[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 15 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑๔ : ถ้าทำได้นะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 พ.ค. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภุมิ

บทที่ ๑๔ ถ้าทำได้นะ

คืนวันพฤหัสบดีเดียวกัน ภายนอกคฤหาสน์ซึ่งเป็นฐานของกลุ่มภูตภิบาล

มนุษย์ที่พกพาอาวุธจำนวนไม่น้อยกำลังกระจายตัวอยู่รอบ ๆ คฤหาสน์ที่ห่างไกลจากตัวเมือง อันที่จริงกลุ่มภูตผีจำนวนมากที่คอยคุ้มครองฐานนี้จะคอยทำให้ที่นี่ดูน่ากลัวสำหรับคนทั่วไปจนไม่ค่อยมีคนธรรมดาที่ไหนอยากแวะเวียนมาเท่าไรนัก

แม้กระทั่งไม่กี่นาทีก่อน เหล่าภูตผียังปรากฏตัวเป็นรูปดวงไฟที่ใบหน้าลอยไปลอยมาแล้วเข้าโจมตีคนแปลกหน้าที่ท่าทางดูมีพิรุธทั้งหลาย และไม่ว่าเหล่ามนุษย์จะทำอย่างไร การโจมตีเหล่านั้นก็ผ่านทะลุตัวไปทั้งสิ้น

ทว่าเมื่อรถกระบะคันหนึ่งแล่นมา แล้วลดกระจกลง เผยให้เห็นชายสวมเสื้อหนังผู้ถักผมเป็นทรงเดรดล็อก จ้องมองกลุ่มดวงไฟพวกนั้น เหล่าภูตผีก็หนีไปโดยไม่ได้คิดจะต่อสู้ กระจัดกระจายไปตนละทิศละทาง

“พวกผีเมื่อกี้หายไปหมดแล้ว เอาไงต่อครับลูกพี่” เสียงหนึ่งในลูกสมุนถามกับหัวหน้าของตัวเอง

“พวกผีนี่มันคนละระดับกับข้า พวกเอ็งเตรียมบุกบ้านหลังนี้กันได้แล้ว เราจะเอาของทั้งหมดที่พวกมันมีออกมากัน” ชายผู้ไว้ผมทรงเดรดล็อก ซึ่งเหล่าหัตถ์มารรู้จักกันในชื่อ รัตตสูร ได้ออกคำสั่งกับลูกน้อง “ถึงบ้านนี้มันจะเลี้ยงผีหรือมีอาคมอะไรก็ไม่ต้องสนใจ ข้าจะจัดการพวกมันให้ พวกเอ็งไปกวาดสมบัติและจับคนที่ข้าบอกให้จับมาก็พอ”

            “เป็นแผนที่ดี แต่ถ้าทำได้นะ” เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกกลุ่มโจร และเมื่อพวกเขาหันไปมองเจ้าของเสียงก็ต้องตกใจ เมื่อพวกเขาพบกับเด็กหนุ่มร่างผอม ผมหยิก ผิวสีแดงเลือด บนหน้าผากมีดวงตาประหลาด และมีไอพลังงานสีดำแผ่ออกมาจากตัว เขาคืออสูรที่พวกวีจิณีเรียกว่า เครดิต หรือธนภัทราสูรนั่นเอง!

            “นั่นมันตัวอะไรกันลูกพี่!” เหล่าสมุนเอ่ยถาม ก่อนจะเตรียมหยิบปืนออกมา ทว่ารัตตสูรกลับยกมือห้ามเอาไว้ก่อน

            “ธนภัทร เจ้าคนทรยศ คิดจะมาขัดขวางพวกเราด้วยตัวคนเดียวงั้นรึ?”

            “เปล่า” เครดิตตอบพลางฉีกยิ้มอยากไม่ได้เกรงกลัว “ไม่ได้แค่คิด แต่ทำไปแล้วต่างหาก”

            สิ้นเสียงของเด็กหนุ่มอสูร พื้นที่พวกเขาเหยียบก็พลันเรืองแสงสีแดงและเขียวออกมา เหล่าสมุนโจรจึงเพิ่งสังเกตว่าบนพื้นที่พวกเขาเหยียบ ไม่ใช่แค่พื้นธรรมดา แต่มันดูราวกับเป็นปุ่มกดของเกมที่พวกเขาเหยียบลงไปอย่างไม่เต็มใจ

            “เกมสตาร์ท!” เสียงของเครดิตกล่าวขึ้นมา ก่อนที่กลุ่มโจรทั้งหมดจะเห็นภาพบิดเบี้ยวไปจากเดิม แล้วสภาพแวดล้อมก็หลายเป็นเหมือนกับทุ่งร้างที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ ส่วนรถกระบะของลูกพี่ และคฤหาสน์ที่เป็นเป้าหมายก็หายไปจากสายตาแล้ว เบื้องหน้าของพวกเขาคือร่างคล้ายมังกรในตำนานชาติตะวันตก ร่างกายสีแดงเพลิง ร่างมหึมาราวกับอาคารสามสี่ชั้น ยืนตระหง่านอย่างน่าสะพรึงกลัว

            “ทักทายผู้เล่นใหม่สักหน่อย นี่คือเกมที่พวกแกจะต้องต่อสู้กับเจ้ามังกรนี่ให้ชนะ ถึงจะรอดกลับไปแบบปกติได้ โดยจะผลัดกันโจมตีทีละเทิร์น” เสียงของเครดิตดังไปทั่วบริเวณ แต่ยังไม่ทันจบหนึ่งในกลุ่มโจรจะพยายามยิงปืนใส่ร่างมหึมาของมังกร แต่กระสุนกลับไม่ออกมาเสียอย่างนั้น

            “เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!” สมุนโจรบ่นขึ้นมา ก่อนที่จะมีกรอบสี่เหลี่ยมที่ลอยอยู่กลางอากาศปราฏขึ้นมา พร้อมกับมีตัวหนังสือให้เลือก “ต่อสู้” กับ “หลบหนี”

            “นี่เป็นโลกของเกม ถ้ายังไม่กดปุ่มเลือกก่อน ยังไงการโจมตีอะไรก็ไม่ได้ผลทั้งนั้น” เสียงเครดิตยังคงดังขึ้นมาอีก พวกโจรรายหนึ่งจึงกดคำว่า “ต่อสู้” แล้วยิงปืนเข้าใส่มังกร ทว่าเมื่อกระสุนนั้นปะทะเข้ากับร่างใหญ่ ก็มีตัวเลข “0” ปรากฏขึ้นมา

“เกมนี้ผู้เล่นจะมีเลเวลตามกำลังจิตของแต่ละคน แต่น่าเสียดายที่ระดับของพวกแกมันน้อยนิดเกินไป ตีให้ตายยังไงมังกรตัวนี้ก็จะไม่ได้รับความเสียหาย คงต้องหลบหนี และไปเก็บเลเวลสักพักใหญ่ ๆ” เสียงของเครดิตดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ตัวหนังสือ “Level 1” จะปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเหล่าสมุนโจร และ “Level 50” จะปรากฏขึ้นเหนือหัวมังกร จากนั้นมังกรก็ก้มลงงับของสมุนโจรรายนั้น แล้วร่างกายของเขาก็ขาดกระจาย พร้อมกับแสดงตัวเลข “358” ปรากฏขึ้นมา

“เอาล่ะ จะสู้ต่อแล้วตายในนี้ หรือจะออกไปผจญภัยเก็บเลเวลกันก่อนดีล่ะ ถ้าคิดว่ามีเวลามากพอนะ” เสียงเครดิตเยาะเย้ยเหล่าโจรทั้งหลาย ทำเอาพวกเขามองหน้ากันอย่างตระหนก บางคนก็ตะโกนออกมาขอความช่วยเหลือจากลูกพี่ของเขา

“พี่รัตตะ ช่วยพวกเราด้วย!” เสียงขอความช่วยเหลืออย่างน่าอนาถของหนึ่งในกลุ่มโจรดังขึ้น และแน่นอนว่าผู้อยู่ด้านนอกไม่สามารถได้ยิน แต่ถึงแบบนั้นเขาก็เตรียมจะช่วยเหล่าสมุนของเขาอยู่แล้ว...

เนื่องจากการถูกดึงเข้าไปในโลกแห่งเกมของเครดิต จะส่งผลให้ร่างกายของพวกเขาในโลกมนุษย์อยู่นิ่งเหมือนไร้สติสัมปชัญญะ แต่ก็ทำให้เครดิตที่เป็นผู้ควบคุมเกมเองอยู่ในสภาวะเดียวกัน และนั่นคือจุดอ่อนสำคัญของน้องเล็กแห่งกลุ่มหกหัตถ์มาร หากร่างในโลกภายนอกของเครดิตถูกรบกวนเข้า การครอบงำผู้คนด้วยจะชะงักลงไป รัตตสูรรู้เรื่องนี้ดี เขาจึงหยิบปืนออกมาหมายจะยิงน้องชายที่กำลังยืนนิ่งให้เสียการควบคุม!

ทว่าไม่ทันที่ปืนจะถูกยิงออกมา ก็มีบางสิ่งที่มีสีเหลืองสลับดำ พุ่งมาชนปืนของรัตตสูรจนหลุดจากมือ ก่อนที่สิ่งปริศนานั้นจะพุ่งไปภายในรบกระบะ เข้าหาใบหน้าของอสูร

แต่ชั่วพริบตาก่อนสิ่งนั้นจะถึงตัว รัตตสูรก็หายวับไปจากที่นั่งคนขับ ไปปรากฏอยู่ที่เบาะข้างคนขับ แล้วจับสิ่งลึกลับนั้นกดลงกับเบาะรถ และเมื่อสิ่งนั้นหยุดเคลื่อนไหว เขาจึงเห็นว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์วัยเด็ก หากแต่มีใบหน้าและขนปกคลุมตามร่างกายแบบเสือ และมีปีกคู่หนึ่งที่กลางหลัง

“สัตว์เดรัจฉานจากภพภูมิอื่นงั้นรึ? นึกว่าที่นี่จะมีแค่ภูตผีเฝ้าซะอีก”

“ก็เหมือนกันนั่นแหละ นึกว่าพวกผู้ร้ายมีหมายจับจะมีแค่มนุษย์ แต่ก็ดันมีอสูรจากภพภูมิอื่นมาจนได้” เสียงหนึ่งที่ฟังดูคล้ายผู้หญิงดังขึ้นมา และเมื่อรัตตสูรหันไปก็พบว่านอกรถกระบะ มีร่างของหญิงสาวผิวขาว ผมสั้น สวมเสื้อคอกลม  ในมือถือกระบองตำรวจ ยืนมองเขาด้วยสายตาน่าสะพรึงกลัว เธอคือตำรวจหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่แม่ของหยาดฟ้ากระโดดสะพานนั่นเอง!

“ฉันชื่อมีนา เป็นหนึ่งในพวกพ้องของกลุ่มภูตภิบาล เป็นคนดูแลสังเกตการณ์ด้านนอกที่ประชุมในคืนนี้ร่วมกันน้องชายของแก คราวนี้ปล่อยลูกของฉันได้แล้ว” หญิงสาวเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราวกับจะข่มขู่ แต่รัตตสูรไม่ได้สะทกสะท้าน

“กลิ่นสาบสัตว์ เป็นพวกกึ่งเดรัจฉานจากภพภูมิอื่นที่แปลงกายมาอยู่บนโลกมนุษย์งั้นรึ? พวกมนุษย์ที่อยากขัดขวางพวกเรานี่ก็ช่างสรรหาพรรคพวกมาจริง ๆ นะ” รัตตสูรพูดพลางมองไปที่คู่สนทนา แล้วมองไปบนตราที่บนเสื้อ “แฝงตัวมาเป็นตำรวจ แล้วก็เอาเวลานอกมาเข้าร่วมกับพวกที่มาขัดขวางพวกเราซะด้วย ไม่เลวนี่”

“พวกภูตภิบาลก็มีสมาชิกความสามารถหลากหลาย และแฝงตัวอยู่ในหลายวงการเหมือนพวกแกนั่นแหละ” ตำรวจสาวพูดพลางแยกเขี้ยว “ซึ่งไม่ว่าจะฐานะตำรวจหรือฐานะกลุ่มพวกเขา ฉันก็จะต้องจัดการแก”

“ก็ถ้าทำได้นะ” รัตตสูรยิ้มเยาะ ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปอยู่ที่กระบะท้ายรถ และยืนตระหง่านอยู่ราวกับไม่กลัวเกรงคู่สนทนา “ดูท่าทางจะแข็งแกร่งพอควรเมื่อเทียบกับมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรสำหรับอสูรชั้นสูงอย่างข้า”

“เดี๋ยวแกจะได้กลัวแน่ ภูตภิบาลประเมินระดับสมาชิกฉันที่ขั้นเหรียญเงินเชียวนะ” หญิงสาวแสยะยิ้ม ก่อนที่จะกระโดดจากพื้น ทะยานด้วยความสูงมากกว่าสี่เมตร ขึ้นไปเหนือกระบะหลังรถด้วยกำลังขาอันเหลือเชื่อ

ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไรสำหรับกำลังของเธอ เพราะสมาชิกของกลุ่มภูตภิบาลนั้นจะถูกทดสอบสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ และจากผลงานที่ทำ เพื่อแบ่งระดับขั้นให้เหมาะสมกับการทำงาน ประกอบไปด้วยระดับ “ขั้นสามัญ” “ขั้นเหรียญทองแดง” “ขั้นเหรียญเงิน” “ขั้นเหรียญทอง” ซึ่งระดับของนภาพรนั้นยังอยู่เพียงขั้นเหรียญทองแดงเท่านั้น แต่ระดับของหญิงสาวเหนือกว่านภาพรขึ้นไปเสียอีก!

หญิงสาวฟาดกระบองตำรวจเข้าใส่รัตตสูรแห่งยามวิกาลเต็มแรง ทว่าแทนที่กระบองจะปะทะร่างของอสูร มันกับปะทะเข้ากับขอบของรถกระบะ และทิศทางของเธอจากที่หันหน้าเข้าใส่อสูรร้าย กลับกลายเป็นหันหลังให้อย่างน่าประหลาด และไม่ทันที่เธอจะได้คิดประมวลผลอะไร อสูรร้ายก็ชักมีดออกมาหมายแทงเข้าหากลางหลังของเธอเข้าแล้ว!

มีดเกือบจะเล่นงานเธอได้ แต่หญิงสาวใช้ท่าเตะกลับหลังโจมตีคู่ต่อสู้ก่อนที่มันจะถึงตัว แล้วก็ต้องพบว่าเท้าของเธอสัมผัสเพียงแต่ความว่างเปล่า ส่วนตัวรัตตสูรและมีดก็หายวับจากตรงนั้น แล้วไปนั่งอยู่บนหลังคารถกระบะ พร้อมกับมีเด็กน้อยครึ่งเสือที่ตอนแรกอยู่ในเบาะหน้าของรถ มาอยู่ในมือของเขา

“ดูเหมือนผู้ช่วยของเจ้าธนภัทร จะมีแค่ความแข็งแกร่งทางกายภาพสินะ คิดว่าจะจัดการข้าได้ด้วยฝีมือแค่นี้งั้นรึ?” รัตตสูรฉีกยิ้มเยาะเย้ย หญิงสาวพยายามหันมาแล้วเตรียมพุ่งเข้าหา ทว่าจู่ ๆ พื้นของกระบะหลังรถกลับกลายเป็นหนามแหลมแทงทะลุเท้าของเธอ แล้วตรึงเธอเอาไว้แบบนั้น!

“ความจริงก็ไม่ได้คิดตั้งแต่แรกหรอก” หญิงสาวพูดพลางยิ้มเยาะ ก่อนที่ห่างออกไปจากรถกระบะไม่นาน จะมีเสียงแว่วมา ตามด้วยร่างที่ล้มลงนอนของเหล่าสมุนโจรทั้งหลาย

“เกมโอเวอร์” เสียงของเครดิตดังขึ้นมา ก่อนที่เด็กหนุ่มผู้แผ่ไอพลังงานสีดำจะจ้องมองไปที่พี่ชายผู้ได้ชื่อว่าหัตถ์แห่งยามวิกาล

“ตั้งใจแค่ถ่วงเวลาให้เจ้าน้องชายเล่นเกมเสร็จแล้วมาจัดการข้าอย่างงั้นรึ? เจ้าคนที่เพิ่งพ่ายแพ้แก่ข้าไปเมื่อวันก่อนเนี่ยนะ” รัตตสูรมองไปที่เครดิตก่อนจะหัวเราะออกมาดัง ๆ “ล้มพวกลูกสมุนมนุษย์ข้าได้ ก็อย่าได้ใจให้มันมากไป ไอ้เด็กเมื่อวานซืน”

“แต่วันนี้โตแล้ว” เครดิตกล่าวพลางขว้างลูกเทนนิสที่ได้มาจากนภาพรเข้าใส่รัตตสูร ทว่าเมื่อลูกเทนนิสเข้าใกล้พี่ชาย มันกลับเปลี่ยนทิศทางแล้วย้อนกลับมาหาเครดิตเองเสียอย่างนั้น

“คิดว่าจะเอาลูกเทนนิสที่อัดด้วยพลังปราณนั่นมาล้มข้ารึ? ต่อหน้าความสามารถของข้า ไม่ว่าการโจมตีอะไรก็ไม่มีวันจะโดน...” รัตตสูรพูดยังไม่จบประโยคก็เริ่มหน้าถอดสี เมื่อเครดิตไม่หลบ แต่กลับสร้างสิ่งที่คล้ายกับหน้าจอเกมที่ลอยอยู่กลางอากาศมารับลูกเทนนิสเอาไว้

“เกมสตาร์ท!” อสูรน้องเล็กแห่งกลุ่มหัตถ์มารฉีกยิ้ม ก่อนที่ภาพรอบ ๆ ที่รัตตสูรและเครดิตเห็นจะบิดเบี้ยวไป กลายเป็นเหมือนสนามประลองที่ทั้งคู่ยืนคนละฝั่ง และมีแผ่นภาพของเหล่าสัตว์รูปร่างประหลาดมากมายอยู่รายล้อมลานประลองนั้น

“ในที่สุดก็เข้ามาจนได้สินะ ที่นี่คือโลกของเกมที่ข้าสร้างขึ้นมาไว้ต้อนรับท่าน ท่านพี่” เครดิตเอ่ยขึ้นมาพลางฉีกยิ้ม “ที่ผ่านมาพวกเราพี่น้องไม่ค่อยมีใครได้เล่นกับข้าแบบที่ข้าอยากเล่นเลย น่าเสียดายที่ข้าต้องมาเล่นกับท่านพี่ในสถานการณ์แบบนี้”

“ไร้สาระน่าธนภัทร ข้าจะจัดการเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ” รัตตสูรเอ่ยพลางขว้างมีดเข้าใส่ ทว่ามันกลับปะทะเข้ากับกำแพงล่องหนกลางสนาม และตกลงสู่พื้นลานประลอง

“เกมนี้ไม่อนุญาตให้ผู้เล่นทำร้ายกัน สิ่งที่สามารถข้ามฝั่งสนามไปได้มีแค่มอนสเตอร์ที่พวกเราจะเลือกมันมาต่อสู้กันเท่านั้น” เครดิตอธิบายกติกาของเกม ก่อนจะมองไปยังรูปสัตว์ประหลาดรอบ ๆ “พวกเราจะเลือกมอนสเตอร์คนละสามตัว พลังของมันจะแปรผันตามระดับพลังของผู้ใช้ ยิ่งผู้ใช้แข็งแกร่ง พวกมันจะยิ่งแข็งแกร่ง”

“ระดับพลังที่ว่าหมายถึงเจ้าตัวเลขที่ลอยอยู่บนหัวพวกเรางั้นสินะ” รัตตสูรชี้ไปที่คำว่า Level 45 เหนือศีรษะตัวเอง และ Level 30 เหนือศีรษะของเครดิต

“ใช่แล้ว คราวนี้พี่ก็เชิญเลือกมอนสเตอร์ที่อยากจะเอามาสู้กับข้าได้เลย ถึงข้าจะสร้างพวกมัน แต่เมื่อท่านเลือกแล้ว พวกมันจะเชื่อมต่อเข้ากับพลังของท่านและทำตามคำสั่งของท่านทุกอย่าง แม้จะเป็นการฆ่าข้าก็ตามที“ เครดิตอธิบายพี่ชาย รัตตสูรจึงมองไปที่ภาพเหล่าสัตว์ร้าย ก่อนจะเลือกภาพสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมังกรในตำนานชาติตะวันตกมาหนึ่งตัว มังกรในตำนานชาติตะวันออกมาอีกหนึ่งตัว และงูยักษ์ที่ร่างกายเหมือนทำด้วยหินออกมาหนึ่งตัว ส่วนเครดิตก็เลือกสัตว์ประหลาด รูปร่างคล้ายกับแมวตัวน้อยสามตัวที่มีสีสันไม่ซ้ำกัน

“คราวนี้พอได้สัญญาณเริ่มต้น พวกเราจะโยนแผ่นภาพลงไปบนพื้น แล้วเรียกพวกมันออกมา จากนั้นก็สั่งให้มันโจมตีมอนสเตอร์ของอีกฝ่าย หรือจะโจมตีผู้เล่นก็ยังได้  และความเสียหายที่ได้รับจากเกมจะถูกส่งไปที่ร่างจริง” เครดิตอธิบายพลางมองภาพสัตว์ประหลาดที่ตัวเองเลือก แล้วชูมันให้รัตตสูรดูรายละเอียด “บนแผ่นภาพนี้จะมีกระบวนท่าของพวกมัน และธาตุของพวกมันอยู่ แม้ว่าพลังจะแปรผันตามผู้ใช้ แต่ธาตุและกระบวนท่าก็ยังคงเดิม ดังนั้นต้องเลือก...”

“ช่างมันเถอะ มาสู้กันได้แล้ว” รัตตสูรเอ่ยพลางโยนแผ่นภาพหนึ่งลงบนพื้น แล้วมังกรตัวใหญ่เท่าบ้าน ท่าทางดุร้าย และอสรพิษหินขนาดใหญ่พอกับขบวนรถไฟก็ทะยานออกมาจากภาพ พร้อมกับเตรียมโจมตีใส่เครดิต

“เล่นงานมันด้วยท่าที่แรงที่สุดที่มีเลย!” รัตตสูรตะโกนลั่นโดยไม่ได้อ่านชื่อท่าหรือคุณสมบัติของมันบนแผ่นภาพ ก่อนที่ทั้งสามสัตว์ร้ายจะเงยหน้าขึ้นเหมือนกับจะชาร์จการโจมตีอันหนักหน่วง หมายพิฆาตเครดิตภายในครั้งเดียว แต่เด็กหนุ่มไม่ได้ตระหนก เขาโยนแผ่นภาพทั้งสามลงพื้น ก่อนที่สัตว์ประหลาดคล้ายแมวสามตัวจะปรากฏขึ้นมา แล้วเขาก็ออกคำสั่ง

“ใช้ท่าลำแสงฟอง”

“ใช้ท่าลมเยือกแข็ง”

“ใช้ท่าไฟฟ้าช็อต”

เครดิตกล่าวจบ มอนสเตอร์คล้ายแมวสามตัวก็ปล่อยพลังของตัวเองออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งฟองน้ำที่พวยพุ่ง สายลมเย็นที่มีหิมะ และกระแสไฟฟ้า พุ่งเข้าโจมตีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ทั้งสามของรัตตสูร สายลมเย็นทำให้มังกรมีปีกสะดุ้งจนประคองปีกไม่ได้ แล้วตกลงมาบนผืนดิน กลุ่มฟองทั้งหลายทำให้อสรพิษหินสะดุ้งจะชะงักและกรีดร้อง กระแสไฟฟ้าทำให้มังกรในตำนานตะวันออกอีกตัวดิ้นทุรนทุรายจนไม่อาจใช้กระบวนท่าที่เตรียมปล่อยออกมาเมื่อครู่ได้ และแถบแสดงพลังชีวิตของพวกมันก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

“อะไรกัน ทั้งที่พลังของข้ามากกว่านี่นา! ทำไมถึงได้...”

“ท่าที่แรงที่สุดมันใช้เวลาเตรียมตัวนานกว่า และพวกที่ท่านเลือกมา แม้จะแข็งแกร่งมาก ๆ แต่ทุกตัวก็มีธาตุที่แพ้ทางเป็นพิเศษ ชนิดที่โดนแล้วความเสียหายจะแรงกว่าปกติหลายเท่า” เครดิตพูดพลางแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ “ถ้าท่านชอบเล่นเกมเดียวกับข้า หรือแม้แต่ใส่ใจกัน สนใจกติกาเมื่อครู่สักหน่อย มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้”

“อย่าเพิ่งได้ใจไป พลังชีวิตของพวกข้ายังไม่หมด” รัตตสูรพูดพลางมองไปที่มังกรมีปีกที่เพิ่งตกลงมาบนผืนดิน ก่อนที่มันจะยิงลำแสงออกไปจากปาก ด้วยความรุนแรงจนรอบข้างบริเวณต้องสั่นไหว โดยหมายเล็งเป้าไปที่เครดิตแทนเหล่าสัตว์ประหลาดของเขา!

ทว่ายังไม่ทันที่ลำแสงจะถึงตัว เจ้ามังกรก็ร่างกายสั่นไปเล็กน้อย จนลำแสงเฉียดศีรษะเครดิตไปเพียงไม่กี่เมตร ก่อนจะเกิดระเบิดที่ภูเขาอันเป็นฉากด้านหลังอย่างรุนแรง และสาเหตุที่เจ้ามังกรนั้นสั่นสะท้าน ก็เพราะมอนสเตอร์คล้ายแมวตัวหนึ่งของเครดิตปล่อยพลังสายลมเย็นยะเยือกออกมานั่นเอง

“ลมเยือกแข็งทำให้ร่างกายสั่นเพื่อปรับอุณหภูมิ และการสั่นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้พลาดเป้าได้แล้ว” เครดิตอธิบาย ก่อนจะหันไปสั่งเหล่าแมว “อีกสองตัวที่เหลือ โจมตีผู้เล่นอีกฝ่ายไปเลย! ใช้ท่าระบำสายฝน และปล่อยกระแสไฟฟ้า!”

ไม่ทันขาดคำ สัตว์ประหลาดคล้ายแมวตัวหนึ่งก็เต้นระบำ แล้วเกิดไอน้ำออกจากตัวขึ้นไปเป็นเมฆ แล้วกลั่นลงมาเป็นฝนจนอีกฝ่ายเปียกปอน ก่อนที่อีกตัวหนึ่งจะปล่อยกระแสไฟฟ้าไปตามพื้นเปียกน้ำ

“เกมโอเวอร์!”

“อ๊าก!” รัตตสูรกรีดร้องเมื่อโดนทั้งฝนและกระแสไฟฟ้าเล่นงาน เขากระตุกไปพอสมควร ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะสลายไปและกลับมาที่โลกแห่งความจริง ร่างของหัตถ์แห่งยามวิกาลเปียกปอนและมีบางส่วนที่ไหม้เกรียมเพราะถูกไฟฟ้าช็อต เขาปล่อยมือออกจากลูกเสือครึ่งคน ทว่าก็ยังไม่ล้มลงหมดสภาพ ปากของเขาฉีกยิ้มใส่น้องชายอย่างน่าหวาดหวั่น ขณะที่เครดิตเริ่มเหนื่อยหอบเพราะเพิ่งใช้พลังทุ่มเทกับการเล่นเกมเมื่อครู่

“น่าชื่นชมในการเติบโต แต่กว่าจะโจมตีข้าได้ก็ต้องอาศัยเงื่อนไขยุ่งยากอย่างการเข้าร่วมเกม แถมทีเด็ดที่สุดที่ไว้โจมตีคนแพ้เกมก็ยังทำได้แค่นี้” รัตตสูรเอ่ยขึ้นพลางกระโดดลงมาจากรถ โดยไม่สนใจหญิงสาวที่กำลังถอนเท้าตัวเองออกมาจากพื้นหนาม จากนั้นพื้นดินบริเวณที่เหล่าลูกน้องของรัตตสูรสลบอยู่ ก็มีไอพลังงานสีดำออกมา และปกคลุมพื้นบริเวณที่ร่างไร้สติพวกนั้นนอนระเนระนาด

“ภูตผีที่ดูแลรักษาในบริเวณนี้ถูกข้าไล่ไปหมดแล้ว เหลือแค่เจ้ากับนางเดรัจฉานนั่น ดังนั้นบริเวณนี้จนไปถึงจุดที่เจ้ายืนอยู่ คืออาณาเขตของข้า!” รัตตสูรประกาศก้อง ก่อนที่ร่างกายของลูกน้องที่หมดสติทั้งหมดของเขาจะถูกย้ายไปนอนรวมกันด้านหลังในชั่วพริบตา แล้วพื้นดินบริเวณใต้เท้าของเขาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนรูปร่างไปราวกับดินน้ำมันที่ถูกจับปั้น แล้วกลายเป็นมือขนาดใหญ่ขึ้นมาบีบร่างของเครดิต ที่ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะหลบหนี!

“มันจบแล้วเจ้าน้องทรยศ เจ้าดูแลพื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ และที่ตรงนั้นก็จะอยู่ใต้อำนาจข้า ส่วนตัวเจ้า ข้าจะจับส่งให้ท่านพี่ปหาสสั่งสอน!” รัตตสูรพูดพลางกำหมัดแน่น แล้วพื้นดินที่ก่อตัวเป็นรูปมือก็บีบร่างของเครดิตแน่นขึ้นจนเขาถึงกับต้องกรีดร้องออกมา

หญิงสาวที่ได้รับหน้าที่ให้มาร่วมงานกับเครดิตเพื่อปกป้องนอกคฤหาสน์ พยายามจะกระโจนใส่รัตตสูร แต่ก็ชนเข้ากับกำแพงที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วกำแพงนั่นก็ก่อรูปร่างเป็นมือขนาดยักษ์อีกข้างหนึ่งมาจับหญิงสาวกดเอาไว้กับพื้น

“คิดว่าพลังแค่นั้นจะต่อกรกับความสามารถของข้าได้งั้นรึ? ช่างเป็นคนเฝ้ายามที่อ่อนหัดจริง ๆ” รัตตสูรพูดพลางมองไปที่หญิงสาวที่กำลังกัดฟันกรอด แล้วตัวเองก็แผ่รัศมีพลังออกไปเพิ่มมากกว่าเดิมจนปกคลุมพื้นทางเดินแทบทั่วบริเวณ “ตอนนี้แถวนี้ก็เป็นของข้าแล้ว เรียกพรรคพวกออกมาสิ ข้าจะกำจัดพวกมันทั้งหมดให้ดู”

“ทำให้เขตที่ไม่มีมนุษย์หรืออมนุษย์ดูแลรักษา กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกตัวเองครอบงำจนเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่หรือย้ายสิ่งของได้ตามใจ ฉายาคงได้มาเพราะใช้ความสามารถนี้หลังแอบเข้าไปบ้านคนอื่นตอนเจ้าของไม่อยู่ยามวิกาลงั้นสิ” เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางคฤหาสน์ และเมื่อรัตตสูรหันไปหาต้นเสียงก็พบกับเทพธิดาผู้เปล่งรัศมีสีขาวอมฟ้า ศีรษะประดับเกี้ยวทอง ท่อนบนห่มผ้าสีขาวขาบ ท่อนล่างนุ่งโจงกระเบนสีน้ำไหล ซึ่งรู้จักกันในชื่อวีจิณี

“แม่เทพธิดาที่มาขัดจังหวะหนก่อนนี่เอง ฉลาดดีนี่ที่ดูออก แต่คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อนหรอกนะ” รัตตสูรเอ่ยพลางฉีกยิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนที่พื้นถนนตลอดเส้นจะค่อย ๆ บิดเบี้ยวเหมือนถูกจับปั้น แล้วปรากฏออกมาเป็นเหมือนงูยักษ์ขนาดพอกับเสาอาคารจำนวนนับสิบ กำลังขดตัวอยู่สองข้างทาง ผิวร่างของมันเป็นพื้นถนนคอนกรีตแทนที่จะเป็นเกล็ดงูทั่วไป บ่งบอกให้รู้ถึงความแข็งที่ไม่ธรรมดา

“คราวก่อนเจอกันที่บ้านเจ้าเด็กนั่น ข้าเข้าไปไล่เหล่าเทวดาเจ้าที่ดูแลบ้านออกไปแล้วเอาพลังควบคุมแค่ในเขตบ้าน แต่ในตอนนี้ข้าควบคุมถนนได้ทั้งเส้น! พลังข้าในตอนนี้ไม่เหมือนวันก่อน! เจ้ามาถึงตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว!”

รัตตสูรพูดจบ งูยักษ์ตัวหนี่งก็ปรากฏขึ้นมาจากพื้นดินใกล้กับเทพธิดา แล้วโอบรัดร่างของวิจิณี  ก่อนที่งูหินตัวอื่นจะเลื้อยเข้าไปช่วยรัดซ้ำราวกับไม่ต้องการให้เทพธิดาขยับเขยื้อนได้ จากนั้นงูหินทั้งหมดก็ค่อย ๆ จมหายไปกับพื้นพร้อมกับร่างเทพธิดา แล้วถนนก็กลับมาราบเรียบเหมือนเดิม!

“ไม่จริงน่า! ขนาดเทพธิดาที่แข็งแกร่งยัง...”  หญิงสาวที่ถูกกดกับพื้นด้วยมือยักษ์โพล่งออกมา

“ต่อไปก็เจ้าแล้ว เตรียมจมหายลงไปกับพื้นดินได้เลย เหมือนกับ...” รัตตสูรพูดยังไม่ทันจบประโยค ถนนคอนกรีตบริเวณที่เพิ่งดูดเอาวีจิณีลงไปก็พลันปริแตก ก่อนที่เทพธิดาจะลุกขึ้นมาราวกับการถูกฝังลงไปในถนนคอนกรีตเมื่อครู่ มีค่าเท่ากับเอาทรายมากลบทับร่างเล่นยามเล่นน้ำชายหาด

“ที่ใช้เล่นงานโจ๋กับครอบครัว ก็เป็นวิชาประมาณนี้งั้นสินะ” วีจิณีเอ่ยพลางมองไปที่รัตตสูรด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะพุ่งเข้าหารัตตสูรด้วยความไวที่ทำให้เกิดเสียงดังราวฟ้าผ่า อสูรร้ายพยายามสร้างกำแพงจากพื้นคอนกรีตขึ้นมาบังการโจมตีเหมือนที่ทำกับตำรวจหญิง ทว่ามันกลับแตกกระจายเมื่อปะทะร่างของเทพธิดา!

วีจิณีเตรียมจะปล่อยหมัดขวาออกไป แต่พริบตาก่อนหมัดจะถึงตัว รัตตสูรก็ใช้พลังเคลื่อนย้ายจากตรงนั้นไปปรากฏตัวที่ด้านหลังในพริบตา ก่อนจะหยิบมีดออกมาแล้วขว้างขึ้นฟ้า

ทว่ามีดนั้นกลับหายไปจากกลางอากาศ แต่กลับปรากฏขึ้นมาจากอากาศธาตุเบื้องหน้าเทพธิดา ห่างออกไปเพียงไม่ถึงคืบ ในสภาพพุ่งเข้าหากลางอกของเธออย่างรวดเร็ว!

แต่วีจิณีเร็วกว่ามีดขว้าง เธอใช้มือซ้ายคว้าจับมีดได้ทันท่วงที ก่อนจะบีบมีดนั้นจนแตกกระจาย แล้วกระชากเอาบ่วงวรุณบาศที่คล้องผมออกมา แล้วซัดบ่วงบาศออกไปหมายจะจับกุมรัตตสูรให้ได้

แต่เจ้าอสูรไม่ยอมสยบโดยง่าย เขาสร้างมือคอนกรีตผุดออกมาจากพื้นถนน แล้วจับเอาวรุณบาศไว้ ไม่ให้มาถึงตัวเอง ก่อนจะสร้างมือคอนกรีตขนาดยักษ์อีกสองมือไปปรากฏข้างกายวีจิณี แล้วประกบกันโดยมีเทพธิดาสาวอยู่ตรงกลาง ทว่าเมื่อเธอเคาะมันด้วยท่าทางเหมือนไม่ได้จริงจังอะไร มือคอนกรีตขนาดยักษ์นั้นก็พลันแตกเป็นชิ้น ๆ

วีจิณีพยายามเข้าโจมตีอีกครั้งหนึ่งด้วยการพุ่งเข้าไปชกรัตตสูรอีกครั้ง เจ้าอสูรรีบเคลื่อนย้ายตัวเองหลบหมัดไปอยู่บริเวณอื่นภายในรัศมีพลังของตนอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขากลับคำนวณพลาด เมื่อการหลบหมัดของเขากลับทำให้วิจิณีชกเข้าไปที่มือยักษ์ซึ่งพันธการเครดิตอยู่ แล้วทำให้มันแตกออกจนปล่อยร่างเครดิตตกลงอยู่พื้นถนน

“ปล่อยเจ้าธนภัทรแบบนี้ คิดจะรุมกันงั้นรึ? แต่การเอาชนะข้าภายในอาณาเขตไม่ง่ายนักหรอก แค่โจมตีกันให้โดนยังเป็นไปแทบไม่ได้เลย!” รัตตสูรพยายามพูดจาเกทับอีกครั้ง ทว่าวีจิณีกลับไม่แสดงความสนใจ แต่กลับบีบมือคอนกรีตที่กดร่างตำรวจหญิงจนแตกออก และปล่อยเธอเป็นอิสระแทน พร้อมกับดึงเอาวรุณบาศที่ถูกจับด้วยมือคอนกรีตกลับมาอีกครั้ง

“หนีไป ทั้งสองคนอยู่ไปก็ทำอะไรเจ้าหมอนี่ไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” วีจิณีบอกกับทั้งคู่เพราะรับรู้ถึงฝีมือของรัตตสูรที่มีลูกเล่นแพรวพราวไม่น้อย เครดิตได้ยินจึงบอกกับตำรวจหญิงให้เรียกลูกเสือของตัวเองมา แล้วพากันวิ่งหนีกลับเจ้าคฤหาสน์

“ใครให้หนีไปกัน?” รัตตสูรพูดพลางโยนมีดอีกเล่มขึ้นฟ้า แล้วใช้พลังเคลื่อนย้ายตำแหน่งชั่วพริบตา ทำให้มีดไปอยู่ตรงหน้าทั้งคู่ในสภาพกำลังบินไปปักอก!

“ก็เราไง!” วีจิณีพูดพลางกระโจนไปจับมีดด้วยความเร็วสูงกว่า แล้วบีบจนแตกไปอีกครั้ง จากนั้นก็พุ่งเข้าไปถีบรัตตสูร ทว่าเจ้าอสูรกลับเคลื่อนย้ายตัวเองหลบไปด้านหลังของวีจิณีอีก

“พยายามจะขัดขวางพวกเราทุกวิถีทางเลยงั้นรึแม่เทพธิดาผู้แข็งแกร่ง มาริยาน่าจะบอกเจ้าไปแล้วนี่ว่าดินแดนนี้ถูกพวกเราครอบงำไปมาก ต่อให้จัดการพวกเราได้หมด แล้วจะหยุดพวกมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นกิเลสยังไงกันล่ะ?” รัตตสูรเอ่ยถามเทพธิดา ด้วยรอยยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “ละทิ้งภาระของชาวดาวดึงส์อย่างเจ้า และเข้าร่วมกับฝ่ายทิพยอสูรอย่างพวกเรา มาครอบครองดินแดนนี้ไปด้วยกันดีกว่าน่า พลังระดับเจ้าจะเป็นใหญ่ในสักดินแดน โดยไม่ต้องคอยฟังพวกที่สั่งให้เจ้ามาที่นี่เพียงลำพังก็ได้”

“ถ้าได้ครอบครองดินแดนนี้แล้วจะเป็นยังไงต่อ?” วีจิณีหยุดนิ่งเหมือนกับจะครุ่นคิดกับข้อเสนอข้ออีกฝ่าย

“ถ้าพวกเราเปลี่ยนดินแดนนี้ให้เป็นของพวกทิพยอสูรได้ พวกเราก็จะมีอำนาจเหนือกว่ามนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลายในดินแดนนี้ พวกเทวดาจะไม่กล้าลงมาทำอะไร พวกเราสามารถชี้นำให้พวกเขาทำตามที่ต้องการได้ ถ้าเจ้าเข้าร่วมกับพวกเราแล้วปรารถนาจะให้มนุษย์เป็นอย่างไร ยกย่องบูชาเจ้าขนาดไหน ก็สามารถบัญชาพวกเขาได้เลย” รัตตสูรพยายามอธิบาย เมื่อเห็นว่าเทพธิดาแสดงความสนใจ เพราะดูจากเครื่องประบนหัวแล้ว ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเทพธิดาเบื้องหน้าเป็นลูกของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สักองค์หนึ่ง และพวกนั้นก็คงต้องการคนยกย่องบูชา มาอยู่ใต้การปกครองกันบ้าง

“การปกครองมนุษย์ ทำให้พวกเขายอมรับ และมีอำนาจเหนือพวกเขา นั่นคือสิ่งที่เจ้านายของพวกหกหัตถ์มารอยากได้งั้นรึ?” วีจิณีถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างที่ไม่อาจแปลความ “แล้วจะเอาพลังอำนาจพวกนั้นไปทำไมกันล่ะ?”

“เจ้าเองก็น่าจะรู้  นอกจากการฝึกฝนตนเองและการใช้สารพัดของวิเศษแล้ว พลังงานของมนุษย์เป็นขุมพลังอย่างดีของพวกเรา ทั้งอสูรและเทวดา เมื่อมีขุมพลังมากพอ พวกเราก็จะมีอำนาจเกินกว่าพวกเทวดาหรืออสูรกลุ่มอื่นจะมาต่อกร พวกเราจะจำกัดอำนาจของเหล่าเทวดา และสร้างความเป็นธรรมแท้จริงให้แก่จักรวาลได้” รัตตสูรมองที่เทพธิดาซึ่งกำลังลดการป้องกันลง แล้วพยายามโน้มน้าวต่อ

“เจ้าก็น่าจะเห็นแล้วว่าเทวดาไม่ใช่สิ่งที่ดีงามบริสุทธิ์แบบที่พวกเขาพยายามทำให้มนุษย์เชื่อ พวกเทวดาระดับล่าง ๆ ถูกพวกเราติดสินบนเอาง่าย ๆ เพราะอะไรกันล่ะ? เพราะอะไรมนุษย์ที่เชื่อว่าตัวเองทำดีมาตลอดกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าพวกติดสินบนเทพเจ้า? การปกครองที่ดีพอจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นงั้นรึ? บนสวรรค์เองก็มีพวกเทวดาที่ไม่ได้ดีพร้อมแล้วทำให้เจ้ารู้สึกแบบนั้นอยู่ใช่ไหมล่ะ? ถ้าทำตามแผนการของพวกเราได้ ก็มาเปลี่ยนแปลงมันไปด้วยกันกับพวกเราเถอะ!”

“ถ้าทำได้งั้นเหรอ...” วีจิณีพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะจ้องหน้าอสูรแล้วพูดกลับไปด้วยเสียงทรงอำนาจ “เป้าหมายของพวกเจ้ามันก็ดีอยู่หรอก แต่วิธีการที่ทำให้มนุษย์ต้องสยบต่ออำนาจของพวกเจ้า เราไม่สนับสนุนจะดีกว่า”

“คิดดีแล้วอย่างนั้นรึ? ทำไมกัน?” รัตตสูรถามกลับพลางแผ่ไอพลังงานสีดำออกมา เตรียมพร้อมจะกลับไปต่อสู้อีกครั้ง

“ก็เพราะมนุษย์น่ะ มีศักยภาพมากพอที่จะเลือกเส้นทางของตัวเอง มากกว่าที่จะอยู่ใต้อาณัติของพวกเรา” เทพธิดาตอบพลางกำหมัดแน่น

“พวกเจ้าอาจอยากเป็นผู้ปกครอง ให้พวกเขาอยู่ใต้อำนาจ เคารพบูชาและยอมสยบต่อพวกเจ้า จนไม่คิดพัฒนาตนเอง เป็นเพียงขุมพลังแก่พวกเจ้า แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ทำให้มนุษย์ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ และเราจะไม่ทำแบบนั้นด้วยหรอก! เราคือเพื่อนที่จะเดินเคียงข้างพวกมนุษย์ และสนับสนุนให้เขาทำตามเส้นทางที่เหมาะสมกับเจตจำนงของพวกเขา! และเราก็จะเริ่มตั้งแต่ตรงนี้ตอนนี้ ไม่ต้องรอว่าถ้าทำแบบนั้นแบบนี้สำเร็จก่อนด้วย!

เทพธิดากล่าวจบก็ปล่อยหมัดตรงเข้าใส่รัตตสูรอย่างไม่ลังเล เกิดเสียงดังกัมปนาทขึ้นทั่วบริเวณ แม้ว่าอสูรจะหายวับไปอยู่ด้านหลังด้วยพลังของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

“ไม่ว่าจะพยายามโจมตีเท่าไรก็ไม่มีผลหรอกน่า ตราบในที่อยู่ในอาณาเขตนี้ ข้าจะหลบไปที่ไหนก็ได้ หรือควบคุมวัตถุอะไรในนี้ก็ได้” รัตตสูรเอ่ยขึ้นพลางหยิบมีดออกมาแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ ก่อนที่มันจะปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าลูกตาของเทพธิดา ทว่าวีจิณีก็คว้ามันไว้แล้วบีบมันจนแตกอีกหน แต่รัตตสูรก็ยังคงกล่าวต่อ “ปากบอกว่าไม่อยากปกครอง เป็นเพื่อนอยู่เคียงข้าง แต่การปฏิบัติมันคนละเรื่องเลยไม่ใช่รึ?”

“หมายความว่ายังไง?“ วีจิณีถามรัตตสูรด้วยความสงสัย

“บนศีรษะเจ้าก็ยังสวมจุลมงกุฏที่เป็นเครื่องแสดงยศอำนาจของลูกกษัตริย์อยู่ไม่ใช่รึไง?” รัตตสูรบอกกับวีจิณีด้วยท่าทางเหมือนจะเยาะเย้ย เพราะเขาคิดแผนการอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งอาจเป็นโอกาสเอาชนะเทพธิดาที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะใช้พลังของตนหยุดไว้ได้โดยง่าย

“ปากบอกว่าอยากเคียงข้างพวกเขาในฐานะเพื่อนที่เสมอกัน แต่ก็ยังมีความถือตัวว่าเป็นเจ้าหญิงอยู่งั้นสินะ ก็ไม่แปลกหรอก” อสูรผู้ถักผมเดรดล็อกพยายามนำเสียงยั่วยุ “ได้ยินว่าว่าพวกเครื่องประดับของพวกระดับราชาหรือเจ้าชายเจ้าหญิงของเผ่าพันธุ์อมนุษย์ บางชิ้นก็มีอำนาจเพิ่มพลังให้กับผู้สวมใส่ด้วยนี่นะ เจ้าเองก็คงดึงพลังจากมันออกมาด้วยงั้นสิ ไม่งั้นเทพธิดาจะเอากำลังที่ไหนมามากขนาดนี้”

“ถ้าคิดแบบนั้น เราจะเอาออกให้ก็ได้” วีจิณีกล่าวพลางปลดเกี้ยวทองออกจากศีรษะ แล้วก็มีพานออกมารองรับเกี้ยวทองนั้นก่อนที่จะหายวับไป เด็กสาวเหลือเพียงผมเกล้าจุกและผมหางม้าที่ถูกมัดเอาไว้ แต่ก็ยังจ้องไปยังรัตตสูรอย่างไม่หวั่นเกรง ก่อนจะพยายามเดินเข้าหา แต่เดินไปสองสามก้าวก็ทรุดกายลงคุกเข่าเอาดื้อๆ

“เป็นอย่างที่คิด เจ้าคงดึงพลังกายมันมหาศาลผิดปกติออกมาจากเครื่องประดับนั่น พอเอาออกไปแล้วพลังก็ลดลงมากเลยใช่ไหมล่ะ?” รัตตสูรเอ่ยขึ้นพลางมองที่วีจิณีอย่างยิ้มเยาะ เมื่อเห็นว่าเทพธิดากำลังทรุดกายลงคุกเข่า เขาคิดว่าที่ผ่านมาเทพธิดาคงแข็งแกร่งเพราะอาศัยอำนาจของวิเศษและจะอ่อนแรงลงถ้าขาดมัน แต่รอมยิ้มนั้นต้องหายไปทันที เมื่อเห็นว่าวีจิณีกำลังทำอะไร

เทพธิดานำสองมือแตะพื้นที่กำลังถูกรัตตสูรครอบครอง ก่อนจะใช้นิ้วจิกลงไป และใช้พลังนำร่างของตัวเองให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ พร้อมกับพื้นถนนบริเวณนั้นที่ค่อย ๆ ถูกยกขึ้นมาด้วยแรงแขนของเทพธิดา  ราวกับนกอินทรีจับเหยื่อขนาดใหญ่

“ความจริงเราไม่เคยใช้พลังอะไรจากเกี้ยวบนหัวหรอก... อันที่จริงก็เพิ่งรู้ตอนเจ้าบอกนี่แหละว่ามันทำได้... ที่ผ่านมาเราใช้แต่กำลังตัวเองตลอดเลย...” วีจิณีตอบ ทำเอารัตตสูรถึงกับหน้าถอดสี และนิ่งอึ้งไปเพราะทำอะไรไม่ถูก เมื่อการคำนวณของเขาผิดพลาด

เขาพยายามจะหลบหนีออกไปจากบริเวณนี้ ทว่าจู่ ๆ ร่างกายบางส่วนก็รู้สึกชาขึ้นมา ฉับพลันนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าไฟฟ้าช็อตของเครดิตแม้จะไม่ทำให้ร่างกายเสียหายมากนัก แต่ก็ยังพอมีผลต่อร่างกายอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ตอนนี้...

“แล้วก็ถ้าจัดการเจ้าภายในพื้นที่ที่เจ้าครอบครองมันยากนัก ก็จัดการมันทั้งพื้นที่เลยแล้วกัน!” วีจิณีกล่าวจบก็เหวี่ยงเอาพื้นที่ตัวเองดึงขึ้นมาพร้อมกับรัตตสูร ขว้างขึ้นไปบนท้องฟ้า แรงเหวี่ยงนั่นทำเอาอสูรร้ายร้องโหยหวน ก่อนที่เสียงกรีดร้องจะจางลงไปเมื่อมันลอยทะลุชั้นบรรยากาศ ออกไปสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น...

“จับกุมล้มเหลว แต่ก็คงกลับมาทำอะไรบนโลกมนุษย์ไม่ได้อีกพักใหญ่ล่ะนะ” เทพธิดาพูดจบก็สวมแหวนแล้วกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มเช่นเดิม ก่อนจะคิดในใจถึงเรื่องในอนาคตอันใกล้

 “ว่าแต่มะรืนนี้หงส์หยกไปประกวดดนตรีนี่นา... หวังว่าจะไม่เกิดอะไรเลวร้ายขึ้นนะ”

.

อีกมุมหนึ่งของเมืองในเวลาเดียวกัน ในเวลาถัดจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง

ชายหนุ่มร่างบาง ผิวคล้ำ หน้าคมเข้ม กำลังนั่งมองที่จอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ ที่กำลังฉายภาพชายร่างอ้วนซึ่งเป็นคู่สนทนา ผ่านทางการประชุมทางวิดีโอ ใบหน้าของเขาแสดงความหนักอกหนักใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“ธนภัทรทรยศ เมริยามาริยาถูกจับไป ส่วนรัตตะถูกส่งออกไปนอกโลกงั้นรึ? ก็เหลือแต่เราสองตนแล้วสินะ ปหาส” ชายร่างอ้วนที่อีกฟากของการสนทนาเอ่ยขึ้น

“ถึงคนอื่น ๆ จะเสียท่าไปหมด แต่พลังงานที่พวกเราสะสมกันได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็น่าจะเพียงพอสำหรับขั้นตอนต่อไปของพวกเราแล้วกระมังท่านพี่กุสีตะ” ชายร่างผอมผู้ถูกเรียกว่าปหาสตอบคู่สนทนา แล้วยิ้มแห้ง ๆ “อีกอย่าง มะรืนนี้ก็มีอีเวนท์สำคัญที่อาจจะทำให้พวกเราได้พลังงานมาอีกมหาศาล ตามแผนของข้ากับเมริยาด้วย”

“ก็มารอดูว่าเจ้าทำได้อย่างที่ว่าหรือเปล่านะ” ชายร่างอ้วนที่อีกฟากของการสนทนาบิดขี้เกียจ ก่อนที่ภาพบนจอจะดับไปจากโทรทัศน์ที่ความจริงไม่ได้เสียบปลั๊กอยู่ด้วยซ้ำ

 

เกร็ดความรู้

อาการหนาวสั่น เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของร่างกายลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากอุณหภูมิภายนอกเย็นลง ปกติร่างกายจะตอบสนองด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างมาก ทำให้มีอาการหนาวสั่นเกิดขึ้น เพื่อทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เกิดความอบอุ่น

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #87 yojamato (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 / 17:41
    โยนออกไปนอกโลก 5555
    #87
    0
  2. #71 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 21:49

    ท้าดูเอลอย่างสง่างามเยี่ยงยูกิ แต่โจมตีด้วยตัวมุ้งมิ้งราวกับโปเกมอน เสียดายตอนจบไม่เห็นปหาสแหกปากตะโกนชื่อน้องด้วยน้ำตานองหน้า รัตตะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ

    #71
    0