้นทางไม่มีลังเลเลยสักนิด เมื่อนางถามก็ได้ความว่ามันเคยอยู่ที่นี่ก่อนจะย้ายไปอยู่ยังป่าที่นางพบตัวมัน ที่มันถูกทำร้ายก็เพราะว่าเพิ่งจะเข้าไปอยู่และไม่ชินเส้นทางหลบหนีทำให้สัตว์อสูรระดังสูงตัวอื่นที่คิดว่าพวกมันจะมาแย่งที่อยู่ทำร้ายเอา

“เช่นนี้เจ้าก็มีพี่น้องร่วมฝูงอยู่ที่นี่นะสิ” มันตอบกลับมาว่ามี แต่พวกมันไม่ได้อยู่เป็นหลักแหล่งจึงยากจะหาตัวได้พบ “แล้วนี่เจ้าจะพาพวกข้าไปที่ใดหรือ เดินกันมาก็นานแล้วนะ” มันไม่ตอบแต่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก บรรยากาศรอบๆจากป่าทึบกลายเป็นหุบเขาและหน้าผาชัน นางแหงนมองจนคอตั้งก็ยังไม่เห็นปลายยอดหน้าผา

“ทางตัน นี่เราถึงหุบเขาชั้นในแล้วอย่างนั้นหรือ” เสี่ยวหูส่งเสียงแง้วตอบกลับมาว่ายัง มันเตือนให้นางกับทุกคนจับขนมันไว้ให้แน่นก่อนที่มันจะทยานปีนขึ้นไปตามหน้าผาสูงชันนั้นอย่างคล่องแคล่ว แต่นางนี่สิหัวใจจะวาย

หน้าโต้ลมอยู่ชั่วครู่เสี่ยวหู่ก็พาพวกนางมาหยุดยังจุดๆหนึ่งที่เป็นปากถ้ำ มันสะบัดตัวเพื่อให้พวกนางลงจากตัวของมันและบอกให้เดินเข้าไปเพราะทางด้านในนั้นแคบมันไม่สามารถเข้าไปทั้งที่ตัวใหญ่เช่นนี้ได้

“เวทย์ในนี้ช่างเข้มข้นและแข็งแกร่งยิ่งนัก ที่นี่คือที่ใดหรือเสี่ยวหู่

“แง้ว แง่ว”

“ถ้ำสัจจะมรกต” พูดถึงมรกตแสงสีเขียวภายในถ้ำก็ปรากฏในทันที เสี่ยวหู่วิ่งนำเข้าไปอย่างร่าเริง พวกนางจึงเดินตามเข้าไปอย่างระมัดระวัง ทุกคนกระชับกระบี่ในมือไว้แน่นพร้อมป้องกันตัวในทันทีหากถูกจู่โจม แต่ดูเหมือนว่าในนี้จะเป็นเพียงถ้ำที่ว่างเปล่าเท่านั้น ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่เลย “ข้าได้ยินเสียงน้ำตกเจ้าค่ะ” ทุกคนเดินตามเสี่ยวหู่ลึกเข้าไปในถ้ำ ยิ่งลึกมากเท่าใดอากาศก็ยิ่งหนาวเย็นมากขึ้นเท่านั้น จนในที่สุดพวกนางก็ได้เห็นน้ำตกสูงที่ไม่คิดว่าจะอยู่ในนี้ได้

“เจ้าพาพวกข้าเข้ามาในนี้ทำไมเสี่ยวหู่ ข้าไม่เห็นจะมีสิ่งใดเลยนอกจากน้ำตกนี่กับแสงสีเขียว” เสี่ยวหู่หันมาส่งเสี่ยงแง้วใส่ไท่หลงอย่างเดือดดาล ที่ว่ามันเดือดดาลเพราะมันด่าไท่หลงว่าโง่เง่านะสิ แต่นางจะไม่แปลให้สหายได้รับรู้ก็แล้วกัน “มันบอกว่าอะไรหรือจิวเหมย”

“มันให้เราเข้าไปในถ้ำที่อยู่หลังน้ำตก”

“มีถ้ำอยู่หลังน้ำตกอีกเช่นนั้นหรือ” เสี่ยวหู่เดินนำทางลัดเลาะไปตามแนวโขดหิน พวกนางถูกละอองน้ำจนเปียกไปทั้งตัวเพิ่มความหนาวเหน็บให้ร่างกายยิ่งขึ้นไปอีก แต่เมื่อเข้ามาในถ้ำหลังน้ำตกแล้วอากาศในถ้ำกลับอบอุ่นอีกทั้งชุดของพวกนางที่เคยเปียกก็แห้งสนิทจนจ้าวไท่หลงอุทานไม่หยุดว่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

เสี่ยวหู่คาบชายชุดของนางแล้วลากให้เดินตามไปยังข้างในถ้ำ แสงสีเขียวคล้ายแสงเหนือส่องนำทางทำให้ภายในถ้ำไม่มืดจนเกินไปนัก เดินเพียงไม่นานนางก็ได้พบกับที่มาของแสงสีเขียวเมื่ออัญมณีที่เรียกกันว่ามรกตกำลังส่องแสงสะท้อนกับผนังของถ้ำทำให้เกิดประกายสีเขียวเช่นที่เห็น ช่างงดงามยิ่งนัก

“อัญมณีนี่นา! มากมายจนเรื่องเล่าของท่านอาจารย์เทียบไม่ติดเลย”

“มีเพียงอัญมณีหรือเสี่ยวหู่” มันตอบว่าไม่ แล้วดึงนางไปอีกทางที่เป็นผนังถ้ำ แต่หากสังเกตุดีๆจะเห็นว่ามีอักขระเวทย์อยู่บนนั้น เสี่ยวหู่ให้นางท่องเวทย์บทหนึ่งตามที่มันบอก ครั้งแรกนั้นไม่ได้ผลเพราะนางขาดความหนักแน่น เสี่ยวหู่จึงให้นางท่องจนคล่องปากแล้วร่ายเวทย์บทนี้อีกครั้ง เมื่อร่ายจบถ้ำก็สั่นไหวจนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แต่ทันใดนั้นฝาผนังถ้ำด้านที่มีอักขระเวทย์ก็เปิดออกเผยให้เห็นห้องลับที่อัดแน่นไปด้วยตำรามากมาย

“ตำราเวทย์!

“เสี่ยวหู่” มันบอกว่าของในนี้นั้นไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถเข้ามาได้ก็จะสามารถนำออกไปได้เช่นกัน อัญมณีนั้นเป็นของล้ำค่าที่หากผู้ใดได้พบก็ย่อมอยากได้กลับไป แม้ตำราเวทย์ก็น่าสนใจไม่น้อยแต่หากไม่รู้เวทย์บทที่มันให้นางถ่องก็ไม่อาจเปิดห้องลับนี้ได้ มันให้พวกนางเลือกของที่อยากได้ไปเพียงคนละหนึ่งชิ้นเท่านั้น หากผู้ใดเลือกอัญมณีก็สามารถเอามันกลับไปได้เท่าที่ต้องการ สำหรับนางนั้นอัญมณีนั้นไร้ความหมายเพราะแค่ของท่านแม่ที่นางมีก็ใช้ไม่หมดแล้ว

แต่ มันบอกว่าไม่ได้มีเท่านี้ มันลากชายชุดนางไปอีกด้านของผนังถ้ำ จากนั้นก็ให้นางร่ายเวทย์อีกบทหนึ่งซึ่งเป็นคนละบทกับฝั่งของตำราเวทย์ แต่ครานี้นางร่ายเวทย์บทนี้ได้ตั้งแต่ครั้งแรก ผนังถ้ำเปิดออกเผยให้เห็นอาวุธทุกชนิดที่โลกนี้จะมีอัดแน่นอยู่ในนั้นอย่างเป็นระเบียบ พี่หยางกับท่านน้าลู่ไป๋ถึงกับก้าวเข้ามาดูอย่างรวดเร็ว

“พวกท่านสามารถหยิบของในนี้ไปได้คนละหนึ่งชิ้นเท่านั้นเจ้าค่ะ เลือกให้ดีและมันจะรับใช้ผู้ที่เลือกมัน” ได้ยินนางพูดเช่นนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปดูของต่างๆอย่างสนใจ จ้าวไท่หลงตรงไปยังอัญมณี ท่านน้าลู่ไป๋ พี่หยาง พี่เสี่ยวจิงนั้นอยู่ที่ส่วนของอาวุธ ส่วนนางนั้นสนใจตำราเวทย์เป็นอย่างมาก “ตำราบทไหนเหมาะกับข้างั้นหรือเสี่ยวหู่” นางเปิดดูตำราเวทย์แต่ละเล่มอย่างตั้งใจ จนมาสะดุดกับตำราเวทย์มิติธาตุ “มันเป็นเช่นไรหรือเสี่ยวหู่” มันเล่าว่าหากผู้ใดครอบครองเวทย์บทนี้จะสามารถสร้างมิติของตนเองได้ ภายในมิตินั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้เวทย์ไม่ว่าจะต้องการสิ่งใด เช่น หากนางต้องการสมุนไพรหายากก็สามารถสั่งให้มิติธาตุปลูกมันขึ้นมาได้ อีกทั้งยังเป็นที่หลบภัยได้อีกด้วย

มันยังบอกอีกว่านางไม่จำเป็นต้องมีอาวุธเพราะธาตุทั้งสองที่นางครอบครองนั้นเป็นอาวุธที่วิเศษที่สุดแล้ว แต่มิติธาตุนั้นจะช่วยให้นางทำสิ่งต่างๆได้ดีมากขึ้น ไม่ต้องสกัดยาเอง ไม่ต้องปลูกสมุนไพรเอง ปลูกผักปลูกข้าวได้ตามต้องการไม่จำกัดบริเวณ สามารถสร้างอาวุธชั้นยอดได้อีกต่างหาก ทุกสิ่งทุกอย่างในมิติธาตุนั้นล้วนเป็นของดีและมีคุณภาพ หากเป็นอาวุธอานุภาพของมันก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าของที่เอาออกไปจากถ้ำนี้ ข้อเสียของมิติธาตุก็คือ ต้องใช้ปราณจำนวนมาก หากปราณไม่แข็งแกร่งก็ไม่สามารถเข้าไปในมิติธาตุได้

“มันคล้ายกับของท่านแม่หรือไม่” มันบอกว่าไม่ ของท่านแม่นั้นเป็นมิติที่ผู้เป็นเจ้าของจะได้ครอบครองของเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่ใช่มิติธาตุ และไม่สามารถใช้ของผู้อื่นได้หากไม่ใช้มันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในมิติธาตุที่นางสนใจนั้นนางสามารถทำทุกอย่างได้อิสระ ของทุกอย่างในมิติธาตุนั้นนางสามารถเอาออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ อีกทั้งนางยังสามารถครอบครองธาตุอื่นๆได้อีกด้วยหากต้องการ “นี่มันสุดยอดตำราเวทย์เลยมิใช่หรือ”

“แง่ว แง้ว” (ผู้คนจึงแสวงหาทางเข้ามาที่นี่อย่างไรเล่า)

“แล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดเข้ามาที่นี่ได้กันเล่า” มันบอกว่าคนพวกนั้นหากไม่ถูกสัตว์อสูรฆ่าตายก็ตกเหวตาย เพราะทางขึ้นมาที่นี่นั้นต้องอาศัยสัตว์อสูรระดับสูงเช่นมันเท่านั้นพาขึ้นมาได้ ทางเดียวที่จะเข้ามาในถ้ำได้ก็คือต้องครอบครองสัตว์อสูร “นี่เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าพวกข้าไม่ได้อยากมาที่นี่แต่มาเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้สัตว์อสูรพวกนั้นออกไปทำร้ายชาวบ้าน ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าพามาที่นี่เลยนะ” มันบอกว่าได้เข้าแล้วก็ต้องได้อะไรกลับไปบ้าง

ไปเอาความคิดเช่นนี้มาจากที่ใดนะ ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก

“พวกข้าจะเลือกอาวุธไปคนละชิ้น เจ้าเล่าจิวเหมย”

“ตำราเวทย์เจ้าค่ะท่านน้า เจ้าเล่าไท่หลง เลือกได้หรือยัง”

“ข้ายังติดสินใจไม่ได้เลย อัญมณีพวกนี้น่าสนใจก็จริงแต่ก็มีวันหมด ตำราเวทย์เองก็คงจะไม่เหมาะกับข้าเท่าใดนัก สิ่งสุดท้ายที่คงจะเอาไปได้ก็คงเป็นอาวุธพวกนี้ แต่ข้ายังไม่แน่ใจนักว่าอาวุธใดเหมาะกับข้ามากที่สุด”

“น้องยิงธนูเก่งมิใช่หรือหลงเอ๋อร์”

“พี่ใหญ่คิดว่าข้าเหมาะกับธนูหรือขอรับ”

“พี่เพียงคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เจ้าทำได้ดี แต่หากเจ้าชอบอาวุธชิ้นอื่นก็ตามใจเจ้าเถิด” จ้าวไท่หลงเป็นเลิศเรื่องการยิงธนู แม้นางจะไม่เห็นสหายยิงธนูบ่อยครั้งนักแต่พี่เสี่ยวจิงหรือแม้แต่ท่านน้าลู่ไป๋เล่าให้นางฟังบ่อยๆว่าไท่หลงนั้นฝีมือด้านธนูเป็นเลิศไม่แพ้ผู้ใด พี่เสี่ยวจิงจึงเลือกจะสอนการต่อสู้แบบประชิดตัวมากกว่าจะสอนอย่างอื่นเพื่อให้ไท่หลงนำไปประยุกต์ใช้กับการต่อสู้แบบอื่น ในที่สุดจ้าวไท่หลงก็ตัดสินใจเลือกเอาธนูสีขาวมาครอบครอง

“หากเลือกได้แล้วก็ออกจากถ้ำกันเถิดเจ้าค่ะ เรายังไม่รู้เลยว่าเหตุใดสัตว์อสูรถึงออกจากหุบเขา” เสี่ยวหู่พาพวกนางออกมาทางด้านหลังของถ้ำ ก่อนจะขยายร่างให้พวกนางได้นั่งแล้วทยานลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง หุบเขาด้านนี้นั้นอุดมสมบูรณ์กว่าอีกด้านที่ติดกับเมืองอวิ๋นมากนัก งดงามราวกับอยู่ในสวรรค์ เสียงจิ้งหรีดเรไรไพเราะ นางพบว่าระหว่างช่องเขานั้นสามารถเดินทะลุช่องเล็กๆไปยังหุบเขาอีกด้านได้ด้วย

“นั่นมันสิ่งใดกัน”

“เหมือนแท่นบูชา” พวกนางลงจากหลังเสี่ยวหู่แล้วเดินไปยังแท่นสีขาวที่คล้ายกับแท่นบูชา เมื่อได้เห็นชัดๆก็พบว่าบนแท่นหินนั้นเต็มไปด้วยอักขระเวทย์ “มีรอยปริแตกอยู่หลายจุด เพราะเหตุนี้หรือไม่ที่ทำให้เวทย์เสื่อมลง” พวกนางขยับตัวเข้าหากันมากขึ้นเมื่อจับการเคลื่อนไหวได้ “สัตว์อสูรจำนวนมากกำลังมุ่งมากทางนี้ จะทำเช่นไรกันดี”

“เสี่ยวหู่บอกว่าให้พวกท่านต้านทานสัตว์อสูรพวกนั้นไว้ มันจะให้ข้าร่ายเวทย์เพื่อซ่อมแซมแท่นหินนี้เจ้าค่ะ” แท่นหินนี้คือสิ่งที่ควบคุมไม่ให้สัตว์อสูรออกจากหุบเขานี้ได้ จอมเวทย์ในอดีตเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา

“เช่นนั้นก็ต้องรีบกันสักหน่อยแล้ว” ทุกคนกระจายตัวยืนล้อมรอบแท่นหินเอาไว้ ยามนี้นั้นพระอาทิตย์กำลังจะทอแสงอีกครั้ง เสี่ยวหู่ให้นางรวบรวมปราณแล้วร่ายเวทย์ตามที่มันบอก แต่ยังไม่ทันจะเปล่งเสียง สัตว์อสูรฝูงแรกก็มาถึง พี่หยางกับท่านน้าลู่ไป๋เตรียมรับมือ เมื่อมันเห็นพวกนางอยู่ที่แท่นหินก็พุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย “เร็วเข้าเถิดเหมยเอ๋อร์”

นางท่องเวทย์ตามที่เสี่ยวหู่บอก แต่เพราะจิตใจของนางไม่สงบมันจึงไม่ได้ผล นางรีบทำสมาธิแล้วร่ายเวทย์อีกครั้ง เสียงของนางกึกก้องไปทั่วป่าราวกับมีเครื่องกระจายเสียง สัตว์อสูรน้อยใหญ่ขานรับคำรามจนหุบเขาสะเทือน รอยปริแตกเริ่มจะสมานเข้าด้วยกัน อักขระเวทย์บนแท่นหินเรืองแสงเปล่งประกายขึ้น

เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แท่นหินสีขาวก็เปล่งไอสีขาวออกมาจางๆราวกับมันมีชีวิต เสี่ยวหู่ให้นางร่ายเวทย์อีกบทเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันแท่นหินนี้ไม่ให้สัตว์อสูรเข้ามาทำลายมันได้ เมื่อนางท่องเวทย์บทสุดท้ายได้ขึ้นใจ เสี่ยวหู่ก็ขยายร่างแล้วอ้าปากกลืนกินสัตว์อสูรพวกนั้นเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย นางตั้งสติแล้วร่ายเวทย์ป้องกัน แต่นางเพิ่มความแน่นหนาให้แท่นหินนี้ด้วยการใช้ธาตุดำเป็นเกราะป้องกันอีกชั้น ไม่ว่าสัตว์อสูรตัวใดย่างกลายเข้ามามันจะถูกธาตุดำของนางกลืนกินจนตาย

“โฮก เอิ้ก” อิ่มจนเรอเลยหรือเสี่ยวหู่!

“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

“เป็นเพราะแท่นหินนี่จริงๆสินะ” ตอนนี้สัตว์อสูรที่รอดจากการถูกดูดเข้าปากเสี่ยวหู่หนีหายไปแล้ว เจ้าตัวยักษ์ที่นอนเลียมือเลียเท้าอยู่บอกว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเพราะมีสัตว์อสูรเข้ามาถึงได้นี้ได้แล้วทำให้แท่นหินร้าว อักขระเวทย์ที่ลงไว้บนหินจึงไม่สมบูรณ์ ปกติแล้วนั้นสัตว์อสูรจะไม่เข้ามาลึกถึงหุบเขาชั้นนี้ “แล้วเจ้ารู้ได้เช่นไรเล่า หรือว่าเจ้าเคยเข้ามา” มันบอกว่ามันรู้ทุกเรื่องของหุบเขาเหลียนเหมยซาน แม้ตอนนั้นมันยังเด็กแต่มันคือผู้ถูกเลือก

“รีบกลับออกจากหุบเขากันเถิด พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว”

“มาเถิดเสี่ยวหู่ กินเข้าไปมากเช่นนั้นต้องเดินย่อยสักหน่อยนะ มิเช่นนั้นเจ้าจะอ้วนจะกลิ้งได้” ทุกคนขึ้นบนหลังของมันอีกครั้ง ซึ่งเส้นทางที่มันเลือกจะพาพวกนางกลับออกไปก็คือช่องเขาเล็กๆที่เป็นเส้นทางสัญจรของสัตว์อสูรในหุบเขานี้ แต่พอออกมาถึงหุบเขาอีกด้านนางจึงได้รู้ว่าเหตุใดสัตว์อสูรจึงเข้าไปในนั้นไม่ค่อยได้

ก็เล่นมีม่านเวทย์ปกปิดไว้เช่นนี้คงมีผู้ใดผ่านเข้าไปได้หรอก

ระหว่างทางมันก็คอยดมสมุนไพรให้นางด้วย ชนิดใดน่าเก็บมันก็ถอนแล้วคาบโยนขึ้นมาให้นางที่นั่งบนหลังของมัน มาถึงทางเข้าป่านางก็ได้สมุนไพรหายากมาจนเต็มไม้เต็มมือ เสี่ยวหู่หดตัวเล็กลงแล้วอ้อนให้นางอุ้มมันกลับไป

“ก็ได้ เพราะวันนี้เจ้าให้พวกข้าขี่หลังมาทั้งคืนหรอกนะถึงยอม” แต่ท่านน้าลู่ไป๋มาแย่งมันไปอุ้มเสียก่อนเพราะเห็นว่าขนาดตัวของมันกับขนาดแขนของนางนั้นเช่นไรก็ไม่สามารถอุ้มมันได้เป็นแน่ นางอุ้มได้แต่ก็หนักอยู่เหมือนกัน

“นี่พวกเจ้า...ออกจากหุบเขาได้เช่นนั้นหรือ”

“แล้วเหตุใดจะออกมาไม่ได้เล่าจางอี้ชิง ทางนี้เป็นเช่นไร”

“ไม่เสียหายมาก ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆพวกมันก็กลับเข้าหุบเขาไปอย่างเร่งรีบ ข้าเองก็เป็นห่วงพวกเจ้าอยู่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นหรือไม่ เห็นออกมากันครบเช่นนี้ก็ค่อยสบายใจหน่อย”

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสเจ้าค่ะที่ช่วยเหลือ”

“เรียกข้าว่าพี่ชายเถิด ข้ายังอ่อนเยาว์เกินจะเป็นผู้อาวุโสนะแม่นางน้อย”

“เหอะ อ่อนเยาว์ของเจ้านั้นอายุห้าร้อยปีได้แล้วกระมัง”

“ปากเสียยิ่งนักฟ่านลู่ไป๋!

“ห้าร้อยปี! ผู้อาวุโสอายุห้าร้อยปีแล้วหรือขอรับ โอ้โห”

“ข้าเพียงยี่สิบเท่านั้น” ท่านน้าลู่ไป๋ถึงกับหัวเราะจนน้ำตาไหล สหายคู่นี้นี่มันยังไงกันนะ

“หากเจ้ายี่สิบข้าคงยังไม่เกิดกระมัง ฮ่าๆ กลับโรงเตี๊ยมกันเถิดจิวเหมย ปล่อยตาแก่ไม่ยอมรับความจริงอยู่ที่นี่ไปผู้เดียวเถิด” พวกนางไปเอาม้าที่ผูกไว้ทางเข้าเมืองอวิ๋นแล้วควบกลับไปยังเมืองหลวงแคว้นเยี่ยนทันที ตอนนี้นางทั้งหิวและง่วงนอนเป็นที่สุด เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อเอาอาหารมาให้อย่างด่วน กินอิ่มก็ขึ้นห้องไปอาบน้ำเตรียมนอน

“แง้วๆ แง่ว”

“ไม่เอา ข้าอยากนอนเต็มทีแล้ว” เสี่ยวหู่บอกให้นางฝึกเวทย์มิติเป็นบทแรกในทันที แต่นางนั้นอ่อนแรงเกินกว่าจะฝึกสิ่งใดต่อแล้วในวันนี้ “เจ้าเองก็นอนบ้างเถิดเสี่ยวหู่” สตินางกำลังจะดับแต่เสียวแง้วๆของมันก็ดังไม่หยุด

“แง้วๆๆ แง่ว” (เจ้าต้องรีบฝึกมิติธาตุเดี๋ยวนี้นะจิวเหมย!)

“อืม ตื่นก่อนก็แล้วกัน”

“แง่ว แง้ว” (หากเจ้าไม่ลุกมาฝึกเวทย์ข้าจะกินเจ้าเดี๋ยวนี้!”)

ขู่ได้ขู่ดี ลุกก็ได้!

“ข้าจะให้เจ้าอดอาหารสักสามวันเสี่ยวหู่!

“แง้วๆ” (ข้าหากินเองก็ได้)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.419K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,321 ความคิดเห็น

  1. #4048 yukai (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 06:57

    ขอบคุณ
    #4,048
    0
  2. #3956 Nuthathai Por (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 21:17

    เสี่ยวหู่กล้าขู่กินนายเลยเหรอ

    #3,956
    0
  3. #3785 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 13:02
    เสี่ยวหู่เทพฝุด 55555
    #3,785
    0
  4. #3242 สายลมที่ผลิปลิว (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 19:05
    หึหึหึๆๆ
    #3,242
    0
  5. #2376 Lukiris Tink (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 07:21

    มีเสี่ยวหู มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว 555
    #2,376
    0
  6. #2279 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 08:20

    เสี่ยวหู่น่ารักจัง

    #2,279
    0
  7. #2260 Amnesia N (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 23:02
    เสี่ยวหู่บอกแล้วไงใครแคร์
    #2,260
    0
  8. #2257 Skoat Skoat (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 21:50
    อ้าวแล้วไม่ได้รางวัล​5หมื่นตำลึงทองหรอกรึ
    #2,257
    0
  9. #2256 Earthkid (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 21:09
    อยากได้บ้างอ่ะอยากได้เสี่ยวหู่บ้างอ่ะ
    #2,256
    0
  10. #2253 อัมพร (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 19:50

    ขอบคุณค่ะ

    #2,253
    0
  11. #2250 Nuengsupasit (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 19:29

    555555 กล้าขู่หรอเสี่ยวหู่ ระวังอดน่ะ
    #2,250
    0
  12. #2246 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 17:29

    เสี่ยวหู่น่ารักจัง

    #2,246
    0
  13. #2245 Userphasi (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 17:29

    อยากได้เสี่ยวหู่มาเลี้ยงจัง

    #2,245
    0
  14. #2244 wadeepanman (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 16:41
    ต้องมีอะไรรออยู่ถึงให้รีบฝึก
    #2,244
    0
  15. #2243 sasonsasai (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 14:59
    แมวอ้วนเสี่ยวหู555
    #2,243
    0
  16. #2242 karoojung (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 14:37

    เสี่ยวหู่น่ารัก สงสัยอยากเข้าไปเล่นในมิติเวทของ จิวเหมยเร็วๆเเน่ๆเลย เสี่ยวหู่

    #2,242
    0
  17. #2241 natsume0000 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 14:04

    เอ่...บังคับให้รีบฝึกนี่จะมีไรเกิดขึ้นน้ออออ..มีทะเลาะกันแบบน่ารัก555+ท่านน้านี่ปริศนาอย่างเยอะอ่ะ..
    #2,241
    0
  18. #2240 Kanthima_28 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 13:25
    ทะเลาะกับ-็ได้ด้วย
    #2,240
    0
  19. #2239 pongladapapoom (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 13:20
    เสี่ยวหู่มีขู่ ได้มีผอมแน่งานนี้ 555+
    #2,239
    0
  20. #2238 nightmask (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 12:29
    น้องน่ารักกก
    #2,238
    0
  21. #2237 usaonly (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 12:29

    ทำไมเสี่ยวทู่บังคับให้เรียนบทแรกอย่างเร่งด่วน จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกแน่เลย

    #2,237
    0
  22. #2235 หมูแดง (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 11:47

    ไรร์ขาาาาาาเค้าชอบบบบบบเสี่ยวหู่น่ารักกกกกกกมากกกกกกกกกกอยากด้ายยยยยยยยยวอ่ะ

    #2,235
    0
  23. #2233 Freshen (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 11:31
    น่ารักจริงๆ เสี่ยวหู่
    #2,233
    0
  24. #2232 Just7the7devil (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 11:27
    น่ารักกกก
    #2,232
    0
  25. #2231 Prince Esthetic (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 11:20

    เหมือนได้พี่เลี้ยง

    #2,231
    0