Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 15 : บทที่ ๑๓ : ความทรงจำที่เคยลืมไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    8 พ.ย. 63

บทที่ ๑๓ : ความทรงจำที่เคยลืมไป

                ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ตั้งคำถามอะไรในหัวตัวเองอีก ร่างของชายผิวคล้ำดำแดงก็นั่งลงข้าง ๆ ก่อนที่มือหยาบกร้านและทรงพลังของเขาก็สัมผัสเข้ากับแผ่นหลังของฉัน แล้วร่างกายก็กระตุกไปสองสามครั้ง จากนั้นเรี่ยวแรงที่หายไปจนหมดตั้งแต่อยู่ในบรรยากาศไร้แรงโน้มถ่วง ก็กลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

                “ข... ขอบคุณนะที่ช่วยฉันจากเสือ แล้วก็ฟื้นพลังให้ฉัน” ปากของฉันพูดคำขอบคุณออกไปอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่ฉันจะพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ทว่าชายผู้ช่วยเหลือฉันไม่ได้มีท่าทีแยแสต่อคำขอบคุณนั้นเลยสักนิด เขายิงคำถามออกมาทันทีเหมือนกับว่าคำขอบคุณเมื่อครู่เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านไปเท่านั้น

                “เธอเป็นใคร?“

                “ฉันชื่อขวัญนภา จากตระกูลหิมาลายาวงศ์ค่ะ ฉันเป็น...” ฉันพยายามจะแนะนำตัว ทว่าเขาก็รีบยิงคำถามใหม่ตัดบทอย่างไม่ได้สนใจมารยาทไปเสียก่อน

                “เข้าใจแล้วว่าเธอเป็นใคร ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่โลกมนุษย์นี่?”

                “ท... ที่นี่คือโลกมนุษย์งั้นเหรอ? ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันคะ!” เสียงของฉันดังขึ้นด้วยความหวั่นใจ ทว่าชายผู้นั่งข้าง ๆ ฉันไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ เขากลับลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางถ้ำที่ฉันหลุดออกมาเมื่อครู่ ก่อนที่จะมองมันอย่างพินิจพิเคราะห์

                “ถ้าการคาดเดาของฉันไม่ผิดไป เธอทะลุภพภูมิมายังโลกนี้ ผ่านทางจุดที่มีการบิดเบี้ยวของภพภูมิที่โลกนั้นน่ะนะ” เขาอธิบายข้อสงสัยของฉันด้วยเสียงทุ้มน่ากลัว หลังจากที่สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบเสร็จแล้ว ก่อนที่ดวงตาน่ากลัวราวปีศาจจะจับจ้องมาที่ฉันด้วยอารมณ์เหมือนผู้ใหญ่ตำหนิเด็ก

“ว่าแต่เธอไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับจุดที่มีการบิดเบี้ยวของกำแพงมิติที่กั้นสองภพเอาไว้รึ?”

“ฉันรู้นะคะ ว่าการเดินทางมายังโลกมนุษย์ด้วยสิ่งนั้นมันเสี่ยงสำหรับพวกคนโลกนั้นมาก เพราะมันเลือกสถานะว่าจะเป็นกายหยาบหรือกายละเอียดไม่ได้ แล้วยังเลือกสถานที่ที่จะมาก็ไม่ได้ ซ้ำยังอาจจะสูญเสียอะไรระหว่างเดินทางแบบที่ฉันเสียพลังอีก แต่ว่าจู่ ๆ บึงที่ฉันกำลังจะเล่นน้ำก็เกิดการบิดเบี้ยวของภพภูมิขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยขึ้นมาน่ะ” ฉันพยายามอธิบาย และนั่นก็ทำให้เขานิ่งไปครู่ใหญ่ เหมือนกับกำลังใช้ความคิดอะไรบางอย่าง

                “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เอาการนะ”

                “ว่าแต่คุณเป็นใครกันคะ? คุณอยู่ที่โลกมนุษย์แต่กลับรู้เรื่องเกี่ยวกับจุดที่มีการบิดเบี้ยวของภพภูมิ หรือเรื่องที่ที่ฉันจากมา แล้วก็เหมือนจะรู้เรื่องเกี่ยวกับฉันอีก ฉันแค่บอกชื่อตัวเองคุณก็พูดเหมือนกับรู้จักฉันดีแล้วเลย”

                “ครั้งหนึ่งเราเคยเจอกันในภพภูมิที่เธอจากมา แต่ตอนนั้นเธอคงจำความไม่ได้ ดังนั้นก็ช่างมันไปแล้วกัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ค่อยอยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองสักเท่าไรนัก

                “เจอกันในภพภูมิที่ฉันจากมา หมายความว่าคุณก็มาจากภพภูมิเดียวกับฉันงั้นเหรอ?” ฉันถามด้วยความสนใจ ก่อนที่ร่างกายของฉันจะลุกขึ้นยืนแล้วมองตาเขาด้วยท่าทางเหมือนดีอกดีใจที่ได้เจอเพื่อนร่วมชะตากรรม

                “ก็คงเป็นแบบนั้น แต่ว่าฉันมาที่นี่ด้วยทางเข้าออกที่ถูกต้องน่ะ”

                “แล้วคุณจะพาฉันกลับไปที่ที่ฉันจากมาได้ไหมคะ?” ปากของฉันถามขึ้นมาอย่างมีความหวัง เพราะความรู้สึกของฉันในตอนนี้มันบอกว่าไม่อยากจะอยู่ในสถานที่น่ากลัวที่ตัวเองไม่รู้จักมาก่อนอย่างโลกของเหล่ามนุษย์เลย

                “ไม่ใช่ตอนนี้” เขาตอบกลับมาอย่างห้วน ๆ

                “ทำไมกันล่ะคะ? เมื่อคุณเองก็จากมาที่นั่นด้วยทางเข้าออกที่ถูกต้อง และก็คงกลับไปด้วยทางเข้าออกที่ถูกต้องนี่คะ”

                “ฉันมาทำภารกิจกับพรรคพวกบางคน และระหว่างนี้ติดต่อกับภพภูมิที่จากมาไม่ได้”

                “แล้วเมื่อไรกันคะที่ภารกิจของคุณจะสำเร็จ แล้วภารกิจที่ว่าคืออะไร กินเวลาอีกนานมากไหมคะ?” ปากของฉันรีบยิงคำถามอย่างกระวนกระวาย เพราะไม่อยากจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ที่พี่สาวเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นสถานที่อันตรายเหลือเกิน

                “อีกประมาณหกปี” เขาตอบกลับมาเหมือนทองไม่รู้ร้อน ทำเอาตัวฉันยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง  และนั่นก็ทำให้เขาพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าทนไม่ไหว จะกลับเข้าไปในถ้ำนั่นก่อนก็ได้นะ แต่ว่าเธอจะไปปรากฏตัวที่ส่วนไหนของอีกภพ แล้วจะเจอชะตากรรมแบบไหนต่อ ฉันก็ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น”

                “ถ้าแบบนั้น คุณช่วยพาฉันไปด้วย แล้วดูแลความปลอดภัยของฉันตลอดหกปีนี้ จนกว่าเราจะกลับไปด้วยกันได้ไหม? เรามาจากภพภูมิเดียวกัน คุณคงไม่ปล่อยให้ฉันอยู่โดดเดี่ยวในโลกมนุษย์หรอกนะ”

                “ขอปฏิเสธ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทำเอาร่างกายของฉันทรุดลงนั่งกับพื้นอีกครั้งเพราะความหมดหวัง

                “ท.. ทำไมกันล่ะ คุณไม่น่าจะใจไม้ไส้ระกำกับฉันแบบนี้เลยนะ...”

“เพราะฉันแจ้งเอาไว้ว่าจะกลับไปกับพรรคพวกของฉันที่ตอนนี้แยกย้ายกันอยู่ และไม่มีรายชื่อเธอ ดังนั้นคงจะต้องให้เธอกลับไปทางถ้ำที่เธอออกมา แต่ไม่ต้องกังวลไป ฉันจะกลับไปก่อนแล้วเตรียมการสำหรับให้เธอกลับไปให้ก็แล้วกัน” เขาอธิบายคำพูดห้วน ๆ ก่อนหน้านี้ ทำเอาฉันต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “แล้วถ้าอยู่กับฉันน่ะ มันไม่ปลอดภัยสำหรับเธอหรอกนะ แต่ฉันจะหาที่ปลอดภัยให้เธออยู่ตลอดหกปีก็แล้วกัน”

                “ข... ขอบคุณมากนะคะ!” ปากของฉันส่งเสียงออกมาด้วยความยินดี ก่อนที่ร่างกายของฉันจะนั่งพับเพียบแล้วไหว้ขอบคุณเขาตามประสาคนมารยาทดี และนั่นก็ทำให้ฉันได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ

                “ว่าแต่คุณเป็นใครกันเหรอคะ?” ปากของฉันเอ่ยถามชื่อของเขา ถึงแม้ว่าในใจของฉันตอนนี้จะรู้ดีว่าเขาเป็นใครก็ตาม

                “เรียกฉันว่าจักร จากนครต้นงิ้วก็แล้วกัน” ชายนัยน์ตาดุตอบกลับมาพลางยิ้มมุมปาก และนั่นก็ทำให้คำถามที่ค้างคาใจของฉันตั้งแต่ครั้งเจอคทาวุธต้องกระจ่าง ความจริงแล้วจักรเป็นพวกเดียวกันกับคทาวุธจริง ๆ ด้วย

จากนั้นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่ฉันเห็นก็พลันถูกเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไม่ได้เร็วมาเหมือนครั้งที่ผ่านมา ฉันพอรับรู้ได้ว่าตนเองกับจักรเดินทางจากปากถ้ำแล้วตั้งใจจะพาฉันไปฝากที่หมู่บ้านคนสักที่ แต่ยังไม่ทันหาหมู่บ้านคนพบ จากนั้นพวกฉันก็พบดวงไฟพลังงานสีเขียวแบบเดียวกับที่วนเวียนรอบตัวฉันในหมู่บ้านของเอื้องคำ แต่มีขนาดใหญ่พอกับบาตรพระ ลอยมาหาพวกเราที่กำลังเดินหาหมู่บ้านคนอยู่

                “ขอสุมาเน่อ สูเขามาจากโลกอื่นแม่นก่อ เปิ้นรู้สึกได้ว่าสูเขาพลังมากนัก ๆ ช่วยเปิ้นเอาบุญทีเจ้า” เสียงใสที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันคุ้นเคยกับเหลือเกินดังออกมาจากดวงไฟนั้น

                 “มีธุระอะไรกับพวกเรากัน?” จักรเอ่ยถาม

                “เปิ้นชื่อเอื้องคำ เป็นนางไม้ แล้วต้นที่เปิ้นอยู่กำลังจะถูกโค่น” เสียงจากดวงไฟที่ฟังเหมือนเด็กผู้หญิงวัยเดียวกับฉันอธิบาย แต่ดูเหมือนจักรไม่ได้สนใจใยดีเท่าไรนัก แต่ฉันนั้นสนใจอย่างเต็มที่ เพราะชื่อนั้นเป็นชื่อเดียวกับนางไม้ที่ทำให้ฉันทะลุมาภพภูมินี้

                ”หมู่เขาจะโค่นต้นที่เปิ้นอยู่เพราะคิดว่าเปิ้นยะหื้อหมู่เขาเมื่อย ตัวฮ้อน บ่สบายกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งที่แต๊ ๆ แล้วหมู่เขาเป็นจะอั้นเพราะติดมาจากที่อื่น”

                “แบบนั้นมันจะไร้เหตุผลเกินไปแล้วนะฉันสัญญาด้วยเกียรติของเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรรัชตคีรี ฉันจะช่วยเธอให้ได้เอง“ เสียงที่ประกาศออกมาจากปากทำเอาตัวฉันที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ภายในร่างเมื่อครั้งอดีตต้องตกใจกับสถานะตัวเองอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ทันตกใจได้นานนักร่างกายของฉันจะหันไปหาจักรที่กำลังยืนทำหน้าเหมือนเบื่อโลก

“นี่คุณจักร พวกเราไปช่วยเขากันเถอะ!” ตัวฉันเอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะหันไปทางชายรูปร่างกำยำ ทำเอาเขาต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วมองมาที่ฉันอย่างเย็นชา

                “ฉันเป็นบริวารของเธอตั้งแต่เมื่อไรกัน? ทำไมต้องทำตามที่เธอพูดด้วย? แล้วก่อนรับปากว่าจะไปช่วยใครน่ะ ดูขีดความสามารถตัวเองก็ดี”

                “หมายความว่าจะไม่ช่วยเขางั้นเหรอ?”

                “จะช่วยก็ได้ แต่จำไว้ด้วยว่าไม่ใช่เพราะเธอหรอกนะ แต่เพราะเด็กคนนี้พูดคำว่าหมู่บ้านออกมาต่างหาก” เขาพูดพลางหันไปมองดวงไฟพลังงานที่มาขอความช่วยเหลือ “ถ้าช่วยเธอไม่ให้ถูกตัดต้นที่สิงสถิตได้ ฉันขอฝากแม่นี่ไว้ที่หมู่บ้านพวกเธอสักหกปีเป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน”

                “ได้เจ้า ขอบคุณนัก ๆ เน้อเจ้า ตามเปิ้นมาเลยเน่อ” ดวงไฟพลังงานนั้นพูดพลางรีบลอยนำทางพวกเราไปอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกเราก็รีบเดินตามไปอย่างไวไม่แพ้กัน จนกระทั่งพวกเรามาถึงลานกว้างในหมู่บ้านหนึ่งที่มีต้นไม้พันผ้าสามสีอยู่ตรงกลาง ซึ่งความทรงจำของตัวฉันในปัจจุบันนี้บอกว่านั่นคือหมู่บ้านของเอื้องคำที่พวกฉันพลัดหลงเข้ามาก่อนจะทะลุภพภูมินั่นเอง

                รอบต้นไม้พันผ้าสามสีที่ห่างจากพวกเราไปหลายสิบเมตร มีชายฉกรรจ์จำนวนมากถือขวานและเลื่อย มีผู้ชายอีกคนที่เหมือนกับหมอผีหรือผู้ประกอบพิธีกรรมกำลังนั่งทำอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นไม้ สักพักเขาก็ปลดผ้าสามสีออก แล้วลุกขึ้นมาแล้วสัญญาณให้เหล่าชายฉกรรจ์พวกนั้นลงมือโค่นต้นไม้ได้ จากนั้นขวานแรกก็สับลงไปยังต้นไม้ต้นนั้น!

                “ยะยังต้องยะจะอั้นกับเปิ้นด้วย!เปิ้นบ่ได้ยะอะหยังผิดเลยสักเตื่อ!” เสียงจากดวงไฟสีเขียวที่ลอยนำพวกเราอยู่กรีดร้อง แต่ดูเหมือนว่าเหล่ามนุษย์ตรงนั้นไม่ได้ยินเสียงหรือมองเห็นกายละเอียด เสียงของนางไม้ที่มาขอความช่วยเหลือจากพวกเราจึงส่งไปไม่ถึงพวกเขาเลยสักนิด และตัวเธอเองก็คงเกิดมาได้ไม่นานนัก จึงไม่มีฤทธิ์พอ หรือไม่รู้วิธีจะปรากฏตัวหรือส่งเสียงให้มนุษย์เห็นแน่ ๆ

                ขวานที่สองถูกเงื้อเพื่อเตรียมสับลงบนต้นไม้นั้นซ้ำ ฉันรีบหันไปหาจักรเพื่อขอร้องให้เขาช่วยทำอะไรสักอย่าง ทว่าเขากลับหายไปจากข้างกายของฉันเสียแล้ว!

ฉันเกือบจะต่อว่าจักรอยู่ในใจ แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไปเมื่อฉันหันไปมองทางต้นไม้ที่เคยพันผ้าสามสีอีกหน ฉันก็พบว่าจักรไปยืนอยู่หน้าต้นไม้นั้น โดยที่มือหนึ่งจับที่ด้ามขวานซึ่งกำลังจะฟันลงไปยังต้นไม้นั้น แล้วบีบมันจนด้ามขวานที่ทำจากไม้ต้องแตกกระจาย!

                ฉันได้ยินเสียงคนจำนวนมากตรงนั้นร้องโหวกเหวกโวยวายด้วยความตื่นตกใจ ก่อนที่ดวงไฟพลังงานที่ลอยข้าง ๆ ฉันจะลอยไปหาจักรที่กำลังอธิบายเหตุการณ์อะไรบางอย่าง ใจความสำคัญของการพูดคุยนั้นคือเขาอ้างว่าตัวเองเป็นนักเดินทางพเนจรที่ได้รับการร้องขอจากนางไม้ประจำต้นไม้นี้ให้มาหยุดการตัดต้นไม้ที่เธอสิงสถิตด้วยเรื่องเข้าใจผิด ก่อนจะนำดวงไฟพลังงานลูกเท่าบาตรไปวางบนมือ แล้วกลุ่มชาวบ้านที่รายล้อมก็มีท่าทีตกตะลึง ซึ่งถ้าให้ฉันคาดเดา คงเป็นเพราะจักรทำให้พวกเขาเห็นและได้ยินเสียงของนางไม้น้อยในรูปร่างดวงไฟพลังงาน ที่กำลังอธิบายเรื่องทั้งหมดอยู่แน่ ๆ ถึงแม้ฉันไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไรก็ตามทีเถอะ

                จากนั้นภาพเหตุการณ์ที่ฉันเห็นก็ถูกเร่งให้เร็วขึ้นอีกครั้ง ฉันและจักรถูกพาไปพักยังเรือนรับรองแขกที่พวกฉันในปัจจุบันได้พัก โดยบอกว่าเราทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน จากนั้นจักรก็ไปขอให้คุณหมอสาวซึ่งเขาเคยได้ให้ความช่วยเหลือไว้และรู้เรื่องของเขา พร้อมกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลในเมืองเพื่อเข้ามาดูอาการและรักษาคนในหมู่บ้านจนหายสนิท และฉันก็จำได้ดีว่าคุณหมอสาวคนนั้นคือแม่ของฉันบนโลกมนุษย์นั่นเอง!

                หลายวันผ่านไปหลังจากรักษาชาวบ้านเสร็จ คุณหมอได้เข้ามาคุยกับฉันและจักรว่าต้องการรับฉันไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมเพราะรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษ ซึ่งจักรเองก็ไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเขาเองก็มีธุระต้องเดินทางไปที่อื่นต่อ แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันให้คุณแม่บุญธรรมฟัง และบอกให้ท่านทำใจเอาไว้หากจะรับเลี้ยงฉันด้วย เพราะฉันจะต้องจากพวกท่านกลับไปยังที่ที่จากมาในสักวันหนึ่ง

                แล้วภาพเหตุการณ์ที่ฉันเห็นก็กลับมาอยู่ในความเร็วระดับปกติอีกครั้ง คราวนี้เป็นเวลากลางคืนที่ท้องฟ้ามีแสงจากพระจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมา ฉันยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้กลางลานกว้าง ดวงไฟพลังงานหลากสีสันลอยวนไปมา ในขณะที่ดวงไฟพลังงานสีเขียวที่ตอนนี้เริ่มก่อตัวเป็นรูปทรงคล้ายกับมนุษย์ แต่ยังไม่มีรูปร่างหน้าตาชัดเจน กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าของฉัน โดยมีจักรยืนกอดอกพิงต้นไม้นั้นอยู่

                “เธอฝึกจนจะปรากฏรูปร่างแบบมนุษย์ได้แล้วเหรอ พลังของเธอกล้าแข็งขึ้นมากเลยนะ แถมยังควบคุมดูแลเหล่าภูตผีทั้งหลายได้ด้วย ต่อไปเธอคงมีฤทธิ์ มีอำนาจมากพอจนปกป้องตัวเองได้ แม้ว่าจะไม่มีพวกฉันอยู่ด้วยแล้วสินะ” ปากของฉันเอ่ยขึ้นมากับนางไม้เจ้าของต้น คราวนี้ฉันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเหมือนครั้งพลัดหลงเข้าไปในหมู่บ้านของเอื้องคำอีกแล้ว แต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงมิตรภาพและความรู้สึกดี ๆ ระหว่างพวกเราที่เข้ามาแทนที่

                “เปิ้นยะได้จะอี้เพราะสูเขาช่วยแนะนำเน้อเจ้า ตัวเปิ้นเองเพิ่งรู้ความได้บ่นาน ยังบ่รู้อะหยังเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองทำได้เท่าใด เปิ้นขอบคุณนัก ๆ” ดวงไฟพลังงานเจ้าของต้นไม้เอ่ยขึ้น พลางเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ “ถ้าเปิ้นฝึกฝนจนปรากฏรูปร่างอย่างมนุษย์ได้สำเร็จ เปิ้นขอให้ตัวเองมีรูปร่างหน้าตาอย่างเจ้านางได้ก่อ”

                “ได้สิ ฉันไม่ขัดข้องอะไรหรอกจ้ะ” เสียงของฉันตอบแทนจักรที่ดูเหมือนพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไรนัก ขณะที่ตัวฉันในปัจจุบันที่มองเหตุการณ์จากอดีตอยู่ก็เริ่มสะดุดเข้ากับคำบางคำ “พวกฉันก็แค่บอกสิ่งที่เห็นว่าพวกนางไม้ที่โลกนั้นทำได้ก็เท่านั้นแหละจ้ะ ไม่ได้ถือว่าเป็นบุญคุณอะไรนักหรอก”

                “แต่สูเขาก็ช่วยเปิ้นจากการโดนตัดอยู่ดี เปิ้นจะจำบุญคุณนี้ไว้บ่ลืมเลย โดยเฉพาะเจ้านางที่อู้ว่าจะช่วยเปิ้นทันทีที่รู้เรื่องของเปิ้น” เสียงใสอย่างเด็กสาวดังออกมาจากดวงไฟรูปร่างคล้ายมนุษย์นั้น “เปิ้นเป็นหนี้บุญคุณเจ้านางแล้ว หากจะหื้อเปิ้นยะอะหยัง เปิ้นก็ยินดี”

                “ถ้าแบบนั้นก็ช่วยทำตามแผนของพวกเราหน่อยสิ” จักรที่ยืนเงียบอยู่นานส่งเสียงทุ้มต่ำออกมา ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะเลือนหายไปจากสายตาของฉัน ประสาทสัมผัสทั้งหมดดับวูบไปเหมือนครั้งเข้ามาในจิตใจของตัวเองใหม่ ๆ ต่างกันตรงที่ไม่ได้มีคำถามหรือความกังวลผุดขึ้นมาในสมองเหมือนแต่แรก แต่กลับมีข้อมูลจำนวนมากที่อัดเข้ามาในหัวสมองของฉัน!

                ข้อมูลที่แล่นเข้ามาบอกฉันถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น นั่นคือพวกเราได้วางแผนสำหรับการกลับมายังโลกฝั่งนี้ของฉัน เริ่มตั้งแต่การใช้เวทมนตร์ชั้นสูงจากของวิเศษชิ้นหนึ่งที่จักรพกมา เพื่อเก็บความทรงจำของฉันเรื่องที่ตัวเองเป็นใครเอาไว้ในส่วนลึกที่สุด แล้วฉันจะได้ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ทั่วไปในฐานะลูกสาวของคุณหมอได้แบบไม่มีปัญหาใด ๆ ที่เรากังวล และแม้ฉันจะพบกับจักรหรือเอื้องคำหลังจากนี้ ทั้งสองจะทำเป็นไม่รู้จักฉันมาก่อน โดยพวกเรากำหนดให้ความทรงจำกลับมาหาฉันเองเมื่ออายุสิบแปดบริบูรณ์ พร้อมกับทำการฟื้นฟูสภาพร่างกายทันทีเมื่อได้รับความทรงจำคืน เพราะคาดว่าฉันอาจจะบาดเจ็บก่อนที่จะได้ความจำคืนมา หากเดินทางกลับมาทางจุดที่มีการบิดเบี้ยวของภพภูมิ

                นอกจากนั้นยังรวมไปถึงเรื่องการทำให้ฉันหลงเข้าไปในเข้าหมู่บ้านของเอื้องคำ ให้เอื้องคำกับพรรคพวกทำให้เตลิดเข้าป่า แล้วใช้วิธีที่จักรจะตกลงกับเอื้องคำอีกที เพื่อล่อให้ฉันที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับอีกโลกเข้าไปยังจุดที่มีการบิดเบี้ยวของภพภูมิเพื่อส่งตัวเองกลับโลกที่จากมาให้ได้ โดยที่จักรจะกลับมาที่โลกนี้ล่วงหน้าพร้อมพรรคพวกของเขา เพื่อวานให้คนที่เขารู้จักอย่างอรัญญาณี และคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้จุดที่มีการบิดเบี้ยวของภพภูมิคอยดูว่าจะมีใครหรืออะไรหลุดออกมาจากตรงนั้นหรือไม่ ถ้าพบว่าฉันปรากฏตัวออกมาก็ให้นำตัวมารักษาพยาบาลเบื้องต้น แล้วส่งตัวไปยังนครต้นงิ้วที่เป็นพันธมิตรกับอาณาจักรของฉันทันที

                ใช่... เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันล้วนแล้วแต่เป็นแผนที่ฉัน จักร และเอื้องคำวางไว้ทั้งหมด ดังนั้นเจ้านางที่เอื้องคำพูดถึง ก็คือตัวฉันในอดีตที่สั่งเธอไว้นั่นเองเคราะห์ร้ายที่ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากความจงใจ จากการกระทำของฉันทั้งนั้น... ยกเว้นแค่เรื่องเพื่อน ๆ ที่หลุดเข้ามายังโลกนี้ ซึ่งเหนือความคาดหมายของพวกเราไปน่ะนะ!

                ความทรงจำ ความรู้ ความสามารถทั้งหลายพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองเรื่อย ๆ และเมื่อฉันได้ความจำและสิ่งอื่น ๆ กลับคืนมาจนหมด ประสาทสัมผัสทั้งหมดของฉันก็ค่อย ๆ แจ่มชัดอีกครั้ง ดวงตาเริ่มมองเห็นว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนพื้นกลางงานเลี้ยง หูของฉันได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอย่างชัดเจน และฉันก็รู้สึกได้ถึงร่างกายของตัวเองที่ลอยขึ้นมาจากพื้น แล้วหมุนจากท่านอนเป็นท่าตั้งตรง

                ฉันรู้สึกได้ว่าผิวหนังของฉันเริ่มเรืองแสง ผ้าแถบและโจงกระเบนสีม่วงอันเป็นเครื่องแบบตุ๊กตาดินของอรัญญาณีค่อย ๆ หลุดออกไป และมีชุดที่ปรากฏขึ้นมาจากไหนไม่ทราบมาปกปิดร่างของฉันแทน ผ้าแถบผืนใหม่พันที่หน้าอกอย่างช้า ๆ ผ้านุ่งปักดิ้นทอง[1]ค่อย ๆ โผล่มาพันรอบเอว และเมื่อเสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านั้นสวมให้กับฉันเสร็จ  เครื่องประดับต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาทีละชิ้น เหมือนกับฉากแปลงร่างของพวกสาวน้อยเวทมนตร์ในการ์ตูนญี่ปุ่นไม่มีผิด!

                ร่างกายของฉันหมุนคว้างไปรอบ ๆ ทำให้เห็นทุกคนที่จ้องมองมาที่ฉันเป็นตาเดียว ผิวหนังของฉันค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเหลืองนวล และฉันก็รู้สึกได้ว่าที่ปากบวมเจ่อนั้นมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเสร็จสิ้น ฉันก็ลอยลงมายืนบนพื้นดินอย่างพอดิบพอดี

                “สวัสดีทุกท่าน ฉัน เจ้าหญิงขวัญนภา หิมาลายาวงศ์ แห่งอาณาจักรรัชตคีรี บัดนี้ได้กลับมายังโลกนี้แล้ว หลังจากที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์เสียนานเลยทีเดียว” ฉันประกาศขึ้นมาเป็นประโยคแรกหลังจากที่ทั้งร่างกาย ทั้งความทรงจำ และอะไรต่อมิอะไร กลับมาเป็นอย่างที่เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรหนึ่งในดินแดนของอมนุษย์ทั้งหลายควรจะเป็น

                “รู้สึกจะสวยกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ” ฉันได้ยินเสียงนายเอกพึมพำขึ้นมาเบา ๆ จากโต๊ะซึ่งห่างจุดที่ฉันยืนอยู่ไปราวสิบเมตร

                “กลับมาจนได้สินะ” ฉันได้ยินเสียงเจ้าชายใหญ่พึมพำขึ้นมาบ้าง แต่ว่าไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงตอนนี้อยู่ทางไหน เพราะฉันไม่ได้มีวิชาอ่านจิตหรือจับสัมผัสได้แบบคุณนี แต่ก็รู้สึกถึงความยินดีในน้ำเสียงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

                ฉันมองไปยังเหล่าอมนุษย์ทั้งหลายที่รายรอบ ทุกคนต่างมองมาที่ฉันเป็นตาเดียว ฉันได้ยินเสียงของกษัตริย์รุ่นที่สี่แห่งเผ่าครุฑ ที่คุยกับคทาวุธเรื่องการแจ้งเรื่องของฉันให้ราชครู เสียงของพวกภูตจากตะวันตกแอบชมโฉมฉัน เสียงของนายเอกที่หัวเราะอยู่ไกล ๆ เสียงของคุณนีที่คุยกับคนธรรพ์หนุ่มที่แกล้งเธอ และได้ยินเสียงของเหล่าผู้คนจากเผ่าพันธุ์ของตัวเองคุยกันเรื่องการกลับมาของฉันอย่างยินดี ตอนนี้โสตประสาทของฉันดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นไม่น้อยเลยทีเดียว

                แต่ความยินดีของผู้คนเหล่านั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อจู่ ๆ เสียงกระพือปีกหนึ่งก็แว่วมาแต่ไกล ก่อนที่รูปร่างคล้ายมนุษย์ผู้ชายแต่มีปีก ซึ่งเป็นเจ้าของเสียงนั้นจะบินลงมาอยู่ต่อหน้าเวทีด้วยท่าทางตื่นตระหนก

                “เกิดอะไรขึ้น?” เสียงของกษัตริย์เผ่าครุฑดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมายืนอยู่เบื้องหน้าของคนผู้นั้น ก็ว่าเขาเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะตอบพ่อของคทาวุธ จึงได้แต่หายใจหอบ

                “เขาเป็นพลนำสารจากวังหลวง และเขาต้องการจะบอกว่าตอนนี้วังหลวงถูกโจมตีเจ้าค่ะ ท่านลุง” เสียงของคุณนีดังขึ้นมา ก่อนที่เจ้าของเสียงที่ยังอยูในชุดนางกระต่ายจะเดินไปที่เบื้องหน้าขององค์กษัตริย์

                “ว่าไงนะ!” ฉันได้ยินเสียงของเกือบทุกคนในงานดังขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกันจนหูฉันแทบแตก และฉันก็เห็นพวกคนธรรพ์และภูตบางคนเริ่มมองเพ่งไปที่พลนำสารเพราะพยายามจะใช้วิชาเดียวกับคุณนี

                “กองโจรชุดขาว บุกโจมตีวังหลวง ระหว่างที่พวกเราอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ” คุณนีกล่าวขึ้นมาต่อ

                “เจ้าพวกนั้นจะเอาอีกแล้วสินะ” ฉันได้ยินเสียงเจ้าชายใหญ่ ก่อนที่จะมีสายลมร้อนระอุพัดมาจากทางต้นเสียง และเมื่อฉันหันไปมองก็พบร่างผิวสีดำแดงที่นั่งหันหลังให้ฉันอยู่ที่โต๊ะหนึ่งค่อย ๆ ลุกขึ้นมาจากที่นั่งอย่างใจเย็น ในขณะที่แขนขาของร่างนั้นแปรเปลี่ยนจากแบบที่คล้ายมนุษย์ไปเป็นคล้ายกรงเล็บของเหยี่ยว แววตาที่น่ากลัวดังปีศาจของเขาในตอนนี้น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เมื่อใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปจนคล้ายกับนกอินทรี ก่อนที่ปีกสีแดงเพลิงคู่มหึมาจะงอกออกมาจากกลางหลัง

                “ขอเวลาก่อนนะทุกท่าน ข้าจะไปจัดการพวกนั้นสักครู่” เจ้าชายผู้มีปีกสีแดงเพลิงกล่าวพลางกระพือปีกแล้วทะยานขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็วปานจรวด แต่ว่ายังไม่ทันที่เขาจะบินไปยังที่หมาย ร่างที่คล้ายคลึงกับเขาแต่มีปีกสีเขียวสดก็ทะยานขึ้นจากพื้นดินด้วยความเร็วไม่แพ้กัน ไปขัดขวางเขาเอาเสียก่อน

                “หลีกไป คทาวุธ!” เสียงพี่ชายคนโตตวาดลั่นเมื่อผู้เป็นน้องชายมาขัดขวาง

                “เดี๋ยวก่อนท่านพี่ ข้าน้อยมีเรื่องจะบอกท่านเกี่ยวกับพวกกองโจรขอรับ” เสียงของเจ้าชายรองดังขึ้นมาอย่างจริงจังไม่แพ้กัน

                “ข้าก็มีอะไรจะบอกกับเจ้าตามไปคุยที่นั่นเองแล้วกัน” เจ้าชายองค์ใหญ่กล่าวพลางกระพือปีกแล้วบินข้ามหัวน้องชายไป ส่วนคทาวุธเมื่อว่าหยุดพี่ชายของตัวเองไม่ได้แล้ว ก็ร่อนลงมาที่งานฉลองที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล เพราะแขกที่เป็นคนธรรพ์และภูตได้อ่านใจพลนำสารและรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ส่วนฉันเองก็เดินลงมาจากเวทีไปหาคุณนีและผู้นำครุฑอย่างไม่รอช้า แต่พอไปถึงแล้วยังไม่ทันพูดอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

                “คุณนี ไปกับข้าน้อยหน่อยขอรับ ถ้าเป็นคุณนีที่เคยอ่านความคิดพวกกองโจรมาแล้ว ต้องหยุดท่านพี่กับกองโจรได้แน่ ๆ” เจ้าชายผู้มีปีกสีเขียวกล่าวขึ้นมาพลางยื่นมือให้คนธรรพ์สาว ซึ่งเธอก็เดินไปจับมือเขาอย่างไม่ลังเล

                “ท่านพ่อ อยู่ทางนี้แล้วคอยควบคุมสถานการณ์ด้วยขอรับ” คทาวุธหันมาพูดกับผู้เป็นพ่อ ก่อนจะโยนแม่คนธรรพ์สาวขึ้นไปในอากาศ แล้วตัวเองก็ใช้ปีกคู่โตปกคลุมร่างชั่วขณะ และเมื่อปีกถูกกางออก ร่างของเขาก็กลายเป็นนกยักษ์สีเขียวสดแบบนกสดายุในจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งคุณนีก็ลอยลงมานั่งกลางแผ่นหลังของเขาพอดี และเมื่อหญิงสาวในชุดนางกระต่ายได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว คทาวุธก็ทะยานออกไปจากพื้นดินขึ้นไปบนท้องฟ้า

                “ได้ความทรงจำกลับคืนมาหมดแล้วสินะ” ผู้ปกครองนครต้นงิ้วถามเบา ๆ พลางยิ้มให้กับฉัน

                “เจ้าค่ะ ถึงจะยังยอมรับบางเรื่องไม่ค่อยได้ และมีอะไรสงสัยอยู่บ้าง แต่เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังก่อนเถอะนะเจ้าคะ เราเป็นห่วงสถานการณ์ตอนนี้กันก่อนดีกว่า” ฉันกล่าวพลางหันไปยังกลุ่มแขกในงานเลี้ยงเพื่อมองหาตัวแทนจากอาณาจักรของตนเองว่าอยู่ที่ไหน ขณะที่ประสาทรับฟังที่ดีกว่ามนุษย์ก็คอยฟังคนในงานว่าพวกเขาพูดอะไรกันบ้าง

                “ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบกันก่อน ถ้ามัวแต่แตกตื่นแบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอกนะ” เสียงของกษัตริย์เผ่าครุฑดังขึ้น ทำเอาแขกในงานทั้งหลายพากันเงียบกริบไปในทันตา

                “ตอนนี้ที่วังหลวงเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย ซึ่งข้าคิดว่าลูกชายของข้าคงจะจัดการได้ไม่ยาก พวกท่านไม่ต้องแตกตื่นกันนักหรอก” ผู้นำแห่งพวกครุฑกล่าวพลางกวาดสายตามองไปยังทุกคนในงานเลี้ยงแล้วกล่าวต่อ “ตอนนี้ข้าอยากให้พวกท่านตั้งสติกันไว้ก่อน แล้วค่อยมาคิดอ่านกันว่าจะทำอะไรกันต่อไป

                “พวกข้าไม่ค่อยไว้ใจในความปลอดภัยของที่นี่เท่าไร ขอตัวกลับกันก่อนได้ไหม?” ฉันได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากทางพวกวิทยาธร เหล่าผู้เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ทว่าสำเร็จวิชาบางอย่างที่ทำให้เปลี่ยนแปลงตนเองจนกลายเป็นกึ่งเทพ แล้วเข้ามาอยู่ในดินแดนนี้เมื่อนานมาแล้ว

                “แล้วแน่ใจหรือครับ ว่าระหว่างทางที่พวกท่านจะกลับ จะปลอดภัยมากไปกว่าที่นี่?” เอกกล่าวขึ้นก่อนที่จะเดินออกมาหน้าเวที

                “ตอนนี้สถานการณ์ภายนอกกำลังอันตราย แล้วถ้าพวกท่านจะเดินทางกันกลับ คิดว่าจะไม่ถูกลูกหลงกันกลางทางหรือครับสู้อยู่ที่นี่ที่ยังมีกองทหารเผ่าครุฑคุ้มครองอยู่ไม่ดีกว่าหรือแถมพวกท่านแต่คนก็เป็นถึงระดับสูงของแต่ละเผ่าพันธุ์ ถ้าพวกท่านรวมพลังสามัคคีกัน ไม่มีใครทำอันตรายพวกท่านได้หรอกครับ ถึงพวกท่านบางคนอาจจะไม่ยอมรับ แต่ผมก็ขอยืนยันนะครับ ว่าที่นี่เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้แล้ว

                พวกวิทยาธรที่โวยวายเมื่อครู่นี้เงียบสงบแล้วนั่งลงทันทีเมื่อเอกพูดจบ ผู้คนจำนวนมากพูดกับเป็นทำนองว่าเห็นด้วยกับความคิดของเอก และเมื่อเขาเห็นว่าทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแล้ว เขาก็หันมาพูดกับกษัตริย์ครุฑเบา ๆ

                “ที่เหลือฝากพระองค์จัดการต่อด้วยนะขอรับ กระผมมีธุระกับผู้หญิงคนนี้นิดหน่อย” เขาหันมามองทางฉันแล้วยิ้มเห็นฟัน

                “ธุระอะไรของนายมันสำคัญมากนักเหรอ ฉันจะกลับไปหาคนจากอาณาจักรของฉันนะ ฉันมีเรื่องอะไรต่อมิอะไรจะคุยกับพวกเขาตั้งเยอะแยะ!”

                “ตามมาก่อนเถอะน่า” เขากล่าวพลางเดินนำไปยังหลังเวที ฉันเองก็รีบเดินตามเขาไปด้วยความสงสัย แล้วทิ้งเรื่องการกลับไปหาคนจากอาณาจักรของตัวเองไปชั่วคราวก่อน

ว่าแต่เจ้าหมอนี่มีอะไรจะคุยกับฉันอีกกันนะ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้แท้ ๆ

 

 

 



[1] ดิ้นทอง คือทองที่ถูกทำให้กลายเป็นเส้นด้ายเล็กๆ เพื่อใช้ในการปักเป็นลวดล้ายผ้า

 


..............

 

 

ส่วนนี่เป็น Fan - Art ภาพฟ้าในเครื่องทรงเต็มยศของเจ้าหญิงกินรีโดยคุณ iGGy ครับ

 

 


ภาพประกอบ ฟ้าในชุดเครื่องทรงเต็มยศอย่างเจ้าหญิงกินรี จากคุณ Nawak


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #956 2-CHAIR (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 12:34
    กินรีจริงๆด้วยย เเต่สงสัยว่ามิ้นกับกัซไปอยุ่ไหนน -*-
    #956
    0
  2. #906 17yok112535 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 01:20
    ไรค์แต่งเก่งโครตๆๆเลยอ่ะ อุ้ยพูดไม่เพราะเลย อิอิ แต่ขอบอกไรค์อย่างจริงใจว่าชอบการปูพื้นเรื่องผูกปมเรื่องเล่าเรื่องดำเนินเรื่องมาได้น่าติดตามตื่นเต้นน่าค้นหามากๆๆชอบ เป็นกำลังใจให้นะค่ะสู้ๆ
    #906
    1
  3. #789 Sirisobhakya (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 23:21
    อ่านตอนนี้แล้วคิดถึงเอื้องคำขึ้นมาตงิดๆ สรุปคือเอื้องคำเอาเค้าหน้ามาจากฟ้านี่เอง

    ถึงจะเคยอ่านไปรอบหนึ่งแล้ว แต่มาอ่านอีกรอบก็ยังชอบการผูกเรื่องที่นำไปสู่ "เจ้านาง" ครับ

    แต่ก็ทำให้สงสัยกับภาษาเหนือที่ใช้ในเรื่องของผมเหมือนกัน ใช้ผิดมาตลอดเหรอเนี่ย.... (เหมือนใช้อีสานเข้าไปปนซะเยอะ)

    เอาเป็นว่าถือว่าเป็นสำเนียงพิเศษของตานีไปละกัน....

    #789
    0
  4. #651 MyU_immi (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 23:29
    จบตอนที่ 15
    คาวบอย..  หูแมว...
    อ่านถึงบรรทัดนี้แล้วเหวอไปชั่วขณะ  ไม่คิดว่าไรท์เตอร์จะกล้าเล่นแบบนี้ 555
    ทิ้งท้ายชวนให้อ่านตอนต่อไปอีกแล้ว
    อ่านตอนต่อไป --->
    #651
    0
  5. #592 ฝนธารา (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 เมษายน 2555 / 12:24
    เกิดอะไรขึ้นนะ
    #592
    0
  6. #86 white-ruff (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 12:14
    ชอบแฮะอะไรๆที่มันดูขัดแย้งกัน
    ทำให้อยากรู้ว่าทำไม 
    ฟ้าเองก็เอาตัวรอดเก่งเหมือนกันนะนี่
    #86
    0
  7. #85 pumkungs (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:28
    ทำไมชีวิตฟ้าต้องเจออะไรน่าตื่นเต้นตลอดเลยนะ 55

    คนที่จับตัวฟ้ามานี่น่าสงสัยจริงเลย==???
    #85
    0
  8. #84 พ.จันทร์ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 / 18:27

    ขำฟ้าครับ ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร 5555
    องค์ชายใหญ่ คงไม่ใช่นายจักรหรอกนะครับ
    เขียนได้ดีมาก ตอนแรกออกไปในทางสยอง พักหลังน่าติดตามมากก

    #84
    0
  9. #79 white-ruff (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 / 13:51
    อ่านแล้วคิดถึงเอลฟ์เลยค่ะ  เธอคนนั้นเป็นเผ่าพันธุ์อะไรเนี่ย
    ฟ้าโดนอ่วมทั้งเรื่องเลยจริงๆนั่นแหละ 

    #79
    0
  10. #78 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 / 22:53
    เรื่องนี้ ถ้าเราเป็นนางเอก
    ป่่านนี้ตายตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วนะคะ คุณศรา 555+
    ใช้งานคุ้มมา สรุปคือ ฟ้าแก้ตัวไป ก็โดนอยู่ดี - -"""
    มาต่อเร็วๆนะคะ >< กำลังสนุก
    #78
    0