[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 7 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๖ : มิตรสหาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๖ มิตรสหาย

                สนามแข่งรถรอบบริเวณเริ่มบิดเบี้ยวไปจนกลายเป็นรูปทรงไร้แบบแผน จนกระทั่งเหลือเพียงแค่พื้นที่อสูรร้ายยืนเผชิญหน้ากับเทพธิดาอยู่ท่ามกลางบึงลาวา และเศษหินจำนวนมากที่ไหลไปตามกระแสลาวาเท่านั้น ทว่าทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ดูมีท่าทีตระหนกตกใจกับความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

       “ไม่ใช่คนเมื่อครู่นี้ ปริมาณพลังมากกว่าเดิมประมาณสองเท่า ท่าทางเกรี้ยวกราด ถ้าให้ประเมินคงเป็นอีกอัตลักษณ์แบบหนึ่งที่ซ่อนเอาไว้ อาการของโรคหลายอัตลักษณ์งั้นสินะ” วีจิณีเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนออกมาด้วยสายตาแฝงความเศร้าสร้อย “เคยได้ยินว่าสภาพสังคมที่โหดร้ายของพวกอสูร ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่มีอาการทางจิตที่เลวร้ายแบบใดแบบหนึ่งอยู่เสมอ นี่ก็คงเป็นผลของอะไรพวกนั้นสินะ นี่คงเป็นเหตุผลที่อสูรท่าทางอ่อนแอ ผ่านการทดสอบอะไรมาได้ทุกครั้ง”

                “คราวนี้มาเล่นเกมแนวอื่นกันหน่อยดีกว่า” ธนภัทราสูรที่ร่างกายแปรสภาพไปเอ่ยขึ้นโดยไม่สนใจคำพูดคู่สนทนา แล้วชี้หน้าเทพธิดาสาวพร้อมยืนแอ่นและบิดร่างกายไปมาจนผิดจากท่วงท่าคนปกติ

                “อะไรก็มาเถอะ แต่ถ้าแกแพ้เกมนี้อีกล่ะก็ ถือว่าแพ้จริง ๆ ไม่มีแก้ตัวแล้วนะ” เทพธิดาผู้ห่มภูษาขาวอมฟ้าสีรับคำอย่างไม่ได้สะทกสะท้านกับบรรยากาศโดยรอบ สีหน้าและแววตาของเธอตอนนี้แทนที่จะฉายแววเหมือนพร้อมต่อสู้ กลับแสดงทีท่าราวกับรู้สึกเศร้าสร้อยเสียเต็มประดา

                “ถ้าแพ้ก็คงตามนั้น แต่ถ้าเกิดว่าชนะเกมนี้ได้น่ะนะ!” อสูรหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่ร่างจะหายวับจากเบื้องหน้า ไปอยู่เบื้องหลังของเทพธิดา พร้อมทั้งขยายร่างจนตัวใหญ่เกือบสิบเมตร ก่อนที่ภาพหน้าจอที่เกิดจากมวลพลังงานพร้อมปุ่มกด “START” ก็ปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าของเธอ และไกลออกไปประมาณห้าร้อยเมตร ก็มีประตูบานใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศ

                “คราวนี้เกมแนวไหนอีกล่ะ” เทพธิดาถามขึ้นมาพลางชำเลืองรอบบริเวณ และพบว่ามีเหรียญทองจำนวนมากลอยอยู่กลางอากาศเรียงรายกันไปเป็นทาง

                “เกมแนวหนีสัตว์ประหลาด ต้องหนีสัตว์ประหลาดที่ไล่ตามมาไปเรื่อย ๆ หลบอุปสรรคต่าง ๆ พร้อมทั้งเก็บเหรียญก่อนจะผ่านด่าน เอาไปแลกไอเทมหลังจบด่านไงล่ะ!” เสียงของอสูรหนุ่มตอบกลับมาจากด้านหลังของเทพธิดาสาว “ที่สำคัญ เมื่อเริ่มเกมแล้วจะหันหลังกลับมาโจมตีข้าไม่ได้ด้วย! ได้แค่ไปข้างหน้าเท่านั้น ถ้าหันกลับมาเมื่อไร เกมโอเวอร์แน่!”

                “ไม่อยากจะโดนอีกสักหมัดขนาดนั้นเลยงั้นรึ?” วีจิณีถามขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา พร้อมกับขยับนิ้วเป็นกำปั้นราวกับพร้อมจะซัดอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อหากมีอะไรตุกติก “เจ้าเกมนี่ก็คล้ายกับเกมสมัยนี้ที่พวกมนุษย์ชอบเล่นกันสินะ งั้นทำยังไงถึงจะจบเกมนี้ได้ล่ะ? ถ้าวิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมายก็ไม่จบสักทีนะสิ แล้วเราจะพาเพื่อนเราออกไปได้ยังไง?”

                “ไม่ต้องห่วงน่า เมื่อไปถึงประตูผ่านแต่ละด่าน จะมีร้านค้าให้เอาเหรียญไปแลกไอเทม เพื่อนของเจ้า และกุญแจพาออกไปจากมิติแห่งเกมนี้จะรอเจ้าอยู่ ถ้ามีปัญญาผ่านพวกอุปสรรคอะไรจนวิ่งไปถึงน่ะนะ เข้าใจแล้วก็กดปุ่มได้เลย” เสียงอสูรหนุ่มเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่เทพธิดาจะเอากำปั้นเคาะที่ปุ่ม START แล้วตัวเลขนับถอยหลังก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่ จนกระทั่งถึงเลข 0

เปรี้ยง!!

วีจิณีถีบพื้นที่ยืนอยู่จนแตกร้าว แล้วพุ่งทะยานกลางอากาศอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งใช้สองมือกอบเหรียญที่ลอยกลางอากาศได้ระหว่างการพุ่งมาไว้ในมือ โดยไม่สนใจจะเหยียบพื้นหินที่ลอยกลางลาวาเลยสักนิด

พริบตาเดียวเทพธิดาก็ได้เหรียญมาในมือประมาณยี่สิบเหรียญ และกำลังจะถึงหน้าประตูเส้นชัย ทิ้งเอาอสูรที่กำลังกระโดดเหยียบตามก้อนหินไล่ตามมาไว้ไกลลิบ ทว่ายังไม่ถึงเส้นชัย ลาวากลับปะทุขึ้นมาแล้วดันเอาหินก่อนมหึมาขึ้นมา และกำลังจะกระแทกกลางลำตัวของเธอในไม่ช้า!

ทว่าเทพธิดากลับปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากการกอบเหรียญ ยอมปล่อยเหรียญส่วนหนึ่งตกลงจากมือ แล้วใช้ฝ่ามือยันหินไม่ให้ลอยขึ้นมาปะทะร่าง ก่อนจะใช้แขนข้างนั้นเป็นฐาน ดีดร่างตนเองตีลังกาเข้าประตูไปอย่างงดงามราวกับนักกีฬายิมนาสติก

เมื่อร่างของเทพธิดาผ่านประตูแล้ว บริเวณรอบด้านก็แปรเปลี่ยนจากลาวากลายเป็นเหมือนสุสานร้างยามราตรี มีหลุมศพอยู่เต็มไปหมด โดยมีเหรียญจำนวนมากลอยเหนือสุสาน เสียงหรีดหริ่งเรไรพร้อมสุนัขเห่าหอนฟังน่าวังเวง มีเพียงดวงจันทร์และรัศมีจากร่างเทพธิดาเท่านั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดแสง ขณะที่ร่างใหญ่โตของธนภัทราสูรก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเทพธิดาอีกครั้ง พร้อมกับพลังงานที่ก่อรูปเป็นหน้าจอลอยอยู่กลางอากาศ ตามด้วยประตูผ่านด่านที่ห่างออกไปอีกห้าร้อยเมตร

“จบด่านแรกได้เหนือความคาดหมายจริง ๆ พลังมหาศาลมาก คิดไม่ผิดที่ไม่เลือกเกมที่ต้องสู้ด้วยตรง ๆ ไม่งั้นแย่แน่” อสูรหนุ่มเอ่ยขึ้นมา ขณะที่เทพธิดาไม่ได้ตอบอะไร นอกจากมองไปยังจอภาพที่มีข้อความให้เลือกระหว่าง “START” “SHOP” และ ”COIN(S) 15” ที่มุมขวา ก่อนที่จะเอากำปั้นเคาะเบา ๆ ที่ปุ่มร้านค้า แล้วข้อความพร้อมภาพสินค้าก็ปรากฏขึ้นมา

“กุญแจสำหรับจบเกม 100 เหรียญ

ยาฟื้นสภาพ 20 เหรียญ

ยาเพิ่มความเร็วชั่วขณะ 20 เหรียญ

ผู้ติดตาม เซ็ตผีนางรำ 15 เหรียญ”

“เซ็ตผีนางรำนี่คืออะไรน่ะ?” วีจิณีถามกับผู้คุมเกม ทำเอาอสูรหนุ่มที่อยู่เบื้องหลังถึงกับต้องหัวเราะออกมา

“วะฮ่าฮ่าฮ่า! ยัยลูกเทนนิสนั่น ดูเหมือนตัวข้าอีกคนหนึ่งจะใช้สิทธิของผู้ชนะเปลี่ยนมันให้กลายสภาพเป็นผีนางรำในโลกแห่งเกมนี่น่ะสิ ถ้าอยากได้กลับไปด้วยหลังชนะเกมนี้ได้ ก็คงต้องแลกเหรียญมาเป็นผู้ติดตามของตัวละครหลักด้วยเท่านั้น แต่จำนวนเหรียญที่ได้ก็จะห่างไกลจากการได้กุญแจจบเกมขึ้นไปอีก”

“งั้นแลกเลยแล้วกัน” วีจิณีเอ่ยขึ้นพลางเคาะไปที่ปุ่มแลกนางรำพร้อมชุดอย่างไม่ลังเล ก่อนที่ประตูบานหนึ่งจะปรากฏขึ้นต่อหน้าเทพธิดา จากนั้นเด็กสาวในชุดนางรำก็ปรากฏตัวออกมาจากประตูบานนั้นในท่วงท่าร่ายรำ วีจิณีจำได้ว่านางรำเบื้องหน้านั้นคือเป็นนภาพร หากแต่ดวงตาเรียวของเธอมีน้ำตาไหลออกมาเป็นเลือด และผิวขาวของเธอซีดลงไปกว่าปกติจนดูเหมือนปราศจากการไหลเวียนโลหิต

“ได้รับผู้ติดตาม ผีนางรำ” เสียงระบบของเกมดังขึ้นมา ขณะที่เด็กสาวปรากฏตัว

“ข... ขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้” นภาพรเอ่ยด้วยเสียงสั่น ก่อนที่จะร่ายรำเป็นท่าไหว้ ทำความเคารพเทพธิดาที่กำลังคุยด้วย

“จะชำระล้างพลังที่ควบคุมร่างกายให้เดี๋ยวนี้แหละ” วีจิณีเอ่ยพลางจะยกมือขึ้นสัมผัสร่างของคู่สนทนา เพื่อใช้รัศมีเทพชำระล้างพลังอสูรเหมือนหนก่อน ทว่าไม่ทันจะทำแบบนั้น เสื้อผ้าอาภรณ์ของเธอก็พลันเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นชุดแบบเดียวกับนภาพร พร้อมทั้งรัศมีร่างกายของเธอเองก็พลันหรี่ลงจนหายไปเหมือนกับขณะใช้ร่างแบบมนุษย์ไปเสียแบบนั้น

“อ่อลืมบอกไป เซ็ตผีนางรำนี่ไม่ใช่แค่เอาเพื่อนที่ถูกลงทัณฑ์ให้กลายเป็นผีนางรำออกมา แต่ยังเปลี่ยนสภาพคนเลือกให้ใส่ชุดแบบเดียวกันและเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ขณะใส่ให้กลายเป็นพวกผีไปด้วย เหมือนกับแหวนที่เปลี่ยนร่างกายเจ้าให้เป็นมนุษย์ได้ไงล่ะ! และถึงมันจะควบคุมร่างกายที่มีพลังมากกว่าผู้สร้างชุดนี้ไม่ได้ แต่ข้าก็ได้ปรับให้ชุดนี้มันก็หนักหลายร้อยกิโลกรัม ถ้าไม่ถูกควบคุมให้ร่ายรำด้วยพลังของชุด ก็ไม่น่าขยับได้ง่าย ๆ หรอก และคงจะวิ่งหนีได้ยากแล้วล่ะ วะฮ่าฮ่าฮ่า” ธนภัทราสูรอธิบายเสียยืดยาวราวกับภาคภูมิใจ มันชี้ไปที่เด็กสาวในชุดนางรำทั้งสอง พลางระเบิดเสียงหัวเราะราวกับผู้มีชัย ทว่าวีจิณีก็ไม่ได้มีท่าทางหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย

“ถอดชุดก็จบแล้วนี่” เธอพูดพลางยกมือขึ้นจะแตะที่ศิราภรณ์ที่สวมหัวเพื่อถอดมันออก ทว่าอีกอัตลักษณ์ของเครดิตกลับโยกหน้าจอเมนูมาให้ปุ่มเริ่มเกมสัมผัสกับมือวีจิณี ก่อนที่มันจะฉีกยิ้มกว้างน่าสะพรึงอย่างผู้มีชัย แล้วเอื้อมมือเข้าจะคว้าทั้งคู่

“เริ่มเกมวิ่งหนีแล้ว ร่างกายเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้วายชนม์กับชุดหนักหลายร้อยกิโลกรัม ไม่มีทางจะ...”

“เปลี่ยนร่าง” วีจิณีเอ่ยขึ้นพลางชูมือขวา ก่อนที่แหวนวงหนึ่งจะลอยออกจากประตูมาสวมที่นิ้วกลาง แล้วร่างกายของเด็กสาวก็กลายสภาพเป็นเด็กหนุ่มผิวแทนในชุดแรกเริ่มที่ใส่ตอนเข้ามาในมิตินี้ ก่อนที่จะอุ้มเอานภาพรในชุดนางรำวิ่งหนีเงื้อมมือของอสูรได้อย่างหวุดหวิด

“เอามือกอบเหรียญเหนือหลุมศพไปด้วย เร็ว!” เสียงของเสนเอ่ยขึ้นมาขณะที่กำลังอุ้มนภาพรวิ่งหนีเจ้าอสูร เด็กสาวในร่างผีนางรำกรายแขนคว้าเอาเหรียญที่ลอยอยู่ระหว่างทาง มันอาจไม่ได้ประสิทธิภาพนัก แต่ก็พอจะได้เหรียญมาอยู่บ้าง ถึงแบนั้นเจ้าอสูรก็กำลังจะตามมาติด ๆ

“แบกเธอวิ่งแบบนี้หนีไม่ทันแน่ ๆ เอาแหวนของเราไปใส่แล้ววิ่งไปที่ประตูผ่านด่านดีกว่า เหมือนแหวนของเรามีอำนาจเหนือกว่าชุดผีนางรำของเจ้าอสูรนี่” เสนเอ่ยขึ้นมาขณะที่ธนภัทราสูรใกล้เข้ามา และกำลังจะเอื้อมมือมาจับทั้งคู่อีกครั้ง

“แบบนั้นก็...” นภาพรพยายามจะตอบ แต่ไม่ทันจบ เสนก็ถอดแหวนจากนิ้วกลางตัวเองไปใส่ให้กับนิ้วกลางของนภาพร ก่อนที่ร่างกายของเด็กสาวตาเรียวในชุดนางรำ จะกลับกลายสภาพเป็นมนุษย์ผิวขาว ผมยาวมัดหางม้า ร่างผอมบางแทน ส่วนร่างของเสนก็กลับกลายเป็นวีจิณีในชุดนางรำ ก่อนที่เทพธิดาจะโยนนภาพรลงไปกับพื้น

“วิ่งเก็บเหรียญต่อเร็ว!” วีจิณีในชุดนางรำสั่งขณะที่นภาพรกำลังแสดงอาการลังเล แต่คำสั่งอันเด็ดขาดนั้นกับภาพร่างของอสูรที่กำลังจะคว้ามือมาหาเพื่อน ทำให้นภาพรไม่มีเวลามาแย้งให้มาก เธอรีบวิ่งและเอามือกอบเหรียญตามหลุมศพทันที เพื่อไปที่ประตูที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร

“จะสละตัวเองให้เพื่อนหนีรอดงั้นรึ?! เชื่อมั่นในมิตรภาพแบบนั้นด้วยรึไง!” เสียงของอสูรร่างมหึมากล่าว ขณะที่มีกำลังคว้ามาที่วีจิณี ทว่าแทนที่จะวิ่งหนีต่อหรือแสดงอาการหวาดกลัว เธอกลับถลกผ้านุ่งของตนขึ้น แล้วเตะกลับหลังใส่มือยักษ์ของใส่เจ้าอสูรที่กำลังคว้ามาเต็มแรง!

พลั่ก!

กร๊อบ!

เสียงเท้าปะทะเข้ากับมือจนกระดูกนิ้วของอสูรร้ายหักผิดรูป เครดิตในร่างอสูรลงไปร้องโอดครวญด้วยความทรมาน ขณะที่เทพธิดาก็วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วไม่แพ้มนุษย์ปกติวิ่ง แม้จะกลายเป็นผีที่เรี่ยวแรงน้อยลงแถมยังใส่ชุดถ่วงน้ำหนักอยู่ก็ตาม

“โจมตีกันแบบนี้ได้ไงเนี่ย! นี่มันเกมวิ่งหนีไม่ใช่เหรอ!?” เครดิตในโหมดก้าวร้าวคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด ขณะที่เด็กสาวในชุดนางรำวิ่งจนห่างไกลออกไปหลายสิบเมตร

“กติกาบอกแค่ห้ามเราหันหลังกลับไปโจมตี ไม่รวมท่าเตะที่โจมตีได้ทั้งที่หันหลังนี่” วีจิณีตอบกลับโดยไม่หันไปมอง พลางถอดศิราภรณ์สวมศีรษะของชุดนางรำ และกำไลข้อมือออก ทั้งที่กำลังวิ่ง ก่อนที่รัศมีของร่างกายก็เริ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

“”อย่าคิดว่าจะหนีไปได้เชียว!” ธนภัทราสูรประกาศกร้าว ก่อนที่มือโครงกระดูกจะปรากฏขึ้นมาจับขาของวีจิณีเอาไว้ ทว่าไม่ถึงอึดใจ เทพธิดาในร่างผีนางรำก็สะบัดขา เตะมันจนกระเด็นออกไป ทว่าเวลาไม่นานนักก็นานพอที่จะทำให้อสูรร้ายร่างมหึมาที่กำลังไล่กวด เคลื่อนที่เข้ามาใกล้จนเกือบจะคว้าตัวได้!

“อย่าลืมว่ามีเราอีกคน! และกติกาไม่ได้ห้ามหันกลับไป!” นภาพรเอ่ยพลางอัดพลังงานเต็มที่ใส่เหรียญหนึ่งที่กอบมาไว้ แล้วขว้างมันออกไปสุดแรง มันปะทะเข้ากับร่างมหึมาของอสูรหนุ่มอย่างจังและเกิดเป็นประกายไฟ แรงปะทะใกล้เคียงกระสุนปืนใหญ่ส่งผลให้ร่างของเขาต้องเซถอยหลังไปหลายก้าว ขณะที่วีจิณีก็วิ่งไปพลางถอดเครื่องประดับผีนางรำไปพลาง ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเมื่อรัศมีเริ่มกลับคืนมาทีละส่วน

“กอบเหรียญที่ได้มาไว้แน่น ๆ ล่ะ!” วีจิณีเอ่ยพลางพุ่งทะยานอีกครั้งหนึ่ง แล้วคว้าตัวนภาพรไว้ระหว่างการพุ่งนั้น ก่อนที่จะพากันผ่านประตูเส้นชัยไปได้อย่างสวยงามอีกหน

หลังทั้งสองผ่านพ้นประตูมาได้ รอบกายก็กลับมาสว่างไสวอีกครั้งหนึ่ง เพราะบรรยากาศกลับกลายเป็นฉากริมหาดทรายที่ชายทะเล เครดิตในร่างอสูรร้ายปรากฏตัวขึ้นมาจากด้านหลังของทั้งคู่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับจอภาพที่มีเมนูเหมือนเดิม ทว่าคราวนี้จำนวนเหรียญที่มีอยู่ที่ 100 เหรียญ พอดี

“แลกกุญแจออกจากที่นี่ได้แล้วสินะ แต่ก็ดอกเดียวก็ออกไปได้แค่คนเดียวเท่านั้น ถ้ายังไม่ครบสองร้อย ก็ไม่อาจชนะข้าได้อย่างสมบูรณ์ และด่านหลังจากนี้ก็ไม่มีเหรียญมากเท่าด่านแรก ๆ แล้ว ต้องเล่นเสี่ยงตายอีกหลายด่านเลยกว่าจะได้ครบ” เสียงของอสูรร้ายเอ่ยขึ้นมา ราวกับว่ายังไม่ยอมหมดความมั่นใจที่จะยื้ออีกฝ่ายไว้ด้วยเกมของตนต่อ

“ตั้งแต่แกปรากฏตัวออกมา เราก็ไม่ได้กะจะออกไปสองคนแต่แรกอยู่แล้ว” วีจิณีเอ่ยขึ้นขณะที่ถอดชุดนางรำออกจนกลับคืนสู่เสื้อผ้าอาภรณ์แบบเดิม แล้วดึงแหวนออกมาจากนิ้วของนภาพรจนกลับเป็นผีนางรำอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยรัศมีของตนชำระล้างร่างของเพื่อน ให้กลับมาเป็นร่างมนุษย์

“หมายความว่ายังไงกัน?” นภาพรที่เพิ่งกลับคืนสภาพถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เธอยังตั้งตัวกับเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่พ่ายแพ้เกมแข่งรถไม่ทัน ทว่าวีจิณีไม่ได้ให้คำตอบ เทพธิดากลับเคาะหน้าจอแล้วเลือกคำสั่งร้านค้า เลือกกุญแจสำหรับการออกจากเกม และเลือกนภาพรเป็นผู้ได้รับกุญแจนั้นทันที

“เราช่วยเธอต่อสู้ได้นะ ให้เราอยู่ตรงนี้จนกว่าจะได้กุญแจสองดอกเถอะ” นภาพรพูดเหมือนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเทพธิดา แต่สายตาจริงจังของวีจิณีก็ทำให้เธอรู้ว่าไม่อาจทัดทานได้

“ทีมที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอด การทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ต่างหากคือทีมที่ดี เธอไปอยู่ด้านนอกน่าจะช่วยได้มากกว่า ฝากตรงนั้นด้วย” วีจิณีเอ่ยพลางยัดกุญแจที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาเข้าในมือของนภาพร แสงสว่างสาดส่องออกมาทั่งบริเวณ ก่อนที่ร่างที่เกิดจากจิตของนภาพรจะหายวับไปจากบริเวณนั้น เหลือเพียงเทพธิดาและอสูรในมิตินั้นเพียงสองชีวิต

“นภาพรปลอดภัยแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องระว่างเรากับแกแล้วล่ะ” เทพธิดาพูดพลางเคาะที่ปุ่มเริ่มเกม แล้วหันหลังกลับไปมองอสูรร้ายที่กำลังจะไล่กวดตามบทบาท ก่อนจะย่างเท้าเข้าหา

“ท... แทนที่จะวิ่งหนี แต่กลับเดินเข้าหา ทั้งที่รู้ว่าทำแบบนั้นแล้วจะเกมโอเวอร์งั้นเหรอ?” เครดิตโพล่งขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ขณะที่กลุ่มพลังงานสีดำมืดทั้งหลายจะเข้ามารุมล้อมเทพธิดารอบด้าน ก่อนที่คำว่าเกมโอเวอร์จะดังขึ้นมาจากทั่วทุกทิศทาง แล้วกลุ่มพลังงานพวกนั้นก็พุ่งเข้าโอมล้อมร่างของเทพธิดาและบีบรัดร่างกายเอาไว้ราวกับงูร้ายรัดเหยื่อ

“ทำแบบนี้แล้ว มีความสุขจริง ๆ งั้นเหรอ?” วีจิณีกล่าวขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางมองไปที่คู่สนทนาในร่างใหญ่ยักษ์ และนั่นทำเอาอสูรหนุ่มต้องชะงักด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเข้าใจ จนพลังงานที่โอบล้อมเธอเริ่มคลายวงออก

“นายไม่ใช่คนเลวร้าย ไม่ใช่คนป่าเถื่อน แต่เพราะกลัวจะเข้ากับพวกพี่น้องอสูรที่จะยอมรับตัวเองไม่ได้ถ้าไม่ผ่านการทดสอบ หรือเวลาที่พ่ายแพ้ จิตใต้สำนึกของนายเลยสร้างอัตลักษณ์แบบนี้ขึ้นมา และปฏิเสธตัวตนแบบเดิมที่ทำให้พ่ายแพ้อยู่ใช่ไหม?” วีจิณีพูด และนั่นทำให้พลังงานพวกนั้นกลับมาบีบรัดเธอแน่นอีกครั้ง พลังงานส่วนหนึ่งพุ่งออกจากร่างใหญ่ของเครดิตจนทำให้ขนาดตัวของเขากลับมาเท่ากับขนาดคนปกติ ก่อนที่พลังเหล่านั้นจะโยนเธอขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วเหวี่ยงเธอลงกับพื้นดินจนแผ่นดินยุบเป็นหลุมลึกราวกับอุกกาบาตตก

“หุบปาก! มันไม่ใช่แบบนั้น ข้าน่ะ... ไม่...”

“ไม่เป็นไร ธนภัทราสูร แพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องธรรมดา...” วีจิณีลุกขึ้นมาจากหลุม โดยที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรเท่าไรนัก นอกจากร่างกายเปื้อนฝุ่นเพียงเท่านั้น

“เงียบน่า! บอกให้หุบปากไง!” อสูรร้ายคำราม ก่อนที่พลังงานที่โอบรัดวีจิณีจะกลายสภาพเป็นเหมือนเข็มนับร้อยเข้าทิ่มแทงเทพธิดา ทว่าคราวนี้วีจิณีกลับหายใจออกอย่างเต็มกำลัง แล้วรัศมีของเธอก็เจิดจ้าขึ้น จนเข็มจากกลุ่มพลังงานสีดำเหล่านั้นสลายไป

“จะตัดสินกันด้วยพลังล่ะก็ ดูเหมือนถึงนายจะกลายสภาพเป็นแบบนี้ หรือใช้เงื่อนไขเพิ่มพลังที่เล่นงานอีกฝ่ายแพ้การพนัน ก็ยังสู้เราไม่ได้หรอก” วีจิณีพูดพลางง้างหมัด ก่อนที่จะซัดเข้าใส่อสูรหนุ่มที่กำลังขาดการป้องกัน เพราะพลังงานสีดำเพิ่งสลายไปเมื่อครู่

เปรี้ยง!!

เสียงดังราวกับฟ้าผ่า หมัดของเทพธิดาหยุดอยู่ก่อนถึงใบหน้าของธนภัทราสูรเพียงหนึ่งนิ้ว เธอหยุดหมัดเอาไว้ก่อนถึงใบหน้าของอีกฝ่าย ถึงแบบนั้นอากาศรอบ ๆ ที่แหวกออกเพราะแรงหมัดก็ทำเอาเม็ดทรายจำนวนมากปลิวกระจาย ชายทะเลก็พลันเกิดคลื่นปั่นป่วนขึ้นมา ต้นไม้ทั้งหลายถึงกับไหวเอนไปตามแรงสะเทือนนั้น ก่อนที่เครดิตจะล้มลงนอนกับพื้นชายหาด

“ทำไมถึงหยุด... ทำไมไม่จัดการข้าให้หมดสภาพไปเลยล่ะ!” เครดิตในร่างอสูรถามด้วยความสงสัย เขารู้ดีว่าตอนนี้ตนเองพ่ายแพ้อย่างหมดรูปแล้ว ท่าเกมโอเวอร์ที่ดึงพลังออกมาเหนือกว่าขีดจำกัดเดิมเพื่อเล่นงานอีกฝ่ายที่เล่นพนันแพ้ ก็ไม่อาจทำอะไรเทพธิดาตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย

“เราไม่ได้อยากจัดการนาย แต่เราอยากจัดการโครงสร้างสังคมที่ทำให้นายกลายเป็นแบบนี้มากกว่า” วีจิณีเอ่ยขึ้นมา เอาเครดิตถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เพราะไม่สามารถเข้าใจในคำตอบได้ในทันที เทพธิดาเลยพูดต่อ

“มีคำกล่าวว่าแนวคิดและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตอาจถูกหล่อหลอมมาโดยสภาพแวดล้อม อย่างพวกสถาบันครอบครัว การศึกษา ความเชื่อ หรือรูปแบบการปกครองของสังคมที่พวกเขาอยูู่ นายเองก็น่าจะมีเหตุจากอะไรแบบนั้นเหมือนกัน” เทพธิดาพูดพลางมองไปที่อสูรร้ายที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะลุกขึ้นมา แล้วนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้าเขา “ทรมานมากใช่ไหม กับสังคมที่ไม่ยอมรับในความเป็นตัวนาย และทำให้นายต้องสร้างตัวตนที่เกรี้ยวกราดแบบนี้ขึ้นมาเรียกร้องความสนใจให้พวกเขายอมรับน่ะ”

“ใช่... ผมทรมานใจกับสภาพแวดล้อมแบบนั้นเหลือเกิน...” เครดิตเอ่ยขึ้นมา ขณะที่ร่างกายของเขาค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพคล้ายมนุษย์แบบตอนแรก “ผมไม่สามารถยอมรับตัวเองที่ตัวเองจะถูกเยาะเย้ยถากถางถ้าทดสอบสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ไม่ผ่าน ไม่อยากจะถูกทิ้งอย่างคนไร้ค่าถ้าทำประโยชน์ไม่ได้... ผม... กลัวการที่ตัวเองจะไม่เหลือใครเลย...”

“งั้นตั้งแต่วันนี้ นายยังมีเราเป็นมิตรสหายอยู่นะ” วีจิณีพูดพลางยิ้มมุมปากให้กับเครดิต เขาแสดงสีหน้าประหลาดใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะอมยิ้มน้อย ๆ ออกมา ก่อนที่สภาพแวดล้อมรอบด้านจะแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นใต้ต้นไม้ที่เสนต่อสู้กับเครดิตอีกครั้งหนึ่ง และทั้งคู่ก็กลับมาอยู่ในสภาพร่างอย่างมนุษย์ดังเดิม

“จบแล้วเหรอ?” เสียงนภาพรเอ่ยขึ้น ร่างของเธอที่เคยหมดสติ กลับมายืนพิงต้นไม้อยู่เหมือนเฝ้าดูบริเวณนี้มาสักพัก พร้อมทั้งเดาะลูกเทนนิสในมือเบา ๆ

“คงงั้นแหละ เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง เอาเป็นว่าพวกเราเป็นมิตรสหายกันแล้วล่ะ ใช่ไหม...” เสนตอบกลับมาด้วยเสียงทุ้ม ก่อนที่จะมองไปที่เครดิตที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นยืน และกำลังเดินไปที่มอเตอร์ไซค์

“ถึงจะแพ้การต่อสู้ แต่เกมสุดท้ายผมชนะ ดังนั้นไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในการคุมตัวของพวกคุณ และไม่จำเป็นจะต้องตอบว่าตกลงเป็นเพื่อนสักหน่อย อย่าคิดเองเออเองนักสิ” อสูรหนุ่มพูดขณะกำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ แล้วใช้ดวงตาพองมองมาที่เสนและนภาพร “ขอเวลาไปจัดการตัวเองสักพัก รอบหน้าจะมีเกมที่สนุกกว่านี้รออยู่แน่”

“หวังว่าจะได้เล่นเกมด้วยกันอีกนะ” เสนตอบ ก่อนที่เด็กหนุ่มผมหยิกจะใส่หมวกกันน็อกแล้วออกรถจากไป ปล่อยให้เสนและนภาพรยืนอยู่เพียงสองคน

“มันมีอะไรที่เราไม่อยู่ในเหตุการณ์เยอะเลยสินั่น แต่ก็ดีที่จบเรื่องราวของหมอนั่นลงด้วยดีได้นะ” นภาพรถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “แต่ระหว่างที่เรากลับมาโลกปกตินี่ก่อน ก็เห็นว่ามีนกที่มีพลังงานคล้ายกับหมอนั่นเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ตลอด แต่เราใช้ลูกเทนนิสยัดพลังงานปราณจัดการไล่พลังงานพวกนั้นออกจากตัวนกแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีอาจจะมีพรรคพวกคนอื่นอีกก็ได้”

“ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละ เราถึงได้ส่งเธอออกมาก่อนไง ไม่งั้นถ้าพวกเรากลับออกมา พวกนั้นจะเห็นว่าผลของการต่อสู้ในมิติเกมเป็นยังไงบ้าง” เสนตอบพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ “สงสัยจะต้องลุยกันอีกสักพักล่ะมั้ง แต่วันนี้ก็คงพอเท่านี้ก่อน พอเล่ารายละเอียดให้ฟังเสร็จก็แยกย้ายกลับเถอะ ดูแลตัวเองตอนเดินทางกลับดี ๆ จะได้ไปรายงานกลุ่มของเธอต่อได้”

“อืม... ขอบคุณนะ” นภาพรพูดกับเสน พลางก้มหัวให้กับเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ใช่แค่เรื่องที่ช่วยเราออกมาจากโลกเกมนั่นหรอก แต่ขอบคุณที่ทำให้เราเข้าใจอะไรต่อมิอะไรกับการทำงานเป็นทีมเพิ่มขึ้น แล้วก็ขอโทษด้วยที่เราเป็นตัวปัญหา ไม่รู้จักประมาณตัวเองจนทำให้ต้องเดือดร้อน”

“ถ้าไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ก็แก้ปัญหาไม่ได้หรอก จริงไหม” เสนพูดพลางยิ้มอ่อน ๆ ให้กับเพื่อนสาว ขณะที่นภาพรเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องตากลับมา “การยอมรับว่าตนเองมีปัญหา นั่นแหละจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตนเอง”

“ขอบคุณอีกครั้งนะ เราจะทำงานให้ดีกว่านี้ให้ได้เลย”

.

.

ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ณ เมืองเดียวกัน ภายในห้องหนึ่ง

บุคคลปริศนากำลังนั่งบนโซฟา จ้องมองจอโทรทัศน์ที่ไม่มีภาพอะไรนอกจากความมืดดำ ขณะที่อีกร่างหนึ่งที่ดูหุ่นเพรียวงามอย่างนางแบบกำลังเดินนวยนาดเข้ามาในห้อง

“สัญญาณจากอีกาที่ติดตามธนภัทราสูรหายไป คงโดนนังเด็กลูกเทนนิสนั่นกับพรรคพวกมันจัดการไปแล้ว” เสียงบุคคลปริศนาบนโซฟาเอ่ยขึ้นมา ส่วนร่างที่ดูคล้ายสตรีเพศก็เอามือท้าวพนักพิงแล้วถอนใจเฮือกใหญ่

“น้องชายผู้อ่อนแอที่สุด ที่ถ้าจะมาเทียบพวกท่านได้ต้องใช้เงื่อนไขอะไรยุ่งยากแบบการพนันหรือสร้างอีกจิตสำนึกหนึ่งขึ้นมา ก็ไม่ได้น่าหวังว่ามันจะได้เรื่องได้ราวอะไรตั้งแต่แรกแล้วนี่”

“งั้นก็ทำส่วนของพวกเราต่อไป คงต้องเลือกเครื่องมือให้ดีสักหน่อย” บุคคลปริศนาพูดพลางหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะกาแฟเบื้องหน้า มันเป็นรูปถ่ายของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่หน้าตาสะสวย ผิวขาวเปล่งประกาย ดวงตากลมสดใส ใบหน้าที่พวกวีจิณีรู้จักกันในชื่อของ หยาดฟ้า เพื่อนร่วมโรงเรียนที่เป็นศิลปินชื่อดังนั่นเอง!

 

 

เกร็ดความรู้

โรคหลายอัตลักษณ์ จัดเป็นอาการป่วยทางจิตประเภทหนึ่ง มีชื่อโรคทางภาษาอังกฤษว่า Dissociative Identity Disorder (DID) เปลี่ยนจากชื่อโรคเดิมที่มีชื่อว่าโรคหลายบุคลิกภาพ Multiple Personality Disorder

อาการป่วยคือความหลากหลายของอัตลักษณ์ ในตัวตนของคนเหล่านั้นมีหลายส่วนที่ไม่ต่อเนื่องกัน หรือถูกแยกออกจากกันเป็นหลายส่วน ความเป็นตัวตนเหล่านั้นจะขาดออกจากกัน ทำให้อารมณ์และพฤติกรรมที่แสดงออกไม่ต่อเนื่องและไม่เหมือนกัน บางครั้งจะรู้สึกรักตัวเอง แต่บางครั้งก็จะรู้สึกเกลียดตัวเอง และมีความกดดันเกิดขึ้น มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองที่ขาดหายไป จึงแสดงออกแตกต่างไปจากเดิมที่เคยเป็น เกิดจากพันธุกรรมและประสบการณ์วัยเด็ก ที่อาจมีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เช่น ถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจในวัยเด็ก ถูกทำร้ายทางเพศ หรือมีเหตุการณ์ที่รุนแรงทางเพศ เมื่อผู้ป่วยต้องเจอกับเหตุการณ์ที่รุนแรงจึงมีกลไกป้องกันตัวเองเกิดขึ้น และตัดขาดจากตัวเอง ตัดขาดจากความทรงจำของตัวเอง เพราะรู้สึกไม่ชอบและไม่ยอมรับในตัวตนของตัวเอง จึงแสดงออกในอัตลักษณ์ที่แตกต่างออกไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #56 yojamato (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 13:34
    ตอนนี้สนุกดี เหมือนเข้าไปอยู่ในเรื่อง ในเหตุการณ์การเล่นเกม ของ เสน เครดิต และ นภาพร
    #56
    0
  2. #46 Gow63 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 13:07

    ตอนนี้อ่านลื่นมาก ฟิลเรื่องนี้มีความคล้ายกับดรากอนบอลหรือการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ขึ้นเรื่อยๆ ละ ชอบความมี "พลัง" แบบตรงๆ ของวิจีณี ... แต่สิ่งที่อยากรู้ต่อไปในอนาคตคือ อะไรทำให้เทพธิดาเหล่านี้มีพลังได้ขนาดนี้ อะไรทำให้สามารถใช้สิ่งที่เป็นทิพย์มาทำให้กลายเป็นพลังทางกายภาพได้ขนาดนี้ ??? ถ้ามีคำอธิบายตรงนี้จะทำให้คนอ่านเข้าใจกลไกที่มาของพลังและระดับความสามารถต่างๆ ได้ เป็นตอนที่สนุก มีเทคนิคเยอะ และอยากเป็นเป็นคอมิกจริงๆ ... ปล. ตอนแรกกำลังนึกว่า ถ้ายังไม่ซื้อผีนางรำ ก็น่าจะเก็บเงินให้ได้อย่างน้อย 115 ก่อนแล้วค่อยซื้อทั้งกุญแจกับผีควบไปเลย แต่คงไม่จำเป็นเพราะต่อให้ใช้พลังตามกฎของเกม ก็ยังเทียบวิจิณีไม่ติด ดังนั้นจริงๆ ถ้าจะต่อยตั้งแต่แรกก็คงชนะได้สบายๆ แล้ว แต่คงอยากจะทำให้เครดิตยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์จริงๆ แล้วก็จะช่วยนภาพรแบบชัวร์ๆ ก่อนอ่ะนะ

    #46
    0
  3. #42 pun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 16:44

    นิยายดีมากครับ อ่านแล้วเพลินมาก มันดีจนไม่ควรเป็นแค่ตัวหนังสือในนี้ สามารถเอาไปสร้างเป็นเกมหรืออนิเมชั่นได้เลย

    #42
    0
  4. #22 kullawat48 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:34

    "โอเคงั้นซื้อเลย" ง่ายๆแบบนี้เลยรึ 555

    #22
    0
  5. #19 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:32

    ธนภัทราสูร ผู้ที่อนาคตจะได้อำนาจแห่งหน้ากากศิลา และ จิตวิญญาณแห่งโลกา มาไว้ในมือเพื่อใช้หยุดเวลาระหว่างต่อสู้

    #19
    1
    • #19-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 7)
      9 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:34
      นั่นมันดิโอ!!
      #19-1
  6. #18 Kazael (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:18
    น้องอสูรน่ารักจังเลยค่ะ
    #18
    0