[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 16 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑๕ : เบื้องหลังมหรสพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 พ.ค. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๑๕ เบื้องหลังมหรสพ

                เย็นวันศุกร์ โรงเรียนมัธยมธีรโชติศึกษา

                เด็กสาวร่างใหญ่นามหงส์หยก กำลังนั่งคุยกับเพื่อนร่วมกลุ่มของเธอที่โต๊ะในโรงอาหาร พวกเขาหลายคนกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งหลังจากหายไปหลายวัน ทั้งนภาพรที่ลากิจ และต้องตากับนกน้อยที่ลาป่วยไป ทำให้เธอและโจ๋ต้องมาช่วยอธิบายเกี่ยวกับการบ้านและงานต่าง ๆ ในช่วงที่พวกเขาไม่อยู่ แล้วมาแบ่งงานกันอีกครั้งหนึ่ง

                “ว่าแต่อาการโอเคดีแล้วใช่ไหมนกน้อย ต้องตา เมื่อวานลาป่วยกันนี่นา” หงส์หยกถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

“น่าจะดีขึ้นแล้วแหละ แต่ดูเหมือนจะจำอะไรช่วงวันสองวันนี้ไม่ค่อยได้เท่าไรเลย” เด็กสาวร่างเล็กตอบ ก่อนจะยิ้มออกมาจาง ๆ เพราะตัวเองก็จำอะไรได้ไม่ค่อยมากเท่าไรนัก เท่าที่เธอจำได้คือเมื่อวันพุธรถตู้ที่เธอนั่งมาเกิดมีการเคลื่อนไหวแปลก ๆ น่าหวาดเสียว จนเธอรู้สึกกลัว ๆ อยู่แม้กระทั่งตอนมาโรงเรียน จึงขอไปนอนห้องพยาบาล หลังจากนั้นก็เกิดไข้สูงจนต้องลาป่วยไปนอนโรงพยาบาล แล้วก็เพิ่งได้สติเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แล้วก็กลับมาเรียนได้ตอนเที่ยงของวันศุกร์นี่เอง

“ฉันโอเคดี เมื่อวานแค่เหนื่อย ๆ นิดหน่อย กับเหมือนฝันอะไรแปลก ๆ คงเพราะซ้อมเต้นหนักไปมั้ง” ต้องตาตอบ

“พูดถึงฝันแปลก ๆ เหมือนเมื่อคืนฉันจะฝันเห็นต้องตา และก็นภาพรด้วย ไปทำอะไรสักอย่างกันบนอวกาศ” นกน้อยพยายามทบทวนความจำอันพร่าเลือน ทำเอานภาพรชำเลืองมองไปชั่วขณะ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์อะไรบางอย่าง

“เออ จะว่าไปฉันก็ฝันเห็นอะไรคล้าย ๆ กันเลยแฮะเมื่อคืน เหมือนจะมีนภาพร กับเธอ แล้วก็ใครก็ไม่รู้ สงสัยจะหยุดเรียนแล้วคิดถึงเพื่อนมากไปแหง ๆ” ต้องตาพูดขึ้นมา ก่อนจะมองไปที่หงส์หยก “ว่าแต่เธอเถอะ พรุ่งนี้จะประกวดแล้วไม่ใช่เหรอ เตรียมตัวพร้อมดีใช่ไหม?”

“อื้อ เดี๋ยวสักพักก็จะไปซ้อมกับพี่ที่วงอีกทีหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้ไปดูกันให้ได้นะ” หงส์หยกบอกกับเพื่อนในกลุ่มทั้งหลาย ก่อนจะหันไปมองนภาพรที่เหมือนจะพิมพ์อะไรลงไปในโทรศัพท์มือถืออยู่ “ว่าแต่พรุ่งนี้พรว่างหรือเปล่า? เหมือนจะดูยุ่ง ๆ อยู่นะช่วงนี้”

“ธุระทางบ้านเยอะแหละ แต่จะไปดูเธอแน่” เด็กสาวตาเรียวตอบ ก่อนจะยิ้มให้เพื่อนร่างใหญ่ แม้ว่าทางกลุ่มภูตภิบาลจะยังยุ่งอยู่กับการจัดการพลังงานอสูรของมาริยา หัตถ์แห่งพาลชน ที่อาจทำให้ผู้คนขาดความยับยั้งชั่งใจง่ายขึ้น ซึ่งมีนกน้อยเป็นหนึ่งในพาหะสำคัญ กับพลังงานอสูรของปหาส หัตถ์แห่งมหรสพ ที่อาจจะควบคุมพฤติกรรมผู้คนได้ ซึ่งเริ่มแพร่กระจายในงานเปิดตัวละครที่หยาดฟ้าไปเมื่อวันอาทิตย์ แต่ทางกลุ่มก็ส่งเธอมาจับตาดูต้องตาและนกน้อยซึ่งเพิ่งรอดมาจากเงื้อมมือของเมริยาและมาริยา ว่ามีผลข้างเคียงใด ๆ หลังจากชำระล้างพลังงานอสูรออกไปหมดแล้วบ้าง

“จะว่าไปแล้ว งานนี้มีคนคนนั้นมาด้วยใช่ปะ ที่เธอชอบพูดถึงบ่อย ๆ” ต้องตาถามกับหงส์หยก พลางมองคู่สนทนาแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“ใช่ งานนั้นเขาจะมาแสดงเวทีเดียวกับฉัน แล้ววงของฉันก็จะต้องเอาชนะเขาให้ได้เลยล่ะ” หงส์หยกพูดขึ้นด้วยแววตาท่าทางจริงจังกว่าทุกครั้ง

“เอ๋... พูดถึงใครกันเหรอ” นกน้อยถามขึ้นมาอย่างสงสัย เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนพูดเรื่องอะไรกันแน่

“ก็เป็นหนึ่ง นักร้องวงสเปเชียลบีมแคนนอน วงที่แข่งพรุ่งนี้ไง หงส์หยกชอบเล่าให้ฉันฟังบ่อย ๆ” ต้องตาตอบแทนเพื่อน

“อ๋อ... อันนั้นฉันก็พอรู้จักอยู่นะ” นกน้อยบอก แต่ก็ยังมีความสงสัยอยู่บนใบหน้าของเด็กสาวผิวสีน้ำผึ้ง “ว่าแต่หงส์หยกกับคนนั้นเกี่ยวข้องกันยังไงเหรอ?”

“เขาเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันเริ่มเล่นดนตรีน่ะ ถ้าวงของฉันเอาชนะเขาบนเวทีได้ ฉันว่าฉันคงมีความรู้สึกที่อยากจะบอกให้เขารู้เยอะเลยล่ะ” หงส์หยกตอบอย่างภาคภูมิใจ ทว่าคำพูดของเธอนั้นเหมือนจะไปกระทบเข้ากับใครบางคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก... โดยที่พวกเธอไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย...

“ไม่มีทางชนะหรอก” ใครบางคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักคิดในใจ ขณะที่พวกหงส์หยก นกน้อย ต้องตา นภาพร และโจ๋ กำลังแยกย้ายกันออกจากโรงอาหารไปหลังจากคุยกันเสร็จ

.

ยามค่ำวันศุกร์ ห้องดนตรีของโรงเรียน

นักเรียนส่วนใหญ่ทยอยกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงสมาชิกวงดนตรีซึ่งเพิ่งพักจากฝึกซ้อมครั้งสุดท้ายก่อนแสดงจริง หงส์หยกก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว และล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำหญิง

การฝึกซ้อมเมื่อครู่เธออาจทำได้ไม่ดีเท่าไรนัก เพราะยังตื่นเต้นที่จะได้ขึ้นไปแสดงดนตรีถ่ายทอดสดทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเวทีเดียวกับผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจของเธอ เด็กสาวร่างใหญ่พยายามบอกกับตัวเองให้ตั้งสติ อย่าตื่นเวทีมากนัก เด็กสาวจึงเข้าห้องน้ำมายืนบอกตัวเองอยู่หน้ากระจก หวังจะเสริมความมั่นใจขึ้นมาบ้าง

ทว่าความสงบนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อเด็กสาวร่างใหญ่มองผ่านกระจกไป แล้วพบว่ามีใครบางคนกำลังเดินเข้ามาในห้องน้ำ... แต่เมื่อเด็กสาวพยายามหันขวับไปมองผู้ที่เพิ่งเข้ามา ทว่ากลับมองไม่เห็นใครสักคนเสียอย่างนั้น...

“สงสัยจะเครียดจนตาฝาดมั้ง” เด็กสาวร่างใหญ่คิดในใจ ทั้งที่เริ่มรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด แถมร่างกายที่เดิมก็สั่นเพราะความตื่นเต้นอยู่แล้ว ก็เริ่มจะสั่นเพิ่มขึ้นไปอีกด้วยความกลัว!

เด็กสาวอดคิดในใจไม่ได้ว่าเมื่อครู่นี้คืออะไร เพราะนี่ก็เป็นเวลาเลิกเรียนไปแล้ว จะมีใครมาเข้าห้องน้ำนี้กัน... หรือถ้าจะเป็นผี ที่นี่ก็ไม่ใช่ชั้น 3 ตึก 5  ที่ว่ามีผีดุเสียหน่อย... แถมนกน้อยกับต้องตาก็เพิ่งกลับดึกไปเมื่อวันก่อน ดังนั้นโรงเรียนนี้ก็ไม่น่าจะมีผีอันตรายอะไรมากแบบที่เขาลือกัน

ไม่ทันที่เด็กสาวจะได้คิดอะไรต่อ แสงจากหลอดไฟฟ้าของห้องน้ำก็พลันดับวูบไป หงส์หยกตกใจอยู่ไม่น้อย เธอพยายามหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดแทนไฟฉาย แล้วก็พบว่าประตูห้องน้ำที่เคยเปิดไว้ถึงเมื่อครู่กลับปิดสนิท และไม่ว่าเด็กสาวจะพยายามเปิดอย่างไรก็ไม่อาจเปิดออกมาได้!

หงส์หยกพยายามกดโทรศัพท์มือถือโทรออกหาสมาชิกวงคนอื่น แต่สัญญาณโทรศัพท์กลับหายไปเสียดื้อ ๆ เด็กสาวจึงทุบประตูและตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ทว่ากลับไม่มีความช่วยเหลือใด ๆ มาถึงเลยแม้แต่น้อย

“เธอจะไม่ได้ออกจากที่นี่ ไปจนกว่าจะเช้า” เสียงเย็น ๆ ของใครบางคนแว่วมากระทบโสตประสาท เด็กสาวร่างใหญ่พยายามหันหาต้นตอของเสียงอย่างตื่นตระหนก พลางสาดแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือไปทั่วเพื่อหาต้นตอของเสียง... 

“ใครกัน!” หงส์หยกตะโกน ทว่าสิ่งที่น่าจะเป็นต้นตอของเสียงไม่ได้อยู่เบื้องหน้า เด็กสาวรู้สึกเย็นวูบไปทั้งตัวราวกับอยู่ในห้องปรับอากาศ สติสตังของเธอกำลังจะกระเจิงในอีกไม่กี่อึดใจ...

แต่แล้วไฟฟ้าที่ดับก็พลันสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ประตูห้องที่ปิดสนิทจนถึงเมื่อครู่กลับเปิดออกมาอย่างน่าประหลาดใจ และก็เป็นเด็กสาวตาเรียว หรือนภาพรเพื่อนของเธอ ที่เป็นคนเปิดมันออกจากด้านนอก

“พร! ขอบคุณมาก มาทันเวลาพอดีเลย!” หงส์หยกพูดพลางโผกอดเพื่อนสาว

“ใจเย็นก่อนหงส์หยก เป็นอะไรไป ทำเหมือนกับผีหลอกไปได้ เมื่อกี้นี้แค่ไฟดับเอง” นภาพรพยายามปลอบเพื่อนสาว

“แต่เมื่อกี้ประตูมันปิดเอง แถมเปิดยังไงก็ไม่ออก มีเสียงคนพูดอะไรไม่รู้แปลก ๆ อีก นึกว่าจะโดนผีหรืออะไรขังซะแล้ว!” หงส์หยกพูดพลางปล่อยวงแขนที่กอดเพื่อนแล้วมองหน้านภาพร

“เธออาจจะพักผ่อนน้อยไปหน่อยเลยเบลอ ๆ ส่วนประตูที่ปิดสงสัยเพราะลมแรงมั้ง เหมือนพายุกำลังใกล้มาด้วย เธอกลับดี ๆ แล้วกัน” นภาพรบอกกับงหงส์หยก ก่อนจะแตะบ่าเพื่อนเบา ๆ ทำเอาหงส์หยกที่กำลังตื่นกลัวจนขนลุกถึงเมื่อครู่เริ่มสงบลง และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เริ่มกลับมาไหลเวียนในร่างกายคน

“ว่าแต่พรยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?” หงส์หยกถามด้วยความสงสัย

“เราจะกลับมาเอาอะไรนิดหน่อยน่ะ แต่ตอนนี้จะเข้าห้องน้ำก่อน” นภาพรพยายามอธิบาย

“งั้นช่วยไปส่งฉันที่ห้องดนตรีได้ไหม เดี๋ยวฉันรอหน้าห้องน้ำก่อนก็ได้” หงส์หยกพยายามขอร้องเพื่อน เพราะตัวเองแม้จะรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังหวั่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อยู่ดี

“ได้ ๆ หวังว่าเมื่อกี้คงไม่เสียขวัญจนไปแข่งพรุ่งนี้ไม่ได้นะ” นภาพรกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนหยอกหงส์หยก แล้วยิ้มน้อย ๆ ให้เพื่อน

“อื้ม สบายใจขึ้นมาหน่อยแล้วล่ะ” หงส์หยกตอบนภาพร แม้เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอเจอนภาพร ความรู้สึกตื่นเต้น หรือหวาดกลัวเมื่อครู่ถึงหายไปเป็นปลิดทิ้ง... อาจเพราะเห็นว่ามีเพื่อนสนิทที่กำลังรอคอยการแสดงดนตรีของเธออยู่ล่ะมั้ง เธอถึงรู้สึกอบอุ่นใจจนความกลัวเมื่อครู่มลายไปได้

แต่คำตอบนั้นนภาพรรู้ดีอยู่แก่ใจ สายตาที่รับรู้ได้ถึงอมนุษย์ของเธอเห็นมาตั้งแต่แรก ว่าหงส์หยกถูกบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ แอบสะกดรอยตามมาตั้งแต่อยู่ที่โรงอาหาร เธอจึงแอบดูเพื่อนและบางสิ่งบางอย่างนั่นอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมันเริ่มเล่นงานหงส์หยกยามอยู่เพียงลำพังในเวลากลางคืน นภาพรจึงใช้พลังของเธอขับไล่เจ้าสิ่งนั้นออกไป แล้วทำให้เพื่อนฟื้นสภาพจากการถูกเล่นงานเมื่อได้สัมผัสตัวกัน โดยที่หงส์หยกไม่รู้ตัวเลยสักนิด... และเจ้าสิ่งนั้นก็กำลังถูกส่งไปยังใครบางคนที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

.

                บนดาดฟ้าของอาคารโรงเรียน ในเวลาเดียวกัน

                ร่างเปล่งรัศมีสีขาวอมฟ้าของเด็กสาวเผ่าเทวดา ผู้มีนามว่าวีจิณี กำลังยืนเผชิญหน้ากับอีกร่างหนึ่งที่เปล่งรัศมีอ่อน ๆ สีเขียว รูปร่างคล้ายกับเด็กหญิงร่างเล็ก มัดผมแกละ ดวงตากลมโต รูปร่างอวบ สวมเสื้อคอกระเช้าสีเขียวอ่อนและโจงกระเบนสีเขียวเข้ม โดยมีเชือกบาศสีทองกำลังพันธนาการร่างจ้อยเอาไว้

                “เป็นพวกเทพารักษ์ทำไมถึงได้เล่นงานมนุษย์กันล่ะ? รึว่ารับสินบนพวกอสูรมาอีก? เราได้กลิ่นอสูรปนอยู่กับเจ้าเสียด้วยสิ” วีจิณีเอ่ยถาม พลางมองไปที่เด็กน้อยด้วยแววตาทรงอำนาจ

“ท่านเป็นเทพพิทักษ์โรงเรียนนี้เหรอเจ้าคะ? พลังของท่านต่างจากที่เคยพบเจอมามากเลย...” เด็กน้อยตอบพลางก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตาคู่สนทนา “คือหนูไม่ได้อยากทำร้ายเขาสักหน่อย... หนูแค่พยายามปกป้องเขา...”

“ปกป้องด้วยการขังไว้ในห้องน้ำเหรอ? พรุ่งนี้เด็กคนนั้นมีแข่งดนตรีที่เธอพยายามมาตลอดเชียวนะ” วีจิณีพูดกับเทพารักษ์ตัวน้อย

“การแข่งพรุ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ!” เด็กหญิงเอ่ยขึ้นพลางเงยหน้าขึ้นมองวีจิณี ทำเอาเทพธิดาจากดาวดึงส์ต้องนิ่งเงียบและมองหน้าเด็กสาว เหมือนรอคอยคำอธิบายต่อ

“อธิบายมาด้วยความจริง ไม่เช่นนั้นช่องท้องของเจ้าจะบวมอืดขึ้นมา” วีจิณีตั้งเงื่อนไขให้ผู้ถูกพันธนาการ

“หนูจะพูดแต่ความจริงค่ะ หนูชื่อเสาวภา หนูกับพี่น้อง เป็นลูกของเทพารักษ์ประจำตึกที่จะจัดงานประกวดพรุ่งนี้ หัวหน้าเทพารักษ์ในย่านนั้นรับเอาสินบนของอสูรที่ชื่อปหาส ให้ปกปิดการอยู่อาศัยของพวกนั้น ปกปิดเรื่องที่มีเทพารักษ์ที่ไม่สยบกับพวกมันถูกจับผนึกไว้ รวมถึงพ่อแม่ของหนู.... แล้วเอาพวกอสูรมาสวมรอยแทน แถมยังอำนวยความสะดวกกับการจัดงานประกวดที่มีพวกมันอยู่เบื้องหลังเจ้าค่ะ!

“ปหาส? ชื่อเดียวกับเจ้าอสูรที่ติดสินบนยักษ์ผีเสื้อน้ำวันก่อนเลย พี่รองของพวกหกหัตถ์งั้นสินะ” วีจิณีคิดในใจเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กหญิง “แถมให้พวกเทพารักษ์ทุจริตช่วยที่ปกปิดร่องรอยเอาไว้ อุปกรณ์ของพวกภูตภิบาลเลยตามหายังไม่เจองั้นสินะ

“การถ่ายทอดสดพรุ่งนี้ อสูรชื่อปหาสจะใช้พลังของตัวเองแทรกไปกับสัญญาณถ่ายทอดสด ให้คนที่ดูรายการทั้งหมดถูกดลใจด้วยพลังอสูร จนไปซื้อสินค้าของพวกมัน... สมุนไพรที่จะทำให้คนกินถูกครอบงำ!” เทพารักษ์เด็กอธิบายต่อ

“พวกหนูพยายามจะรายงานเรื่องนี้แก่พวกเทวดาผู้ตรวจการมาหลายครั้ง แต่หัวหน้าเทพารักษ์ในชุมชนก็ใช้อำนาจไม่ให้พวกเรามีโอกาสรายงาน หนูกับพี่น้องเลยแอบดูรายชื่อคนที่ต้องลงแข่ง แล้วหนีออกมาตอนที่พวกเจ้าที่กำลังกินเครื่องเซ่นสังเวย มาพยายามให้พวกเขาไม่ได้ไปแข่งกันน่ะเจ้าค่ะ” เด็กน้อยผมแกละพูดขึ้นมาด้วยแววตาที่จริงจังมากขึ้น “หนูมีเวลาแค่คืนนี้เท่านั้น ได้โปรดอย่าขัดขวางพวกหนูเลย การแข่งพรุ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นไม่ได้จริงๆ! ถึงหนูกลับไปแล้วตอนเช้าจะถูกพวกหัวหน้าเขตคาดโทษที่ไม่ฟังคำสั่ง ไม่ยอมแก่พวกอสูรยังไงก็ได้ ท่านเทพพิทักษ์โรงเรียนได้โปรดเข้าใจด้วย!

“เราไม่ใช่เทพพิทักษ์โรงเรียน เราเป็นเทพธิดาที่เทวสภาส่งมาพวกตรวจสอบเรื่องบนโลกมนุษย์” วีจิณีตอบ พลางมองไปที่เด็กหญิง เธอมีท่าทางตระหนก แต่ดวงตากลับเปี่ยมความหวังขึ้นมา

“แปลว่าท่านเป็นคนที่เบื้องบนส่งมา งั้นได้โปรดรับฟังหนูด้วยเจ้าค่ะ! หนูกับพี่น้องจะกลับไปหาหลักฐานมายืนยันการทุจริตของหัวหน้า กับเรื่องแผนการของมันมาให้ ถ้าท่านส่งเรื่องนี้แก่เบื้องบนแล้วขอให้ส่งกองกำลังมาช่วยพวกเรา หยุดพวกอสูรล่ะก็...”

“ไม่จำเป็น” วีจิณีตอบกลับด้วยเสียงทรงอำนาจ “เธออาจจะมีเจตนาดี แต่การกักขังมนุษย์ที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตตัวเอง และไม่ได้มีความผิดอะไรมัน ก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี และเราขอควบคุมตัวเธอเอาไว้ เธอจะไม่สามารถกลับไปที่ของพวกทุจริตนั่นได้อีก จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น”

“ไม่นะท่านเทพธิดา! หนูทำไปเพราะไม่อยากให้พวกอสูรมัน...” เด็กน้อยร้องโวยวาย เธอวีจิณีไม่มีท่าทีว่าใจอ่อน

“ในการควบคุมของเรา พวกมันจะไม่สามารถทำอะไรเธอได้อีก เธอจะเป็นพยานบุคคลให้เรา” วีจิณีชิงพูดขึ้นมาก่อน พลางเดินไปลูบศีรษะเด็กหญิง “ส่วนพยานหลักฐานที่เหลือน่ะ เราจะไปเอามาเอง หลังจากถล่มพวกมันให้หมด แล้วก็เรื่องช่วยเทพารักษ์พ่อแม่ของเธอด้วย... รึเธอคิดว่าตัวเองจะเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อจัดการทั้งหมดได้กัน?”

“แต่ว่า...” เด็กหญิงเสาวภาอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่จะกล่าวอะไรบางอย่างออกมาด้วยสายตาออดอ้อนขอความกรุณา ทำเอาเทพธิดาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่

.

หนึ่งชั่วโมง หลังจากที่วีจิณีพบกับเทพารักษ์เด็กหญิง ในอีกบริเวณหนึ่งของเมือง

เด็กหญิงผมแกละในชุดเขียว ที่เปล่งรัศมีอ่อน ๆ ซึ่งมนุษย์ปกติไม่อาจมองเห็น กำลังมองซ้ายมองขวาราวกับจะกลัวใครจับได้ ก่อนจะเดินไปยังบริเวณศาลเจ้าหลังใหญ่กลางเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าอมนุษย์นับร้อยที่ผู้คนมองไม่เห็น กำลังสำราญกับอาหารชุดใหญ่ที่ถูกนำมาสังเวยให้ แล้วส่งสัญญาณเรียกอมนุษย์ตนอื่นที่เป็นเด็กวัยไล่เลี่ยกัน ให้กลับไปนั่งกลมกลืนกับพวกนั้นโดยไม่มีใครทันสังเกต

“บอกแล้วว่าไอ้เจ้าพ่อม้าดำมันโง่ คิดเรอะว่าพวกเราจะเอาชนะระดับขุนพลจากภพอสูรได้ ไปสู้กับพวกนั้นก็โดนจับขังแล้วเอาอสูรไปสวมรอยที่ศาลแทน” อมนุษย์ผู้ชายผิวคล้ำ ร่างกายใหญ่โต ที่สวมชุดขาวและลอมพอกบนศีรษะเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะให้สาวน้อยนางหนึ่ง หยิบก้อนพลังงานจากอาหารหน้าศาล มาเข้าปากของตัวเองที่นอนรออยู่บนแท่นในศาล “สู้ยอมจำนน แล้วรับเอาสินบนเป็นเครื่องสังเวยแบบเขตพวกเราดีกว่า รสชาติหลากหลายกว่าอาหารทิพย์ประจำตำแหน่งเทพารักษ์อีก”

“ใช่แล้วท่าน มันชอบบอกว่าเทพารักษ์ต้องปกป้องมนุษย์ รายงานความดีชั่วของผู้คนให้เบื้องบนตามความจริง ให้พวกเบื้องบนได้เลือกสนับสนุนคนดี ทำแบบนั้นเราจะได้อะไร? จักรวาลที่ดีขึ้นเหรอ?” หนึ่งในอมนุษย์ที่ห้อมล้อมอยู่เอ่ยขึ้นมา เป็นการสนับสนุน “ของที่เป็นนามธรรมแบบนั้นมันสัมผัสยากจะตาย อาหารและข้าวของอะไรที่ผู้คนเอามาถวายพวกเราสิของจริง! ใครที่เอาของมาเซ่นไหว้บนบานให้พวกเรา เราค่อยรายงานความดีไป แบบนั้นดีกับพวกเรากว่าเยอะ”

                “แต่ได้ข่าวมาว่าเจ้าพ่อม้าดำตัวปลอม กับอสูรที่สวมรอยเป็นเทพารักษ์เขตนั้น โดนจัดการไปแล้วนะ” หนึ่งในอมนุษย์ห้อมล้อมอาหารชุดใหญ่กล่าวขึ้นมา พลางกินอาหารที่มีสาวงามแปลงเป็นพลังงานมาป้อนให้

“คงจะไปเล่นงานพวกที่มีวิชาอาคมแข็งกล้ามาล่ะมั้ง ก็เล่นไปทำตามทุกอย่างที่คนบนบาน หวังเอาของเซ่นไหว้นี่หว่า ไปเจอพวกเก่ง ๆ จัดการเอาก็ไม่แปลก“ ชายร่างใหญ่ที่นั่งบนแทนเอ่ยขึ้น พลางหัวเราะ “แต่เขตพวกเรารับจากแค่ท่านปหาสสูรก็เหลือเฟือแล้ว ไม่มีอะไรเสี่ยงมาก ก็แค่ช่วยปกปิดร่องรอยท่านไม่ให้พวกเบื้องบนรู้ แค่นี้ก็รับเครื่องเซ่นสบาย ๆ”

“บ... แบบนั้นมันจะถูกจริง ๆ เหรอเจ้าคะ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากเหล่าผู้แวดล้อม และปรากฏว่าเป็นเด็กสาวผมแกละที่ลุกยืนขึ้นมา “หนูเห็นเรื่องพวกนี้มานานแล้ว พ่อแม่หนูก็สอนว่าพวกเรามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองมนุษย์ แบบที่เจ้าพ่อม้าดำที่ศาลนั้นบอก แล้วทำไมพวกเราถึงตกต่ำมาจนถึงขนาดนี้ล่ะคะ? ทำไมเราต้องปกป้องอสูรที่พยายามจะใช้การถ่ายทอดสดการประกวดเพื่อส่งพลังงานไปควบคุมมนุษย์ทั้งประเทศที่ได้ดูด้วย?”

“นังเสาวภา เด็กลูกเจ้าที่ประจำตึกนี่! พูดโง่ ๆ เหมือนพ่อแม่เอ็งที่โดนจับแล้วเอาอสูรไปสวมรอยนั่งตำแหน่งแทนเลย ฮ่าฮ่า” อมนุษย์ผิวคล้ำที่นั่งบนแท่นเยาะเย้ย ก่อนจะยกมือขั้น แล้วร่างของเด็กผมแกละก็ลอยสูงจากพื้นดินด้วยท่าทางเหมือนทรมาน “วันก่อนยังทำเป็นนอบน้อม ถ้ายังคิดแบบนี้อีก ก็ตามพ่อแม่เอ็งไปถูกผนึกไว้ได้เลย! ใครก็ได้ ไปตามท่านอสูรที่มันนั่งตำแหน่งแทนพ่อแม่มันมาหน่อย!

“ใครก็ได้นี่หมายถึงเราด้วยรึเปล่า?” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา และเมื่อเหล่าอมนุษย์ในศาลหันไป ก็พบว่าต้นเสียงคือเทพธิดาผู้ห่มอาภรณ์สีขาวขาบ นุ่งผ้าสีน้ำไหล และเปล่งรัศมีสีขาวอมฟ้า กำลังยืนอยู่หน้าศาล พร้อมกับถือลูกแก้วลูกหนึ่งไว้ในมือ

ใช่แล้วท่าน มันชอบบอกว่าเทพารักษ์ต้องปกป้องมนุษย์ รายงานความดีชั่วของผู้คนให้เบื้องบนตามความจริง ให้พวกเบื้องบนได้เลือกสนับสนุนคนดี ทำแบบนั้นเราจะได้อะไร? จักรวาลที่ดีขึ้นเหรอ? ของที่เป็นนามธรรมแบบนั้นมันสัมผัสยากจะตาย อาหารและข้าวของอะไรที่ผู้คนเอามาถวายพวกเราสิของจริง! ใครที่เอาของมาเซ่นไหว้บนบานให้พวกเรา เราค่อยรายงานความดีไป แบบนั้นดีกับพวกเรากว่าเยอะ”

หนูเห็นเรื่องพวกนี้มานานแล้ว พ่อแม่หนูก็สอนว่าพวกเรามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองมนุษย์ แบบที่เจ้าพ่อม้าดำที่ศาลนั้นบอก แล้วทำไมพวกเราถึงตกต่ำมาจนถึงขนาดนี้ล่ะคะ? ทำไมเราต้องปกป้องอสูรที่พยายามจะใช้การถ่ายทอดสดการประกวดเพื่อส่งพลังงานไปควบคุมมนุษย์ทั้งประเทศที่ได้ดูด้วย?”

“นังเสาวภา เด็กลูกเจ้าที่ประจำตึกนี่! พูดโง่ ๆ เหมือนพ่อแม่เอ็งที่โดนจับแล้วเอาอสูรไปสวมรอยนั่งตำแหน่งแทนเลย ฮ่าฮ่า”

เสียงการสนทนาเมื่อครู่ดังออกมาจากลูกแก้ว พร้อมภาพเหตุการณ์ที่เหมือนจะถูกบันทึกผ่านสายตาของเด็กหญิงผมแกละที่ปรากฏขึ้นมา

“เจ้าเป็นใครกัน?! แล้วลูกแก้วนั่น ทำไมถึงได้... รึว่า...” อมนุษย์ผิวสีน้ำตาลในชุดขาวพูดอย่างตระหนก ก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงผมแกละ และพบว่าเธอสวมจี้ห้อยคอที่เป็นลูกแก้วเล็ก ๆ เอาไว้ และทำให้สามารถคาดเดาได้ว่ามันคงเป็นอุปกรณ์ในการส่งสัญญาณภาพและเสียงเมื่อครู่ไปยังลูกแก้วในมือเทพธิดา

“เห็นว่าสวามิภักดิ์กับพวกที่จะใช้การบันทึกภาพออกกาศเพื่อครอบงำมนุษย์งั้นเหรอ? งั้นก็เจอบันทึกภาพพฤติกรรมพวกตัวเอง ส่งไปให้ชาวสวรรค์เบื้องบนเห็นหน่อยก็แล้วกันนะ เป็นแผนที่ไม่เลวนี่หนูน้อย” วีจิณีเอ่ยพลางแสยะยิ้มน่าสะพรึงกลัว ก่อนเดินปรี่เข้าไปหาเหล่าอมนุษย์ที่ศาล

“พวกเจ้าได้รับแต่งตั้งให้สถิตประจำศาล ทำงานดูแลมนุษย์ ให้คนดีและเลวได้รับผลที่ควรแก่การกระทำของพวกเขา แต่กลับมาทุจริตเพื่อผลประโยชน์ของตัวและพวกพ้องแบบนี้ พวกเจ้ามันเป็นความน่าอับอายของผู้ดำรงตำแหน่งนี้จริง ๆ รู้หรือเปล่าว่าเพราะพวกแบบเจ้า คนเลวร้ายจึงได้ยังลอยนวล ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนขนาดไหน?”

“แย่งลูกแก้วนั่นมาให้ได้ ถ้าภาพเมื่อกี้หลุดไปได้พวกเราแย่แน่!” อมนุษย์ที่ดูเหมือนหัวหน้าสั่ง ไม่ทันขาดคำเหล่าลูกน้องหลายสิบก็ปรี่เข้าหาเทพธิดา ทว่าเพียงวีจิณีปล่อยหมัดตรงออกไปเท่านั้น เหล่าอมนุษย์ทั้งหลายก็พลันถูกคลื่นกระแทกจากการออกหมัด ซัดจนกระเด็นถอยหลังกลับไปนอนล้มระเนระนาด!

อีกหมัดถูกปล่อยตามไปในเวลาไม่นาน ร่างของหัวหน้าศาลปลิวกระเด็นไป เสื้อผ้าเครื่องทรงขาดกระจาย เครื่องเซ่นสังเวยกระเด็นไปต่างทิศทาง แล้วร่างอมนุษย์นั่นก็ล้มลงหมดสภาพต่อสู้

แต่ไม่ทันที่วีจิณีจะเดินไปทำอะไรต่อ ทันใดนั้นก้อนพลังงานขนาดมหึมาก็ปรากฏตัวขึ้นมาขวางเทพธิดาเอาไว้ ก่อนจะกลายสภาพเป็นชายหนุ่มใบหน้าคมคาย ผิวสีคล้ำ ในชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ ร่างกายผอมบางปล่อยกลุ่มพลังงานสีดำออกมาคล้ายกับพวกเครดิตและรัตตสูร

“สวัสดีท่านเทพธิดา ท่านเองสินะ ที่ตามจัดการน้อง ๆ ที่น่ารักของผมไป” เสียงของผู้มาขัดขวางกล่าวขึ้น “ผมคือปหาสสูร หนึ่งในหกหัตถ์มารของพระโอรส ท่านคงอยากเจอกับผมอยู่งั้น...”

ไม่ทันพูดพร่ำทำเพลงอะไรกันต่อ เทพธิดาปล่อยหมัดตรงออกไปใส่ปหาสแทบจะทันที ทว่าไม่ทันได้ทำแบบนั้น ปหาสก็ยกก้อนพลังงานบางอย่างมาบังตนเอง แล้วก้อนพลังงานนั้นก็กลับกลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่แววตาไร้สติเหมือนกับนกน้อยในวันก่อน

“ผมเองก็แอบศึกษาท่านมาสักพักเหมือนกัน ดูเหมือนว่าท่านจะรักมนุษย์มาก ๆ ถึงไม่รู้ว่าทำไมก็เถอะ ดังนั้นท่านก็คงไม่โจมตีใส่ขวัญของมนุษย์ ที่เมริยากับมาริยาดึงออกมาฝากไว้กับผมหรอก ถูกไหมล่ะ?” ปหาสเอ่ยพลางแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย ก่อนก้อนพลังงานจำนวนมากจะปรากฏขึ้นมารายล้อมเทพธิดา แล้วกลายสภาพเป็นฝูงมนุษย์ที่แววตาเหม่อลอย และมีบางอย่างที่คล้ายเห็ดสีดำงอกออกมาจากหลังคอของพวกเขา

“ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ว่าถ้าท่านต้องสู้กับมนุษย์ที่ถูกพวกผมควบคุมอยู่จำนวนขนาดนี้ ท่านจะเอาชนะยังไงกันนะ” ปหาสพูดพลางแสยะยิ้ม ก่อนที่จะวาดมือกับอากาศ แล้วลำโพงก็ปรากฏออกมา พร้อมกับเพลงที่เริ่มบรรเลง ไปกับการเคลื่อนไหวของเหล่ามนุษย์ที่กำลังถูกควบคุม ซึ่งกำลังกรูเข้าหาเทพธิดาจากทุกทิศทาง!

“เอาลูกแก้วนั่นมาให้ได้” ปหาสสั่งเหล่าร่างพลังงานของมนุษย์ที่เขาควบคุม

“อย่าเกะกะน่า!” วีจิณีเอ่ยพลางปล่อยแสงสีขาวอมฟ้าออกจากฝ่ามือ ไปโดนมนุษย์ที่ถูกควบคุมตนหนึ่ง ก่อนที่เห็ดสีดำจะสลายหายไป แล้วร่างมนุษย์นั้นก็กลับกลายเป็นก้อนพลังงานพุ่งหาพื้นดินแทบเท้าของปหาส

อสูรหนุ่มปล่อยเอาไอสีดำจากร่างกายตัวเองลงพื้นดิน แปลงสภาพให้คล้ายกับเชื้อราจำนวนมาก แล้วเมื่อก้อนพลังงานนั้นสัมผัสกับรา ก็กลับเป็นร่างกายอย่างมนุษย์ที่มีเห็ดงอกจากร่าง แล้วปรี่เข้าหาเทพธิดาอีกหน

“ไม่ว่าจะทำลายสักกี่ครั้ง ผมก็สร้างกองกำลังมาใหม่ได้เรื่อย ๆ นั่นแหละ และดูเหมือนจากที่เคยติดอุปกรณ์ดักฟังไว้กับลูกน้องของรัตตะ เหมือนท่านจะมีเวลาใช้ร่างเทพธิดาที่จำกัดด้วยสินะ ถ้าถ่วงเวลาจนเกินขีดจำกัดนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกันนะ?” ปหาสแสยะยิ้ม เขาคาดหวังว่าเมื่อครบกำหนดเวลา เทพธิดาจะไม่สามารถใช้สภาวะนี้ได้แล้วกลับกลายร่างเป็นมนุษย์ที่ถูกจัดการได้ง่ายกว่า ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินกลับไปหาพวกอมนุษย์ที่ศาล แล้วมองไปยังลูกสาวเทพารักษ์ ที่กำลังจ้องเขม็งไปที่อสูรหนุ่ม

“เป็นเด็กน้อยที่ยึดมั่นคุณธรรมไม่เลวเลย น่าเสียดายจริง ๆ ที่ในจักรวาลที่พวกเรากำลังจะสร้าง พวกเปี่ยมคุณธรรมอย่างพวกเธอไม่มีที่ให้ยืนหรอก ต้อง...” ปหาสพูดยังไม่ทันขาดคำ ลูกแก้วจากมือของวีจิณีก็พุ่งมากระแทกเข้าที่กลางหลังของเขา ทำให้ร่างผอมปลิวกระเด็นไปหลายเมตร ชนเข้ากับอมนุษย์ในศาล ก่อนจะพากันล้มลงกับพื้นดิน

“อยากได้ลูกแก้วนักก็เอาไปเลย” วีจิณีเอ่ยขึ้น ขณะที่พวกมนุษย์ที่ถูกควบคุมก็ผละจากเธอเข้าไปคว้าลูกแก้วนั้น “แต่จะเอาโอกาสที่จะเติบโตและพัฒนาตัวเองของคนอื่นไปน่ะ เจ้าไม่มีวันได้ไปหรอก!

“ดูเหมือนจะรักเด็กเหลือเกินนะ ท่านเทพธิดา” ปหาสเอ่ยขึ้นพลางพยุงกายลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยท่าทางโซเซ แล้วมองไปยังลูกแก้ว  ก่อนที่เพลงจากลำโพงจะเปลี่ยนไป “ทำเป็นบอกว่าจะยกลูกแก้วนี่ให้ แต่มันก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว เพราะภาพเมื่อครู่ถูกส่งไปที่อื่นหมดแล้วงั้นสินะ”

“ใช่ ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งไปยังเทวสภา ตอนนี้ชาวสวรรค์รู้ถึงการกบดานที่นี่ของพวกเจ้า การจับเทพารักษ์ผนึก การทุจริตของพวกอมนุษย์เจ้าที่ที่พวกเจ้าติดสินบน และแผนการควบคุมมนุษย์ผ่านการถ่ายทอดสดการประกวดเพื่อครอบงำคนทั้งประเทศแล้ว ส่วนหลักฐานอื่นก็กำลังจะถูกส่งตามไปในอีกไม่นานนี้แหละ ไม่นานกองทัพสวรรค์จะบุกมาจัดการอสูรและพวกเทพารักษ์ทุจริตที่นี่โดยเร็วที่สุด การกระจายพลังอสูรเพื่อครอบงำมนุษย์จะไม่เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้” วีจิณีกล่าวขึ้นอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า แต่ปหาสกลับไม่มีทีท่าว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้เท่าไรนัก

ยอมรับเลยว่าแผนการของพวกเราในการเก็บรวบรวมพลังงานต่อมันล้มเหลวไปแล้ว ผมเองก็คงจะอาศัยสถานะมนุษย์เดิมต่อไปไม่ได้ ท่านทำได้ดีมาก พรุ่งนี้พวกเด็ก ๆ ก็คงได้ประกวดอย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันโดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของอสูรแบบผม” ปหาสเอ่ยขึ้นพลางฉีกยิ้ม “แต่ว่าพลังงานที่เคยเก็บไปน่ะ ท่านพี่กุสีตะเอาไปใช้งานกับอีกภารกิจเรียบร้อยแล้วล่ะ”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนแล้วกัน เรามีเวลาจำกัด ไว้จับเจ้าได้แล้วค่อยคุยดีกว่า” วีจิณีเอ่ยพลางหยิบเชือกบาศที่พันประดับรอบผมหางม้าของตัวเองออกมา แล้วเตรียมขว้างเข้าใส่หมายพันธนาการปหาส มันคือวรุณบาศที่ไม่สามารถหลบหลีกได้เมื่อขว้างออกไป หรือหลุดออกได้หากถูกพันธนาการ และนั่นย่อมเป็นจุดจบของปหาส เช่นเดียวกับเมริยาและมาริยาที่พลาดให้กับอาวุธนี้!

น่าแปลกที่ปหาสไม่ดิ้นรนเพื่อหลบหนี เขากลับยืนอยู่เฉยจนถูกบ่วงบาศรัดทั้งตัว แล้วร่างกายของเขาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นอสูรผิวสีม่วง หน้าตาน่าสะพรึงที่วีจิณีไม่คุ้นหน้า ก่อนที่จะมีร่างที่คล้ายกับปหาสอีกร่าง ปรากฏตัวที่ด้านข้างของวีจิณี

“จับกุมผมเหรอ คงยากหน่อยนะ เพราะผมไม่เอาตัวจริงมาพบกับท่านหรอก ไม่ว่าท่านจะจับสักเท่าไร ก็เจอแต่พวกอสูรบริวาร ที่แปลงสภาพคล้ายกับผม และมีพลังส่วนหนึ่งที่ผมแบ่งไปควบคุมเท่านั้นแหละ ตัวจริงของผมน่ะไม่อยู่ให้ท่านจับได้ง่าย ๆ หรอกนะ” ปหาสอีกร่างที่ปรากฏขึ้นมา พูดพลางยิ้มเยาะ “แต่ท่านน่ะ ถูกผมเล่นงานได้ไม่ยากหรอก และก่อนที่กองทัพสวรรค์จะมา ท่านจะกลายเป็นตัวประกันของพวกเรา!

วีจิณีได้ฟังคำพูดของปหาส ก็สงสัยในสิ่งที่อสูรหนุ่มกล่าว แต่ไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ เหล่าร่างพลังงานของมนุษย์บางรายก็ทำท่าเหมือนจะบีบคอตัวเองให้ตาย บางรายก็นั่งลงเอาหัวโขกพื้น บางรายก็ทรุดตัวลงร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง  จากนั้นความรู้สึกหนักหน่วงและทุกข์ทรมานใจก็พลันปรากฏขึ้นมาในห้วงความคำนึงของเทพธิดา ราวกับภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เคยทำให้เธอรู้สึกแบบนั้นกลับมาอยู่เบื้องหน้าอีกครั้งหนึ่ง... เรื่องราวที่เธอยังไม่อาจสลัดมันออกไปได้...

“ฝากบอกคนอื่น ๆ ด้วย ว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมจำนน พวกเราทุกคนสามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้”  เสียงผู้ชายที่ฟังดูห้าวหาญคนหนึ่งดังขึ้นมาในความทรงจำ พร้อมกับภาพเปลวเพลิงกำลังแผดเผาร่างกายใครสักคน ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคำนึงโดยที่เทพธิดายังไม่ปรารถนาจะนึกถึง

“ไม่ต้องห่วงขอรับ ไม่ว่าอย่างไรกระผมก็จะอยู่กับพระธิดาเสมอ...” อีกเสียงหนี่งของเด็กหนุ่มพลันแว่วมาในความคำนึง พร้อมกับภาพระเบิดขนาดใหญ่กลางห้วงอวกาศ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจกดทับเทพธิดาจนจุกอก ทว่าเธอรีบสลัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว วีจิณีหายใจออกยาวเข้าลึกและรีบตั้งสติ ก่อนที่จะปล่อยหมัดตรงออกไปใส่ลำโพงที่กำลังเปิดเพลง จนมันแตกสลาย แล้วสภาพความทรงจำและเสียงจากอดีตที่กำลังตามมารบกวนห้วงความคำนึงจนถึงเมื่อครู่ ก็พลันมลายไป

“บทเพลงที่ทำให้นึกถึงความทรงจำเลวร้ายในอดีตจนถ้าจิตใจรับไม่ไหว ก็จะมีสภาพแบบพวกที่โดนควบคุมงั้นรึ” วีจิณีคิดในใจ ก่อนจะมองไปยังเหล่าร่างพลังงานของมนุษย์ที่ถูกควบคุมที่กำลังทำท่าทำร้ายตัวเองเมื่อครู่ ซึ่งตอนนี้หยุดการกระทำแบบนั้นไปแล้ว

“ไม่เลวที่คาดเดาความสามารถของผมได้ แต่เวลาของท่านในสภาพแบบนี้ น่าจะครบกำหนดแล้ว ต่อไปก็...” ปหาสเอ่ยพลางแสยะยิ้ม แต่ไม่ทันจบประโยค ก็ต้องตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง พร้อมกับอมนุษย์ทั้งหลายที่ศาลที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน เมื่อเทพธิดาไม่ได้กลายร่างเป็นมนุษย์แบบที่คำนวเอาไว้

รัศมีสีขาวอมฟ้าของเทพธิดาสว่างจ้าขึ้นมาแบบผิดปกติ และร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์ยามกลางวัน แสงสว่างนั้นแผดเผาเห็ดสีดำที่ควบคุมร่างพลังงานมนุษย์ของปหาส รวมไปถึงสปอร์สีดำบนพื้นดินจนสลายหายไป ร่างกายของปหาสที่เป็นตัวปลอมก็พลันคงสภาพไว้ไม่ได้ และกลับกลายเป็นสมุนอสูรอีกตนของเขา คลื่นกระแทกเกิดขึ้นมาอย่างรุนแรงจนกระแทกอมนุษย์ทั้งหลายที่ศาลจนปลิวกระเด็นไปตนละทิศละทาง ก่อนที่ร่างเปล่งแสงสีขาวอมฟ้าเริ่มขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ  จนเริ่มใกล้เคียงอาคารขนาดใหญ่ แต่ไม่ทันจะเกิดอะไรต่อจากนั้น ร่างเปล่งแสงนั้นก็ลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้ายามราตรีพร้อมด้วยเสียงดังกัมปนาทปานฟ้าผ่า และปรากฏการณ์แสงสว่างและเสียงดังที่เกิดขึ้นนั้นก็ทำให้มนุษย์ทั่วบริเวณสามารถรับรู้ได้ แม้จะมองไม่เห็นร่างกายเทพธิดาก็ตามที

“เรายังฝึกสะกดพลังเอาไว้ในระดับที่เหมาะสมในโลกมนุษย์ยุคนี้ โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยได้ไม่เกินสามนาที ถ้าอยู่นานกว่านั้นโลกมนุษย์แย่แน่... แต่อย่างน้อยก็จัดการเปิดโปงพวกนั้นได้มากพอที่จะทำให้เรื่องที่เคยขอไว้เป็นจริงขึ้นมาได้แล้วล่ะมั้ง”  วีจิณีบ่นในใจ เมื่อตัวเองทะยานขึ้นมาจนออกจากชั้นบรรยากาศของโลกมนุษย์แล้ว แต่ถึงแบบนั้นก็แอบยิ้มจาง ๆ  

“พรุ่งนี้ทุกคนจะได้ไปดูงานประกวดของหงส์หยกได้แบบสบายใจสักที แล้วหงส์หยกเองจะได้เดินตามความฝันโดยไม่ต้องโดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือของพวกอสูรอีก”

.

                วันเสาร์

ในห้องส่งสัญญาณโทรทัศน์ วงสเปเชียลบีมแคนนอนกำลังแสดงดนตรีของพวกเขา สายตาใครหลายคนจับจ้องไปยังฝีไม้ลายมือของทุกคนในวงด้วยความชื่นชม ขณะที่นภาพรส่งข้อความจากโทรศัพท์มือถือไปหาเสน ที่ไม่ได้มาร่วมรับชมด้วย

“ทางนี้เรียบร้อยดี เหมือนพวกปหาสจะหนีไปหมดแล้วจริง ๆ นั่นแหละ”

“ว่าแต่ไม่มาดูจริง ๆ เหรอ”

นภาพรส่งข้อความไปหาว่าอย่างนั้น แล้วไม่นานก็มีข้อความตอบกลับมาจากปลายทาง

“กำลังดูอยู่ที่บ้าน”

“วงของหงส์หยกกำลังจะขึ้นแล้ว ตั้งใจดูกันเถอะ”

ข้อความจากเสนที่ส่งมาก็ทำเอานภาพรเก็บโทรศัพท์ ก่อนที่จะมองไปยังเวทีอีกครั้ง คราวนี้วงของหงส์หยกกำลังจะขึ้นแสดงบ้างแล้ว

“สักวันฉันจะต้องได้ขึ้นไปเต้นออกทีวีแบบนั้นบ้าง คอยดูเถอะ” เสียงของต้องตาที่นั่งข้าง ๆ บอกกับนภาพร

“อื้อ เรื่องนั้นเธอทำได้อยู่แล้วแหละ พวกเพื่อน ๆ เราทุกคนเก่งจะตาย” นภาพรตอบกลับพลางอมยิ้ม แล้วฟังการบรรเลงเพลงของเพื่อนบนเวที

เธอไม่รู้ว่าอนาคตต้องตาจะทำได้สำเร็จอย่างฝันหรือเปล่า ความฝันของนกน้อย โจ๋ และหงส์หยกเองก็เช่นกัน แต่ว่าในวันนี้ เธอและวีจีณีก็สามารถปกป้องพวกเขาให้เติบโตอย่างปลอดภัย และเดินตามความฝันได้ไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว

.

เกร็ดความรู้

ดนตรีกระตุ้นความทรงจำ (music trigger-memories) มีการค้นพบว่า ดนตรีมีความสัมพันธ์กับความทรงจำ บทเพลงจึงทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตง่ายขึ้น เนื่องจากสมองส่วนที่ตอบสนองต่อเสียงเพลงนั้นวิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ด้านภาษา  โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้อธิบายเอาไว้ เช่น

ศาสตราจารย์ Henry Roediger III นักวิจัยของภาควิชาจิตวิทยาที่ Washington University เชื่อว่าเพลงช่วยกระตุ้นศักยภาพของสมองส่วนที่เรียกว่า "ฮิปโปแคมปัส" และเนื้อเยื้อสมองส่วนหน้าที่รับผิดชอบด้านการกระตุ้นและเรียบเรียงความทรงจำให้สามารถดึงความทรงจำต่างๆ ออกมาได้ง่ายขึ้น

Cretien van Campen  อธิบายว่า ดนตรีมักดึงเอาความทรงจำที่มีผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะคนรัก หรือเพื่อน

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #73 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 21:18

    บอกไปสิเราไม่ใช่เทพารักษ์ แต่เราคือสุขุมวิทสายเก่า เจ้ามาผิดเส้นแล้ว

    #73
    0