[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 14 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑๓ : ไม่เหมือนเดิม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภุมิ

บทที่ ๑๓ ไม่เหมือนเดิม

                ยามดึกวันพุธเดียวกันในห้องโถงของคฤหาสน์หลังใหญ่

                นภาพรและกลุ่มสมาชิกของภูตภิบาลกำลังประชุมกันรอบโต๊ะ สีหน้าท่าทางของพวกเขาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด บนโต๊ะนั้นมีภาพฉายสามมิติที่แสดงให้เห็นถึงภาพจำลองของเมืองที่มีจุดหลากสีอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ของเมือง

                “พวกเราช้าไปหลายก้าว กว่าจะเริ่มเคลื่อนไหวกันจริงจัง พวกอสูรก็แพร่กระจายพลังงานหลากหลายรูปแบบไปทั่วประเทศนี้แล้ว” เสียงของหนึ่งในสมาชิกที่เข้าประชุมบ่นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราวกับสิ้นหวัง “ถ้าเป็นแค่สปอร์พลังอสูร เราก็ยังพอตรวจสอบได้จากปริมาณพลังงานที่ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามการเติบโต แต่พลังแบบของหัตถ์แห่งพาลชนนั่น ยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งแพร่กระจายจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง แถมยิ่งแพร่กระจายไป มันก็ยิ่งเจือจางลงจนตรวจสอบยาก แถมยังมีหัตถ์แห่งอะไรไม่รู้อีกเยอะ แล้วเราจะมีแนวทางการรับมือมันได้ยังไง?”

                “ข้อมูลที่ได้มาล่าสุดมันชวนให้สิ้นหวังจริง ๆ นั่นแหละ การจัดการพลังงานอสูรในร่างกายมนุษย์ให้หมดไป น่าจะกลายเป็นเรื่องเกินกำลังสำหรับกลุ่มของพวกเราแล้วล่ะ” ร่างกึ่งโปร่งแสงของชายกลางคนหน้าตาคมคายที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หัวโต๊ะรำพึงขึ้นมา “ก็เห็นกันในวันนี้แล้วว่ากำลังคนของเราถึงจะมีกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ แต่จากที่ลองให้ทุกคนพยายามจัดการสปอร์อสูรในหนึ่งวันที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะจัดการพลังงานพวกนั้นให้หมด”

                “หมายความว่าเราจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป แล้วปล่อยให้พวกอสูรรวบรวมพลังงานสำเร็จงั้นเหรอคะ?!” นภาพรถามผู้นำองค์กรด้วยท่าทางตระหนก

                “เปล่า แค่การไล่กำจัดพลังงานพวกนี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า ถึงจะไล่กำจัดพลังงานพวกนี้ไปมากเท่าไร แต่อีกฝ่ายก็ใช้เวลาไม่นานในการแพร่กระจายพวกมันใหม่อยู่ดี” ร่างโปร่งแสงที่หัวโต๊ะอธิบายให้ทุกคนในที่ประชุมฟัง ทำเอาทุกคนต้องนิ่งเงียบ “ดังนั้นแผนการใหม่ของพวกเรา คือการเร่งจัดการกับพวกที่เรียกว่าหัตถ์มารอย่างเต็มกำลัง ส่วนพวกมนุษย์ที่ถูกพลังอสูรครอบงำ หากยังไม่มีระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้นจนเป็นอันตราย จะแค่สังเกตการณ์ก่อนก็พอ”

                “แล้วจะปล่อยให้พวกมนุษย์ที่ถูกพลังอสูรเข้าแทรกแซงร่างกาย แล้วใช้ชีวิตต่อไปทั้งที่อาจทำอะไรที่สร้างความเสียหายต่อมนุษย์ด้วยกันงั้นเหรอครับ?” ชายสวมแว่นที่นภาพรมักเรียกว่าพี่หมอทักท้วงขึ้นมา

                “เราถึงต้องจัดการตามล่าพวกหัตถ์มารให้เร็วที่สุด เพราะถ้าให้พวกเราตามจัดการพลังอสูรที่แพร่กระจายไปทั่วตอนนี้ ขีดความสามารถพวกเราก็ยังไม่พออยู่ดี” ร่างกายกึ่งโปร่งแสงของชายที่นั่งหัวโต๊ะเอ่ยขึ้น ก่อนที่ภาพสามมิติบนโต๊ะจะแสดงจุดสีดำขึ้นมาหลายจุด ก่อนที่ภาพจะขยายเข้าไปยังบริเวณจุดที่มีขนาดใหญ่

                “อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนาวิทยาการของพวกเราสามารถวิเคราะห์หาตำแหน่งรูปแบบพลังงานที่ใกล้เคียงกันได้ โดยดัดแปลงเซ็นเซอร์ตรวจจับพลังงานของด็อกเตอร์สิทธา กับตัวอย่างพลังจากธนภัทราสูร และตอนนี้ก็ได้พัฒนาขอบเขตของการตรวจสอบมากขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์วิเคราะห์รูปแบบพลังงานเข้ากับโดรนที่บินสำรวจบริเวณต่าง ๆ ในเมืองตอนนี้ และนี่คือตำแหน่งคร่าว ๆ ของพลังงานอสูรที่ใกล้เคียงกับธนภัทราสูร”

                “หมายความว่าตอนนี้พวกเราก็รู้ตำแหน่งของพวกหัตถ์มารทั้งหมดที่อยู่ในเมืองนี้แล้ว! งั้นก็เตรียมไปถล่มพวกมันกันเลยสิ! ปล่อยไว้นานมนุษย์จะแย่เอานะ!” เสียงหนึ่งในที่ประชุมประกาศขึ้นมาเจ้าของเสียงคือชายวัยกลางคน แต่งตัวด้วยชุดขาวและมีลูกประคำห้อยคอ แถมยังไว้หนวดเคราสั้น ๆ บนตักของเขามีลูกแมวสีสวาดตัวหนึ่งนั่งอยู่

                “ถึงจะรู้ตำแหน่งที่ตั้งแล้วก็ใช่ว่าจะจัดการง่าย ๆ เอาเป็นว่า เดี๋ยวพักผ่อนกันสักครู่ แล้วเตรียมมาวางแผนกันก่อนแล้วกัน หลังจากที่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากเทพธิดาที่กำลังสอบปากคำหัตถ์มารที่เราจับมาได้น่ะนะ” ร่างกึ่งโปร่งแสงกล่าวขึ้นมา ก่อนที่จะชำเลืองมองไปยังประตูบานหนึ่ง

หลังบานประตูนั้นคือห้องที่แปะยันต์เอาไว้ทุกด้าน โดยมีวีจิณีในร่างเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งบนเก้าอี้ และร่างของมาริยาในชุดว่ายน้ำ และร่างที่ดูคล้ายกับนกน้อย ทว่าตอนนี้ช่วงท้องกำลังป่องออกมาผิดปกติ กำลังถูกพันธนาการให้นั่งหลังชนกันอยู่บนพื้นห้องด้วยบ่วงบาศสีทอง

                 “เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของฉัน ทำไมถึงได้...” ร่างที่คล้ายกับนกน้อยมีท่าทางตระหนกเมื่อเห็นช่วงท้องของตนขยายออกจนผิดปกติ

“ยุคสมัยหนึ่ง มนุษย์มักจะสาบานโดยอ้างอำนาจพระวรุณเทพแห่งน้ำ ว่าหากผิดคำสาบานแล้ว ของเหลวในช่องท้องจะแปรปรวนปกติ จนเกิดอาการที่มนุษย์เรียกว่าเป็นท้องมาน” วีจิณีในร่างของเสนพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผู้ถูกจับ “พลังของบ่วงวรุณบาศนี่ก็คล้าย ๆ แบบนั้นนั่นแหละ ถ้ามีบางอย่างผิดไปจากเงื่อนไขที่ตกลงไว้ในขณะที่ถูกพันธนาการ น้ำในช่องท้องของผู้ถูกรัดก็จะแปรปรวนไป ร่างกายอสูรเองก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบเหมือนกันนี่นะ”

“หมายความว่าเงื่อนไข จะพูดแต่ความจริงที่ตกลงกันเมื่อครู่ ไม่เป็นความจริงสินะ” เสนจ้องไปที่อีกฝ่ายด้วยท่าทางคุมคาม แต่ก็มีความกังวลฉายอยู่ในแววตา “เจ้าไม่ใช่เมริยา หัตถ์แห่งมัชชะตัวจริง”

“มารู้ตอนนี้ก็สายไปแล้วแม่เทพธิดาลักเพศ” มาริยาเอ่ยขึ้นพลางฉีกยิ้มเยาะ สายตาเย้ยหยันมองไปยังเทพธิดาในร่างเด็กหนุ่ม “ที่เจ้าจับมาได้ เป็นแค่สมุนของเมริยาที่ข้าแปลงรูปกายให้คล้ายเพื่อนนักเรียนของเจ้าเท่านั้น ตัวจริงของเมริยาน่ะ ป่านนี้คงกำลังปฏิบัติการต่ออยู่ แล้วอีกไม่นาน เป้าหมายของพวกเราก็จะสำเร็จ... ถึงธนภัทรจะแปรพักตร์ หรือข้าจะถูกจับ แต่อีกสี่หัตถ์มารก็ทำงานของพวกเขาใกล้เสร็จแล้ว... โลกมนุษย์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...”

“ก็มาดูว่างานของเรากับของพวกเจ้า อะไรจะเสร็จก่อน” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มรีบตัดบทสนทนาของอีกฝ่ายไม่ให้ได้ข่มขวัญไปมากกว่านี้ ก่อนจะมองคู่สนทนาด้วยแววตาขู่เข็ญ “คายความจริงออกมาให้หมด ถ้าไม่อยากจะให้ร่างกายที่เจ้าคิดว่างดงามต้องบวมน้ำเหมือนอสูรข้าง ๆ”

.

อีกด้านหนึ่งที่ห่างออกไป ในเวลาเดียวกัน

เด็กสาวร่างอวบอ้วนนามต้องตา กำลังดูคลิปวิดีโอเพลง และซ้อมเต้นตามอยู่ในห้องนอนส่วนตัวเพียงลำพัง หลังจากที่ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ทว่าวันนี้เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับตัวเอง เธอรู้สึกว่าตัวเองตื่นตัวไปกับการซ้อมเต้นในวันนี้มากไปกว่าทุกที ราวกับการเคลื่อนไหวของเธอเป็นธรรมชาติยิ่งกว่าที่ผ่านมา และไม่มีอาการเหนื่อยหอบหรือหายใจติดขัดเหมือนทุกที จนเด็กสาวอดคิดไม่ได้ว่านี่อาจเป็นผลของการฝึกฝนมาต่อเนื่องก็ได้... แม้จะรู้สึกว่ามันแตกต่างจากวันก่อน ๆ แบบผิดปกติก็ตาม

เมื่อการฝึกซ้อมสิ้นสุด เด็กสาวก็ไปอาบน้ำ แต่งตัวและเตรียมไปกินมื้อดึกยังร้านอาหารของครอบครัว แบบที่ตัวเองทำเป็นประจำ ทว่าวันนี้เธอกลับไม่รู้สึกหิวข้าวแบบที่ผ่านมาเสียอย่างนั้น

“แปลกจัง วันนี้ซ้อมเท่าไรก็ไม่เหนื่อยเลยแฮะ... หรือว่าเรากำลังจะเข้าสู่วัยสาว... ลอกคราบจากหนอนตัวกลมกลายเป็นผีเสื้อแสนสวย! เด็กสาวแอบคิดในใจ แต่ก็คิดว่าตัวเองอาจจะเพ้อเจ้อไปก็ได้ จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา

“นกน้อยเหรอ? มีอะไรหรือเปล่านะ?” ต้องตาคิดด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเปิดโทรศัพท์มือถือออกมาดูข้อความ

“วันนี้มีการบ้านอะไรหรือเปล่า”

“ตอนนี้หายดีแล้ว อยากเคลียร์งานค้าง”

ต้องตาอ่านข้อความด้วยความประหลาดใจ กับการฟื้นตัวรวดเร็วผิดปกติของนกน้อย แต่ก็พิมพ์ตอบกลับไปถึงการบ้านวันนี้ ก่อนจะถามผู้ที่คิดว่าเป็นเพื่อนสาวด้วยความสงสัย

“ว่าแต่ทำไมหายไวจัง เมื่อกลางวันยังป่วยอยู่เลย”

ไม่นานนัก ข้อความจากคู่สนทนาก็ปรากฏขึ้นมา

“แม่ฉันรู้จักยาบำรุงที่ดีมาก ๆ น่ะ ลูกอมที่แบ่งให้ไง ลองกินดูยัง กินแล้วสดชื่นขึ้นเยอะเลย”

ต้องตาอ่านข้อความแล้วพอจะเข้าใจ ว่าทำไมวันนี้เธอถึงดูสดชื่นผิดปกติ อาจเพราะยาที่หมอให้นกน้อยมาก็ได้ แล้วถ้าเธอได้กินอะไรแบบนี้ทุกวัน ร่างกายของเธอก็คงจะสามารถซ้อมเต้นได้เรื่อย ๆ จนชินแน่ ๆ เธอจึงพิมพ์ถามกลับไปด้วยความสงสัย

“จริงดิ ถึงว่าทำไมวันนี้ซ้อมเต้นไม่เหนื่อยเท่าไร ว่าแต่ยาบำรุงนี่มีขายที่ไหนเหรอ”

ไม่นานนักคู่สนทนาก็ส่งลิงก์สั่งซื้อมาให้ ต้องตารู้สึกดีใจที่จะได้ตัวช่วยในการซ้อมเต้นของเธอ ให้เธอรู้สึกไม่เหนื่อยและไม่หิวข้าวเย็นเหมือนทุกที ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เธอจะต้องผอมและหุ่นดี จนไปเป็นไอดอลอย่างที่ใฝ่ฝันได้แน่

แต่เธอไม่รู้เลยว่าคู่สนทนาที่ปลายสาย ก็กำลังแสยะยิ้มด้วยความยินดีเช่นเดียวกัน เพราะกำลังได้เหยื่อเพิ่มมาอีกหนึ่งราย...

เนื่องจากผู้ใช้บัญชีของนกน้อยนั้นไม่ใช่นกน้อยตัวจริง หากแต่เป็นหญิงสาวรูปร่างเล็ก ผอมเพรียว ผิวสีฟ้า ผมสีดำประกายน้ำเงิน ดวงตาสีแดง รอบหน้าอกพันด้วยผ้าสีดำผืนใหญ่ ยาวลงมาปกคลุมถึงปลายเท้า มือข้างหนึ่งของเธอถือแท็บเล็ตที่ใช้พิมพ์คุยเมื่อครู่ อีกข้างมีวัตถุทรงกลมที่เหมือนประกอบสร้างด้วยกลุ่มควันพลังงาน รอบตัวเธอเต็มไปด้วยโหลแก้วหลายใบ แต่ละใบเต็มไปด้วยก้อนพลังงานหลากหลายสีสัน

“ต่อไปเอาของใครดีนะ” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พลางหย่อนวัตถุทรงกลมในมือลงในโหลแก้ว ก่อนจะหยิบลูกอื่นขึ้นมา แล้วเธอก็ออกจากบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กของนกน้อย เข้าไปยังบัญชีของคนอื่นแทน

“เอาความทรงจำจากส่วนที่มาริยาชิงมา เข้าใช้บัญชีโซเชียล หลอกลวงคนอื่นต่อแบบนี้ ยอดเยี่ยมสมเป็นหนึ่งในหัตถ์มารจริง ๆ เมริยา” เสียงของชายร่างอ้วนใหญ่ที่นอนลูบพุงบนโซฟาในมุมมืดของห้องเอ่ยขึ้นมา “ว่าแต่ปล่อยมาริยาโดนจับไปแบบนั้นจะไม่เป็นไรจริง ๆ งั้นรึ?”

“เดี๋ยวพอแผนขั้นต่อไปของพวกเราสำเร็จ ท่านพี่มาริยาก็ถูกปลดปล่อยกลับมาเองนั่นแหละท่านพี่กุสีตะ แล้วก็จะกลับมาพร้อมข้อมูลของฝั่งที่ตั้งตัวเป็นอริกับพวกเราด้วย” เมริยาเอ่ยพลางแสยะยิ้มอย่างไม่ได้กังวลอะไร “ว่าแต่ท่านพี่จะไม่เคลื่อนไหวอะไรกับการเก็บพลังงานเพิ่มจริง ๆ เหรอ?”

“ไม่จำเป็นหรอก ระบบของข้าวางมาดีแล้ว ไม่ต้องทำอะไรก็ตักตวงพลังงานได้ไม่แพ้พวกเจ้าหรอก” ชายร่างอ้วนในเงามืดกล่าวจบก็หาวหนึ่งครั้ง แล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

“ก็สมกับฉายา หัตถ์แห่งความคร้านของท่านจริง ๆ” เมริยาเอ่ยขึ้นพลางมองไปยังชายที่ตนกำลังสนทนาอยู่ “แบบนี้ในหมู่พวกเรา ท่านก็ดูว่างที่สุดเลยสิเนี่ย”

“ว่างอะไรกัน พวกเราก็มาที่นี่เพื่องานเดียวกัน แค่ข้าวางระบบเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ข้านอนเฉย ๆ งานเก็บพลังงานของข้าก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ได้อยู่ดีนั่นแหละ” ชายร่างอ้วนพยายามแก้ตัว

“จ้ะ ท่านพี่กุสีตะคนเก่ง วางแผนไว้ดีหมดแล้ว หวังว่าจะได้พลังงานมากที่สุดนะ” เมริยาตอบกลับราวกับประชดประชัน ก่อนจะเดินเข้าหาร่างอ้วนใหญ่ ก่อนจะนั่งลงคุกเข่า แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาและท่าทางออดอ้อนเหมือนลูกแมว “งั้นท่านพี่คนเก่งที่ไม่ติดภาระการเก็บพลังงานด้วยตัวเอง ก็คงว่างช่วยดำเนินแผนการขั้นต่อไปแทนน้อง ๆ ได้เนอะ...”

“ก็ได้ ๆ” ชายร่างอ้วนที่ถูกเรียกว่ากุสีตะรับคำ พลางลูบหัวน้องสาวผิวสีฟ้าอย่างเอ็นดู ก่อนจะลุกขึ้นแล้วยืนบิดขี้เกียจอีกครั้งหนึ่ง “งานเอาพลังงานไปปลดปล่อยพระสหายของพระโอรสออกจากการถูกผนึกนั่น เดี๋ยวข้าจะทำเองก็แล้วกัน”

“สู้เค้านะท่านพี่” เสียงอสุรีเมริยาให้กำลังใจ ก่อนที่ร่างอ้วนจะเดินตรงไปที่ประตูบานหนึ่งแล้วออกจากห้องไป จากนั้นอสูรสาวก็หันไปมองประตูอีกบานที่กำลังแง้มเปิดออกมา

“ท่านพี่กุสีตะไปทำภารกิจนั้นแล้วสินะ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่ร่างบางของชายหนุ่มจะก้าวออกมาจากห้องนั้น ดวงตาบนใบหน้าคมเข้มมองไปที่ร่างเพรียวงามของเมริยา แล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงนุ่ม ๆ “ขอบใจเจ้ามากเมริยา พอท่านพี่กุสีตะไม่อยู่แบบนี้ก็ตัดคู่แข่งสำหรับการเก็บพลังงานไปได้อีกหนึ่ง”

“แต่ท่านพี่รัตตะ กับข้าก็ยังอยู่นะ ท่านพี่ปหาส ไม่คิดจะมองพวกเราเป็นคู่แข่งบ้างเหรอ?” เมริยาเอ่ยขึ้นพลางมองคู่สนทนาด้วยสายตาเหมือนเด็กน้อยจะอวดของเล่น พี่ชายร่างบางจึงเข้ามาลูบหัวน้องสาวอย่างอ่อนโยน

“น้องสามน่ะช่างมันเถอะ แต่กับเจ้า ข้าคงต้องให้มาช่วยร่วมมือกันในการบรรเลงมหรสพรอบต่อไปสักหน่อย แล้วจะแบ่งส่วนให้สักสามในสิบ” อสูรหนุ่มกล่าวขึ้นมา ขณะที่น้องสาวกำลังสงสัยในข้อเสนอนั้น

.

วันพฤหัสบดี ยามเย็นที่โรงเรียนมัธยมธีรโชติศึกษา ในห้องเรียนที่หลายคนทยอยแยกย้ายกลับบ้านไปแล้ว เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

เด็กสาวร่างสูงใหญ่นามหงส์หยกกำลังฝึกซ้อมเบสอย่างขะมักเขม้น ทุ่มเทจิตใจไปกับการบรรเลงบทเพลง แม้วันนี้รู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ผิดปกติ เพราะเพื่อนร่วมกลุ่มเดียวกันอย่างต้องตา  และนกน้อย ต่างลาหยุด ไม่มาโรงเรียนด้วยกันทั้งสิ้น

นกน้อยมีอาการป่วยเมื่อวันก่อนจึงไม่น่าแปลกใจที่หมอจะให้พักผ่อน แต่ต้องตาเมื่อวานก็ยังดูสบายดี เพียงแค่เธอเป็นคนประคองนกน้อยไปห้องพยาบาล หงส์หยกอดคิดไม่ได้ว่าอาการของนกน้อยอาจเป็นโรคติดต่อบางอย่าง และเพื่อน ๆ อาจมีความเสี่ยงจะเป็นไปด้วย แต่หลังจากนกน้อยส่งข้อความมาว่าจากผลการตรวจของหมอ เธอไม่ได้เป็นโรคติดต่ออะไร หงส์หยกเลยพอรู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง เพราะถ้าเธอป่วยตอนนี้ ความฝันของเธอคงต้องหยุดชะงักกันพอดี

เธอใฝ่ฝันมานาน ว่าอยากจะเข้าร่วมการประกวดวงดนตรีระดับมัธยมกับวงของรุ่นพี่ที่โรงเรียนนี้ และมะรืนนี้ก็จะได้เวลานั้นแล้ว และมันก็จะทำให้เธอได้เข้าใกล้กับคนที่เธอใฝ่ฝันเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง

                หลังจากบรรเลงบทเพลงจบไปอีกหนึ่งเพลง เธอก็หยิบโทรศัพท์มาดูเวลา หน้าจอบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ยังเหลือเวลาอีกหน่อยก่อนเวลานัดซ้อมของวงที่ห้องดนตรี เธอมองไปยังภาพพักหน้าจอ ภาพสมาชิกวง “สเปเชียลบีมแคนนอน” วงดนตรีมัธยมต่างโรงเรียนที่กำลังเป็นที่นิยมของเด็กมัธยมในละแวกนี้ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ และมองไปยังนักร้องนำของวง

                “เป็นหนึ่ง” ชื่อของนักร้องนำวงสเปเชียลบีมแคนนอน เด็กหนุ่มหน้าตาดีและมีฐานะค่อนข้างดี เธอเคยพบกับเขาที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ตอนที่ไปเยี่ยมคุณน้าที่ทำงานที่นั่น เธอพบเขาและมือกีตาร์ไปจัดแสดงดนตรีการกุศลที่นั่นให้เหล่าเด็ก ๆ ฟัง และเด็กน้อยพวกนั้นท่าทางมีความสุขกับเสียงเพลงเป็นอย่างมาก

            “ใคร ๆ ก็มีความฝันใช่ไหมครับ? แต่แค่ฝันอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ ต้องพยายามพัฒนาตัวเองและไล่ตามมันด้วย พี่เชื่อว่าพวกเราทุกคนที่นี่ สามารถไล่ตามมันได้ทันในอนาคต และสามารถทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ครับ”

เป็นหนึ่งพูดขึ้นมาในงานแสดงดนตรีการกุศลกับเหล่าเด็กน้อย ทว่าคำพูดนั้นเหมือนสะกิดบางอย่างในจิตใจของหงส์หยกที่ได้ยิน ราวกับเด็กสาวไม่อาจจะใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอรู้สึกอยากจะยืนอยู่ตรงนั้นบ้าง และหลังจากเธอรู้ว่าเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอจึงคิดว่าในเมื่อเขาทำได้ เธอเองก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

หลังจากนั้นเธอจึงตั้งใจฝึกซ้อมดนตรีอย่างหนัก แม้ว่าทางบ้านจะอยากให้เธอดูแลกิจการร้านขายเพชรพลอยต่อจากพ่อแม่มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามความใฝ่ฝันของเธอ เด็กสาวจึงพากเพียรกับการเล่นเบส แล้วอีกไม่นานก็จะได้เวลาที่เธอในฐานะสมาชิกวงของโรงเรียน จะได้ขึ้นไปตัดสินกับชายที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจของเธอแล้ว

แต่เด็กสาวหารู้ไม่ ว่าความใฝ่ฝันของเธอกำลังถูกทำให้แปดเปื้อน จากเงื้อมมือของใครบางคน...

เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ในห้องส่งสัญญาณโทรทัศน์ของรายการเพลง ที่เป็นสถานที่จัดการประกวดในอีกสองวันข้างหน้า กองถ่ายรายการก็กำลังจัดเตรียมสถานที่อยู่ภายใต้คำแนะนำของโปรดิวเซอร์หนุ่มที่กำลังมาควบคุมขั้นตอนก่อนการผลิตรายการด้วยตนเอง

“ขยับตำแหน่งที่มาร์กให้พิธีกรมาด้านหน้าอีกหน่อยก็ดีนะ ตรงนั้นน่าจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไร”

“จำได้หมดแล้วใช่ไหมว่าวงไหนขึ้นเป็นลำดับที่เท่าไร แล้วแต่ละวงมีจุดเด่นจุดด้อยยังไงบ้าง”

“เครื่องเสียงพร้อมดี น่าจะไม่มีปัญหาวันจริงนะ”

โปรดิวเซอร์หนุ่มร่างบาง หน้าตาคมเข้มกำลังคอยจัดการรายการ โดยมีผู้คนในกองถ่ายพยายามปรับเปลี่ยนจุดต่าง ๆ ตามคำแนะนำอย่างตั้งอกตั้งใจ ดูเผิน ๆ อาจเป็นภาพการเตรียมรายการประกวดธรรมดาสำหรับสายตาคนทั่วไป ทว่าสำหรับสายตาของอมนุษย์นั้น อาจจะเห็นว่าโปรดิวเซอร์หนุ่มกำลังเอากลุ่มก้อนพลังงานสีดำไปแทรกอยู่ในแต่ละส่วนของกองถ่าย ทั้งไมโครโฟน เครื่องเสียง และกล้องที่จะใช้ถ่ายทอดออกอากาศ! โปรดิวเซอร์หนุ่มคนนี้คือร่างจำแลงคล้ายมนุษย์ของปหาสสูร หัตถ์แห่งมรสพจากกลุ่มหัตถ์มารทั้งหกนั่นแอง!

“ใช้พลังงานอสูรแฝงไปกับการออกอากาศของรายการประกวด เอาไปควบคุมให้พวกมนุษย์ที่ได้ดูตกอยู่ใต้พลังของพวกเราเหรอ เป็นแผนการที่ดีนี่นาพี่ปหาส” เสียงของอสูรสาวนามเมริยาแว่วขึ้นมา ก่อนที่ร่างผิวสีฟ้าจะวิ่งไปดูด้านนั้นด้านนี้ของห้องส่ง โดยไม่ที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นตัวเธอหรือได้ยินเสียงได้

“พอควบคุมได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็แทรกโฆษณาอาหารเสริมกับยาวบำรุงสูตรพิเศษของข้า ให้พวกนั้นไปซื้อกัน  คราวนี้แหละดินแดนนี้ก็จะโดนพวกเราครอบงำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยากรู้จริง ๆ ว่าท่านพี่กุสีตะจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าพวกเราอาจจะเก็บเกี่ยวพลังงานได้เยอะกว่า”

 เมริยาพูดขึ้นมาอย่างภูมิอกภูมิใจในผลิตภัณฑ์สูตรพิเศษของตน ซึ่งกำลังมีหลายต่อหลายคนเป็นเหยื่อของมันอยู่ในตอนนี้ ทั้งพวกที่เต็มใจซื้อและพวกที่โดนล่อลวง...

.

คืนวันพฤหัสบดี บ้านของต้องตา

ต้องตามองผลิตภัณฑ์ยาบำรุงกระปุกใหญ่ในมือของตัวเองที่สั่งออนไลน์ไปเมื่อคืนวันพุธ มันมาถึงไวกว่าที่คาดเอาไว้ อาจเพราะทางร้านบอกว่ามีบริการจัดส่งเอง ไม่ต้องผ่านไปรษณีย์หรือการขนส่งของบริษัทใด ๆ และดูเหมือนเจ้าของสินค้าจะมีโปรโมชั่นซื้อยาบำรุง แถมอาหารเสริมสูตรใหม่ ที่ฉลากเขียนว่า “กินแล้วหลับสบาย ผ่อนคลาย ฝันดี” ให้ทดลองใช้อีกด้วย

เธอรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของที่นี่ช่างดีและเหมาะกับเธอเหลือเกิน เมื่อเช้าเธอปวดเมื่อยร่างกายจนลุกแทบไม่ไหว อาจเพราะซ้อมเต้นอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การคัดเลือกเป็นไอดอลไปเมื่อคืน แต่เมื่อทดลองใช้ยาบำรุงร่างกายไปอีกครั้งหนึ่ง ความเมื่อยล้าก็หายไป แถมร่างกายก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง แล้วก็กลับมาซ้อมเต้นต่อไปได้

เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ต้องตาวางกระปุกยาบำรุงลงแล้วไปคว้าโทรศัพท์มาดู มันเป็นข้อความของหงส์หยกที่ส่งมาในกลุ่มสนทนา บอกว่ามีการบ้านอะไรบ้างในวันนี้ และชวนเพื่อน ๆ ไปไปดูการประกวดวงดนตรีของเธอในวันมะรืน

ต้องตาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เมื่อคิดว่าหงส์หยกเองก็อยากเป็นศิลปินเหมือนตัวเอง แม้จะคนละแขนงแต่ตอนนี้ก็เข้าใกล้ความฝันไปอีกก้าว เธอก็อดยินดีกับเพื่อนไม่ได้ และตอนนี้ตัวเธอเองก็ควรจะเดินหน้าไล่ตามความฝันต่อไปเหมือนกับหงส์หยก โดยการเตรียมตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นไอดอลของวงโปรด ที่กำลังจะเปิดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

เด็กสาวร่างอวบลุกขึ้นมาเปิดขวดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ทางร้านแนะนำให้กินก่อนเข้านอน เธอผสมผงของมันเข้ากับน้ำตามฉลาก แล้วดื่มไปจนหมด แล้วเอนกายลงกับเตียง หลับตาลงนอน เตรียมกลับไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น หวังว่าจะได้กลับไปพบกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง ก่อนที่สำนึกของเด็กสาวค่อย ๆ เลือนหายไปจากโลกแห่งความเป็นจริง เข้าสู่โลกแห่งความฝัน

ทว่าคราวนี้กลับไม่เหมือนความฝันในวันที่เคยผ่านมา ในความฝันนั้นร่างกายของเธอเบาหวิวราวกับลอยละลิ่วขึ้นไปในอวกาศ รอบกายแม้มีความมืดแต่ก็เต็มไปด้วยแสงไฟสว่างวับวามจากจุดต่าง ๆ ราวกับดวงดาวทั้งหลายกำลังโคจรรอบตัวเธอ ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกปรากฏขึ้นมา เหมือนความกังวลถูกกองเอาไว้บนพื้นโลก มันช่างเป็นฝันดีสมดังที่โฆษณาไว้จริง ๆ...

เสียงเพลงดังขึ้นมาพร้อมกับภาพตัวโน้ตเรืองแสงที่ลอยผ่านเธอไป มันเป็นเพลงที่เธอซ้อมเต้นอยู่ทุกวัน ๆ เด็กสาวเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเป็นท่าเต้นในห้วงอวกาศ เสียงเชียร์และให้กำลังใจจากดวงดาวทั้งหลายดังขึ้น ราวกับทั้งจักรวาลกำลังจับตาดูเธออยู่

“สู้ ๆ นะ พวกเราคอยเป็นกำลังใจให้อยู่” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นมาจากทิศทางหนึ่ง ร่างเล็ก ๆ ผิวเรืองแสงสีฟ้าของเด็กหญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาพร้อมยื่นดอกไม้ให้ ต้องตารับเอาไว้ด้วยสีหน้าที่เป็นสุข

เสียงดนตรีเริ่มหยุดลง ต้องตาโค้งคำนับเหล่าดวงดาวทั้งหลายที่ส่องประกาย ก่อนจะพยายามกลับไปที่ดาวโลกกลม ๆ ที่เธอเห็นอยู่เบื้องล่าง ทว่าพอเธอกำลังจะกลับเข้าไป ภาพความทรงจำเลวร้ายที่ถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้งล้อเลียนความฝันก็กลับผุดขึ้นมาในห้วงความคำนึง และเมื่อเธอรู้สึกหดหู่เกินกว่าจะกลับลงไป เสียงของเด็กหญิงผิวสีฟ้าก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“อยู่กับพวกเราที่นี่ไปตลอดเถอะ กลับไปที่นั่นก็มีแต่ทุกข์ใจเปล่า ๆ ที่นี่ไม่มีใครดูถูกเธอหรอก มีแต่จะชื่นชมในสิ่งที่เธอทำทั้งนั้น“

ต้องตาหันไปตามเสียง แล้วก็เห็นเด็กหญิงผิวเรืองแสงสีฟ้ากำลังหมุนตัวไปมาในห้วงอวกาศ และยื่นมือมาทางเธอ พร้อมแสงระยับจากหมู่ดาวที่กำลังต้องการตัวเธอ ให้มาแสดงความสามารถที่นี่ ที่ที่มีแต่การยอมรับและชื่นชมในตัวเธอ... ไม่มีใครกลั่นแกล้งดูถูกดูหมิ่นเธออีกต่อไป...

“ถ้าเอาแต่ฟังคำชื่นชม ก็จะไม่พัฒนาตัวเองเอานะ” เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านที่ดูเหมือนกับดาวโลก แล้วเมื่อเธอหันไปก็พบกับเด็กสาวผิวขาว ดวงตาเรียว นภาพรกำลังลอยอยู่ในห้วงอวกาศเช่นเดียวกับเธอ แต่อยู่ในทิศทางอีกด้านที่เป็นโลกที่เธอเห็น

“โลกมันมีทุกข์บ้างสุขบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่นั่นมันมีเรากับเพื่อน ๆ คนอื่นอยู่นะ ถ้าใครกลั่นแกล้งเธอเราจะคอยปกป้อง ถ้าเธอทำอะไรผิดพลาดพวกเราจะคอยแนะนำ ถ้าประสบความสำเร็จพวกเราจะชื่นชมยินดี แบบนั้นมันน่าจะดีกว่าอยู่ที่นี่คนเดียวแบบนี้หรือเปล่า?” นภาพรเอ่ยขึ้นมาพลางเอื้อมมือหาต้องตาเพื่อชักชวน ทำเอาเด็กสาวร่างอวบอ้วนลังเลใจ แต่แล้วเสียงเด็กหญิงที่อีกด้านหนึ่งก็กล่าวเชิญชวนอีกครั้ง

“ทางนี้ก็จะช่วยเธอพัฒนา แล้วก็อยู่เคียงข้างเธอเหมือนกันนะ แถมมีเพื่อนเธอที่เลือกอยู่กับพวกเราเหมือนกัน”

ต้องตาหันไปมองทางเด็กหญิง แล้วก็พบเด็กสาวร่างเล็กผิวสีน้ำผึ้ง ที่เธอรู้จักในชื่อนกน้อย กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ เด็กหญิงปริศนาพร้อมกับรอยยิ้ม และท่าทางเหมือนจะมีความสุข ต้องตาพยายามจะเอื้อมมือไปหานกน้อย ขณะที่นภาพรกำลังแสดงสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าไม่ทันที่เธอจะทำแบบนั้น แสงสว่างสีขาวอมฟ้าก็พุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอกับนกน้อย แล้วเด็กสาวร่างอวบก็รู้สึกถึงแรงปะทะบางอย่างที่รุนแรงพุ่งเข้าชน ก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงหล่นกลับลงไปยังสิ่งที่ดูคล้ายกับดาวโลก

“ไหน ๆ ก็เอาสิ่งที่ต้องการออกมาแล้ว เกลี้ยกล่อมกันไปมาก็เสียเวลา ลุยเลยแล้วกัน” เสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นมาจากร่างที่เปล่งรัศมีสีขาวอมฟ้า ร่างนั้นคือเด็กสาวผู้ห่มผ้าสีขาวขาบ นุ่งโจงกระเบนสีน้ำไหล และประดับร่างด้วยเครื่องประดับทอง ซึ่งก็คือเทพธิดาวีจิณีนั่นเอง!

“เทพธิดาที่ขัดขวางพวกเรางั้นเหรอ?” เด็กหญิงผิวเรืองแสงเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่ร่างของเธอจะเปลี่ยนไป กลายเป็นหญิงสาวร่างเล็ก ผิวสีฟ้า พันรอบอกด้วยผ้าสีดำยาวลงมาถึงข้อเท้า แล้วเดินไปลูบไล้ร่างของนกน้อยที่กำลังเคลิบเคลิ้ม เหมือนสติไม่อยู่กับตัว “มาเอาส่วนที่เราชิงมาจากเด็กคนนี้กลับไปงั้นสินะ แต่สภาพแบบนี้ แน่ใจเหรอว่าจะเอากลับไป ดูเขาจะมีความสุขกับทางเรามากกว่านะ”

“งือ... สบายตัวจัง อยากอยู่กับคุณเมริยาต่อไปเรื่อย ๆ จังเลย” นกน้อยส่งเสียงคราวออกมา ขณะที่เมริยาเริ่มเข้าไปกอดรัดเด็กสาวผิวสีน้ำผึ้ง

“ที่โลกมนุษย์ มีสารสกัดจากกรดไลเซอร์จิก ที่พบในเชื้อราชนิดหนึ่ง” เสียงของนภาพพรบอกขึ้นมา ขณะที่ลูกเทนนิสก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเธอ “ใช้พลังอสูรเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีของของกินให้มีคุณสมบัติคล้ายกับสารที่ว่า จนคนกินเมายา เคลิบเคลิ้ม มีความสุข ตามด้วยเห็นภาพหลอน อารมณ์แปรปรวนตามมา แล้วก็เข้าแทรกแซงควบคุมภายในใจ แล้วก็แปลงตัวเองเป็นพลังงาน แฝงเข้าไปในความฝัน ดึงเอาขวัญของคนเมายาพวกนี้ออกมาพันธนาการแบบเมื่อกี้สินะ”

“ถ้าถูกพันธนาการในห้วงแห่งความมึนเมา ก็จะได้ผลิตพลังงานออกมาให้พวกเราไปเรื่อย ๆ เยี่ยมไปเลยใช่ไหมล่ะ” เมริยาเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “อธิบายอะไรเยอะแยะแบบนี้ คงเป็นพวกชอบอวดรู้อวดเก่ง อยากให้คนยอมรับสินะ งั้นรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้พวกเจ้าเข้ามาอยู่ในมิติที่เกิดจากจิตใจของคนที่กำลังเมาสารเสพติดจากพลังของข้า มิติที่ถูกข้าควบคุมอยู่น่ะ”

เมริยาเอ่ยจบ ห้วงอวกาศที่ทุกคนล่องลอยอยู่ก็พลันสลายหายไป กลายเป็นห้องทรงลูกบาศก์ขาวโพลน เมริยายังคงอุ้มนกน้อยลอยอยู่ แต่นภาพรที่บินไม่ได้ร่วงหล่นลงเกือบกระแทกพื้นดิน ทว่าวีจิณีที่เหาะได้ก็พุ่งลงมาอุ้มนภาพรเอาไว้ทันท่วงที

“แล้วรู้หรือเปล่าว่าพลังของเราสามารถทำลายสิ่งที่พวกอสูรสร้างขึ้นได้น่ะ!” นภาพรพูดพลางหายใจออกยาวสุดปอด แล้วรวมพลังที่ลูกเทนนิสในมือ ก่อนจะขว้างมันเข้าใส่เมริยา ทว่าหญิงสาวร่างเล็กกลับหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่ลูกเทนนิสที่กำลังพุ่งไปกลับร่วงหล่นลงมาที่พื้นห้อง

“ก็รู้น่ะสิ” เมริยาฉีกยิ้ม ขณะที่พื้นห้องที่ถูกลูกเทนนิสกระทบแตกร้าวจนถล่ม เผยให้เห็นด้านล่างที่เป็นเหมือนหลุมไร้ก้น นภาพรใจหายวาบทันทีเมื่อคิดว่าหากตัวเองไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนของเทพธิดาก็คงต้องร่วงลงหลุมนั่นไปแล้ว

“ก็บอกแล้วไงว่านี่คือมิติที่ข้าควบคุม วัตถุอะไรก็ตามในนี้ที่พวกเจ้าไม่ได้ควบคุมอยู่ ก็ถูกข้าควบคุมทั้งนั้น“ เมริยาเอ่ยขึ้น ก่อนที่เปลวไฟจะเริ่มพวยพุ่งขึ้นมาจากหลุมไร้ก้น “โลกในมุมมองของคนตกใต้ฤทธิ์ยาของข้าน่ะ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตรรกะคนทั่วไปจะคาดเดาได้หรอก อย่าเอาไปปนกับโลกแห่งเกมของธนภัทรที่มีกฎเกณฑ์ให้พวกเจ้าเล่นนัก”

เมริยาอธิบายพลางยิ้มเยาะอย่างผู้กำชัยชนะ ก่อนเสาเพลิงจะพวยพุ่งจากหลุมไร้ก้น และแผดเผาเทพธิดากับนภาพร ทว่าสีหน้าของเธอต้องเปลี่ยนไปทันที เมื่อเทพธิดากลับแบกนภาพรขึ้นมานั่งบนบ่า แล้วปล่อยหมัดตรงสวนกลับใส่เปลวไฟ!

เปรี้ยง!

เสียงดังกัมปนาทจนทุกอย่างรอบบริเวณสั่นไหว เสาเพลิงถึงกับแตกกระจายและมอดดับไปในพริบตา ผนังห้องสีขาวถึงกับแตกร้าวด้วยแรงอัดอากาศที่เกิดจากการออกหมัด และก่อนที่เมริยาจะทันตั้งตัว วีจิณีก็เหวี่ยงบ่วงบาศไปคล้องคอเมริยาที่กำลังโอบกอดนกน้อยเอาไว้ ก่อนจะลากทั้งคู่เข้ามาหาตัวเอง

“จังหวะนี้แหละพร” วีจิณีบอก ขณะที่นภาพรก็ผลักตัวเองจากบ่าของวีจิณี แล้วพุ่งเข้าหาเมริยา พร้อมกับลูกดิ่งในกำมือ แล้วอัดมันเข้าใส่มือของเมริยาที่โอบกอดนกน้อย

“กรี๊ด! ร้อนอะไรแบบนี้!” เมริยาร้องลั่น มือที่เคยโอบรัดนกน้อยกลับปล่อยเธอออกไป ส่งผลให้เด็กสาวร่วงหล่นสู่หลุมไร้ก้น นภาพรรีบซัดลูกดิ่งให้พุ่งออกไป แล้วเอาสายของลูกดิ่งรัดเข้าที่ข้อเท้าของนกน้อย

“จังหวะนี้แหละ พาเธอกลับออกไปเลย!” วีจิณีร้องบอก

“งั้นฝากที่เหลือด้วยนะ!” นภาพรพูดพลางหยิบปุ่มกดบางอย่างออกมาจากกระเป๋า แล้วกดใช้งานมัน ก่อนที่ทั้งร่างของนภาพรและนกน้อยจะกลายสภาพเป็นก้อนพลังงาน และสลายหายไปจากตรงนั้น

“เสียตัวประกันแถมโดนจับได้แบบนี้ก็แย่เหมือนกันนะเนี่ย” เมริยาพูดพลางเป่าแผลไฟลวกที่มือตัวเองที่เกิดจากลูกดิ่งอัดพลังงานของนภาพรเมื่อครู่ “แต่มันก็เท่านั้นแหละ ยังมีเหยื่อที่โดนพันธนาการให้อยู่ในห้วงแห่งความมึนเมาแบบนี้อีกเยอะแยะ แถมสินค้าของข้าก็ยังคงอยู่ในตลาดพร้อมวางขายอีกมาก ถึงข้าจะไม่ได้ตามไปชิงขวัญมา แต่คนที่ซื้อไปเสพก็ผลิตพลังงานแบบที่พวกเราต้องการอยู่ดีนั่นแหละ”

“แล้วก็จะบอกว่าภารกิจของพวกตัวเองใกล้เสร็จแล้ว และเดี๋ยวเจ้าชายก็จะมาช่วยตัวเองกลับไปเองใช่ไหมล่ะ เหมือนกับมาริยา” วีจิณีพูดเหมือนกำลังระอา พร้อมกับหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย “ไม่มีข้อมูลอะไรน่าสนใจเพิ่มเติม งั้นจับกลับไปเลยก็แล้วกัน”

“ใครจะยอมง่าย ๆ เล่า!” เมริยาเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่จะงอกเข็มออกมาจากนิ้วมือทั้งสิบ แล้วแทงเข้าไปที่ร่างของเทพธิดา ทว่าวีจิณีกลับเอาหลังมือเคาะเข้ากลางลำตัวของเมริยาเสียก่อน ส่งผลให้อสูรสาวปลิวไปเล็กน้อย แถมยังชะงักไปด้วยระบบการไหลเวียนพลังงานที่เริ่มติดขัด

“จะเอาเข็มเคลือบสารพิษมาเล่นงานเหรอ ช้าเกินไปมั้ง” วีจิณีบอก พลางมองไปที่อสุรีร่างเล็กที่กำลังทุรนทุราย ทว่าแทนที่จะยอมสยบ เมริยากลับพ่นกลุ่มควันสีเขียวออกมาจากปาก

“เจอควันนี่เข้าไปหน่อยเป็นไง แค่โดนเข้าไปล่ะก็ จะต้องหลอนไปตลอดกาลแน่ ๆ!

แต่ไม่ทันที่กลุ่มควันจะปกคลุมพื้นที่ วีจิณีก็ปล่อยหมัดตรงออกไปอีกหนึ่งครั้ง ฝุ่นควันทั้งหลายก็แหวกออกเป็นทางด้วยแรงอัดอากาศจากการปล่อยหมัด รวมไปถึงผนังห้องสีขาวที่ร้าวอยู่แล้วก็พลันแตกสลาย แสงสว่างสาดส่องออกจากร่างของเทพธิดาจนมิติที่เกิดจากความมึนเมาพังทลาย แล้ววิจีณีก็แปลงสภาพตัวเองกับเมริยาที่ถูกรัดคอ กลายเป็นกลุ่มพลังงาน แล้วพุ่งกลับออกไปสู่มิติของมนุษย์ ในห้องซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของกลุ่มภูตภิบาล

“จับกุมหัตถ์มารได้อีกหนึ่ง” เด็กสาวผู้เปล่งรัศมีเอ่ยขึ้นมา แล้วสวมแหวนแปลงสภาพให้กลับไปเป็นเด็กหนุ่มตาดุอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่บ่วงบาศก็ขยับไปรัดร่างกายของหญิงสาวผิวสีฟ้าเอาไว้ไม่ให้ขยับแขนขาได้ ท่ามกลางสายตาของกลุ่มภูตภิบาลที่กำลังจับตาดู รวมไปถึงนภาพรที่ยืนรออยู่ด้วย

“นกน้อยกับต้องตาเป็นยังไงบ้างนะ” วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มเอ่ยถามนภาพร

“อาจมีอาการแปลก ๆ ไปพักใหญ่ เดี๋ยวคงต้องสังเกตการณ์กับพยายามเยียวยาไปอีกสักพักแหละมั้ง เราจะคอยตามดูที่โรงเรียนเอง” เด็กสาวตาเรียวตอบ เพราะเธอเองก็เป็นห่วงเพื่อนสาวทั้งสองที่ตกเป็นเหยื่ออสูรอยู่เหมือนกัน

“ได้มาอีกหนึ่งแล้ว เหลืออีกสามรายให้จัดการ เตรียมตัวค้นหาพิกัดของพวกมันต่อเร็ว!” หนึ่งในกลุ่มภูตภิบาล สั่งการเหล่าผู้ที่กำลังรายล้อม “รีบจบให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกมันจะทันได้ทำอะไรมากกว่านี้!

“ค้นหาพิกัดของพวกเรา? คงจะค้นหารูปแบบพลังงานอสูรที่คล้าย ๆ กับพวกเราว่าอยู่ตรงไหนกันงั้นสินะ เจ้าธนภัทรคงให้ตัวอย่างพลังงานตัวเองไว้ล่ะสิ” เมริยาเอ่ยถามขึ้นมาก่อนจะยิ้มอ่อน ๆ

“ยิ้มอะไรกัน? พวกตัวเองกำลังจะโดนตามไล่ล่ากันแท้ ๆ” นภาพรมองไปที่เมริยาด้วยท่าทางหงุดหงิด ทั้งที่เรื่องที่เมริยาคาดเดาถูก ทั้งเรื่องที่ทำให้เพื่อนของเธอตกอยู่ในห้วงความมึนเมา และการที่อสูรสาวยังยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน “อย่าบอกนะว่าเอาพลังงานที่ใช้กับเพื่อนของเรามาสร้างสารเสพติดไว้เสพเองด้วยน่ะ?”

“คิดว่ามีแค่พวกเจ้าที่มีวิธีค้นหาพลังงานอสูรงั้นเหรอ?” เมริยาเอ่ยพลางหัวเราะขบขัน ขณะที่เหล่าทีมงานของกลุ่มภูตภิบาลกำลังมีท่าทางตื่นตกใจ เมื่อตรวจสอบจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ หนึ่งในทีมตรวจสอบถึงกับโพล่งออกมาด้วยความตกใจ

“ตรวจพบพลังงานอสูรปริมาณมหาศาล กับพลังงานมนุษย์จำนวนมาก อยู่รอบ ๆ ฐานของพวกเราครับ!

“พวกเราหัตถ์มารแฝงตัวอยู่ในสังคมมนุสสภูมิด้วยสถานะต่างกัน นักศึกษาแบบธนภัทร แม่ค้าออนไลน์อย่างข้า หรือแปลงร่างไปเรื่อยแบบท่านพี่มาริยา”

“แต่ว่ามีคนหนึ่งที่อยู่ในสถานะที่พวกเจ้าไม่อาจรับมือได้แน่ ๆ... เขาคือรัตตสูร หัตถ์แห่งยามวิกาล ผู้มาอยู่ในโลกของคนในสถานะผู้นำของกลุ่มโจรติดอาวุธ!” เมริยายิ้มเยาะ ก่อนจะบอกกับเหล่าทีมงานทั้งหลายของภูตภิบาลที่กำลังตระหนกอยู่ไม่น้อย

“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะต่อสู้กับภูตผีปีศาจมาไม่น้อย แล้วก็มีอุปกรณ์อาคมทั้งหลายคอยรับมืออะไรพวกนั้น แต่คงไม่ได้ฝึกมาให้รับมือกับอะไรแบบนี้หรอกมั้ง”

 

เกร็ดความรู้

"กรดไลเซอร์จิก" (Lysergic acid) เป็นสารที่ถูกแยกออกมาจากเชื้อราบนเมล็ดข้าวไรย์ ภายหลังมีการสังเคราะห์ลักษณะโมเลกุลของกรดไลเซอร์จิกขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้เชื้อราในปี ค.ศ. 1938 และได้เรียกว่า "แอลเอสดี" (LSD) เป็นยาเสพติดประเภทหลอนประสาทที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจรุนแรงที่สุด มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น  อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ บางครั้งมีอารมณ์ร่าเริง สนุกสนาน  บางครั้งอาจเกิดความกลัวอย่างรุนแรง หวนนึกถึงอดีตที่เลวร้าย  รู้สึกสับสน อาจมีอาการเห็นภาพคมชัดผิดปกติ เช่น มีสีสันมากกว่าธรรมดา หรือเป็นประกายสวยงาม  หรือได้ยินเสียงแต่เห็นเป็นภาพแทน เช่น ได้ยินเสียงดนตรีแต่เห็นเป็นโน้ตดนตรีแทน และอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว มีไข้ และความดันโลหิตสูง  กระวนกระวาย สูญเสียการควบคุม และอาการดังกล่าวอาจปรากฏให้เห็นซ้ำอีกได้แม้ไม่ได้เสพสารแล้ว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #86 yojamato (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 / 15:04
    ยาวิเศษ
    #86
    0
  2. #68 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:42

    นี่คือเบื้องหลังของสุดยอดยาหารเสริมอย่าง ถ่างเด้าธืเปรตทีโฆษณากีนตามทีวีสินะ

    #68
    0
  3. #66 yojamato (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 21:56
    ยาขยัน?
    #66
    0
  4. #64 Dragon_P (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มกราคม 2564 / 21:47

    ยาลดความอ้วน?

    #64
    0
  5. #63 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มกราคม 2564 / 17:00

    ข่มขู่มารียาด้วยสิ่งที่ผู้หญิงทั้งจักรวาลหวาดกลัวที่สุด "ความอ้วน"


    นี่หล่อนเป็นเทพธิดาหรือนางพญามารกันแน่

    #63
    0