[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 9 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๘ : อคติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๘ อคติ

                เช้าวันอังคาร คาบโฮมรูม ของมัธยมธีรโชติศึกษา

                นักเรียนในห้องเรียน ม. 4/4 ทุกคนเงียบกริบ เมื่ออาจารย์ธนิดา ครูที่ปรึกษาหญิงวัยกลางคนที่ยืนหน้าชั้นเรียน กำลังพูดอะไรบางอย่างออกไปด้วยท่าทีจริงจัง และทำเอาทุกคนต้องนิ่งเงียบด้วยความยำเกรง

“เมื่อวานนี้ครูได้รับแจ้งเรื่องการทะเลาะวิวาทภายในห้องเรามา หลายคนถึงยังไม่อยู่ในเหตุการณ์ ก็คงรู้แล้วใช่ไหม?” ครูถามด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ต้องการคำตอบ แต่คนก็มีคนที่อ่านสถานการณ์ไม่ออกก็โพล่งออกไปจนได้

“รู้ครับ ไอ้ฟ่างมันเป็นไอ้หน้าตัวเมีย รังแกผู้หญิง” นักเรียนชายคนหนึ่งพูดขึ้น ทำเอาห้องเรียนปกคลุมไปด้วยความเงียบงันอีกครั้ง ทำเอาข้าวฟ่างก้มหน้านิ่งและกัดฟันกรอด ก่อนที่เสียงของครูจะทำลายความเงียบขึ้นมา

“ข้าวฟ่างที่ครูรู้จักไม่ใช่คนแบบนั้น ครูเองก็ได้ข้อมูลมาเพิ่มนอกจากที่ฝ่ายปกครองรู้ เรื่องนี้ยังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมอีก เราจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ให้อาจารย์นิพนธ์ตัดสินไปคนเดียว” ครูธนิดาพูดขึ้นก่อนที่จะทำให้ทั้งห้องพากันซุบซิบถึงเรื่องที่เธอพูด แต่ประโยคต่อไปก็ทำเอานักเรียนต้องเงียบสงบอีกครั้ง “ยังไงก็ห้ามล้อเลียนใครที่ก่อเหตุเมื่อวันก่อนเด็ดขาด ครูสอนไปแล้วนี่ว่าบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิด มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์จนถึงที่สุดว่ามีความผิด เอาที่สอนไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ สมควรจะได้คะแนนพฤติกรรมวิชากฎหมายอยู่ไหม?”

“แต่เรื่องมันตัดสินไปแล้วนะคะ” พิมพ์สุดาพยายามแย้ง ทว่าอาจารย์ธนิดากลับตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ศาลยุติธรรมยังมีการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินศาลชั้นต้นได้ แล้วทำไมที่นี่จะยื่นไม่ได้ล่ะ?”

พิมพ์สุดาถึงกับหน้าถอดสีเมื่อครูธนิดากล่าวว่าจะต้องมีการสอบสวนเองเมื่อวานใหม่ จริงอยู่ว่าอาจารย์นิพนธ์อาจเข้าข้างเธอด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่ถ้าเป็นครูที่ปรึกษาคนนี้ที่สอนวิชากฎหมายและรักความยุติธรรมยิ่งกว่าอะไร เรื่องมันต้องไม่จบแค่นี้แน่ ๆ  เธอสงสัยเหลือเกินว่าเรื่องที่ควรจบตั้งแต่ห้องปกครองเมื่อวานนี้ มีใครไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมอาจารย์ธนิดากัน...

                แล้วความสงสัยของเธอก็สิ้นสุดเมื่อหมดวิชาโฮมรูม และกำลังจะเปลี่ยนห้องเรียน เพราะเธอเห็นว่าข้าวฟ่างได้เดินเข้าไปหาเสน แล้วกล่าวขอบคุณเขา ในความคิดของเธอพอประมวลผลได้เลยว่าเจ้าหมอนี่นั่นแหละ ที่ทำให้เรื่องควรจะจบมันไม่ยอมจบ... และเธอต้องหาทางจัดการพวกที่กระด้างกระเดื่องต่อเธอให้ได้ไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง!

.

                เย็นวันนั้น หลังจากเลิกเรียนไปพักใหญ่แล้ว และนักเรียนหลายคนกำลังทยอยกันกลับบ้าน

                นภาพรเพิ่งนั่งทำงานกลุ่มในโรงอาหารกับต้องตา นกน้อย และเพื่อนคนอื่น ๆ อีกสองคนจนเสร็จ เธอลุกขึ้นเปิดโทรศัพท์มือถือตรวจหาสัญญาณพลังงานอสูรอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เธอต้องประหลาดใจมากกว่าเดิม เมื่อมีสัญญาณแบบที่เคยพบจากข้าวฟ่าง อยู่กระจัดกระจายไปทั่วโรงเรียนเกือบสิบจุด!

                นภาพรหวนนึกไปถึงที่วีจิณีมาอธิบายเมื่อคืน หลังจากถอนพลังงานอสูรออกมาจากข้าวฟ่าง ว่ามีอสูรพวกเดียวกับเครดิต สร้างพลังงานในรูปแบบคล้ายสปอร์ ไปเจริญเติบโตในจิตใจของคนที่เคยมีปัญหาสะเทือนใจมาก่อน ถึงอย่างไรเธอก็แปลกใจอยู่ไม่น้อยที่มีพลังงานในรูปแบบนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ในเมื่อของที่อยู่กับตัวข้าวฟ่างเมื่อวันก่อนเพิ่งถูกถอนออกก่อนจะเติบโตพอจะกระจายพันธุ์ แปลว่าคนที่เหลือรวมทั้งข้าวฟ่างเอง อาจจะได้รับมันมาจากที่อื่น แต่มันคือที่ไหนกันแน่ล่ะ?

                “มีอะไรหรือเปล่า นภาพร” นกน้อยถามขึ้นมาหลังจากเห็นสีหน้าเป็นกังวลของหัวหน้าห้อง

                “เรื่องงานข้างนอกโรงเรียนน่ะ” นภาพรตอบด้วยความจริงส่วนหนึ่ง เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าเอาเรื่ององค์กรตามล่าภูตผีปีศาจอะไรพวกนี้ไปอธิบายให้กับเพื่อน ๆ ก็คงไม่มีใครยอมเชื่อแน่ ๆ

                “ถ้ามีอะไรที่พอช่วยได้ก็บอกนะพร” ต้องตาบอกกับพรด้วยสีหน้าห่วงใย เพราะนภาพรเองก็เพิ่งให้กำลังใจเธอไปเมื่อวันก่อน เด็กสาวร่างอวบจึงอยากจะตอบแทนเพื่อนด้วยอะไรสักอย่างบ้าง

                “ไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก ถ้ามีอะไรที่เธอพอช่วยได้จะบอกนะ” นภาพรเอ่ยขึ้นพลางยิ้มให้เพื่อนอย่างเป็นมิตร ก่อนจะกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาใครบางคน

“ว่าแต่เรื่องพิมพ์ที่ครูให้ไปสอบสวนใหม่อีกรอบเป็นไงบ้าง” เพื่อนสาวคนหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ ต้องตาถามขึ้นมา เธอเป็นเด็กสาวตัวสูงใหญ่ ตัดผมสั้นเสมอติ่งหู ร่างกายมีกล้ามเนื้อชัดเจนอยู่หลายสัดส่วน เธอมีชื่อว่าขวัญชีวา เศรษฐวงศา  ชื่อเล่นหงส์หยก เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ที่เป็นเพื่อนกับนภาพรมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น

“เสนก็อธิบายให้ฟังพอสมควร ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง คราวนี้พิมพ์สุดาเองก็โดนตักเตือนไปเยอะเลย กับให้เขียนข้อความว่าจะไม่ทำอีกหลายร้อยจบ อาจจะเข็ดจนไม่อยากแกล้งกันอีกนานเลยก็ได้” ต้องตาเอ่ยพลางยิ้ม ๆ ให้กับเพื่อนร่วมกลุ่ม

“ฉันว่าเธอระวังตัวหน่อยก็ดีมั้งต้องตา พิมพ์อาจจะหาทางเอาคืนอยู่ก็ได้” หงส์หยกเตือนต้องตาด้วยความเป็นห่วง “แต่ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกพวกฉันได้ จะพยายามช่วยนั่นแหละ”

“ขอบใจนะหงส์หยก ว่าแต่นภาพรจะไปไหนน่ะ? วันนี้ไม่กินอะไรด้วยกันต่อเหรอ?” ต้องตาตอบพลางมองนภาพรที่ลุกขึ้นยืน และสะพายกระเป๋าอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“เดี๋ยวมีธุระด่วนต้องจัดการต่อนิดหน่อยน่ะ ขอโทษนะ“ นภาพรเอ่ยพลางยิ้มแห้ง ๆ ก่อนที่จะรีบเดินออกจากโรงอาหาร ตอนนี้เธอต้องพบกับวีจิณีเพื่อคุยเรื่องสปอร์พลังอสูร ทว่าเหมือนเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้จะไม่มีคนรับสาย เธอจึงส่งข้อความหาเพื่อนในองค์กร แล้วพยายามจะกลับไปปรึกษาเรื่องนี้ให้แก่สมาชิกคนอื่น ๆ

นภาพรเดินตรงไปรถลีมูซีนสีดำจอดรออยู่ที่ลานจอดรถของโรงเรียน คนขับรถเปิดประตูให้กับเด็กสาว ก่อนที่มันจะแล่นออกไปจากโรงเรียน มุ่งตรงผ่านถนนในเมืองยามเย็น ไปยังสถานที่ซึ่งเป็นเป้าหมายของการเดินทาง

แต่ถึงจะขึ้นมาบนรถแล้ว นภาพรก็ยังพยายามโทรศัพท์ติดต่อหาเสนต่อไป แม้อีกฝ่ายจะไม่ตอบรับสักที ทำเอาเธอรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย...

.

                ย้อนกลับไปไม่กี่นาทีก่อนนภาพรจะทำงานกลุ่มเสร็จ ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ในสวนหย่อมของโรงเรียน

เสนกำลังนั่งอยู่ที่ม้านั่งใต้ร่มไม้ใหญ่ เหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ระหว่างนั้นข้าวฟ่างได้ซื้อมันฝรั่งทอดและน้ำอัดลมเดินมาหา แล้วนั่งลงข้าง ๆ กันพร้อมกับส่งขนมถุงหนึ่งให้

“ซื้อมาเลี้ยงน่ะ ขอบคุณมากที่ช่วยกันวันนี้” ข้าวฟ่างพูดขึ้นมา ขณะที่เสนรับมันฝรั่งทอดถุงนั้นไว้

“ไม่เป็นไร ก็แค่สู้เพื่อปกป้องความจริง เรื่องธรรมดา” เสนบอกด้วยเสียงเรียบ ๆ

“แบบนี้แปลว่าอนาคตนายจะพยายามมาเป็นฮีโร่ ช่วยกันปกป้องคนถูกรังแกด้วยกันใช่ไหม” ข้าวฟ่างพยายามจะคาดคั้นเอาคำตอบที่ถามไว้วันก่อน แต่แทนที่จะได้รับคำตอบ เสนกลับชิงถามกลับขึ้นมาก่อน

“จะว่าไป วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนกินข้าวเย็นกัน นายไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า?”

“อยู่ดี ๆ มาถามแบบนี้ทำไมเนี่ย?” ข้าวฟ่างสงสัยกับคำถามแปลก ๆ ของเพื่อน เมื่อตัวเองเจอคำถามเปลี่ยนเรื่องกลับเสียแบบนั้น

“เผื่อว่าง ๆ จะได้ไปด้วย ถ้าเสาร์อาทิตย์ไหนไม่มีอะไรทำน่ะ” เสนตอบ ทำเอาข้าวฟ่างถึงกับยิ้มน้อย ๆ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนที่ไว้ใจกันได้เท่าไรตั้งแต่ย้ายมาโรงเรียนนี้

“วันเสาร์ก็เฝ้าร้านนะ แต่วันอาทิตย์ก่อนไปกินข้าว ก็มีไปเดินห้าง ซื้อของนิดหน่อย เห็นหยาดฟ้าไปออกอีเวนท์ด้วยล่ะ เหมือนช่วงนี้ทางค่ายกำลังโปรโมทละครใหม่ นักแสดงเลยไปโชว์ตัวตามแต่ละห้างเยอะเลย... ถ้าสักวันต้องตาดังแบบเขาบ้างก็น่าจะดีเนอะ คนจะได้ไม่มาสบประมาทอีก”

“หยุดก่อน เหมือนมีคนกำลังมา...” เสนพูดพลางเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังนักเรียนมัธยมปลายห้าคนที่กำลังเดินมายังสวนหย่อม พวกเขาแสดงท่าทีคุกคามอย่างเห็นได้ชัด และหนึ่งในกลุ่มพวกนั้นก็คือนอร์ธ นักกีฬาบาสเก็ตบอลโรงเรียน ที่มาอัดข้าวฟ่างเมื่อวันก่อนนั่นเอง!

“เจอตัวจนได้ ไอ้สารเลว” นอร์ธพูดขึ้นพลางเดินเข้ามาใกล้เสนและข้าวฟ่าง “พวกแกบังอาจไปใส่ร้ายคุณพิมพ์ ทำให้คุณพิมพ์ต้องเสียน้ำตา อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด!”

“พูดเรื่องอะไรของ...” ข้าวฟ่างพยายามจะถาม แต่นอร์ธก็ยกเท้าขึ้นมาถีบ หมายเล็งเข้าใส่ยอดอกของเด็กหนุ่มตาตี่ ทว่าเสนกลับเอามือที่ไม่ได้ถือถุงขนมมารับลูกถีบเอาไว้ได้ และปัดเท้าของนอร์ธให้เจ้าตัวกลับไปอยู่ในท่ายืนเหมือนเดิม

“พูดกันดี ๆ ก่อนก็ได้มั้ง” เสนเอ่ยขึ้นพลางจ้องนอร์ธและพรรคพวก ทว่าหนึ่งในพวกเขาไม่สนใจจะฟัง กลับปรี่เข้าไปหมายชกหน้าเสนเต็มเหนี่ยว ทว่าเด็กหนุ่มตาดุกลับปัดหมัดนั้น ทำเอาอีกฝ่ายเสียหลักไปต่อยกลางหน้าอกพวกเดียวกันเองจนลงไปนั่งคุกเข่า

“กลับไปซะ จะอยู่สงบ ๆ ไม่อยากมีปัญหากับพวกแก” เสนเอ่ยพลางจ้องกลับไปด้วยสายตาคุกคามทั้งที่ยังไม่ลุกจากเก้าอี้ นักเรียนคนอื่นถึงกับชะงักด้วยความกลัว ทว่านอร์ธกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่นิดเดียว กลับจ้องหน้ากลับด้วยท่าทางเอาเป็นเอาตาย

“ถ้าอยากอยู่อย่างสงบ ก็อย่ามาใส่ร้ายคุณพิมพ์สิวะ!” นอร์ธพูดพลางถีบเข้าไปที่เสนเต็มเหนี่ยว คราวนี้เด็กหนุ่มไม่ได้หลบ เท้าจึงปะทะเข้ากับหน้าอกของเสนเต็มแรงจนเสียงดังสนั่น ม้านั่งถึงกับเอนไปชั่วขณะ ถึงแบบนั้นก็ไม่ทำให้เสนแสดงอาการเจ็บปวดออกมาแต่อย่างใด

“พอใจหรือยัง? ถ้าพอใจแล้วก็ช่วยฟังกันหน่อย” เสนเอ่ยถามพลางมองไปที่นอร์ธ และนั่นทำเอาเขาถึงกับอารมณ์เดือดดาลกว่าเดิม

“นี่หยามกันนักเหรอวะ?! เอ็งลุกขึ้นมาสู้กันเดี๋ยวนี้!”

“ทำไมต้องทำตามล่ะ ในเมื่อบอกให้ฟังที่พูด ก็ยังไม่เห็นจะฟังกันเลยนี่” เสนเอ่ยพลางมองไปที่นอร์ธ เขาสังเกตเห็นว่าที่หลังคอของเด็กหนุ่มร่างสูงมีพลังงานสีดำที่ก่อรูปจนคล้ายกับเห็ดงอกออกออกมา มันเป็นแบบเดียวกับที่อยู่บนตัวข้าวฟ่างเมื่อวันก่อน แน่นอนว่าพวกมนุษย์มองไม่เห็น แต่ก็ทำให้เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้อยู่บ้าง

“ถ้าเอ็งไม่ลุก ข้าจะทำให้ลุกขึ้นมาเอง!” นอร์ธพูดพลางเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อของเสน ทว่ากลับไปสามารถทำให้เด็กหนุ่มตาดุขยับเขยื้อนได้ ราวกับกำลังกระชากท่อนซุงใหญ่ และกลายเป็นเขาเองที่ต้องลงไปคุกเข่า เมื่อเสนบีบมือข้างหนึ่งของเขากลับ แล้วกดเขาลงด้วยกำลังที่มหาศาลยิ่งกว่า!

“ข่าวลือว่าสมัย ม.ต้น มันเป็นจอมพลังที่ต่อสู้ได้เป็นสิบน่าจะจริงว่ะ ท่าไม่ดีแล้ว” พรรคพวกของนอร์ธเริ่มซุบซิบ เมื่อเห็นว่าคนที่ร่างใหญ่กว่าเกือบสิบเซนติเมตรอย่างนอร์ธถึงกับต้องลงไปคุกเข่าเพราะแรงบีบ

“พอแค่นี้แล้วมาคุยกันเถอะ ไม่งั้นข้อมือจะหักเอาได้นะ” เสนพยายามเตือน แต่ไม่ทันจะขาดคำก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าพลังงานอสูรที่คอของนอร์ธ งอกสิ่งที่คล้ายรากออกมา แล้วเลื้อยพันแขนของนอร์ธทั้งสองข้าง!

“ว้าก!!!” นอร์ธตะโกนลั่น แม้จะมีเสียงกระดูกที่เหมือนจะหัก แล้วดันมือของเสนกลับมาจนตัวเองกลับมายืนได้ แถมยังกระชากตัวเสนไปต่อยอีกหนึ่งหมัดเข้าที่ท้อง ทว่าเสนกลับใช้มือจับหมัดนั้นไว้ได้ ก่อนจะผลักนอร์ธปลิวออกไปสองสาวก้าว

“น... ในที่สุดก็ลุกขึ้นมาแล้ว... แกบังอาจทำให้คุณพิมพ์ร้องไห้... แก... มาสู้กัน!!” นอร์ธพูดพลางเดินเข้าหา

“ปกติไม่อยากทำร้ายมนุษย์เท่าไร แต่นี่ขอเองนะ” เสนตอบก่อนจะมองดูท่าทางของนอร์ธ เด็กหนุ่มร่างใหญ่เข้าจู่โจมเด็กหนุ่มตาดุอีกครั้งด้วยการหวดขาเตะเข้าหาก้านคอของอีกฝ่าย

ทว่าเสนกลับเคลื่อนไหวไวกว่า ก่อนลูกเตะของนอร์ธจะมาถึงครึ่งทาง ส้นเท้าของเสนก็กระแทกเข้าลิ้นปี่ของอีกฝายเสียก่อน ร่างใหญ่ปลิวออกไปราวสองเมตร ก่อนจะล้มลงไปนั่งกุมท้อง จากนั้นเสนก็จ้องไปยังพรรคพวกที่เหลือด้วยดวงตาดุดัน และประกาศออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“พาเพื่อนไปได้แล้ว ถ้าไม่อยากเป็นรายต่อไป ก่อนที่จะเปลี่ยนใจ” เสนพูด เหล่าพรรคพวกของนอร์ธเห็นแบบนั้นก็เข้ามาประคอง ก่อนจะเริ่มพากันถอยกันออกไปจากตรงนั้น ไปยังห้องน้ำที่ใกล้กับสวนหย่อม

“นายนี่แข็งแกร่งมากจริง ๆ ด้วย อยากจะแข็งแกร่งแบบนี้บ้างจัง” ข้าวฟ่างพูดขึ้นอย่างลุกลน หลังจากนั่งทำตัวไม่ถูกมาระยะใหญ่

“แต่ต่อจากนี้แค่ความแข็งแกร่งอย่างเดียวอาจจะไม่พอก็ได้” เสนพูดขึ้นมาพลางมองไปที่กลุ่มพวกนอร์ธด้วยสายตาเศร้า ๆ ทำเอาข้าวฟ่างถึงกับต้องสงสัย

“ทำไมกันล่ะ ก็จัดการนอร์ธได้ง่าย ๆ แบบนั้นนี่”

“สำหรับคนบางกลุ่มเช่นผู้ชายพวกนั้นน่ะ เห็นความสำคัญของกำลัง เลยมักยอมรับกันด้วยกำลัง การกลั่นแกล้งก็จะมาในลักษณะการใช้กำลังเหนือกว่าเข้าข่ม เป็นการแกล้งทางกายภาพ และอาจจบได้ไม่ยากถ้าสยบด้วยกำลังที่เหนือกว่า แม้มันจะไม่ใช่วิธีที่ควรเท่าไร” เสนเอ่ยขึ้นมาพลางถอนใจเฮือกใหญ่

“แต่ก็ยังมีวิธีการกลั่นแกล้งของกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้มองว่ากำลังเป็นสิ่งสำคัญนัก พวกนี้น่ะน่ากลัว เพราะพวกเขาจะโจมตีไปยังสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันสำคัญโดยไม่ได้ออกหน้าตรง ๆ ถ้าเขาคิดว่าสถานภาพทางสังคมสำคัญ เขาจะทำให้อีกฝ่ายถูกมองจากสังคมว่าแย่ ถ้าเขามองว่าเพื่อนฝูงสำคัญ เขาจะทำให้เสียเพื่อน ไม่ว่าจะปล่อยข่าวลือ หรือวิธีอะไรก็ตามแต่... ดังนั้นแค่ความแข็งแกร่งอย่างเดียว ปกป้องคนอ่อนแอที่ถูกกลั่นแกล้งไม่ได้ทุกคนหรอก ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ใช้กำลังเข้าเล่นงาน และบางทีก็อาจตกเป็นเป้าการกลั่นแกล้งได้เองอีกต่างหาก”

“โลกนี่มันซับซ้อนกว่าที่คิดแต่แรกจริง ๆ แล้วเราจะทำยังไงต่อล่ะ เมื่อกี้พวกนั้นบอกว่าพิมพ์ไปร้องไห้ และหาว่าพวกเราใส่ร้ายจนถูกครูลงโทษนี่” ข้าวฟ่างถามขึ้นอย่างกังวล เพราะไม่รู้ว่าเสนที่เข้ามาช่วยตนเองจะต้องเจออะไรต่อจากพวกพิมพ์สุดา

“ไม่ต้องกังวล หนักกว่านี้ก็เคยผ่านมันมาแล้ว แต่เดี๋ยวจะลองไปปรับความเข้าใจกับพวกเมื่อกี้ดูแล้วกัน พวกตรงไปตรงมาแบบนั้นน่าจะคุยได้ง่ายกว่า ส่วนนายกลับบ้านไปพักก่อนเถอะ” เสนพูดพลางตบบ่าข้าวฟ่างเบา ๆ ทีหนึ่ง ก่อนทั้งคู่จะอำลากันและแยกย้ายไปคนละทาง ข้าวฟ่างกลับไปที่บ้านของตน ส่วนเสนยังคงยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่

เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พบว่านภาพรโทรศัพท์มาหาหลายครั้ง และส่งข้อความมาบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเห็ดที่เก็บเมื่อวันก่อนจะคุยด้วย เขาจึงขอให้นภาพรส่งตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันมาทันที เพื่อจะไปคุยเรื่องนี้กันต่อหน้า แต่นภาพรกลับบอกว่ากำลังเดินทาง หากถึงแล้วจะบอกอีกครั้ง เสนจึงเดินไปยังห้องน้ำใกล้กับสวนหย่อมที่พวกนอร์ธพึ่งไปที่นั่น หวังจะจบเรื่องเข้าใจผิดของพวกเขา

“มันตามมาอีกแล้วพวกเรา!” หนึ่งในกลุ่มของนอร์ธที่กำลังรอเพื่อนฟื้นตัวร้องขึ้น เมื่อเห็นเสนเดินเข้ามาในห้องน้ำ ทำเอาคนอื่น ๆ ถึงกับต้องหันมาพูดคุยกัน

“มันจะกลับมาซ้ำพวกเราต่อเหรอ คงไม่มั้ง มันอาจมาเข้าห้องน้ำเฉยๆ ก็ได้”

“แก.... มันยังไม่จบหรอก...” นอร์ธที่เริ่มฟื้นตัวพยายามลุกขึ้นมาจ้องหน้าเสน แต่ก็ยังขาสั่นจนต้องพิงกำแพงอยู่

“พวกเราควรพอแค่นี้เถอะ อย่ามาเจ็บตัวเพราะเรื่องเข้าใจผิดเลย” เสนบอกกับกลุ่มของนอร์ธทุกคนในห้องน้ำ “ทางนี้ไม่ได้ใส่ร้ายอะไรพิมพ์สุดาทั้งนั้น แค่พูดไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หลักฐานก็มีครบ อาจารย์เขาก็ว่าไปตามความจริงที่เกิด”

“ไม่จริง! คุณพิมพ์น่ะไม่มีทางที่จะ” นอร์ธโพล่งออกมาเหมือนยังรับความจริงไม่ได้ แต่เพื่อนของเขาก็ดูท่าทางจะเชื่อในคำพูดของเสนขึ้นมาบ้าง ถึงแบบนั้นก็ไม่กล้าขัดเพื่อนร่างใหญ่ที่ดูเหมือนจะเทิดทูนพิมพ์มากอยู่ดี และเสนเองก็เห็นพลังงานอสูรที่ก่อตัวคล้ายรากของเห็ดเริ่มพันเกี่ยวร่างกายของนอร์ธมากขึ้น แล้วส่วนดอกเห็ดก็เริ่มขยายใหญ่อีก จนแม้แต่คนที่มองไม่เห็นยังรู้สึกได้ถึงพลังงานความกดดันบางอย่างที่แผ่จากตัวนอร์ธ

“คนอื่นออกไปก่อน ขอจัดการกันแค่ตัวต่อตัวก็พอ” เสนบอกกับเพื่อนของนอร์ธคนอื่น ๆ ขณะที่เด็กหนุ่มร่างใหญ่ที่อิงกำแพงตัวสั่น ตอนนี้สามารถกลับมายืนได้เป็นปกติแล้ว

“เออ ดีมาก ไม่มีใครโดนลูกหลง จะได้กระทืบไอ้สารเลวอย่างแกแบบไม่ต้องออมมือ! เอาให้พิการให้อนาคตโดนทำลายไปเลย!” นอร์ธพูดขึ้นขณะที่เพื่อน ๆ เริ่มเดินหนีออกไปรออยู่นอกห้องน้ำ เหลือเพียงเสนและเด็กหนุ่มร่างใหญ่เพียงสองคนเท่านั้น

พลั่ก!!

เสียงดังสนั่น เมื่อนอร์ธถีบเข้าใส่เสน แต่การหลบฉากของเด็กหนุ่มตาดุ ทำให้การโจมตีพลาดไปโดนผนัง และทำให้ผนังนั้นถึงกับต้องแตกร้าว ทำเอาเสนถึงกับต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามนุษย์ที่ถูกเห็ดพลังอสูรครอบงำ เกือบทั่วทั้งตัว กลับมีพลังเพิ่มขึ้นมหาศาลผิดจากเดิมถึงเพียงนั้น!

เสนใช้โอกาสที่นอร์ธทรงตัวด้วยขาข้างเดียว ใช้ฝ่ามือตบเขาลงไปนอนหงายกับพื้น แล้วขึ้นไปนั่งคร่อมโดยใช้เข่าทับแขนทั้งสองไว้ ง้างหมัดเตรียมซัดเข้าใส่ปลายคาง หวังทำให้นอร์ธสลบ แล้วใช้พลังร่างเทพธิดาดึงเอาพลังอสูรออกมาเหมือนที่ทำกับข้าวฟ่าง

ทว่ากำปั้นยังไม่ทันจะถึง รากเห็ดอสูรที่พันเกี่ยวเด็กหนุ่มร่างใหญ่ กลับงอกออกมาเพิ่มมากขึ้นอีก จนพันเกี่ยวนอร์ธทั่วทั้งตัว คล้ายกับเส้นเลือดสีดำที่ส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่าง จากนั้นนอร์ธก็เอาหัวโขกใส่หมัดของเสนด้วนความแรงที่เหนือกว่า และเมื่อเทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มชะงักเพราะกำปั้นแพ้แรงปะทะ ร่างใหญ่ก็ผลักเอาเสนปลิวกระเด็นออกไปกระแทกกับผนังจนเป็นรอยร้าว!

“อา... อือ...” นอร์ธเปล่งเสียงออกมาแบบไม่เป็นภาษา เสนสังเกตได้ว่าเด็กหนุ่มร่างใหญ่กำลังตาลอยเหมือนคนขาดสติ เหมือนร่างกายของเขาตอนนี้ถูกพลังงานอสูร ครอบงำอย่างสมบูรณ์จนไม่เป็นตัวเองอีกต่อไป ได้เพียงเคลื่อนไหวตามที่พลังอสูรควบคุมเท่านั้น แต่ถึงแบบนั้นพลังอสูรที่เติบโตจากความโกรธและความลุ่มหลงอย่างรุนแรงนี้ มันก็เสริมให้ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาแบบนอร์ธ มีกำลังกายสูงกว่าอสูรแบบเครดิตในร่างที่ใช้ต่อสู้ในโลกมนุษย์เสียอีก!

“ถ้าเป็นงี้ คงสู้ในฐานะมนุษย์ไม่ได้แล้วสินะ” เสนกล่าวพลางถอดแหวนที่นิ้วกลางข้างขวาออก จากนั้นแสงสว่างสีขาวอมฟ้าก็สาดส่องไปทั่วห้องน้ำชาย ร่างเด็กหนุ่มตาดุพลันกลายเป็นเทพธิดาดวงตาคม ศีรษะประดับเกี้ยวทองและมีเชือกบาศรัดรอบเกี้ยว ผมหยักศกสีดำขลับมัดหางม้าด้วยสร้อยทอง อกเต่งตูมถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาวขาบทับด้วยกรองคอสีทอง ท่อนล่างนุ่งโจงกระเบนสีเขียวน้ำไหล รัดทับด้วยเข็มขัดทอง และตั้งท่าพร้อมจะโจมตีกลับไปทุกขณะ

ทว่าความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่อาจทำให้ร่างไร้สตินั้นประหลาดใจ นอร์ธที่ขาดสติกลับพุ่งเข้าใส่อย่างมุ่งร้ายหมายจะทุบร่างเด็กสาว แต่ไม่ทันจะได้ประชิดตัว วีจิณีก็ถอดบ่วงบาศสีทองออกจากการเป็นเครื่องประดับ ก่อนที่เธอจะขว้างมันออกไปรัดเข้ากับขาของนอร์ธ และพันมันไว้เข้าด้วยกัน ร่างที่ถูกพลังอสูรควบคุมจึงล้มลงกับพื้นห้องก่อนจะทันเข้าใกล้ แต่การทุบที่พลาดไปนั้นก็ทำให้พื้นห้องถึงกับแตกร้าว!

เด็กหนุ่มร่างใหญ่พยายามดิ้น ทว่าบ่วงบาศยังคงขยับต่อไปและเพิ่มความยาวของตัวเองให้มากขึ้น จนสามารถตรึงแขนของนอร์ธไว้แนบกับร่างได้ และเมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถหลุดจากพันธนาการ วีจิณีลอยก็เข้าหาร่างที่กำลังบ้าคลั่งของนอร์ธ ก่อนจะรวบรวมรัศมีให้สว่างที่มือเป็นพิเศษ แล้วแตะเข้าที่หัวของเขา

ทันใดนั้นเอง รากสีดำที่ปกคลุมทั้งตัวเด็กหนุ่มร่างใหญ่ ก็เริ่มสลายไปราวกับถูกไฟเผา พลังอสูรที่รูปร่างคล้ายเห็ดพลันหลุดออกมาจากร่าง และร่วงหล่นลง ทว่ายังไม่ได้ถึงพื้นห้อง เทพธิดาก็หมุนนิ้วชี้ครั้งหนึ่ง ก่อนที่ขวดโหลแก้วจะปรากฏขึ้นมาเป็นภาชนะรองรับเห็ดพลังอสูรนั้นก่อนจะได้กระทบพื้น ขณะที่ร่างของนอร์ธก็ล้มลงหมดสติในทันที

เทพธิดาใส่แหวนอีกครั้งหนึ่ง บ่วงบาศที่พันธนาการตัวนอร์ธ พร้อมกับขวดโหลที่วางบนพื้นก็อันตรธานไป แสงสว่างจากรัศมีเทพธิดาก็ค่อย ๆ จางหาย พลันเสื้อผ้าและร่างกายของวีจิณี ก็ค่อย ๆ กลับเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของเสนจะทรุดกายลงนั่งลงข้าง ๆ ร่างอันไร้สติของนอร์ธ

แม้สติจะขาดหาย แต่ความทรงจำบางอย่างยังคงเด่นชัด... พ่อของเขาทำงานเป็นคนสวนในบ้านพ่อแม่ของพิมพ์สุดา ส่วนแม่ของเขาเป็นแม่ค้าในตลาด ชีวิตวัยเด็กแม้ไม่ค่อยหรูหรานัก แต่ก็พออยู่พอกินและเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่มักสอนให้เขาพยายามทำในสิ่งที่ถนัดให้ดีเลิศ เพื่อจะได้ดูแลตนเองยามเติบโตได้ และเขาก็ทุ่มเทมันให้กับกีฬาหลายอย่าง เช่นบาสเก็ตบอล และเทควันโด้ จนทำได้ดีเหนือกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันมาก

“รองเท้าคู่นี้คุณท่านฝากมาให้น่ะ ตั้งใจเล่นบาสให้เก่ง ๆ นะ” เสียงพ่อของเขายังคงก้องในห้วงความคิด พ่อแม่ของพิมพ์สุดารู้ดีว่าลูกชายคนสวนประจำบ้านชอบเล่นกีฬาบาสเก็ตบอล เลยมักหาอุปกรณ์สนับสนุนมาให้เสมอ และนั่นมันทำให้เขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณบ้านนี้ขึ้นทุกวัน ๆ และทำให้เขาตัดสินใจจะเอาดีด้านบาสเก็ตบอลให้ไปถึงจุดที่สามารถเลี้ยงชีพได้

วันหนึ่งสมัยมัธยมต้น แม่ของเขาล้มป่วย เข้าโรงพยาบาล เจ้านายของพ่อก็พาครอบครัวซื้อของมาเยี่ยมไข้ และนั่นเองที่ทำให้เขารู้จักพิมพ์สุดาเป็นครั้งแรก... เขายังจำความประทับใจในวันนั้นได้ไม่เคยลืมเลือน

“ชื่อนอร์ธใช่ไหม พ่อของนายเล่าให้ฟังว่าชอบเล่นบาสเก็ตบอล เคยเอาวิดีโอนายซ้อมมาให้ดูด้วย” พิมพ์สุดาในห้วงความทรงจำเอ่ยขึ้นมา “ถ้าไม่ว่าอะไร มาสอนฉันเล่นบ้างสิ แล้วอยากได้อุปกรณ์สนับสนุนอะไร ฉันจะหาให้เอง”

ความสัมพันธ์ของเขากับพิมพ์สุดาก่อตัวขึ้นในลักษณะนั้น เขารู้สึกประทับใจในตัวเธอที่ช่วยเหลือคนที่ไม่ได้มีอะไรแบบเขา และสนับสนุนเขาจนมีวันที่ได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน และได้เข้าแข่งในสนามระดับชาติ บุญคุณของเธอที่มีมันช่างมากมายเหลือเกิน...

“มันจบแล้ว... พอได้สักทีนะ” เสียงของแว่วมากระทบโสตประสาท สติของนอร์ธที่กำลังนอนแผ่กลับมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มร่างใหญ่ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับร่างกายที่ปวดร้าวทั้งตัว เพราะรากพลังอสูรที่ปกคลุมไปทั้งตัวเมื่อครู่ได้ทำให้เขาใช้กำลังเกินขีดจำกัด ร่างกายของเขาจึงไม่ต่างกับเพิ่งฝืนออกกำลังกายอย่างหนักมาจนกล้ามเนื้อระบมไปหมด

“นี่ข้า... แพ้เอ็งจนสลบไปเลยงั้นเหรอ...” เสียงนอร์ธเอ่ยขึ้นมาเมื่อลืมตาเห็นเสนนั่งข้าง ๆ

“ก็คงงั้น”

“ไม่ซ้ำงั้นเหรอ ข้ากะเล่นให้เอ็งพิการ ทำลายชีวิตเอ็งไปเลยนะ” นอร์ธถามอย่างสงสัย ตอนนี้เขายังอ่อนล้าเกินกว่าจะลุกขึ้นเอง เสนจึงยืนขึ้นแล้วส่งมือให้เขาจับ ดึงตัวเขาขึ้นมาประคองจนยืนเองได้

“อยากให้หายเข้าใจผิด ไม่ได้อยากให้ชีวิตใครต้องโดนทำลายสักหน่อย” เสนกล่าวพลางพานอร์ธเดินไปที่ประตูห้องน้ำ “ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาแกกับพิมพ์มีความสัมพันธ์กันแบบไหนหรอกนะ แต่บางครั้งความรักที่ขาดสติ อาจกลายเป็นความลุ่มหลงจนเกิดอคติก็ได้”

“ถ้าสิ่งที่เอ็งพูดมันจริง แล้วข้าควรทำยังไงต่อไปล่ะ จะบอกให้ข้าเลิกสนใจไยดีคุณพิมพ์รึไง?”

“ก็เปล่านี่ แค่พยายามมีสติ พิจารณาข้อมูลที่ตัวเองได้รับสักหน่อย อย่าให้ความรักหรือความเกลียดมันทำให้มองข้ามการกระทำของบุคคลไป ถ้าคนที่เรารักผิดก็ตักเตือนได้ ถ้าคนที่เราเกลียดทำอะไรดี ๆ ก็ชื่นชมเขาได้ ก็แค่นั้นแหละที่อยากบอก” เสนกล่าวขึ้นพลางประคองร่างนอร์ธไปเปิดประตูห้องน้ำ และพบพวกเพื่อนของนอร์ธอีกสี่คนกำลังยืนรอผลอยู่หน้าห้องน้ำ

“ฝากเพื่อนพวกแกต่อด้วยแล้วกัน พักสักคืนสองคืนคงดีขึ้น” เสนพูดขึ้น ขณะที่เพื่อนของนอร์ธเข้ามาประคองร่างของเขา

“ไว้ที่พูดมาวันนี้ จะลองคิดดูอีกทีแล้วกัน” นอร์ธหันมาบอกกับเสน ขณะที่เด็กหนุ่มตาดุเดินออกจากบริเวณห้องน้ำไป ปล่อยให้กลุ่มของนอร์ธคุยอะไรบางอย่างกันต่อเฉพาะพวกเขา

เด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์ออกมาดูอีกครั้ง หวังว่านภาพรจะเดินทางถึงที่หมายและส่งตำแหน่งที่ตั้งมาหา ทว่ากลับมีการแจ้งเตือนบางอย่างจากกลุ่มการสนทนาของเพื่อนนักเรียนในห้อง ที่ทำเอาเสนถึงกับต้องเลื่อนไปดู มันคือการไลฟ์วิดีโอของเพื่อนร่วมห้อง ที่กำลังอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำใกล้กับโรงเรียน

ผู้คนจำนวนมากกำลังมุงดู หญิงสาวคนหนึ่งที่ปีนรั้วกั้นสะพาน แล้วยืนเหม่อมองผืนน้ำด้านล่าง ดวงตาเหม่อลอย ราวกับพร้อมกระโดดลงไปฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ! และที่ดวงตาคนปกติอาจไม่สามารถประมวลผลได้นั้น เสนเห็นเห็ดพลังอสูร ที่ขนาดดอกเห็ดพอกับร่ม กำลังควบคุมร่างของหญิงสาวคนนั้นอยู่!

เสนมองไปที่วิดีโอราวกับรู้สึกคุ้นเคยกับคนที่กำลังจะกระโดดสะพาน มันคล้ายกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ข้าวฟ่างได้เคยพูดถึงใครคนหนึ่ง ซึ่งหน้าตาคล้ายกับหญิงสาวที่สะพานตอนนี้... หยาดฟ้า ดาราที่เรียนโรงเรียนเดียวกันกับพวกเสนนั่นเอง!

 

....

เกร็ดความรู้

อคติ 4 หมายถึง วิถีในทางที่ผิดหรือการดำเนินไปในทางที่ผิด ทั้งนี้ อันเกิดจากทัศนะหรือความคิดเห็นในทางที่ผิด ซึ่งต่อมาจึงใช้คำให้เข้าใจง่ายเป็น ความลำเอียง หรือ ความไม่เที่ยงธรรม ประกอบด้วย 4 ประการ คือ

1.       ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ

2.       โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง

3.       โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา

4.       ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #58 yojamato (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 22:47
    นอร์ธ เป็นคนซื่อ และภักดีกับ คุณพิมพ์ เลยทำให้ฉันทาคติ มากไป จึงทำให้ไม่สนใจเหตุผลอะไร

    ปล.เสน ลูกผู้ชายมากเบย
    #58
    0
  2. #47 pun (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 17:22

    เนื้อเรื่องน่าติดตามมาก

    #47
    0
  3. #25 Waraporn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 20:23

    กำลังมัน...


    คอมเมนโดย : waraporn

    #25
    0