ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 97 : แนวป้องกันที่ปิดกั้นอยู่ในหัวใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

“อู้บ้าอะหยังของเอ็ง ข้าบ่ไปเด็ดขาด !

สำเนียงเวียงตานตวาดลั่นห้องประชุมที่ชั้นบนสุดของที่ทำการพรรคเวียงตานก้าวหน้า พร้อมๆกับที่มอคคาแฟรปปูชิโนลาเต้เพิ่มคาราเมลกับวิปครีมเหยาะซอสช็อกโกแลตในแก้วทรงสูงกระฉอกหกออกมาเกือบร้อยมิลลิลิตรอย่างน่าเสียดายเมื่อฝ่ามือหนาใหญ่ฟาดเปรี้ยงจนโต๊ะสะเทือน ดวงตาที่สาดแสงสีแดงก่ำราวกับมีเปลวเพลิงร้อนแรงลุกโชนอยู่เบื้องหลังฉายแววโกรธจัดขณะจ้องเขม็งไปยังเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มและผมที่ชี้ไปชี้มาเหมือนหนามที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ

 

“บ่ไป ข้าบ่มีวันยอม ! หื้ออยู่หน้าสุดจะอั้นก็ตายฟรีสิ !

“นี่เป็นคำสั่ง คุณต้องไป !

อีกฝ่ายพยายามทำใจดีสู้เสือแม้เธอจะเผลอห่อไหล่ด้วยความหวาดกลัว จะไม่ให้กลัวได้อย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผีตายโหงที่ตัวสูงจนแม้นั่งลงแล้วก็ยังหัวเกือบชนเพดานห้อง แถมยังร่างยักษ์กล้ามเป็นมัดๆราวกับฮาร์ดเกย์รวมร่างกันสักสามสี่คน

 

ที่สำคัญ มันไม่ใช่ผีร้ายเพียงตนเดียวในห้องประชุมแห่งนี้ รอบโต๊ะยังมีผีร้ายอีกเกือบยี่สิบตน และแม้ตนอื่นๆจะไม่ได้หล่อล่ำดำถึกแบบตนแรก แต่เด็กสาวก็รู้ดีว่าทุกตนมีพลังงานวิญญาณมหาศาลด้วยเธอเป็นคนเลือกมาเองกับมือ และที่เลวร้ายที่สุดก็คือสามในสี่ดูจะไม่พอใจเลยกับสิ่งที่เธอพูดไปก่อนหน้านี้ เด็กสาวพร้อมจะเอาไรเฟิลจู่โจมพร้อมเครื่องกระสุนและอุปกรณ์เสริมทั้งหมดของเธอ หรืออาจจะรวมทั้งปืนลูกซอง ระเบิดและมีดของตานีสาวอีกสองตนที่นั่งอยู่เบื้องหลังเธอพนันได้เลยว่าหากพวกมันทั้งหมดหรือแม้แต่สักสี่ห้าตนรุมเข้ามาพร้อมๆกัน ต่อให้ตานีระดับสูงกว่าเธอก็คงไม่รอด.....

 

“แต่ฉันว่ามันก็น่าจะเหมาะแล้วนะ พวกตัวใหญ่ๆแต่สมองแย่กว่ากวางแบบนี้ เอาไปตายซะตั้งแต่แรกๆก็ถูกแล้วนี่”

“ว่าอะหยังนะ !?

 

ผีร้ายร่างยักษ์ลุกพรวดอย่างโกรธจัดจนหัวชนเพดานคอนกรีตดังโครมใหญ่ แต่เจ้าตัวไม่สนใจหรือไม่ก็อาจจะโกรธจนลืมเจ็บ มันย่ำตึงๆไปหาผีสาวสวยหยาดเยิ้มในชุดผ้าแพรพื้นเมืองสหัสวารีผู้เป็นต้นเสียงก่อนจะฉกมือหมายกระชากคอเสื้อ แต่มือของมันกลับผ่านตัวผีสาวไปราวกับเป็นอากาศธาตุ วินาทีต่อมา ร่างสูงเกือบห้าเมตรก็ล้มตึงลงกับพื้นจนสะเทือนไปทั้งตึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นจับทุ่ม ขณะผีสาวลุกขึ้นยืนบ้าง อย่างน่าประทับใจกว่าฝ่ายตรงข้ามมาก

 

“ก็นี่แหละน้า ดีแต่แรง มีหัวไว้คั่นหู สมแล้วที่เป็นพวกบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างเวียงตาน”

“เฮ้ย ข้าก็คนเวียงตานนะเว้ย พูดแบบนี้อยากมีเรื่องรึไง !?

“ไอ้พวกประเทศสหัสวารี ตอนนี้อยู่ในรัฐไหนลืมตัวไปหน่อยรึเปล่าวะ !?

“คนเวียงตานบ่ได้ง่าวเน่อ รายได้ต่อหัวเวียงตานสูงกว่าสหัสวารีสามสิบเปอร์เซ็นต์เน่อ !

“แน่สิ ก็ธุรกิจกลางคืนเต็มเมืองแบบนี้จะไม่ให้รายได้ต่อหัวดีได้ไง ว่าไงจ๊ะ ค้างคืนเท่าไหร่เนี่ย.....”

“โวย ทนไม่ไหวแล้ว ตายซะเหอะ !

 

“เดี๋ยว ทุกตนหยุดก่อน !

ตานีสาวผู้ควรจะมีอำนาจมากที่สุดในห้อง บัดนี้กลับต้องร้องเสียงหลงอย่างน่าสงสารเมื่อองค์ประชุมของเธอทำท่าจะเปิดศึกใส่กันเองเสียแล้ว แต่ไร้ผล ไม่มีใครฟังเธอเลย หรือหากจะพูดให้ถูก ดูเหมือนจะไม่มีตนไหนได้ยินเลยด้วยซ้ำ ผีร้ายชาวเวียงตานทุกตนย่างสามขุมเข้าหาหญิงสาวชาวเมืองหลวงผู้ยังคงยิ้มหน้าระรื่นพลางพ่นคำดูถูกเหยียดหยามใส่พวกเขาราวกับปืนกล ขณะผีร้ายจากรัฐอื่นๆ ถอยห่างออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยืนบนภูดูผีกัดกันอยู่ที่ผนังห้องอีกด้านหนึ่ง ยิ่งตัวเก่งๆฆ่ากันเองมาเท่าไหร่ อำนาจการคุมกำลังและส่วนแบ่งผลประโยชน์ของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น....

 

“หยุดเดี๋ยวนี้ บ่อั้นข้ายิงเน่อ !

เมื่อเห็นแววว่าห้องประชุมคงจะไม่เหลือซากในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแน่ ตานีสาวก็ตัดสินใจควักไรเฟิลจู่โจมกระบอกใหญ่ของเธอออกมาขู่ ได้ผล ผีร้ายชาวเวียงตานเกือบสิบตนผละจากหญิงสาวทันที แต่พวกมันไม่ได้กลับไปนั่งที่ หากเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เธอแทน ทุกตนย่างสามขุมตรงเข้ามาหาจนเด็กสาวหัวหนามถอยกรูด เธอเหลียวหาเพื่อนสาวทั้งสองหวังจะขอความช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายกลับนั่งอ่านหนังสือแถมกระดิกเท้าดิ๊กๆอย่างสบายใจเฉิบโดยไม่มีทีท่าจะรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เลยแม้แต่น้อย

 

“เอ็งก็อีกคน สำคัญตัวผิดไปก่อ หา !?” เสียงแบนๆระคายหูของผีร้ายร่างยักษ์ตวาดลั่นในระยะประชิดจนตานีสาวห้าวหลุดมาดออกมาเล็กน้อยเมื่อเธอร้องเสียงแหลมออกมากด้วยความตกใจ “หมู่ข้าบ่แม่นลูกน้องเอ็งโว้ย !

“ปากดีนัก สำนึกไว้บ้างเน่อว่าถ้าบ่มีข้า หมู่คุณก็ยังเน่าอยู่ในโลกหลังความตายนั่นแหละ !” เด็กสาวหัวหนามยังไม่วายปากกล้าแม้เธอจะเสียเปรียบทั้งด้านจำนวนและกำลัง แต่อย่างน้อยด้านตำแหน่งตอนนี้เธอก็สูงกว่าแหละน่า....

“อื้อหือ.... ขอบคุณ ขอบคุณนักๆเลย !” แววประชดประชันดังฟังชัดอยู่ในน้ำเสียงของฝ่ายตรงข้าม “คึดว่าหมู่ข้าแหกประตูโลกหลังความตายออกมาเองบ่ได้ก๋า พลังหมู่ข้าเยอะกว่าตานีอย่างเอ็งนัก แต๊ๆหมู่ข้าจะฆ่าเอ็งเมื่อไหร่ก็ได้ด้วยซ้ำ หรืออยากจะเอาเลยตอนนี้ !?

“ก็ลองดูสิ” แหวนพยายามทำใจดีสู้เสือแม้เสียงของเธอจะเริ่มสั่น “ถ้ายะอะหยังข้า ประจิมบ่เอาไว้แน่ !

“ประจิม ? โอ๊ย อยากจะขำหื้อฟันหลุด ! ขนาดตานีหมู่ข้ายังบ่ย่าน นับประสาอะหยังกับมนุษย์คนเดียว หรือคึดว่าหมู่ข้ายะอะหยังบ่ได้แต๊ๆ ลองดูเลยก่อล่ะ หา !?

 

 “นาง.... เอื้อง.... ช่วยที....”

ตานีสาวตัดสินใจร้องขอความช่วยเหลือเมื่อหลังชนฝาเข้าจริงๆ แต่หัวใจของเธอก็ร่วงวูบลงไปกระแทกฝ่าเท้าเมื่อตานีสาวคนสวยและตานีสาวผมเปียกลับนั่งกระดิกเท้าดิ๊กๆ อ่านนิตยสารที่มีหน้าปกเป็นรูปชายงามนุ่งน้อยห่มน้อยอย่างสบายอารมณ์ ไม่อ่านเปล่า มีชี้ชวนกันดูรูปซิกซ์แพ็คของชายงามด้านในกันเสียด้วย เด็กสาวหัวหนามขบกรามกรอด เมื่อครู่ยังพอจะคิดได้ว่าทั้งสองชินกับการทะเลาะกันแทบจะสี่เวลาหลังอาหารบวกก่อนนอนของเหล่าผีร้ายจนทำหูทวนลมใส่เสียงเอะอะโวยวายไปแล้ว แต่นี่เธอเรียกออกชื่อ แบบนี้มันจงใจเมินกันชัดๆ....

 

“เอ้า ก็ได๋แหวนบอกประจิมไปว่าคุมเองได้ บ่ต้องหื้อหมู่เฮายุ่งจะได”

เสียงนุ่มราวผ้าไหมเชียงหลวงของหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้จุดประกายแก๊สแห่งความโกรธที่ลอยคลุ้งอยู่แล้วในอกแบนให้ลุกพรึ่บ แต่ในขณะเดียวกันมันกลับทำให้ไขสันหลังของเธอเย็นวาบ นางจงใจจริงๆด้วย แต่ตานีสาวหัวหนามก็พยายามระงับความโกรธเอาไว้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแด๊กซ์หัวกันเอง ในเมื่อเธอกำลังจะถูกแด๊กซ์หัวอยู่รอมร่อแล้ว

 

“อย่าอู้จะอั้นสินาง ข้าขอสุมาก็ได้ ช่วยข้าหน่อยเหอะ....” แหวนขอร้องเสียงปะเหลาะ แต่อีกฝ่ายเพียงหัวเราะ

“ข้าบ่ได้อยากได้คำขอสุมาหรืออะหยังนี่ อยู่จะอี้สบายดีออก บ่ต้องออกไปฝึกหนาวๆ บ่ต้องคึดอะหยังหื้อปวดหัว แล้วก็.... บ่ต้องมารับมือกับหมู่ผีจะอี้ด้วย แม่นก่อเอื้อง”

“อื้ม แม่น” ตานีสาวหน้าอ่อนพยักหน้าตอบเพื่อนสาวพลางยิ้มกว้าง “อ่านต่อเหอะนาง คอลัมน์ต่อไปเป็นคอลัมน์เรื่องบนเตียงด้วยเน่อ”

“อ๊ะ แต๊ก๋า เปิดเลยๆ”

หนอย.... เข้ากันเป็นซอเป็นซึงเชียวเน่อบ่าสองตนนี่” เด็กสาวหัวหนามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเจ็บใจแม้เธอจะอยากถามตงิดๆว่าตานีจะอ่านคอลัมน์เรื่องบนเตียงไปทำไม แต่เธอก็ไม่อาจทำอะไรได้มากกวานั้นในเมื่อผีร้ายยังคงกลุ้มรุมอยู่รอบตัวเธอ

“เฮ้ย มันตีกันเองแล้ว ฆ่ามันเลยดีกว่า !

“อย่าเน่อ ยิงแต๊ๆเน่อ !

 

แหวนยกไรเฟิลจู่โจมของเธอขึ้นประทับบ่าทันทีที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่นิ้วโป้งจะเหยียดไปปลดห้ามไก ร่างของเธอก็มีอันต้องลอยละลิ่วขึ้นไปกระแทกเพดานดังอั้กก่อนจะถูกเหวี่ยงลงมาอัดกับพื้นอย่างแรงไม่แพ้กัน แม้พื้นจะมีพรมปูและเธอจะเปลี่ยนร่างเป็นพลังงานเพื่อลดแรงกระแทกได้ทันท่วงที แต่เด็กสาวก็ไม่อาจหนีฝ่าเท้าขนาดมหึมาของผีตายโหงที่กระทืบเปรี้ยงลงกลางหลังจนเธอแทบกระอักข้าวผัดเนื้อกวางเมื่อเช้าออกมาอาบพรม เด็กสาวร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อฝ่ายตรงข้ามลงส้นเท้าแรงข้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของผีร้ายตนอื่นๆ

 

“เอาล่ะ พอได้แล้วมั้งเจ้า”

“หา......!?” เช่นเดียวกับตอนที่แหวนยกปืนขึ้นขู่ ผีร้ายทุกตนเปลี่ยนเป้าหมายมาหาหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้แทบจะพร้อมกันทุกตน “มีสิทธิ์อะหยังมาสั่งหมู่เฮา อยากโดนด้วยอีกคนก๋าบ่าตานีแม่วัว”

“ข้าบ่ได้สั่ง” เสียงของตานีสาวคนสวยเย็นลงเล็กน้อย แม้เธอจะภูมิใจในสิ่งที่เธอมี แต่เธอก็ไม่อยากให้ผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายที่เป็นผีร้ายน่าเกลียดน่ากลัวมาเรียกแบบนี้ “ข้าแค่อยากเตือนว่าตอนนี้บ่แม่นเวลาจะมาตีกันเอง งานจะสำเร็จได้หมู่คุณต้องร่วมมือกัน เป้าหมายของหมู่คุณคืออะหยังคงยังบ่ลืมหรอกเน่อ”

“งานไหนอีก เวียงตานก็เป็นของเราทั้งรัฐแล้ว.....”

“เป้าหมายของประจิม....” นางขัด “....และข้าเชื่อว่าของหมู่คุณทุกตนด้วย คือสารขัณฑ์ คือโลก”

“นั่นมันของประจิมไม่ใช่ของพวกข้า” ผีร้ายอีกตนตอบเสียงต่ำ “แล้วถ้าไอ้ประจิมอะไรนั่นมันจะเรื่องมากเรียกร้องข้านักเดี๋ยวก็ฆ่ามันทิ้งซะ....”

“และต่อหื้ออู้ว่าอยากได้แค่เวียงตาน ก็นี่จะได อีกบ่กี่วันหมู่เฮาจะบุกทำลายที่มั่นสุดท้ายของตานี” เด็กสาวคนสวยขัดขึ้นอีกครั้งโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “หรือคุณอยากจะไปตีกันหื้อการบุกครั้งนี้ล้มเหลว แล้วเหลือตานีเป็นหอกข้างแคร่หมู่คุณต่อ คุณก็หันแล้วว่าหมู่เปิ้นได้กำลังเสริมไปเท่าได๋ ร่วมมือกันหื้อการเสร็จ แล้วจะตีกันหรือจะจัดการอะหยังกับบ่าตานีนั่นก็ตามสบาย”

“ก็ได้.... ไว้การเสร็จเมื่อได๋ได้หันกันแน่ บ่แม่นแค่มันหรอก เอ็งก็ด้วย !

 

ผีร้ายร่างยักษ์ขู่อาฆาตทิ้งท้าย แต่คำตอบของตานีสาวคนสวยมีเพียงรอยยิ้มบางที่ฉายแววแสนกลบนริมฝีปาก ผีร้ายจึงทำได้เพียงฮึดฮัดก่อนจะกลับไปนั่งประจำโต๊ะประชุม ขณะแหวนผู้ยังทั้งจุกทั้งระบมไม่หายค่อยๆยันตัวลุกขึ้น เธอดึงๆจัดๆชุดตะเบงมานคอมมานโดเล็กน้อยอย่างไว้ตัว หากดวงตาสีดำประกายเขียวชำเลืองมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ทั้งสอง กรามขบกันแน่นพอๆกับมือที่กำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

 

อย่าพลาดละกันนาง ข้าบ่เอาไว้แน่ !’

 

 

ห่างออกไปเกือบสองร้อยกิโลเมตร ในห้องประชุมใหญ่ของฐานบินดอยสูงก็กำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเช่นกัน แม้มันจะดูสงบเรียบร้อยกว่าที่อาคารที่ทำการพรรคอยู่พอสมควร

 

“บ่เอา ! บ่มีทาง !

“ข้าเจ้าก็บ่เอา !

ทั้งตานีสาวผมหางม้าและตานีสาวหน้าจืดนี้แทบจะยืนขึ้นเลยทีเดียวเมื่อได้ยินสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเพิ่งจะพูดออกมาดวงตาทั้งสีเขียวเรืองแสงและสีดำประกายเขียวจ้องเขม็งตรงไปยังดวงตาสีดำประกายแดงของคู่กรณีซึ่งก็กำลังจ้องกลับมาด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่แพ้กัน วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อกำหนดรายละเอียดจุดประจำการของแต่ละคนและแต่ละตน แต่ในแผนที่ที่กำลังฉายอยู่บนหน้าจอนั้นไม่มีชื่อของกล้วย กล้าย และเหล่าสหายร่วมรบทุกคนและทุกตน....

 

“บ่เอาก็ต้องเอา” สายเน้นเสียงทุกพยางค์ “อุ๊ยคึดว่าจะบ่หื้อทุกตนออกไปรบเลยด้วยซ้ำ นี่หวังกับแอ๊ดช่วยอู้ไว้เน่อถึงได้หื้อโอกาสเป็นกองหนุนสุดท้าย นี่ถือว่าอุ๊ยใจดีมากแล้วเน่อ”

“ข้าเจ้าบ่มีวันนั่งเฉยๆ ดูทุกตนออกไปแตกสลายเพื่อหมู่เฮาแน่” ราชินีตานียืนยันหนักแน่น “ข้าเจ้าต้องทนดูภาพจะอั้นมาแล้วครั้งนึงตอนสวนกล้วยแตก อุ๊ยสายก็น่าจะฮู้ว่ามันเจ็บปวดเท่าได๋ แล้วนี่อุ๊ยสายจะหื้อข้าเจ้ายะจะอั้นอีกครั้งกาเจ้า !?

“บ่ว่าจะอยากหรือบ่อยากยะ สุดท้ายท่านกล้วยก็ต้องยะ ชะตากรรมของท่านกล้วยเป็นจะอี้ตั้งแต่ท่านกล้วยเลือกเข้าหน่วยอาวุธระยะไกลแล้ว” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบเสียงเรียบ แต่เหล่าสหายร่วมรบรู้สึกได้ถึงความเด็ดขาดที่แฝงอยู่ภายใน ความเด็ดขาดที่แม้แต่ตอนห้ามพวกเขาไปม่อนแป้งก็ยังไม่มี

“แต่ข้าบ่ได้อยู่หน่วยอาวุธระยะไกล”

“ข้าเจ้าก็ด้วย !” น้ำว้าได้ทีกระโจนเข้างับโอกาสร่วมกับรุ่นพี่สาว

“และการต่อสู้ครั้งนี้ก็เพื่อหื้อตานียังอยู่รอดต่อไปได้” อดีตพันเอกสาวแทรกเสียงเข้ม ดับความหวังจะใช้ช่องโหว่ให้เป็นประโยชน์ของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะใกล้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ถ้าตานีสิ้นอายุกันหมด หมู่เฮาจะสู้ไปเพื่ออะหยัง”

“กี่ครั้งๆก็อู้แต่จะอี้....”

“ก็เพราะมันเป็นจะอี้จะได”

“แต่ถ้าเหตุผลเป็นแบบนั้น พวกผมก็ออกไปรบได้สิครับ” จ้าดใช้ช่องโหว่ในข้อแก้ต่างของหญิงชราในร่างหญิงสาวให้เป็นประโยชน์เหมือนเพื่อนสาว แต่ก็เช่นเดิม อีกฝ่ายสวนกลับแทบจะทันที

“เมื่ออู้ถึงตานี อุ๊ยหมายรวมถึงคนอื่นด้วย จ้าด ฟ้า แก้ว หมิง” สายกวาดตามองเหล่าสหายร่วมรบผู้ไม่ใช่ตานีทั้งสามคนกับอีกหนึ่งตน “ทุกคนคือจุดประสงค์ของการต่อสู้ครั้งนี้ ทุกคนคือความหวังของตานี และอาจจะของชาวตานนะคอนคนอื่นด้วย แล้วคนที่เอาจุดประสงค์ออกไปเสี่ยงก็มีแต่คนบ้ากับคนง่าวเท่านั้นแหละ”

“แต่อุ๊ยสาย....”

“อุ๊ยยอมหมู่ท่านกล้วยมามากเกินไปแล้ว ครั้งนี้อุ๊ยบ่ยอมเด็ดขาด และนี่คือคำขาด” หญิงสาวหน้าหวานตัดบท ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงจ้องมองลูกศิษย์สาว “หมู่เฮาจะบ่อู้เรื่องนี้กันอีกแล้ว”

 

เด็กสาวหน้าจืดก้มหน้าลงเงียบๆอย่างยอมรับชะตากรรม กล้ายยังอ้าปากจะเถียงต่อ แต่เมื่อเห็นสายตาที่เหมือนกับตอนเธอตกมีนปลายภาควิชาอาวุธศึกษาที่ฝ่ายตรงข้ามสอน ตานีสาวผมหางม้าก็ตัดสินใจเงียบเช่นกัน

 

“และนอกจากบ่หื้อออกไปรบเป็นแนวหน้า อุ๊ยจะบ่หื้อทุกคนรบด้วยกัน แต่จะแบ่งออกเป็นกลุ่ม ถ้าเกิดอะหยัง ถ้าเน่อ ถ้าเกิดอะหยังขึ้นมาแต๊ๆ จะได้ยังมีผู้ได๋เหลือกันอยู่บ้าง” อดีตพันเอกสาวพูดต่อเมื่อเห็นว่าไม่มีใครเถียง “ท่านกล้ายกับหมิงประจำที่รถถัง น้ำว้ากับฟ้าจะไปประจำที่ฐานปืนใหญ่จุดใดจุดหนึ่งอุ๊ยจะบอกอีกที ท่านกล้วยกับจ้าดประจำเครื่องบินรบคนละลำ ส่วนน้ำไทอยู่กับอุ๊ยคอยประสานการแต่ละหน่วย จะได้ฝึกการวางแผนไปด้วย”

“อุ๊ยสาย บ่.....” ราชินีตานีอ้าปากจะท้วง แต่เมื่อเห็นสายตาดุๆของอดีตอาจารย์เธอก็เงียบไปอีกรอบ หญิงชราในร่างหญิงสาวคงไม่สบอารมณ์แน่หากเธอขอเปลี่ยนไปประจำอย่างอื่นด้วยเหตุผลเพียงแค่ไม่อยากอยู่กับจ้าด

“เรื่องนี้อุ๊ยปรึกษากับแอ๊ดกับหวัง แล้วก็คนอื่นๆที่มีประสบการณ์ด้านการจัดกำลังมาแล้ว และจะบ่เปลี่ยนอะหยังอีก” สายย้ำหนักแน่น “มีผู้ได๋มีคำถามอะหยังก่อ”

 

ไม่มีใครมีคำถาม แต่ความผิดหวังคงแสดงออกมาทางสีหน้า เพราะแอ๊ดเอ่ยขึ้น

 

“ไม่ต้องกังวลหรอกน่ากล้วย กล้าย” วิศวกรหนุ่มอดีตเจ้าของบริษัทเหล็กยักษ์ใหญ่พูดแกมเสียงเหน่อประจำตัวอย่างอารมณ์ดี แต่ทุกคนและทุกตนในห้องกลับจับแววมืดมนเบื้องหลังน้ำเสียงของเขาได้ “ผมว่ายังไงๆ พวกคุณก็ได้ออกรบแน่ ไม่ต้องห่วง.....”

“ก็หวังว่าจะบ่ต้องถึงขั้นนั้นละกัน.....”

 

 

“โว้ย อะหยังกันนักหนา !?

แหวนตวาดอย่างหงุดหงิดสุดขีดเมื่อโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะแผดเสียงร้องแหลมออกมาเป็นครั้งที่สิบในรอบเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง เธอฉวยมันขึ้นมาดูชื่อผู้โทรเข้า ดวงตาคมหรี่ลงเนื่องจากคิ้วที่ขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ผีที่ถูกมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานขึ้นตรงกับเธอนั่นเอง

 

“อะหยังแดง มีอะหยังอีก !?

“มีตีกันอีกแล้วค่ะเจ้านาย !” ปลายสายตอบกลับมาเสียงแหลม มีเสียงโครมครามเป็นฉากหลัง

“โอ๊ย ตีกันบ่อยนักก็ปล่อยมันตายๆไปบ้างเหอะ !” ตานีสาวหัวหนามกระแทกเสียงตอบ

“ไม่ได้ค่ะ คราวนี้มันเอาเครื่องบินโยนใส่กันด้วยค่ะ !” วิญญาณที่ฟังจากเสียงก็ไม่น่าจะสาวมากนามแดงละล่ำละลักตอบ “พวกมันเอาเครื่องบินมาโยนใส่กันเลยค่ะ แล้วได้ยินมันขู่จะบึ้มคลังน้ำมันแล้ว ถ้าไม่รีบมาล่ะก็ฐานบินเวียงตานตะวันตกแล้วก็อาจจะทั้งเมืองหลวงน้ำทาได้กลายเป็น.....”

“ก็ได้ๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ !” แหวนตัดบทอย่างสุดทนก่อนจะหันมาหาคู่สนทนาที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ “สุมาเน่อประจิม เดี๋ยวค่อยมาประชุมแผนจัดกำลังกันต่อ”

 

ขาดคำ ร่างของตานีสาวก็หายวับไป ทิ้งให้ชายวัยกลางคนนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องประชุมชั้นสิบของสภารัฐเวียงตานท่ามกลางแสงสลัวของยามเย็นฤดูหนาวที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ประจิมทอดสายตามองจุดที่ตานีสาวเพิ่งจะหายตัวไปก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือที่วางอยู่กับปึกกระดาษที่มีแผนที่ฐานบินดอยสูงและแผนผังการเคลื่อนกำลังค่อยๆยกอย่างช้าๆขึ้นมากุมขมับที่ปวดตุบ

 

สมัยนางยังเป็นผู้รับผิดชอบคุมกำลังไม่เคยมีปัญหาแบบนี้เลยสักครั้ง แต่นี่แค่ไม่ถึงสองอาทิตย์ เหล่าผีร้ายแหกนรกกลับมีเรื่องกันแทบจะทุกวัน หรือหากจะพูดให้ถูกก็คงต้องเป็นแทบจะทุกชั่วโมง หากมีเรื่องเฉยๆก็คงดี แต่นี่ทั้งมีเรื่องทั้งพาลไปทำลายข้าวของจนยุทโธปกรณ์ที่ใช้การได้หายไปถึงเกือบหนึ่งในสิบ และดูเหมือนการเคลื่อนทีในพริบตาไปช่วยไกล่เกลี่ยของทหารเอกฝั่งตานีของเขาตอนนี้ก็ดูจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขายังสงสัยด้วยซ้ำว่ามันแย่ลงหรือเปล่า นักการเมืองเจ้าเล่ห์อดคิดไม่ได้ว่าเขาคิดผิดหรือเปล่าที่เลือกตานีสาวที่ทั้งหน้าตา รูปร่างและนิสัยดูคล้ายหนุ่มผู้นี้มาแทนตานีสาวผู้สมหญิงไปเสียทุกส่วนตนเดิม

 

แต่เขาไม่ไว้ใจเด็กสาวคนสวยอีกแล้ว แม้เขาจะยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอจะจับมั่นคั้นตายได้ก็ตาม แต่อะไรบางอย่างทั้งในแววตาของเธอ ในน้ำเสียงของเธอ และในสถานการณ์หลายๆอย่างที่ผ่านมาบอกเขาว่าเธอไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเขาอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ครึ่งตัว.....

 

แต่สมองที่ชาญฉลาดเกินมนุษย์และทักษะการวางแผนของตานีสาวก็ยังมีประโยชน์กับเขาอยู่บ้าง รอให้เธอหมดประโยชน์เมื่อไหร่ เขาไม่เอาไว้แน่.....

 

 

“อะหยังเนี่ย !?

ขากรรไกรของตานีสาวหัวหนามร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า หากไม่นับรันเวย์ยาวเหยียดที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลังเธอ ฐานบินเวียงตานตะวันตกยามนี้เรียกได้ว่ากองขยะเผาไม่ได้ชัดๆ เพราะทั้งเศษโลหะ วัสดุผสม แก้ว และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กองสูงพะเนินเทินทึกอยู่กลางลานจอดท่มกลางแสงอาทิตย์อัสดง แถมยังมีลอยละลิ่วมาเพิ่มความสูงอยู่เรื่อยๆเสียด้วย เธอไม่อยากคิดเลยว่านั่นจะคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของเครื่องบินทั้งหมดร้อยสิบหกลำที่ฐานบินแห่งนี้มีอยู่ แต่ก็ไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งในสี่แล้ว โชคดีที่มันไม่ระเบิด ไม่เช่นนั้นความเสียหายคงทวีคูณขึ้นไปอีก

 

ที่สองฟากของลานจอดห่างกันเกือบหนึ่งกิโลเมตร ร่างทั้งเลือนรางและไม่เลือนรางของวิญญาณแหกนรกที่รับหน้าที่ประจำพื้นที่นี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายต่างก็โยนทุกสิ่งเท่าที่พลังของตัวเองจะเอื้ออำนวยใส่ฝ่ายตรงข้าม พร้อมๆกับพยายามสกัดกระสุนวิถีโค้งของฝ่ายตรงข้ามไปด้วย ตอนนี้เขตฐานบินแห่งนี้มีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีผีตนไหนกลายร่างเป็นพลังงานได้ ดังนั้นหากโดนทับขึ้นมาล่ะก็เละสถานเดียว

 

และจุดปะทะของขีปนาวุธแสวงเครื่องของทั้งสองฝ่ายก็คือขยะกองมหึมานั่นเอง และเช่นเดียวกับทุกครั้ง ไกลออกไปที่โรงเก็บเครื่องบิน ผีร้ายกลุ่มที่สามยืนบนหลังคาดูหมากัดกันอยู่อย่างสบายอารมณ์

 

“เจ้านาย ทำอะไรสักอย่างเถอะ !

เมื่อเห็นผู้บังคับบัญชามาถึง วิญญาณผู้เรียกเธอมาก็ปรากฏตัวขึ้นข้างเธอทันที เธออายุมากพอๆกับเสียง นั่นก็คือไม่ยี่สิบปลายมากๆก็สามสิบต้นดูจากริ้วรอยที่เริ่มจะมีขึ้นมาบนใบหน้า แต่เครื่องแต่งกายกลับสก๊อยไม่สมวัยด้วยกางเกงขาสั้นที่น่าจะเรียกว่าไม่มีขาและเสื้อเชิ้ตคับติ้ว ผมที่ซอยสั้นระต้นคอของเธอถูกย้อมปลายเป็นสีแดงสมชื่อ เบื้องหลังเธอ วิญญาณอีกเกือบสิบตนปรากฏตัวขึ้นตามมา หลายตนเป็นลูกน้อง และอีกบางตนที่เหลือเป็นเพื่อนของเธอ

 

“หยุดเดี๋ยวนี้ บ่อั้นข้ายิง !

เสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วลานจอดเครื่องบินจากการเร่งพลังงานวิญญาณดึงให้เหล่าผีร้ายหันมามองเธอเป็นตาเดียว แต่ไม่เหมือนเมื่อครั้งในห้องประชุมสัปดาห์ก่อน ผีร้ายเหล่านี้ไม่ได้มีทั้งพลังงานวิญญาณและทั้งใจอันเหี้ยมหาญเหมาะสำหรับคิดการใหญ่แบบพวกหัวโจก เมื่อเห็นตานีสาวถือปืนกลเบาพร้อมสายกระสุนเกือบห้าร้อยนัดอยู่ในมือจึงไม่กล้าเปรี้ยวออกหน้ามาก ยังไม่มีวิญญาณตนไหนอยากพรุนแตกสลายไปทั้งที่ยังไม่ได้สนุกให้มากกว่านี้ และทุกตนก็รู้ดีว่าพวกมันไม่เหมือนวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในโลกนี้ พลังงานวิญญาณของพวกมันเสถียรน้อยกว่า หากโดนยิงเข้าไปสักครั้งมันจะไม่ถูกส่งผ่านกลับไปโลกหลังความตาย แต่แตกสลายกลายเป็นพลังงานวิญญาณอิสระทันที นั่นเท่ากับสูญเสียตัวตนทุกอย่างไป.....

 

“มายืนรวมกันเดี๋ยวนี้ แล้วอย่ามีผู้ได๋ยะอะหยังอีกเน่อ บ่อั้นแม่ยิงเละ !

ตานีสาวเห็นว่าไม่มีใครแข็งข้อต่อคำสั่งของเธอก็เริ่มมั่นใจขึ้น และผีร้ายทั้งหลายก็เดินมารวมกันตรงพื้นที่ว่างหน้าโรงเก็บเครื่องบินอย่างว่าง่าย แม้จะยังดูไม่เต็มใจนัก และทั้งสองกลุ่มจะยังรักษาระยะห่างเกือบห้าเมตรต่อกันก็ตาม

 

“ผู้ได๋เป็นตนเริ่ม”

แหวนยิงคำถามเสียงเฉียบขาด แต่ราวกับเด็กประถมที่กำลังโดนครูสอบสวนหลังจากต่อยกันเสร็จ ไม่มีใครพูดอะไรเลยสักตน

 

“ผู้ได๋เป็นตนเริ่ม !?

จากเสียงเฉียบขาดกลายเป็นกระแทกเสียงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไร ราวกับมีอะไรขาดผึงอยู่ในหัวใต้เรือนผมชี้ไปชี้มาไม่เป็นทรง เด็กสาวก้าวฉับๆไปกระชากคอเสื้อผีผู้ชายหน้าตาเบื่อโลกที่เปลี่ยนเป็นหน้าเหวอในฉับพลันตนหนึ่งออกมาจากกลุ่ม ผลักให้นั่งลงคุกเข่าก่อนจะกระแทกปากกระบอกปืนใส่ท้ายทอย

 

“ผู้ได๋เป็นตนเริ่ม บอกมา บ่อั้นข้ายิง !

เหล่าผีร้ายก็ยังคงเงียบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรนักสำหรับตานีสาว หากไม่ใช่เพื่อนหรือคนรู้จัก ซึ่งก็หาได้ยากเหลือเกินในหมู่เสือสิงห์กระทิงแรดที่มาจากดินแดนไกลแสนไกลแบบนี้ ก็ไม่มีใครห่วงสวัสดิภาพของใคร หลายตนสมน้ำหน้าระคนดีใจด้วยซ้ำ

 

“ก็ได้.....!

จู่ๆไรเฟิลจู่โจมห้ากระบอกก็ปรากฏขึ้นในมือของแดงและกลุ่มเพื่อนแดง ดูจากสีหน้าตกใจของทุกตนแล้วพวกเธอไม่ได้เรียกมันมาแน่นอน แต่เหล่าผีสาวก็ตามน้ำได้อย่างว่องไวเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของผู้บังคับบัญชา

 

“ถ้าบ่บอก ก็แตกสลายกันหื้อหมดนี่ล่ะ บอกมา !

“อย่า อย่ายิง ! มันสองคนเป็นต้นเหตุ !

 

เมื่อมีทั้งไรเฟิลจู่โจมทั้งปืนกลพร้อมยิงอยู่เบื้องหน้า ผีตนหนึ่งก็ทนต่อความกดดันไม่ไหวหลุดปากออกมาจนได้ มันเป็นผีผู้หญิงวัยมนุษย์ป้าตนหนึ่งในกลุ่มนั่งบนหลังคาดูหมากัดกัน มือซ้ายชี้ไปยังผีสาวหน้าหมวยที่พยายามทำตัวลีบหลบอยู่หลังแถวหน้าสุดของกลุ่มทางขวามือของตานีสาว ในขณะที่มือขวาของผีป้าชี้ไปยังผีชายหนุ่มผู้ทั้งเจาะหูเจาะจมูกและมีรอยสักเต็มตัว ไม่ใช่สักน่ารักหรือตามสมัยนิยม หากเป็นยันต์ดำทะมึนที่แลบออกมาทั้งจากแขนเสื้อและคอเสื้อ

 

“มันมาแซวฉัน !” ผีสาวอุทธรณ์ทันที “ฉันรำคาญก็เลยแค่เหวี่ยงมันไปกระแทกพื้นเท่านั้นเอง ไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดมาถึงนี่สักหน่อย แล้วถ้ามันยอมขอโทษหรือยอมถอยตั้งแต่แรกล่ะก็.....”

“เอ็งนั่นแหละเป็นคนเริ่ม” ชายหนุ่มคู่กรณีก็เถียงไม่ลดละเช่นกัน “แค่แซวนี่ถึงกับต้องลงไม้ลงมือกันเลยรึไง จะหาเรื่องกันก็บอก !

“เออ” หญิงสาวแผดเสียงสวนกลับ “ก็เห็นอยากมีเรื่องมาตั้งแต่แรกก็สนองให้ไง !

“อ๋อ พูดแบบนี้จะเอาอีกใช่มั้ย !?

“เออ กล้าทำต่อหน้าเจ้านายก็เอาสิ เจ้านายต้องช่วยข้าอยู่แล้ว ใช่มั้ยคะเจ้านาย” ประโยคสุดท้ายผีสาวหันมาทำเสียงปะเหลาะใส่แหวน

“เข้านายจะเข้าข้างเอ็งได้ยังไง ก็เอ็งเป็นฝ่ายเริ่มก่อนจริงๆ ถามพยานพวกนี้ได้เลย !

“แล้วทำไมถึงไม่นับตอนแซวด้วย ถ้าเอ็งไม่แซวเรื่องนี้ทั้งหมดจะเกิดมั้ย !?” ผีสาวหน้าหมวยตะเบ็งเสียงสู้ “แล้วทำไมเจ้านายถึงจะไม่เข้าข้างข้าหา ข้าเป็นฝ่ายถูก ข้าเป็นผู้หญิงด้วย !

“เออ ก็ถ้าเจ้านายจะช่วยเพราะเหตุผลแบบนี้ก็ให้มันรู้กันไ.....”

 

เสียงของผีผู้มีรอยสักเต็มตัวขาดหายไปอย่างฉับพลันเมื่อกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรพุ่งตัดผ่านแกนวิญญาณท่ามกลางความตกใจของผีร้ายทุกตน ยกเว้นคู่กรณีผู้ตกใจเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหัวเราะลั่นอย่างสะใจ

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เห็นมั้ย เจ้านายช่วยฉั......”

เสียงของผีสาวก็หายไปด้วยเช่นกันเมื่อเธอเองก็ถูกกระสุนปืนกลทะลวงเข้าทำลายแกนวิญญาณ และก่อนที่จะมีตนไหนทำอะไรได้มากกว่านั้น ตานีสาวหัวหนามก็เงยปืนขึ้น นิ้วโป้งดันคันบังคับการยิงไปที่ตำแหน่งอัตโนมัติก่อนจะกราดยิงเหล่าผีที่อยู่บนหลังคาโรงเก็บเครื่องบิน ที่อยู่แถวท้ายๆโชคดีที่ยังพอมีเวลาและมีตนอื่นบังจนหมอบลงได้ทัน แต่แถวหน้ารวมทั้งผีมนุษย์ป้าถูกคมกระสุนแตกสลายไปนับสิบๆตนในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

“ฮู้ก่อว่ายะหยังข้าเจ้าถึงยิง” แหวนถาม ดวงตาคมที่ฉายแววแข็งกร้าวกวาดมองเหล่าผีร้ายซึ่งบัดนี้หน้าเสียถอยกรูดกันเป็นแถบ “บ่แม่นเพราะหมู่มันทำลายยุทโธปกรณ์ บ่แม่นเพราะหมู่มันทะเลาะกัน แต่เพราะหมู่มันขาดสิ่งที่ต้องมีถ้าจะร่วมงานกับข้า นั่นคือความกล้า ทั้งกล้าที่จะยอมรับสิ่งที่ตัวเองยะ และกล้าที่จะเข้าไปห้าม บ่แม่นยืนดูเฉยๆแล้วคึดจะฉวยโอกาสจะอี้ !

“ตะ.... แต่ถ้าเข้าไปห้าม พวกผมมิต้องตายฟรีกันอีกรอบเหรอครับเจ้าน.....”

“นั่นแหละสิ่งที่ข้ากำลังอู้อยู่” ตานีสาวหัวหนามสวนกลับโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “และที่แย่ที่สุด พออันตรายจะเข้ามาหาตัวองก็รีบมาฟ้องจะอี้ ข้าบ่เอาไว้ในกองกำลังของข้า และจำไว้เน่อ ถ้ามีผู้ได๋ยะจะอี้กันอีก ก็จะโดนยิงเหมือนหมู่มันนี่แหละ !

 

ผีร้ายทุกตนเงียบกริบ แหวนกวาดตามองพวกมันอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับมาหาแดง

 

“ถ้าจะอั้นข้าปิ๊กก่อน”

“ยังไม่ได้ค่ะเจ้านาย ตอนนี้ที่กองพลเวียงตานที่สองมีเรื่องกันอีกแล้วค่ะ !

“โว้ย อะหยังกันนักกันหนา.......!?

 

 

“ปิ๊กมาแล้ว.....”

นาฬิกากรอบทองบนฝาผนังบอกเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้วกว่าร่างของแหวนจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในห้องประชุมที่เธอจากไปตั้งแต่ตอนเย็น หัวที่เคยชี้ไปชี้มาเป็นหนามทุเรียน บัดนี้เริ่มกลายเป็นเหมือนกึ่งกระบองเพชรกึ่งหอยเม่นเมื่อมันยิ่งยุ่งเหยิงและยับเยินกว่าเดิมหลายเท่า พอๆกับสภาพพลังงานวิญญาณที่อ่อนแรงจนเธออยากจะกลับไปนอนฟุบที่ฐานทัพลับในเทือกเขาเสียเดี๋ยวนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผู้นำสูงสดของกองกำลังผีร้ายยังรอแผนของเธออยู่ อย่างน้อยก็น่าจะ.....

 

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เขาไม่อยู่ในห้องประชุม ทั้งห้องปืดไฟมืดสนิท ซึ่งตานีสาวหัวหนามก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะอยู่รอ ใจหนึ่งเธอคิดว่าเขาอาจจะกลับบ้านไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ประจิมเองก็อยู่ดึกบ่อยๆ เธอลงไปดูที่ห้องทำงานของเขาให้แน่ใจก่อนดีกว่า ยิ่งแผนจัดกำลังนี่ล่าช้ามาหลายวันแล้วด้วย.....

 

ทางเดินของชั้นสิบสองอันเป็นชั้นบนสุดของสภารัฐมืดสนิทเช่นกัน แต่ยังคงมีแสงสลัวลอดออกมาจากห้องทำงานประธานรัฐ ตานีสาวแอบชะเง้อมองเข้าไป และเมื่อเห็นนักการเมืองวัยกลางคนยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะก็เคาะประตูก่อนจะผลักเข้าไป

 

“อ้าว คุณแหวน กลับมาแล้วเหรอ” ประจิมทักด้วยเสียงนุ่มเป็นปกติ แต่เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มกลับรู้สึกวามันมีแววกึ่งประชดกึ่งเหนื่อยใจแฝงอยู่ลึกๆ

“ปิ๊กมาแล้ว ข้าประกาศคาดโทษหมู่มันไว้แล้ว หลังจากนี้คงน้อยลงเยอะอยู่” แหวนเดินมาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน “เอ้า มาต่อกัน”

“ต่อ ?” นักการเมืองเจ้าปัญหาเลิกคิ้ว “ไม่ต้องแล้ว ผมปรึกษาคุณนางกับคุณเอื้องเรียบร้อยแล้ว”

“ปรึกษานางกับเอื้อง !?” ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นทันที “ยะหยังถึงยะจะอั้น !?

“ก็คุณจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมจะรอคุณอยู่ทำไม แล้วคุณก็รู้ว่าแผนนี้ช้ามาเยอะแล้ว แล้วเราก็จะบุกอาทิตย์หน้านี่แล้ว ผมไม่เอาชะตากรรมทั้งหมดของปฏิบัติการครั้งนี้แขวนเอาไว้ที่คุณคนเดียวหรอกนะ”

“บ่ได้เด็ดขาดเน่อ ทีหลังห้ามยะจะอั้น !” แหวนละล่ำละลัก เธอจะปล่อยให้นางมีอิทธิพลมากขึ้นอีกครั้งไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องดีทั้งต่อตัวเธอ และหากเธอดูไม่ผิด ก็คงไม่ดีต่อกองกำลังผีร้ายโดยรวมด้วย “ข้าขอสุมาที่หายไปบ่อยๆ แต่เชื่อข้า อย่าปรึกษาอะหยังกับนางเรื่องแผนการรบเด็ดขาด !

“ทำไมล่ะ” ดวงตาเรียวหรี่ลง “ถึงบางทีจะดูแปลกๆไปบ้าง บางทีจะทำอะไรเหนือความคาดหมายผมไปบ้าง แต่เท่าที่ดู แผนของคุณนางดูรัดกุมแล้วก็รอบคอบกว่าคุณเยอะ ทำไมผมถึงจะไปปรึกษาคุณนางไม่ได้ ?”

 

“เพราะ.....”

เด็กสาวหัวหนามชะงัก ความคิดสองฝั่งสาดปืนกลใส่กันอยู่ในหัว ฝั่งหนึ่งอยากจะบอกสิ่งที่นางเคยพูดและดูเหมือนจะกำลังทำอยู่ให้อีกฝ่ายรู้ ในขณะที่อีกฝั่งก็ไม่อยากจะขายคนที่เคยร่วมอุดมการณ์กันมา และอย่างน้อย นางก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเธอ และเป็นเผ่าพันธุ์ที่เหลือกันอยู่เพียงเท่านี้ ถึงจะไม่ได้ดั่งใจไปบ้าง เธอก็ไม่ได้อยากจะเสียใครไปอีกเหมือนกัน.....

 

แต่เมื่อภาพเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อนแวบขึ้นมาในหัว ความคิดฝ่ายแรกก็ชนะขาด ไม่ใช่ภาพที่นางช่วยเธอเอาไว้จากฝ่าเท้าของผีร้าย แต่เป็นภาพก่อนหน้านั้น.....

 

“ประจิม ฟังหื้อดี ข้ามีอะหยังเกี่ยวกับนางจะบอก.....”

 

 

ราชินีตานีออกมานั่งตากลมหนาวอุณหภูมิเกือบลบยี่สิบองศาอยู่บนดาดฟ้าโรงเก็บเครื่องบินที่หนึ่งในกลางดึกของคืนก่อนวันกำหนดการเริ่มโจมตี

 

คางเกยแขนหนานุ่มของเสื้อกันหนาวที่กึ่งกอดอกกึ่งเท้าขอบปูนเย็นเฉียบของดาดฟ้า ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวเหม่อมองออกไปยังช่องเขาระหว่างเทือกเขาสูงลิบสองเทือก อันเป็นทางเข้าสู่ที่ราบระหว่างหุบเขาที่ฐานบินแห่งนี้ตั้งอยู่ หากกองกำลังผีร้ายมาตามที่คาดการณ์ ก็คงอีกไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้าแล้วที่สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นสนามรบเต็มรูปแบบ สนามรบที่จะออกมาในรูปไหน เธอก็ยังเดาไม่ออกเลย....

 

“ยังบ่นอนอีกก๋ากล้วย”

เด็กสาวหน้าจืดหันหลังกลับไปมอง กล้ายในชุดเดียวกับเธอ ซึ่งก็คือเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวผ้าร่มสีขาวอันเป็นชุดที่อยู่ข้างในตะเบงมานคอมมานโด คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเขียวอ่อนเดินออกมาจากทางขึ้นดาดฟ้า

 

“นอนบ่หลับ” ราชินีตานีตอบ หันหลังกลับมาวางคางลงบนแขนเหมือนเดิม

“แต่อุ๊ยสายบอกว่าต้องนอนเน่อ บ่อั้นพลังงานวิญญาณจะรับบ่ไหวเอา” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเดินมานั่งลงข้างๆเพื่อนสาว

“ก็พยายามแล้วแหละ แต่บ่หลับ จะยะจะไดได้” กล้วยถอนหายใจเฮือก “อู้ถึงอุ๊ยสาย ข้าเจ้าเพิ่งอู้กับเปิ้นมา ถึงแผนการต่อจากนี้”

“เป็นจะได” กล้ายถามอย่างสนใจ

“ถ้าต้านการบุกครั้งนี้ได้แล้วยังพอมีกองกำลังเหลือ เป้าหมายต่อไปก็คงเป็นเชียงม่วน ยึดชุมทางรถไฟได้ก็เท่ากับคุมวัตถุดิบกับทรัพยากรของทางปู้นได้ ส่วนจะโต้กลับทันทีหรือว่าจะรอก่อนก็คงต้องดูสถานการณ์อีกที” ตานีสาวหน้าจืดอธิบาย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง “แต่นั่นคือถ้าต้านได้เน่อ.....”

“ข้าคงบ่อู้ว่าต้องได้อยู่แล้วหรืออะหยังจะอั้นเน่อ เพราะข้าว่าข้าก็กังวลพอๆกับกล้วยแหละ” กล้ายตอบ “แต่ข้าว่าหมู่เฮาต้านไหว ดูสิ ดาวกล้วยส่องแสงอยู่กลางฟ้าจะอั้น หมู่เฮาต้องชนะแน่”

 

กล้ายชี้มือขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มองเห็นดาวระยิบระยับจากความมืดมิดของภูเขารอบๆ กลุ่มดาวเจ็ดดวงที่เรียงเป็นเส้นตรงมีแฉกตรงปลายเหมือนต้นกล้วยสุกสว่างอยู่กลางท้องฟ้าจริงๆด้วย แต่ราชินีตานีดูจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมนัก

 

“จนป่านนี้ยังเชื่อโชคลางอีกก๋ากล้าย” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้าช้าๆอย่างเหนื่อยหน่ายระคนขำพลางถอนหายใจเป็นรอบที่สาม “แล้วดาวกล้วยก็ขึ้นช่วงนี้ทุกปีอยู่แล้วด้วย”

“เอาน่า ดูไว้เป็นกำลังใจก็บ่หันจะเป็นอะหยังนี่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบกลั้วหัวเราะ แต่ประโยคต่อมาของเธอก็จริงจังขึ้น “ถ้านอนบ่หลับเพราะกังวลเรื่องนี้อยู่ก็อย่าคึดมากเลยกล้วย อาจจะบ่สวยนัก อาจจะยากหน่อย แต่ข้าว่าหมู่เฮาบ่ได้สิ้นหวังหรอก”

“เฮ้อ ก็หวังว่าคงจะเป็นจะอั้นล่ะเน่อ.....” ราชินีตานีถอนหายใจเป็นเฮือกที่สี่ “แต่ข้าเจ้าบ่ได้นอนบ่หลับเพราะกังวลเรื่องนั้นหรอก แค่นอนบ่หลับเฉยๆ”

“จะอั้นก๋า”

 

เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่กล้วยจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

“นอกจากแผนการระยะสั้นแล้วยังมีแผนการระยะยาวด้วย ทั้งถ้าเกิดหมู่เฮาแพ้สงครามนี้แล้วต้องหนี และทั้งถ้าเกิดหมู่เฮาชนะ ยึดตานนะคอนปิ๊กมาได้ แล้วทำลายหมู่ผีร้ายทั้งหมดได้.....”

“อย่างแรกข้าบ่อยากฮู้เท่าได๋ แต่อย่างหลังนี่เป็นจะไดบ้าง”

“ข้าเจ้าอยากวางตานีเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับวิญญาณ จับกุม ตัดสินแล้วก็ลงโทษผีที่ยะผิดตามความผิดที่เปิ้นยะแต๊ๆ บ่แม่นหันเป็นผีร้ายก็ยิงเลยแบบที่ผ่านๆมา”

“ตลกละกล้วย” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลง “ฮู้ก่อว่าที่อู้ออกมามันยากเท่าได๋ ผีร้ายที่ได๋จะยอมหื้อหมู่เฮาตัดสินมัน บ่สิ ทั้งผีร้ายทั้งมนุษย์นั่นแหละ”

“ข้าเจ้าก็ฮู้” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่เท่าที่คึดๆไว้ คงจะหื้อมีคณะกรรมการจากมนุษย์ แล้วก็คณะกรรมการจากวิญญาณ ส่วนหมู่เฮาก็อยู่ในฐานะผู้ตัดสิน”

“มันก็ได้อยู่หรอก แต่จะเอากฎที่ได๋มาตัดสินล่ะกล้วย ถ้าวิญญาณทำร้ายหรือหลอกหลอนมนุษย์ก็พอจะเข้าใจว่าใช้กฎหมายเดียวกับมนุษย์ได้ แต่ถ้ามนุษย์ทำร้ายวิญญาณแล้วจะไปลงโทษมนุษย์ ข้าก็ยังว่าบ่น่าจะมีผู้ได๋ยอมง่ายๆเน่อ แล้วยังเรื่องการสืบสวนสอบสวนอีก แค่หมู่เฮามีกำลังบ่พอแน่ ขนาดก่อนหน้าสวนกล้วยแตกข้ายังคึดว่าบ่พอเลย”

“ก็คงต้องคึดกันอีกเยอะแหละ นี่แค่แผนคร่าวๆเท่านั้นเอง” กล้วยตัดบท ไม่ใช่เพราะรำคาญ แต่เพราะเธอก็เพิ่งคิดได้เท่านี้จริงๆ “มันเป็นโครงการของแม่ที่อยากหื้อทั้งมนุษย์ทั้งวิญญาณอยู่ด้วยกันได้ ข้าเจ้าก็อยากจะลองสานต่อดู”

“แต่ถึงจะยะได้ก็เหอะ จะอี้แปลว่าหมู่เฮาต้องเปิดเผยตัวต่อมนุษย์อย่างถาวรเน่อ กล้วยบ่ย่านจะเกิดเหตุการณ์จะอี้อีกก๋า”

“ก็ย่านอยู่” ราชินีตานีถอนหายใจอีกแล้ว “แต่จะไดๆ ตอนนี้ทุกตนก็ฮู้เรื่องตานีกันหมดแล้ว ถ้าจะหื้อลืมเหมือนตอนที่ราชินีแสนมิงยะก็ต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆเป็นหลายสิบหรืออาจจะร้อยปี* ดีบ่ดีอาจจะบ่มีทางลืมด้วยเพราะสมัยนี้มีหลักฐานเป็นวิดีโอเป็นภาพถาวรกว่าสมัยก่อน ข้าเจ้าคึดว่าเปิดเผยตัวไปเลย แล้วพยายามอยู่ด้วยกันอย่างสงบน่าจะดีที่สุด”

“ข้าก็ยังบ่ค่อยหันด้วยอยู่ดี” กล้ายยังขมวดคิ้ว “แต่เอาเหอะ จะไดก็ยังเป็นแผนขั้นต้นอยู่นี่เน่อ ไว้ค่อยว่ากันตอนลงรายละเอียดอีกทีละกัน”

“อื้ม”

 

เงียบฟังเสียงลมกันไปอีกอึดใจใหญ่ กล้ายจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

 

“เอ่อ.... กล้วย”

“อะหยัง”

“คือ.....” เด็กสาวผมหางม้าอึกอัก แต่ในที่สุดก็โพล่งออกมา “คืนดีกับจ้าดเหอะเน่อ”

 

ตามที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคาดไว้ไม่มีผิด เพื่อนสาวหน้าจืดดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที

 

“ข้าเจ้าบ่อยากอู้เรื่องนี้” กล้วยปัดหัวข้อสนทนาตกดาดฟ้าไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาเรียวยังคงมองลงไปยังหิมะขาวโพลนเบื้องล่าง

“กล้วย ฟังข้าก่อน.....”

“เปิ้นขอหื้อกล้ายมาอู้กับข้าเจ้าเรื่องนี้ก๋า” ราชินีตานีถามโดยไม่หันมามอง

“ถ้าถามว่าเปิ้นขอก่อเปิ้นก็ขอแหละ แต่ข้าบ่ได้อู้กับกล้วยเพราะคำขอของเปิ้น”

“แล้วยะหยังกล้ายถึงอู้กับข้าเจ้าเรื่องนี้ล่ะ”

“เพราะหมู่เฮาจะรบกันแล้ว แล้วกล้วยก็ต้องขับเครื่องบินด้วยกันกับเปิ้น ถ้ายังมึนใส่กันจะอี้อยู่คึดว่าการรบจะออกมาดีก๋า”

“ข้าเจ้าแยกเรื่องอารมณ์กับเรื่องรบออกเน่อ”

“ข้าฮู้วากล้วยแยกออก แต่จะไดมันก็บ่เหมือนกันอยู่ดี กล้วยเคยเรียนจิตวิทยาการสงครามมาก็น่าจะฮู้บ่แม่นก๋า”

“แล้วยะหยังข้าเจ้าถึงจะต้องไปคืนดีกับเปิ้น” ราชินีตานีตีรวน ทำเอาอีกฝ่ายพ่นลมหายใจออกทางจมูกพรืดอย่างทั้งฉุนทั้งขำ ไม่บ่อยนักที่ราชินีตานีผู้ทั้งใจเย็นและเป็นผู้ใหญ่จะทำตัวเป็นเด็กๆแบบนี้ อาจจะยกเว้นตอนหิว

“คำตอบก็เหมือนที่ข้าอู้ไปแล้วนั่นแหละกล้วย อย่ามายะเป็นบ่เข้าใจ” เด็กสาวผมหางม้าตอบก่อนจะยิงคำถามกลับโดยไม่เปิดโอกาสให้เพื่อนสาวแถต่อ “ข้าขอถามกล้วยบ้าง ยะหยังถึงได้เกลียดเปิ้นขนาดนั้น”

“กล้ายก็น่าจะฮู้นี่ว่าข้าเจ้าบ่ชอบการฉวยโอกาส” เสียงของกล้วยอ่อนลงบ้าง “ข้าเจ้าบ่ชอบเลยที่เปิ้นมาฉวยโอกาสตอนที่ข้าเจ้ากำลังอ่อนแอ เปิ้นคงคึดว่าถ้าเข้ามาตอนข้าเจ้ากำลังเศร้าแล้วข้าเจ้าจะอ่อนไหวจนตอบตกลงกับเปิ้นไปสิเน่อ ดูถูกกันเกินไปแล้ว แล้วที่ยะดีกับข้าเจ้ามาตลอดก็คงเพราะจะรอโอกสนี้สิเน่อ ข้าเจ้าเกลียดการกระทำจะอี้ที่สุด !

“กล้วย ข้าบ่คึดว่าบ่าจ้าดง่าวนั่นจะเป็นตนจะอั้นหรอกเน่อ”

“กล้วยฮู้ได้จะได” ตานีสาวหน้าจืดหันขวับมาจ้องเพื่อนสาวทันที “อย่ามาพยายามอู้หื้อเปิ้นดูดีเน่อ ข้าเจ้าโกรธแต๊ๆด้วยเน่อถ้ากล้ายจะช่วยอะหยังเปิ้น”

“หนึ่ง เพราะเปิ้นจ้าดง่าว ทื่อๆจะอั้นข้าบ่เชื่อหรอกว่าจะวางแผนอะหยังได้จะอั้น ดูอย่างตอนฟ้าหรือยูคิสิ” กล้ายตอบด้วยคำพูดที่หลานชายหมอผีใหญ่มาได้ยินคงหงายเงิบเหมือนโดนเฮดช็อตเข้าแสกหน้า “อีกอย่าง ถ้าเปิ้นอยากจะฉวยโอกาสแต๊ๆเน่อ ข้าว่าเปิ้นยะไปตั้งแต่คืนแรกที่กล้วยเข้าบ้านเปิ้นแล้ว ข้าว่าตอนนั้นกล้วยน่าจะอ่อนแอกว่าตอนมาที่อีกด้วยซ้ำ”

“ตอนนั้นเปิ้นอาจจะยังบ่ได้คึดอะหยังกับข้าเจ้าก็ได้”

“กล้วยก็ยังมีช่วงอ่อนไหวอีกตั้งหลายช่วง” เด็กสาวผมหางม้าโต้กลับ ก่อนจะรีบพูดต่อเมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามที่แฝงแววอันตรายบนใบหน้าจืด “อย่า อย่ามาเถียงว่ากล้วยบ่เปิดช่องว่างหื้อเปิ้นเองเลยเน่อ ทั้งตอนที่น้ำไทโดนกระสือกระหังรุมทึ้งตอนไปเอาต้นกล้วย ทั้งตอนที่กล้วยล้มพับไปตอนกำลังขนของขึ้นเครื่องแล้วเปิ้นไปดูแล ยะหยังเปิ้นถึงจะบ่ยะล่ะ”

“บ่กล้าล่ะมั้ง ขี้ขลาดออกจะอั้น”

“พอกล้าก็เกลียดเปิ้น พอบ่กล้าก็ด่าเปิ้น แล้วจะหื้อเปิ้นยะจะได” แววหงุดหงิดจริงๆเริ่มเจือเข้ามาในน้ำเสียงของกล้ายแล้ว “อีกอย่าง ถ้าที่ผ่านๆมาเปิ้นยะดีกับกล้วยเพราะแค่อยากหื้อกล้วยสนใจแต๊ๆ กล้วยคึดว่าเสี่ยงตายจะอี้มันคุ้มกันก๋า”

“ยะหยังกล้ายถึงได้ช่วยเปิ้นจัง กล้ายอยากหื้อข้าเจ้าคู่กับเปิ้นมากนักก๋า กล้ายเคยบอกว่าฮักข้าเจ้าบ่แม่นก๋า”

 

เจอไม้นี้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถึงกับอึ้ง เด็กสาวหน้าจืดเหลียวมองหน้าเพื่อนสาว แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจกับสีหน้าของอีกฝ่าย มันไม่ใช่สีหน้าเขินอายอย่างที่เธอคาดไว้ หากเป็นสีหน้าลำบากใจ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงหลุบมองต่ำ

 

“ยะหยังยะหน้าจะอั้นล่ะกล้าย” กล้วยขมวดคิ้วถามเพื่อนสาว ก่อนที่รอยยิ้มหวานเย็นชวนสยองขวัญจะผุดขึ้นมาบนริมฝีปากบางเมื่อเธอพอจะเดาอะไรบางอย่างออก “เอ๋ หรือว่ามีตนอื่นที่ชอบแล้ว หื้อข้าเจ้าทายก่อ ข้าเจ้าว่าข้าเจ้าฮู้.....”

“บ่ต้อง !” เด็กสาวผมหางม้าปฏิเสธเสียงลั่นชนิดหากกองกำลังผีร้ายซุ่รออยู่นอกหุบเขาก็ยังน่าจะได้ยิน ใบหน้ามาตรฐานเวียงตานบัดนี้แดงก่ำ “บ่ได้มีอะหยังทั้งนั้นล่ะ อย่ามาแถเบี่ยงประเด็นเลยกล้วย”

“บ่ได้เบี่ยงประเด็นสักหน่อย” รอยยิ้มของราชินีตานียิ่งกว้างขึ้นอีก “บอกมาเลยเน่อ แต๊ก๋า”

“ก็.... ก็ได้....” ในที่สุดหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ยอม “คือ.... ถ้าจะหื้ออู้กันแต๊ๆเน่อกล้วย ข้าก็คงต้องอู้ว่า.... ข้าบ่ได้ฮู้สึกกับกล้วยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

“จะอั้นก๋า” ราชินีตานีพยักหน้าช้าๆ ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มแม้ในอกจะรู้สึกโหวงๆอยู่บ้าง แม้เธอจะเคยไม่พูดกับกล้ายหลายเดือนเพราะเรื่องนี้ แต่มาถึงตอนนี้เธอก็อดผิดหวังน้อยๆไม่ได้ คงเป็นความรู้สึกเหมือนเพื่อนรักจะไปมีแฟนล่ะมั้ง.... “แล้วสรุป.... หมิงแม่นก่อ”

“อื้ม.....” เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้าช้าๆ ยังคงหลบสายตาเพื่อนสาว แต่ก็ไม่วายแก้เก้อ “ถ้าบ่แม่นหมิงแล้วจะเป็นผู้ได๋อีกล่ะ”

“เอ้า กล้ายมีตัวเก็งเยอะออก ทั้งแพร แก้ว ฟ้า เอื้อยเดือนก็ด้วย.....”

“อู้ซะข้าดูเจ้าชู้เลยกล้วย” กล้ายขมวดคิ้วตีหน้าง้ำใส่เพื่อนสาว

“แล้วไปถึงขั้นได๋กันแล้วล่ะ.....” เด็กสาวหน้าจืดยังถามต่อ ส่วนหนึ่งก็อยากรู้จริงๆ แต่อีกส่วนเพราะจะได้ไม่ต้องวกกลับเข้ามาเรื่องเธอ

“จะถึงขั้นได๋ล่ะ ก็อย่างที่หันนั่นแหละ เปิ้นฮู้เรื่องก่อข้ายังบ่ฮู้เลย วันๆมีแต่วิ่งเล่นจะอั้น”

“แหม แล้วอยากหื้อเปิ้นยะอะหยังล่ะ....”

“ก็มาเอาใจมาฮักกันบ้..... บ่ได้ยะอะหยังทั้งนั้นแหละ !” ตานีสาวผมหางม้าดึงตัวเองกลับมาได้ทันพอดี “พอแล้ว หยุดนอกเรื่อง เอาเรื่องของกล้วยเหอะ ข้าขอร้อง คืนดีกับเปิ้นเหอะเน่อ บ่ต้องถึงขนาดยอมเป็นคนฮักของเปิ้นหรอกเพราะข้าก็บ่ได้อยากหันเปิ้นได้กล้วยไปเท่าได๋เหมือนกัน แต่อย่างน้อยคุยกับเปิ้นหื้อเป็นปกติแล้วก็อย่าเมินเปิ้นก็พอ”

 

กล้วยตอบด้วยการถอนหายใจยาวเหยียด

 

“ยากอยู่เน่อ ถึงกล้ายจะอู้จะอั้น และต่อหื้อเปิ้นบ่ได้คึดจะฉวยโอกาสอะหยังแต๊ๆ แต่ข้าเจ้าก็คงบ่มีทางฮู้สึกกับเปิ้นได้เหมือนเมื่อก่อน อีกอย่าง ถ้าไปอู้ไปคุยไปยะตัวเหมือนเดิม เปิ้นก็จะยิ่งคึดว่ามีความหวังสิ”

“บ่แม่นความผิดของเปิ้นนี่ที่เปิ้นจะหวัง แล้วกล้วยก็อย่าเพิ่งปิดตัวเองเลย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ แต่เมื่อเห็นเพื่อนสาวอ้าปากจะแย้งก็รีบพูดต่อ “แต่ถ้าจะปฏิเสธ ก็หื้อจบกันไปด้วยดี เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม คุยกันได้เหมือนเดิม ดีกว่าเสียตนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไปทั้งตนเน่อ”

 

เป็นอีกเกือบหนึ่งนาทีเต็มๆที่มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวของหน้าหนาวขณะเด็กสาวหน้าจืดประมวลผลอะไรหลายๆอย่างที่ประเดประดังกันเข้ามาในสมองของเธอ ทั้งคำพูดของเพื่อนสาว ทั้งภาพสิ่งที่เธอเคยทำร่วมกับหลานชายหมอผีใหญ่ เธอจะกลับไปรู้สึกกับเขาได้เหมือนก่อนหน้านี้จริงๆน่ะหรือ....

 

แล้วเธอเกลียดเขาถึงขนาดนั้นจริงๆน่ะหรือ.....

 

แต่ขณะที่กล้วยกำลังอ้าปากจะตอบเพื่อนสาว เสียงไซเรนจากเบื้องล่างก็แผดก้องเสียดแทงเข้าไปในหู ประสานกับเสียงฟู่จากระบบไฮดรอลิกเมื่อฐานยิงจรวดต่อต้านอากาศยานที่ตั้งอยู่กางทุ่งหิมะเงยหัวขึ้น ก่อนที่แสงสฟ้าจะสว่างวาบพร้อมกับควันที่พวยพุ่งเมื่อจรวดนับสิบลูกถูกปล่อยออกไปพร้อมๆกัน

 

อุ๊ยสาย ยะหยัง มีอะหยัง !?’

 

คำตอบเฉียบขาดของวิญญาณสาวหน้าหวานราวกับมีเทนเหลวที่สาดตูมลงใส่ทั้งหัวทั้งตัวของตานีสาวทั้งสอง

 

ลงมาที่ห้องประชุมเดี๋ยวนี้ ผีร้ายบุกแล้ว

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ราชินีแสนมิง – หนึ่งในผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นมหาราชินีของตานี ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 3787-3841 หรือเมื่อราว 350 ปีมาแล้ว

 

ช่วงก่อนแสนมิงจะดำรงตำแหน่ง ตานียังเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์ แต่เกิดเหตุการณ์มนุษย์ที่หวาดระแวงอำนาจของตานีบุกเข้าเผาสวนกล้วยจนสิ้นอายุไปเกือบทั้งหมด แสนมิงในฐานะผู้นำการรบและผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดที่เหลืออยู่ในขณะนั้นจึงตัดสินใจให้ตานีที่เหลือทุกตนกำบังตัวเอง ในที่สุดมนุษย์ก็เลิกราไปเองเพราะคิดว่าตานีสิ้นอายุไปหมดแล้ว

 

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ตานีไม่เหลือความไว้วางใจในตัวมนุษย์อีกต่อไป และมีทั้งบทเพลงและนิทานที่สอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ ส่วนพลังการกำบังตัวเองได้รับการวิจัยและพัฒนาต่อจานั้นมากเรื่อยๆ จนกระทั่งใช้พลังงานวิญญาณเพียงน้อยนิดและสามารถใช้เครื่องจักรช่วยได้ ทำให้ตานีปกปิดตัวเองจากสายตามนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์สวนกล้วยแตกครั้งล่าสุดในปี 4154 นี้เอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #135 รักต์ศรา (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 19:27
    ถึงจะมีความสามารถด้านการรบ แต่สกิลความเป็นผุ้นำแหวนนั้นต่ำเตี้ยจริงๆ...

    กล้วยจะให้อภัยพระเอกได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันตอนต่อไป...
    #135
    0