[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 13 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑๒ : ความสัมพันธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 เม.ย. 64

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภุมิ

บทที่ ๑๒ ความสัมพันธ์

                ตอนสายของวันพุธเดียวกัน ณ โรงเรียนมัธยมธีรโชติศึกษา

                นักเรียนกำลังเรียนวิชาแรกเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา เพียงแต่ในวันนี้นกน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรนัก อาจเพราะเธอเพิ่งเจอกับประสบการณ์เฉียดตายบนรถตู้ไปเมื่อตอนเช้า หรือเพราะเพิ่งได้ระบายความรู้สึกที่มีกับแม่ไป เธอก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือเธอรู้สึกเหมือนปวดหัวอย่างบอกไม่ถูก จนเรียนในช่วงบ่ายต่อไปไม่ค่อยไหว และนั่นก็ทำให้ต้องตาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นความผิดปกติของเธอได้

                เด็กสาวร่างอวบพยายามมองหานภาพรผู้เป็นหัวหน้าห้อง ทว่ากลับนึกขึ้นได้ว่านภาพรแจ้งในกลุ่มแชทของห้องเมื่อคืน ว่าวันนี้จะลากิจไปทำธุระกับทางบ้าน เธอจึงตัดสินใจจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

                “ไหวหรือเปล่านกน้อย ถ้าไม่ไหวก็ไปพักห้องพยาบาลก่อนได้นะ” ต้องตากระซิบบอกกับเด็กสาวร่างเล็ก

                “ก็คิดว่าแบบนั้นแหละ” นกน้อยพูด ต้องตาจึงรีบขออนุญาตครูที่กำลังสอนอยู่ แล้วพาเพื่อนไปที่ห้องพยาบาลทันที

                “เป็นเพราะเรื่องเมื่อเช้าที่เธอเล่าให้ฟังหรือเปล่า” เด็กสาวเจ้าเนื้อถามนกน้อยขึ้นมาระหว่างทางไปห้องพยาบาล

                “อาจจะใช่มั้ง ไม่รู้ว่าฝันไปเองหรืออะไรยังไง แต่ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยต้องตา” นกน้อยพูดในขณะที่ร่างกายสั่นน้อย ๆ

                “เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว ยังไงตอนนี้เธอก็รอดมาได้นะ” ต้องตาพยายามจะปลอบใจเพื่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไรนัก เพราะเมื่อนกน้อยเดินลงบันไดก้าวแรก ร่างกายเธอก็พลันสั่นระริกจนไม่อาจจะยืนอยู่ได้จนเซหาต้องตา เด็กสาวร่างอวบอ้วนจึงเข้าไปประคองแขนเธอเอาไว้

“ตัวร้อนจัง! มีไข้ด้วยเหรอเนี่ยนกน้อย” ต้องตาพยายามถาม แต่ดูเหมือนเพื่อนจะไม่อยู่ในสภาพพร้อมจะตอบเท่าไรนัก เด็กสาวร่างอวบอ้วนตระหนกตกใจกับอาการที่เกิดขึ้นกับเพื่อน เธอเหลียวซ้ายแลขวาหวังจะหาใครสักคนมาช่วย แล้วก็พบกับบางคนที่กำลังเดินสวนขึ้นบันไดมาพอดี

“ขอโทษค่ะ! เพื่อนฉันไม่สบายเดินไม่ไหว ช่วยพาไปที่ห้องพยาบาลหน่อยได้ไหม?”ต้องตาพยามขอความช่วยเหลือจากคนที่เดินสวนมาโดยไม่ทันได้ดูว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เพราะรู้ตัวว่าคงแบกนกน้อยด้วยตัวเองไม่ไหวแล้ว

“ดูท่าทางไม่ดีเลย จะรีบไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!” เสียงหวานของผู้ที่เดินสวนมารีบตอบกลับทันควัน แล้วรีบเดินมาช่วยประคองนกน้อยทันทีต้องตามองไปที่เจ้าของเสียง เธอไม่คุ้นกับหญิงสาวเบื้องหน้ามาก่อน แต่จากการแต่งกายที่สวมเสื้อผ้าเหมือนผู้ใหญ่วัยทำงาน ไม่ได้สวมชุดนักเรียน ผมยาวสีดำเกล้าเป็นมวยไว้ด้านหลัง และยังแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางสีจัดจ้าน ก็ทำให้ต้องตาคาดเดาเอาว่าน่าจะเป็นครูสักคนในโรงเรียน ที่นักเรียนที่เพิ่งเข้ามาตอน ม.4 อย่างเธอยังไม่รู้จัก โดยไม่ต้องสงสัยอะไรมาก

“ไหวหรือเปล่าหนู?” เสียงของหญิงสาวแปลกหน้าเอ่ยถามนกน้อยพร้อมกับช่วยเข้ามาประคอง ทว่าเด็กสาวกลับตัวสั่นขึ้นมามากกว่าเดิม ราวกับความกลัวที่สะสมพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ก่อนจะทิ้งตัวลงแน่นิ่งไม่ไหวติงในอ้อมแขนนั้น ทำเอาต้องตาตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก

“เพื่อนเธอไม่ได้มีอาการบาดเจ็บรุนแรงหรือกระดูกหักตรงไหนใช่ไหม?” หญิงสาวรีบถามต้องตาด้วยท่าทีเหมือนจะเป็นห่วงนกน้อยเด็กสาวร่างอวบก็รีบตอบกลับไปทันที

“แค่ปวดหัวเฉย ๆ ค่ะ แต่ทำไมเป็นถึงขนาดนี้ก็ไม่รู้”

“งั้นเราจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยวิธีอุ้มและยก เดี๋ยวครูจะอุ้มที่ด้านหลัง เธอนั่งยอง ๆ แล้วประคองส่วนขานะ พอยกขึ้นแล้วเธอช่วยประคองส่วนขาไว้ เราจะพาเพื่อนเธอไปห้องพยาบาลกัน!” หญิงสาวที่เรียกแทนตัวเองว่าครู บอกกับต้องตาถึงวิธีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยท่าทางรีบร้อน ทำเอาต้องตาที่กำลังทำอะไรไม่ถูกเริ่มได้สติ แล้วปฏิบัติตามที่เธอสั่ง ก่อนที่จะพากันเคลื่อนย้ายร่างที่ไม่ได้สติของนกน้อย จนกระทั่งไปถึงห้องพยาบาล

ครูสาวและต้องตาพากันประคองนกน้อยลงบนเตียงของห้องพยาบาล ครูสาวเห็นว่านกน้อยอาการไม่สู้ดี จึงหยิบอุปกรณ์สำหรับวัดอุณหภูมิที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ห้องพยาบาลมาวัดไข้นกน้อยก่อนจะแสดงท่าทางกังวลอย่าเห็นได้ชัดกับอาการของเด็กสาว

“อาการไม่ดีเลย สงสัยอาจจะต้องส่งตัวต่อให้โรงพยาบาลแล้วล่ะ” ครูสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะมองไปยังต้องตา “เธอกลับไปเรียนต่อเถอะ ทางนี้เดี๋ยวครูจะจัดการเอง”

“ได้ค่ะ” ต้องตารับคำ ก่อนที่จะถามอะไรที่ค้างคาใจอยู่ “จะว่าไปแล้ว หนูยังไม่เคยเห็นครูเลย ครูสอนวิชาอะไรเหรอคะ?”

“อ๋อ ครูสอนสุขศึกษา ปกติอยู่ประจำห้องพยาบาลน่ะ เธออาจจะไม่ค่อยป่วยอะไรเลยไม่ได้เจอกัน นั่นก็ดีแล้วแหละ” ครูสาวพยายามอธิบายต้องตา เธอก็ดูเหมือนจะเข้าใจตามคำอธิบายนั้น จึงยกมือไหว้แล้วบอกลาเพื่อนกลับไปห้องเรียน

“หนูไปเรียนก่อนนะคะ งั้นฝากเพื่อนหนูด้วยค่ะ”

เด็กสาวร่างอวบพูดจบก็เดินออกจากห้องพยาบาลไป โดยไม่ทันได้สังเกตว่าด้านหลังเคาน์เตอร์ของห้องพยาบาลนั้น มีร่างหนึ่งที่เหมือนกับครูสาวไม่ผิดเพี้ยน กำลังนอนหมดสติอยู่ และหากต้องตามีความสามารถในการมองเห็นพลังงานของเหล่าอมนุษย์อย่างนภาพร เธอก็จะเห็นว่าร่างกายของนกน้อยกำลังถูกกลุ่มพลังงานสีดำคล้ายไอน้ำปกคลุมทั้งตัว และหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นครูสุขศึกษานั้น มีพลังงานสีดำลอยออกมาจากร่าง ราวกับกลุ่มควันจากกองเพลิง!

“วันนี้นังนั่นกับพรรคพวกของมันกำลังตามจัดการพลังของหัตถ์แห่งมหรสพอยู่สินะ เป็นศัตรูกับพวกเรา แต่ปล่อยให้เพื่อนใช้ชีวิตโดยไม่มีอะไรป้องกันแบบนี้ ก็เสร็จพวกเราล่ะ...” หญิงสาวที่อ้างว่าเป็นครูสุขศึกษามองไปที่นกน้อย พลางแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนจะหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา มันเป็นรูปของนกน้อย กับต้องตาและนภาพรในงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์เมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง...

.

เย็นวันพุธ ยามโพล้เพล้ หลังเลิกเรียนไปพักใหญ่

นักเรียนหลายคนแยกย้ายออกจากห้องไปนานแล้ว ทว่าต้องตาและเพื่อนบางคนที่เพิ่งทำงานกลุ่มเสร็จ ก็ยังมีท่าทีเป็นกังวลกว่าที่จะออกไป เพราะนกน้อยยังคงไม่กลับมาที่ห้องเรียน ครูที่ห้องพยาบาลบอกว่าจะนำเธอส่งโรงพยาบาล แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อกลับมา ทำให้เพื่อน ๆ เป็นกังวลอย่างยิ่งว่าอาการของเธออาจย่ำแย่กว่าที่คิดก็ได้

“นกน้อยเป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย ไม่เห็นติดต่อกลับมาเลย” เด็กสาวร่างสูงใหญ่นามหงส์หยกบ่นขึ้นมา ก่อนจะมองไปที่ต้องตาด้วยความสงสัย

“ไม่รู้เหมือนกัน ไปห้องพยาบาลตอนเที่ยง เขาบอกแจ้งผู้ปกครองมารับเรียบร้อยแล้ว” ต้องตาอธิบายให้เพื่อนสาวที่ดูท่าทางห่วงใยนกน้อย “ดูท่าอาการจะหนักมาก กระเป๋ายังไม่ได้มาเก็บกลับบ้านไปเลย”

“งั้นพวกเราเอากระเป๋านกน้อยกลับบ้านก่อนไหม นี่ก็เย็นมากแล้ว ไว้ที่นี่เดี๋ยวเกิดหายขึ้นมาจะแย่เอา” โจ๋เสนอแนะ แต่ยังไม่ทันมีใครได้ตอบ ความกังวลของทุกคนก็พลันชะงักลงไปชั่วครู่ เมื่อที่ประตูห้องเรียนมีร่างเล็กผิวสีน้ำผึ้งปรากฏขึ้นขึ้นมา

“นกน้อย! กลับมาแล้วเหรอ? เป็นยังไงบ้าง” ต้องตาเรียกชื่อเพื่อนสาวด้วยท่าทีโล่งอก

“ไม่มีอะไร ขอบคุณที่ห่วงนะ จะกลับมาเอากระเป๋าน่ะ” นกน้อยตอบด้วยเสียงร่าเริงเหมือนไม่มีอาการป่วยมาก่อน แล้วหยิบกระเป๋ามาสะพายด้วยท่าทาง

“ไหวหรือเปล่า ให้ออกไปส่งไหม?” หงส์หยกถามขึ้นมา แต่นกน้อยก็หันกลับมายิ้มด้วยท่าทางเหมือนสบายดี พร้อมกับหยิบลูกกวาดในกระเป๋าออกมาอม

“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ หมอว่าแค่เครียดกับกดดันอะไรนิดหน่อย พักสักคืนก็คงหายดีแล้วล่ะ” นกน้อยตอบ พลางยื่นลูกกวาดให้กับเพื่อน “กินไหม รสนี้อร่อยดีนะ”

“ขอกินด้วยคนสิ” ต้องตาบอกพลางลุกขึ้นมาหานกน้อย เด็กสาวร่างเล็กจึงหยิบลูกกวาดอีกลูกให้กับเพื่อน ก่อนจะยิ้มแล้วบอกลาทุกคน

“ไว้พรุ่งนี้เจอกันนะ”

“อื้อ พักผ่อนดี ๆ ล่ะ” หงส์หยกบอกกับนกน้อย ก่อนที่เด็กสาวร่างเล็กจะเดินออกไป ส่วนต้องตาก็แกะลูกกวาดมาอมอย่างเอร็ดอร่อย โดยที่ไม่มีใครในห้องสังเกตเห็นเลยว่านกน้อยที่กำลังเดินจากไป ได้ฉีกยิ้มอย่างชั่วร้ายอยู่...

ทว่ารอยยิ้มชั่วร้ายของนกน้อยก็พลันอันตรธานไป เมื่อเธอไปที่ทางเชื่อมระหว่างอาคาร แล้วสายตาของเธอพบว่ามีใครบางคนยืนขวางทาง แถมยังจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาดุ ราวกับเธอเป็นเด็กน้อยที่กำลังทำอะไรผิด เจ้าของร่างนั้นคือเด็กหนุ่มผิวสีแทนที่เพื่อนรู้จักกันในชื่อของเสน นั่นเอง

“มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า? ฉันไม่ค่อยสบายอยู่ หมอบอกให้กลับไปพักผ่อน” นกน้อยถามด้วยท่าทีเหมือนกับหวาดหวั่นอยู่ในใจ และแทนที่จะให้คำตอบ เสนกลับหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังวิดีโอคอลกับใครบางคนขึ้นมา

หน้าจอโทรศัพท์นั้นเป็นภาพของนภาพร กำลังนั่งอยู่ข้างเตียงในโรงพยาบาล โดยบนเตียงนั้นมีเด็กสาวร่างเล็กผิวสีน้ำผึ้งกำลังนอนหลับไม่ได้สติอยู่ นั่นคือร่างของนกน้อย!

“โห... แปลงได้เหมือนเปี๊ยบอย่างที่ว่าไว้เลยจริง ๆ ถ้าไม่มีระบบตรวจจับพลังงานอสูร คงแยกไม่ออกแน่ ๆ วันนี้มัวแต่ยุ่งกับเรื่องสปอร์พลังอสูรนั่น รบกวนทางนั้นด้วยนะ” นภาพรจากอีกฝั่งของโทรศัพท์พูดขึ้นมา ขณะที่เด็กสาวที่ยืนเผชิญหน้ากับเสนเริ่มหน้าถอดสี เธอกลับหลังหันวิ่งหนี ทว่ากลับสะดุดล้มลง เมื่อเชือกบาศสีทองรัดขาข้างหนึ่งของเธอเอาไว้ และปลายเชือกอยู่ที่มืออีกข้างของเสน

                “ไล่จัดการสปอร์พลังอสูรเสร็จแล้ว ก็ฝากจัดการไอพลังงานอสูรที่ทำให้เธอไม่สบายด้วยแล้วกัน เรื่องจับกุมทางนี้จะจัดการเอง” เสนบอกกับนภาพรก่อนจะกดตัดสาย แล้วเก็บโทรศัพท์ พร้อมเดินเข้าหาร่างที่สวมรอยเป็นนกน้อยซึ่งกำลังทรุดอยู่กับพื้น

                “คนจากกลุ่มที่ไล่ล่าพวกเราอยู่งั้นสินะ คิดว่าแปลงร่างได้เหมือนขนาดนี้จะตบตาได้แล้วเชียว” ร่างที่ดูเหมือนกับนกน้อยบ่นพึมพำ

                “มาริยา หัตถ์แห่งพาลชนสินะ ทางนี้มีข้อมูลเธออยู่ ความสามารถในการแปลงร่างหรือสร้างภาพมายาของเธอน่ะ อาจใช้ตบตามนุษย์ได้ แต่รูปแบบพลังงานอสูรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปนักหรอก” เสนพูดพลางหยิบขวดแก้วใบเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพื่อเตรียมจะจับกุมเป้าหมายตรงหน้าให้เข้าไปในขวด “กลับมาที่นี่ด้วยสภาพแบบนี้ คิดจะใช้พวกเด็ก ๆ เป็นแหล่งเพาะพลังงานด้านลบเพิ่มอีกงั้นรึ?”

                “ธนภัทราสูรบอกข้อมูลพวกเราให้เจ้างั้นรึ? แต่ผิดแล้ว ข้าคือเมริยา หัตถ์แห่งมัชชะต่างหากล่ะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูนี่!” ร่างที่ดูเหมือนนกน้อยพูดพลางหัวเราะอย่างชั่วร้าย ทำเอาเสนถึงกับชะงัก ก่อนที่เมริยาจะหยิบลูกแก้วลูกหนึ่งออกมาถือในมือ แล้วภาพสามมิติของหญิงสาวผิวสีม่วงอ่อนในชุดว่ายน้ำแบบทูพีซ ผมยาวสยายสีดำขลับ และมีเขี้ยวเล็ก ๆ ที่มุมปาก ก็ปรากฏขึ้นมาเหนือลูกแก้วนั้น

“หือ... เมริยาพลาดท่าจนได้สินะ ก็คิดไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้” เสียงของหญิงสาวผิวสีม่วงอ่อนเอ่ยขึ้นมา พลางจ้องมองมาที่เสน “ไม่ได้พลาดท่าให้กับธนภัทราสูร หรือเด็กที่ใช้ลูกเทนนิสนั่นงั้นเหรอ? นี่ใครกัน ดูหน้าตาท่าทางไม่เลวนี่นา ข้าชื่อมาริยา มาคุยกันหน่อยสิ”

                “ถ้าอยากจะคุย ก็ยอมให้จับซะ เดี๋ยวจะได้คุยกันเอง” เสนตัดบทอย่างรวดเร็ว ทำเอาหญิงสาวผิวสีม่วงถึงกับทำหน้าเหมือนจะงอน ก่อนจะพูดต่อ

“คิดว่าน่าจะอยากคุยกันมากกว่านี้เสียอีก” มาริยาพูดพลางอมยิ้ม ก่อนที่ภาพสามมิติเหนือลูกแก้วนั้น จะปรากฏอีกร่างนอกจากมาริยากำลังยืนเหม่อลอย มันคือร่างเด็กสาวร่างเล็ก ผิวสีน้ำผึ้ง ที่เสนจำได้ว่านั่นคือนกน้อย!

“อย่ามาหลอกกันให้ยากเลย ในเมื่อแม่นี่น่ะกำลังอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วพวกกลุ่มที่ตามล่าแกก็กำลังรักษาอาการของเธออยู่” เสนตอบกลับอย่างใจเย็น แต่มาริยาก็หัวเราะเบา ๆ พร้อมตอบกลับ

“ถ้าแค่ร่างกายน่ะอาจจะใช่ แต่จิตกับพลังงานที่สร้างความรู้สึกสุขหรือทุกข์บางส่วนอยู่กับทางนี้ต่างหาก ที่นี่เรียกว่าอะไรนะ ขวัญล่ะมั้ง” ภาพฉายของมาริยาพูดพลางฉีกยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะเชยคางร่างที่ยืนเหม่อของนกน้อยที่ “เอาล่ะหนุ่มน้อย บอกให้พวกเจ้าคนอื่น ๆ หยุดการไล่กำจัดสปอร์พลังอสูรที่พี่ของพวกเรากระจายพันธุ์เถอะ แล้วก็ให้เจ้าธนภัทรให้กลับมาหาพี่สาวคนนี้ได้แล้ว ไม่งั้นถ้าขวัญถูกทำลาย นังเด็กนี่จะเป็นอะไรไปไม่รู้ด้วยนะ”

“เป้าหมายของการแฝงตัวเข้ามาโรงเรียนนี้ ก็เพื่อหาตัวประกันที่น่าจะสำคัญพอ เพื่อบีบน้องชายให้กลับไปหางั้นสินะ” เด็กหนุ่มตาดุพูดพลางหัวเราะราวกับจะเย้ยหยัน “ครอบครัวที่เอาความสัมพันธ์ด้วยความกลัวมาขู่แบบนี้ ควรจะเรียกว่าเป็นครอบครัวได้จริง ๆ งั้นเหรอ?”

                “อย่ามาพูดมาก! ถ้าขืนพูดอีกนะ ข้าจะ...” เสียงของอสูรมาริยาจากภาพฉายลูกแก้วเอ่ยขึ้นมา แต่ไม่ทันจบประโยคดี เสนก็ชิงดึงบ่วงบาศ ลากร่างของอสูรที่แปลงเป็นนกน้อยซึ่งกำลังถือลูกแก้ว เข้าไปสะกดอยู่ในขวดโดยไม่สนใจฟังต่อให้จบ ราวกับไม่สนใจชะตากรรมของนกน้อยที่เป็นตัวประกันเลยสักนิด!

.

                ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทางด้านของนภาพร

                วันนี้เธอลากิจที่โรงเรียน เนื่องจากกลุ่มภูตภิบาลจำเป็นต้องเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อจัดการกับสปอร์พลังอสูรที่แพร่กระจายจากงานอีเวนท์ในห้างเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนที่พวกมนุษย์จะบ้าคลั่งกันกว่านี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยพลังของปหาสสูร หัตถ์แห่งมหรสพ จากข้อมูลของเครดิตที่ให้มา

                การแกะรอยผู้มีพลังอสูรด้วยแอปพลิเคชั่นที่พวกเธอพัฒนาขึ้นมา ตามด้วยการกระจายกำลังไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ถือว่าได้ผลดีพอสมควร ผู้คนที่ไปห้างสรรพสินค้าเมื่อวันอาทิตย์และมีพลังงานแปลก ๆ ในร่างกาย ถูกติดตามจนพบทีละคน แล้วเหล่าพรรคพวกเธอก็แอบจัดการสลายพลังงานเหล่านั้นด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแกล้งเดินชนแล้วปล่อยพลังที่สลายพลังอสูร แกล้งทำน้ำหกใส่ ชวนกินอาหารที่มีส่วนผสมของพลังงานที่ต่อต้านพลังอสูร หรือวิธีต่าง ๆ ที่พวกเขาไม่อาจรับรู้

อย่างไรก็ตาม จำนวนคนที่ไปยังห้างสรรพสินค้าในวันนั้นก็ยังมีมากเกินไป สมาชิกของกลุ่มภูตภิบาลในประเทศนี้เองก็ยังมีจำนวนคนที่สามารถปฏิบัติงานจริงได้แค่หลักสิบ ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้อาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน แต่ในช่วงระหว่างนั้นหากสปอร์พลังอสูรได้ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดคุ้มคลั่ง หรือเติบโตมากจนพวกอสูรชิงเก็บกลับไปก่อน เรื่องราวคงไม่ได้จบลงด้วยดีแน่ ๆ

แต่ถึงแบบนั้นเธอเองก็ต้องหยุดการตามหาผู้ถูกสปอร์พลังอสูรครอบงำ เมื่อเธอได้ข่าวว่านกน้อยมีอาการแปลกไปจากปกติจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และเมื่อเช็คตำแหน่งของโรงพยาบาลเทียบกับแอปพลิเคชั่น จึงทำให้รู้ว่านกน้อยถูกเล่นงานด้วยพลังอสูร แถมเสนก็ส่งข้อความมาว่าพบคนที่ดูคล้ายกับนกน้อยกำลังเดินอยู่ในโรงเรียน ทว่ามีพลังงานแบบอสูรออกมาจากร่าง นภาพรจึงถือโอกาสเข้ามาเยี่ยมนกน้อยในฐานะเพื่อน แล้วก็เจอกับแม่ของนกน้อยกำลังนั่งเฝ้าอยู่ในห้องพักผู้ป่วยพิเศษพอดี

                “ทำไมแกถึงไม่ฟื้นขึ้นมาสักที... แกโกรธฉันเรื่องเมื่อเช้าอยู่เหรอ... ฉันขอโทษ ฟื้นขึ้นมาเถอะ” เสียงหญิงวัยกลางคนร่างเล็กซึ่งนั่งอยู่ที่ข้างเตียงของนกน้อยบ่น พลางกุมมือของลูกสาวเอาไว้แน่น

หลายสิบปีที่ผ่านมาในชีวิตของเธอไม่ได้ราบรื่นเท่าไร เพราะฐานะทางบ้านของเธอในชนบทก็ค่อนข้างจะลำบาก ทำให้เธอได้เรียนจบแต่ ม.3 แล้วต้องเข้าเมืองมาทำงานหาเลี้ยงน้อง ๆ และครอบครัว แม้ภายหลังจะโชคดีได้แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นพ่อค้าที่พอมีฐานะบ้าง แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าสักเท่าไร

เมื่อเธอมีลูกสาว เธอจึงคาดหวังให้นกน้อยตั้งใจเรียนให้จบสูง ๆ ได้เรียนในคณะที่ดี ทดแทนตัวเธอที่ไม่ได้เรียนหนังสือตามที่เธอคาดหวัง จนพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้... แต่เมื่อเช้าที่มีปากเสียงกัน มันทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจจะทำผิดอะไรไปสักอย่างในความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก... แต่แล้วเธอก็หยุดความคิด เมื่อสังเกตเห็นนภาพรที่เดินเข้ามาพร้อมกับกระเช้าเยี่ยมไข้

                “สวัสดีค่ะ หนูชื่อพร เป็นเพื่อนของนกน้อย ได้ยินว่าเธอไม่สบายเลยมาเยี่ยมค่ะ” นภาพรอธิบาย แม่ของนกน้อยก็มองมาที่เด็กสาวก่อนจะยิ้มจาง ๆ รับคำ

                “ขอบใจมากลูก แต่นกน้อยยังไม่ได้สติเลย” แม่ของนกน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล “หมอบอกหายใจเองได้ หัวใจก็เต้นปกติ แต่ยังไม่ได้สติเลย ตอนนี้ก็กำลังรอผลตรวจอื่น ๆ อยู่”

                “หนูขอนั่งเฝ้ารอผลตรวจด้วยได้ไหมคะ หนูก็เป็นห่วงเหมือนกัน” นภาพรบอกกับแม่ของนกน้อย ซึ่งเธอก็ดูไม่ได้ขัดข้องอะไร

“งั้นฝากดูแลนกน้อยหน่อยนะ แม่จะออกไปซื้อของที่เขาชอบ เผื่อนกน้อยตื่นขึ้นมาจะได้มีกิน” แม่ของนกน้อยพูดขึ้นมา นภาพรก็ตกลงตามนั้น หญิงวัยกลางคนจึงเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้นภาพรอยู่กับร่างไร้สติของนกน้อยเพียงลำพัง เธอจึงวิดีโอคอลหาเทพธิดา แล้วก็ฝากเรื่องทางนั้นให้วีจิณีจัดการ ส่วนตัวเองก็กำลังจะจัดการพลังอสูรในตัวนกน้อย

พลังงานอสูรครั้งนี้แตกต่างจากสปอร์พลังอสูรในวันก่อนที่งอกรากเข้าไปในตัวเหยื่อแล้วเติบโตขึ้นโดยอาศัยอารมณ์รุนแรงของมนุษย์ แต่พลังตามตัวของนกน้อยคล้ายกับกลุ่มควันที่ปกคลุมตัวเสียมากกว่า และจากการสังเกตของนภาพรแล้ว มันไม่ได้เติบโตขึ้นมา แต่กลับปกคลุมร่างกายไว้แบบนั้น มันทำเอาเธออดคิดถึงข้อมูลที่เครดิตให้เอาไว้เมื่อคืนไม่ได้

“พวกอสูรมีรูปแบบพลัง และวิธีในงานครอบงำมนุษย์ที่แตกต่างกัน ที่เจอกันมานั่นคือหัตถ์แห่งมรสพ เขาจะเปลี่ยนพลังงานตนเองให้คล้ายกับสปอร์ และเติบโตด้วยพลังงานจากกิเลสของผู้ที่สปอร์นั้นไปเกาะ แล้วกระตุ้นให้ผู้ที่ถูกเกาะมีกิเลสแบบที่มันต้องการให้มันเติบโตมากขึ้น” คำพูดที่เครดิตอธิบายเกี่ยวกับพี่น้องของตัวเองเริ่มชัดขึ้นมาในความทรงจำของนภาพร

“แต่อสูรบางตนอาจสร้างพลังงานคล้ายกับกลุ่มควันมาปกคลุมร่างของเป้าหมาย และทำให้ร่างกายเป้าหมายเคลื่อนไหวไปในแบบที่ต้องการ หรือเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเป้าหมายไปเลยก็ได้ ทางนี้เองทำแบบนั้นได้เมื่อเข้าเงื่อนไขเกมโอเวอร์ แต่อสูรบางตนที่เก่งกว่า อย่างหัตถ์แห่งพาลชน สามารถทำแบบนั้นได้ทันทีที่ได้เข้าใกล้เป้าหมายในระยะ”

“ถ้าจะครอบงำมนุษย์ ขอแค่สัมผัสโดนตัวเท่านั้น เป้าหมายจะถูกกระตุ้นอารมณ์บางอย่างออกมาถึงขีดสุด จนเสียการควบคุมตัวเองไป ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความโกรธ หรืออะไรก็ตาม...”

เด็กสาวตาเรียวเริ่มปะติดปะต่อได้ว่าพลังงานเหล่านี้คงควบคุมให้นกน้อยหมดสติ นภาพรจึงหายใจออกยาวสุดปอด ก่อนจะหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่งเพื่อรวมรวมพลังปราณให้ไหลเวียนทั่วร่าง แล้วเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานนั้นให้มีความร้อนแบบแสงแดดตามที่เธอถนัด ก่อนจะหายใจออกแล้วถ่ายทอดพลังงานไว้ที่มือเพื่อใช้มันต่อต้านพลังงานอสูรที่ปกคลุมร่างของนกน้อย

ทว่านภาพรกลับต้องประหลาดใจ เมื่อพลังปราณของเธอไหลเข้าไปแทนที่พลังอสูรที่ครอบงำร่างของนกน้อยได้ไวกว่าที่คาดคิดไว้ ทั้งที่หากคำนวณจากแอปพลิเคชั่นแล้วมันควรจะมีปริมาณพลังที่ห่อหุ้มร่างของนกน้อยได้มากกว่านี้ ราวกับมันได้ไหลออกไปที่ไหนสักแห่ง...

นภาพรพยายามเรียกนกน้อย เด็กสาวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ทว่าแววตาของเธอยังเหม่อลอย ดูปราศจากอารมณ์และความรู้สึกทั้งหลายที่ควรมีในยามปกติ นภาพรพยายามตั้งสติแล้วสัมผัสถึงพลังงานในร่างนกน้อย และนั่นก็ทำให้นภาพรรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากนกน้อยในยามปกติ หรืออาจเป็นอาการที่คนในดินแดนนี้เรียกว่า ”เสียขวัญ” แล้วมักทำพิธีกรรมเพื่อเรียกเอาขวัญกลับมา ที่เธอเคยเห็นอยู่บ้าง

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะทีมงานของเธอน่าจะมีอะไรต่อมิอะไรมากพอที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือปริมาณไอพลังอสูรที่ควรอยู่รอบตัวนกน้อย ลดลงมากกว่าที่นภาพรตรวจสอบได้จากแอปพลิเคชั่นในตอนแรก แปลว่าพลังงานอสูรที่เล่นงานนกน้อยนี้สามารถติดต่อกันได้ และบางส่วนได้ถูกถ่ายโอนไปที่ไหนสักแห่ง...

“แย่แล้ว! แม่ของนกน้อย! นภาพรคิดในใจด้วยความตระหนก เมื่อสรุปเอาเองว่าพลังอสูรแบบที่นกน้อยโดน สามารถถ่ายทอดไปสู่คนอื่นที่สัมผัสตัวได้ และแม่ของนกน้อยที่น่าจะมีพลังนั้นครอบงำร่างกาย กำลังออกไปข้างนอกและต้องเจอคนอีกไม่น้อย!

.              

                ยามค่ำในอีกด้านหนึ่งของเมืองในเวลาไล่เลี่ยกัน

                บ้านเดี่ยวสามชั้นหลังหนึ่งตั้งอยู่ในชุมชน มันดูผิวเผินแล้วเหมือนบ้านผู้มีอันจะกินทั่วไป แต่ภายในบ้านตอนนี้กำลังประสบสถานการณ์ที่ผิดไปจากปกติ เมื่อข้าวของบริเวณหน้าบ้านอย่างตุ๊กตาตกแต่งสวน และม้าหินกำลังแตกกระจัดกระจาย และหากมีใครมองเห็นเหล่าอมนุษย์หรือภูตผี ก็จะพบว่ามีสิ่งมีชีวิตคล้ายกับสัตว์และมนุษย์กึ่งสัตว์จำนวนไม่น้อยกำลังล้มระเนระนาดอยู่บนเศษซากเหล่านั้น

                “เทวดาพระภูมิเจ้าที่ที่ควรดูแลบ้านหลังนี้ โดนสลับเอาพวกอสูรมาแปลงกายสวมรอยแทนอีกแล้วงั้นรึ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ความเคลื่อนไหวใด ๆ ในบ้านนี้จะไม่ถูกรายงานไปยังเบื้องบน” เสียงของเด็กสาวบ่นพึมพำ เจ้าของเสียงนั้นคือเทพธิดานามวีจิณี ที่กำลังสวมชุดเดิมกับเวลาออกต่อสู้กับเหล่าอสูรเหมือนหลายวันที่ผ่านมา

เธอจ้องมองไปยังประตูบ้านที่ถูกล็อกด้วยกลอน ก่อนที่จะชี้นิ้วไปที่ประตู แล้วส่วนหนึ่งของพลังงานสีขาวอมฟ้าที่แผ่เป็นรัศมีรอบตัวเธอ จะเข้าไปทำหน้าที่เหมือนกุญแจ สะเดาะกลอนเหล่านั้นจนประตูเปิดออก แล้วเทพธิดาก็ก้าวเข้าไปข้างในตัวบ้านทันที

“เจ้าหนุ่มที่ข้าคุยด้วยเมื่อครู่ คือเทพธิดาจำแลงมาสินะ จำได้แล้ว รัตตสูรบอกมาว่ามีศัตรูแบบนั้นมาขัดขวางเรื่องมันวันก่อน...” เสียงหญิงสาวดังก้องห้องรับแขก โดยที่ร่างเจ้าของเสียงยังคงไม่ปรากฏตัวออกมาให้ใครเห็น “ตัดสัญญาณจากลูกแก้วแล้วมาที่นี่ในไม่ถึงอึดใจงั้นเหรอ หาที่ซ่อนของข้าเจอได้ยังไงกัน ไม่เลวเลย”

                ลูกแก้วนั่นใช้คลื่นสัญญาณในการสื่อสารระยะไกล คล้ายกับคลื่นโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตไร้สายที่มนุษย์ใช้กันสินะ ถ้ามีเวลาหน่อย ให้เทพีแห่งคลื่นอย่างเราจับตำแหน่งปลายทางก็ไม่ยากนักหรอก” วีจิณีอธิบายถึงสาเหตุที่เธอมาที่นี่ได้ถูก ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอันสงบนิ่ง ทว่าทรงอำนาจ  “พวกผีที่ปกป้องบ้านนี้ในตอนแรก ถูกปลอมแปลงให้มีลักษณะคล้ายกับเทวดา จนกระทั่งถูกเล่นงานจึงคืนร่างจริง ฝีมือการแปลงรูปกายของเจ้างั้นสินะ”

                “เดาได้เก่งไม่เบา เจ้าธนภัทราสูรคงเล่าเรื่องความสามารถของหัตถ์มารทั้งหกไปหมดแล้วสินะ เจ้าคนทรยศครอบครัวนี่” เสียงของมาริยาเอ่ยกลับมาแม้เธอจะยังไม่แสดงตัว ขณะที่อากาศรอบบริเวณเริ่มเย็นเฉียบขึ้นมา ซึ่งวีจิณีก็ไม่ดูหวาดเกรง เทพธิดาออกคำสั่งกลับไปกับคู่สนทนาที่มองไม่เห็นทันที

“ส่งส่วนที่ชิงไปจากนกน้อย กับพวกพระภูมิเจ้าที่ทั้งหลายที่เจ้าจับสลับตัวไปกลับมาได้แล้ว งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน”

                “บอกแล้วไงว่าส่งตัวพี่น้องข้ากลับมาก่อน ทั้งเมริยา แล้วก็ธนภัทราสูร แล้วถึงจะได้ขวัญของนังเด็กที่เจ้ามาตามหากลับไปน่ะ” เสียงของอสูรสาวดังขึ้นแม้ไม่เห็นตัวตน วีจิณีจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่รัศมีสีขาวอมฟ้าจะแผ่ขยายออกไปทั่วห้อง แล้วทำให้บ้านทั้งหลังถึงกับต้องสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว!

                “แหล่งกบดานนี่น่าจะต้องใช้การเตรียมการไม่น้อยเลยนะ แต่เวลาพังน่ะ มันไม่นานนักหรอก” เด็กสาวผู้เปล่งรัศมีพูดเหมือนจะข่มขู่ ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะสั่นสะเทือนมากยิ่งกว่าเดิม!

                “เชิญตามสบายเลย พังไปก็ยังมีแหล่งกบดานอีกเยอะแยะ คิดว่าพี่น้องหัตถ์มารอย่างพวกเราจะมีที่อยู่แค่ที่เดียวงั้นรึ?” เสียงของมาริยาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนที่ผนังห้องแต่ละด้าน จะมีภาพเคลื่อนไหวของผู้คนในสถานที่ต่าง ๆ คล้ายกับหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังฉายรายการต่าง ๆ “แล้วก่อนจะที่มาพังบ้านคนอื่น มาพักชมสิ่งที่น่าสนใจสักครู่ดีกว่าเนอะ แม่เทพธิดา”            

                ภาพบนผนังแต่ละด้าน แสดงให้เห็นผู้คนที่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน บางคนถกเถียง บางคนทำร้ายร่างกายกัน บางคนก็กำลังแสดงความรักกันอย่างดุเดือด บางคนก็กำลังดิ้นทุรนทุราย และสายตาของวีจิณีก็มองเห็นว่ามีพลังงานอสูรฝังอยู่ภายในร่างกายของบางคนในภาพที่ปรากฏ แม้จะไม่ได้มากมายเท่าไรนัก และเธอก็ต้องประหลาดใจ เมื่อมองเห็นหนึ่งในนั้นมีภาพของต้องตา หงส์หยก และโจ๋อยู่ด้วย!

                “จะบอกว่าครอบงำคนพวกนั้นแล้วงั้นรึ?” วีจิณีตอบโดยไม่แสดงอาการว่ามีคนที่รู้จักอยู่ในนั้นด้วย

“ข้าและเมริยาทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก พลังในการปลอมแปลงรูปกายของข้า กับพลังของเมริยาที่เปลี่ยนสภาพคล้ายสารเคมีชนิดต่าง ๆ ทำให้เป้าหมายเกิดอาการคล้ายกับถูกสารเสพติดที่ออกฤทธิ์สารพัดอย่าง เมื่อผสานกันแล้ว การแปลงกายไปหลอกให้ใครกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีพลังของเมริยาก็ไม่ได้ยากนัก อย่างเช่นแปลงเป็นคนขายน้ำให้คนขับรถสักคัน แปลงเป็นพนักงานแจกขนมให้ชิมฟรี แค่นี้ผู้คนนับร้อยกำลังก็จะถูกพลังของเมริยาแทรกเข้าไปครอบงำในร่างได้มากยากแล้ว!” เสียงของมาริยาดังลั่นห้อง ก่อนที่ภาพบนผนังจะกลายเป็นใบหน้าของอสูรสาวผู้มีผมดำยาว และร่างอวบอิ่มผิวสีม่วงในชุดว่ายน้ำ พร้อมกับการระเบิดเสียงหัวเราะอย่างผู้มีชัย

“แล้วเผื่อเจ้าจะยังไม่รู้ ไอพลังงานอสูรที่ข้าใช้แปลงรูปลักษณ์ผู้อื่นกับควบคุมอารมณ์ของพวกเขาน่ะ มันสามารถถ่ายทอดกันได้ แล้วร่างเพื่อนสาวตัวเล็กของเจ้าที่ถูกข้าทำให้ป่วยน่ะ คงมีคนมาสัมผัสอยู่บ้าง แบบนั้นป่านนี้จะติดต่อใครไปกี่คนแล้วนะ...”

“ถ้าจัดการเจ้าได้ เดี๋ยวเรื่องพวกนั้นก็คงจบเองนั่นแหละ” วีจิณีพูดพลางยกกำปั้นขึ้นมาชี้หน้าภาพฉายของมาริยา

“มนุษย์บางคนกำลังถูกสปอร์อสูรเป็นปรสิตควบคุมกิเลสของพี่ปหาส บางคนกำลังมึนเมาด้วยพลังของเมริยา บางคนอาจเคลื่อนไหวปากหรือร่างกายไปทำอะไรที่ไม่ดีและกลายเป็นคนเลวร้ายด้วยพลังของข้า สังคมกำลังจะวุ่นวาย  ความสัมพันธ์ร้าวฉานของมนุษย์ทำให้เกิดความโกรธ เกิดความหลงผิด พลังงานจากอกุศลจิตของผู้คนกำลังเติบโต เจ้าจะหยุดมันยังไงแม่เทพธิดา! ภาพมาริยาบนผนังเอ่ยพลางฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาววาววับ  “เทพารักษ์จำนวนไม่น้อยก็หลงใหลในตัวข้า จนยอมรับสินบนและช่วยปกปิดเรื่องความเคลื่อนไหวของพวกเรา คนที่ขัดขืนก็ถูกพวกเราจัดการ แล้วข้าก็แปลงกายพวกอสูรไปสวมรอยแทน ไหนบอกสิว่าเจ้าจะแก้ปัญหาพวกนี้ยังไง?”

“ถ้าต่อสู้กันตัวต่อตัวเจ้าอาจจะแข็งแกร่งพอจะปราบพวกเราได้ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้ มันคือสงคราม! พวกเราเริ่มงานพวกนี้มาพักใหญ่ก่อนจะเจอเจ้า และงานของพวกเราใกล้จะสำเร็จแล้ว ต่อให้จับตัวข้า จับตัวเมริยา หรือจับตัวหัตถ์มารทั้งหมดได้มันก็สายไปแล้ว! ประเทศนี้กำลังจะกลายเป็นเหมือนดินแดนของเหล่าทิพยอสูรแบบพวกเราอีกแห่ง! แล้วตอนนั้นต่อให้จับพวกเราไปหมดแล้ว สุดท้ายเจ้าชายของพวกเราก็จะปลดปล่อยกลับเหล่าหัตถ์มารและอสูรทั้งปวงที่พวกเจ้าจับไปได้อยู่ดี!

“เพราะแบบนั้นก็เลยมีพวกที่ยอมแปลงร่างไปกระจายพลังงานจนโดนจับได้สินะ” วีจิณีพูดเหมือนพอเข้าใจแล้ว ว่าทำไมเมริยา หัตถ์แห่งมัชชะถึงถูกจับตัวได้ง่ายนัก

“เทพธิดาที่มาตามล่าพวกเราเพียงลำพังโดยไม่มีเทพเจ้าอื่นสนับสนุน แสดงว่าความสัมพันธ์กับเทพเจ้าอื่นไม่ดีสิท่า ถึงโดนโยนภาระหนักอึ้งมาให้แบกเพียงลำพัง ไม่คิดว่ามันน่าน้อยใจบ้างรึ? มาร่วมกับพวกเราแล้วสร้างดินแดนที่ตัวเองได้ผลประโยชน์กว่าที่พวกเทพเจ้าบนสวรรค์จะให้ได้หลังจบงานนี้เถอะ” ภาพมาริยาบนผนังเชื้อเชิญวีจิณี พลางกางแขนสองข้างไว้ราวกับจะโอบกอดอย่างเป็นมิตร

วีจิณีนิ่งเงียบไปหลายวินาที จริงอยู่ว่ามาริยากล่าวมานั้นไม่ผิดนัก ความเคลื่อนไหวของพวกอสูรเพิ่งถูกกลุ่มภูตภิบาลอ่านออกหลังความพ่ายแพ้ของเครดิต ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทำอะไรต่อมิอะไรกับโลกมนุษย์โดยปกปิดเอาไว้ด้วยการติดสินบนเหล่าเทวดาอารักษ์ที่ซื้อได้ และจับตัวพวกที่ขัดขืนเอาไว้ ก่อนจะใช้พลังของมาริยาแปลงกายเหล่าภูตผีให้มีรูปร่างคล้ายพวกเขา บางทีตอนนี้อาจจะสายเกินกว่าที่จะหยุดยั้งได้ไปแล้ว... แต่ถึงแบบนั้นเทพธิดาก็ตอบอสูรสาวกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“มันอาจสายเกินไป แต่ก็ยังดีกว่าไม่เริ่มต้นอะไรเลยน่ะนะ” วีจิณีพูดจบ บ้านทั้งหลังก็พลันสั่นสะเทือนด้วยรัศมีเทพที่ขยายตัวมากขึ้นจนผลักประตูหน้าต่างทุกบานให้เปิดอ้าออก แล้วแสงสว่างก็ปกคลุมทุกสิ่งในบ้านหลังนั้นขึ้นไปจนกระทั่งถึงชั้นสาม!

“กรี๊ด! นี่มันร้อนอะไรแบบนี้เนี่ย!” เสียงของมาริยาที่หลบอยู่ในห้องหนึ่งของชั้นสามกรีดร้องดังลั่น และไม่ถึงอึดใจ วีจิณีก็ไปยืนอยู่เบื้องหน้าเธอเรียบร้อยแล้ว!

มาริยาแปลงร่างตัวเองเป็นนกกา แล้วพยายามจะบินหนีไป ทว่าวีจิณีกลับโยนบ่วงบาศสีทองของเธอรัดปีกของอีกาไว้จนมันร่วงลงไปยังพื้นห้อง มาริยาแปลงร่างเป็นหนูตัวเล็กเพื่อจะลอดบ่วงบาศออกไป  แต่มันก็รัดแน่นขึ้นอีกจนไม่อาจจะหนีพ้นได้

“วรุณบาศของดูต่างหน้าพ่อเราน่ะ พันธนาการได้ทุกอย่างแม้แต่เทพเจ้า ไม่มีทางดิ้นหลุดหรอก” วีจิณีเอ่ยพลางดึงตัวมาริยาในร่างหนูให้เข้ามาใกล้ “เอาส่วนที่ชิงไปจากนกน้อยกลับมาได้แล้ว พวกเจ้าที่เจ้าทางอื่น ๆ ที่เจ้าจับมาด้วย”

แทนที่จะยินยอมแต่โดยดี เจ้าหนูอสูรกลับขยายร่างจนใหญ่โตขึ้นมาเป็นเหมือนกับงูเหลือมยุคโบราณที่กลืนกินจระเข้ได้ทั้งตัว แม้จะมีเชือกบาศพันกลางลำตัวอยู่ ก่อนที่จะพุ่งเข้ามารัดเทพธิดาราวกับจะบดขยี้ให้กระดูกแหลกสลาย

กร๊อบ!

เสียงบางอย่างถูกบดขยี้ดังสนั่น ทว่าไม่ใช่ร่างของวีจิณีที่ถูกงูรัด แต่กลับเป็นหัวของงูยักษ์ที่ถูกมือขวาของเทพธิดากดลงไปกับพื้นบ้านจนพื้นแตกร้าว!

งูยักษ์ดิ้นทุรนทุรายอยู่สักพัก ก็เปลี่ยนร่างเป็นช้างพังขนาดใหญ่ ทำเอาอาคารเริ่มจะสั่นสะเทือนด้วยแรงมหาศาล ก่อนที่ช้างจำแลงจะเอาเท้าแตะเศษพื้นที่แตกร้าว จนเศษเหล่านั้นขยายใหญ่พอกับศีรษะของมนุษย์ แล้วเตะเศษพื้นนั่นเข้าหาวิจิณี ทว่าเทพธิดาก็ปัดมันออกไปอย่างง่ายดาย

ช้างจำแลงไม่หยุดโจมตี เมื่อขยายเศษพื้นแล้วเตะใส่ไม่ได้ผล มันก็ชูงวงแล้วพ่นเอาไอสีดำออกมาใส่วีจิณี แต่เทพธิดากลับปล่อยหมัดใส่อากาศเบื้องหน้า เกิดเสียงกัมปนาทราวกับฟ้าคำราม ก่อนที่ไอสีดำจะกระจายหายไปหมด คลื่นอัดอากาศจากแรงที่หมัดปะทะกับอากาศ ทำให้ช้างมาริยาก็พลันซวนเซราวกับถูกปะทะด้วยอะไรที่หนักกว่าร่างกายของช้าง แล้วกลับร่างเป็นหญิงสาวผิวสีม่วงในชุดว่ายน้ำลงไปนอนกับพื้นห้อง

“คืนส่วนที่แย่งชิงจากนกน้อยกับเหล่าเทวดาเจ้าที่ที่โดนจับไปมา” วีจิณีสั่งอีกครั้ง ทว่ามาริยากลับยิ้มราวกับไม่ใช่ผู้แพ้ แม้ตัวเองจะยังลุกขึ้นมาไม่ไหวก็ตาม

“บ... บอกแล้วไงว่ามันสายเกินไป พอเจ้ามาเหยียบบ้านหลังนี้ ข้าก็ให้บริวารส่งสิ่งที่เจ้าต้องการไปหาพี่น้องตนอื่นแล้วล่ะ” คำตอบของมาริยาทำเอาวีจิณีถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ “คราวนี้จะทำยังไงกับข้าก็เชิญ แต่ของที่เจ้าต้องการน่ะ ยังไงก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก... แล้วต่อให้จับข้าได้ ไม่นานเจ้าชายของพวกเราก็จะมาช่วยข้าออกไปได้อยู่ดีนั่นแหละ...”

 

เกร็ดความรู้

การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยผู้ช่วยเหลือสองคน สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 อุ้มและยก เหมาะสำหรับผู้ป่วยรายในรายที่ไม่รู้สึกตัว แต่ไม่ควรใช้ในรายที่มีการบาดเจ็บของลำตัว หรือกระดูกหัก โดยมีคนหนึ่งอุ้มสอดแขนอุ้มด้านหลังผู้ป่วย อีกคนหนึ่งช้อนบริเวณขา

วิธีที่ 2 นั่งบนมือทั้งสี่ที่จับประสานกันเป็นแคร่ เหมาะสำหรับผู้ป่วยในรายที่ขาเจ็บแต่รู้สึกดีและสามารถใช้แขนทั้งสองข้างได้ ผู้ช่วยเหลือทั้งสองคนใช้มือขวากำข้อมือซ้ายของตนเอง ขณะเดียวกันก็ใช้มือซ้ายกำมือขวาซึ่งกันและกัน ให้ผู้ป่วยใช้แขนทั้งสองยันตัวขึ้นนั่งบนมือทั้งสี่ที่จับประสานกันเป็นแคร่ แขนทั้งสองของผู้ป่วยโอบคอผู้ช่วยเหลือ จากนั้นวางผู้ป่วยบนเข่าเป็นจังหวะที่หนึ่ง และอุ้มยืนเป็นจังหวะที่สอง แล้วจึงเดินไปพร้อม ๆ กัน

วิธีที่ 3 การพยุงเดิน วิธีนี้ใช้ในรายที่ไม่มีบาดแผลรุนแรง หรือกระดูกหักและผู้บาดเจ็บยังรู้สึกตัวดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #62 yojamato (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2563 / 04:30
    มาริยา เขียนผิด เป็นเมริยา เยอะเชียว
    #62
    1
    • #62-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 13)
      5 มกราคม 2564 / 14:41
      แก้ไขแล้วจ้า ขอบคุณมาก
      #62-1
  2. #45 กิฟ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 21:11

    มารียาน่า แปลงร่างงงง

    #45
    0
  3. #44 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 19:27

    เมริยา เป็นพลังชาเขียวเหรอถึงฉายาว่าหัตถ์แห่งมัทฉะ


    ที่จริงมารียาน่าจะใช้วิธีที่ง่ายกว่านี้ในการครอบงำมนุษย์นะ เอาแค่ปรับผิวเป็นขาว เปลี่ยนชุดว่ายน้ำมาเป็นแบบสายเชือกผูก หรือใส่เอี๊ยมตัวเดียว แล้วใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ เท่านี้ก็ได้มนุษยืมาเป็นสาวกเพียบแล้ว ยิ่งถ้าให้หัตถ์แห่งมหรสพมาร่วมด้วยก็ยิ่งง่ายเลย เพราะมนุษย์ชายแทบทุกคนจะต้องพร้อมใจกันใช้หัตถ์แห่งมหรสพสร้างความบันเทิงกับภาพมารียาแน่

    #44
    0
  4. #43 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 15:43

    มารียา หัตถ์แห่งพาลชน งั้นก็ต้องไปอัญเชิญจ่าพิชิตมาปราบสิ เพราะจ่าพิชิต ขจัดพาลชน

    #43
    0