ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 96 : แนวป้องกันที่เริ่มก่อตัวขึ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

อากาศอุณหภูมิเกือบลบสามสิบองศาจากหย่อมความกดอากาศสูงกลางฤดูหนาวนิ่งสนิทแม้ประตูหน้าบานมหึมาของโรงเก็บเครื่องบินที่สามจะเปิดอ้าซ่าจนสุดความสูงเกือบสามสิบเมตรของมัน แม้ยามห้าทุ่มกว่าของฐานบินกลางหุบเขาแห่งนี้จะเงียบอยู่แล้ว แต่วันนี้มันเงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม ไม่มีแม้เสียงนกกลางคืนที่เคยดังแว่วจากป่าไม้ผลัดใบด้านหลัง เสียงน้ำจากลำธารนับร้อยสายที่ไหลผ่านอยู่ไม่ไกล หรือแม้แต่เสียงคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศที่เคยคำรามต่ำๆเหมือนเครื่องบินกำลังจะขึ้นตลอดทั้งวัน ทุกอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ไร้ซึ่งชีวิต.....

 

แต่แล้ว ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อจู่ๆร่างเลือนรางหลายร้อย หรืออาจจะถึงพันร่างปรากฏตัวขึ้นติดๆกันทั้งในโรงเก็บเครื่องบินและลานจอดเครื่องบินอันว่างเปล่า ทุกตนถืออาวุธครบมือ ตั้งแต่พื้นฐานอย่างมีดดาบไปจนกระทั่งอาวุธสงครามขนาดหนักอย่างปืนกลและเครื่องยิงจรวด ไกลออกไปที่กลางลานจอดเครื่องบินซึ่งปกคลุมด้วยหิมะหนา เงาขนาดมหึมาของอะไรบางอย่างที่มีวัตถุทรงกระบอกยาวเหยียดติดอยู่ด้านบนปรากฏขึ้นพร้อมๆกันเกือบสิบเงา....

 

แล้วร่างสุดท้ายก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างของหญิงสาวในชุดทหารลายพราง ผ้าพันคอสีเทาคลุมทับทั้งเรือนผมและใบหน้าของเธอ เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เรืองแสงสีแดงฉานราวกับมีเปลวเพลิงร้อนแรงซ่อนอยู่ข้างใน

 

หญิงสาวเหลียวหลัง กวาดตามองเหล่าร่างนับพันที่ยืนนิ่งราวกับจะตั้งแถวเคารพ ก่อนจะที่จะสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในของโรงเก็บเครื่องบิน ริมฝีปากของเธอแสยะเป็นรอยยิ้มเย็นเมื่อเห็นอีกร่างหนึ่งที่มีผมและดวงตาสีดำประกายเขียวยืนรอต้อนรับเธออยู่แล้ว.....

 

 

“ท่านประจิม ว่างประชุมก่อ แผนเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว !

“รับทราบ มาที่ห้องประชุมเล็กได้เลย เดี๋ยวผมไป”

นักการเมืองร่างสูงกดปิดโปรแกรมประชุมออนไลน์ก่อนจะพับแลปทอปปิดลง ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจหักคอซ้ายขวาสองสามกร๊อบ ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานที่ชั้นบนสุดของที่ทำการพรรคเวียงตานก้าวหน้าไปยังห้องประชุมพิเศษ ที่มุมริมฝีปากบางมีรอยยิ้มแต้มอยู่จางๆ

 

แม้จะต้องเสียโอกาสการเป็นวีรบุรุษผู้นำการปราบวิญญาณผู้พิทักษ์ของสารขัณฑ์ เสียโอกาสขอกำลังเสริมจากรัฐอื่น และเสียกำลังพลวิญญาณไปนับหมื่นหรืออาจจะถึงแสน แต่ความสูญเสียนั้นก็เทียบไม่ได้เลยกับข้อมูลที่ได้มา ยามนี้เขารู้แล้วว่าศัตรูของเขาอยู่ที่ไหน มิหนำซ้ำยังอยู่ในฐานที่มั่นเล็กๆที่ล้อมรอบด้วยเขาสูงชันจนไม่มีทางหนี พวกมันไม่ต่างอะไรจากหมาจนตรอกแล้วในยามนี้ ก็เหลือแค่เมื่อไหร่เขาจะเอารถบดถนนเข้าไปขยี้หมาตัวนี้ให้เละเท่านั้น.....

 

อีกด้านหนึ่งของโปรแกรมประชุมออนไลน์ ตานีสาวหัวหนามยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางฮัมเพลงกับตัวเองอย่างมีความสุขขณะมือตอกปึกเอกสารหนานับสิบๆหน้าให้ตรงกัน เธอยัดมันเข้ากระเป๋าเอกสาร ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อกันหนาวที่แขวนอยู่กับตะขอบนฝาผนัง เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มไม่ทันเห็นดวงตากลมโตของเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์คนสวยที่จ้องมองตามมาจากหลังแลปทอป ดวงตาที่ฉายประกายสงสัยระคนระแวง

 

ระแวงที่ช่วงนี้เพื่อนสาวดูจะกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษเมื่อต้องไปทำอะไรสักอย่างกับประจิม....

 

“อ้อ มากันแล้ว”

ประจิมเอ่ยทักเมื่อตานีสาวทั้งสามปรากฏตัวขึ้นในห้องประชุม แหวนตรงรี่ไปนั่งที่นั่งข้างนักการเมืองวัยกลางคนทันที ขณะนางและเอื้องนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ใกล้จุดปรากฏตัวที่สุด ซึ่งอยู่แทบจะตรงข้ามกับอีกฝ่ายทั้งสอง

 

“ว่าไง มีอะไรมาให้ผมบ้าง”

นักการเมืองวัยกลางคนหันไปถามแหวนทันที ดวงตากลมโตของนางหรี่ลง เธอสังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้มาได้สักระยะแล้ว ก่อนหน้านี้ ประจิมมักเฉลี่ยความสนใจให้พวกเธอเท่าๆกัน หรือไม่ก็เน้นมาที่เธอด้วยคงเพราะเห็นว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม และยังเป็นลูกของตานีผู้มาเสนอขอสวามิภักดิ์กับเขาเป็นตนแรก

 

แต่สองสามเดือนมานี้ และโดยเฉพาะช่วงหลังจากที่เธอระเบิดอารมณ์ใส่เขาตอนตำแหน่งสวนกล้วยถูกเปิดเผย ชายวัยกลางคนก็เริ่มเย็นชากับเธอมากขึ้น แถมมีลามไปเอื้องด้วยแม้ปกติตานีสาวหน้าอ่อนจะไม่ค่อยได้พูดอะไรกับเขาอยู่แล้ว แต่ในทางกลับกัน เขากลับเปลี่ยนจุดสนใจไปยังตานีสาวหัวหนามอย่างชัดแจ้ง และนั่นทำให้เธอสงสัยมากที่สุด หากเขาจะไม่ไว้ใจเธอ หรือไม่ไว้ใจพวกเธอตานีโดยรวมก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่นี่เขากลับสนิทกับแหวนมากขึ้นตนเดียว....

 

เธอคงไว้ใจเพื่อนสาวตนนี้ไม่ได้จริงๆเสียแล้ว

 

“ข้าประเมินสภาพภูมิประเทศ ประเมินกำลังรบ ยุทโธปกรณ์ แล้วก็สถานการณ์อื่นๆ ทั้งของหมู่เฮาและของฝั่งปู้นดูคร่าวๆแล้ว ข้าคึดว่าหมู่เฮาควรจะเริ่มการจู่โจมในเวลาอีกสองอาทิตย์เป็นอย่างน้อย”

“ทำไมคุณถึงคิดว่าเราควรจะรออีกสองอาทิตย์” คิ้วที่เริ่มเป็นสีดอกเลาของชายวัยกลางคนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “กองกำลังเราก็พร้อมอยู่แล้ว แต่ยกเข้าไปกวาดมันให้เรียบโดยไม่มีแผนอะไรเลยก็ยังได้นะผมว่า”

“ถึงจะมีกองกำลังผีร้ายอยู่พร้อม แต่ผีร้ายหมู่นั้นก็ยังใช้พลังได้บ่เต็มที่ บางตนพลังงานวิญญาณยังบ่ค่อยสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ แล้วหมู่เฮาก็ยังควบคุมเปิ้นได้บ่อยู่มือเท่าได๋ด้วย สายการบังคับบัญชายังบ่ชัดเจน ผีตนได๋เก่งด้านได๋หมู่เฮาก็ยังฮู้ยังบ่ได้แยกเลยด้วยซ้ำ” ตานีสาวห้าวเพียงตนเดียวในกลุ่มอธิบาย “อีกอย่าง ถ้าหมู่เฮาบุกตอนนี้ ก็เท่ากับว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายของกองทัพจะยังใช้ประโยชน์ได้บ่เต็มที่ น่าจะใช้เวลาสองอาทิตย์นี้ฝึกหื้อพอขับหรือใช้อาวุธได้บ้าง น่าจะยะหื้อการบุกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าเอาไปแต่หมู่ผีร้ายที่เป็นวิญญาณล้วนๆ ก็อาจจะเสร็จง่ายๆเหมือนเมื่อวาน”

“อย่างงั้นเหรอ.....”

 

“บ่ ข้าบ่หันด้วย”

นางขัดขึ้นด้วยเสียงเรียบ แต่ก็ทำให้อีกสองตนหนึ่งคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว

 

“ไม่เห็นด้วยยังไง” ประจิมถาม ดวงตาที่เรียกอยู่แล้วของเขาหรี่ลงไปอีก ตานีสาวคนสวยฟังออกว่าน้ำเสียงของเขาแตกต่างกับน้ำเสียงที่ใช้พูดกับแหวน

“ข้าคึดว่าหมู่เฮาควรจะจู่โจมทันที ยิ่งเร็วเท่าได๋ก็ยิ่งดี” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบ “ดอยสูงเป็นฐานทัพใหญ่ ถึงอาวุธจะบ่ค่อยมีแล้วเพราะเอามาใช้ตอนป้องกันสวนกล้วย แต่วัตถุดิบสำหรับยะอาวุธมีเยอะมาก และด้วยเทคโนโลยีของหมู่เฮา เวลาแค่สองอาทิตย์ ต่อหื้อมีกำลังพลแค่สิบยี่สิบตนก็สามารถสร้างเครื่องบินหรือรถถังได้เป็นสิบคันสบายๆ ยิ่งตอนนี้หมู่เปิ้นได้กำลังเสริมไปเป็นร้อยตน จะสร้างอาวุธมหาศาลเทียบเท่าสักกองพลของกองกำลังเวียงตานก็ยังได้ เพราะจะอั้น ถ้าบุกตอนนี้หรือเร็วๆนี้เปิ้นจะยังบ่น่ามีอะหยังมาสู้กับหมู่เฮาได้มาก ยิ่งเร็วเท่าได๋ก็ยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น”

“จะบ้าก๋านาง แนะนำอะหยังง่าวๆ” แหวนพูดกลั้วหัวเราะ น้ำเสียงที่แฝงแววเยาะเย้ยแกมถากถางของเธอเหมือนประกายไฟที่ลอยมาจุดระเบิดแก๊สแห่งโทสะที่พลุ่งพล่านอยู่แล้วในอกตู้ม “บุกเข้าไปตอนนี้ก็ได้โดนยิงหมดสิ บ่หันที่หมู่มันโดนกันเมื่อวันก่อนก๋า เอ หรือว่านางอยากจะหื้อเป็นจะอั้นอยู่แล้ว.....”

“อย่ามาอู้จะอั้นกับข้าเน่อแหวน” นางสวนกลับเสียงเฉียบขาดก่อนจะหันไปหานักการเมืองวัยกลางคน “ประจิม ถ้าคุณอยากชนะ เชื่อข้า บุกหื้อเร็วที่สุด วันนี้หรือพรุ่งนี้ หรืออย่างมากก็บ่เกินหนึ่งอาทิตย์”

“เลือกเอาเน่อประจิม จะเชื่อข้า หรือเชื่อเปิ้น”

 

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นอึดใจหนึ่ง ดวงตาที่ฉายประกายแข็งกร้าวของตานีสาวหัวหนามจ้องลึกลงในดวงตากลมโตที่จ้องตอบกลับมาอย่างแข็งกร้าวพอๆกัน แต่ประจิมดูจะไม่ทันสังเกตเห็นการเผชิญหน้าท่ามกลางความเงียบนี้ เขาหลับตาลงอย่างครุ่นคิด ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นในที่สุด

 

“เราจะบุกภายในอีกสามอาทิตย์ตามคำแนะนำของคุณแหวน หรืออาจจะเร็วกว่านั้นถ้าผมเห็นสมควร แต่ไม่เร็วกว่าสองอาทิตย์” ดวงตาเรียวลืมขึ้น จ้องตรงมาที่เด็กสาวคนสวยผู้เบนสายตาจากเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์มาจ้องกลับเช่นกัน “มีปัญหาอะไรรึเปล่าคุณนาง”

 

นางจ้องใบหน้าที่แฝงแววเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายอยู่อึดใจใหญ่ราวกับพยายามเรียบเรียงคำพูดจะโต้แย้ง แต่ในที่สุด เธอก็ถอนหายใจยาว

“บ่มี คุณอยากยะอะหยังก็แล้วแต่คุณ”

 

“ถ้างั้นก็เป็นอันตกลง” ประจิมพยักหน้า “มีอะไรอีกหรือเปล่า”

“มี ข้าลองทำแผนการโจมตีเบื้องต้นมาหื้อดูด้วย”

 

ตานีสาวหัวหนามกุลีกุจอดึงปึกเอกสารที่เตรียมมาจากรังลับกลางเทือกเขาตานปันน้ำออกมาแผ่กลางโต๊ะ ก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการที่เธอวางไว้ให้ประจิมฟังอย่างกระตือรือร้น กลับกับนางที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง เธอคิดเอาไว้บ้างแล้วว่าเรื่องอาจจะกลายเป็นแบบนี้

 

แต่เอาเถอะ เธอก็ไม่ได้เสียใจอะไรนักหรอก.....

 

 

ท่ามกลางแสงอาทิตย์สลัวของยามบ่ายสามโมงและหิมะโปรยปราย เสียงปืนดังระรัวติดกันราวข้าวตอกแตก คั่นด้วยเสียงตูมสนั่นจนหูแทบดับเมื่อลำกล้องปืนใหญ่ยาวเกือบสิบเมตรเคลื่อนถอยหลังพร้อมๆกับพ่นแก๊สจากชนวนกระสุนจนหิมะกระจาย ร่างเจ็ดร่างในชุดลายพรางสีขาวอมเทาที่หมอบอยู่ริมราวป่าหนึ่งลุกพรวดขึ้น วิ่งสุดฝีเท้าเลียบแนวป่าไปทิ้งตัวลงหมอบใกล้แนวต้นสนที่ยื่นออกมาเป็นแหลมกลางทุ่งหิมะโล่งกว้าง ก่อนที่เสียงปืนจะดังเป็นตับอีกครั้งเมื่อไรเฟิลจู่โจมทุกกระบอกในมือกราดยิงไม่นับเข้าใส่รังปืนกลที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเบื้องหน้า

 

แต่กราดยิงไปได้เพียงไม่กี่วินาที ทั้งกลุ่มก็มีอันต้องแตกฮือไปคนละทิศคนละทางเมื่อร่างเล็กที่หมอบอยู่ริมสุดของกลุ่มสะดุ้งเฮือกก่อนจะคว่ำหน้าลงกับพื้นหิมะเย็นเฉียบ สีแดงฉานแผ่ซ่านเต็มแผ่นหลัง และจากดวงตาที่ผ่านการรบมาไม่น้อย ร่างอื่นๆก็รู้ทันทีว่าทิศทางของกระสุนไม่ได้มาจากรังปืนกลเบื้องหน้า หากมาจากเนินเขาอีกเนินที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร นั่นหมายความได้อย่างเดียว.....

 

“สไนเปอร์ ! หาที่กำบัง !

ไม่ต้องบอกก็ทำอยู่แล้ว แต่ละร่างต่างวิ่งเข้าแนวต้นสน แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าอย่างดีของปืนกลบนเนิน ของเหลวสีแดงฉานสาดกระเซ็นพร้อมๆกับอีกสามร่างที่ร่วงลงไปกองกับพื้นหิมะ แต่อย่างน้อยที่เหลืออีกสามก็เข้าไปหาที่กำบังในป่าได้ทัน.....

 

“ตาย ตาย ตาย ตายแน่งานนี้.....”

เด็กหนุ่มหน้าดุหายใจถี่รัว หัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงอย่างรุนแรงราวกับมันอยากออกมาวิ่งเล่นท่ามกลางอากาศหนาวลบยี่สิบข้างนอกจนเขากลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะได้ยินเสียง ไม่ใช่แค่จากความเหนื่อยอ่อนที่ต้องวิ่งมาตลอดทั้งปฏิบัติการ แต่จากความหวาดหวั่นที่ต้องเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่เขาเคยรบมา....

 

หลานชายหมอผีใหญ่เอนหลังแนวต้นไม้ ไรเฟิลจู่โจมในมือกวาดมองแนวป่ารอบตัวอย่างระแวดระวังระคนหวาดระแวง ไม่ทันไรเขาก็เสียทั้งกล้าย หมิง น้ำไทและแก้วไปง่ายๆ ยามนี้พวกเขาเหลือกันอยู่แค่สามคนแล้ว ในขณะที่รังปืนกลข้าศึกแทบยังไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แถมทางหนีก็ดันต้องผ่านแนวการยิงของสไนเปอร์เมื่อครู่นี้ด้วย บุกต่อก็ไม่ได้ ถอยกลับก็ไม่ได้ ก็เหลือแค่ว่าความตายจะมาหาเขาตอนไหนแล้ว

 

“ขอกำลังเสริม ! ใครก็ได้ช่วยที !

เสียงสูงปรี๊ดที่แฝงแววหวาดกลัวสุดขีดของนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงดังมาเข้าหูฟัง จ้าดลุกพรวดหมายจะไปช่วยเพื่อนสาวแม้รู้ว่าตัวเองคงทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ออกวิ่ง เสียงกรีดร้องโหยหวนของเพื่อนสาวก็ดังก้องป่าก่อนจะเงียบหายไปเหมือนเทปขาด ไขสันหลังของหลานชายหมอผีใหญ่เย็นเยือกไล่ขึ้นมาตั้งแต่บั้นเอวไปจนถึงก้านสมอง ฟ้าเสร็จพวกมันไปแล้ว ก็เหลือแค่เขากับ.....

 

“อ้ายจ้า.....”

เสียงของตานีน้อยผมสั้นที่ขาดหายไปดื้อๆ เหมือนสาวหมัดเหล็กบอกให้จ้าดรู้ว่าอีกตนหนึ่งที่เคยอยู่กับเขาจากไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุทิ้งตัวลงนั่งพิงต้นไม้อีกครั้ง พยายามบีบตัวห่อไหล่ให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะปืนในมืออันสั่นเทาประทับบ่าเตรียมพร้อมจะยิงอะไรก็ตามที่โผล่ออกมาจากป่าหนาทึบ เขาจะไม่ยอมนั่งอยู่เฉยๆให้โดนฆ่าตายง่ายๆ อย่างน้อยขอฝากกระสุนไว้ในกายฝ่ายตรงข้ามสักนัดสองนัดเป็นที่ระลึกเถอะ....

 

แต่โชคร้าย เด็กหนุ่มไม่มีโอกาสทำเช่นนั้น รู้ตัวอีกที มีดยาวเกือบฟุตก็นาบเข้ากับลำคอ เขาได้ยินเสียงหัวเราะห้าวลึกจากด้านหลัง ก่อนที่มีดจะถูกกดลงและเฉือนออก ตัดผ่านเส้นเลือดใหญ่....

 

ฝ่ายกองกำลังผสมตานีแพ้ รอบที่ยี่สิบสาม !’

เสียงประกาศที่ดังก้องขึ้นมาในโสตประสาทช่างตอกย้ำความผิดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือก ก่อนจะสะโหลสะเหลลุกขึ้นเดินไปรวมกับอีกสี่เด็กสาวและสองเด็กหญิง แต่ละตนและแต่ละคนดูเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กัน ลุงหนวดเฟิ้มผู้ถือมีดเปื้อนสีแดงซึ่งเพิ่มจะ “ปาดคอ” จ้าดไปหยกๆ เดินตามมาตบหลังเด็กหนุ่มสองสามป้าบเป็นเชิงให้กำลังใจ แต่มันก็คงจะฟื้นกลับมายาก ในเมื่อแค่กับผีไม่ร้ายมากที่มีแค่อาวุธตามแบบแผนไม่ถึงสองร้อยตนพวกเขายังสู้ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับผีร้ายสุดๆที่หลุดมาจากโลกหลังความตาย ทั้งหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและหลานชายหมอผีใหญ่ตระหนักแล้วว่าการที่พวกเขายืนหยัดต่อสู้ผีร้ายอยู่ได้เป็นชั่วโมงเมื่อไม่กี่วันก่อนคือปาฏิหาริย์ชัดๆ

 

“ไม่ไหวแหล่ว....” จ้าดทิ้งตัว หรือถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นเข่าอ่อนจนตัวร่วงลงนั่งกับพื้นจนหิมะกระจาย “วันนี้พอแค่นี้ก่อนได้มั้ย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว.....”

“สำออย ถ้ากล้วยอยู่เปิ้นยิ่งได้เกลียดนายแน่” เด็กสาวผมหางม้ากัด แม้เธอจะดูเหนื่อยอ่อนไม่แพ้กัน สีผิวที่เข้มกว่าตานีปกติเล็กน้อยของเธอยามนี้ดูซีดกว่ากล้วยผู้ขาวจนแทบจะเป็นหิมะเสียอีก “ไป ลองกันอีกสักรอบ”

“กล้าย เราก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ....” สาวแว่นทวินเทลอุทธรณ์บ้าง “อย่างน้อยวันนี้พักกันก่อนเหอะ จะได้ไปหาข้อมูลที่อุ๊ยสายมอบหมายมาต่อด้วยไง”

“แต่เดี๋ยวหมู่เฮาก็ต้องสู้กับหมู่ผีร้ายแล้วเน่อแก้ว” กล้ายท้วง “แล้วนี่หมู่เฮาฝึกกันมาทั้งเช้า แต่แค่รังปืนกลจุดเดียวยังยิงพลประจำปืนบ่ได้เลย แล้วจะไปรับมือหมู่ผีร้ายเป็นหมื่นไหวได้จะได”

“แต่นี่มันฝึกการบุกไม่ใช่การตั้งรับซะหน่อย มันเกี่ยวกับที่ผีร้ายจะบุกมาที่นี่ตรงไหนเนี่ย !?

“ก็ลุงหวังบอกไปแล้วบ่แม่นก๋าว่าจำเป็นต้องฝึกทั้งสองอย่าง !?

“กล้าย ลุงว่าพักก่อนก็น่าจะดีเหมือนกันนะ” ชายวัยกลางคนหนวดเฟิ้มผู้ปาดคอจ้าดเดินมาแตะไหล่ตานีสาวผู้ตั้งท่าจะเปิดฉากยิงใส่หลานชายหมอผีใหญ่ก่อนผีร้ายเสียแล้ว

“แม้แต่ลุงหวังก็ยังอู้จะอี้กาเจ้า.....”

“หักโหมเกินไปมันก็ไม่ใช่เรื่องดีนะกล้าย อีกอย่าง เมื่อกี้เจ้าแม่ก็ส่งโทรจิตมาเรียกด้วย”

“อุ๊ยสายเรียกกาเจ้า” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อคิ้วบางขมวดเข้าหากัน “เรื่องอะหยังเจ้า”

“เห็นว่าจะให้ไปประชุมนะ”

“ประชุม ?” ฟ้าทวนคำ “แต่อุ๊ยสายนัดไว้วันศุกร์เย็นไม่ใช่เหรอคะ ตั้งมะรืนนี้ หรือว่าฟ้าจำวันผิด”

“เห็นว่าคนชื่อเดือนส่งข้อมูลสำคัญมา”

“อ๋อ....” กล้ายพยักหน้าว่าเข้าใจ “ถ้าจะอั้นก็ได้เจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้าที่มาช่วยกันฝึก พรุ่งนี้ขอแรงอีกเหมือนเดิมเน่อเจ้า” ประโยคสุดท้ายเธอทั้งพูดทั้งส่งผ่านโทรจิตให้เหล่าผีแห่งป่าทิศตะวันออกได้ยินกันทั้งสนามซ้อมรบ

“โอเค งั้นเดี๋ยวพวกลุงล่วงหน้าไปก่อนเลยละกันนะ”

“เจ้า”

 

เกิดลมเบาๆเมื่อร่างนับร้อยที่กระจายตัวอยู่ท่ามกลางสนามซ้อมรบ รวมทั้งอีกสองสามร่างที่ซุ่มอยู่บนเนินเขาห่างออกไปเปลี่ยนเป็นพลังงานก่อนจะหายตัววับ ขณะเหล่าสหายร่วมรบทั้งเจ็ดออกเดินลุยหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงเก็บเครื่องบินที่เห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่ท่ามกลางหมอกขาวของหิมะที่เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่สีแดงจากกระสุนเพนต์บอลมีปริมาณไม่มากนัก หากมันซึมลึกลงไปถึงเสื้อชั้นในๆ จนถึงผิวเนื้อแล้วล่ะก็ อย่างน้อยๆ สามมนุษย์กับอีกหนึ่งสมิงคงได้แข็งตายเป็นหวานเย็นรสเพนต์บอลอยู่แถวนี้แน่

 

แต่กว่าจะฝ่าหิมะกลับมายังโรงเก็บเครื่องบินได้ ทุกคนและทุกตนก็เปียกมะลอกมะแลกอยู่ดีจากหิมะที่กองสุมกันอยู่ตามหลืบเสื้อกันหนาวก่อนจะละลายซึมเข้าไป สายจึงจำใจยอมเลื่อนประชุมออกไปเพื่อให้สามคนสี่ตนได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดแห้งๆมาให้เรียบร้อย ขืนให้มานั่งสั่นแหงกๆกันอยู่ในห้องประชุมมนุษย์ทั้งสามคงได้ปอดบวมตายกันไปข้าง และก็เพื่อให้กล้วยซึ่งวันนี้นั่งวางแผนมาราธอนกับเธอมาตั้งแต่หกโมงเช้าได้พักบ้างด้วย

 

ในที่สุด เหล่าสหายร่วมรบก็ลงมาพร้อมกันที่ห้องประชุมตอนหกโมงเย็น วิญญาณสาวหน้าหวานนั่งรออยู่แล้ว วิญญาณอีกสามตนนั่งอยู่ข้างตัวเธอ ตนหนึ่งคือหวัง ลุงหนวดเฟิ้มเหมือนนักร้องเพลงเพื่อชีวิตผู้รับบทมือมีดสังหารในการซ้อมรบเมื่อบ่าย ตนต่อมาก็คุ้นหน้าคุ้นตาไม่แพ้กัน ชายหนุ่มหน้าเคร่งแกมเนิร์ดผู้สวมแว่นกรอบลวดและชุดช่างคือหนึ่งในผีที่ซ่อมปีกทิลต์โรเตอร์ให้พวกเขาที่ม่อนแป้งนั่นเอง

 

“โอเค เปลี่ยนชุดกันเรียบร้อยแห้งสบายอย่างบ่เคยเป็นมาก่อนแล้วเน่อ”

สายเอ่ยขึ้นเมื่อสี่ตานี หนึ่งสมิงและอีกสามมนุษย์นั่งลงที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวหน้าจืดแอบเห็นวิญญาณผู้ชายทั้งสองตนกุมขมับทำหน้าเหนื่อยใจกับมุกของอดีตพันเอกสาว ดูท่าสมัยยังอยู่ที่ป่าทิศตะวันออกแม่ค้าอาวุธสาวคงเล่นมุกแบบนี้จนเอือมพอๆกับที่พวกเธอเอือมการแอ๊บเด็ก

 

“ช่วงสามสี่วันที่ผ่านมาอาจจะเคยเจอกันไปบ้างแล้ว แต่อุ๊ยขอแนะนำอีกทีละกัน” หญิงสาวหน้าหวานดูจะไม่รู้สึกหรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจปฏิกิริยาต่อมุกอะไรก็ไม่รู้ของเธอ สายผายมือไปยังวิญญาณทั้งสองซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นเคยของเธอทีละตน “ตนแรกคงคุ้นกันดีแล้วเน่อ หวัง ตอนมีชีวิตอยู่เคยเป็นเสนาธิการทหารของกองทัพเวียงตาน จะมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านแผนการและการรบ”

“ขอค่าจ้างด้วยสิเจ้าแม่”

“ติดไว้ก่อน” สายตัดบทง่ายๆ ก่อนจะหันกลับมาหาชายหนุ่มหน้าเนิร์ดผู้นั่งอยู่อีกด้าน “ตนที่สองก็น่าจะเคยเจอกันแล้วเหมือนกัน แอ๊ด อดีตวิศวกรและเจ้าของบริษัทเหล็กกล้าตานหมั้น จะมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษเรื่องการผลิตและการพัฒนาอาวุธ”

“อื้อหือ” เด็กสาวหน้าคมทำตาโต ตานหมั้นไม่ใช่บริษัทเล็กๆเลย เผลอๆจะใหญ่อันดับต้นๆของสารขัณฑ์หรืออาจจะของโลกด้วยซ้ำในฐานะผู้ผลิตและแปรรูปเหล็ก “นอกจากจะมีเจ้าของโรงงานอาวุธสายคำ ลูกเจ้าของตาน แล้วยังมีเจ้าของตานหมั้นอีกด้วยเหรอคะเนี่ย”

“แหม ก็แค่อดีตแหละนะ สมัยผมยังเป็นแค่บริษัทธรรมดาๆอยู่เลย” วิญญาณหน้าเนิร์ดตอบอย่างถ่อมตัว ทุกคนและทุกตนจำสำเนียงเหน่อแบบรัฐกรีบุรีที่ได้ยินเมื่อสองสามวันก่อนได้ดี “ต้องขอบคุณลูกชายผมแหละที่ขยายจนมาได้ขนาดนี้”

“ถ้าฐานบ่ดีมันก็ขยายบ่ได้หรอกเน่อแอ๊ด” สายชมชายหนุ่มผู้อายุจริงๆห่างจากเธอเกือบสามสิบปี “เอ้า ทักทายกันพอแค่นี้ก่อน ที่อุ๊ยเรียกประชุมวันนี้เพราะเดือนส่งข่าวมาหื้อแล้วว่าหมู่เปิ้นจะโจมตีในอีกประมาณสามอาทิตย์ และจากอีกสายของอุ๊ยก็หื้อข้อมูลมาคล้ายๆกัน”

“สามอาทิตย์ ?” กล้ายทวนคำ คิ้วบางขมวดเข้าหากัน “ยะหยังถึงนานจะอั้น ข่าวถูกแน่กาเจ้า”

“เดือนเปิ้นก็งงๆอยู่ แต่เปิ้นว่าเท่าที่ดูท่าทางนางแล้วน่าจะเป็นเรื่องแต๊ หันว่าแหวนเป็นตนเสนอ”

“เป็นไปได้ว่าหมู่เปิ้นอาจจะอยากฝึกซ้อมหรือบ่อั้นก็จัดระเบียบการควบคุมผีร้ายหื้อดีก่อน” กล้วยสันนิษฐาน “เพราะถ้าใช้ไปทั้งจะอี้ก็อาจจะออกมาเหมือนที่ม่อนแป้ง คือเละ.....”

“แต่จังซี่ก็ถือเป็นเรื่องดีของพวกเฮาสิคะ” สมิงสาวเอ่ยขึ้นบ้าง “มีเวลาให้เตรียมตัวตั้งสามอาทิตย์ ตอนแรกเฮาคิดว่าพวกเปิ้นสิมาสักอาทิตย์นี้ซะอีก”

“อื้ม ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะถ้ามาอาทิตย์นี้ อุ๊ยก็บ่ฮู้ว่าจะเอาอะหยังไปสู้กับหมู่มันเหมือนกัน ขนาดที่ม่อนแป้งมีแค่ราวๆสองหมื่นกว่าตนยังเสียกำลังไปตั้งหลายสิบ แล้วนั่นก็ยังบ่มีอาวุธหนักเลยด้วย” สายพยักหน้าเห็นด้วย “เอาเหอะ ในเมื่อหมู่เฮาฮู้แล้วว่าหมู่เปิ้นจะโจมตีตอนได๋ และในเมื่อเหลือเวลาพอหื้อผลิตอาวุธได้บ้างจะอี้ อุ๊ยก็คึดว่าหมู่เฮาน่าจะวางแผนการตั้งรับแล้วก็การผลิตอาวุธหื้อเป็นระบบมากกว่าเดิมสักหน่อย ว่าแต่ก่อนอื่น การบ้านที่อุ๊ยหื้อไปเป็นจะไดกันบ้าง”

 

ได้ยินคำว่าการบ้าน จ้าดและแก้วผู้เมื่อครั้งอยู่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้ทำการบ้านมาส่งเองเท่าไหร่ก็สะดุ้งเฮือกโดยจิตใต้สำนึกแม้การบ้านคราวนี้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือหากจะพูดให้ถูก พวกเขารวมทั้งฟ้าก็แทบไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลยในการบ้านครั้งนี้ แม้จะถูกจัดให้คู่กับตานีทั้งสี่ตนก็ตาม

 

แม้ในแลปทอปของตานีทุกตนจะมีโปรแกรมช่วยวางแผนระดับสูงที่กลั่นกรองมาจากสมองและประสบการณ์การรบของตานีนับสิบๆรุ่นติดตั้งอยู่ แต่โปรแกรมช่วยวางแผนก็ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกองกำลังที่มีทั้งของฝ่ายเดียวกันและของศัตรูด้วยถึงจะคำนวณได้แม่นยำที่สุด ซึ่งนั่นก็คือการบ้านในครั้งนี้....

 

“ก่อนอื่น เริ่มจากน้ำไท แก้วแล้วก็ฟ้า ข้อมูลของผีร้ายที่มาคราวนี้เป็นจะไดบ้าง”

“แป๊บนึงเน่อเจ้า”

 

ตานีน้อยผมเปียกุลีกุจอควักแลปทอปของเธอจากในกระเป๋าออกมากดเปิดก่อนจะเชื่อมต่อสัญญาณเข้ากับหน้าจอใหญ่ แผนที่รัฐเวียงตานที่ทุกคนและทุกตนในห้องคุ้นตาปรากฏขึ้นเต็มความกว้างเกือบห้าเมตรของจอแอลซีดีหน้าห้องประชุม จุดและปื้นสีแดงกระจุกตัวอยู่ตามเส้นแม่น้ำตานซึ่งเป็นตำแหน่งของเมืองใหญ่รวมทั้งตานนะคอน ความหนาแน่นของกลุ่มจุดลดลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อออกห่างจากตัวเมือง ไปจนกระทั่งไม่มีเลยในเขตเทือกเขารวมทั้งที่ดอยสูงแห่งนี้ด้วย

 

“จากที่ใช้โปรแกรมสแกนวิญญาณด้วยดาวเทียมส้อยเพ็ดหนึ่ง สองและสาม ประมาณได้ว่าผีร้ายที่ฝ่าออกมาจากโลกหลังความตายมีประมาณสิบเจ็ดล้านสองแสนญานเจ้า”

“ญาณ ?” สี่มนุษย์หนึ่งสมิงเอียงหัวอย่างสงสัยเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนถึงจะไปคนละทิศคนละทางก็ตาม แม้กระทั่งแก้วผู้ซึ่งตามหน้าที่แล้วต้องช่วยรุ่นน้องสาวผมเปียด้วยซ้ำก็ยังเอียงกับเขาด้วย ปกติทั้งสามแทบไม่ได้ยินใครพูดคำนี้แม้แต่ตอนกำลังทำงานกันอยู่ก็ตาม

“ญาณเป็นหน่วยวัดพลังงานวิญญาณ หนึ่งญาณมีค่าเทียบเท่าวิญญาณทั่วไปหนึ่งตน วิญญาณร้ายที่มีพลังสูงมากๆ อาจจะมีพลังสี่ห้าญาณหรืออาจจะถึงสิบ” กล้วยอธิบาย เธอค้อมหัวเป็นเชิงขอโทษที่รบกวนให้รุ่นน้องสาวก่อนจะพยักหน้าให้อธิบายต่อ

“ขอบคุณมากเจ้าเอื้อยกล้วยที่ช่วยอธิบายหื้อ” ตานีน้อยยิ้มให้รุ่นพี่สาวก่อนจะร่ายยาว “ค่าเฉลี่ยของพลังงานวิญญาณอยู่ที่ประมาณห้าญาณต่อหนึ่งตน และพลังงานวิญญาณสูงสุดที่วัดได้อยู่ที่ประมาณห้าสิบญาณต่อตน พลังงานวิญญาณที่ตานีรับมือบ่อยๆก็อยู่ที่ราวๆห้าหกญาณต่อตนอยู่แล้ว ก็ถือว่าบ่ได้น่าเป็นห่วงอะหยังมากถ้าเทียบเป็นตนๆ แต่ปัญหาคือปริมาณนี่แหละเจ้า”

“แล้วประเภทของผีร้ายล่ะ” สายถามนำเมื่อเห็นลูกศิษย์ตัวน้อยเงียบไปอึดใจใหญ่

“สุมาเน่อเจ้า พักนานไปหน่อย” น้ำไทหัวเราะแหะๆ ก่อนจะกดเปลี่ยนสไลด์ คราวนี้ตารางบอกข้อมูลและประเภทของผีร้ายโชว์หราอยู่ที่กลางหน้าจอ “จากการประมาณการ ผีร้ายและปีศาจทั้งหมดที่หมู่เฮาต้องรับมือ แปดสิบสองจุดเก้าเปอร์เซ็นต์เป็นวิญญาณที่ฝ่ามาจากโลกหลังความตาย ที่เหลือเป็นปีศาจที่อยู่บนโลกนี้อยู่แล้วเช่นกระสือ กระหังแล้วก็ปอบไห้”

 

เด็กหญิงผมเปียหันไปหยิบน้ำมาดื่มแก้คอแห้งสองสามอึก ก่อนจะกดเปลี่ยนสไลด์

 

“ความสามารถของวิญญาณที่ฝ่ามาจากโลกหลังความตายบ่สามารถตรวจสอบอะหยังได้มาก แต่เท่าที่ดู ส่วนใหญ่คงเน้นการหลอกหลอน เข้าสิงมนุษย์แล้วใช้อาวุธต่างๆของมนุษย์ หรือบ่อั้นก็พลังพื้นฐานของผีร้ายทั่วๆไปอย่างยกย้ายหรือโยนสิ่งของเจ้า”

“ส่วนปีศาจที่ตอนนี้อยู่ในเวียงตานแล้วมีกระสือประมาณสองพันตน กระหังสามพันตน ปอบไห้น่าจะอยู่หลักพันต้นๆ แต่บ่ฮู้จำนวนที่แน่นอน พรายน้ำร้ายมาจากสหัสวารีผ่านแม่น้ำตานประมาณร้อยตน สมิง....” เด็กหญิงชำเลืองมองรุ่นพี่สาวหน้าเสือเล็กน้อยอย่างไม่มั่นใจว่าควรจะพูดดีหรือไม่ “อีกประมาณห้าสิบตน แล้วก็เปรตจากโลกหลังความตายประมาณพันตนเจ้า”

“อื้ม เยี่ยม ขอบใจมากเน่อน้ำไทกับแก้ว”

“หนูไม่ได้ช่วยน้องเลยนะคะอุ๊ยสาย” เด็กสาวผมทวินเทลรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

“ฟ้าก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยเหมือนกันค่ะ”

“อุ๊ยฮู้” สายตอบกลั้วหัวเราะ “อุ๊ยหื้อคู่กับน้ำไทหื้อเรียนงานหรอก”

“อ๋อ.....”

“เอ้า โอเค เรื่องจำนวนวิญญาณที่หลุดมาก็จบไป มีผู้ได๋มีคำถามก่อ”

“ตอนนี้ปีศาจอยู่ที่ไหน” หวังยกมือถามเป็นตนแรก “คงไม่ได้มาเดินท่อมๆอยู่ในตานนะคอนหรอกนะ”

“เท่าที่ดูจากโปรแกรมสแกนวิญญาณ ตอนนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวกันอยู่แถวหลวงน้ำทาเจ้า แต่ก็มีที่เขเลางค์เยอะพอสมควร”

“ก็ยังอยู่ในเมืองงั้นเหรอ....” เจ้าของบริษัทเหล็กกล้าใหญ่ขมวดคิ้ว “ถึงขั้นกล้าเอาปีศาจมาอยู่ในตัวเมืองแบบนี้มันคงมั่นใจมากว่าไม่มีใครทำอะไรได้”

“ก็คนที่เหลือหื้อยะได้ก็มีแต่หมู่เฮานี่แหละมั้ง เพราะเรื่องจะอี้รัฐอื่นบ่ยุ่งอยู่แล้วยกเว้นจะไปก่อสงครามหรือยะอะหยังนอกเวียงตาน” สายหัวเราะในลำคอ “มีผู้ได๋มีคำถามอีกก่อ”

“มีครับ” คราวนี้หลานชายหมอผีใหญ่ยกมือ “มีภูตผีปีศาจชนิดไหนที่พวกเรายังไม่เคยเจอบ้างรึเปล่า”

“ข้าเจ้าบ่แน่ใจเท่าได๋ แต่คึดว่ามีเจ้า” ตานีน้อยผมเปียตอบ “กลุ่มก้อนพลังงานวิญญาณที่เขลางค์เป็นประเภทที่โปรแกรมสแกนวิญญาณระบุบ่ได้ว่าเป็นตัวอะหยัง แล้วหมู่มันก็มาจากโลกหลังความตายด้วย น่าเป็นห่วงอยู่พอสมควรเจ้า”

“คิดว่าน่าจะเป็นอะไรได้บ้าง” จ้าดถามต่อ คราวนี้ไม่ได้เจาะจงถามกลุ่มงานวิเคราะห์ผีร้ายนรกแตกอย่างเดียว แต่ถามทั้งห้องประชุม

“ถ้าถึงขั้นโปรแกรมบ่ฮู้ หมู่เฮาก็คงบ่มีผู้ได๋ฮู้แล้วล่ะ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “แถมยังหลุดมาจากโลกหลังความตายอีก ทางปู้นมีอะหยังๆอีกเยอะแยะที่หมู่เฮาบ่ฮู้จัก”

“แต่นี่หลุดมาเยอะพอสมควรเลยเน่อกล้าย” ราชินีตานีออกความเห็น ดวงตาเรียวของเธอหรี่ลง “ปีศาจในโลกหลังความตายอาจจะมีแปลกๆเยอะ แต่ก็บ่น่ามีที่เป็นประเภทเดียวกัน แสดงสัญญาณพลังงานวิญญาณเหมือนกันออกมาจำนวนมากๆจะอี้ ข้าเจ้าชักย่านว่าหมู่เปิ้นจะบ่แม่นผีร้ายหรือปีศาจธรรมดา.....”

“มีปีศาจบ่ธรรมดาด้วยบ่นี่”

“หมายถึงบ่แม่นปีศาจทั่วๆไปน่ะหมิง”

“ท่านกล้วยกำลังคึดว่าหมู่เปิ้นเป็น.....”

“ยมทูต”

 

ทั้งห้องเงียบกริบทันที หลานชายหมอผีใหญ่พอจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เครียดเขม็งเหมือนเคเบิลเหล็กเส้นกำลังถูกน้ำหนักนับพันตันดึงจนตึงเปรี๊ยะ

 

“จะว่าไปก็บ่แม่นจะเป็นไปบ่ได้เน่อ” กล้ายเอ่ยขึ้นเป็นตนแรก “ตอนที่หมู่เฮาไปโลกหลังความตาย หมู่เปิ้นก็มีท่าทีแปลกๆอยู่แล้ว”

“แต่ถ้ายมทูตเข้าร่วมกับหมู่ผีร้ายจริงๆนี่จบเลยนะ” วิญญาณลุงหนวดเฟิ้มพูดเสียงเครียด

“ทำไมล่ะคะ” สาวแว่นทวินเทลถาม “ยมทูตคืออะไร แล้วน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ยมทูตก็คือหมู่ผู้รักษาความปลอดภัยในโลกหลังความตาย” ราชินีตานีอธิบาย “เหมือนตำรวจของโลกหลังความตายนั่นแหละ หมู่เปิ้นมีอำนาจในการจับขังหรือแม้กระทั่งทำลายวิญญาณดวงได๋ที่ยะผิด ข้าเจ้ายังบ่เคยหันอาวุธของหมู่เปิ้น แต่เท่าที่หมู่เปิ้นเคยเปิดเผยให้ฟังก็บ่แม่นธรรมดา....”

“เดี๋ยวๆกล้วย มันดูมีอะไรย้อนแย้งกันอยู่นะ” แก้วขัดเพื่อนสาว “ถ้าเป็นเหมือนตำรวจของโลกหลังความตายจริง ยมทูตก็น่าจะต้องมาตามจับพวกผีร้ายนี่กลับไปโลกหลังความตายสิ”

“อ๋อ หมู่เฮายังบ่เคยเล่าหื้อแก้วฟังสิเน่อ” คราวนี้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบบ้าง “จำได้ก่อว่ากล้วยกับข้าบ่ได้ไปค่ายบุตรพะแสนตอนก่อนเปิดเทอม หมู่เฮาไปติดต่อกับยมทูตที่โลกหลังความตายมา แล้วหมู่เปิ้นก็.... บ่ค่อยจะหื้อความร่วมมือเท่าไหร่”

“เอ๊ะ ยังไม่ตายไปโลกหลังความตายได้ด้วยเหรอ”

“เดี๋ยวค่อยเล่าละกันเน่อฟ้า” กล้ายเบรกเพื่อนสาวป้องกันการออกนอกเรื่อง “จะไดก็ตาม หมู่เฮาก็พอจะหันได้อยู่ว่ายมทูตคงบ่อยู่ข้างหมู่เฮาแน่ๆ แต่หมู่เปิ้นจะมาร่วมมือกับผีร้ายหรือบ่อันนี้อีกเรื่อง”

“แต่.... ทำไมล่ะ” นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงขมวดคิ้วถามอย่างงุนงงระคนขัดใจ “ทำไมยมทูตถึงอยากมาร่วมกับผีร้าย”

“เรื่องแรงจูงใจหมู่เฮาก็บ่ฮู้ และคงบ่มีผู้ได๋ฮู้นอกจากหมู่เปิ้นเอง” เด็กสาวหน้าจืดตอบ

“แรงบันดาลใจเอาไว้ก่อน แต่ถ้าเป็นยมทูตแต๊ ก็ถือว่าเรื่องนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะหมู่เฮาบ่ฮู้เลยว่าอาวุธของหมู่เปิ้นคืออะหยัง และยะการได้จะได ก็เท่ากับหาทางป้องกันหรือลดความเสียหายบ่ได้เลย” สายตอบเสียงหนัก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เรื่องนั้นเอาไว้อู้กันอีกที มีผู้ได๋จะถามอะหยังอีกก่อเรื่องข้าศึก”

 

ไม่มีใครยกมือ อดีตพันเอกสาวจึงเปลี่ยนเรื่อง

“ถ้าจะอั้น ต่อไป น้ำว้า จ้าด อาวุธและวัตถุดิบที่เหลือของหมู่เฮาตอนนี้มีอะหยังบ้าง และอาวุธของกองทัพเวียงตานเท่าที่พอจะประมาณการและใช้ดาวเทียมถ่ายรูปมาได้มีอะหยังบ้าง”

 

“ครับ”

คราวนี้จ้าดรับหน้าที่คนนำเสนอด้วยเห็นว่ารุ่นน้องสาวทำงานหนักกว่าเขาไปแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุล้วงเอาปึกกระดาษหนาเตอะออกมาจากแฟ้มที่เขาเอามาด้วยก่อนจะส่งไปรอบโต๊ะ ขณะน้ำว้ารับแลปทอปต่อจากน้องสาวฝาแฝดก่อนจะเปิดไฟล์นำเสนอ ตารางขนาดใหญ่กางหราอยู่บนหน้าสไลด์ของเขา

 

“อาวุธเบาทั้งหมด มีอาวุธประจำกาย กระสุนขนาด 5.56 หกพันกว่านัด กระสุนขนาด 7.62 ประมาณห้าพันนัด แล้วก็ .50BMG สองพันกว่านัดครับ ทั้งสองแบบส่วนใหญ่เป็นหัวทำลายวิญญาณ ส่วนของที่เพื่อนๆอุ๊ยสายเอามาให้ใหม่ มี 5.56 หกพันกว่านัด แล้วก็ .50BMG สี่พันกว่านัดครับ มีทั้งหัวทำลายวิญญาณและหัวทำลายสสาร หรือทั้งสองอย่าง” หลานชายหมอผีใหญ่อธิบายตัวเลขคร่าวๆ แม้ในตารางจะเขียนจำนวนจริง “อาวุธเสริมประเภทระเบิดมือ เดิมไม่มีเลย ของที่กลุ่มเพื่อนอุ๊ยสายเอามาให้มีระเบิดควันร้อยห้าสิบเจ็ดลูก ระเบิดสังหารทำลายวิญญาณสามร้อยสิบสองลูก ระเบิดแสงแปดสิบสองลูก อาวุธเสริมประเภทเครื่องยิงลูกระเบิดที่ติดกับไรเฟิลจู่โจมสิบสองกระบอก กระสุนห้าสิบนัด”

“อาวุธหนักประเภทประจำหน่วย มีเครื่องยิงจรวดต่อต้านอากาศยานแบบประทับบ่าหรือแมนแพด* ทั้งหมดสิบสองกระบอก ที่อุ๊ยสายเอามาให้เพิ่มอีกยี่สิบกระบอก จรวดทั้งหมดเดิมมีอยู่แล้วที่นี่แปดสิบหกลูก มีมาเพิ่มจากอุ๊ยสายร้อยเจ็ดสิบลูก” จ้าดร่ายยาวต่อพร้อมกับกดเปลี่ยนสไลด์ไปด้วย “ปืนกล มีปืนกลหกลำกล้องของกล้ายหนึ่งกระบอก ใช้กระสุนขนาด 30 มิลลิเมตร แต่กระสุนเหลืออยู่แค่สามร้อยกว่านัด นอกนั้นก็มีปืนกลหนักขนาด .50 ที่อุ๊ยสายเอามาให้อีกสี่กระบอก”

 

หลานชายหมอผีใหญ่หลบไปจิบน้ำแก้คอแห้งหลังจากพูดมานาน น้ำว้าเข้าเสียบอธิบายต่อทันที

 

“อาวุธหนักประเภทสนับสนุน ปืนใหญ่ต่อต้านรถถังแบบตรึงกับที่ขนาด 125 มิลลิเมตรหนึ่งกระบอก กระสุนใช้ร่วมกับของรถถัง จะอธิบายในหน้าต่อไป ปืนใหญ่แบบลากจูงแบบ TM-677 ขนาด 155 มิลลิเมตรหกกระบอก กระสุนทั้งหมดสองร้อยแปดสิบเจ็ดลูก ที่อุ๊ยสายเอามาหื้อ มีปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรอีกแปดกระบอก กระสุนทั้งหมดสี่ร้อยห้าสิบลูก และสุดท้ายของอาวุธสนับสนุนคือจรวดนำวิถีระยะใกล้แบบ TMM-2 ทั้งหมดสี่สิบเจ็ดลูกเจ้า เครื่องยิงสภาพพร้อมยิง”

“ยานเกราะทั้งหมด ภาคพื้นดิน รถถัง TT-42M สามคันที่เอามาจากตานนะคอน กระสุนทั้งหมดสองร้อยแปดสิบนัด ปืนใหญ่แบบเคลื่อนที่ได้ที่มีอยู่แล้วที่นี่สามคัน** กระสุนใช้ร่วมกับ TM-677 ที่เหลือก็ รถตรวจการขับเคลื่อนสี่ล้อสิบคัน ติดอาวุธปืนกลขนาด .50” ตานีน้อยผมสั้นอธิบายต่อ ขณะภาพและข้อมูลของยานเกราะในสไลด์เปลี่ยนไปตามรุ่นที่เธอเอ่ยถึง “ยานเกราะทางอากาศ เครื่องบินรบครองอากาศ TF-50 สิบสองลำ ติดอาวุธจรวดต่อต้านอากาศยานทั้งหมดสี่สิบสองลูก ทิลต์โรเตอร์เอนกประสงค์หนึ่งลำ แต่อาวุธหมดเกลี้ยงแล้วยกเว้นปืนกลที่ใช้กระสุน 30 มม. ที่ก็ใกล้หมดแล้วเหมือนกัน แล้วก็เครื่องบินลำเลียงที่สภาพพอใช้ได้สองลำ ส่วนอีกลำล้อยังบ่ได้ซ่อม แต่หมู่เฮาก็คงบ่ได้ลำเลียงไปที่ได๋มากหรอกมั้ง”

“ส่วนอุปกรณ์การสื่อสารและนำร่อง มีเรดาร์มาตรฐานของฐานบิน ใช้ได้ทั้งจับพลังงานวิญญาณและต่อต้านปืนใหญ่** แล้วก็มีตัวรับสัญญาณดาวเทียมส้อยเพ็ดหนึ่ง สอง สาม สภาพพร้อมยะการ ถ้าตัวรับหลักเสียหาย ทั้งเรดาร์และตัวรับสัญญาณดาวเทียมมีระบบสำรองอีกสามจุดติดตั้งอยู่คนละที่อย่างที่หันในภาพ นอกจากนั้นก็มีตัวรับ-ส่งวิทยุกำลังสูงสำหรับสื่อสาร แล้วก็เครือข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านดวเทียม ทั้งหมดสภาพพร้อมยะการ ทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละ

 

น้ำว้าจบการนำเสนอของเธอลง แต่เมื่อเห็นดวงตาที่เรืองแสงสีแดงของวิญญาณสาวหน้าหวานหรี่ลง เธอก็เติมหางเสียงให้เบาๆ “เจ้า....”

 

“ดีเน่อ ยังนึกขึ้นได้” สายหัวเราะหึๆ ก่อนจะหันไปถามวิญญาณหนวดเฟิ้มที่นั่งอยู่ข้างตัว “คึดว่าจะไดบ้างหวัง”

“ก็หนักอยู่นะเจ้าแม่” ผู้ถูกถามถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือพลิกเอกสารประกอบการนำเสนอไล่ดูจำนวนอาวุธทั้งหมดอีกครั้ง “อาวุธต่อต้านวิญญาณมีเยอะพอสมควรก็จริง แต่อาวุธต่อต้านอากาศยานกับยานเกราะนี่ไม่น่าจะพอรับมือกับทั้งกองกำลังเวียงตานแน่ๆ”

“ก็ไม่น่าจะพอครับ ยิ่งถ้าดูจากข้อมูลที่ได้มาด้วยแล้ว ถ้าประจิมเอามาบุกทั้งกองทัพล่ะก็ เราก็คงเหลือแต่ไข่ครับ”

“บ่สุภาพเลยจ้าด” กล้ายดุเพื่อนหนุ่ม แต่เธอก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก

“ถ้างั้นขอดูข้อมูลของกองกำลังเวียงตานหน่อย”

“ครับ” จ้าดกดเปลี่ยนสไลด์ “กำลังพลทั้งหมดประมาณแสนห้าหมื่นนาย รถถังอย่างน้อยแปดร้อยคัน รถลำเลียงพลหุ้มเกราะสองร้อยคัน ปืนใหญ่แบบเคลื่อนที่ได้ห้าสิบคัน ปืนใหญ่ลากจูงหกสิบกระบอก จรวดต่อต้านอากาศยานแบบเคลื่อนที่ได้อย่างน้อยห้าสิบคัน เครื่องบินรบครองอากาศอย่างน้อยร้อยห้าสิบลำ เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินอย่างน้อยสามสิบลำ เฮลิคอปเตอร์โจมตีอย่างน้อยสี่สิบสองลำ และยังมีเครื่องลำเลียงพลร่มด้วยครับ”

“ไม่สวยละงานนี้ แต่ก็อย่างที่คิดไว้แหละนะ....” ผีหนุ่มชาวกรีบุรีพ่นลมออกจากจมูกอย่างหนักใจ “คิดว่ายังไงกันบ้าง ฝั่งนั้นจะเอาออกมาทั้งหมดเลยรึเปล่า”

“ข้าเจ้าคึดว่าบ่น่าจะหมด แต่ก็น่าจะเยอะพอสมควรเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “เท่าที่ดูจากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เป้าหมายหลักของประจิมบ่น่าจะใช่หมู่เฮา แต่น่าจะเป็นการยึดหรือบ่อั้นก็แผ่อำนาจไปทั้งสารขัณฑ์หรืออาจจะทั้งภูมิภาคนี้ เพราะจะอั้นข้าเจ้าคึดว่าเปิ้นน่าจะเหลือกำลังไว้บ้างเผื่อผิดพลาด บ่น่าจะเอามาทุ่มลงกับหมู่เฮาทั้งหมด อีกอย่าง เปิ้นก็คงฮู้ว่าหมู่เฮามีกันอยู่แค่นี้ ต่อหื้อมีกลุ่มเพื่อนอุ๊ยสายมาเพิ่มก็คงบ่ต้องถึงกับเอามาทั้งหมด”

“อืม.... แต่เราไม่ค่อยเห็นด้วยกับกล้วยเท่าไหร่นะเรื่องนี้” ฟ้าแย้ง “เท่าที่ดู ประจิมน่าจะเป็นพวกกล้าได้กล้าเสียพอสมควร ดูอย่างที่มันทำกับตำรวจเวียงตานสิ เราว่างานนี้มันน่าจะเอามาทั้งหมดนะ ยิ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะกำจัดพวกเราได้ด้วยแล้ว”

“อีกอย่าง ประจิมก็น่าจะรู้ว่าเรามีอาวุธทำลายยานเกราะไม่มาก มันคงไม่กลัวพังนักหรอกมั้ง....” จ้าดเสริม อย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่นักที่จะแย้งเพื่อนสาว

“แต่ก็ต้องคึดด้วยเน่อว่าหมู่เปิ้นเป็นผีร้ายบ่แม่นทหารมืออาชีพ” วิญญาณสาวหน้าหวานท้วง “หาวิญญาณในโลกหลังความตายที่เคยเป็นทหารมืออาชีพที่เคยขับรถถังหรือขับเครื่องบินมาก่อนแต๊ๆบ่แม่นง่าย แล้ววิญญาณที่ออกมาส่วนใหญ่ก็เป็นวิญญาณร้ายที่ในชีวิตมักจะเป็นอาชญากรด้วย วิญญาณที่มีอาชีพมั่นคงบ่ค่อยออกมาหรอก ยิ่งระเบียบจัดอย่างทหารกองกำลังเวียงตานด้วยแล้ว”

“เจ้าแม่ก็ยังออกมาเลยนี่” แอ๊ดแหย่

“กรณีพิเศษย่ะ”

“แต่ยังไงเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน ตอนวางแผนอนุมานไว้ว่าพวกมันจะเอามาหมดน่าจะดีกว่า” ลุงหนวดเฟิ้มสรุป

“ได้เจ้า”

“มีอะหยังอีกก่อจ้าด น้ำว้า” สายหันไปถามผู้รับผิดชอบหัวข้อ

“เท่านี้แหละเจ้า”

“มีผู้ได๋มีคำถามอะหยังอีกก่อ บ่อั้นจะไปหัวข้อต่อไปแล้วเน่อ”

 

ไม่มีใครพูดอะไรอีก อดีตพันเอกสาวจึงพยักหน้าให้เหล่าสหายร่วมรบสามตนที่เหลือ

 

“จะอั้นก็ กล้วย กล้าย หมิง แผนการป้องกันเบื้องต้น”

“เจ้า” กล้วยพยักหน้า เธอลากสัญญาณภาพจากแลปทอปของเธอขึ้นจอใหญ่แทนแลปทอปของรุ่นน้องสาว “แผนเดิมวางไว้ในกรณีที่หมู่เปิ้นจะบุกเข้ามาในเร็วๆนี้ แต่หมู่เฮาแปลงหื้อเหมาะสำหรับบุกในอีกสามอาทิตย์แล้วเจ้า”

“เอ๊ะ ก็แปลว่าเพิ่งเปลี่ยนนี่เองสิ” แก้วถามอย่างประหลาดใจแกมตกใจ “วางเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ สุดยอด”

“หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลที่วางแผนเป็นประจำ แค่นี้บ่ยากหรอกแก้ว” ตานีสาวผมหางม้าตอบยิ้มๆ ยืดอกเล็กน้อยอย่างภูมิใจในตัวเพื่อนสาว

“ก็บ่ถึงขนาดนั้นหรอก อีกอย่าง แผนนี้ก็คร่าวมากเลยเน่อ บ่ได้กำหนดจุดวางกำลังหรืออะหยังเลย แค่แนวคิดล้วนๆ” กล้วยปฏิเสธคำชมก่อนจะเริ่มอธิบาย “แผนแรก หมู่เฮาหื้อชื่อว่าแผนครองอากาศ เน้นการใช้เครื่องบิน ช่วงอีกสองอาทิตย์กว่านี้หื้อทุ่มทุกอย่างไปกับการผลิตเครื่องบิน เน้นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินทั้งขนาดเบาและหนัก แล้วก็เครื่องบินขับไล่หรือครองอากาศ ข้อดีของแผนนี้คือเคลื่อนที่เร็วมาก เอาไปใช้ต่อในการตีโต้หลังจากนี้ได้ง่าย แล้วก็มีพิสัยยะการที่ไกลและโจมตีได้รุนแรง แต่ข้อเสียคือใช้วัตถุดิบและเวลาในการผลิตสูงมาก โอกาสสูญเสียก็สูงมาก แล้วก็บรรทุกอาวุธได้ครั้งละบ่มากด้วย ต้องบินปิ๊กมาเติมอาวุธบ่อยๆ เพราะจะอั้นก็เป็นการเปิดทางหื้อฝ่ายตรงข้ามด้วย”

“แผนสอง เรียกว่าแผนตั้งรับเชิงลึก เน้นใช้กับระเบิดเพราะผลิตง่าย แล้วก็เน้นผลิตปืนใหญ่กับปืนต่อต้านอากาศยาน ส่วนยานเกราะทั้งหมดที่หมู่เฮามีก็ใช้เป็นอาวุธตั้งประจำที่ แบ่งหน้าที่ดูแลกันเป็นพื้นที่ๆไป เครื่องบินจะใช้สำหรับครองอากาศเท่านั้น แผนนี้จะคล้ายกับกับที่ซอฟเหยดเคยใช้ป้องกันการบุกของยันระเมอเมื่อสงครามโลกเจ้า ข้อดีคือป้องกันได้แน่นหนามาก แต่ข้อเสียคือบ่คล่องตัว ย้ายที่ได้ลำบาก ถ้าฝ่ายผีร้ายบุกเข้ามาถึงที่ก็คงต้องทิ้งแล้วหนีอย่างเดียว เพราะจะอั้นความสูญเปล่าก็จะมากขึ้น อีกอย่าง เพราะสต๊อกวัตถุดิบและเวลาส่วนหนึ่งทุ่มไปกับกับระเบิดที่ใช้ได้ครั้งเดียว และอาวุธส่วนใหญ่ก็เน้นแบบลากจูง เพราะจะอั้นการจะเอาไปใช้ต่อในการบุกหลังจากนี้ก็จะลำบากขึ้นเจ้า”

“แผนที่สามคือแผนการรบแบบเคลื่อนที่ เน้นการผลิตรถถังและยานเกราะ แล้วก็เครื่องบินขับไล่ครองอากาศ แทนที่จะตั้งรับอยู่กับที่รับผิดชอบเป็นพื้นที่เหมือนแผนสองก็ใช้วิธีไปตั้งรับข้างหน้าแล้วค่อยๆถอยเข้ามา” กล้ายอธิบายบ้างหลังจากปล่อยเพื่อนสาวหน้าจืดจ้อตนเดียวมานาน “แผนนี้โอกาสสูญเสียมากกว่าแล้วก็แพงกว่าแผนสองอยู่บ้าง แต่ว่าความคล่องตัวก็จะมากขึ้น และสามารถเอาไปใช้กับการบุกหลังจากนี้ได้ดีขึ้นด้วยเจ้า แต่ที่ลำบากคือถ้าจะใช้รถถังหื้อมีประสิทธิภาพและโอกาสสูญเสียน้อยที่สุดก็ต้องยิงจากบนเขาลงมาที่หุบด้านล่างที่น่าจะเป็นเส้นทางการบุกหลัก ซึ่งก็เท่ากับว่าหมู่เฮามีงานถางป่าสร้างทางรออยู่เจ้า”

 

“นี่หมิงช่วยเขาวางแผนบ้างรึเปล่าเนี่ย”

หลานชายหมอผีใหญ่หันไปกระซิบกับสมิงสาวเมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามตัวเป้งบนใบหน้าละม้ายเสือของเธอ คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้า อันที่จริงเธอก็ช่วยวางแผนบ้าง แต่ไม่มาก สมองของสมิงอย่างเธอไม่ถนัดเรื่องวางแผนอยู่แล้ว แค่วางแผนง่ายๆอย่างพรุ่งนี้จะกินอะไรดีก็กินแรมไปเกือบหมดจนเธอเริ่มวิงเวียนได้แล้ว

 

“สามแผนก๋า” สายถามเมื่อเห็นสองตานีสาวเงียบไป

“เจ้า”

“แล้วในความคึดของท่านกล้วยท่านกล้าย คึดว่าแผนไหนจะดีที่สุด”

“อืม.... น่าจะแผนสามเจ้า” ราชินีตานีตอบ “ดูสมดุลที่สุด ถึงจะต้องไปปรับพื้นที่ป่าก็เถอะ”

“ข้าก็ว่าแผนสามเจ้า”

“แล้วคนอื่นๆล่ะว่าจะได”

“ฟ้าชอบแผนสองมากกว่านะคะ” เด็กสาวหน้าคมเห็นต่าง “ฟ้าว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกัน แผนสองน่าจะป้องกันได้ดีแล้วก็เหนียวที่สุดโดยเฉพาะกับระเบิด แล้วปืนใหญ่ก็น่าจะสละง่ายกว่ารถถังด้วย ตอนนี้สิ่งที่สำคัญอีกอย่างของพวกเราคือกำลังพลนะคะ”

“ข้าเจ้าก็กันด้วยกับเอื้อยฟ้าเน่อ.... เจ้า” น้ำว้าไม่ลืมเติมหางเสียงแล้ว “ถ้าใช้รถถังมันดูเสี่ยงเกินไปหน่อย แล้วก็ใช่วัตถุดิบมากกว่ากับระเบิดกับปืนใหญ่ด้วย อีกอย่าง ถ้ายะปืนใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้ติดบนรถถัง หลังจากนี้ถ้าจะยะรถถังเพื่อใช้ตีโต้แต๊ๆ ก็แค่เอาปืนใหญ่นั่นมาติดกับรถถังอีกทีก็น่าจะได้นี่เจ้า”

“ก็แต๊เน่อ....” กล้ายพยักหน้าแม้รุ่นน้องสาวจะแย้งความคิดหลักของเธอ

“แต่ถ้าเกิดว่าเอางี้ล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่เสนอบ้าง “แทนที่จะสร้างเป็นรถถังเต็มตัว ก็สร้างเป็นโครงไปก่อน มีเกราะป้องกันแค่เครื่องยนต์ ส่วนระบบอื่นๆ พวกหน้าจอ ระบบควบคุม แล้วก็ตัวป้อนกระสุนอัตโนมัติก็ยังไม่ต้องติด จะได้ประหยัดเวลาแล้วก็วัสดุไปอีกหน่อย แล้วก็มีความคล่องตัวของรถถังขึ้นมาด้วย”

“แต่ที่แพงๆ ใช้วัสดุแล้วก็เวลาเยอะๆของรถถังนี่ส่วนใหญ่ก็คือเครื่องยนต์กับระบบขับเคลื่อนเน่อ ระบบอื่นบ่ค่อยต้องใช้อะหยังมากหรอก โดยเฉพาะระบบควบคุม ติดตั้งโปรแกรมเข้าไปทีเดียวเสร็จ”

“อ้าวเหรอ....”

“แต่ยังไงผมว่าน่าจะมีรถถังจริงๆไว้อีกสักหน่อย เพิ่มสักสิบคันก่อนก็ได้ จะได้มีกำลังพลที่พอเคลื่อนที่ได้บ้าง” เจ้าของบริษัทเหล็กกล้าออกความเห็น “อีกอย่างจะได้เอาไว้ลากปืนใหญ่ด้วย เพราะเท่าที่เห็นแล้วก็ที่จ้าดรายงานมา เหมือนจะไม่มีรถใหญ่ๆเอาไว้ลากปืนใหญ่เลยนี่ แล้ว TT-42 เท่าที่เจ้าแม่บอกมาก็ไม่ค่อยสู้ภูมิประเทศเท่าไหร่ด้วย”

“อื้ม แบบนั้นก็น่าจะดีนะ” หวังพยักหน้า

“สรุปว่าใช้กึ่งกลางระหว่างแผนสองกับแผนสามสิเน่อ”

“จะพูดอย่างงั้นก็ได้อยู่นะ....”

“ถ้าจะอั้นเดี๋ยวข้าจะลองเขียนโปรแกรมชั่งน้ำหนักดูเน่อเจ้าว่าจะใช้อย่างได๋จำนวนเท่าได๋”

“แล้วเครื่องบินล่ะ มีผู้ได๋จะทักท้วงหรืออะหยังก่อ”

“ก็น่าจะดีแล้วนะเจ้าแม่ เพราะยังไงๆ กองกำลังภาคพื้นดินก็ต้องการการสนับสนุนทางอากาศอยู่ดี ที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นกระสุนล่ะมั้ง เพราะแค่นี้สนับสนุนไม่น่าจะพอ” หวังตอบ “ถ้างั้นก็เพิ่มกระสุนเข้าไปในรายการผลิตด้วยละกันนะแอ๊ด”

“ได้ครับท่าน” ผีหนุ่มหน้าเนิร์ดวันทยหัตถ์ให้ทหารเก่ายิ้มๆ

“โอเค ถ้าจะอั้นข้อมูลที่จะป้อนเข้าโปรแกรมวางแผนน่าจะพอแล้ว แม่นก่อท่านกล้วย ท่านกล้าย”

“เจ้า”

“มีผู้ได๋จะถามหรือมีเรื่องอะหยังอีกก่อ บ่อั้นจะขอปิดประชุมสำหรับวันนี้แล้ว”

“ก็ไม่เชิงถามเท่าไหร่นะครับ” แอ๊ดยกมือ “แต่พรุ่งนี้สักบ่ายๆ ขอแรงกล้วย กล้าย แล้วก็ใครก็ได้ที่สนใจมาประชุมออกแบบรถถังแล้วก็วางแผนการผลิตกับกลุ่มผมสักหน่อยนะครับ”

“ได้เลยเจ้า”

“หวังมีอะหยังอีกก่อ”

“ไม่มี.... อ้อ พรุ่งนี้บ่ายแอ๊ดขอแรง งั้นพรุ่งนี้เช้าลุงขอแรงไปฝึกตั้งรับกันอีกถึงเที่ยงเลยนะ แผนเริ่มชัดเจนแบบนี้เดี๋ยวลุงจะฝึกหนักขึ้นเท่าตัวเลย”

 

“เจ้า !

“ค่ะ !

สี่ตานี หนึ่งสมิงกับอีกหนึ่งมนุษย์รับคำแข็งขัน กลบเสียงอันอ่อนแรงที่กลั่นมาจากทั้งกล้ามเนื้อและหัวใจของอีกหนึ่งเด็กหนุ่มและอีกหนึ่งเด็กสาวผมทวินเทลเสียมิด

 

“ม่าย.....”

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*แมนแพด (Man-Portable Air-Defense Systems – MANPADS หรือ MPADS) – เครื่องยิงจรวดต่อต้านอากาศยานที่เล็กพอจะใช้ประทับยิงจากบ่าได้ จรวดมักจะเป็นจรวดนำวิถี ระยะไม่ไกลนัก แต่ก็พอที่จะเป็นอันตรายต่อเฮลิคอปเตอร์ได้

 

**ปืนใหญ่เคลื่อนที่เองได้ หรือเรียกภาษาทางการคือปืนใหญ่อัตตาจร – ปืนใหญ่แบ่งออกเป็นสองประเภท คือปืนใหญ่ลากจูงที่ต้องการรถลากในการเคลื่อนย้ายและติดตั้ง และปืนใหญ่อัตตาจรซึ่งมีเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนเป็นของตัวเอง ระบบขับเคลื่อนมักจะเป็นตีนตะขาบ ทำให้มันดูคล้ายรถถังมาก แต่ระบบขับเคลื่อนที่เป็นล้อยางก็มีเหมือนกัน ที่ตานีมีอยู่เป็นตีนตะขาบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #134 รักต์ศรา (จากตอนที่ 96)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 19:16
    มีระบบสเกาเตอร์วีดพลังด้วยวุ้ย... แต่เอาเข้าจริงเรื่องนี้ก็เน้นสู้ด้วยอาวุธมากกว่าพลังอยู่แล้วนี่นะ

    ถ้ายมทูตมาร่วมกับสถานการณ์นี้ก็ดุมีอะไรไม่ชอบมาพากลจริงๆ...
    #134
    1
    • #134-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 96)
      17 มีนาคม 2560 / 10:43
      ยมทูตดูไม่ชอบมาพากลตั้งแต่หน้าแล้ว หน้าตาเหมือนคนติดยาขนาดนั้น....
      #134-1