[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 8 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๗ : วิถีสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๗ วิถีทางสู่สวรรค์

เวลาเย็นวันอาทิตย์ นภาพรกำลังเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ภายในเมือง ผู้คนพลุกพล่านไปหมด บางคนก็มีสิ่งลี้ลับที่พวกเขามองไม่เห็นติดตามมาด้วย ทั้งที่ดีและไม่ดี แต่ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะไปข้องเกี่ยวในตอนนี้ เพราะหน้าที่หลักของเธอคือแยกย้ายกับสมาชิกองค์กรคนอื่น ๆ ในการตรวจสอบรูปแบบพลังงานที่ใกล้เคียงกับเครดิตในสถานที่ต่าง ๆ ของเมือง เพื่อหาความเป็นไปได้ที่จะมีอสูรตนอื่นแอบแฝงอยู่ที่ไหนสักแห่ง

หลังจากที่จบการต่อสู้ของเครดิตไปในคืนวันเสาร์และแยกย้ายกันไป นภาพรก็นำเรื่องทั้งหมดที่วีจิณีเล่าก่อนจะแยกกันไปรายงานองค์กร ว่าวีจิณีประเมินให้เครดิตไม่เป็นภัยกับมนุษย์จนต้องเร่งจัดการในตอนนี้แล้ว และอาจจะร่วมมือกันในการจัดการอสูรอื่น ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้เธอยังรู้ว่าวีจิณีลงมาอยู่บนโลกได้ประมาณห้าเดือนตามเวลาของโลกมนุษย์แล้ว ด้วยภารกิจบางอย่างจากกลุ่มชาวสวรรค์ที่ไม่มีคนอื่นอาสาทำ และหนึ่งในรายละเอียดของงานที่เปิดเผยกับเธอได้เพราะต้องการให้ช่วย คือการจับกุมเหล่าอสูรที่เข้ามาทำให้โลกมนุษย์ปั่นป่วนเพื่อสร้างพลังงานด้านลบที่พวกมันต้องการ และนั่นทำให้เธอได้ข้อมูลว่ามาว่าพวกอสูรที่เคลื่อนไหวในโลกมนุษย์ มีแกนนำที่เรียกว่า “หัตถ์มาร” ทั้งหมดหกตน เครดิตหรือธนภัทราสูรคือคนที่อ่อนแอที่สุด

คิดแบบนั้นแล้วนภาพรก็พอจะเข้าใจว่าทำไมพวกคนอื่น ๆ ในองค์กรจึงพายามเลี่ยงที่จะให้เธอออกหน้าต่อสู้กับพวกอสูรเพียงลำพัง ให้สังเกตการณ์และเก็บข้อมูล กับคอยสนับสนุนคนอื่น นั่นเพราะศัตรูระดับห่างจากเธอมากเกินไป และเธอคงชนะเพียงลำพังได้ยาก และการคุยกับวีจิณีเมื่อวันก่อนก็ทำให้เธอพอจะรู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอะไรถึงจะเหมาะสมกับตนเอง

เด็กสาวดวงตาเรียวเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ด้วยแอปพลิเคชั่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นจากคนในองค์กร ทำให้พอจะตรวจสอบรูปแบบพลังงานประเภทที่ต้องการในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร ระบุตำแหน่งในแผนที่ พร้อมทั้งมีหน่วยวัดความอันตรายคร่าว ๆ ให้พอประเมินสถานการณ์ได้ และส่งข้อมูลไปบันทึกในฐานข้อมูลกลางต่อ แม้ดูเผิน ๆ อาจดูเหมือนเกมโทรศัพท์ แต่นั่นก็ทำให้เธอแอบตามนกน้อยและต้องตาที่ดูเสี่ยงต่อการพบกับอันตรายจากอมนุษย์ได้ในวันก่อน ๆ แม้ว่าจะช้ากว่าวีจิณีไปบ้างก็ตามที

“ตรวจพบพลังงานที่ระบุ ระยะ 100 เมตรจากคุณ ระดับชั้นความอันตราย : สามัญ” สัญญาณแจ้งเตือนปรากฏขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์ นภาพรในชุดวอร์มยิ้มอ่อน เพราะถ้าเป็นแค่ระดับสามัญ ซึ่งต่ำสุดในระดับความยากของอมนุษย์ที่องค์กรเธอแบ่งไว้ เธอจะจัดการเองก็ไม่น่ายากเท่าไรนัก และก็จะถือเป็นผลงานหนึ่งของเธอด้วย

นภาพรตรวจสอบพื้นที่นั้นผ่านทางโทรศัพท์ และพบว่ามันเป็นร้านอาหารหนึ่ง เธอหยิบลูกเทนนิสออกจากกระเป๋ามาเดาะเล่น เผื่อว่าจะเข้าไปในร้านอาหารแล้วเจอเป้าหมาย จะได้อัดพลังลงไปแล้วแกล้งหลุดมือไปโดน หรืออะไรก็ตามแต่

ทว่าเมื่อเธอเดินไปถึงร้านอาหารนั้นแล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อเธอพบกับเด็กหนุ่มผิวคล้ำ ดวงตาดุ ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์ม ที่เธอรู้จักว่าเป็นร่างมนุษย์ผู้ชายของวีจิณี กำลังนั่งกินอาหารอยู่กับเด็กหนุ่มร่างผอม ผิวขาว ตาตี่ จมูกเล็ก ใบหน้ากลมตกกระ นภาพรรู้สึกคุ้นหน้าเขาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ค่อยออกว่าเคยเจอที่ไหน

นภาพรพยายามจะถาม แต่โทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณแจ้งเตือนเรื่องพลังงานอสูรสำคัญกว่า เธอจึงรีบตรวจสอบเรื่องนั้นก่อน แล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อสัญญาณที่ว่าออกมาจากเด็กหนุ่มคนนั้น!

เด็กสาวตาเรียวเกิดความสงสัยในใจ เธอไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มจึงได้มานั่งคุยกับมนุษย์ที่มีพลังงานแบบอสูรออกมาจากร่างแบบนี้ แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร เสนก็จ้องมองมาที่เธอชั่วขณะ แล้วส่งสัญญาณบุ้ยใบ้ให้เธอนั่งลงโต๊ะใกล้ ๆ สั่งอาหารมากิน แล้วคอยฟังแบบแนบเนียนเสียก่อน

“นายก็คิดว่าการกลั่นแกล้งกันในสังคมมันเป็นปัญหาเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?” เด็กหนุ่มหน้ากลมเอ่ยขึ้นมา หลังจากหั่นสเต็กเนื้อทีโบนแล้วส่งมันเข้าปาก

 “ก็คงงั้น หลายคนเองก็ต้องเสียอนาคตเพราะเรื่องแบบนี้เลยล่ะ” เสนตอบกลับก่อนที่จะจิ้มมันฝรั่งทอดลงกับซอสมะเขือเทศ

“ไม่ใช่แค่ต้องตาหรอกที่โดนเพื่อนบูลลี่ มีคนไม่น้อยที่ต้องยอมสยบกับคนที่พวกเยอะกว่า ที่อำนาจมากกว่า ที่แข็งแรงกว่า โดยที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้น่ะ” เด็กหนุ่มหน้ากลมบอกกับเสน พลางมองไปที่เขาด้วยสายตาเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ถ้าพวกเราทำอะไรสักอย่างให้พวกที่กดขี่ ล้อเลียน ทำร้ายจิตใจคนอื่นหมดไปได้ก็คงดี”

“กว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างสังคมก็ต้องใช้เวลา ก็ต้องอดทน แล้วก็...” เสนพยายามจะอธิบาย ทว่าเด็กหนุ่มหน้ากลมกลับขัดขึ้นมาเสียก่อน

“แต่ถ้าอยากให้โลกนี้ดีขึ้น เราก็ต้องเริ่มต้นจากตัวเรานะ นายเองก็แข็งแรง ดูไม่มีใครอยากมีเรื่องด้วยเท่าไร มาช่วยฉันปกป้องคนที่ถูกบูลลี่ในโรงเรียนเราด้วยกันนะเสน! ฉันเคยได้ยินวีรกรรมสมัย ม.ต้นของนายมาเยอะแล้ว ได้ข่าวว่าเคยต่อสู้ 1 ต่อ 10 มาแล้วชนะด้วยนี่

“เอ่อ... ขอเวลาคิดดูก่อนได้ไหม” เสนตอบกลับด้วยท่าทีลำบากใจ

“ไม่เป็นไรหรอก นายจะเริ่มเมื่อไรก็ได้ แต่ฉันจะเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลย” เด็กหนุ่มหน้ากลมตกกระบอกกับเสนอย่างมุ่งมั่น “เพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับโลกใบนี้ เหมือนกับซูเปอร์ฮีโร่ในหนังเรื่องที่ฉันแนะนำให้นายดูไง”

“เอาจริงดิ?” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มถามอย่างประหลาดใจ นภาพรที่แอบฟังอยู่ก็อดคิดแบบนั้นไม่ได้

“จะว่าไปนี่ก็เริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวฉันต้องกลับไปเฝ้าร้าน งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง” เด็กหนุ่มหน้ากลมตอบพลางเรียกพนักงานมาเช็กบิล ก่อนจะจ่ายเงินให้สำหรับอาหารมื้อนั้น แล้วพากันออกไปจากร้าน

นภาพรเห็นแบบนั้นก็จ่ายเงินแล้วแอบตามไปต่อทันที เธอเห็นว่าไม่นานนักเด็กหนุ่มตาตี่ก็แยกทางกับเสน ขณะที่เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มก็ยังคงยืนรออยู่ นภาพรจึงยิงคำถมออกไปไม่รอช้า

“มีวีรกรรมสมัย ม.ต้นด้วย? ไหนเมื่อคืนบอกว่าเพิ่งมาอยู่นี่ได้ห้าเดือนไง” นภาพรถามด้วยความสงสัย เธอรู้ดีว่ามีบางอย่างที่เทพธิดาไม่อยากบอก แต่อะไรที่บอกเธอมาแล้ว เธอก็อยากได้รับความมั่นใจว่าจะไม่ใช่คำโกหก

“ถ้าหมายถึงเรื่องของเด็กชายเสนศร อาจชำนะ ช่วงมัธยมต้น ก็คงมีช่วงเวลาอะไรทำนองนั้นอยู่นั่นแหละ” วีจิณีตอบ และนั่นทำให้นภาพรเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้... นั่นหมายความว่าเคยมีเด็กชายที่มีรูปร่างหน้าตาและชื่อแบบนี้ ก่อนที่วีจิณีจะมาสวมรอยแทนน่ะสิ!

“แล้วตอนนี้เขา...”

“เรื่องมันยาว ไว้เล่าวันหลังที่อื่นแล้วกัน ไปเรื่องอื่นเถอะ” เทพธิดาจำแลงรีบตัดบททันที นภาพรจึงถามอีกคำถามที่อยากจะรู้อีกอัน

“เอ้อ ว่าแต่คนที่คุยด้วยเมื่อกี้ใครน่ะ หน้าคุ้น ๆ”

“อนิลา กาญจนากร ชื่อเล่นข้าวฟ่าง เด็กห้องเดียวกับพวกเราไง เพื่อนอีกคนของเราเอง เรากับเขาแวะกินข้าวและถกเรื่องนั่นนี่กันบ่อย ๆ หมอนี่เป็นคนมีความคิดดี แต่มีข้อด้อยอยู่บ้างตามประสาวัยรุ่น” เสนอธิบายพลางมองนภาพรที่ทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิด

“ขอโทษแล้วกันที่ไม่ค่อยได้จำหน้าผู้ชายเท่าไร แต่...” นภาพรพูดพลางส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้เสนดูสัญญาณแจ้งเตือนบนหน้าจอ มันเป็นภาพกลุ่มพลังงานแบบอสูรที่ปรากฏในแผนที่กำลังเคลื่อนตัวออกไปห่างพวกเขา  ก่อนเธอจะถามออกมา “เพื่อนนายอาจไม่ใช่คนทั่วไปนัก รู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า? อาจจะเกี่ยวข้องกับพี่น้องของเครดิตด้วยก็ได้”

“แต่แอปนั่นของเธอเองก็คงไม่ได้แจ้งเตือนตั้งแต่วันก่อน ๆ ใช่ไหมล่ะ?” เสนถามกลับพลางมองเพื่อนสาวด้วยสายตาอ่านความรู้สึกได้ยาก ทำเอานภาพรต้องครุ่นคิด “แปลว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเขาในไม่กี่วันก่อน จะว่าไปช่วงหลัง ๆ มานี่ก็สัมผัสได้เหมือนกัน แต่ยังไม่เห็นว่ามีอันตราย เลยจับตาดูห่าง ๆ ไว้ก่อน”

“ธ... เอ๊ย นาย... ไม่ได้คิดอะไรกับหมอนั่นเป็นพิเศษใช่ไหมนั่น?” นภาพรถามด้วยความสงสัย หลังจากเห็นว่าเสนดูไม่ได้รีบร้อนจะจัดการเรื่องนี้เท่าไรนัก

“ก็เป็นเพื่อนกันเหมือนที่เธอเป็นนั่นแหละ แต่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าที่เธอรู้หรอก แค่เป็นคนที่เหมาะกับการถกกันในเชิงวิชาการที่สนใจเฉย ๆ” เสนบอกกับนภาพรพลางส่งโทรศัพท์คืนให้ “ยังไงก็จับตาดูไว้ก่อน ถ้าเห็นอะไรแปลกไปเกี่ยวกับหมอนั่นก็บอกกันด้วยล่ะ”

“อืม... จะพยายามนะ” นภาพรรับคำ ในใจเองก็อดคิดไม่ได้ว่าการที่วีจิณีให้เธอจับตามองผู้ชายแบบนี้ จะมีเจตนาบางอย่างเคลือบแฝงอยู่ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเทพธิดาและเป็นเพื่อน เธอจึงตัดสินใจลองทำตามคำขอด้วยความเชื่อใจว่ามันจะไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายแบบตอนเธอตัดสินใจเองเมื่อครั้งเครดิตดู

“งั้นฝากด้วย พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน แต่ถ้าคืนนี้มีอะไรให้ช่วยที่เกี่ยวกับงานของเราก็โทรมาได้” เสนบอกกับเพื่อนสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะกล่าวคำอำลาและแยกย้ายจากกันไปตามทางกลับบ้านของตัวเอง

.

ณ โรงเรียนมัธยมธีรโชติศึกษา หลังจากคาบเรียนตอนเช้าวันจันทร์ผ่านพ้นไปจนมาถึงคาบที่สี่ นักเรียนในห้องเรียนของพวกเสน ก็ต้องย้ายห้องเรียนจากห้องเดิมไปเรียนที่สระว่ายน้ำ เพื่อเรียนวิชาพละ

ขณะที่เพื่อน ๆ กำลังเก็บข้าวของ นภาพรก็เก็บของทั้งหมดเรียบร้อยและรีบรุดไปเรียนวิชาต่อไปก่อนใครเหมือนทุกครั้ง หลายคนก็รีบตามกันไปจนทั้งห้องเหลืออยู่ไม่กี่คน และระหว่างนั้นนั่นเอง ที่เหล่านักเรียนหญิงพากันซุบซิบอะไรบางอย่าง พร้อมมองมาที่ต้องตาและพากันหัวเราะคิกคัก

“เขาพูดถึงเธอกันอยู่หรือเปล่าต้องตา?” นกน้อยที่กำลังเก็บของข้าง ๆ เอ่ยถามเพื่อนสาวร่างอวบอ้วน

“ไม่รู้สิ สงสัยฉันจะเริ่มเป็นคนดังแล้วมั้ง” ต้องตาตอบพางยิ้มให้นกน้อยเหมือนพยายามมองโลกในแง่ดี ทว่าสิ่งนั้นก็เริ่มจะพังทลาย เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์มาดูเวลา และพบว่ามีคนส่งลิงก์คลิปวิดีโอในโซเชียลเน็ตเวิร์กมาให้เธอ มันเป็นข้อความจากพิมพ์สุดา เพื่อนร่วมห้องที่มาล้อเลียนเธอในวันก่อนนั่นเอง!

“ดูสภาพคนอยากเป็นไอดอลเต้นเสร็จสิ ยังกะหมูหอบ” นั่นคือข้อความประกอบวิดีโอนั้น และคลิปที่เห็นก็คือภาพเมื่องานนิทรรศการวิทยาศาสตร์เสร็จ ที่ตัดมาแค่ช่วงเธอหอบหายใจหลังเต้นไปแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น ไม่ได้มีคะแนนที่เธอได้ หรือตอนที่เธอกำลังเต้นอยู่อย่างสวยงามตามที่ฝึกฝนมาตั้งแต่แรกเลย และที่แย่ไปกว่านั้นคือมีหลายคนไปกดถูกใจและลงข้อความแสดงความเห็นกันอย่างสนุกปากอีกต่างหาก

“ทำเกินไปแล้วนะ ต้องการอะไรกันแน่!” ต้องตาที่ปกติได้แต่หวาดกลัวและไปขอพรสาปแช่งลับหลังในวันก่อน ถึงกับลุกขึ้นโวยวายขึ้นมากลางห้อง ขณะที่เด็กสาวร่างสูงโปร่ง จมูกโด่ง ผิวขาว ดวงตาคม เพื่อนรู้จักว่าชื่อพิมพ์กำลังยืนกดโทรศัพท์อยู่กับกลุ่มเพื่อนของเธอ

“ก็ให้หมูมันอยู่ส่วนหมูไง” พิมพ์พูดพลางมองเหยียดเย้ย “ต่อไปนี้คนอื่น ๆ ก็จะเห็นแล้วว่าอย่างเธอมันมีปัญหาสุขภาพ เต้นเสร็จก็หอบจนยังกับจะตาย ถึงครูวาสนาจะชอบในความมุ่งมั่น แต่จะให้ไปเป็นตัวแทนกิจกรรมโรงเรียนอะไรต่อจากนี้ก็คงยากหน่อยนะ หรือจะไปแข่งขันเต้นหรืออะไรที่ไหน ถ้าเขาเห็นคลิปนี้ก็คงจะห่วงสุขภาพจนให้กลับไปพักก่อนแน่ ๆ”

“พวกเธอมัน... ทั้งที่เรา...” ต้องตากัดฟันกรอด เพราะรู้ดีว่าทำอะไรกับคลิปพวกนั้นไม่ได้ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า เข่าของเธอสั่นจนเหมือนรับน้ำหนักไม่ไหว นกน้อยที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องเข้ามาประคอง

“ทนฟังมานานแล้ว ดูถูกความฝันคนอื่นมันสนุกนักเหรอ?” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา ก่อนที่ร่างผอม ใบหน้ากลมตกกระ ดวงตาตี่จะลุกขึ้นและเดินไปทางพวกพิมพ์ เขาคือข้าวฟ่าง เพื่อนของเสนที่คุยกันในร้านอาหารวันก่อนนั่นเอง!

“แล้วจะทำไม?” พิมพ์สุดาตอบกลับพลางมองหน้าคู่สนทนาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ลบคลิปพวกนั้นออกให้หมด แล้วฉันจะไม่ทำอะไรพวกเธอ” ข้าวฟ่างบอกกับพิมพ์ ทว่าดูเหมือนเด็กสาวและกลุ่มเพื่อนจะไม่สะทกสะท้าน

“ลบคลิปพวกนั้นออกให้หมด แล้วฉันจะไม่ทำอะไรพวกเธอ” พิมพ์พูดล้อเลียนกับเพื่อน ๆ ก่อนที่จะหันมามองข้าวฟ่างด้วยสายตาเยาะเย้ย “ไม่ลบ แล้วจะทำไม แต่ถ้ายัยนั่นยอมมาเป็นเบ๊ให้พวกฉันจนกว่าจะเรียนจบก็อาจจะคิดใหม่ก็ได้”

“เตือนแล้วนะ บอกให้เอามานี่” ข้าวฟ่างพูดพลางดึงโทรศัพท์มือถือไปจากมือพิมพ์ ทว่าไม่ทันที่จะทำอะไร ก็ต้องชนเข้ากับร่างกำยำของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้องเสียก่อน

“เอ็งทำอะไรคุณพิมพ์น่ะ ไอ้ตี๋” เสียงของร่างกำยำ ผิวสีแทน สูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตรเอ่ยขึ้น ขณะที่ดวงตาคมเข้ม เหนือจมูกโด่งบนใบหน้ายาว มองมาที่ร่างของข้าวฟ่างที่ตัวเตี้ยกว่าเกือบสิบเซนติเมตร

“มันแย่งมือถือพิมพ์ นอร์ธจัดการมันเลย” พิมพ์ฟ้องเด็กหนุ่มที่เพื่อนรู้จักกันในชื่อ “นอร์ธ” นักเรียนห้องข้าง ๆ นักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียน จึงกระชากโทรศัพท์ออกมาจากมือของข้าวฟ่าง เด็กหนุ่มร่างผอมพยายามจะคว้ามันกลับมา แต่ก็ถูกประเคนเข่าเข้ากลางลิ้นปี่จนทรุดลงไปนั่ง

“ดีมากนอร์ธ นายนี่มันเก่งที่สุดไปเลย” พิมพ์กล่าวชมเชยพลางยิ้มให้กับนอร์ธ ทำเอาเด็กหนุ่มหน้าแดงน้อย ๆ ก่อนจะพูดกับผู้แพ้

“อย่าทำร้ายผู้หญิง จำไว้ไอ้หน้าตัวเมีย” นอร์ธประณามข้าวฟ่างที่กำลังล้มลง เขาพยายามจะอธิบายแต่ก็จุกจนพูดอะไรไม่ออก นกน้อยประคองต้องตาที่สั่นกลัวนั่งลงกับเก้าอี้ ก่อนจะโผเข้าไปหาข้าวฟ่าง แล้วพยายามจะอธิบายเรื่องราวให้นอร์ธฟัง

“เดี๋ยวก่อน มันเป็นเรื่อง...” นกน้อยพยายามจะอธิบาย แต่ข้าวฟ่างก็พยายามรวมรวมกำลังลุกขึ้นมา และเอื้อมไปที่มือถืออีกครั้ง นอร์ธรีบดึงมือหลบ ก่อนที่จะง้างหมัดเตรียมกระแทกมันหาข้าวฟ่าง

ทว่าก่อนที่จะได้ชก แขนของนอร์ธก็ถูกใครบางคนหยุดเอาไว้ด้วยแรงบีบที่ทรงพลัง และเมื่อทุกคนหันไปดูก็พบว่าเจ้าของมือคือเด็กหนุ่มผิวสีแทน ดวงตาดุ สูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ที่เพื่อนรู้จักในชื่อเสนศร

“ไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียว เด็กห้องอื่นมาทำอะไรห้องนี้เนี่ย?” เสนามพลางมองไปที่นอร์ธด้วยท่าทีคุกคาม

“ข้าจะเอาของที่ยืมไปมาให้คุณพิมพ์ แล้วไอ้ตี๋นี่มันก็มาแย่งโทรศัพท์ของคุณพิมพ์พอดี”

“ไม่ลองถามกันดี ๆ ก่อนว่าทำไมต้องแย่งเหรอ? มันอาจจะมีอะไรที่ทำให้เขาเดือดร้อนอยู่ก็ได้” เสนถามกลับ แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือจากคู่สนทนา

“มีคลิปที่น่าอายของต้องตา เขาขอให้ลบแต่พิมพ์ไม่ยอม พยายามจะแย่งมาลบ” นกน้อยพยายามพูดในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูดไปเมื่อครู่ แต่ดูเหมือนนอร์ธจะไม่เชื่อสักเท่าไรนัก

“คุณพิมพ์ที่แสนดีนี่นะจะทำแบบนั้น เหลวไหลน่า”

“ไม่เชื่อก็ดูในแชทของต้องตาก็ได้! พิมพ์ส่งลิงก์ไปให้ต้องตาแล้วนี่” เด็กสาวร่างเล็กอธิบายเรื่องราว ทว่าพิมพ์กลับหยิบโทรศัพท์มือถือจากมือนอร์ธมาเปิดให้ทุกคนดู

“อะไรกัน ก็แค่ส่งงานที่สั่งบนกระดานให้เอง ดูสิ” พิมพ์สุดาบอก ขณะที่โทรศัพท์ของเธอเป็นรูปถ่ายภาพโจทย์บนกระดานตามที่เธอกล่าวอ้างอย่างที่ว่า แม้เหนือภาพนั้นจะเป็นร่องรอยว่ามีการยกเลิกข้อความเดิมไปแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่มีหลักฐานอะไรให้เอาผิดเธออีก

“ทำอะไรกันอยู่น่ะพวกเธอ ทำไมไม่ไปเรียน! แล้วนั่นอะไรกัน มีเรื่องชกต่อยเหรอ? เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากประตูห้องที่เปิดอ้า และเจ้าของเสียงคือชายร่างอ้วนใหญ่ ผมเข้ม ไว้เคราบาง ๆ ดวงตาดุดัน นักเรียนทุกคนที่นี่รู้จักเขาในนามอาจารย์นิพนธ์ หนึ่งในครูฝ่ายปกครองของโรงเรียนที่กำลังเดินผ่านมานั่นเอง

“ครูคะ หนูโดนแย่งมือถือ แล้วนอร์ธก็เข้ามาช่วยหนูค่ะ” พิมพ์สุดารีบแก้ตัว อาจารย์นิพนธ์มองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ ราวกับมีความลับบางอย่าง ก่อนที่จะหันไปมองที่ข้าวฟ่างและเสนด้วยสายตาขุ่นเคือง

“พวกเธอทั้งหมดตามมาที่ห้องปกครองเดี๋ยวนี้!”

.

บ่ายวันนั้น ในห้องเรียนวิชางานช่าง

ทุกคนกลับมาเรียนเหมือนปกติ และกำลังจับกลุ่มประกอบกล่องไม้เก็บของขนาดย่อม ขณะที่ครูประจำวิชาขอตัวไปประชุมด่วนสักครึ่งชั่วโมงแล้วให้งานเอาไว้

หลังจากที่สอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว อาจารย์นิพนธ์ก็สรุปเรื่องไปที่ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด และตำหนิข้าวฟ่าง เสน นกน้อย นอร์ธ และต้องตา โดยที่ไม่ได้มีการลงโทษอื่น ๆ ถึงแบบนั้นกลุ่มของพิมพ์เองกลับไม่ได้ถูกตำหนิติเตียนแต่อย่างใด ทำเอานกน้อยอดบ่นเบา ๆ ให้นภาพรฟังไม่ได้ว่าทำไมมันถึงออกมาเป็นแบบนั้น ทั้งที่พวกเธอไม่ผิดเสียหน่อย

“พิมพ์อีกแล้วเหรอ สงสัยต้องคุยเรื่องนี้กันหน่อยแล้ว” นภาพรพูดด้วยท่าทางไม่ค่อยสบายใจ ก่อนที่จะเดินไปหากลุ่มของพิมพ์ที่กำลังประกอบกล่องอยู่ทันที

“มีธุระกับเราอีกรึไงพร?”

“เดินไปขอโทษนกน้อยกับต้องตา เดี๋ยวนี้” นภาพรยื่นคำขาดด้วยสายตาจริงจัง คราวนี้พิมพ์สุดามีท่าทียำเกรงอยู่บ้าง แต่ก็ยังพยายามใจดีสู้เสือ รับคำนภาพรแล้ว เดินไปหานกน้อยและต้องตา

“ขอโทษด้วยนะที่ทำให้เจอเรื่องยุ่งยาก” พิมพ์พูดพลางโค้งให้กับทั้งสองคน ก่อนที่จะพูดประโยคต่อไปว่าด้วยเสียงเบาราวกระซิบ “ขอโทษด้วยที่บอกว่าหมูมันต้องอยู่ส่วนหมู อย่างเธอมันไม่มีวันเป็นไอดอลได้หรอก...”

“คราวนี้ก็ลบคลิปซะ” นภาพรแสดงท่าที่ข่มขู่ “อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่มีอาจารย์เข้าข้างนะ เราไม่ใช่เด็กใหม่เหมือนพวกนั้น”

“คลิปอะไร ฉันลบไม่ได้สักหน่อย ไม่ใช่เจ้าของคลิปนี่ ใครก็ไม่รู้ถ่ายไว้แล้วก็โพสต์ ฉันก็แค่แชร์มาเอง” พิมพ์สุดาพยายามแก้ตัวแล้วยิ้มแหย ๆ ไม่ให้นภาพรทำอะไรตัวเองได้

“ไม่ต้องลบหรอก เก็บไว้ในโลกออนไลน์แบบนั้นก็ได้” เสียงของเสนเอ่ยขึ้นมา ขณะที่เจ้าของเสียงเดินมาหานภาพร แล้วเปิดโทรศัพท์ของตนเองให้ดู “นี่คลิปเต็มตั้งแต่หยาดฟ้าเต้นกับพิมพ์ แล้วต้องตาก็มาเต้นต่อ สกอร์สูงกว่าเกือบทุกคนนอกจากหยาดฟ้า เดี๋ยวเอาไปอัพลงเน็ตได้เลย เห็นฝีมือแบบนี้ต้องมีคนสนใจแน่ ๆ”

“ถ... ถ่ายไว้ด้วยเหรอ ขอบคุณมากนะ” ต้องตาบอกกับเสนด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความดีใจไหลออกมาน้อย ๆ เหมือนกับสถานการณ์จะคลี่คลายลงไปแล้ว... แต่ถึงแบบนั้นเรื่องก็ไม่จบง่าย ๆ เมื่ออีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังประกอบกล่องอยู่ห่างออกไป ก็กำลังมีอีกบทสนทนาหนึ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

“ไอ้หน้าตัวเมีย เอากาววางไว้ตรงนั้นนั่นแหละ ไม่ต้องเข้ามา” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่สนิทกับพวกพิมพ์ แต่ต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกับข้าวฟ่างเพราะคนแบ่งได้ไม่พอบอกกับเขา

“เห็นเขาว่าทำร้ายผู้หญิงเหรอ ทำไมทำงั้นอะ ปกตินายไม่ใช่คนแบบนั้นนี่” เพื่อนหนุ่มอีกคนหนึ่งถามด้วยความห่วงใย ทว่าข้าวฟ่างกลับไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะตอบ น้ำตาของเขาเริ่มคลออยู่ที่ดวงตา แต่ก็รีบเอามือปาดไว้ไม่ให้มันไหลออกมาให้ใครเห็น ทั้งที่ในจิตใจของเขากำลังอยู่ในสภาพที่กำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงน้ำแห่งความโศกเศร้า

ในระหว่างนั้น โทรศัพท์มือถือของนภาพรมีสัญญาณเตือนบางอย่าง เธอเปิดมันออกมาดูและหันไปมองทางเสน ทว่าเทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มกำลังมองไปทางข้าวฟ่างด้วยสายตายากแก่การอ่านความรู้สึก

.

หลายชั่วโมงผ่านไป เวลาได้ย่างเข้ามาถึงยามค่ำ

ท้องฟ้ายามราตรีปกคลุมไปด้วยเมฆจนแทบมองไม่เห็นแสงดาว เหมือนกับจิตใจของข้าวฟ่างตอนนี้ที่กำลังรู้สึกหม่นหมองแทบไม่เห็นแสงสว่าง ตั้งแต่กลับมายังบ้านที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต เขาก็อาบน้ำกินข้าวแล้วรีบปลีกตัวขึ้นไปบนห้อง แม้พ่อจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็อ้างว่ามีการบ้านที่ต้องรีบจัดการด่วน ก่อนจะปิดประตูห้องนอน แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาดูคลิปวิดีโอออนไลน์แบบที่ชอบทำ

“ทำไมมันไม่เหมือนในหนังเลยนะ ในหนังพระเอกมีแต่คนชื่นชมที่ต่อสู้กับผู้ร้ายแท้ ๆ แต่เรากลับมากลายเป็นคนผิด คนทำร้ายผู้หญิง ทั้งที่เราจะช่วยอีกคนแท้ ๆ แถมอาจารย์ก็ไม่ฟัง เพื่อน ๆ ก็พากันล้อเลียน บ้าไปหมดแล้วสังคมนี้” ข้าวฟ่างคิดในใจ ขณะที่น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่

เขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวใหญ่ของตระกูลฝั่งพ่อ เปิดกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตและขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในชุมชน แต่ทว่าพี่น้องของพ่อดูไม่ค่อยชอบแม่ของเขาสักเท่าไรนัก อาจเพราะไม่ใช่คนที่ทางผู้ใหญ่เลือกมาให้ พอเขาอายุสามขวบ แม่จึงแยกกันอยู่กับพ่อ และออกไปทำงานต่างจังหวัดอยู่ลำพัง นานครั้งจะกลับมาบ้านสักหน

พ่อก็พยายามเลี้ยงดูให้เขาเติบโตมาอย่างดี แม้ไม่มีเวลาให้ แต่ความกดดันจากหมู่เครือญาติที่เหมือนจะหาทางจับผิดเขาในหลายเรื่อง เพื่อผลักดันให้เขาไปอยู่กับแม่และให้พ่อแต่งงานใหม่กับคนที่เครือญาติต้องการ ดังนั้นไม่ว่าเขาทำผิดอะไรก็จะโดนบ่น เกิดเรื่องอะไรแล้วเล่าให้ฟังก็จะโดนด่า ทำให้เขาเติบโตมาท่ามกลางความรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถเปิดเผยความผิดพลาดใด ๆ ให้ใครรับรู้ได้ ต้องเก็บซ่อนความอ่อนแอและความผิดพลาดของตัวเองไว้เสมอ

“ทำยังไงถึงจะให้พวกเขายอมรับเราบ้างนะ?” ข้าวฟ่างตั้งคำถามแบบนั้นกับตัวเองอยู่เสมอ ๆ และไม่รู้เมื่อไรที่เขาพยายามสังเกตพฤติกรรมของเครือญาติว่าใครชื่นชอบนิยาย ภาพยนตร์หรือละครอะไร แล้วพยายามหามาดูเพียงลำพัง เนื่องจากพ่อไม่ค่อยมีเวลาว่างให้นัก และญาติคนอื่นกับเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเท่าไร

จากนั้นไม่นาน ข้าวฟ่างก็เริ่มเลียนแบบพฤติกรรมตัวละครเหล่านั้นไปเรื่อย และมันก็ทำให้ได้รับคำชมเชยอยู่บ้างในการยึดเอาคุณธรรม พฤติกรรม คำพูดตัวละครในแต่ละเรื่องที่พวกเขาชอบเป็นแบบอย่าง... เพื่อนฝูงที่โตมาตั้งแต่อนุบาลยันมัธยมต้นก็ไม่ได้ว่าอะไร... แต่ทำไมพอมาที่โรงเรียนที่เขาย้ายมาใหม่แห่งนี้ เรื่องมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ?

ข้าวฟ่างเปิดคลิปวิดีโอที่น่าสนใจขึ้นมา หวังจะหาอะไรดู เพื่อจะได้นำสิ่งที่คนในสังคมโรงเรียนนี้น่าจะชอบไปใช้ เผื่อว่ามันจะทำให้ปรับตัวรับเรื่องที่เกิดขึ้นนี่ได้ และแล้วเขาก็พบคลิปภาพยนตร์ที่บ้านเมืองในเรื่องอยู่ในสภาพจลาจล ผู้คนลุกฮือขึ้นมาเพราะทนสังคมที่เน่าเฟะไม่ไหว เสียงกระสุนแต่ละนัดและเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในเรื่องเริ่มทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลิน เสียงกรีดร้องของตัวละครที่เคยย่ำยีตัวเอกทำให้เขาสะใจ เลือดแดงฉานและเปลวไฟที่เผาผลาญสรรพสิ่งมันช่างงดงามเหลือเกิน ราวกับความอัดอั้นของเขาถูกปลดปล่อยออกมา...

เขาลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรแบบนี้ แล้วก็พบกับข่าวอีกมากมาย เกี่ยวกับการก่อเหตุความรุนแรงในโรงเรียนตามข่าวต่างประเทศ ที่ผู้ก่อเหตุถูกกระทำมาก่อน จึงหันมาตอบโต้ด้วยอาวุธต่าง ๆ ที่หามาได้ และทำให้พวกคนกลั่นแกล้งต้องบาดเจ็บล้มตาย... นั่นอาจเป็นวิธีทำให้สังคมสงบที่เขาคุยกับเสนเมื่อวานก็ได้...

“ทำตามสิ ปลดปล่อยสังคมนี้จากความเน่าเฟะกัน” เสียงบางอย่างแว่วมาในหัวของข้าวฟ่าง เขาไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ อาจเป็นเสียงจากจิตใต้สำนึก หรือเสียงกระซิบจากปีศาจรึเทวดาที่ไหน แต่มันทำให้เขารู้สึกอยากจะฟังเสียงกรีดร้องจากคนที่ทำร้ายเขา เคล้าคลอกับเสียงปืนเสียงระเบิด และจ้องมองเลือดและเปลวเพลิงที่เกิดมาจากฝีมือตัวเองดูบ้าง...

            “เหมือนมีบางอย่างร่วมกัน... ระหว่างเรา กับผู้คนที่ออกมาทำแบบนี้... ใช่แล้ว... สังคมนี้ต้องการพวกเรา... พวกเลวร้ายต้องถูกกำจัด... ปืนของพ่ออยู่ลิ้นชักตรงเคาน์เตอร์สินะ... เดี๋ยวแอบหยิบไปหน่อยดีกว่า...” ข้าวฟ่างสรุปมาเองในใจคนเดียว ก่อนที่จะเอนกายลงพิงเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ เหมือนกับบางอย่างในใจกำลังถูกปลดปล่อย

                และถ้าข้าวฟ่างมีดวงตาที่เห็นอมนุษย์ได้แบบนภาพรก็จะพบว่ามีบางอย่างกำลังถูกปลดปล่อยออกมาจริง ๆ... เมื่อมีพลังงานสีดำมืดก่อตัวเป็นรูปร่างราวกับเห็ด ขนาดใหญ่เท่าจาน งอกออกมาจากต้นคอของเขา!

                กริ๊ง!!

                เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้น ทำเอาข้าวฟ่างออกมาจากห้วงความคิด เขาเปิดมันออกมาดูแล้วก็พบกับข้อความจากพ่อว่า

“เพื่อนชื่อเสนมาหา บอกลืมของเอาไว้ที่โรงเรียน”

“เดี๋ยวลงไปนะพ่อ” ข้าวฟ่างพิมพ์ตอบกลับพลางเช็ดน้ำตา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเปิดประตูลงไปที่ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่างของบ้าน และพบว่าเสนกำลังยืนรออยู่หน้าร้าน พร้อมกับกล่องไม้ที่เขาประกอบเอาไว้เมื่อคาบงานช่าง ข้าวฟ่างจึงนึกขึ้นได้ว่าเพราะมัวแต่คิดกังวล เลยลืมของทิ้งเอาไว้ในห้องเสียอย่างนั้น เขาจึงรีบออกไปหาเสนที่ยืนรออยู่ในทันที

“เอาของที่ลืมมาให้เหรอ ขอบคุณมากนะ ว่าแต่ทำไมเพิ่งผ่านมาแถวนี้เอาป่านนี้ โรงเรียนก็เลิกไวนี่ ฉันดูหนังจบไปเรื่องหนึ่งแล้วนะนั่น” ข้าวฟ่างถามด้วยความสงสัย เขาสังเกตเห็นว่าชุดนักเรียนของเสนเหมือนเปื้อนฝุ่นอยู่ไม่น้อย เหมือนกับไปทำอะไรมาสักอย่าง “หรือว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรกับนายรึไง? หรือใครทำอะไรนายมา?”

“ไปหาเพื่อนโรงเรียนอื่นมานิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก รับไปเถอะ” เสนบอกพลางยัดกล่องให้มือของข้าวฟาง ผู้ที่ไม่มีดวงตาเห็นพลังงานของอมนุษย์ จึงไม่อาจเห็นคำว่า “START” ตัวโตที่แปะอยู่บนกล่อง... และกว่าเขาจะรู้สึกตัวอีกครั้ง โลกรอบ ๆ ก็พลันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว...

ข้าวฟ่างมองดูรอบ ๆ ด้วยความสงสัย เมื่อครู่เขายังยืนอยู่ที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต ทว่าในตอนนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเปลวไฟลุกโชน และเบื้องหน้าของเขาก็เป็นบัลลังก์ขนาดใหญ่ ที่มีบางอย่างรูปร่างคล้ายมนุษย์ผิวสีแดง มีดวงตาสามดวงบนใบหน้า เขี้ยวยาวออกนอกปาก และร่างกายใหญ่โตกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่า

“ยินดีตอนรับสู่ที่ที่ข้าอยากเรียกว่านรก จำได้หรือเปล่าไอ้หนูว่ามานี่ได้ไง?” เสียงร่างที่นั่งบนบัลลังก์ถามขึ้นมาด้วยความน่าเกรงขาม ข้าวฟ่างถึงกับประหลาดใจ แล้วมองไปที่ร่างตัวเองที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

“ผม... ตายแล้วเหรอ? มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจำอะไรไม่ได้เลย!?”

“มาเล่นเกมกันหน่อยไอ้หนู ถ้าเอ็งตอบคำถามถูก ข้าจะให้โอกาสไปแก้ตัวอีกรอบ แต่ถ้าไม่... ก็ไปตามทางของเอ็งต่อไป...” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ก่อนจะดีดนิ้วหนึ่งครั้ง แล้วจอภาพขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมา ก่อนจะฉายภาพการ์ตูนก้าง เป็นคนกำลังถูกรุมกลั่นแกล้ง และมีภาพตัวเลือกมากมายให้เลือกว่าจะส่งอะไรให้กับมนุษย์ก้างเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่อไปนี้

“ปืน แล้วที่เหลือมันอะไรกัน เพื่อนคนอื่นเหรอ หนังสือเหรอ...  อย่างอื่นไม่น่าจะได้เรื่องมั้ง...” ข้าวฟ่างตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนจะเหม่อลอย คิดไปถึงคลิปวิดีโอที่เขาดูก่อนถูกส่งมาที่นี่ ขณะที่พลังงานคล้ายเห็ดที่หลังคอเริ่มขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ  “เอาปืนแล้วกัน... จากนั้นก็ตามด้วยน้ำมันกับไฟ... พวกคนที่เลวร้ายแกล้งคนอื่นน่ะ ควรต้องโดน... เฮ้ย!!

ข้าวฟ่างพูดยังไม่ทันจบ เขาก็กลายเป็นคนที่กำลังยืนอยู่ภายในห้องเรียน ในสภาพกำลังร่วมกับเพื่อน กำลังยืนรุมล้อมใครคนหนึ่งที่สยบอยู่แทบเท้าของเขา เขาประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าคนที่เขาเห็นคือตัวเขาเอง... และมันน่าประหลาดใจกว่าที่คนที่หน้าเหมือนเขานั้นชักปืนออกมายิงกลางหน้าอกของเขา!

“อ๊าก!” ข้าวฟ่างร้องอย่างเจ็บปวด คนหน้าเหมือนนั่นยิงเพื่อนของเขาทีละคน ๆ จากนั้นก็ราดน้ำมันใส่แล้วจุดไฟเผา เปลวไฟร้อนแรงลามเลียไปตามร่างกายจนเขาทุรนทุราย แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ สายตาของเขาพร่ามัวลงเพราะเสียเลือด และคงจะตายในอีกไม่นาน แต่แม้จะผ่านไปเกินการนับหนึ่งถึงร้อย เขาก็ยังไม่ตายสักที และนั่นทำให้ความทรมานกัดกินเข้าไปในจิตใจจนแทบทนไม่ไหว...

ทว่าจู่ ๆ เปลวไฟนั้นก็มอดดับลงไป แสงสว่างเจิดจ้าที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายปรากฏขึ้นในสายตาอันพร่ามัว เงาร่างที่คล้ายกับมนุษย์ผู้หญิงอยู่ท่ามกลางแสงสว่างพวกนั้น กำลังโน้มตัวลงนั่งและลูบไล้ไปตามร่างที่เต็มไปด้วยแผลไฟไหม้ของเด็กหนุ่ม จนกลับฟื้นคืนสภาพมาเป็นปกติ ท่ามกลางความงุนงงสงสัย

“ทรมานหรือเปล่า หนูน้อย” เสียงหวานของผู้หญิงที่เปล่งรัศมีเจิดจ้ากล่าวขึ้น ดวงตาคมที่แฝงความกรุณามองมาที่เด็กหนุ่ม ศีรษะประดับด้วยเกี้ยวทอง กลางหน้าผากมีอัญมณีรูปหยดน้ำ ร่างกายห่มสไบสีขาวอมฟ้าทับด้วยผ้าสะพักถักจากเส้นทองคำ นุ่งผ้าสีม่วงปักดิ้นเงินเป็นจีบหน้านาง ระดับร่างกายด้วยเครื่องทองราวกับนางฟ้านางสวรรค์ในเรื่องเล่า ข้าวฟ่างนึกไม่ออกว่าเคยพบเธอที่ไหนมาก่อน แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด...

“ค.. ครับ เมื่อกี้แย่มากเลย ขอบคุณมากนะครับ... ว่าแต่คุณเป็น... นางฟ้าเหรอ?”

“ก็ใช่ แล้วเราก็อยากบอกเธอว่า คนอื่นที่เธอคิดจะทำร้ายเขาก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” เสียงหวานของหญิงเบื้องหน้าบอก ทำเอาข้าวฟ่างต้องชะงักไปครู่ใหญ่ “ถ้าเธอบอกว่าคนเลวที่ใช้อำนาจรังแกคนอื่นสมควรโดนแบบนั้นด้วยมือเธอ แปลว่าเธอเองก็เป็นคนเลวที่สมควรจะโดนแบบนั้นด้วยงั้นสิ”

“แล้วเราจะทำยังไงล่ะครับ คุณนางฟ้า? จะปล่อยให้สังคมมีแต่คนเลวที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงคนอื่นเต็มไปหมด ให้คนดี คนมีความฝันต้องถูกทำลายอนาคตเหรอ?” ข้าวฟ่างถามด้วยความสงสัยที่อัดแน่นในใจเต็มประดา ขณะที่พลังงานคล้ายเห็ดก็เหมือนจะเติบโตขึ้นอีก

                “เธออาจจะคิดว่าสังคมที่ตัวเองอยู่มันเน่าเฟะ เต็มไปด้วยคนเลวร้าย อยากจะทำลายมัน แต่ขอถามหน่อยนะ ศัตรูจริง ๆ ของเธอคือคนที่เลวร้าย หรือความเลวร้ายของพวกเขากันล่ะ? ถ้าเธอคิดได้ คำตอบในวิถีทางของเธอก็จะปรากฏขึ้นมาเอง เมื่อเธอกลับไปที่โลกของเธอ” นางฟ้าเบื้องหน้าข้าวฟ่างตั้งคำถาม ทำเอาเด็กหนุ่มชะงักไปอีกครั้ง ก่อนที่จะใช้เวลาคิดไปครู่หนึ่ง ทำเอาหญิงผู้เปล่งรัศมียิ้มน้อย ๆ แสงสว่างจากรัศมีเทพที่สาดส่อง พร้อมกับคำถามที่ทำให้ตั้งสติ ก็ทำให้พลังงานด้านหลังของข้าวฟ่างค่อย ๆ  หดเล็กลงไป

                “แล้วถ้าผมเจอคำตอบนั้น เราจะได้พบกันอีกหรือเปล่า?” ข้าวฟ่างเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อรู้ว่าตัวเองจะต้องกลับไป แต่กลับเสียดายที่จะไม่ได้พบหญิงเบื้องหน้า

                “การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะจากความลำบากหรือความเลวร้ายที่ครอบงำ มันเป็นเรื่องของคนที่จะมาเป็นพวกเราอยู่แล้ว” หญิงเบื้องหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร ก่อนจะลูบหัวข้าวฟ่างเบา ๆ แล้วแอบถอนพลังงานอสูรที่หลังคอออกมา “ถ้าเธอสามารถทำแบบนั้นได้โดยไม่กลายเป็นคนเลวร้ายแบบที่เธอรังเกียจเอง สักวันเราคงพบกันอีก”

                “ขอบคุณที่ให้สติผมนะครับ” ข้าวฟ่างไหว้ทำความเคารพเทพธิดา ก่อนที่ภาพรอบด้านจะแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง รอบบริเวณที่เปล่งรัศมีพลันบิดเบี้ยวไป ก่อนที่จะกลับมาเป็นหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตยามค่ำเหมือนเดิม

                “ม... เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?” ข้าวฟ่างโพล่งขึ้นมาอย่างประหลาดใจ ตอนนี้เขาถือกล่องไว้ในมือแล้ว เขาพลิกดูกล่องว่ามีกลไกประหลาดอะไรหรือเปล่า แต่ก็ไม่พบอะไรทั้งนั้น และก็ไม่ได้กลับเข้าไปในสถานที่แบบนั้นอีก เพราะพลังงานอสูรได้หายไปจากกล่องและจากหลังคอของเขาไปแล้ว...

“หมายถึงอะไรล่ะนั่น” เสนถามด้วยท่าทีเหมือนจะสงสัย แต่ข้าวฟ่างก็ตัดบทไปเป็นเรื่องอื่น

“วันนี้ก็ผ่านอะไรหนักมาเหมือนกัน ขอบคุณที่ช่วยไม่ให้โดนต่อยอีกรอบด้วยล่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก” เสนพูดพลางส่งกล่องไม้ให้กับข้าวฟ่าง “วันนี้ก็ผ่านเรื่องวุ่นวายมาเยอะเหมือนกัน หวังว่าพรุ่งนี้อะไรดี ๆ จะเข้ามาบ้าง เขาว่าหลังฝน ฟ้าจะสดใสน่ะ”

“ขอให้มันสดใสจริงเถอะ”

“ถ้าไม่สดใส เราก็ทำให้มันสดใสเองซะสิ” เสนพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “เราจะช่วยจัดการทำให้ทุกคนหายเข้าใจผิดเรื่องที่เกิดขึ้นเอง เริ่มจากบอกเพื่อนในห้อง แล้วก็ครูที่ปรึกษา แล้วก็ผู้ใหญ่คนอื่น ๆ นายอย่าห่วงเลย”

“ขอบใจมาก” ข้าวฟ่างตอบ ก่อนจะบอกลาเพื่อนร่วมห้องแล้วเดินกลับเข้าบ้าน ในใจลึก ๆ ก็ขอบคุณอะไรก็ตามที่เขาเจอเมื่อครู่ ที่ทำให้เขาไม่ด่วนตัดสินใจทำอะไรบ้า ๆ ไม่ว่าจะจิตหลอนไปเอง หรือมีอะไรลี้ลับโผล่มาจริง ๆ ก็เถอะ

.

ห่างออกไปไม่ไกลนักในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน

เสนเดินมาพบกับเด็กหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำ ที่ยินพิงรถจักรยานยนต์ซึ่งกำลังจอดอยู่ไม่ไกล ดวงตาพองที่อยู่หลังแว่นกันแดดของผู้รอคอยตอนนี้ ข้างหนึ่งเป็นสีแดงเลือด ส่วนอีกข้างเป็นสีน้ำตาลเหมือนกับคนทั่วไป เขาคือเครดิตหรือธรภัทราสูรในร่างจำแลงนั่นเอง

“ของล่ะ?” เครดิตถามด้วยน้ำเสียงเหมือนจะคำรามใส่

“ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลืองานนี้นะเพื่อน ถึงจะขัดขืนตอนแรกก็เถอะ” เสนกล่าวขึ้นพลางเก็บเห็ดที่เกิดจากพลังงานอสูรเข้าไปในขวดแก้วใบเล็ก ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เครดิต ข้ามเส้นเขตอาคมที่นภาพรสร้างไว้เพื่อบังการรับรู้จากเหล่าอสูรตนอื่นชั่วขณะ

“ใครเพื่อนแกไม่ทราบ? ข้ายังไม่ได้ตอบตกลงสักหน่อย” เครดิตพูด ก่อนจะรับขวดแก้วมาจากเสน “ที่ยอมให้เอาเกมของข้ามาทำอะไรโลกสวยแบบนั้น ก็เพราะจะเอาพลังอสูรที่พวกพี่ ๆ ไปฝังในร่างมนุษย์ มาเติมแทนส่วนที่อยู่กับพ่อของโจ๋ต่างหาก ช่วงนี้กำลังอยู่ในการผสานสองอัตลักษณ์ ต้องการพลังงานให้มันเต็มที่หน่อย”

“เท่าที่วิเคราะห์ พลังงานในรูปแบบที่คล้ายกับสปอร์ของเห็ด สามารถฝังในร่างมนุษย์ที่จิตใจมีบาดแผล และไม่มีพลังแบบพวกนภาพร เติบโตขึ้นโดยการกินพลังงานด้านลบ เมื่อเหยื่อเชื่อว่าการทำผิดศีลธรรมจะส่งผลดีได้ง่ายกว่าการทำอะไรที่ดี โดยเฉพาะเวลาเจอสิ่งเร้าภายนอกต่าง ๆ ไม่ว่าจะสถานการณ์ชีวิต สื่อบันเทิงหรือข่าว และเมื่อมันโตพอก็อาจจะแทรกแซงความคิดเหยื่อได้ระดับหนึ่ง” เสนอธิบาย ก่อนตั้งคำถามกับเครดิต “เจ้าคนทำแบบนี้นี่ นายรู้จักใช่ไหม?”

“หัตถ์แห่งมหรสพ พี่ชายข้าเอง สปอร์พวกนี้ก็กระจายไปทั่วนั่นแหละ ไม่ได้มีแค่หมอนี่หรอก บอกได้แค่นี้” เครดิตตอบพลางมองที่เสนด้วยความกังวล “มนุษย์ที่เชื่อในอะไรสักอย่างแรงกล้า มันมีพลังมากนะ ถ้ายิ่งเป็นพลังงานจากจิตใจที่สิ้นหวังกับการทำสิ่งดี ๆ ในสังคม แล้วถูกสิ่งเร้าภายนอกต่าง ๆ ทั้งชีวิต สื่อบันเทิงและข่าวสาร ทำให้เชื่อว่าสิ่งเลวร้ายรุนแรงต่อคนอื่น แก้ปัญหาสังคมได้ดีกว่า ทำให้ตัวเองได้รับความเป็นธรรม ความสนใจกว่าน่ะ พลังที่เก็บเกี่ยวไปได้คงมหาศาลพอควรเลย... หยุดให้ทันก่อนถึงเวลานั้นแล้วกัน ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือน...”

“ขอบใจนะ แล้วถ้าเจออะไรแบบนี้อีก จะช่วยชิงเก็บเกี่ยวพลังงานนี่ก่อนพี่ของนายอีกไหม?” เสนถามอย่างสงสัย แต่เครดิตก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่กลับขึ้นไปคร่อมรถจักรยานยนต์และสตาร์ทรถแทน

“ยังไงตอนนี้ยัยลูกเทนนิสก็ทำให้ตัดการติดต่อกับพี่น้องได้สักระยะ ขอเวลาไปจัดการกับสภาพจิตใจที่แยกออกเป็นหลายจิตสำนึกให้เหลือเพียงหนึ่งก่อนเถอะ มาเก็บเกี่ยวพลังไปใช้มากกว่านี้จะคุมไม่อยู่เอา หลังจากนี้ไม่ต้องพยายามไปหาอีกล่ะ” เครดิตพูด ก่อนที่จะใส่หมวกกันน็อก แล้วหันมาบอกถ้อยคำสุดท้ายก่อนจากลา “ไว้เสร็จเมื่อไรจะมาตัดสินกันอีกรอบ อย่ารีบเสียท่าใครก่อนล่ะ”

วีจิณีในร่างมนุษย์เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า หลังจากที่อสูรขับรถมอเตอร์ไซค์จากไปแล้ว เมฆที่บดบังแสงดาวเริ่มคลี่คลายลง แต่แสงจากจันทร์เดือนเสี้ยวก็ยังไม่สว่างสักเท่าไรนัก เหมือนกับความรู้สึกในใจของเทพธิดาเวลานี้

เธอถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะรำพึงในใจอยู่ลำพัง แล้วภาพความทรงจำถึงร่างผอมเล็กของใครคนหนึ่งที่เคยกุมมือกันเอาไว้ ก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคำนึงของเทพธิดา

“เรื่องมันเริ่มวุ่นวายมากขึ้นทุกที... ถึงคราวนี้ไม่มีเจ้าอยู่ด้วย แต่หวังว่าเราคงผ่านไปได้นะ... เมฆินทร์”

 

เกร็ดความรู้

ผ้าสะพัก หมายถึง ผ้าห่มทับลงไป บนสไบอีกชั้นหนึ่ง หรือการห่มทับลงไปบนเสื้อ ซึ่งผ้าที่ไม่สัมผัสกับผิว ทั่วไปแล้วสตรีชาววังจะห่มสะพัก ก็ต่อเมื่อเข้าร่วมในงานพระราชพิธีที่มีการแต่งกายเต็มยศเท่านั้น

ผ้าสะพักมักนิยมใช้ผ้าตาดทอง ซึ่งเป็นผ้าที่ทอด้วยไหม กับเส้นทอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #57 yojamato (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 19:09
    น่าสงสาร ข้าวฟ่าง จากปัญหาการกดดันของญาติ การพยายามทำดี แต่ผลกลับไม่ดี จึงทำให้สิ้นหวัง ความชั่วร้ายจึงเข้าแทรก
    #57
    0
  2. #24 Dragon_P (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:03

    จิ้นเสนเครดิต แอรํย

    #24
    0
  3. #23 kullawat48 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:26

    สงสารต้องตาอะ Q_Q

    #23
    0
  4. #21 Dragon_P (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:02

    จิ้นเสน&เครดิต

    #21
    0
  5. #20 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:42

    ภัทธราสูร หรือเบจิต้าสูรกันแน่

    #20
    0