SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 7 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 5 สวัสดีเจ้านายคนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,973
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    1 เม.ย. 63





บทที่ สวัสดีเจ้านายคนใหม่

 


          ยัยจอมบ้านที่เช่าจะหมดสัญญาแล้ว โทษทีพี่ลืมบอกไป สิ้นเดือนจะหมดสัญญาแล้ว ถ้าจะต่อก็รีบไปต่อเองนะ ถ้าไม่ก็ย้ายออกเดี๋ยวเจ้าของจะปล่อยให้คนอื่นเช่าต่อ

        ป.ล. ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะ

       

          ทันทีที่ตื่นขึ้นมาช่วงสาย เปิดอ่านข้อความจากพี่สาวแล้วก็ยิ้มหัวเราะให้กับตัวเองเพราะไม่รู้ว่าจะร้องไห้  หรือโวยวายออกมาดี สิ้นเดือนนี้ต้องย้ายออกมาบ้านที่เช่าอยู่ แน่นอนว่าปกติแล้วพี่สาวเธอจะเป็นคนจ่ายค่าเช่าบ้านรายเดือน ส่วนเธอเมื่อมาอยู่ก็จะช่วยเรื่องค่าไฟ ค่าน้ำ หรือการซื้อของใช้ กลับมา ตอนนี้เหลือเพียงเธอ ถ้าหากเช่าต่อคงไม่ไหวแน่นอนกับเงินเก็บที่สะสมอยู่ตอนนี้ อีกทั้งถึงแม้ว่าจะได้งานแล้วแต่บริษัทยังไม่ เรียกเข้าทำงานในทันที กว่าจะเริ่มงานก็เดือนหน้าโน้น สรุปแล้วยังว่างงานอีกหนึ่งเดือนเต็ม

          ลฎาภาแทบทรุดเพราะนอกจากต้องหางานพาร์ทไทม์ทำแล้วยังต้องหาที่อยู่ใหม่อีก 

          “เรา...จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไมได้ !

หญิงสาวลุกขึ้นจากเตียงนอนหยิบเสื้อผ้าเดินเข้าไปห้องน้ำทันที ตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออีกสิบสองวันที่จะหาห้องเช่า และงานทำไปก่อนถูกเรียกตัว ก็ยังดีกว่านั่งเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร

          หลังจากแต่งตัวเสร็จก็เดินออกมาแต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไป คือรถ ซึ่งเป็นของพี่สาวเธอ หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาแล้วเดินออกจากรั้วประตูไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอย ลฎาภาจำได้ว่าแถวบ้านที่พักอยู่นั้นก็มีคอนโด ฯ หรือ         อะพาร์ตเมนต์ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่มีห้องว่างให้เช่าเลยในช่วงนี้เธอจึงจำต้องนั่งรถแท็กซี่เลยออกไปอีกประมาณสิบนาทีเพื่อหา      อะพาร์ตเมนต์ราคาถูกที่ว่าง เพราะค่าเช่าคอนโด ฯ รายเดือนนั้นแพงเกินไป ไหนจะค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ และค่าจิปาถะอื่น ๆ อีก

          หญิงสาวลงจากรถแท็กซี่หยุดอยู่ที่หน้าซอย ซึ่งไม่เปลี่ยวและมีคนเดินไปมา รวมทั้งรถเข้าออกด้วย เธอมองพร้อมสูดหายใจลึกภาวนาให้ที่นี่มีห้องว่างดี ๆ ให้เช่าเพราะทำเลที่นี่ดี สองเท้าก้างตรงไปยังจุดหมายจากการแนะนำของเพื่อนที่รู้จักกัน และคำแนะนำของลุงขับรถแท็กซี่เมื่อครู่นี้จึงตัดสินใจมาดู

          ลฎาภายืนอยู่หน้าอะพาร์ตเมนต์ตึก ซึ่งสูงประมาณแปดชั้น ประตูรั้วเปิดให้คนเดินเข้าเดินออกได้สะดวก ภายในรั้วมีลานจอดรถ ป้อมยาม อีกทั้งยังมีร้านขายของชำ รวมถึงร้านข้าวแกงตั้งอยู่ข้างใต้ เป็นที่สะดวกและทำเลดี อีกทั้งระหว่างทางก็มีร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยาด้วย ซึ่งครบถ้วนสำหรับเธอ

          หญิงสาวไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปติดต่อที่ใต้ตึก

          “สวัสดีค่ะ คือจะมาสอบถามว่ายังมีห้องว่างอยู่ไหมคะ ?”

          ลฎาภามองหญิงรูปร่างอ้วนท้วนใส่แว่นวัยกลางคนเดินเข้ามาหา

          “มีห้องอยู่จ้ะ” เจ้าของอะพาร์ตเมนต์ตอบ

          เธอยิ้มออกมาอย่างดีใจ “เออ..แล้วราคาเดือนละเท่าไหร่คะ ?”

          “ห้องพัดลมเดือนละสี่พันห้าร้อยบาท ห้องแอร์เดือนละห้าพันเจ็ดร้อยบาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ อินเทอร์เน็ตเดือนละ สี่ร้อยบาท”

          หญิงสาวยิ้มเจื่อน ๆ เพราะราคาทำให้ตัดสินใจยาก ซึ่งราคาห้องพักส่วนใหญ่ในละแวกนี้หรือที่เธออาศัยอยู่ก็ประมาณนี้ทั้งนั้น “ห้องแอร์นี่สี่พันหกร้อยใช่ไหมคะ ? แล้วมีตู้เย็น กับ...”

          “มีครบหมดนั่นแหละหนู ห้องน้ำ ห้องครัวเล็ก ๆ ก็มีให้เตาแก๊สไฟฟ้าด้วยนะ แถวนี้ป้าถูกสุดแล้ว ไปหาที่อื่นโน้น แปดพันจนถึงหมื่นนั่นแหละ”

          มันก็จริง...หญิงสาวยิ้มให้ขณะที่ก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง

          “แล้วต้องมัดจำยังไงคะ ?”

          “สัญญาเช่าระยะสั้นครึ่งปี ระยะยาวหนึ่งปี ค่ามัดจำห้าพันบาท หมดสัญญาป้าจะคืนให้”

          ลฎาภาพยักหน้ารับรู้ “หนูตกลงเช่าค่ะ”

          “งั้นเข้ามาคุยรายละเอียดก่อน ไปรอข้างในนั้นนะ”

          หญิงสาวพยักหน้าตอบและเดินไปรอในห้องออฟฟิศที่ป้าเจ้าของ    อะพาร์ตเมนต์บอก

          กว่าจะตกลงรายละเอียด จ่ายเงินมัดจำ จ่ายเงินล่วงหน้าเสร็จก็บ่ายสองโมงกว่าแล้ว ลฎาภาเดินออกจากซอยมาขึ้นรถเมล์ตามคำแนะนำของป้าที่บอกว่าหากนั่งรถเมลไปลงอีกป้ายในแยกหน้าก็จะต่อรถอีกคันได้โดยไม่ต้องขึ้นแท็กซี่ให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

          หญิงสาวลงจากรถเมล์แล้วหันมองไปยังร้านอาหารเมื่อเห็นแผ่นใบปลิวประกาศรับสมัครคนทำงานชั่วคราวจึงรีบเดินเข้าไปดูทันทีแต่ก็เดินออกมาเพราะปิดรับสมัครไปนานแล้วแต่ยังไม่ได้นำแผ่นป้ายออก

ลฎาภาเดินถอนหายใจก่อนจะขึ้นรถเมล์จากป้ายเพื่อกลับไปที่บ้านในขณะที่ได้รับข้อความจากพี่สาวของเธอ

        ยัยจอม พี่ฝากเก็บของที่พี่อาร์ตเคยให้ไว้ไปทิ้งให้หมดเลยนะ มีบางอย่างที่ลืมทิ้งน่ะ

          หญิงสาวอยากจะกรีดร้องออกมาทันทีด้วยความขุ่นเคืองใจ แต่ก็ต้องอดกลั้นจนกระทั่งลงจากรถ แวะซื้อผักและผลไม้ข้างทางก่อนกลับบ้าน

          “ต้องรีบหางานแล้วเก็บของย้ายออกไป โอ๊ย...ชีวิตมนุษย์ !

ลฎาภาถอนหายใจจนนับครั้งไม่ถ้วนขณะวางของในห้องครัว      ความจริงแล้วเพียงแค่ย้ายออกจากที่นี่ใช้เงินเก่าที่เก็บอยู่โดยไม่ต้องหางานทำก็ได้ แต่ว่าเงินที่เก็บก็จะหมดไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรซึ่งไม่ใช่นิสัยของเธอ แต่ถ้าจะให้กลับไปอยู่ที่บ้านแบบเดิมก่อนสู้ดิ้นรนเองยังจะดีซะกว่า...


“กลับมาแล้วหรือคะ ?”

ผ่องรำไผแม่บ้านดูแลงานในบ้านเดินเข้ามาหาขณะที่ชายหนุ่มเดิมมาและวางของที่โซฟา

          “อาหยูนอนแล้วหรือครับ” อวิ่นเยว่เอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้า เพราะว่าวันนี้งานค่อนข้างเยอะสำหรับเขา กว่าจะจัดการเสร็จก็เกือบสามทุ่ม แน่นอนว่าลูกชายคงจะไปรับไม่ได้จึงวานให้ป้าผ่องรำไผไปรับแทน

          “นอนแล้วค่ะ เห็นกลับมาก็เงียบไม่พูดอะไรเลย”

          อวิ่นเยว่พยักหน้ารับ แสดงสีหน้าลำบากใจก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เกรงใจ “พรุ่งนี้ผมอยากรบกวนป้าอีกวันไปรับเขาแทนหลังเลิกเรียนได้ไหมครับ ผมคงจะกลับมาไม่ทัน”

          “พรุ่งนี้หรือคะ ป้าว่างนะ แต่อาทิตย์หน้าป้าไม่ว่างนะคะ ป้าต้องไปเยี่ยมพ่อที่ต่างจังหวัดอาจจะไม่ได้เข้ามาทำความสะอาดให้นะคะ”

          ชายหนุ่มพยักหน้ารับโดยไม่ปริปากพูด เพราะรู้สึกเกรงใจป้าผ่องรำไผที่มาช่วยรับลูกชายให้ทั้งที่เขาจะควรเป็นคนรับเอง อันที่จริงก็เคยจ้างพี่เลี้ยงดูแลลูกชายแต่ทุกคนก็อยู่ไม่นานและขอลาออกไป จนช่วงหลังจึงเลิกจ้างไป

          “ไม่เป็นไรครับ อาทิตย์หน้าผมจะกลับเร็ว”

          แม้จะเอ่ยปากออกไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ หลายปีมานี้เขาดูแลลูกชายพร้อมกับพยายามใช้หนี้บริษัทเคยล้มละลายจนหมดสิ้น

          ผ่องรำไผมองอวิ่นเยว่พลางถอนหายใจออกมาด้วยความเห็นใจ แม้จะเอ่ยปากบอกว่าให้แต่งงานใหม่เพื่อหาแม่เลี้ยงดูแลลูกชาย แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งและไม่พูดอะไร จึงรู้ได้ว่าใจนั้นอยากจะลืมความเจ็บปวดให้หมดสิ้น

“ถ้างั้นป้าจะลองหาคนมาดูแลงานบ้านกับอาหยูแทนนะคะ คุณเผิงจะได้ทำงานได้เต็มที่”

“ขอบคุณครับ” เขาตอบก่อนขยับตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปข้างในบ้านขณะที่ป้าผ่องรำไรเดินไปหยิบกระเป๋าสัมภาระและออกจากรั้วบ้านไป แต่ก็ไม่วายที่จะหันกลับมองด้วยความเป็นห่วง อันที่จริงแล้วคุณนายเผิงก็เคยเสนอให้หล่อนอาศัยที่บ้านหลังนี้เพื่อดูแลเรื่องอาหารในบ้านได้อย่างเต็มที่รวมถึงหลานที่เพิ่งเกิดด้วย แต่คงจะไม่ได้เพราะหล่อนเองก็มีลูกสะใภ้และลูกชายที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ทั้งยังมีหลานอีกสามคนจึงอยากจะกลับมาอยู่กับครอบครัวมากกว่า

อวิ่นเยว่เดินเข้ามาในห้องของลูกชายที่หลังสนิทแล้ว เขาย่อตัวนั่งลงขณะที่เด็กชายปรือตาขึ้นมองอย่างงัวเงีย

“ป๊ะป๋า...”

อวิ่นเยว่ยิ้มให้กับเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียง

“วันนี้จะมานอนกับอาหยูไหม ?”

เขาพยักหน้าก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป แม้จะลืมความเจ็บปวดที่อยู่ในใจไปให้หมดจนสิ้น แต่ก็ไม่อาจเลือกรักครั้งใหม่ได้อีก เพราะหัวใจที่เจ็บปวดนั้นต่อให้ลืมไปแค่ไหนก็ยังมีรอยแผลอยู่ดี...

         

          ผ่านมาสองวันแล้วที่ลฎาภาไม่ได้นั่งอยู่เฉยในบ้านเช่นเดิม หลังรับประทานอาหารมือเช้าช่วงสายเสร็จก็รีบจัดเก็บของใช้ส่วนตัวภายให้ห้องใส่กล่องไว้เพื่อสะดวกต่อการขนย้ายของออกในอีกไม่กี่วันที่จะถึง จากนั้นช่วงบ่ายหญิงสาวจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปหางานพาร์ทไทม์ทำ

          “ขอชื่อและเบอร์ติดต่อไว้ก่อนนะคะ วันนี้ผู้จัดการร้านไม่เข้าค่ะ”

          หญิงสาวยิ้มรับและรับกระดาษโน้ตมาเขียนข้อมูลลงไปก่อนจะส่งยื่นให้อีกฝ่าย แล้วเดินออกจากร้านมา วันนี้ก็เป็นเหมือนเดิมคือรอการติดต่อกลับไป

เฮ้อ...บางทีอาจจะต้องกลับไปใช้เงินเก่าที่เก็บออมมาประทังชีวิตไปก่อนช่วงที่ยังว่างงาน

“ร้านตรงนั้นก็ปิดรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ ตรงนี้ก็ด้วย จะไปหาที่ไหนดีละ แถวนี้ก็ถามเกือบทุกร้านแล้วด้วย” ลฎาภาบ่นพึมพำเพียงลำพังขณะที่เดินหันมองไปยังร้านค้าด้วยสีหน้าสุดผิดหวัง ทั้งที่อุตส่าห์หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมาก่อนแล้วแท้ ๆ

“งานก็หายาก ยังจะต้องใช้เงินซื้อของอีก ยัยจอมกลับบ้านไปดีไหมช่วงนี้น่ะ !

ลฎาภานิ่งค้างท่าที่ยืนตะโกนพูดออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว เธอหันมองรอบ ๆ แล้วรีบเดินออกมาโดยไวทันที แต่ทว่ามีหญิงวัยกลางคนได้เดินเข้ามาหาและกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร

“หนูกำลังหางานอยู่เหรอ ?”

เธอส่งสายตามองพลางพยักหน้าตอบอย่างงุนงง

“เออค่ะ ก็แค่ชั่วคราวค่ะ”

“งั้นหนูมาทำงานกับป้าไหม...คือเจ้านายป้าจะหาคนดูแลลูกชายเขาแต่ช่วงอาทิตย์หน้าป้ากลับบ้าน เลยอยากจะหาคนมาดูแลแทน แล้วก็ทำความสะอาด รวมถึง...”

“หนูตกลงค่ะ เออ...กี่วันคะ แล้วเงินรายชั่วโมง...” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงแผ่วอย่างเกรงใจ แต่ใจก็แอบหวั่นกลัวเป็นมิจฉาชีพ

“น่าจะอาทิตย์หนึ่งนะ แต่ถ้าหนูว่างช่วงนี้ป้าจะบอกให้นะ จะได้จ้างมาดูแลลูกชายด้วยเลย”

“จริงหรือคะ !” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและรู้สึกโชคดี

“งั้นป้าขอเบอร์หนูไว้หน่อย เดี๋ยวไว้จะโทรไปอีกทีนะ” ผ่องรำไรพูดด้วยน้ำเสียงโล่งอก ดูจากหน้าตาของหญิงสาวตรงหน้ารวมถึงนิสัยตอนที่คุยแล้วน่าจะไม่มีปัญหา อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่มีเวลาหาคนมาดูแลเรื่องในบ้านแทนตนเองได้แล้ว

ลฎาภาไม่รอช้าที่จะบอกเบอร์ติดต่อขอตนทันที จากนั้นก็คุยกันอีกเล็กน้อยแล้วแยกกันไป หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นมาที่ไม่ต้องหยุดนั่งว่างระหว่างรอเรียกตัวทำงาน แต่เธอก็ยังไม่วางใจเพราะเจ้านายของป้าคนนั้นอาจจะไม่ตอบรับก็ได้

“วันนี้พักดีกว่า”

เธอหันมองร้านอาหารและเสียงร้องของท้องก็ประท้วงดังขึ้นจึงรีบเดินแวะซื้ออาหารมื้อเย็นเพื่อกลับไปกินที่บ้านก่อนจะขึ้นรถกลับในทันที

หลังจากกลับมาได้ไม่นานลฎาภาได้รับโทรศัพท์จากป้าที่คุยเมื่อตอนบ่ายเรื่องงานพาร์ทไทม์ของเธอ รวมถึงการตกลงจ้างงานในช่วงที่เธอยังว่างตลอดหนึ่งเดือน หญิงสาวตอบรับโดยไม่ปฏิเสธอย่างทันทีกว่าจะคุยกับป้าเสร็จก็เกือบครึ่งชั่วโมงรวมถึงวันที่เธอต้องเริ่มมาทำงานคืออาทิตย์ที่จะถึงนี้ เมื่อวางสายลงแล้วจึงเดินมาที่ห้องครัวอุ่นอาหารที่ซื้อมาและไปนั่งรับประทานบนโต๊ะเพียงลำพัง

การกินของลฎาภาใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็เก็บร้านในครัวจนเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวมองเวลาที่ยังพอมีอยู่จึงขึ้นไปขนของในห้องลงมาไว้ด้านล่างจนเกือบหมดแต่ก็ไม่ลืมที่จะส่งข้อความหาพี่สาวเรื่องขอยืมรถขนย้ายของใช้ออกจากบ้าน


ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่มีนัดกับเจ้านายคนใหม่สำหรับการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในวันแรก ช่วงเช้าลฎาภาจึงขอร้องให้พี่สาวช่วยขับรถขนย้ายของไปยังอพาร์ตเมนต์ก่อนจะแยกจากกันเพราะอีกฝ่ายบอกว่ามีธุระที่ต้องไปต่อ หากจะไปส่งเธอคงจะไปไม่ทัน

 หญิงสาวลงจากรถแท็กซี่ทันทีที่จอดอยู่หน้าหมู่บ้าน คราวแรกตั้งใจจะให้ส่งถึงหน้าบ้านเลย ทว่ายามที่หน้าหมู่บ้านบอกว่า บ้านเลขที่นี้เดินไปไม่ไกลมากนักจากป้อมยาม เธอจึงตัดสินใจจ่ายเงินเเละลงจากรถในทันที

ลฎาภาเดินเข้ามาข้างในหมู่บ้าน สายตาก็สอดส่องมองบ้านเลขที่ของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เดินผ่าน จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าประตูรั้วสีน้ำเงิน หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปขณะส่งสายตามองทวนเลขที่บ้านอีกครั้งก่อนจะกดกริ่ง

ไม่นานนักก็เห็นป้าผ่องรำไผเดินออกมาหา หญิงสาวจึงยกมือสวัสดีกล่าวทักทาย

มาพอดีเลย ป้ากำลังจะเตรียมอาหารมื้อเย็น เสร็จก็จะไปแล้วล่ะ” ผ่องรำไผพูดขณะที่เปิดประตูให้ลฎาภาเข้ามา

เออแล้วหนู…” ลฎาภาทำตัวไม่ค่อยถูกเพราะว่าหน้าที่หลักของเธอนอกจากทำความสะอาดบ้านบางครั้งแทนป้าผ่องรำไผแล้วคือการเลี้ยงดูลูกชายของเจ้าของบ้าน

เข้ามาก่อน เดี๋ยวป้าจะไปตามคุณเผิงลงมา

“คุณเผิง ? เขาเป็นต่างชาติหรือคะ”

“ใช่นะ แต่เขาพูดภาษาบ้านเราค่อนข้างชัดเลยล่ะ” ผ่องรำไผอธิบายรายละเอียดที่หญิงสาวสงสัยให้ฟังคร่าว ๆ จนกระทั่งเดินเข้าในในบ้าน

“เดี๋ยวหนูไปรอคุณเผิงที่ห้องรับแขกนะ”

หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปรอในห้องรับแขก ส่งสายตาสำรวจภายในบ้านอย่างวางตัวไม่ถูกจนกระทั่งเสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นทางด้านหลัง

คุณป้าเป็นใครเหรอ ?

ลฎาภารู้สึกไม่ชอบใจกับการเรียกเธอว่า ‘คุณป้า’ เท่าไหร่ หญิงสาวปรับสีหน้าแล้วหันตัวส่งสายตามอง หยุดชะงักลงด้วยความตกใจเล็กน้อย

คุณป้าที่โยนบอลกลม ๆ” น้ำเสียงและใบหน้าคุ้นเคยของเจ้าตัวกลมทำให้หญิงสาวอึ้งอยู่นานแต่ก็ลดความขุ่นเคืองใจไปได้

เธออยู่บ้านหลังนี้เหรอ ?”

เด็กชายจ้องมองด้วยสายตาไม่ไว้ใจก่อนจะขยับถอยออกห่าง ลฎาภามองเห็นหนังสือในมือเธอจึงเดินเข้าไปหาก่อนย่อตัวลงตรงหน้า

อ่านให้ฟังไหม ?”

เด็กชายมองแล้วพูดขึ้น “อาหยูอ่านออก”

ว่าแล้วก็เดินไปนั่งบนโซฟาแล้วเปิกหนังสืออ่าน ลฎาภามองพลางถอนหายใจออกมาแต่ก็หลุดหัวเราะเพราะเจ้าตัวกลมเอาแต่จ้องหน้าหนังสือตาเขม้นราวกับว่าพยายามสะกดอ่านให้ออก

“อ่านให้ฟังไหม ?” ลฎาภาถามอีกครั้ง มองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูแก้มป่องทั้งสองข้างนั้นน่าขยี้จริง ๆ

“อาหยูอ่านออกนะ แต่ง่วงนอนแล้ว” เด็กชายพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ยื่นหนังสือในมือให้กับหญิงสาวตรงหน้า ด้วยความที่ชอบเด็กคนนี้เป็นเดิมทุนอยู่แล้ว มาเจออีกครั้งรู้สึกเอ็นดูมากขึ้น ถึงนิสัยออกจะแปลกไปสักหน่อย

เด็กชายมองอย่างไม่ไว้ใจเช่นเดิมแม้อีกฝ่ายจะหยิบหนังสือมาแล้วเปิดอ่านให้ฟังก็ตาม...

ลฎาภาถอนหายใจหลังอ่านไปได้ครึ่งเรื่อง พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าเจ้าตัวกลมนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาเสียแล้ว

ก็เด็กนี่เนอะ

หญิงสาวยิ้มเเละมองเด็กชายด้วยความเอ็นดู แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าพ่อของเด็กนั้นเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไรทำไมถึงมีลูกน่ารักขนาดนี้

ลฎาภาขยับตัวลุกขึ้นจากโซฟาบิดคลายเมื่อยหลังจากนั่งอยู่นาน นี่ก็เกือบชั่วโมงแล้วแต่ผู้จ้างของเธอก็ไม่มาสักที ครั้งหันไปขณะขยับร่างกายก็ต้องนิ่งตาค้างด้วยความตกใจเเละคอยหนีอย่างทันที

เป็นไปไม่ได้ ! เขาคือ คุณเผิงงั้นเหรอ? ผู้ชายคนนั้นที่ทักเธอเข้าห้องน้ำผิดครั้นไปงานแต่งงานของพี่สาว ลฎาภามองอึ้งอยู่นานก่อนยกมือขึ้นตบใบหน้าตนเองสองสามครั้งเพราะคิดว่าคงจะตาลายเป็นแน่

ปฏิเสธตอนนี้ทันไหมเนี่ยไอ้จอม” หญิงสาวหันบ่นพึมพำกับตนเองก่อนจะหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง

อวิ่นเยว่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแม้จะรู้สึกตกใจอยู่ก็ตาม แน่นอนว่าจำเธอได้เคยพบกันถึงสองครั้ง

เขาเดินเข้ามานั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก

ป๊ะป๋า…” เจ้าตัวกลมปรือตาขึ้นก่อนขยับตัวนั่ง

หญิงสาวอยากจะมุดลงดินในทันที หากไม่ติดที่ว่าชอบเด็กคนนี้อยากเล่นด้วยแล้วละก็จะรีบปฏิเสธงานนี้เสีย อายที่ต้องเจอหน้ากันทุกวัน

นั่งลงก่อนสิ

เออค่ะนี่เอกสารที่ต้องใช้ค่ะ” ลฎาภาวางซองสีน้ำตาลลงบนโต๊ะขณะที่นั่งอยู่โซฟาข้าง ๆ เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายเพราะรู้สึกอาย ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง ทั้งยังเป็นเจ้านายชั่วคราวอีก

อวิ่นเยว่เอื้อมมือหยิบขึ้นและเปิดดูก่อนเก็บใส่ซองและลุกขึ้นยืน เดินจากไปทันทีทิ้งให้หญิงสาวมองอย่างงุนงง โดยที่เขาไม่ได้พูดอะไร 

ลฎาภาลุกขึ้นเดินออกจากห้องรับแขกเพื่อกวาดสายตาหาป้าผ่องรำไผก่อนจะเดินเข้าไปหา

“ป้าคะ ให้หนูช่วยไหมคะ ?”

ผ่องรำไผที่กำลังยกถาดของวางอยู่เดินเข้ามาหาและส่งยื่นให้

“งั้นป้ารบกวนหนูยกไปให้คุณเผิงหน่อยนะ อยู่ที่ชั้นสอง เดินขึ้นไปแล้วเลี้ยงขวาห้องริมสุด”

หญิงสาวพยักหน้ารับขณะเอื้อมมือรับถาดมา ก่อนจะเดินขึ้นบันไดชั้นสองไปตามทางที่ถูกบอกมา เธอเคาะประตูสองสามครั้งแต่ไม่มีการขานรับจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้อง

ห้องทำงานบนชั้นสอง ภายในห้องเรียกว่าเป็นโทนน้ำตาลดำทั้งหมดจนดูน่าหม่นหมอง แต่ก็เหมาะกับเขาดีเหมือนกัน ลฎาภาเดินเข้ามาวางของว่างบนโต๊ะทำงาน ครั้นเงยหน้าหันตัวพบกับตู้หนังสือจึงเดินเข้าไปหา แต่ละเล่มดูแล้วเป็นหนังสือกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นของของวิลเลียม เชกสเปียร์ ดวงตากลมมองหนังสืออย่างหลงใหล ถึงแม้เธอจะไม่ใช่พวกหนอนหนังสือมากก็จริง แต่สมัยเรียนก็ชอบยืมหนังสืออ่านจากหอสมุดมาบ่อย ๆ

The Tempest” เธอพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับหนังสือตรงหน้าจำได้ว่าสมัยเรียนเคยจะยืมมาอ่านแต่ที่หอสมุดนั้นไม่มี และเธอก็ไม่อยากซื้อหนังสือเก็บจะลำบากตอนย้ายหอถ้าหากของเยอะ

สายตามองอย่างอดใจ แม้จะเอื้อมมือแตะของสันหนังสือที่วางอยู่โดนไม่หยิบออกมา

“เฮ้อ...ตัดใจซะยัยจอม” ลฎาภาถอนหายใจออกมาก่อนที่จะหันตัวออก “อุ้ย !

หญิงสาวเผลอหลุดคำอุทานออกมาเมื่อเห็นชายหนุ่มยืนจ้องมองอยู่ เธอยิ้มออกมาเจื่อน ๆ แล้วก้มหน้าลงก่อนจะเดินขยับข้างไปทีละนิด

“ฉันนำอาหารว่างมาให้ค่ะ”

เธอพูดขึ้นโดยไม่กล้าสบตามองเขาเพราะอีกฝ่ายเงียบนิ่งจะเดาไม่ออกว่าโกรธ ไม่พอใจ หรืออะไรกันแน่

“วันนี้ป้าผ่องจะกลับบ้าน ช่วงเย็นหลังอาหยูกินข้าวเสร็จแล้วจัดการดูแลอาบน้ำให้อาหยูด้วย ผมมีงานต้องจัดการให้เสร็จ” อวิ่นเยว่พูดขณะที่เดินมานั่งยังโต๊ะทำงาน เขาไม่ได้สนใจเพียงแค่พูดจบและก้มหน้าหยิบเอกสารที่วางอยู่เปิดอ่าน

ทางด้านลฎาภามองและพยักหน้าก่อนจะรีบออกจากห้องไปโดยไม่ปริปากพูดอะไร เมื่อลงมาชั้นล่างแล้ว พบเจ้าตัวกลมเดินเข้ามาหาด้วยอาการงัวเงีย “ป๊ะป๋า...”

หญิงสาวย่อตัวลงก่อนพูดขึ้น “อยู่ข้างบนทำงานอยู่น่ะ”

เด็กชายพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินกลับไปที่ห้องรับแขกเช่นเดิม เธอรู้สึกว่าความเย็นชาของเขาไม่ใช่โดยนิสัยหรือเปล่าเหมือนกับว่าไม่อยากจะอยู่ใกล้เด็กคนนี้...เฮ้อ ดีนะที่ตัดสินใจเกาะคานอย่างจริงจัง

“หนูจอม ป้าจะต้องไปแล้วนะเดี๋ยวจะตกรถ ถ้ายังไงอาหารเย็นถึงเวลาแล้วนำมาอุ่นอีกรอบแล้วตั้งโต๊ะนะ”

“ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ”


ติ๊ดติ๊ด

เสียงนาฬิกาปลุกแต่ไม่อยากจะตื่นขึ้นและลุกจากเตียงเพราะความเหนื่อยล้าทางร่างกาย นานแล้วที่ลฎาภาไม่ได้ใช้พลังงานกายมากขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยคิดว่าการเป็นพี่เลี้ยงเด็กจะใช้แรงมากขนาดนี้ เธอขยับร่างกายลุกขึ้นนั่งและปิดตัวไปมาก่อนลงจากเตียง  

ลฎาภาใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว จนกระทั่งเดินทางมาถึงบ้านของ     ชายหนุ่มก็เกือบหกโมงเช้า ไม่คิดเลยว่าต้องตื่นมาทำอาหารเช้าให้ด้วย แล้วทำไมถึงไม่จ้างเธออาศัยอยู่ในบ้านด้วยเลยละ ไปมากลับแบบนี้ออกจะลำบาก ถึงแม้เงินจ้างจะเยอะก็เถอะ  

หญิงสาวใช้กุญแจสำรองเปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้าน ก่อนจะตรงไปที่ห้องครัวทันที เธอมีเวลาเตรียมอาหารเช้าสี่สิบห้านาทีก่อนที่ทั้งสองคนจะลงมา

          “เสร็จเรียบร้อย” ลฎาภาปิดเตาแก๊สพลางถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินออกมาเพื่อจัดเตรียมโต๊ะซึ่งพอดีกับที่ชายหนุ่มเดินมา เธอส่งสายตามองแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าลูกชายของเขานั้นไม่มาด้วยหรือ  

          “แล้วอาหยู...”

          “วันนี้ผมมีประชุมเช้า คุณจัดการพาเขาไปส่งที่โรงเรียนด้วย ส่วนนี่เงินค่ารถ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและหยิบเงินวางบนโต๊ะให้กับเธอ

          ห๊า...!

          ลฎาภาไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของชายหนุ่มเท่าไหร่ เขารีบมากถึงขนาดไม่ไปส่งลูกชายเลยหรือ ถ้าไม่ว่างขนาดนั้นจ้างคนขับรถอีกคนมาก็สิ้นเรื่องออก

จะรวยขนาดนี้แท้ ๆ

          “เออ...ค่ะ” เธอขานรับ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัวเก็บของให้เรียบร้อยและเดินขึ้นบันไดขึ้นสอง ขณะที่ได้ยินเสียงรถขับออกจากรั้วประตู

          หญิงสาวเดินมาที่ห้องห้องของเด็กชาย เคาะเรียกก่อนจะเปิดเข้าไปและยังพบว่าอาหยูยังนอนอยู่บนเตียง

          “เด็กน้อย ตื่นได้แล้วน๊า” ลฎาภาส่งเสียงเรียกแต่ไม่มีท่าทีที่เจ้าตัวกลมจะขยับตัวสักนิด จึงเดินเข้าไปไกลและเอื้อมมือแตะที่ตัวเด็กน้อยเพื่อสะกิดให้ตื่น แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสีหน้าและเหงื่อที่ไหลออกมา

          “ตายแล้ว ไม่สบายนี่”

หญิงสาวตั้งสติลุกขึ้นหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เด็กชายแล้วรีบพาเด็กชายส่งโรงพยาบาลทันที เพราะเธอเองก็ไม่กล้าดูแลตอนที่ป่วยหากไม่หายและอาการหนักกว่าเดิมคงไม่ดีแน่

ลฎาภานั่งรอหมออยู่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะโทรศัพท์บอกเขา แต่ลืมไปอีกว่าไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของเขา แต่ก็ได้จังหวะพอดีที่ป้าผ่องโทร. กลับมาหา

ทันทีที่ป้าผ่องรับสายหญิงสาวก็พูดรัวใส่ปลายสายด้วยความร้อนใจ “ป้าผ่องคะ คือน้องอาหยูไม่สบายค่ะ...จอมเลยพาน้องมาโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังไม่โทร.บอกคุณเผิง...”

[เดี๋ยวป้าจะโทร.หาคุณเผิงให้ ฝากหนูดูแลน้องเขาไปก่อนนะ]

“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ลฎาภาเดินเข้าไปหาเด็กชายที่นอนอยู่ มองแล้วก็รู้สึกสงสารเหมือนกันนอกจากพ่อของเขาจะไปว่างแล้วยังไม่ค่อยสนใจลูกตัวเองอีก ทั้งที่จริงออกจะเป็นเด็กขี้อ้อนแท้ ๆ

 

“อาหยูเป็นอย่างไรบ้าง”

ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องชายหนุ่มก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง สองเท้าก้าวเข้าไปหาลูกชายก่อนเอื้อมมือลูกศีรษะอย่างอ่อนโยน ผิดที่เมื่อวานทำงานจนดึกไม่ได้นอนด้วยกันทิ้งให้นอนเพียงลำพังและเมื่อเช้าก็รีบมาจนไม่ได้เข้าไปดู กว่าจะรู้ก็ตอนที่โทร. กลับหาป้าผ่องหลังประชุดเสร็จ ซึ่งผ่านมา

หลายชั่วโมงแล้ว

“ไข้ลดลงแล้วค่ะ”

อวิ่นเยว่พยักหน้ารับก่อนที่จะนั่งลงเก้าอี้ข้างเตียงลูกชาย ในใจได้แต่คาดโทษตัวเองที่มัวแต่ทำงานจนลืมสนใจ

ลฎาภามองสีหน้าอิดโรยและสายตาที่เป็นห่วงลูกชายแล้วเธอก็คลายกังวล ที่แรกคิดว่าเขาจะไม่สนใจเด็กคนนี้เลย แต่ทว่าไม่ใช่นั่นอาจเป็นเพราะมัวแต่ทำงานและไม่มีเวลาดูแลลูกชาย หญิงสาวมองก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ

ในชั้นล่างใต้ตึกของโรงพยาบาลมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารเธอจึงสั่งอาหารมาสองชุด คืออาหารเช้าของเธอที่ยังไม่ตกถึงท้องและสำหรับเขาเป็นมื้อเที่ยง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วย เมื่อเปิดประตูวางของหันมองพบว่าชายหนุ่มนั้นนอนหลับอยู่บนโซฟา เธอเองก็ไม่กล้าที่จะปลุกเขาขึ้นมา แต่ดูท่าแล้วเขายังไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเที่ยงเลย อีกทั้งช่วงเช้าก็รีบกินแล้วออกไปทำงาน

ลฎาภาจ้องมองชายหนุ่มด้วยความลังเลใจ แต่ก็แอบเผลอใจไปกับการจ้องมองใบหน้าหล่อของเขาเป็นเวลานานจนกระทั่งเขาขยับตัวเธอจึงรีบเบี่ยงสายตาหลบไปทางอื่น และเมื่อเห็นว่าลืมตาขึ้นมาแล้วจึงหยิบข้าวกล่องที่ซื้อมาเดินเข้าไปหา

“ฉันคิดว่าคุณยังไม่กินมื้อเที่ยง ก็เลยซื้อมาให้” เธอพูดพร้อมกับส่งข้าวกล่องให้ชายหนุ่ม

อวิ่นเยว่มองด้วยสายตานิ่งโดยที่ไม่พูดอะไร

“ไม่เป็นไร ผมกินมื้อเย็นทีเดียว”

“จะบ้าเหรอคุณ เดี๋ยวก็เป็นลมไปอีกคน ฉันอุ้มมาไม่ไหวหรอกนะ” ลฎาภาพูดจบก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นเจ้านาย เผลอลืมตัวอีกแล้ว

          “ฉันวางไว้ตรงนี้ถ้าคุณหิวก็กินนะคะ”

ลฎาภาวางข้าวกล่องลงและหยิบของเธอขึ้นมา ก่อนหันไปถามเขา “เออ...ฉันกินในห้องได้ไหม ?”

          อันที่จริงก็ไม่ควรจะถามแต่ถ้าเขาออกจากห้องไปไม่มีคนดูแลลูกชายเขาเกิดตื่นขึ้นมาเธอจะทำยังไง ลฎาภามือใหม่กับการเลี้ยงเด็กและการวางตัวแบบนี้ ถึงแม้จะทำงานพบปะลูกค้าก็จริงแต่มันทำให้เธอรู้สึกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

          เมื่อรอนานจนคิดว่าคงไม่ได้คำตอบหญิงสาวจึงหยิบข้าวกล่องเตรียมจะเดินออกไป ครั้นหันก็สะดุ้งเกือบจะทำข้าวกล่องในมือร่วง ดวงตากลมกระพริบมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ เป็นครั้งแรกที่มองเขาใกล้ ๆ แบบนี้ ผมของเขามีสีน้ำตาลดำ นัยน์ตาสีดำ ริมฝีปากเรียว และใบหน้ารูปไข่ ทำให้หัวใจเผลอเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียแล้ว

หญิงสาวรีบเบี่ยงหน้าและสายตาหลบลงทันที

          “เออ...จะเอาข้าวกล่องของคุณใช่ไหม ?”

          อวิ่นเยว่มองหญิงสาวที่หันตัวและหยิบข้าวกล่องส่งยื่นให้

          “กินที่นี่ด้วยกันสิ”

เมื่อพูดจบเขาก็เอื้อมมือหยิบข้าวกล่องไปจากมือของหญิงสาวทิ้งให้เจ้าตัวยืนงุนงงแบบไม่ทันตั้งตัว  ลฎาภามองชายหนุ่มเดินไปนั่งยังโซฟาด้วย    สีหน้าแบบเดิมทำเธอไปต่อไม่ถูก หัวใจดวงน้อยที่ถูกเกาะน้ำแข็งแช่เย็นอยู่นั้นก็รู้สึกมีความร้อนแทรกผ่านเข้ามาราวกับว่ากำลังละลายลง

          เขาไม่เพียงนิ่ง แต่ไม่แสดงสีหน้าอะไร ยิ่งรู้สึกคาดเดาอะไรไม่ถูก ทว่าทำไมในใจเธอกลับรู้สึกแปลกออกไป ความรู้สึกที่อยู่ในใจมันเหมือนกับว่า...คุ้นเคยมากเหมือนเกิน

 

 

 

 


   ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

 สั่งซื้อหนังสือได้ที่ http://www.mamayabook.com/ (คลิก)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

260 ความคิดเห็น

  1. #260 252555555 (@252555555) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 22:52
    อาหยูน่าร้ากกกกกกก
    #260
    1
  2. วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 12:15
    สนุกค่าาาา
    #35
    0