Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 16 : บทที่ ๑๔ : เส้นทางที่ควรจะเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,914
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

บทที่ ๑๔ เส้นทางที่ควรจะเลือก 

            ปลอดคนสักที แถมตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายแบบนั้น คงไม่มีพวกหูดีที่ไหนมาแอบฟังพวกเราคุยกันแน่” เอกกล่าวขึ้นเมื่อเขาพาฉันมาถึงหลังเวทีเรียบร้อยแล้ว

            นายต้องการจะทำอะไรกันแน่น่ะ?” ฉันถามขึ้นมาหลังจากที่เขาพูดจบ

            ถึงจะได้ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมาแล้ว แต่เรื่องราวหลายอย่างของเด็กหนุ่มคนนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาสำหรับฉันอยู่ดี ถึงจะรู้เรื่องว่าเขาคือผู้ที่พลังสูงที่ใช้พลังช่วยเหลือเหล่ากายละเอียด แต่ที่มาที่ไปของเขานั้น ก็ยังคงเป็นปริศนาของฉันอยู่จนถึงตอนนี้

            ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่อยากจะมองเธอในสภาพนี้ใกล้ ๆ สักหน่อย ฉันสายตาไม่ค่อยดีนะ อย่าลืมสิ ฮะฮะฮ่า” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะมองมาที่ฉันอย่างเพ่งพินิจตามประสาคนสายตาสั้น

            นี่นายสายตาไม่ดี ไม่มีแว่น แต่ยังเอาตัวรอดที่นี่ได้มาถึงตอนนี้เนี่ยนะ?!

            ก็ใช่น่ะสิ โชคดีที่ฉันเรียนวิชานั่นมาจากพวกคนธรรพ์ที่เป็นนางไม้บนโลกมนุษย์น่ะ ถึงจะใช้ได้ไม่ดีเท่าพวกคนธรรพ์ แต่ก็ทดแทนประสาทตาได้ในระดับหนึ่งน่ะ” เขากล่าวพลางยิ้มกว้าง

            วิชานั่นวิชาที่ใช้รับรู้สรรพสิ่งในรัศมีน่ะเหรอนี่นายไปแอบฝึกมาตอนไหนกันล่ะเนี่ย?” ฉันถามด้วยความประหลาดใจ ที่มนุษย์อย่างเขามีความสามารถที่แม้แต่ฉันยังไม่มี

            ก็ฝึกมาสักพักแล้วล่ะมั้ง เรื่องมันยาวน่ะ เอาเป็นว่า...

            เอาเป็นว่าถ้านายไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับไปที่งานเลี้ยงก่อนล่ะนะ ฉันไม่ได้เจอกับเผ่าพันธุ์เดียวกันมาตั้งนาน ไม่อยากจะเสียเวลากับนายตรงนี้เท่าไรหรอกนะ” ฉันตัดบท ก่อนจะหันหลังเดินหนี แต่ว่าเขาคว้าข้อมือฉันเอาไว้เสียก่อน แถมยังมองฉันมาด้วยสายตาเหมือนคนโรคจิตอีกต่างหาก!

            จะทำอะไรน่ะปล่อยฉันนะเจ้ามนุษย์! อย่ามาเสียมารยาทกับฉันแบบนี้!”

            พอได้ความจำทั้งหมดกลับมาแล้ว เธอไม่สนใจว่าเพื่อน ๆ ที่เป็นมนุษย์ของเธอจะเป็นตายร้ายดีเลยรึไงกัน?” เอกถามอย่างประชดประชัน 

            ถ้าจะพูดเรื่องนี้ก็น่าจะบอกกันตั้งแต่แรกนะ ไม่น่ามาพูดอะไรอ้อมค้อมเลยนี่นา! แล้วก็ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้ ชาวรัชตคีรีอย่างฉันถือว่าผู้ชายสามัญชนแตะต้องเจ้าหญิงแบบนี้มันผิดประเพณีนะ!” ฉันพลางหันกลับไป แล้วดึงมือตัวเองออกจากการจับของเขา พลางมองดวงตาของเขาที่ตอนนี้จริงจังมากอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นในยามปกติมาก่อน

            งั้นกลับเข้าเรื่องก่อนเลยแล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องอ้อมค้อมอะไรอีก คือในตอนที่ไต่สวนพิเศษกันน่ะ ฉันรู้เรื่องของเธอทั้งหมดจากราชครูเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เรื่องตัวตนที่แท้จริงของเธอ จนไปถึงการที่เธอกลับมาที่นี่แล้วด้วย

            แล้วเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับมินท์กับกัซล่ะนายพูดไม่ตรงประเด็นอีกแล้วนะ” ฉันถามอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไร ที่ฉันยอมยืนอยู่ต่อหน้าเขาก็เป็นเพราะว่าเรื่องพวกมินท์หรอกนะ ไม่งั้นฉันไม่มายืนอยู่กับมนุษย์ผู้ชายสองต่อสองในที่ลับหูลับตาคนแบบนี้แน่ ๆ

            ใจเย็นหน่อยได้ไหมเล่านิสัยแบบนี้นี่ไม่ว่าจะตอนเป็นยัยฟ้าเพื่อนฉัน หรือจะตอนเป็นเจ้าหญิงขวัญนภาของคนที่นี่ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะเนี่ย” เขากล่าวพลางระเบิดเสียงหัวเราะกวนอารมณ์

            เรื่องนั้นช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าเล่าต่อมาก็แล้วกัน อย่าเสียเวลาเลยดีกว่านะ” ฉันเร่งเด็กหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขายังคงจะกวนประสาทแบบนี้อีกนานแน่ ๆ

            เอาเป็นว่า ฉันรู้จากท่านราชครูแล้วว่าสถานที่ที่สองคนนั้นอยู่ คือที่ไหน และก็มีวิธีที่จะส่งพวกเรากลับไปยังโลกมนุษย์โดยสวัสดิภาพด้วย ซึ่งวิธีนั้นตัวเองก็คงรู้อยู่แล้ว เพราะเธอคือคนสำคัญของที่นี่นี่นา” เขากล่าวอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ได้ใจความที่ฉันกำลังต้องการอยู่พอดี

            แล้วทั้งที่นายรู้แล้วว่าพวกเขาอยู่ไหน ก็ยังมานั่งฉลองอะไรนี่อีกงั้นเหรอทำไมไม่รีบออกไปตามหาพวกเขาล่ะมัวแต่มานั่งเฮฮากับงานเลี้ยงอยู่ได้” ฉันโวยวายเมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมไปช่วยเพื่อนอีกสองคนที่ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดียังไง

            แล้วจะให้มนุษย์อย่างฉัน ออกไปเสี่ยงตายคนเดียวหรือไงถึงฉันจะมีอะไรพิเศษกว่าคนทั่วไป แต่ฉันก็ยังเป็นมนุษย์นะ!” เขาโวยกลับมาบ้าง ก่อนที่จะลดโทนเสียงลงเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            ถึงฉันจะรู้เรื่องที่อยู่ของพวกนั้นแล้วก็จริง แต่การบุกเดี่ยวไปช่วยพวกนั้นมันเสี่ยงเกินไป ดีไม่ดีอาจจะตายกันทั้งหมดเลยก็ได้

            ฉันฟังคำตอบของเด็กหนุ่มร่างผอมแล้วถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นั่นก็เป็นเพราะที่ผ่านมา เมื่อยังไม่ได้ความทรงจำกลับคืนมานั้น ฉันตัดสินใจว่าจะช่วยพวกเขากลับไปให้ได้อย่างเดียวโดยไม่ได้คำนึงเลยว่ามันเสี่ยงขนาดไหน และถ้าพลาดขึ้นมาผลลัพธ์จะลงเอยอย่างไร ถึงแม้ว่าจะมีอรัญญาณีคอยช่วย แต่ถ้าพวกนั้นดันอยู่กับพวกที่อันตรายมากจนเธอช่วยไม่ได้แบบกองทัพยักษ์ขึ้นมาล่ะจะว่าไปแล้วฉันก็ใจร้อนจนลืมคิดหน้าคิดหลังจริง ๆ

            อีกอย่าง ท่านราชครูบอกฉันแล้วว่าพวกนั้นยังไม่ตาย แล้วก็ยังบอกอีกด้วยว่า เมื่อเธอได้ความทรงจำและความสามารถกลับมา เธอก็คงจะออกตามหาพวกนั้นเหมือนกัน ซึ่งถ้าเกิดฉันรีบออกไปตั้งแต่เมื่อรู้เรื่อง ก็จะคลาดกับเธอ แล้วก็จะหากันไปกันมาเสียเวลาเปล่า ๆ สู้รอเธอที่ดีไม่กว่ารึไงล่ะ?” เอกยิ้มที่มุมปาก ทำเอาฉันต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลของเขาจริง ๆ

            แล้วนายจะออกไปตามหาพวกนั้นเมื่อไรล่ะ?”

            จนกว่าเธอจะพร้อมก็แล้วกัน ช่วงนี้ฉันอาศัยอยู่ที่นครต้นงิ้วไปก่อนได้น่า เผ่าครุฑออกจะใจดี ถึงจะมีวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงสัตว์ไปหน่อยก็เถอะ” เขากล่าวพลางยักไหล่

            แล้วถ้าฉันพร้อมตอนนี้ นายจะออกไปด้วยเลยไหมล่ะ?”

            ถ้าเป็นแบบนั้นฉันก็จะไปกับเธอเลยล่ะ ไม่มีทางที่เธอจะพร้อมตอนนี้หรอกนะ” เด็กหนุ่มร่างผอมกล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันหน้าไปทางงานเลี้ยง

            เพราะตอนนี้เธอไม่ได้เป็นแค่ยัยฟ้าของพวกฉัน แต่ยังเป็นเจ้าหญิงขวัญนภาของทุกคนในดินแดนนี้อีก ดังนั้นเธอก็ต้องมีหน้าที่ของเจ้าหญิงอยู่นะ เธอจะทิ้งเผ่าพันธุ์ของเธออีกครั้ง หลังจากที่หายไปหกปีเชียวเรอะไปทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาห่วงเรื่องพวกนั้นดีกว่าน่า

            แล้วจะให้ฉันทิ้งพวกนั้นไป ทั้งที่รู้ว่าตัวเองช่วยพวกเขาได้หรือ...?”

            แล้วจะทิ้งอาณาจักรของเธอ ที่กำลังวุ่นวายอยู่รึไงล่ะ?” เอกตอกกลับขึ้นมาก่อนฉันจะกล่าวจบ “ตอนนี้เผ่าของเธอมีเรื่องอะไรบางอย่าง ที่มีแต่เธอเท่านั้นที่แก้ไขได้อยู่นะ กลับไปที่เผ่าของเธอเถอะ ส่วนเรื่องพวกนั้น ฉันหาพรรคพวกที่เป็นคนดินแดนนี้สักกลุ่มในงานเลี้ยงนี่ แล้วไปช่วยกลับมาเองก็ได้ ชีวิตของคนทั้งอาณาจักรมันก็สำคัญกว่าชีวิตมนุษย์สองคนอยู่แล้วน่า

            นายหมายความว่าระหว่างที่ฉันไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับเผ่าของฉันงั้นเหรออะไรล่ะ?”

            ฉันรู้ว่ามีความขัดแย้งภายในนิดหน่อย แต่รายละเอียดไปถามคนอาณาจักรเธอน่าจะรู้เรื่องกว่านะ” เอกยิ้มแล้วมองมาที่ฉัน “รู้สึกว่าคนในงานเลี้ยงจะเริ่มสงบลงแล้ว เธอกลับไปหาคนจากอาณาจักรของเธอน่าจะดีกว่า ไม่ต้องต้องห่วงเรื่องพวกมินท์กับกัซหรอก ฉันคงช่วยกลับมาเองได้ ถ้ามีพวกคนที่นี่คอยช่วย

            แต่ฉันอยากจะไปช่วยพวกนั้นมากกว่านี่  เท่าที่ดูแล้ว อาณาจักรของฉันในตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนี่นา ยังมีแขกจากอาณาจักรของฉันมาร่วมงานเลี้ยงได้อยู่เลยนะ” ฉันแย้งกลับไปเพราะหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ และฉันก็คิดว่าอาณาจักรที่รักสงบและเฉลียวฉลาดอย่างพวกฉันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่ใหญ่หลวงจนแก้กันไม่ได้

            ไปคุยกับพวกนั้นก่อนก็แล้วกัน แล้วถึงตอนนั้น เธอก็จะรู้เองล่ะ ว่าอะไรคือเส้นทางที่เธอควรจะเลือกกันแน่” เอกทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินผ่านฉันแล้วกลับไปที่งานเลี้ยงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันก็เลยรีบเดินตามเขาไปอย่างไม่รอช้า

            เสร็จธุระกันแล้วเหรอทางนี้ก็เพิ่งเรียบร้อยไปเมื่อครู่นี้เองเหมือนกัน” กษัตริย์แห่งเผ่าครุฑกล่าวขึ้นพลางหันมามองที่พวกเราทั้งคู่

            ขอรับ

            เจ้าค่ะ” ฉันพลางหันไปมองผู้นำแห่งนครต้นงิ้วพร้อมกับนายเอก ก่อนที่ฉันจะกล่าวขึ้นมาต่อเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรต่อ “ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ

            จะกลับไปหาตัวแทนจากอาณาจักรของตัวเองสินะ” ชายชรายิ้มให้กับฉันอย่างใจดี

            เจ้าค่ะ” ฉันกล่าวพลางถอนสายบัวให้กับองค์กษัตริย์หนึ่งครั้ง ก่อนจะกลับหลังหันแล้วเดินไปที่โต๊ะที่มีคนจากอาณาจักรของตัวเองนั่งกันอยู่ เผ่าพันธุ์ที่ฉันจากไปเสียนานแสนนานเพราะไปใช้ชีวิตอยู่บนโลกของพวกมนุษย์

            สวัสดีจ้ะทุกคน ไม่เจอกันนานเลยนะ” ฉันกล่าวเมื่อเดินไปใกล้โต๊ะนั้น พลางส่งยิ้มให้กับทุกคนที่กำลังประสานสายตามองฉันด้วยสายตาที่กดดันอย่างประหลาด ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นมา

            “ท่านคือเจ้าหญิงขวัญนภา หิมาลายาวงศ์ แห่งอาณาจักรรัชตคีรี พระองค์จริง มิใช่ใครปลอมแปลงมาหลอกพวกเราใช่หรือไม่?”

            “จะให้ฉันทำอะไรพวกเธอถึงจะเชื่อว่าเป็นฉันตัวจริงกันล่ะ?” ฉันถามไปด้วยความอยากจะพิสูจน์ตัวเองเต็มที่ เพราะค่อนข้างหงุดหงิดที่ถูกสงสัยว่าเป็นตัวปลอม แต่ถึงแบบนั้นฉันก็พอเข้าใจดีว่าพวกเขาคงทำไปเพื่อความปลอดภัยของอาณาจักร

            แต่ยังไม่ทันที่เพื่อนร่วมอาณาจักรจะได้กล่าวอะไรกับฉันต่อ ฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนเสียงระเบิดดังขึ้นมาจากด้านหลังงานเลี้ยงไปราวครึ่งกิโลเมตร และได้ยินเสียงการต่อสู้ขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งนั่นมันก็ทำเอาพวกที่ประสาทหูดี และพวกที่จับสัมผัสการเคลื่อนไหวได้ทั้งหลายถึงกับต้องสะดุ้งและหันไปทางทิศทางนั้นทันที

            กองโจรบุกรุกงานเลี้ยงแล้ว!” ฉันได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเอะอะโวยวาย ก่อนที่ทั้งงานเลี้ยงจะเริ่มโวยวายตามและอยู่ในความไม่สงบอีกครั้ง

            ทุกท่านอยู่ในความสงบด้วยครับ!” เสียงเอกตะโกนขึ้นมา ทำเอาทุกคนที่กำลังแตกตื่นต้องเงี่ยหูฟังในทันทีทันใด

            อย่าแตกตื่นไปครับ ตอนนี้ขอให้ทุกท่านสามัคคีกันไว้ ใครที่ไม่ถนัดการต่อสู้ ให้มาอยู่รวมกันตรงนี้ก่อนครับ ส่วนใครที่ถนัดเรื่องการต่อสู้ช่วยออกมาข้างหน้านี่หน่อยครับ

            สิ้นเสียงนายเอก ก็มีพวกเหล่าชายวัยคะนองจากเผ่าวิทยาธร พวกภูตพรายจากตะวันตกจำนวนหนึ่งกับพวกครุฑ และไม่กี่คนจากอาณาจักรของฉันออกไปที่ด้านหน้าเวที ซึ่งเอกก็พูดกับพวกนั้นสักพัก พวกนั้นก็แยกกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรีบไปที่จุดเกิดเหตุทันที ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจะบินไม่ได้ก็กลับไปที่โต๊ะของตัวเอง แต่ก็ยังอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมอยู่

            งานเลี้ยงนี่มันวุ่นวายเสียจริง ๆ” เสียงหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะของตัวแทนอาณาจักรฉันกล่าวขึ้น และพวกเขาก็ยังไม่มีใครสละเก้าอี้ให้ฉันนั่งแม้แต่คนเดียว

            ก็นั่นสินะ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ความน่าเชื่อถือของนครนี้คงลดไปเยอะเลยล่ะ เพราะขนาดวังหลวงกับสถานที่รับรองแขกยังถูกโจมตี ต่อไปคงไม่มีเผ่าพันธุ์อื่นมาที่นี่อีกพักใหญ่แน่ ๆ แล้วเราจะเชื่อถือกับบางเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นความจริง ไม่ได้ย้อมแมวหลอกพวกเราได้แน่รึ?” ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งโต๊ะเดียวกันกล่าวพลางหันมามองที่ฉัน แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ใกล้ขึ้นมาทุกที จนกระทั่งกษัตริย์รุ่นที่สี่ต้องตะโกนขึ้นมา

            ทุกคนหลบมาทางนี้ก่อน เร็วเข้า!

            หลายคนพากันวิ่งไปที่หน้าเวทีกันในทันที ขณะที่เสียงการต่อสู้ใกล้เข้ามาทุกขณะ และเมื่อแหงนขึ้นไปบนฟ้าก็พบกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาวขี่ม้ามีปีกบินเข้ามาจนอยู่เหนือศีรษะพวกเรา ก่อนที่จะมีอะไรบางอย่างถูกทิ้งมาจากบนฟ้า

            เร็วเข้า!” ผู้นำแห่งเผ่าครุฑตะโกนสั่ง ก่อนที่วัตถุบางอย่างจะร่วงลงมากระทบกับพื้น จนเกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่า และตามมาด้วยควันที่ฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณ ซึ่งในวินาทีที่เกิดเสียงดังนั้นขึ้น ครุฑชราก็ได้กลายร่างเป็นนกยักษ์สีเขียวที่ตัวใหญ่ราวกับบ้าน แล้วกางปีกอันใหญ่มหึมาเพื่อป้องกันทุกคนที่อยู่หน้าเวทีในทันที ทำให้ทุกคนรอดจากอันตรายไปได้หวุดหวิด 

            บินทิ้งระเบิดงั้นเหรอใช้วิธีสกปรกอย่างที่ได้ยินมาจริง ๆ” ฉันได้ยินเสียงเอกที่ตอนนี้เบียดกับฉันดังขึ้นมา ก่อนจะตะโกนถามนกยักษ์ “พระองค์เป็นอะไรมากไหมขอรับ?”

            แค่นี้สบายมาก เทียบกับที่เจอสมัยหนุ่ม ๆ ไม่ได้หรอก” เสียงนกที่กางปีกปกป้องพวกเรากล่าวขึ้นมา และเมื่อเห็นว่าครุฑชราปลอดภัยดี เขาก็หันมาพูดกับคนอื่น

            ในนี้มีใครบินได้ไหมผมจะขึ้นไปรับมือกับพวกมันบนนั้นหน่อย” เอกประกาศขึ้นมา ทำเอาทุกคนที่หลบอยู่ใต้ปีกคู่ยักษ์มองหน้ากันเหมือนจะถามคนที่อยู่ข้าง ๆ แต่ก็ไม่มีใครเสนอตัวเลยสักนิด

            พวกที่บินได้และสู้เป็น ไปอยู่ในกลุ่มที่ไปเมื่อครู่หมดแล้วน่ะ” เสียงหนึ่งตอบขึ้นมาจากกลุ่มคน “ที่อยู่ตรงนี้มีแต่พวกสู้ได้แต่บนพื้น กับบินได้แต่สู้ไม่เป็นกันเลยน่ะ

            ฉันพอใช้ธนูได้บ้าง แล้วก็ถึงสู้ไม่เก่งนัก แต่ถ้าแค่พานายบินขึ้นไปล่ะก็ ไม่มีปัญหาใช่ไหมล่ะ?” ฉันกล่าวขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนที่หันมามองเป็นตาเดียว

            อย่าพูดแบบนั้นนะเจ้าคะ นี่ท่านเพิ่งกลับมาเอง คิดจะทำอะไรน่ะเจ้าคะ! แล้วท่านเป็นหญิง การแตะต้องตัวผู้ชายมันจะผิดประเพณีของเรานะเจ้าคะ” เสียงหนึ่งในคนจากอาณาจักรของฉันห้าม

            แล้วถ้าฉันไม่ทำ จะมีใครทำไหมล่ะ?” ฉันพูดพลางหันไปมองทุกคนที่หลบอยู่ใต้ปีกสีเขียว “พวกที่บินได้ที่เหลืออยู่ที่นี่ก็มีแค่เผ่าเทพกินนรของพวกเราเท่านั้นไม่ใช่รึไงและฉันก็คิดว่าพวกกินนรอื่น ๆ ในนี้ก็คงไม่มีปีกของใครที่ยอดเยี่ยมไปกว่าปีกของเจ้าหญิงอย่างฉันแล้วล่ะนะ! ส่วนเรื่องผิดประเพณี ไว้ว่ากันหลังจากรอดจากที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน! ว่าแต่ยังเก็บปีกของฉันเอาอยู่ในสภาพดีสินะ

            ใช่เจ้าค่ะ พวกเราเก็บปีกเอาไว้รอวันที่ท่านกลับมา แต่ถ้าเกิดว่าท่านเป็นอะไรขึ้นมาตอนนี้ อาณาจักรของพวกเราก็จะ...

            ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า” ฉันกล่าวพลางวาดนิ้วเป็นอักขระมนตราไปกับอากาศ ใช้พลังร่ายเวทเรียกสิ่งของที่ตัวเองมีแบบอรัญญาณี ซึ่งเป็นความสามารถพื้นฐานที่แทบทุกเผ่าพันธุ์ในดินแดนนี้สามารถใช้ได้เพราะอาศัยพลังในการร่ายเพียงน้อยนิด และไม่ติดข้อจำกัดด้านเผ่าพันธุ์ในการใช้

            ปีกสีขาวบริสุทธิ์ที่มีห่วงสีใสจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นอยู่ที่โคนปีก กับเข็มขัดที่มีหางนกสีขาวปรากฏขึ้นมาในมือ ก่อนที่ฉันจะเอาแขนสอดลมไปในห่วงสีใสเพื่อสวมปีก และนำเข็มขัดหางนั้นมาสวม จากนั้นฉันก็ลองรวบรวมพลังให้ส่งไปที่ปีกเพื่อลองขยับ และดูเหมือนว่าปีกทั้งสองของฉันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างซื่อสัตย์ดีอยู่ ดังนั้นการบินครั้งนี้คงจะไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน

            ใช่แล้ว เผ่าพันธุ์ของฉันคือเทพกินนร อมนุษย์กึ่งเทพที่อาจถูกจัดรวมเข้ากับคนธรรพ์และวิทยาธรในบางครั้ง  แม้อาจจะอ่านใจคนอื่นไม่ได้ แต่จุดเด่นของพวกเราคือวิทยาการที่สามารถสร้างปีกให้โบยบินบนท้องฟ้าด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับปีกธรรมชาติพวกครุฑ

            พร้อมแล้วสินะ ท่านขวัญนภาแห่งเผ่ากิน - นอน” เอกกล่าวเน้นหนักตรงคำหลังเหมือนจะประชด พลางคาดดาบคาตานะที่พวกภูตเมื่อครู่เพิ่งมอบไว้เป็นของขวัญที่เอวด้านซ้าย และถือขนครุฑที่พระราชาสลัดให้เมื่อครู่ไว้ในมือขวา

            พร้อมแล้วย่ะ แต่ถ้าไม่เต็มใจเรียกแบบนั้น ก็เรียกว่าฟ้าแบบเดิมดีกว่านะ” ฉันกล่าวพลางมองเขาอย่างไม่พอใจ ขณะที่ระเบิดอีกลูกถูกทิ้งลงมา ”ว่าแต่นายต่อสู้เป็นด้วยเหรอ?”

            เคยอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วงหนึ่ง ฝึกศิลปะการต่อสู้มาพอป้องกันตัวได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสู้บนท้องฟ้าได้ไหม ยังไงพาก็ฉันขึ้นไปเถอะ ยัยฟ้า” เขากล่าวพลางกระโดดออกไปจากใต้ปีกของพระราชา ซึ่งฉันก็กระพือปีกแล้วทะยานตามออกไปติด ๆ แล้วใช้สองมือจับเข้าที่มือซ้ายของเขาอย่างพอดิบพอดี ก่อนที่จะพาเขาบินขึ้นไปบนฟ้าในสภาพที่เขาห้อยต่องแต่งกับสองแขนของฉันด้วยมือข้างเดียว

            แข็งแรงใช่เล่นนี่นา” เอกชมฉันขณะที่พวกเรากำลังบินขึ้นไปเผชิญหน้ากับพวกกองโจรชุดขาว

            ถึงจะอ่อนแอว่าพวกครุฑ แต่ร่างกายฉันแข็งแรงทนทานกว่าพวกมนุษย์อย่างนายเยอะอยู่แล้วล่ะ เพียงแค่ตอนอยู่ที่โลกมนุษย์ ฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็เท่านั้นเองล่ะ” ฉันตอบพลางมองไปยังกลุ่มคนใส่เสื้อคลุมขาวที่ขี่ม้าบิน และสะพายลูกกลม ๆ ที่น่าจะเป็นระเบิดที่พวกนั้นทิ้งลงไป

            ดูเหมือนไม่ใช่ว่าฉันจะเห็นพวกนั้นฝ่ายเดียว เพราะดูเหมือนพวกนั้นก็มองเห็นพวกเราเหมือนกัน หนึ่งในนักรบม้าบินนั้นจึงซัดหอกเข้ามาหาฉัน แต่เอกก็คาบขนนกไว้ในปาก แล้วใช้มือขวาชักดาบมาตวัดป้องกันได้อย่างทันท่วงทีจนหอกกระเด็นไปอีกทางก่อนที่จะถึงตัวพวกเรา

            นี่เขาบ้าบิ่นเกินไปหรือเปล่าเนี่ยคิดจะขึ้นมาสู้กลางอากาศ แต่ดันเอาอาวุธมาแค่ดาบเล่มเดียวเนี่ยนะ? แล้วมนุษย์ที่มีแค่ดาบเล่มเดียวอย่างเขาจะไปทำอะไรพวกกองโจรชุดขาวที่เป็นพวกครุฑได้ได้ยังไงล่ะว่าแต่เจ้าพวกกองโจรชุดขาวน่าจะเป็นครุฑที่บินได้ด้วยปีกตัวเองนี่นา แล้วทำไมถึงใช้อาวุธและขี่ม้าบินล่ะ?

            ถ้าให้ฉันเดา ฉันว่าเธอคิดแบบเดียวกับฉันอยู่สินะ” เขากล่าวขณะที่คาบขนนกเส้นยาวประมาณหนึ่งศอก พลางมองมาที่ฉัน ก่อนจะหันไปรอบ ๆ เพื่อดูฝูงนักรบม้าบินในชุดขาว “พวกนี้ไม่ใช่กองโจรชุดขาวที่พวกครุฑกำลังต้องการตัวอยู่ แต่เป็นบางกลุ่มที่สวมรอยเพื่อป้ายความผิดให้กับพวกนั้น

            รู้ดีจริง ๆ นะ เจ้าหนุ่ม” เสียงหนึ่งในกลุ่มนักรบม้าบินดังขึ้น ขณะที่หอกอีกเล่มหนึ่งถูกซัดเข้ามาอีกครั้งโดยมีเป้าหมายที่เด็กหนุ่ม แต่ฉันเหวี่ยงเขาไปทางซ้ายจนหลบได้อย่างเฉียดฉิว

            ขว้างฉันไปหาม้าบินตัวนั้นเร็วเข้า แล้วเธอก็รีบกลับลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย” เขากล่าวพลางใช้ดาบชี้ไปยังนักรบม้าบินที่กำลังบินวนเวียนอยู่

            ว่าไงนะนายเป็นมนุษย์นะ คิดจะทำอะไรน่ะ” ฉันโพล่งออกไปเมื่อได้ยินความบ้าบิ่นของเขา

            บอกให้ขว้างก็ขว้างไงเล่า! ยัยเบื๊อก” เขาตะโกนสั่งจนฉันต้องทำตามอย่างขัดไม่ได้ ฉันจึงเหวี่ยงร่างของเขาไปยังนักรบม้าบินคนหนึ่งซึ่งกำลังทิ้งระเบิดไปยังเบื้องล่าง จนร่างผอมบางปลิวไปอย่างรุนแรง ขณะที่พวกนักรบม้าบินก็กำลังตกตะลึงกับการกระทำของเด็กหนุ่มจนทำอะไรไม่ถูก

            และการทำอะไรไม่ถูกนั้นก็เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มร่างผอมที่พุ่งไปราวจรวด แทงดาบในมือออกไปอย่างรุนแรงจนเสียบทะลุไหล่ขวาของร่างในชุดขาว จนกระทั่งทั้งเขาและร่างที่เป็นเป้าหมายร่วงลงไปจากหลังม้าบิน ลงไปยังพื้นที่อยู่เบื้องล่าง!

            เอก!!!” ฉันตะโกนเรียกชื่อเขาดังลั่นก่อนจะบินลงไปเพื่อที่จะคว้าตัวเขาเอาไว้ก่อนถึงพื้น แต่ว่ายังไม่ทันที่จะทำแบบนั้น นักรบม้าบินคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน มันทำให้ฉันชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วบินข้ามหัวมันไป แต่ว่าแค่เสี้ยววินาทีนั้นก็ช้าเกินไปแล้ว ที่จะคว้าเพื่อนของฉันเอาไว้ได้!

            ร่างของเอกและเจ้าคนที่เขาเสียบกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นจนควันฟุ้งตลบ มันทำเอาฉันนิ่งอึ้งจนแทบจะลืมกระพือปีก หยดน้ำอุ่น ๆ ไหลออกมาจากตาโดยไม่รู้ตัว  ถึงจะอยู่ในสภาพกึ่งกายหยาบกึ่งกายละเอียด แต่เจ้าหมอนั่นเป็นมนุษย์นะ ตกลงไปจากความสูงขนาดนี้ ไม่มีทางรอดแน่ ๆ

            คนบ้า! ไหนบอกว่าจะออกไปตามหาพวกมินท์กับกัซไงเล่า แล้วทำไมถึงได้....” ฉันตะโกนออกไปพลางปาดน้ำตา ก่อนที่จะมองพวกนักรบม้าบินที่กำลังบินล้อมรอบตัวฉัน และนั่นก็ทำให้ฉันต้องเก็บอารมณ์เมื่อครู่นี้ไว้ก่อนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ข้างหน้า

            เหลือแม่กินรีสาวคนเดียว จัดการปิดปากเธอให้สนิทก่อนดีกว่า ถ้าเธอรอดไปได้พวกเราแย่แน่ ๆ” หนึ่งในร่างที่อยู่ในชุดคลุมสั่ง ก่อนที่จะพวกนักรบม้าบินที่เหลือจะพุ่งเข้ามาหาฉันพร้อมหอกและดาบ

            แต่กินรีที่บินด้วยปีกของตัวเองอย่างฉัน บินได้คล่องตัวกว่าพวกที่ต้องบังคับม้าบิน ฉันจึงบินฉวัดเฉวียนจนหลบหลีกพวกนั้นได้จนหมด  แต่พวกนั้นก็ยังคงไล่ล่าฉันต่ออย่างไม่หยุดพัก

            ทุกครั้งที่ฉันพยายามบินลงไปข้างล่าง ก็มีพวกนั้นมาบินตัดหน้าจนเสียจังหวะตลอด คงเพราะไม่ต้องการให้ฉันกลับไปบนพื้นดิน เนื่องจากฉันกับเอกรู้แล้วว่ามันไม่ใช่กองโจรชุดขาวตัวจริง จึงพยายามจะจัดการฉันไม่ให้พูดเรื่องนี้ให้คนข้างล่างฟังแน่ ๆ

            บินเร็วนัก อยากรู้เหมือนกันว่าจะเร็วกว่าเจ้านี่หรือเปล่า” ฉันเห็นหนึ่งในพวกชุดขาวกล่าวพลางหยิบลูกศรดอกหนึ่งที่ดูสวยงามกว่าลูกธนูอื่นที่ฉันเคยพบ แถมยังดูเหมือนมีรัศมีสีเขียวอยู่ทีหัวศร ก่อนที่จะยิงธนูมาทางฉันด้วยลูกศรลูกนั้น

            แต่การยิงธนูใส่เป้าที่กำลังเคลื่อนที่อยู่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่มันจะถูก และยิ่งเป็นเป้าหมายที่เคลื่อนที่ด้วยความไวสูงอย่างฉันยิ่งแล้วใหญ่ ฉันจึงหลบเจ้าลูกศรนั้นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก 

            หลังจากลูกธนูนั้นถูกยิงออกมาแล้ว ฉันก็ไม่เห็นว่าพวกนั้นจะเคลื่อนไหวไล่ล่าฉันอีกต่อไป เพียงแต่กระจายกำลังกันปิดล้อมฉันไม่ให้ลงไปด้านล่างได้เท่านั้น ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงลูกธนูแหวกอากาศมาจากทางด้านหลัง!

            ฉันบินหลบไปด้านข้างเล็กน้อยก็หลบลูกธนูนั้นได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เท่าที่มองเห็นในตอนนี้ ไม่มีใครถืออาวุธจำพวกธนูอยู่แล้วนี่นา แล้วลูกศรนั้นพุ่งมาจากไหนกันล่ะ?

            คำตอบนั้นปรากฏแก่สายตาฉันเมื่อไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อลูกธนูลูกเดิมเลี้ยวโค้งแล้วบินกลับมาหาฉันได้ราวกับมีชีวิต ซึ่งฉันเองก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกจนลืมกระพือปีกชั่วขณะ! ซึ่งนั่นก็เป็นเคราะห์ดีเหลือเกิน ที่การทำแบบนั้นมันทำให้ฉันร่วงลงไปจนอยู่ต่ำกว่าตำแหน่งที่ลูกธนูนั้นจะปักโดนไปพอดี ลูกศรนี้มันเหมือนกับหอกที่ไล่เสียบฉันกับคุณนีเมื่อกลางวันเลยนี่นา!

            แต่ดูเหมือนเกมการล่าที่แท้จริงเริ่มหลังจากนั้น เพราะฝูงนักรบม้าบินที่ตรึงกำลังมานานเริ่มเคลื่อนไหวไล่ล่าฉันอีกครั้งหนึ่ง นี่เท่ากับว่าฉันต้องหลบทั้งลูกศรที่คอยไล่ตาม ต้องหลบทั้งการตามล่าจากพวกนี้ นี่เป็นการบินที่โหดร้ายที่สุดในรอบหกปีที่ผ่านมาของฉันเลยทีเดียวล่ะ แล้วกินรีที่ไม่เก่งเรื่องการต่อสู้แบบฉันจะรอดไปจากการไล่ล่านี้ได้ยังไงล่ะเนี่ย?

            มีคำสั่งจากเบื้องบน ให้ถอนกำลังกลับเดี๋ยวนี้!” ฉันได้ยินเสียงผู้ที่น่าจะเป็นหัวหน้าฝูงบินตะโกนลั่นขึ้นมาขณะที่ฉันกำลังวิตก ก่อนพวกนั้นจะหยุดการเคลื่อนไหวแล้วจ้องมองหน้ากัน แล้วบินจากไปอย่างดื้อ ๆ โดยไม่ได้สนใจใยดีอะไรฉันอีกแม้แต่น้อย ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นถึงได้ถอนกำลังออกไป ทั้งที่ไล่ล่าฉันมาตั้งนาน แต่ที่รู้ก็คือตอนนี้ฉันคงปลอดภัยจากการบินระทึกเมื่อครู่นี้แล้วล่ะนะ

            แต่ดูเหมือนฉันจะคิดผิดไปถนัด เพราะถึงพวกนั้นจะถอยไปแล้ว แต่เจ้าลูกธนูนำวิถีที่มันเล็งมาที่ฉันนั้นไม่ได้กลับไปกับพวกมันด้วย! และในช่วงที่ฉันกำลังมัวแต่โล่งอกเพราะคิดว่าปลอดภัยดีแล้ว มันก็พุ่งเข้ามาใกล้ฉันมากจนห่างจากหน้าอกไปไม่ถึงหนึ่งคืบ!

            แม้ว่าจะไวขนาดไหน แต่การที่เจอเรื่องแบบนี้มันก็ทำเอาฉันตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก และกว่าจะตั้งสติได้อีกที ลูกศรดอกนั้นมันก็ปักเข้าที่หน้าอกของฉันเข้าให้เสียแล้ว!

            ร่างของฉันร่วงหล่นลงไปยังพื้นดินในแทบจะทันที แต่เคราะห์ดีที่ฉันยังตั้งสติไว้ได้ จึงบังคับปีกของตัวเองให้พาร่างร่อนลงสู่พื้นอย่างเกือบจะปลอดภัยมากกว่า ทั้งที่ยังมีลูกธนูปักคาอก

            สายตาฉันเริ่มพร่าเลือนลงไปทุกขณะ สติสัมปชัญญะเหมือนใกล้จะดับวูบ ขาของฉันอ่อนแรงจนไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ได้ ร่างกายของฉันจึงทรุดลงไปนอนกองกับพื้น ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของทุกคน

            ถึงแม้ว่าร่างกายของกินรีอย่างฉันจะแข็งแรงทนทานกว่ามนุษย์ แต่ว่าการที่ถูกลูกศรที่น่าจะอาบพิษบางอย่างเสียบเข้าจุดสำคัญก็ทำให้ถึงตายได้เหมือนกัน และฉันอาจจะถึงตายในไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้แล้วก็ได้... เพราะฉันรู้สึกว่าตอนนี้ประสาทสัมผัสของฉันมันพร่าเลือนลงไปทุกที ลมหายใจก็เริ่มติดขัด เสียงหัวใจก็เริ่มเต้นช้าลง...

            มันเป็นเวรกรรมแต่ครั้งไหนของฉันกันนะพอรู้สถานะของตัวเองและได้ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมาแต่ไม่ถึงชั่วโมง ก็ต้องมาผจญกับอันตรายถึงชีวิตขนาดนี้

            นี่ฉันยังไม่ทันได้เสวยสุขกับฐานะของตัวเองให้คุ้มกับที่เจอเรื่องเลวร้ายที่เจอมาเลยนะ แล้วจะต้องมาตายตรงนี้งั้นเหรอเนี่ยเอกเองก็คงไม่รอดจากการตกจากที่สูงขนาดนั้นแน่ ๆ แล้วถ้าฉันตายตรงนี้ ใครจะไปช่วยพวกกัซกับมินท์ล่ะแล้วไหนจะเผ่ากินนรที่กำลังต้องการตัวฉันอยู่อีก

            แต่ฉันก็เป็นคนเลือกเองนี่นา ว่าจะพาเอกบินขึ้นไปบนนั้น แล้วมาเจอเรื่องแบบนี้เข้าก็คงจะมาโทษใครไม่ได้หรอกนะ ก็นี่มันเป็นเส้นทางที่ฉันเลือกเองแล้วนี่นา...

แล้วความรู้สึกของฉันก็ดับวูบลงไป และมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของฉันแล้วก็ได้… 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1013 Luklen78 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 01:12
    นึกว่าตอนถอยทัพเจ้าหญิงขวัญนภาจะรอดแล้วแท้ ๆ =*=
    #1,013
    1
    • #1013-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 16)
      30 พฤษภาคม 2560 / 23:09
      Luck น้อย
      #1013-1
  2. #656 MyU_immi (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2555 / 00:41
    จบตอนที่ 16
    1. แฟนอาร์ตงามงด (รวมถึงรูปที่ไรท์เตอร์วาดเองด้วย)
    2. ปมของเรื่องเปิดออกมาแล้ว แม้จะยังไม่หมดก็ตาม  อ่านแล้วนึกถึงตอนอ่านการ์ตูนเรื่อง 'บลีช' เพราะปมของตัวเองอยู่ที่ชาติกำเนิดและครอบครัวเหมือนกัน
    3. แต่พอความจำกลับมา  รู้สึกเหมือนเนื้อเรื่องกระโดด ๆ ยังไงไม่ทราบ  เพราะแทนที่เนื้อเรื่องจะพีคจากการที่ความจำของตัวเอกกลับมา  ดันมีเหตุการณ์อื่นมาแทรกทำให้ความสำคัญของประเด็นนี้ลดลงไป
    4. และก็ค้างอีกจนได้ 555
    อ่านตอนต่อไป --->
    #656
    0
  3. #593 ฝนธารา (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 เมษายน 2555 / 13:38
    สนุกมากจ๊ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 6 เมษายน 2555 / 13:44
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 6 เมษายน 2555 / 13:50
    #593
    0
  4. #103 white-ruff (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 10:00
     โอ้  จะได้เจอเอกแล้ว
    เรายังยืนยันความคิดเดิมนะคะคุณศรา
    ให้เอกเป็นพระเอกเถอะ  ชื่อเขาก็ให้ด้วยนะ  x D
    เรื่องกำลังเข้มข้นเลยแฮะ

    #103
    0
  5. #96 พ.จันทร์ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 16:39

    นายเอก 555+

    #96
    0
  6. #95 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 / 17:51
    อ่าห๊ะ งานนี้เมามันส์
    แต่ชักไม่แน่ใจว่าเอกจะได้ฉลองนะ 555+
    #95
    0