SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 6 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 4 วันที่ (ไม่) สำคัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,698
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    26 ส.ค. 62


บทที่ 4 วันที่ (ไม่) สำคัญ

 

 

“เอกสารที่คุณเผิงต้องเซ็นอนุมันติครับ”

เมื่อแฟ้มเอกสารสีดำถูกวางลงบนโต๊ะ เขาละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้วหันมอง ก่อนเอื้อมมือหยิบแฟ้มงานขึ้นมาเปิดอ่านดู

“เดือนหน้านี้จะมีลูกค้าจากต่างประเทศติดต่อมา นายจัดการหาคนไปรับรองเขาและนำเสนอแผนงานของบริษัทด้วย แล้วเรื่องการติดต่อส่งอาหารสำเร็จรูปไปต่างประเทศ ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไปแล้ว” อวิ่นเยว่เอ่ยถามขึ้นขณะที่สายตายังมองเอกสารตรงหน้า เขาคือประธานบริษัท S คนปัจจุบันที่อายุไม่ถึงสามสิบและขึ้นบริหารงานต่อจากเผิงลู่เสียน ผู้เป็นมารดา ด้วยความสามารถและการบริหารงาน ทำให้ธุรกิจกำลังเติบโตไปด้วยดีทั้งในประเทศรวมถึงต่างประเทศ

“ตอนนี้รอทางนั้นติดต่อกลับมาและทำสัญญากันครับ เขาบอกว่าให้คำตอบภายในสิ้นเดือนนี้” ผู้ช่วยหนุ่มตอบ

อวิ่นเยว่พยักหน้าก่อนพูดต่อไปว่า “เรื่องเอกสารที่ลูกค้าติดต่อมารีบดำเนินการให้เสร็จด้วย”

“ครับ เออ...คือของที่ให้ผมนำไปคืนผู้หญิงคนนั้น...”เจตนิพัทธ์เกริ่นขึ้นอย่างไม่เต็มเสียงมากนัก เพราะมันไม่ใช่ เรื่องสำคัญอะไรมากมายที่เขาควรจะรายงาน อีกทั้งเจ้านายคงไม่สนใจอยู่แล้ว  

อวิ่นเยว่เงยหน้าขึ้นมอง “มีอะไร ?”

“เออ เปล่าครับ”  เจตนิพัทธ์ไม่กล้าบอกความจริงที่หญิงสาวคนนั้นของอาสาเลี้ยงอาหารหนึ่งมื้อแก่เจ้านาย

อวิ่นเยว่ปิดแฟ้มเอกสารและส่งคืน สายตาก็เหลือบมองเห็นซองสีชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนหน้านั้น ซึ่งเขาเองก็ยุ่งกับการเจรจาธุรกิจกับลูกค้าจึงไม่ได้สนมากนัก

“การ์ดแต่งงานของลูกชายคุณลภัสรดาครับ” เจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้น

“งานแต่งงาน ?” ชายหนุ่มมีท่าทีตกใจเล็กน้อย เขาเอื้อมมือหยิบซองสีชมพูที่วางอยู่หัวมุมโต๊ะขึ้นมาและเปิดดูทันที วันแต่งงานที่ใกล้ถึงในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้านี้ และเป็นช่วงที่เขาไม่มีการเดินทางไปต่างประเทศอย่างพอดี จึงปฏิเสธที่จะไม่ไปก็ไม่ได้ เป็นถึงคู่ค้าคนสำคัญด้วย

“ไม่มีอะไรแล้ว ผมขอไปทำงานที่ค้างอยู่ต่อก่อนนะครับ” เมื่อพูดจบเจตนิพัทธ์ก็เดินออกจากห้องทำงานไปทันที

อวิ่นเยว่ถอนหายใจก่อนเก็บการ์ดลงในซองวางไว้ในลิ้นชักของโต๊ะทำงาน สายตาคมจ้องมองภายในลิ้นชักราวกับถูกมนต์สะกดไว้ เขายังเก็บไว้อยู่อีกหรือ ? ...นึกว่าโยนทิ้งลงขยะไปซะแล้ว

เขาเอื้อมมือหยิบรูปขึ้นมามองด้วยแววตาที่เย็นชาก่อนจะขย้ำจนเป็นแค่กระดาษแล้วโยนทิ้งลงในถังขยะอย่างไม่ใยดี เพราะไม่มีความจำเป็นที่ต้องเก็บไว้อีก อวิ่นเยว่เรียกสติของตนเองกลับมา ก่อนจะจดจออยู่กับงานตรงหน้าอีกครั้ง

 

เสียงออดดังขึ้นบอกถึงเวลาเลิกเรียน ลฎาภาเดินเข้าในในโรงเรียนอนุบาล พลางมองไปยังรถที่ขับเข้าออกและเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นเพื่อรอผู้ปกครองมารับกลับบ้านในช่วงตอนเย็น หญิงสาวเดินเข้ามานั่งรอด้านนอกที่โต๊ะม้าหินอ่อนจัดวางอยู่ จนกระทั่งถูกสะกิดเรียกจากทางด้านหลังจึงรีบหันไป

มองแล้วพบกับเกณิกาเพื่อนที่เป็นครูประจำอยู่ที่นี่

“ยัยจอม ขอโทษนะ” เกณิกาเดินเข้ามาหาพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไร” ลฎาภายิ้มรับอย่างอารมณ์ดี

เกณิกาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พักให้หายเหนื่อย แต่ยังไม่ทันพูดอะไรเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน เธอกดรับและเมื่อได้ฟังฝ่ายตรงข้างพูดทำให้แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา

“แกวันนี้อาจจะต้องรอหน่อยนะ” เกณิกาพูดเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกผิด ความจริงแล้ววันนี้ไม่ใช่เวรช่วงเย็นแต่เพราะเพื่อนครูอีกคนนั้นดันติดธุระสำคัญขึ้นมาจึงฝากวานให้อยู่แทน “ไม่สิ อาจจะช้ามากๆ เลยก็ได้”

ลฎาภาเลิกคิ้วมองเพื่อนสาวเป็นเชิงสงสัย

“ดูท่าวันนี้ พ่อของเด็กคนนั้นอาจจะมารับช้าอีกแล้วน่ะสิ” เมื่อพูดจบก็หันไปมองเด็กชายที่นั่งอยู่เพียงลำพัง ใบหน้ากลมน่ารัก ริมฝีปากเล็กสีชมพู ทว่าแววตานั้นกลับไม่สดใสเสียเลย

“น่ารักอะแก” ลฎาภาเอ่ยปากชมพร้อมกับลุกขึ้น

“แกรอฉันหน่อยนะ ฉันต้องรอจนกว่าพ่อของเขาจะมารับ”

ลฎาภามองเด็กน้อยอย่างเพลินตา “เขาน่ารักมาก พ่อกับแม่เขาต้องสวยและหล่อมากแน่ ๆ”

“แกเป็นเอามากนะ ชอบเด็กแต่ไม่อยากมีแฟน”

“มันต่างกันนะย่ะ” หญิงสาวหันมาพูดอย่างหัวเสีย “ฉันชอบเด็ก แต่ไม่ได้อยากจะแต่งงานมีลูกสักหน่อย”

“จ้ะ แม่คนรักเด็ก”

“ฉันเข้าไปทักเด็กคนนั้นได้ไหมแก” ลฎาภาเอ่ยถามโดยที่สายตายังคงมองเด็กชายอยู่

“ก็ไปสิ แต่เด็กคนนั้นไม่ค่อยพูดนะ แกอาจจะไม่ชอบ...” ยังฟังไม่ทันจบลฎาภาก็ไม่อยู่ตรงนี้เสียแล้ว เกณิกามองเพื่อนสาวที่เดินเข้าไปหาและย่อตังนั่งลงตรงหน้าของเด็กชาย

ลฎาภานั่งจ้องอยู่นานพอสมควรที่เด็กชายจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรมากนัก ทว่าหญิงสาวก็ยังส่งยิ้มหวานให้กลับไป

“ให้พี่เล่นเป็นเพื่อนไหม ?”

เด็กน้อยจ้องมองและส่ายหน้าก่อนจะหันหลังหนีทันที ลฎาภามองเห็นเด็กชายนั่งกลิ้งลูกบอลพลาสติก เป็นเวลานาน จึงลุกขึ้นเดินไปยอตัวนั่งที่หน้าของเด็กชายอีกครั้ง

“เล่นคนเดียวเหงาน้า” เธอยังคงพูดพร้อมกับยิ้มหวานให้แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวกลมนั้นยังไม่คิดที่จะคุยด้วยสักนิด

“ป๊ะป๋าบอกว่าห้ามคุยกับคนแปลกหน้า คุณป้าเป็นคนแปลกหน้า”

คุณป้า ?!  

หญิงสาวรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย เมื่อได้ยิน แต่เพราะความน่ารักและแก้มทั้งสองข้างนั้น ทำให้เธอใจอ่อนอีกครั้ง

“ยัยจอม ดูท่าแกจะชอบเด็กคนนี้มากเลยนะ” เกณิกาเดินเข้ามาหา

“ก็น่ารักนี่ ฉันชอบเด็กผู้ชาย แก้มกลม ๆ ตาตี๋ น่าร๊ากอะ” หญิงสาวพูดขณะที่มองเด็กชายหันหน้าหนีและเล่นลูกบอลเพียงลำพัง ก่อนหันมาเอ่ยถามเกณิกาต่อไปว่า “แล้วพ่อของเขาจะมารับตอนไหนละ”

เกณิกาเมื่อได้ยินก็ถอนหายใจออกมา ไม่กล้าพูดเพราะเกรงใจเพื่อนรักนั่นเอง ทั้งที่เป็นฝ่ายนัดแท้ ๆ

“ฉันไม่รู้เหมือนกัน ขอโทษนะแก เด็กคนนี้ถ้าวันไหนที่พ่อของเขามารับช้า ครูเวรประจำวันบางครั้งต้องอยู่รอจนกว่าจะมารับ ฉันไม่รู้ว่าเขาจะมารับตอนไหน...”

ลฎาภาส่งสายตามองไปที่เด็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง “แล้วแม่ของเขาละ ทำไมไม่มารับแทน”

“ฉันก็ไม่รู้นะตั้งแต่เด็กคนนี้เข้าเรียน ก็มีแต่พ่อของเขาที่มารับ อีกอย่างแกก็ดูไม่ใช่เด็กมีปัญหาอะไรด้วย”

หญิงสาวได้แต่พยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าไปหาเด็กชายอีกครั้ง

“มาโยนบอลเล่นกันไหม ?”

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจแล้วพูดขึ้นว่า “คุณป้าจะเล่นเหรอ”

ลฎาภาฉีกยิ้มหวานแล้วกัดฟันพูดว่า “ต้องเรียกพี่สาวสิจ๊ะ”

“ไม่เอา”

หญิงสาวยังคงฉีกยิ้มหวานให้เด็กน้อยอยู่ทั้งที่ในใจก็รู้สึกขุ่นเคืองกับคำพูดเกินอายุ เธอยังไม่แก่มากขนาดนั้นสักหน่อย เรียกซะเสียหายหมด

“งั้น เรามาเล่นกันเถอะ”

เมื่อพูดจบก็เดินไปแล้วหยิบบอลขึ้นมา เด็กชายมองด้วยสายตาที่ไม่พอใจสักเท่าไหร่ ครั้นหญิงสาวโยนบอลส่งให้เด็กน้อยรับและโยนส่งกลับใบหน้าที่บูดบึ้งก็ค่อย ๆ มีรอยยิ้มปรากฏออกมา

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานมากขนาดไหนที่ลฎาภาโยนบอลเล่นกับเด็กชายจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าลงเรื่อย ๆ กำลังแรงกายของเธอก็ตกเพราะเหนื่อยล้าจากการวิ่งไปมานั่นเอง หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยกมือขึ้นโบกพัดใบหน้าคลายความร้อน

+++++ ต่อ +++++

“ฉันไปล้างหน้าก่อนนะแก” ลฎาภาเดินเข้าไปหาเกณิกาแล้วหันมองเด็กชายที่กำลังโยนบอลเล่นอยู่เพียงลำพังต่อโดยไม่สนใจเธอ ครั้นเพื่อนสาวพยักหน้ารับเธอจึงเดินเข้าไปข้างในเพื่อล้างหน้าล้างตาให้หายเหนื่อย ก่อนจะเดินออกมาพอดีกับที่สายตามองเห็นเด็กชายเดินจูงมือผู้ชายคนหนึ่งออกไป

หญิงสาวเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นในทันที “เด็กคนนั้นกลับแล้วเหรอ ?”

เกณิกาพยักหน้าแทนคำตอบก่อนพูดขึ้น “งั้นแกรออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปเอาของก่อน”

ลฎาภาพยักหน้าก่อนจะเดินมาหาที่นั่งรอที่โต๊ะหินอ่อน ไม่นานนักเกณิกาเดินออกมาพร้อมสัมภาระและสะกิดเรียก “ไปกันเถอะ”

หญิงสาวทั้งสองเดินออกมาจากรั้วโรงเรียนและโบกแท็กซี่เพื่อไปยังจุดหมาย แต่กว่าที่จะเดินทางมาถึงและเลือกร้านเข้ามานั่งกินกันได้ใช้เวลาเกือบชั่วโมง แน่นอนว่าตอนนี้ความหิวได้ครอบง่ำจิตใจของลฎาภาไปเรียบร้อย ทันทีที่ที่เนื้อหมูสดถูกเสิร์ฟลงมาบนโต๊ะหญิงสาวก็หยุดบทสนทนาลงและใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูลงกระทะอย่างทันที เมื่อเต็มเตารอให้สุกแล้วหญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อเปิดบทสนทนาต่อไป

“จริงสิ เห็นว่าพี่รักจะแต่งงานในเร็ว ๆ นี้แล้วนะ”

“หา !” เกณิกาส่งเลียงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ก่อนถามต่อไปว่า “กับพี่อาร์ตอะไรนั่นใช่ไหม ? ”

ลฎาภาส่ายหน้าพลางถอนหายใจออกมา “ไม่รู้เหมือนกัน”

เกณิกาเมื่อได้ฟังก็ขมวดคิ้วชนกันด้วยความงุนงง

“พี่รักเลิกกับพี่อาร์ตแล้วน่ะ ส่วนผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยฉันไม่รู้จักหรอก” ลฎาภาพูดด้วยสีหน้าหนักใจ เพราะเป็นห่วงเรื่องการแต่งงาน แต่นั่นเป็นความต้องการของพี่สาว ซึ่งเธอเองก็ได้เพียงแต่หวังให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี อีกอย่างตอนนี้ให้ล้มเลิกงานแต่งคงไม่ทันการแล้ว เพราะแจกการ์ด ตัดชุดอะไรเสร็จเรียบร้อย ไม่คิดว่าจะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบในเวลาไม่ถึงเดือน

“แกคิดว่า คนที่เพิ่งเจอจะรักกันตอนแต่งงานไหม”

เกณิกายิ้มที่มุมปากหัวเราะออกมา “จอม เรื่องความรักมันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน เราไม่รู้หรอกวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร”

หญิงสาวยิ้มเจื่อนที่มุมปากราวกับว่าไม่ค่อยเชื่อในความรักสักเท่าไหร่

“ไม่นะ ฉันไม่ค่อยสนใจกับเรื่องแบบนี้”

“แกควรจะสนใจหน่อยก็ดีนะ”

“ไม่อะ ขี้เกียจมีปัญหาตามมาทีหลัง”

เมื่อเกณิกาได้ยินก็ส่ายหน้าออกมาคบกันมาเป็นสิบปี ใช่ว่าเพื่อนของเธอไม่มีผู้ชายเข้ามาจีบ แต่เจ้าตัวกับสร้าง กำแพงขึ้นมาปฏิเสธความรักที่เข้ามาเพียงบอกแค่ว่า รักกันมากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเลิกกันอยู่ดี

“แกก็เป็นซะแบบนี้” เกณิกามองเพื่อนสนิทแล้วถอนหายใจออกมา

“เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ” ลฎาภาตัดบททันทีก่อนก้มหน้าก้มตากินโดยไม่สนใจอะไร ไม่มีความรักก็ไม่ได้ตายสักหน่อย อยู่แบบนี้ไปก็มีความสุขดีแล้ว


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ไม่คิดว่าวันนี้ที่พยายามอยากจะหนีนั้นมาถึงแล้ว ศรันภัทรยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมเปลี่ยนชุดเจ้าบ่าว ทั้งที่อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะเริ่มงานแต่ง ไม่คิดเลยว่าเรื่องที่ไม่ต้องการมากที่สุดในชีวิตกลับเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ถ้าหากวันนั้นไม่เขาไปทักทายเธอก่อนแล้วละก็ป่านนี้ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้น 

“ตาพี เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ...ตายแล้ว ! นี่จะเริ่มงานแล้วนะ ทำไมยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกละ”

ชายหนุ่มยังไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใด เขาหันหน้ามองมารดาที่เดินเข้ามาหาแล้วก้มหลบสายตาราวกับว่าไม่ต้องการให้งานแต่งนี้เกิดขึ้น

“รับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวแขกจะมากันแล้ว”

ลภัสรดาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แม้ว่าจะรู้ความรู้สึกของลูกชายดีแต่ทว่านี่ก็เป็นสิ่งที่หล่อนคิดว่าดีที่สุดแล้ว ในอนาคตหากทุกอย่างไปต่อไม่ได้ ถึงตอนนั้นคงมีทางออกทีดี

“อีกสักพักผมจะตามไป” ศรันภัทรพูดด้วยน้ำเสียงแผ่ว จิตใจของเขาย่ำแย่มากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ นอกจากจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่รักแล้ว ยังแต่งงานกับเพศตรงข้ามที่ไม่ได้รักอีกด้วย ! เขารู้ดีว่ามารดาอาจจะรู้เรื่องนี้นานแล้ว แต่ก็ไม่เคยเปิดปากพูดอะไร เพียงแค่นัดเขาดูตัวกับฝ่ายหญิงไปเรื่อย ๆ ก็เท่านั้น ครั้งนี้ถือว่าสวรรค์ลงทัณฑ์ให้ต้องใช้ชีวิตกับเธอ อันที่จริงแล้วเคยคิดจะเก็บเสื้อผ้าข้าวของและหนีออกจากบ้านไปเสีย ถ้าหากหนีไปทรัพย์ทุกอย่างคงถูกตัดจนเหลือเพียงแค่ตัวเท่านั้นแม้จะหางานอาจจะยากด้วยซ้ำ เชื่อว่าบิดาของเขาทำมันแน่

คนเป็นแม่มองแล้วถอนหายใจออกมา หากว่าลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียวทำตัวเจ้าชู้ ออกไปเที่ยวกับผู้หญิงบ้าง หล่อนก็คงไม่ต้องใช้วิธีนี้หรอก

แต่ก็ดีกว่าได้ลูกเขยมาแทนล่ะนะ...

“งั้นแม่จะลงไปรอข้างล่างนะรีบลงมาล่ะ”

เมื่อพูดจบก็เดินออกจากห้องไปในทันที ลภัสรดายังไม่เดินลงไปที่ชั้นล่างแต่เดินมาห้องอีกฝั่งที่ถลัชนันท์เตรียมตัวอยู่ แม้ในใจจะไม่ชอบเรื่องอายุที่มากกว่าลูกชายก็ตามแต่ถ้านิสัยและการงานแล้วก็ถือว่าไม่ได้แย่ เพียงแต่ว่าหลังจากนี้ชีวิตคู่จะเป็นอย่างไร หล่อนเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นกัน


ทันทีลภัสรดาเปิดประตูห้องเข้าไป ขณะที่ช่างแต่งหน้า ช่างทำผมกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอยู่

“เสร็จแล้วหรือ ?”

ถลัชนันท์หันมองและพยักหน้าตอบก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ค่ะ คือ...” หญิงสาวมีท่าทีอึดอัดที่จะพูดกับอีกฝ่าย เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันมา มาพบเจอกันเลือกของแต่งงานหรือตัดชุดแต่งงาน เธอก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงแม้แต่น้อยตรงกันข้ามกลับยิ่งรู้สึกเกร็งมากกว่าเดิม ก็แน่ละ...เขาเป็นคนมีฐานนะดีมาก ตรงข้ามกับครอบครัวของเธอ ถึงจะบอกว่ามีรีสอร์ตก็เถอะ แต่ยังเทียบเท่าไม่ได้เลยสักนิด

ลภัสรดามองว่าที่ลูกสะใภ้ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพึงใจ

“ต่อไปนี้ก็เรียกฉันว่า คุณแม่นะ ไม่อย่างนั้นคนอื่นได้ยินเข้าจะว่าฉันรังแกสะใภ้”

“ค่ะ คุณป้า..เออคุณแม่” ถลัชนันท์ขานรับอย่างเกร็ง ๆ พลางก้มหน้าหลบสายตาราวกับว่าไม่อยากสบตามองนาน ๆ ไม่รู้ว่าการตัดสินใจนี้ถูกต้องหรือเปล่า เสียตัวครั้งแรกและครั้งเดียวสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก แต่ที่ตกลงแต่งงานเพราะไม่อยากอยู่บนคานเท่านั้นเอง

          “ถ้างั้นก็ลงไปรอข้างล่างเถอะ อีกสักพักแขกคงจะทยอยกันมาแล้ว”

          “ค่ะ” ถลัชนันท์ขานรับขณะที่ลภัสรดาเดินนำออกไปตามด้วยช่างแต่งหน้าและทำผม เวลานี้ในห้องเหลือเพียงเธอเท่านั้น หญิงสาวหมุนตัวหันมองไปในกระจก มองตัวเองไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี

          “แกถอยหลังไม่ได้แล้ว...แต่งไปก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ดีแล้วค่อยหย่า ไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว !” หญิงสาวพูดกับตัวเองพลางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพื่อเตรียมต้อนรับแขกในงาน

         

          ลฎาภาชะเง้อคอมองเข้าไปในงานแต่งของพี่สาวที่ถูกจัดขึ้นในโรงแรมอย่างหรูหรา มีคนมากมายต่างเดินเข้าไปในงานกัน หญิงสาวขยับตัวเดินถอยออกห่างมาช่างใจคิดอย่างหนักถ้าจะไม่มาเลยในฐานะน้องสาวก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีมากนัก แต่ทว่าเธอไม่ชินกับการออกงานโดยมีคนมากหน้าหลากตาเยอะไปหมดขนาดนี้ ภายในงานที่เมื่อครู่มองดูถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามสมกับฐานนะของฝ่ายชาย แต่ทว่า...จะให้เธอเดินเข้าไปจริง ๆ น่ะหรือ

          สุดท้ายแล้วก็เดินเข้าไปในงานจนได้ เธอถอนหายใจออกมา เป็นงานแต่งที่รู้สึกอึดอัดแท้ ทั้งที่ควรจะไปดูพี่สาวแต่งตัวแต่ไม่ได้ไปหา เพราะดูเหมือนว่าพี่เธอต้องการแบบนั้นเหมือนกัน ดวงตากลมกวาดสายตามองไปยังอาหารที่ถูกจัดวางแบบบุฟเฟต์และค็อกเทลผสมกันมีโต๊ะนั่งจำนวนหนึ่งแต่ไม่ใช่แขกทุกคนที่จะนั่งสนทนากัน บ้างก็ยืนคุย บ้างก็เดินมาตักอาหาร ทว่าสำหรับเธอแล้วคงยืนร่วมงานเงียบ ๆ จนจบล่ะมั้ง

          ลฎาภายืนอยู่ราว ๆ สิบนาที ก็มีเสียงดังขึ้น ทำให้หันไปมองแล้วก็เห็นเจ้าสาวเจ้าบ่าวเดินเข้ามาพร้อมกัน เธอหันไปมองแม้จะอยู่ในระยะที่มองเห็นถลัชนันท์ไปชัดเจน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปทักทาย เพราะว่ามีคนมากมายต่างเดินเข้าไปทักทายเจ้าบ่าวกัน

        ไม่ไปดีกว่า ไว้นอกรอบแล้วกัน

          หญิงสาวถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าไม่เหมาะกับสังคมคนรวยและก็ทำตัวไม่ค่อยถูก เธอหันมองพี่สาวอยู่นานก่อนจะตัดใจเดินไปหาของกินเพราะเสียงท้องเริ่มประท้วงออกมานั่นเอง

เมื่อหยิบอาหารเข้าปากแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นที่ดึงดูดความสนใจอีกต่อไป ลฎาภาสนใจแต่ของอร่อยตรงหน้าจนกระทั่งได้เวลาเริ่มงานพิธีกรขึ้นมาบนเวทีเพื่อกล่าวเปิดงานถึงความรักของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เธอจึงหันไปฟังโดยที่มือก็ยังหยิบอาการเข้าปากเรื่อย ๆ ดวงตากลมจ้องมองพี่สาวที่อยู่เวทีใบหน้าดูคล้ายจะมีความสุขแต่ก็ไม่เลยสักนิด

ลฎาภาถอนหายใจอีกครั้งจนนับไม่ถ้วน ก่อนจะหันหน้าที่โดยไม่สนใจ

การแต่งงานมีความสุขมากขนาดนั้นเลยเหรอ ?

จวบจนเวลาล่วงผ่านไปเกือบสองชั่วโมง พอดีกับที่ท้องเริ่มอิ่มแล้ว หญิงสาวจึงเดินออกมาด้านนอก ตอนนี้เหลือแค่การตัดเค้กแล้ว อ่าอยากกินด้วยสิ ของหวานเนี่ย !

ถึงจะงานแต่งก็เถอะ แต่น่ากินจัง...

หญิงสาวส่ายหน้าเรียกสติของตนกลับมาเเละรีบเดินออกไปทันที แต่ทว่าดูเหมือนว่าทางเดินอาหารจะปั่นป่วนเสียล้ว ! สงสัยอาหารมื้อเที่ยงจะย่อยซะแล้ว

ลฎาภากวาดสายตามองก่อนจะรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาบริกรของโรงแรมทันที สองเท้าสาวอย่างไวโดยไม่สนใจคนที่มองหรือเดินผ่านไปสักนิดเพราะเป้าหมายตอนนี้คือห้องน้ำ !

เกือบยี่สิบนาทีผ่านไป หญิงสาวเปิดประตูห้องน้ำออกมา เธอเดินมาวางกระเป๋าที่อ่างล้างมือและสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่คิดว่าจะเกิดอาการท้องเสียได้ อาจเป็นเพราะอาหารบางอย่างที่เธอไม่ชินเลยทำให้ท้องเสีย

หญิงสาวล้วงมือในกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นก่อนหันหลังยืนพิงกับอ่างล้างมือ ครั้นเงยหน้าขึ้นมองก็อ้าปากค้างทันที มือที่ถือโทรศัพท์อยู่ก็ปล่อยตกลงไม่รู้ตัว กว่าที่จะตั้งสติได้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้โน้มตัวลงเก็บโทรศัพท์ส่งคืนให้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้เข้าห้องน้ำผิด อาจเป็นที่เธอรีบจนไม่ได้ดูว่าเป็นห้องน้ำชายหรือห้องน้ำหญิง

ลฎาภารีบตั้งสติและเอื้อมมือรับโทรศัพท์คืน ขณะที่ส่งสายตามอง ใบหน้าของเขาที่ยังนิ่งราวกับว่าเจอผู้หญิงเข้าห้องน้ำผิดจนเป็นเรื่องปกติ !

“เออ...ขอบคุณ...ค่ะ” ลฎาภากล่าวไม่เต็มเสียงมากนัก แต่เมือเห็นรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่บนใบหน้าเขาแล้วก็ยิ่งรู้สึกอายมากกว่าเดิม

“คุณเข้าห้องน้ำผิดบ่อยนะ” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งในขณะที่คนฟังกำลังยืนอึ้งและงุนงงอยู่ ครั้นจะตอบกลับก็เดินออกไปจากห้องน้ำแล้ว

คุณเข้าห้องน้ำผิดบ่อยนะ ...พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกัน !

          ลฎาภาก้าวเท้าออกแทบไม่ถูก กว่าที่จะเดินพ้นห้องน้ำออกมาได้มือและขาก็สั่นไปหมด เป็นครั้งแรกที่ทั้งอายและโกรธในเวลาเดียวกัน ผู้ชายคนนั้นเป็นใครทำไมพูดเหมือนกับว่าเคยเจอเธอเข้าห้องน้ำผิดมาก่อนหน้านั้นอย่างนั้นแหละ

          บ้า ๆ บ้าที่สุด เธอไม่ได้เข้าผิดทุกครั้งสักหน่อย

หญิงสาวเดินออกไปด้วยทั้งที่ใจยังสับสน เธอคิดว่าหลังเข้าห้องน้ำเสร็จจะกลับเข้าไปร่วมงานอีกสักหน่อย แต่คงไม่แล้ว หากเข้าไปแล้วเจอเขาที่มาร่วมงานแต่งพี่สาวเธอด้วย คงจะต้องแทรกแผ่นดินหนีจริง ๆ



กว่าจะเสร็จสิ้นงานแต่งเล่นเสียพลังงานกายไปมากพอสมควร ไม่เคยคิดเลยกว่าการแต่งงานจะเหนื่อยมากขนาดนี้ ถลัชนันท์เดินเข้ามานั่งบนเตียงหลังจากที่ผู้ใหญ่ออกไปหมดแล้ว หญิงสาวเหลือบมองชายหนุ่มที่ถอดเสื้อผ้าและเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ ไม่สิ...ต้องเรียกว่าวันนี้คุยกับนับคำได้เลยต่างหาก

          เธออายุมากกว่าเขา และเขาก็ไม่ได้รักเธอ

          นั่นเป็นความจริงที่รู้อยู่ก่อนแต่งงานแล้ว

          ถลัชนันท์ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปแกะผมและถอดเครื่องประดับออก ขณะที่ประตูห้องน้ำเปิดออกมา ดวงตากลมมองเขาแล้วอ้าปากค้างก่อนรีบหลบสายตากลืนน้ำลายลงคอ

โอ๊ย ! คุณพระ ซิกแพคนี่น่าลูบมาก

          หญิงสาวดึงสติของตนกลับมาแล้วหันมองชายหนุ่มที่เปลี่ยนชุดนอนแล้ว เขาหยิบหมอนและผ้าห่มเดินออกมาวางลงที่พื้นตรงปลายเตียง เธอไม่แม้แต่กล้าที่จะเดินไปพูดคุยกับเขาเลยสักนิด จึงทำมีว่ามองไม่เห็นแล้วหยิบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำไปทันที ตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่โต ทีแรกชายหนุ่มค้านเสียงแข็งเพราะต้องการที่จะอยู่คอนโด ฯ เช่นเดิม  แต่ทางครอบครัวไม่ยอมให้ใช้ชีวิตแบบเดิมของใช้จำเป็นบางส่วนจากคอนโด ฯ จึงถูกขนกลับเข้าบ้านเช่นเดิม สำหรับเธอแล้วไม่มีสิทธ์ออกความคิดเห็นเลยแค่ตกลงพยักหน้าเห็นด้วยกับฝ่ายผู้ใหญ่ก็เท่านั้น

          คิดแล้วก็รู้สึกว่า...การตัดสินใจแต่งงานนี้อาจจะเป็นเรื่องที่คิดผิดอย่างมากเลยทีเดียว

          ถลัชนันท์เปิดประตูเดินออกมา เธอจัดการไดร์และหวีผม ก่อนทาครีมบำรุงให้เรียบร้อย ครั้นจะเดินมาที่เตียงก็เห็นชายหนุ่มนอนอยู่จึงก้าวเข้าไปหาและย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ ก่อนเอื้อมมือสะกิดที่แขนเขา

          ศรันภัทรขยับตัวหรี่ตาขึ้นมอง รีบถอยตัวออกห่างทันที

          “เออ...ฉันก็แค่เรียกให้ไปนอนบนเตียงน่ะ” ถลัชนันท์พูดไม่เต็มเสียงมากนักเมื่อสบตามองสายตาของชายหนุ่มแล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกที่เขินอายแต่เป็นความรู้สึกที่รังเกียจหรืออยากออกห่างไกล ๆ เธอรู้ดีว่าศรันภัทรอาจจะไม่ใช่ชายแท้ และนี่คือหนึ่งเหตุผลที่มารดาเขาถึงเร่งรัดให้แต่งงาน หรือบางทีจงใจแกล้งเพื่อให้ถูกเข้าใจผิดก็เป็นได้

          “คุณนอนไปเถอะ” เขาพูดและขยับตัวพลิกหันหลังให้

          “แต่ว่า...” หญิงสาวหนักใจเพราะก็ไม่กล้านอนบนเตียงอย่างสบายใจในเมื่อเจ้าของดันลงไปนอนที่พื้นซะได้

          “นอนแบบนี้คุณจะปวดหลังเอานะ” ถลัชนันท์พูดพลางจ้องมองอีกฝ่ายที่ยังคงนอนนิ่งทำราวกับว่าไม่ได้ยิน จึงขยับตัวลุกขึ้นและเดินไปหยิบหมอน ก่อนเดินกลับมาว่างที่ข้าง ๆ ชายหนุ่ม   

“งั้น ฉันก็นอนเป็นเพื่อนคุณด้วย” เมื่อพูดจบก็ขยับตัวลงนอน ขณะที่ชายหนุ่มหันมาแล้วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาจะขยับตัวถอยหนีก็ไม่ได้อีกเพราะติดปลายเตียงจึงรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่งและหันมองด้วยสายตาไม่พอใจ

“นอนสิ” หญิงสาวพูดแล้วยิ้มให้กับเขา

“ผมจะนอนตรงนี้ คุณไปนอนบนเตียงเถอะ”

ถลัชนันท์มองค้อนด้วยความไม่พอใจ ใครจะกล้าไปนอนโดยให้เจ้าของเตียงนอนพื้นกันละ เธอไม่ได้เรียกร้องให้เขาสนใจหรอกนะ...

“ใครจะกล้าไปนอนละ ! คุณเป็นเจ้าของเตียงกลับนอนพื้น ถ้าฉันนอนบนเตียงนี่รู้สึกผิดนะ...” หญิงสาวเริ่มโวยวายอย่างไม่พอใจที่ชายหนุ่มขยับตัวลงนอนเช่นเดิม “อีกอย่างฉันไม่จับคุณปล้ำหรอกน่า สบายใจได้...ก็คุณไม่ได้ชอบผู้หญิงใช่ไหมล่ะ”

          ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นหันมาจ้องมาด้วยสายตาขุ่นเคือง

          ถลัชนันท์มองแล้วยิ้มเจื่อน ๆ

“ถึงไม่บอกฉันก็รู้นะ...งั้นเรามาเป็นเพื่อนกันดีกว่าไหม ?”

          ศรันภัทรมองหญิงสาวแล้วขยับตัวลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร เขาหยิบหมอนเดินไปนอนบนเตียง ขณะที่ถลัชนันท์หัวเราะออกมา เมื่อเห็นชายหนุ่มลงนอนบนเตียงแล้วเธอจึงหยิบหมอนวางที่เตียงแล้วนอนลงอีกฝั่ง ทว่าเห็นการกระทำของเขาที่ขยับตัวออกห่างจนชิดเกือบขอบเตียง

          “นี่คุณศรันภัทร นอนปกติก็ได้นะ ฉันไม่ข่มขืนคุณหรอก”

          ศรันภัทรนิ่งไม่พูดอะไร เขาพลิกตัวหันหลังให้กับเธอ แล้วพึมพำออกมาว่า “ถ้ารู้แล้วจะแต่งงานทำไม”

          ถลัชนันท์มองเมื่อได้ยินเขาพูด สำหรับเธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรมากมายนักหรอก ก็แค่...

          “ก็ยังดีกว่าขึ้นคาน” เมื่อพูดจบก็ขยับตัวลงนอนพลิกหันหลังให้อีกฝ่ายเช่นกัน ถลัชนันท์ถอนหายใจออกมาราวกับว่าการตัดสินใจนี้ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่มากเท่าไหร่นัก ...ล่ะมั้ง

 

++++++++++++

 หนีรักมาพบคุณฉบับอีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วนะคะ !

Fictionlog >> https://bit.ly/2XfHXIV


  ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

หรือ https://twitter.com/Mamayawriter


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

260 ความคิดเห็น