ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 95 : การแทรกซึมที่เสียน้อยเสียยากแต่เสียมากเสียง่าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

“หัวหน้าวา ผมอยากเอาปืนมายิงคุณให้ตายซ้ำรอบสองจริงๆ”

เสียงเย็นเยียบถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของชายร่างสูงผู้ยืนกอดอกอยู่บนเวทีในห้องประชุมอันแทบจะมืดมิด เบื้องหลังเขา หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยเฉพาะกิจร่างล่ำบึ้กยืนกุมไข่ก้มหน้างุด เขายังอยู่ในชุดทหารลายพรางเหมือนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว หากสถานะของเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ยามนี้ เขาเป็นวิญญาณ วิญญาณที่กลับมาจากโลกหลังความตายพร้อมๆกับเหล่าวิญญาณร้ายอีกนับล้านดวง แม้ชายหนุ่มจะเพิ่งไปยังโลกหลังความตายได้แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น

 

“ขอโทษครับนาย”

“เอาเถอะ เรื่องมันเลยจุดนั้นไปแล้ว” ประจิมออกเดินช้าๆ โดยไม่หันมามองลูกน้อง สองมือยังคงกอดอก “ถึงคุณจะทำงานพลาด ปล่อยให้ตานี หรือใครก็ไม่รู้สักคนเข้ามาเปิดโปงความลับของผมถึงในห้องนี้ได้ แต่ในฐานะที่คุณเป็นลูกน้องคนสนิทอันดับต้นๆของผม และคุณก็เป็นวิญญาณแล้ว ผมจะแต่งตั้งให้คุณเป็นผู้นำทีมวิญญาณในเขตม่อนแป้งนี่ก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับนาย” ชายหนุ่มร่างล่ำก้มหัวคำนับ แต่ในใจยิ้มกริ่ม เขาเองก็ไม่ได้มีครอบครัว ตายไปก็ไม่ได้มีใครเดือดร้อน แถมยังได้เป็นผู้นำของฝูงผีร้ายใหญ่ไม่เบาแบบนี้อีก อย่างน้อยก็ดีกว่ารอดจากระเบิดนั่นแล้วต้องโดนผีร้ายเข้าสิงแหละ....

“งานแรกของคุณ ตามหาไอ้คนที่เข้ามาที่นี่ให้ได้ ผมไม่คิดว่ามันจะออกไปไหนได้ไกล”

“เรื่องนั้น ผมพอจะได้ข้อมูลมาบ้างแล้วครับนาย”

“ว่ายังไง”

“เมื่อกี้ผมได้ยินพวกผีพูดกันว่าเจอกลุ่มคนสี่คนอยู่ทางรอบนอกของศูนย์ประชุม พวกมันเข้าสิงไม่ได้ แล้วคนหนึ่งก็แปลงเป็นเสือได้ เป็นไปได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยออกมาที่ถนนคนเดินครับ”

“งั้นก็แปลว่าเป็นพวกตานีจริงๆ” ประจิมหัวเราะในลำคอ “แล้วตอนนี้พวกมันอยู่ไหน”

“ทั้งผี ทั้งทหาร แล้วก็กระสือรุมต้อนพวกมันเข้าไปในอาคารเอนกประสงค์สองแล้วครับ จำนวนเยอะขนาดนั้นผมคิดว่าไม่น่ารอด”

“ผมต้องการหลักฐานว่าพวกมันตายไปแล้วจริงๆ หรือไม่ก็จับพวกมันมาให้ผม”

“แต่เท่าที่ผีรุ่นใหญ่ๆบอกผมตอนที่กำลังกลับมาที่นี่ เขาบอกว่าตานีตายแล้วจะสลายไป....”

“แต่เสือนั่นยังเหลือซากอยู่แน่นอน ไป ไปหาหลักฐานมาให้ผม ไม่ต้องกลับมาจนกว่าจะเอาหลักฐานหรือตัวพวกมันมาได้”

“ครับนาย”

 

วาค้อมหัวน้อยๆ ก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไป นักการเมืองวัยกลางคนชำเลืองมองทางหางตาเล็กน้อยจนแน่ใจว่าลูกน้องไปแล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนหาหมายเลขที่ต้องการ ก่อนจะยกมันขึ้นแนบหู

 

“คุณแหวน เพื่อนของคุณน่ะเอาอีกแล้วนะ.....”

 

 

“อีกห้านาที !

ราชินีตานีตะโกนแข่งกับเสียงครางหึ่งของใบพัดที่ดังลอดเข้ามาในเครื่องออกจากห้องนักบินไปยังตานีน้อยผมเปียและสาวแว่นทวินเทลที่นั่งอยู่ในห้องโดยสาร ทั้งสองอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโด สวมทับด้วยเป้และสายพะรุงพะรังของร่มชูชีพ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้แก้วสบายใจเลย แม้เธอจะไม่ได้กลัวความสูงถึงขั้นเข่าอ่อนน้ำตาไหลแบบเพื่อนสาวร่วมอุดมการณ์ซึ่งบัดนี้นั่งประจำที่นั่งพลควบคุมอาวุธด้านหลังกล้วย แต่เธอกล้าพนันว่ากระโดดร่มครั้งแรกแบบนี้ ต่อให้ฝึกภาคพื้นดินมาแล้วก็คงไม่มีใครไม่กลัว

 

“ทวนแผนกันอีกทีเน่อ น้ำไทกับแก้วกระโดร่มลงไปที่ทิลต์โรเตอร์ ประจำอยู่ที่นั่นจนกว่าจะมีคำสั่งอื่น ถ้าโดนโจมตีหรืออะหยังขึ้นมาหื้อบอกทันที มีคำถามอะหยังก่อ”

“บ่มีเจ้า”

“ไม่.... ไม่มี....”

“แก้วยังจำวิธีควบคุมร่มได้แม่นก่อ”

“ไหวนะแก้ว” ฟ้าหันมาถามอย่างเป็นห่วง

“ทำไม ไม่ไหวแล้วฟ้าจะโดดแทนรึไง” สาวแว่นคนสวยแห่งภาคอากาศยานซึ่งบัดนี้ถอดแว่นเก็บในกระเป๋าเรียบร้อยหัวเราะเครียดๆ

“ขอโทษนะที่แก้วต้องมาโดดแทนเรา....”

“ก็บอกว่าไม่เป็นไรไง ถ้าเราไม่โดดจะให้กล้วยโดดก็ไม่ได้ถูกมั้ย”

“ถึงงั้นก็เถอะ เราก็ยังอยากขอโทษอยู่ดี....”

“จะเปิดประตูท้ายล่ะเน่อ เตรียมตัว !

 

เสียงโลหะกระทบกันดังหนักๆ สองสามครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฟู่ของไฮดรอลิกเมื่อประตูทางลาดด้านท้ายของห้องโดยสารเปิดออก ผืนป่าและขุนเขาวิ่งผ่านไปเบื้องล่าง ต้นสนที่ปกติน่าจะสูงเกือบห้าสิบเมตร บัดนี้กลับดูเล็กนิดเดียว แก้วกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอดังเอื๊อกขณะเดินตามรุ่นน้องสาวไปยืนอยู่ริมทาง ความรู้สึกของคนที่จะเดินขึ้นลานประหารมันเป็นแบบนี้นี่เองสินะ

 

“สาม สอง หนึ่ง กระโดดเลย !

ยังไม่ทันได้เตรียมใจเรียบร้อยดี ตานีน้อยผมเปียก็กระโดดผ่านหน้าเธอลงไปแล้ว ร่มสีเทากางออกแทบจะทันที แก้วหลับตาลง กลั้นใจ แล้วก้าวขาให้ออกไปพ้นประตูท้าย.....

 

เด็กสาวผมทวินเทลกรีดร้องออกมาสุดเสียงเมื่อร่างของเธอร่วงหล่นจนเสียววูบในท้อง เธออยู่โรงเรียนอินเตอร์มาจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย จึงไม่มีกิจกรรมลูกหมี อันเป็นกิจกรรมฝึกเด็กให้รู้จักการดำรงชีวิตในป่าเหมือนพวกเพื่อนๆที่เรียนโรงเรียนธรรมดาเขามีกัน และเธอก็เคยได้ยินว่ามีกิจกรรมให้กระโดดหอคอยด้วย สาวแว่นทวินเทลเคยดีใจที่ไม่ต้องไปลำบากแถมยังต้องแต่งชุดเชยๆเหมือนพวกลูกหมี แต่บัดนี้เธอนึกเสียดาย ถ้าฝึกกระโดดหอตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้เธอคงกลัวน้อยกว่านี้.....

 

แต่อาการวูบก็กินเวลาเพียงสามสี่วินาทีเท่านั้น ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยการถูกรั้งขึ้นด้านบนเมื่อร่มชูชีพสีเทาทรงสี่เหลี่ยมกางพรึ่บออกเหนือหัว เด็กสาวค่อยๆเปิดตา ความเร็วร่วงหล่นที่ลดลงอย่างมากทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้างแม้จะยังหวิวๆอยู่ และไม่ห่างออกไปจากเท้าของเธอนัก เธอก็เห็นทิลต์โรเตอร์ลายพรางหิมะลำใหญ่จอดอยู่บนที่โล่งท่ามกลางหมู่ต้นสนสูงชะลูด และร่มสีเทาที่ค่อยๆแฟบลงเมื่อเจ้าของลงจอด

 

แก้วดึงสายบังคับร่มไปลงจอดข้างๆน้ำไท การกระแทกพื้นโดยไม่ได้ฝึกท่าลงจอดทำเอาขาของเธอระบมอยู่บ้าง แต่เด็กสาวผมทวินเทลก็กดสลักปลดร่มออกจากตัวก่อนจะตามรุ่นน้องสาวเข้าไปในทิลต์โรเตอร์ สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวตั้งเตรียมพร้อมอยู่ที่ประตูแล้ว

 

“เอื้อยแก้วเอากระบอกนี้ไปละกัน”

น้ำไทยื่นไรเฟิลจู่โจมกระบอกหนึ่งให้รุ่นพี่สาวซึ่งทรุดเล็กน้อยเมื่อรับมันมาถือไว้ มันไม่เหมือนไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดที่เธอเคยเห็นกล้ายใช้ แต่อย่างน้อยมันก็ยิงได้ล่ะน่า.....

 

“หวังว่าเราคงไม่ต้องรอนานนะ”

“ข้าเจ้าก็หวังจะอั้นเหมือนกันเจ้า”

 

เด็กสาวผมทวินเทลและเด็กหญิงผมเปียไม่รู้เลยว่ามีอะไรบางอย่างเห็นร่มของพวกเธอแล้วแม้มันแทบจะกลืนไปกับท้องฟ้าก็ตาม และพวกมันกำลังมุ่งหน้ามา.....

 

 

“เมื่อได๋กล้วยสิมา”

สมิงสาวถามลอยๆ เธอนั่งเคียงข้างกับน้ำว้า หลังพิงฝาหันหน้าออกไปทางช่องเปิดเพียงช่องเดียวที่ด้านหลังจุดซุ่ม มือประทับไรเฟิลจู่โจมเข้าร่องไหล่มาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว และมันไม่ใช่วิสัยของเสือผู้อยู่ไม่ค่อยจะสุขอย่างเธอเลย ขนาดตอนอยู่แสนคำก็ไม่ได้ซุ่มรอเหยื่อนานๆแบบนี้สักเท่าไหร่ ด้วยป่าอุดมสมบูรณ์เกินไปจนซุ่มไม่กี่นาทีก็มีกวางมาให้เธองับคอเล่นแล้ว

 

“ถามข้าแล้วข้าจะถามผู้ได๋” กล้ายตอบโดยไม่ละสายตาออกจากกล้องเล็ง แม้ข้างตัวเธอจะมีหลานชายหมอผีใหญ่ประจำอยู่ที่อีกกระบอก และปืนกลหกลำกล้องของเธอจะตั้งสำรองอยู่ด้วยก็ตาม

“ก็กล้ายเบิ่งโปรแกรมสแกนวิญญาณอยู่บ่แม่นบ่”

“เบิ่งก็เบิ่งแถวนี้บ่ได้ซูมออกไปเบิ่งรอบนอก” ตานีสาวผมหางม้าเลียนสำเนียงอีสานของเพื่อนสาวแบบแปร่งๆ “ถึงจะมาก็ยังมาบ่ถึงหรอก ขนาดใช้ความเร็วเกินพิกัดอย่างตอนไปช่วยหมู่ฟ้ายังใช้เวลาเกือบๆชั่วโมงครึ่งเลย”

“ก็หวังว่าผีร้ายคงบ่เจอพวกเฮาก่อนเด๊.....”

 

เงียบกันไปอีกอึดใหญ่ แต่แล้วหลานชายหมอผีใหญ่ก็เอ่ยขึ้น ด้วยเสียงตื่นตระหนก

“เดี๋ยวนะกล้าย เราว่าเราเห็นความเคลื่อนไหว”

“ที่ได๋”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามไปงั้นเอง เธอแนบตาลงกับกล้องเล็ง เพื่อนหนุ่มพูดถูก ผีร้ายและทหารผีสิงที่เคยเดินวนไปวนมาอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง ยามนี้กลับวิ่ง และแม้จะมีแตกแถวเปลี่ยนทิศทางออกไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่พวกมันก็วิ่งมาในทิศทางเดียวกัน

 

นั่นคืออาคารหลังนี้.....

 

“กล้าย ยิงเลยมั้ย” เด็กหนุ่มหน้าดุถามรัวเร็ว จากกล้องเล็ง เขาพอจะมองเห็นสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือของเหล่าทหารผีสิงได้ ถ้าไม่มีเป้าหมาย พวกมันคงไม่ทำหน้าแบบนี้แน่

“อย่าเพิ่ง หมู่เปิ้นอาจจะบ่ได้เจาะจงมาตึกนี้ ยิงไปเปิ้นอาจจะจับทิศทางได้ รอหื้อเข้ามาใกล้สักสี่ร้อยห้าร้อยเมตรแล้วค่อยยิง”

 

กล้ายเม้มปาก เธอก็ไม่ได้คิดว่าพวกมันจะมุ่งหน้าไปที่อื่น และถ้าเหล่าผีร้ายมาถึงที่นี่ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ไม่คิดว่าจะต้านพวกมันเอาไว้ได้นานนัก ตานีสาวขบกรามกรอด มือชื้นเหงื่อกระชับด้ามปืนแน่น ในใจภาวนาสุดชีวิต มาสักทีเถอะกล้วย มาสักที.....

 

ในที่สุด ผีร้ายกลุ่มแรกก็ผ่านระยะสี่ร้อยเมตรเข้ามา เสียงเหมือนคนไอดังรัวติดๆกันเมื่อสไนเปอร์ไรเฟิลทั้งสองกระบอกระดมยิงทันที ด้วยความหนาแน่นของทั้งผีร้ายและทหารผีสิง กระสุนหัวทำลายวิญญาณแต่ละนัดเก็บพวกมันไปได้ทีละสามสี่ตนแม้จะถูกยิงผ่านกระจกออกไป บางครั้งก็ถึงหก แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับจำนวนเหล่าผีร้ายที่พรั่งพรูเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก กล้ายขบกรามกรอด ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าพวกมันรู้แล้วว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน สงสัยถึงเวลาได้ใช้อาวุธหนักกันแล้ว

 

ปืนกลหกลำกล้องหมุนติ้วก่อนจะส่งเสียงฟื้ดเหมือนเครื่องดูดฝุ่นกำลังสูงเมื่อมันส่งกระสุนหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณทะลุกระจกออกไปด้วยความถี่เกือบห้าสิบนัดต่อวินาที ทั้งทหารผีสิงและผีร้ายล้มลงกันเป็นแถบเมื่อกระสุนฉีกร่างของพวกมันออกเป็นชิ้นๆเหมือนถูกเลื่อยไฟฟ้าสับ แต่ก็ยังเหลืออีกนับพันที่ดาหน้าเข้ามา แต่ที่แย่กว่านั้นคือเหล่าผีร้ายอิสระที่โผล่ออกมาที่ขอบเขตระยะทำการของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา ซึ่งนั่นก็ห่างจากตึกเพียงไม่กี่เมตร ใกล้พอที่พวกมันจะใช้พลังได้.....

 

ผีร้ายยกแขนขึ้นหวังจะใช้พลังดึงปืนทุกกระบอกออกมาหามัน แต่ข่ายพลังของอุปกรณ์ป้องกันระเบิดพลังงานวิญญาณซึ่งป้องกันพลังงานวิญญาณแปลกปลอมจากภายนอกได้ด้วยก็ไม่อนุญาตให้มันทำเช่นนั้นได้ ครั้นจะหลอก พวกมันก็รู้จากผู้รอดชีวิตเบื้องต้นทั้งสี่ตนแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามมีอุปกรณ์ป้องกันอีก พวกมันจึงหันไปเรียกแท่งคอนกรีตและรถแถวนั้นแล้วสั่งให้มันลอยละลิ่วเข้าใส่จุดซุ่มยิงของสี่สหายร่วมรบแทน กล้ายสั่งปืนกลให้ยิงมันกลางอากาศจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ทันท่วงที แต่กระสุนเหลือน้อยลงเรื่อยๆแล้ว.....

 

“เอื้อยกล้าย ข้างหลังก็เริ่มมาแล้วเน่อ !

น้ำว้ากรีดเสียง นิ้วเหนี่ยวไกไรเฟิลจู่โจมในมือไม่ยั้งเมื่อเงาร่างทะมึนอีกกลุ่มหนึ่งเริ่มเข้าตีกระหนาบตึกจากทางด้านหลัง ทหารสามสี่นายยิงลูกซองใส่กลอนประตูจนมันพรุนไปทั้งกรอบก่อนจะถีบประตูกระจกเปรี้ยงเข้ามาอย่างง่ายดาย พวกเขาโดนสอยอย่างรวดเร็วด้วยกระสุนจากทั้งหมิงและน้ำว้า แต่ก็ไม่อาจห้ามทั้งทหารผีสิงและวิญญาณอิสระที่กรูกันเข้ามาได้

 

น้ำว้าทิ้งไรเฟิลจู่โจมมาคว้าลูกซองที่เธอคุ้นเคยก่อนจะเหนี่ยวไกยิง เสียงปืนดังก้องเหมือนระเบิดติดๆกันจนกระทั่งกระสุนทั้งสิบนัดในซองหมดเกลี้ยง แต่ก็เช่นเดียวกับสไนเปอร์ไรเฟิลของรุ่นพี่สาวและรุ่นพี่หนุ่มเมื่อครู่ แม้จะสอยลงได้กว่าสิบตน แต่จำนวนที่แห่กันเข้ามาและกำลังดาหน้ามาหาเธอเหมือนซอมบี้สี่คูณร้อยในหนังที่เธอเคยเห็นจ้าดดูไปกลัวไปนั้นหลายร้อย เด็กหญิงผมสั้นรีบยัดกระสุนใส่ซองก่อนจะระดมยิงออกไปอีกครั้ง* แต่ระยะห่างลดลงมาอย่างรวดเร็ว ตานีน้อยตัดสินใจเรียกมีดปลายแหลมยาวเกือบฟุตออกมา คราวนี้สองเล่ม ขายันตัวขึ้นนั่งคุกเข่าเตรียมพร้อมกระโจน เช่นเดียวกับหมิงที่ตั้งสมาธิพร้อมจะเปลี่ยนร่างกลับเป็นเสือลายพาดกลอนได้ทันที ในเมื่อไม่อยากตายง่ายๆด้วยกระสุน อยากจะโดนเสียบพุงกับขย้ำคอกันนักก็เข้ามา.....

 

แต่ก่อนที่จะต้องทำเช่นนั้นจริงๆ ทั้งกองกำลังผสมตานีและเหล่าผีร้ายก็ต้องชะงักเมื่อเสียงระเบิดตูมดังสนั่นพร้อมๆกับกระแสลมรุนแรงที่กระแทกวูบผ่านช่องโหว่ในแนวกระจกเข้ามา เด็กหนุ่มหน้าดุต้องหยีตาตี่ๆของเขาลงไปอีกเมื่อแสงสีเขียวอมฟ้าสว่างวาบขึ้นกลางหมู่ผีร้ายด้านนอก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดกึกก้องอีกตูมใหญ่ หลานชายหมอผีใหญ่เขม้นมองผ่านม่านควันและแสงบาดตาออกไป แล้วเขาก็เห็นอากาศยานลำใหญ่บินโฉบอยู่กลางอากาศอย่างไม่เจียมสังขารอันดูอุ้ยอ้ายของมันเลย

 

“กล้าย กล้วยมาช่วยแล้ว !

ราวกับไต้ฝุ่นได้ความชื้นจากพื้นสมุทร หัวใจของสี่สหายร่วมรบโลดขึ้นในอกอีกครั้ง ผีร้ายเองก็ดูจะขวัญเสียไม่ใช่น้อยเช่นกัน พวกมันหลายตนเคยมีส่วนร่วมในกองทัพผีร้ายของหมอผีสุทัศน์เมื่อปีที่แล้ว มันยังจำได้ว่าอากาศยานหน้าตาประหลาดลำนี้มีอานุภาพทำลายล้างเพียงใด เหล่าผีร้ายทั้งที่ลอยอยู่อิสระและสิงอยู่ในร่างถอยกันกรูดไปหลบอยู่ในอีกฟากหนึ่งของอาคาร เป็นเป้าอย่างดีให้กับทั้งไรเฟิลจู่โจมและลูกซอง ขณะด้านนอก การสังหารหมู่ผีร้ายให้กลับไปโลกหลังความตายอีกครั้งดำเนินต่อไปอย่างไร้ปรานีเมื่อปืนกลเจ็ดลำกล้องและจรวดนำวิถีของทิลต์โรเตอร์ระดมยิงเป็นชุด กระแทกผีร้ายออกจากร่างของเจ้าหน้าที่และฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ ด้วยกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางสามเซนติเมตร

 

แต่ผีร้ายไม่ได้กลัวอากาศยานลำนี้ไปเสียทุกตน อย่างน้อยก็เหล่ากระสือ หรือพูดให้ถูก พวกมันน่าจะมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลและความทรงจำน้อยเกินกว่าจะกลัวหรือแม้แต่รู้ว่าอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนปลาวาฬยักษ์ลอยอยู่ในอากาศนี่คืออะไร พวกมันรู้แต่เพียงว่าต้องทำให้มันลงไปกองแอ้งแม้งอยู่กับพื้นให้ได้เท่านั้น....

 

เหล่าอสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้บินฉวัดเฉวียนเข้าหาทิลต์โรเตอร์ทันทีหมายรุมทึ้ง หรืออย่างน้อยก็เอาหัวไปขวางใบพัดให้มันแตกเป็นเสี่ยงๆก็น่าจะได้ผลไม่ต่างกัน แต่กล้วยรออยู่แล้ว ประสบการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนทำให้เธอบินหลบพวกมันได้ไม่ยากเย็นนักแม้ทิลต์โรเตอร์จะหนักมือกว่าเครื่องบินขับไล่อยู่หลายขุม ขณะฟ้ากราดยิงพวกมันด้วยขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ระเบิดพวกมันเป็นเศษเนื้อไว้ทำต้มเครื่องในอย่างง่ายดาย

 

กล้ายกล้วยโทรจิตหาเพื่อนสาวเมื่อเห็นว่ารอบๆอาคารที่มีสัญญาณวิญญาณของเพื่อนสาวอยู่เริ่มโล่ง หรือหากพูดให้ถูกน่าจะเป็นเริ่มเต็มไปด้วยร่างของทหารที่นอนทับกันราวกับกลางสมรภูมิแทนที่จะเป็นผีร้ายหรือทหารผีสิงแล้ว ข้าเจ้ากำลังจะเอาเครื่องลงจอด ออกมาได้ก่อ

น่าจะได้ !’

ในตึกยังมีพวกมันเหลืออยู่บ้างรึเปล่าสาวหมัดเหล็กถามบ้าง

หลายสิบตนอยู่ แต่บ่เป็นอะหยัง หมู่เฮายิงกดหมู่มันไว้แล้ว ถ้ารีบวิ่งออกไปก็น่าจะทัน !’

 

ฟ้าปล่อยขีปนาวุธกวาดกระสือฝูงสุดท้ายที่เห็นในระยะสายตาขณะตานีสาวหน้าจืดตีวงเลี้ยวก่อนจะค่อยๆลดระดับลงจอดที่ที่ที่ว่างฟ่างจากตึกราวยี่สิบเมตร เธอพอจะมองเห็นแสงแวบวาบจากการยิงสู้กันในตึกได้ แต่อึดใจต่อมา ตานีสาวผมหางม้า ตานีน้อยผมสั้น สมิงสาวแห่งป่าแสนคำและหลานชายหมอผีใหญ่ก็วิ่งก้มหัวกันออกมาจากตึกก่อนจะทิ้งตัวลงหมอบหลังซากก้อนคอนกรีต กล้ายและจ้าดโงหัวขึ้นกราดยิงโต้ใครก็ตามที่อยู่ข้างในตึก ขณะน้ำว้าและหมิงสอดส่ายสายตาซ้ายขวาคุ้มกันทิลต์โรเตอร์ที่กำลังลงจอดจากพื้นดิน ตานีสาวหน้าจืดมองเห็นสีหน้าดีใจของทั้งสองได้ชัดเจนแม้จะมีกระจกกรองแสงและแสงสีเขียวของมาตรวัดต่างๆที่ฉายลงบนกระจกทาบทับอยู่**

 

แต่เพียงไม่ถึงยี่สิบฟุตก่อนที่ล้อจะแตะพื้น ทิลต์โรเตอร์ลำยักษ์ก็มีอันต้องเอียงวูบเมื่อจรวดพุ่งมาจากที่ไหนสักแห่งอีกด้านหนึ่งของเนินเขาเข้ามากระแทกเครื่องยนต์ที่ปลายปีกซ้ายก่อนจะระเบิดตูม เฉือนทั้งเครื่องยนต์และปีกที่เต็มไปด้วยเอทานอลจนขาดออกจากตัวเครื่อง เชื่อเพลิงถูกประกายไฟจากสะเก็ดระเบิดก็ลุกพรึ่บก่อนจะพร่างพรมลงมาสู่เบื้องล่างราวกับสายฝนสีน้ำเงินอมส้ม

 

เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอเร่งเครื่องที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียวขึ้นจนสุดเพื่อเอียงเครื่องออกห่างจากเหล่าสหายร่วมรบที่ยืนมองตาค้างกันอยู่เบื้องล่างก่อนจะปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยอย่างว่องไว เธอมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่จะกระชากฟ้าผู้กำลังจะชักตาค้างด้วยความหวาดกลัวออกไปยังประตู เธอผลักแกมถีบเพื่อนสาวลงไปก่อนจะกระโดดตามลงไปติดๆ

 

ขายังไม่ทันถึงพื้น หรือพูดให้ถูกคงจะเป็นยังอยู่สูงจากพื้นเกือบห้าเมตร ทิลต์โรเตอร์ยาวเกือบห้าสิบเมตรก็ถูกลูกไฟขนาดมหึมากลืนกิน แรงระเบิดที่มาพร้อมกับความร้อนราวกับมีดวงอาทิตย์นับสิบดวงกำลังสาดส่องพร้อมๆกันกระแทกราชินีตานีและสาวหมัดเหล็กจนลอยคว้างไปลงพื้นตุ้บไม่ห่างจากซากก้อนคอนกรีตที่เหล่ากองกำลังผสมทีมกล้ายหมอบหลบกันอยู่ แม้กล้วยจะใช้พลังของเธอเบรกการตกเอาไว้บ้างแล้ว แต่เด็กสาวทั้งสองก็ไม่วายจุกจนอาหารเช้าแทบไหลย้อนกลับออกมาวิ่งเล่นบนพื้นหิมะ

 

แม้แผ่นหลังจะยังร้อนวูบ ตานีสาวหน้าจืดก็รีบลากนักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงซึ่งบัดนี้ดูท่าว่าคงต้องไปพบจิตแพทย์บำบัดรักษาอาการหวาดกลัวอย่างสุดขีดในอีกไม่นานเข้ามายังที่กำบัง จ้าดและหมิงรีบวิ่งออกมาช่วย หัวก้มต่ำหลบกระสุนที่ยังคงถูกยิงออกมาจากตัวอาคารเอนกประสงค์ที่สองเป็นระยะ โชคดีที่อำนาจการยิงของพวกเขาสอยผีร้ายในตึกไปได้เกือบหมดแล้ว และยังกดเหล่าผีร้ายอิสระจนไม่กล้าเคลื่อนที่ในพริบตาออกมา ไม่งั้นได้ยุ่งกันกว่านี้แน่

 

“สุมานักๆกล้าย !” ราชินีตานียกมือไหว้เพภื่อนสาวข้างเดียวปะหลก

“บ่เป็นอะหยัง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบโดยไม่ละสายตาจากข้าศึกในตึก เธอมองผ่านกล้องเล็งก่อนจะเหนี่ยวไกยิงเข้าทะลวงแกนวิญญาณที่กลางอกของผีร้ายอิสระตนหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนไปคว้าไรเฟิลจู่โจมมายิงกราดกดฝ่ายตรงข้ามอีกรอบ

“แล้วสิเอาจังไสต่อ !?” หมิงถามเสียงสูงอย่างเสียขวัญ เธอเห็นผีร้ายที่ถูกอำนาจการยิงของทิลต์โรเตอร์ผลักดันออกไปไกลเมื่อครู่เริ่มรุมล้อมกันเข้ามาอีกแล้ว

“น้ำไทกับแก้วไปเอาทิลต์โรเตอร์อีกลำแล้ว เดี๋ยวข้าเจ้าติดต่อหมู่เปิ้นเอง แต่ตอนนี้รีบหาทางปิ๊กเข้าไปหลบอยู่ในตึกเหมือนเดิมก่อน”

“ได้เลย จัดหื้อ”

 

กล้ายกราดยิงอีกครั้งไปยังผีร้ายอิสระสองสามตนและทหารผีสิงอีกสามสี่นายที่ยังหลงเหลืออยู่ พวกมันรีบหาที่กำบัง แต่ตนหนึ่งก็โดนกระสุนจากจ้าดที่ช่วยยิงสนับสนุนเข้ากลางหน้าผาก มันไม่เข้าแกนวิญญาณก็จริง แต่ความเจ็บปวดก็มากพอจะทำให้ผีร้ายอิสระที่ไม่มีร่างอยู่แล้วเลือนรางจนแทบจะแตกสลายหายไป และระหว่างที่มันชะงักอยู่นั้น กระสุนอีกชุดก็พุ่งผ่านศูนย์กลางแกนวิญญาณของมันเรียบร้อยแล้ว

 

เมื่อในตึกปลอดภัย สามตานี หนึ่งสมิงและอีกสองมนุษย์ก็เผ่นแน่บกลับเข้าตึก หัวก้มต่ำหลบลูกกระสุนที่ยังคงแหวกอากาศผ่านไปดังหวีดหวิว ทั้งหกทิ้งตัวลงหมอบกับที่ซ่อนเดิมที่กล้าย หมิง น้ำว้าและจ้าดใช้ซ่อนเมื่อครู่ หลานชายหมอผีใหญ่รีบกางขาทรายก่อนจะติดตั้งปืนทั้งของเขาและเพื่อนสาว ขณะเด็กสาวผมหางม้าเรียกปืนกลของเธอกลับออกมาอีกครั้ง แม้กระสุนจะเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยนัด แต่มันก็น่าจะถ่วงเวลาได้มากพอที่น้ำไทและแก้วจะบินเข้ามารับพวกเธอได้....

 

“เดี๋ยวกล้วย”

ยังไม่ทันที่เด็กสาวหน้าจืดจะโทรจิตหารุ่นน้องสาวผมเปีย จ้าดก็รั้งเธอเอาไว้ ตานีสาวไม่ตอบ แต่ใบหน้าของเธอสะบัดน้อยๆ หลานชายหมอผีใหญ่แปลเอาเองว่าเธอได้ยินจึงพูดต่อ

 

“เราว่าอย่าเรียกน้ำไทกับแก้วเข้ามาเลย ให้เขากลับดอยสูงไปเถอะ”

“จะบ้าก๋าบ่าจ้าดง่าว บ่อั้นจะออกไปจะได !?” กล้ายสวนกลับแทบจะเป็นเสียงแว้ด แม้ทั้งมือและสายตาของเธอจะยังอยู่ที่ปืนกลก็ตาม

“ก็ไม่ได้ออก” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ เสียงของเขาราบเรียบเหมือนกำลังพูดเรื่องธรรมดาๆ แบบพรุ่งนี้จะไปมหาวิทยาลัยยังไงมากกว่าจะเป็นเรื่องความเป็นความตายแบบนี้ “ถ้าให้สองคนนั้นเข้ามาได้โดนยิงตกเหมือนเดิม ตอนนี้กล้วย กล้ายแล้วก็น้ำว้าเคลื่อนที่ในพริบตาออกไปที่นั่นได้ไม่ใช่เหรอ ออกไปเถอะ กลับไปดอยสูง ทิ้งพวกเราไว้ที่นี่”

“บ่ต้องมายะเป็นหล่อตอนนี้” ตานีสาวผมหางม้าตอบเสียงเขียว แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดต่อ ฟ้าก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“กล้าย เราก็เห็นด้วยกับจ้าดนะ เรายังเอาตัวเองไม่รอดเลย แทบไม่มีทางเลยนะที่เราจะคุ้มกันทิลต์โรเตอร์ตอนลงจอดได้ พวกกล้ายกลับไปดอยสูงเถอะ ปล่อยพวกเราไว้ที่นี่แหละ”

“อื้ม เฮาก็คิดจังซั่นเด๊กล้าย”

“จะบ้าก๋าฟ้า หมิง บ่มีทางรอดเลยเน่อ !

“หมู่เฮาบ่มีทางทิ้งทุกตนไว้แน่ ทุกตนมาที่นี่เพื่อช่วยหมู่เฮา พอสถานการณ์เลวร้ายจะหื้อหมู่เฮาหนีไปหมู่เดียวก๋า”

“ใช่” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเน้นเสียง “ถ้าพวกเราไม่ได้ช่วยกล้วยล่ะก็ พวกเราก็คงโดนผีสิงแล้วก็ตายไปเหมือนกับทหารพวกนั้นนั่นแหละ มาได้แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว แต่พวกกล้วยยังต้องไปต่อ พวกกล้วยยังมีงานต้องทำ พวกกล้วยยังต้องรักษาทั้งเผ่าพันธุ์ตานีแล้วก็รัฐเวียงตานไว้นะ !

“บ่ หมู่เฮาจะบ่ทิ้งทุกตนไปเด็ดขาด” ตานีสาวหน้าจืดตอบหนักแน่น ก่อนจะหันไปหาเด็กหญิงผมสั้นที่ถือลูกซองนั่งคุกเข่าเตรียมยิงอยู่ข้างตัว “แต่น้ำว้า เคลื่อนที่ในพริบตาออกไปหาน้ำไทกับเอื้อยแก้วแล้วปิ๊กดอยสูงไปซะ”

“บ่เอา !” ตานีน้อยขมวดคิ้วโวยทันที “ข้าเจ้าจะอยู่กับเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้าย ! ข้าเจ้าบ่ไปที่ได๋ทั้งนั้น !

“เอื้อยบ่ได้ขอหื้อปิ๊ก นี่เป็นคำสั่ง” กล้วยตอบเสียงเรียบ

“แต่ถ้าบ่มีเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้าย แล้วหมู่เฮาจะอยู่ต่อได้จะไดล่ะ !?” ตานีน้อยผมสั้นเถียง เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่หลานชายหมอผีใหญ่เห็นร่องรอยน้ำใสในดวงตาของเธอ “บ่เอา ถ้าจะปิ๊กก็ต้องปิ๊กกันทุกตน ถ้าจะมีผู้ได๋บ่ปิ๊กก็อยู่ที่นี่กันหมดนั่นแหละ !

“น้ำว้า มีเหตุผลหน่อย” เสียงของราชินีตานีดุขึ้น “หมู่เฮาปิ๊กทุกตนบ่ได้ เอื้อยฟ้า เอื้อยหมิง กับ.... เอ่อ ทุกตนเคลื่อนที่ในพริบตาแบบหมู่เฮาบ่ได้ แต่ถ้าอยู่กันทุกตน ก็อย่างที่.... เอ่อ.... อย่างที่อู้ไป ตานีก็จะสูญสิ้น บ่มีผู้ได๋ดูแลตานนะคอนกับรัฐเวียงตานได้อีกแล้ว ออกไปซะ ปิ๊กไป ดูแลตัวเองหื้อรอด แล้วหาทางกอบกู้ทั้งหมู่เฮาทั้งรัฐนี้จากเงื้อมมือหมู่ผีร้ายหื้อได้ เอื้อยเชื่อว่าน้ำว้ากับน้ำไทยะได้”

“ถ้าจะอั้นเอื้อยกล้วยกับเอื้อยกล้ายก็ปิ๊กไปสิ เอื้อยกล้วยกับเอื้อยกล้ายกอบกู้หมู่เฮาได้ดีกว่าเน่อ !

“เอื้อยเป็นตนเริ่มเรื่องนี้ เอื้อยเป็นตนที่ยะหื้อหมู่เฮาต้องล่มสลาย และเอื้อยเป็นตนที่ดึงทั้งเอื้อยฟ้า เอื้อยหมิง แล้วก็.... แล้วก็อ้ายจ้าดเข้ามาในเรื่องนี้ เอื้อยต้องอยู่กับหมู่เปิ้นจนถึงวาระสุดท้าย เอื้อยต้องรับผิดชอบ”

“เอื้อยกล้วย มีเหตุผลหน่อย เอื้อยกล้วยบอกข้าเจ้าเองเน่อ !” เด็กหญิงผมสั้นเลียนคำพูดของรุ่นพี่สาวเอง ยามนี้ดวงตาของเธอมีน้ำใสเอ่อคลอจนแทบจะไหลหยดลงมาตามแก้มอยู่แล้ว “จะมารับผิดชอบอะหยังตอนนี้ เอื้อยกล้วยนั่นแหละปิ๊กไป ! เอื้อยกล้ายด้วย !

“เอื้อยจะบ่อู้อะหยังอีกแล้ว” ตานีสาวหน้าจืดตอบห้วนๆ ก่อนจะตัดบทด้วยการโทรจิตหารุ่นน้องสาวผมเปีย น้ำไท เดี๋ยวน้ำว้าจะไปสมทบ แล้วปิ๊กดอยสูงเลยเน่อ

 

แต่เสียงที่สูงจนแทบจะเป็นกรีดร้อง หากสั่นเครือเหมือนกำลังจะร้องไห้ที่ตอบกลับมาก็ทำให้ไขสันหลังของราชินีตานีเย็นเยียบเหมือนถูกราดด้วยมีเทนเหลว

 

เอื้อยกล้วย หมู่เฮาโดนซุ่มโจมตี หมู่มันมากันเต็มเลย !’

 

 

สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวและไรเฟิลจู่โจมกระหน่ำยิงต่อเนื่องจนควันเริ่มลอยขึ้นจากปากกระบอก ขณะกลุ่มเงาทะมึนค่อยๆโอบล้อมเข้ามารอบทิลต์โรเตอร์จากทุกทิศทุกทาง จากแนวต้นสนห่างจากทิลต์โรเตอร์ไปเกือบยี่สิบเมตร จนกลายเป็นสิบเมตร และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม้จะเป็นวิญญาณอิสระ แต่พวกมันไม่ได้เคลื่อนที่ในพริบตา หากลากเท้าเดินเข้ามาหาอย่างข่มขวัญ เหล่าผีร้ายรู้ว่าคงจะมีอุปกรณ์อะไรสักอย่างป้องกันเอาไว้อยู่แล้ว แต่ต่อให้เคลื่อนที่ในพริบตาได้ตอนนี้ พวกมันก็คงไม่เลือกที่จะทำ ดูจากสถานการณ์ เด็กหญิงและเด็กสาวผู้น่ารักเบื้องหน้าคงกำลังหลังชนฝาไม่มีทางหนีรอดอีกแล้ว ทำให้พวกเธอกลัวสุดขีดก่อนจะฆ่าทิ้งน่าจะสนุกกว่า.....

 

น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเอ่อล้นอยู่ในดวงตาคู่สวยของเด็กหญิงผมเปียขณะเธอเปลี่ยนซองกระสุนสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอก่อนจะกราดยิงซ้ำโดยไม่จำเป็นต้องเล็ง ผีร้ายสองสามแถวหน้าแตกสลายหายไปอย่างง่ายดาย แต่ก็ไม่อาจหยุดคตนอื่นที่ดาหน้ากันเข้ามาเหมือนทหารฮิมิตสึโบราณได้ ตานีน้อยเหลียวมองรุ่นพี่สาวผมทวินเทลทางหางตา แล้วก็เห็นแววกลัวสุดขีดแบบเดียวกันบนใบหน้าของเธอ มือของสาวแว่นแห่งภาคอากาศยานสั่นจนแทบไม่อาจควบคุมปืนได้ ยังผลให้กระสุนหลายนัดพุ่งข้ามหัวเหล่าผีร้ายไปอย่างน่าเสียดาย แต่เธอไม่โทษรุ่นพี่สาวเลย เพราะแม้แต่ตานีที่ผ่านสมรภูมิจริงมาแล้วอย่างเธอ ยามนี้ก็แทบจะครองสติเอาไว้ไม่อยู่แล้ว.....

 

แต่ก่อนที่ผีร้ายจะเข้ามาใกล้จนสามารถแตะต้องตัวทั้งสองได้โดยตรง คอของผีร้ายสามตนที่อยู่ใกล้น้ำไทมากที่สุดก็ขาดสะบั้น ก่อนที่แกนวิญญาณของพวกมันจะถูกแทงทะลุติดๆกันในเวลาเพียงไม่ถึงวินาที เหล่าร่างเลือนรางต่างชะงักด้วยความตกใจ และนั่นก็เปิดโอกาสให้ผู้มาใหม่ผู้ถือมีดคอมมานโดยาวเกือบฟุตได้จ้วงแทงเข้ากลางแกนวิญญาณของพวกมันไปอีกเกือบสิบตน

 

“น้ำว้า !?

ร่างเล็กที่กระโดดฉวัดเฉวียนสลับกับจ้วงแทงอยู่ท่ามกลางหมู่ผีร้ายไม่สนใจเสียงเรียกของน้องสาวฝาแฝด เธอเบี่ยงตัวหลบมือดำมืดที่เอื้อมมาหมายคว้าขาคว้าแขนก่อนจะตวัดมีดตัดมันจนขาดสะบั้น ผีร้ายสองสามตนตัดสินใจลอยขึ้นก่อนจะพุ่งลงหมายตะครุบตัวข้าศึกร่างเล็กไว้ แต่พวกมันก็เป็นเป้าอย่างดีให้กับสไนเปอร์ไรเฟิลและพลปืนที่เพิ่งจะได้ใช้ความสามารถเต็มที่ก็ตอนนี้เอง

 

“น้ำไทไปสตาร์ตเครื่อง ตรงนี้ข้าเจ้าจัดการเอง !

“เอ๋ !?

“บอกหื้อไปสตาร์ตเครื่อง !

“อะ.... อื้ม !

เมื่อโดนพี่สาวฝาแฝดตะโกนใส่ เด็กหญิงผมเปียก็วางสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอก่อนจะวิ่งตื๋อเข้าห้องนักบิน เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามเหมือนเครื่องดูดฝุ่นตัวใหญ่ก่อนที่ใบพัดจะเริ่มหมุน เหล่าผีร้ายเห็นเหยื่อทำท่าจะหนีก็ยิ่งโถมกำลังเข้าโจมตี แต่พวกมันก็ไม่อาจเล็ดลอดผ่านคมมีดคู่และกระสุนไรเฟิลจู่โจมเข้ามาได้ใกล้นัก

 

ตนหนึ่งโชคดีหลุดพรวดเข้ามาในระยะประชิด มันอาศัยจังหวะที่น้ำว้าสู้ติดพันอยู่กับผีร้ายอีกนับสิบตนพุ่งเข้าหาแก้วซึ่งถอยกรูดทันทีอย่างลืมตัว ไรเฟิลจุ่โจมกระเด็นหลุดจากมือของเธอไปตกอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องโดยสาร สาวแว่นทวินเทลรีบกระโจนไปคว้า แต่เธอก็ต้องเสียหลักหน้าคว่ำลงกับพื้นห้องโดยสารเมื่อผีร้ายคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าก่อนจะลากเธอลงจากทิลต์โรเตอร์ ริมฝีปากของมันแสยะยิ้มเย็นเยียบ.....

 

“น้ำว้า น้ำไท ช่วยด้วย !

สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานกรีดร้อง แต่เสียงเครื่องยนต์ที่กำลังสตาร์ตกลบเสียงของเธอจนมิด ผีร้ายลากเธอลงไปใต้ท้องเครื่อง ก่อนที่มันจะฉีกเสื้อตะเบงมานคอมมานโดของเธอออก อยู่โลกหลังความตายทรมานเกินกว่าจะทำอะไรหรือแม้แต่ออกไปหาสาวสวยๆได้ วันนี้แหละสาวน้อยคนนี้เสร็จแน่

 

แต่ก่อนที่มันจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น ใบหน้าของมันก็ต้องหงายขึ้นไปชนกับโลหะเคลือบพลังงานวิญญาณของทิลต์โรเตอร์ดังก๊องเมื่อหมัดขวาตรงอัดเปรี้ยงเข้าครึ่งปากครึ่งจมูก เหยื่อสาวของเขานั่นเอง แก้วกรีดร้องเสียงแหลมก่อนจะอัดหมัดตามไปอีกเปรียงทั้งที่มือของผีร้ายตนนั้นยังล็อกอยู่ที่ทั้งขาและหน้าท้องของเธอ เธอไม่ยอมให้มันทำอะไรเธอได้ง่ายๆ.....

 

ผีร้ายแยกเขี้ยวอย่างโกรธจัดก่อนจะทุ่มแรงหมายกดเหยื่อสาวลงกับพื้นหิมะอีดกครั้ง แต่แก้วไม่ยอมให้ฝ่ายตรงข้ามทำเช่นนั้นได้ เธอเอี้ยวตัวเหวี่ยงขาเตะ แข้งของเธอเข้าก้านคอของผีร้ายตนนั้นอย่างแม่นยำจนมันกลิ้งหลุนๆออกไปจากใต้ท้องทิลต์โรเตอร์ เด็กสาวได้โอกาสรีบกระเสือกกระสนคลานออกไปอีกด้าน แต่มือแข็งแรงก็จับหมับเข้าที่ต้นขาอีกครั้ง คราวนี้แน่นจนเธอต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ผีร้ายจะกระโจนพรวดขึ้นคร่อมบนร่างเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่มีแววหื่นกระหายบนใบหน้าของมันอีกแล้ว มีเพียงแววอำมหิตขณะมันรวบรวมพลังวิญญาณหมายจะทะลวงทั้งหัวใจและแกนวิญญาณของเด็กสาวผู้นี้ให้ดับดิ้นในชั่วพริบตา

 

น่าเสียดายที่มันก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อมีดคู่เหวี่ยงมาตัดคอมันจนขาดสะบั้น ก่อนจะแทงพรวดเดียวทะลุแกนวิญญาณออกไปอีกด้านหนึ่ง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแสบแก้วหูยิ่งกว่าเสียงเครื่องยนต์เทอร์โบชาฟต์ที่กำลังเร่งขึ้นเรื่อยๆอยู่ปลายปีก ก่อนที่จะเงียบหายไปเมื่อมันแตกสลายกลายเป็นผุยผง

 

“เอื้อยแก้วเป็นอะหยังก่อ โดนมันยะอะหยังก่อ !?” น้ำว้าถามอย่างเป็นห่วงแม้เธอดูจะพะวงกับผีร้ายรอบๆมากกว่า

“ไม่เป็นไร มันยังไม่ได้ทำอะไรหรอก” สาวแว่นทวินเทลรีบรวบเสื้อสีเขียวขี้ม้าตัวหนาที่ถูกฉีกแยกออกเป็นสองส่วนเข้าหากันเพื่อปิดบังเสื้อชั้นในของเธอ ไม่ใช่แค่เพราะไม่อยากเปิดเผย แต่มาโชว์เสื้อชั้นในลายลูกไม้กลางอุณหภูมิลบเกือบยี่สิบแบบนี้ได้มีหวังปอดบวมกันแน่

“ขึ้นทิลต์โรเตอร์เลยเร็ว !

 

ขาดคำ เสียงใบพัดแหวกอากาศก็เริ่มต่ำลง อันเป็นสัญญาณว่าน้ำไทบิดมุมใบพัดเพื่อเตรียมบินขึ้นแล้ว แก้วถีบเท้ากระโดดขึ้นไปยังประตู ขณะน้ำว้าเหวี่ยงมีดแทงผีร้ายอีกสองตนเป็นการปิดท้ายก่อนจะกระโจนตามเธอขึ้นมาแล้วเลื่อนประตูเหล็กปิดโครม วินาทีต่อมา ทิลต์โรเตอร์ลำยักษ์ก็ลอยหวือขึ้นสู่อากาศ ผีร้ายพยายามเคลื่อนที่ในพริบตาตามขึ้นไป แต่มันก็เข้ามาได้เพียงห่างจากตัวเครื่องหลายเมตร มือที่มองไม่เห็นก็ไม่อาจเหวี่ยงทิลต์โรเตอร์ที่มีระบบป้องกันอย่างดีได้เช่นกัน ร่างดำทะมึนทำได้เพียงมองตามตาละห้อย ขณะอากาศยานลำใหญ่ค่อยๆเพิ่มระดับและความเร็วจากไปทางทิศใต้

 

“น้ำว้า เอื้อยกล้วยกับตนอื่นๆล่ะ”

ตานีน้อยผมเปียเอ่ยถามพี่สาวเมื่ออยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว แต่คำตอบมีเพียงความเงียบ

 

“น้ำว้า ได้ยินก่อ”

เด็กหญิงหันหลังไปดูในห้องโดยสาร แล้วเธอก็ใจหายวาบเมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนเธออย่างกับก๊อบวางของพี่สาวฝาแฝดอาบไปด้วยน้ำตา

 

“น้ำว้า ยะหยัง !? เกิดอะหยังขึ้นกับเอื้อยกล้วยก๋า !? เปิ้นบ่ได้ปิ๊กดอยสูงไปแล้วก๋า !?

“เปิ้นไล่ข้าเจ้าออกมา” น้ำว้าเริ่มสะอึกสะอื้น “ทิลต์โรเตอร์ลำนั้นโดนยิงตก เอื้อยกล้วยกับเอื้อยกล้ายย่านน้ำไทโดนยิงตกอีกลำก็เลยไล่ข้าเจ้าออกมาหื้อปิ๊กดอยสูงกันเท่านี้.....”

 

“หา !?

ดวงตาคู่สวยของตานีน้อยผมเปียเบิกกว้างจนน่ากลัวว่ามันจะฉีกไปถึงหู ภาพเหล่ารุ่นพี่ของพวกเธอถูกผีร้ายสังหารอย่างทารุณผุดขึ้นภาพแล้วภาพเล่าในสมอง ข้างตัวน้ำว้า ดวงตาของสาวแว่นทวินเทลซึ่งบัดนี้ใส่คอนแทกต์เลนส์ก็เบิกกว้างเช่นกันขณะหัวใจของเธอปวดแปลบ ทุกคนติดอยู่ในนั้น ทุกคนจะตายกันอยู่ในนั้น.....

 

“หมู่เฮาต้องปิ๊กไปช่วยหมู่เปิ้น !

เด็กหญิงผมเปียกดปิดระบบนักบินอัตโนมัติก่อนจะหักคันบังคับอย่างแรงจนเครื่องเอียงวูบ แต่มือของเธอก็ถูกพี่สาวยึดเอาไว้แน่น

 

“อย่าไป” น้ำว้าพูดลอดไรฟันที่ขบกันแน่นขณะพยายามสู้แรงกับน้องสาว “หมู่เปิ้นบ่ต้องการหื้อหมู่เฮาไปช่วย”

“แต่ถ้าจะอั้นหมู่เปิ้นสิ้นอายุกันหมดเน่อ !

“แต่ถ้าเข้าไปตอนนี้ก็อาจจะต้องสิ้นอายุกันหมด แล้วตานีก็จะบ่เหลือผู้ได๋เลย !” เด็กหญิงผมสั้นสวนกลับเสียงแข็ง “เอื้อยกล้วยบอกหื้อหมู่เฮาปิ๊กดอยสูง แล้วดำรงเผ่าพันธุ์ตานีต่อไป”

“จะดำรงต่อไปได้จะได ถ้าบ่มีเอื้อยกล้วยเอื้อยกล้ายหมู่เฮาจะอยู่กันจะได อุ๊ยสายก็บ่อยู่แล้วด้วยเน่อ !

“หา น้ำไทว่าอะหยัง !?

“อุ๊ยสายไปแล้ว ! เอื้อยกล้วยบ่ได้บอกก๋า !?” น้ำไทเริ่มสะอึกสะอื้นแล้ว “เปิ้นบ่ยอมหื้อหมู่เฮามาช่วยน้ำว้า แล้วพอหมู่เฮาบ่ยอม เปิ้นก็หายไป เปิ้นบ่อยู่กับหมู่เฮาแล้ว !

 

น้ำว้านิ่งอึ้ง สายไม่อยู่กับพวกเธอแล้ว คนที่พอจะสอนสิ่งต่างๆเกี่ยวกับตานีให้พวกเธอได้จากไปแล้ว ไม่มีทางที่พวกเธอจะกอบกู้ทั้งเผ่าพันธุ์และรัฐนี้ได้โดยไม่มีวิญญาณสาวคอยช่วย แม้แต่ความรู้ของตานีพวกเธอก็ยังมีไม่ครบ รุ่นพี่สาวไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าบอก เธอไม่มีวันยอมออกมาแน่.....

 

“น้ำว้า พี่ว่ากลับไปช่วยทุกคนกันเถอะ” แก้วพูดมาจากห้องโดยสาร เสียงของเธอมีแววอ้อนวอน “ต่อให้เข้าไปแล้วช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเรากลับกันไปทั้งอย่างนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถ่วงเวลาตายไปอีกหน่อยเองนะ”

 

เด็กหญิงผมสั้นนิ่งคิดอยู่อึดใจ แต่ในที่สุด เธอก็พยักหน้า แม้เธอจะไม่รู้ว่าป่านนี้ ทุกตนและทุกคนจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม.....

 

“ก็ได้ น้ำไท ปิ๊กไปช่วยหมู่เปิ้นกัน !

 

 

สถานการณ์เลวร้ายไม่ต่างจากเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ผีร้ายค่อยๆรุกคืบเข้ามาใกล้ตึกมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กระสุนก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ อีกไม่นาน ปืนทุกกระบอกคงต้องกลายเป็นอาวุธรบประชิดตัวจำเป็น แต่มันคงแสดงบทบาทนั้นได้ไม่นาน ก่อนที่มันจะร่วงหล่นลงสู่พื้นเมื่อเจ้าของของมันถูกพรากชีวิตไปจากร่าง.....

 

ต่างกันก็เพียงยามนี้ ไม่มีความช่วยเหลือใดๆ กำลังมุ่งหน้าเข้ามาแล้ว

 

“ทุกตนเตรียมพร้อมสู้ประชิดตัวเอาไว้ด้วยเน่อ !

กล้ายร้องเตือนเหล่าสหายร่วมรบทุกคนและทุกตน จ้าดหยิบมีดหมอของตาที่เขาไม่ได้ใช้มานานออกมาเตรียมพร้อมแล้วแม้นิ้วจะยังคงกระหน่ำเหนี่ยวไกยิงกราดเหล่าผีร้ายซึ่งยามนี้อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงยี่สิบเมตร นักศึกษาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงก็ควักสนับมือเหล็กของเธอออกมาใส่แล้ว สนับที่ไม่ได้ใช้มากว่าครึ่งปี แต่มันจะได้รับเกียรติเป็นอาวุธสุดท้ายก่อนที่เธอจะจากโลกนี้ไป....

 

เสียงกระจกแตกดังลั่นเมื่อเหล่าร่างเลือนรางและทหารผีสิงเลือกทางลำบากบุกเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่างทั้งที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสิบเมตรก็มีประตูที่พังยับเยินจนเปิดอ้าซ่าอยู่แล้ว พวกมันดาหน้ากันเข้ามาอย่างไม่เร็วมากนักด้วยเห็นว่าคู่ต่อสู้จนมุมจริงๆไม่ใช่แค่เชิงเปรียบเทียบ ฟ้าลุกพรวด แต่หมิงกระโจนออกไปแล้ว เด็กสาวหน้าเสือกลายร่างกลับเป็นเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ก่อนจะโถมน้ำหนักตัวเกือบสามร้อยกิโลกรัมเข้าขย้ำทั้งทหารผีสิงและร่างเลือนราง แม้เขี้ยวเล็บของเธอจะทำอะไรผีร้ายอิสระที่เป็นพลังงานวิญญาณล้วนๆ และสามารถเคลื่อนที่ในพริบตาหนีทันทีได้ แต่ทหารผีสิงไม่อาจต้านทานทั้งน้ำหนักและความเร็วของนักล่าแห่งป่าแสนคำได้เลย

 

สาวหมัดเหล็กและหลานชายหมอผีใหญ่ตามออกไปติดๆ หวังจะช่วยสนับสนุนเพื่อนสาว แต่ฝูงผีร้ายดันทั้งสองแยกออกจากกันก่อนจะจู่โจมด้วยจำนวนที่มากกว่าเกือบสิบต่อหนึ่ง ฟ้าระดมประเคนทั้งหมัด เท่า เข่าและศอกเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามจนกลิ้งหลุนๆไปหลายตน แต่จำนวนที่มากกว่าก็ดันเธอจนล้มลงกับพื้นก่อนที่ทุกตนจะกลุ้มรุมเข้ามาเหมือนหมาเห็นอาหาร แต่เมื่อมันรู้ว่าไม่อาจทำอะไรสาวหมัดเหล็กโดยตรงได้ พวกมันก็ใช้มุกคลาสสิก นั่นคือทิ้งตัวลงนอนทับ ใช้น้ำหนักที่ปรับได้ตามใจของพวกมันบดขยี้ เด็กสาวหน้าคมอ้าปากหอบหายใจอย่างทรมาน เธอรู้สึกเหมือนซี่โครงกำลังกดทับหัวใจของเธอจนมันแทบจะระเบิดออกเป็นชิ้นๆ.....

 

แต่ก่อนที่ซี่โครงของเธอจะยุบลงมาทั้งแผงจริงๆ น้ำหนักกดทับก็หายวูบเมื่อกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วพุ่งมาสังหารเหล่าผีร้ายไปห้าตนในนัดเดียว กล้วยกับกล้ายเองก็ลุกยืนเช่นกันหมายจะเข้าไปช่วยเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสาม แต่ตานีสาวผมหางม้าก็ต้องนั่งลงประจำปืนอีกครั้งเมื่อหางตาเธอเห็นแท่งคอนกรีตลอยเข้ามาอีกแล้ว หากปล่อยให้มันเข้ากระแทกตึกได้ พวกเธอสิ้นอายุกันเรียบในครั้งเดียวแน่

 

ราชินีตานีกรากเข้าหาเพื่อนสาว สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยักษ์ในมือยามนี้กลายร่างเป็นกระบองอันใหญ่ที่ฟาดทั้งร่างทหารและร่างเลือนรางของผีร้ายอิสระจนกระเด็น เด็กสาวหน้าจืดรีบดึงตัวฟ้าขึ้นจากพื้นก่อนจะหันหลังชนกันรับมือผีร้ายจากทั้งสองด้าน แต่อัดไปได้เพียงไม่กี่ตน เด็กสาวหน้าจืดก็ต้องทรุดฮวบลงกับพื้นเมื่อกระสุนหัวทำลายพลังงานวิญญาณสามนัดจากปืนของทหารผีสิงเจาะเข้าที่ท้อง ฟ้าเห็นเพื่อนสาวบาดเจ็บก็รีบเข้าคุ้มกันทันที แต่กระสุนก็พุ่งมาอีกครั้งจนเธอต้องทิ้งตัวลงหลบกับพื้น และก่อนที่เธอจะลุกขึ้นได้ ผีร้ายก็โถมตัวลงใส่เธอจนอาหารเช้าแทบพุ่งออกมาวิ่งเล่นข้างนอก

 

สถานการณ์ของหลานชายหมอผีใหญ่ก็คับขันไม่แพ้กัน เขาฝ่าฝูงผีร้ายจนไปถึงตัวหมิงได้แล้ว แต่สมิงสาวก็โดนกระสุนไปหลายนัดแล้วเช่นกัน แม้ตำแหน่งที่โดนจะไม่สาหัสมาก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เธอกองอยู่กับพื้นรอถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเท่านั้น เด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าข้างเพื่อนสาว มีดหมอเล่มใหญ่ในมือเหวี่ยงวูบรอบตัว พยายามสกัดกั้นผีร้ายตนใดก็ตามที่เข้ามาใกล้ แต่แม้เหล่าร่างเลือนรางดูจะกลัวมืดเล่มนั้นอยู่ไม่น้อย แต่ทหารผีสิงไม่กลัว และเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา หลายชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องลงไปนอนข้างเพื่อนสาวเมื่อกระสุนไรเฟิลจู่โจมพุ่งเข้าเจาะที่ไหล่จนเลือดสาดกระจาย เขาทันเห็นเหล่าผีร้ายแสยะยิ้มเย็นขณะพวกมันกลุ้มรุมเข้ามาเหนือร่างของเขา.....

 

หูของเด็กหนุ่มได้ยินเสียงปืนกราดยิง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนตึกสั่นสะเทือน ขณะเงาร่างที่อยู่รอบตัวค่อยๆเลือนหายไปจากความรู้สึก หรือว่านี่คือความตาย.....

 

แต่แล้ว เขาก็ได้ยินเสียงของกล้าย

 

“น้ำว้า น้ำไท !?

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น ร่างเลือนรางและทหารผีสิงรอบตัวหายไปหมด แล้วเขาก็เห็นทิลต์โรเตอร์ลำใหญ่บินฉวัดเฉวียนอยู่นอกหน้าต่าง เหล่าทหารผีสิงพวกนั้นออกไปยืนนอกตึกก่อนจะระดมยิงไรเฟิลจู่โจมในมือขึ้นไปในอากาศ แต่มันก็ไม่อาจทะลุลำตัวเสริมเกราะเคฟลาร์ได้ และสุดท้ายก็เป็นพวกมันเองที่โดนกระสุนจากปืนกลคู่กราดยิงจนร่วงลงกับพื้น ขณะเหล่าวิญญาณอิสระที่ไม่อาจทำอะไรได้เลยแตกสลายหายไปเป็นแถบๆอย่างง่ายดาย

 

น้ำว้า เอื้อยบอกหื้อปิ๊กไปจะได !’ กล้วยโทรจิตหารุ่นน้องสาวด้วยเสียงโกรธจัดทั้งที่ยังเจ็บท้อง กรามของเธอขบกันแน่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อกล้ายออกแรงลากร่างเธอกลับเข้าไปเก็บในที่กำบัง

เอื้อยกล้วยบ่ได้บอกข้าเจ้าว่าอุ๊ยสายบ่อยู่แล้ว !’ เสียงของเด็กหญิงผมสั้นตอกกลับมาด้วยแววโกรธไม่แพ้กัน ถ้าอุ๊ยสายบ่อยู่ หมู่เฮาบ่มีทางอยู่กันได้แน่ !’

หมายความว่าจะไดอุ๊ยสายบ่อยู่แล้วกล้ายถาม

เอาไว้ก่อนเถอะกล้ายตานีสาวหน้าจืดตัดบท น้ำไท ออกไปเดี๋ยวนี้ ปิ๊กไปเลย !’

หมู่เฮาบ่ทิ้งเอื้อยๆไว้ที่นี่แน่ !’

 

น้ำว้าไม่รู้เลยว่าพวกเธอกำลังจะได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ วินาทีต่อมา จรวดลูกหนึ่งก็ระเบิดตูมใส่ปีกขวา สะเก็ดระเบิดเจาะทั้งถังน้ำมันและพื้นบังคับต่างๆจนเป็นรูพรุน ทิลต์โรเตอร์ลำยักษ์เอียงวูบ แต่มันยังโชคดีกว่าพี่น้องของมันก่อนหน้านี้ น้ำไทรีบดับเครื่อง ขณะพี่สาวฝาแฝดของเธอและรุ่นพี่สาวผมทวินเทลก้มตัวในท่ารอรับแรงกระแทก สองสามวินาทีต่อมาอากาศยานลำยักษ์ก็กระแทกตูมลงใส่พื้นหิมะหนาเตอะ โชคดีที่หิมะรับแรงกระแทกไปเกือบหมด แต่สองตานีน้อยและอีกหนึ่งสาวแว่นก็ยังจุกจนแทบลุกไม่ขึ้นอยู่ดี แต่ไม่มีเวลารอให้หายแล้ว ผีร้ายกำลังรุมล้อมเข้ามาแล้ว.....

 

สองตนหนึ่งคนรีบคว้าอาวุธประจำกายก่อนจะปีนออกจากทิลต์โรเตอร์ที่ฝังอยู่ครึ่งๆในเกล็ดสีขาว กล้ายรีบยิงกดให้รุ่นน้องสาวและเพื่อนสาวขณะพวกเธอวิ่งก้มหัวลุยหิมะเข้ามาหา แต่เมื่อตานีน้อยทั้งสองเข้ามาถึงในตัวอาคาร พวกเธอก็แทบจะร้องไห้เมื่อรุ่นพี่สาวเปิดฉากตวาดพวกเธอเสียงลั่น

 

“เอื้อยบอกว่าจะไดน้ำว้า !? ทีนี้จะยะจะได หมู่เฮาบ่มีผู้ได๋อีกแล้วเน่อ ! เอื้อยอุตส่าห์ฝากความหวังเอาไว้กับสองตน แล้วยะหยังถึงยะจะอี้ !?

“แล้วเอื้อยกล้ายคึดว่าหมู่เฮาจะอยู่ต่อไปกันเองไหวก๋า !?” เด็กหญิงผมสั้นเถียงกลับ ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยน้ำใสอีกแล้ว “แล้วคึดก๋าว่าหมู่เฮาจะอยู่กันได้ ถ้าต้องเสียใจอยู่ตลอดเวลาที่ทิ้งทุกตนที่นี่ไป !?

“หมู่เฮาตานีจะล่มสลายไปก็ช่าง” เด็กหญิงผมเปียเสริมเบาๆ “อย่างน้อยก่อนที่หมู่เฮาจะสิ้นอายุไป ขอหื้อหมู่เฮาได้อยู่ด้วยกันกับเอื้อยๆเถอะเจ้า....”

 

กล้ายชะงัก เธอพูดไม่ออกเมื่อสองรุ่นน้องสาวมาไม้นี้ แต่เด็กสาวก็ไม่อยากจะยอมรับการตัดสินใจของทั้งสองนัก หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสะบัดหน้ากลับไปยังปืนกลของเธออย่างเสียไม่ได้

 

“เอาเหอะ ก็มาสู้ด้วยกันจนวาระสุดท้ายของหมู่เฮาละกัน”

 

ตานีสาวผมหางม้าพอจะรู้แล้วว่าวาระสุดท้ายที่เธอพูดถึงนั้นคงจะอยู่อีกไม่ไกลนัก กล้วย ฟ้า จ้าดและหมิงไม่อาจต่อสู้ได้อีกแล้ว แค่จะแข็งใจเอาไว้ยังอาจจะยากด้วยซ้ำ พวกเธอเหลือกันอยู่แค่สามตนกับหนึ่งคน กับกระสุนอีกเพียงไม่มาก ยาสมานแผลหมดแล้ว และเท่าที่ดูจากท่าทางของผู้มาใหม่ทั้งหลาย พวกเธอก็คงจะไม่ได้เอามา หรือไม่ก็ใช้ไปจนหมดแล้วเช่นกัน และต่อให้กินยาสมานแผลตอนนี้ เหล่าผีร้ายก็เข้าถึงตึกก่อนอยู่ดี กล้ายถอนหายใจเฮือกอย่างปลงตก นี่แหละวาระสุดท้ายของพวกเธอ.....

 

ผีร้ายที่แหวกออกไปชั่วคราวอีกครั้งเมื่อทิลต์โรเตอร์ลำใหม่มาถึงตีวงล้อมกลับเข้ามา และเพียงไม่กี่นาทีพวกมันก็เข้ามาในตึกอีกครั้ง เสียงระเบิดดังก้องติดๆกันเมื่อปืนลูกซองของน้ำว้าส่งกระสุนลูกปรายออกไปหาพวกมันสิบนัดรวดจนหมดซอง สลับกับเสียงดังเป็นตับจากไรเฟิลจู่โจมและเสียงเหมือนกระแอมของสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาว แต่เพียงไม่นานมันก็เริ่มเงียบหายไปเมื่อสามตานีและหนึ่งมนุษย์เปลี่ยนปืนเป็นอาวุธโจมตีประชิดตัว....

 

น้ำว้ากระโดดหยองแหยงไปมาอยู่บนเหนือหัวของข้าศึก มีดเสียบเข้าทั้งแกนวิญญาณของวิญญาณอิสระและกลางหัวใจของเหล่าทหารผู้เคราะห์ร้าย ขณะน้องสาวฝาแฝดของเธอเหวี่ยงสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวเต็มวงสวิงฟาดหัวทหารผีสิงจนทรุดลงไปกองกับพื้น เด็กหญิงสืบเท้าต่อ กระแทกพานท้ายใส่อีกคนก่อนจะเหวี่ยงกลับไปเบื้องหลัง แต่นั่นเท่ากับเปิดช่องว่างให้ผีร้ายอิสระที่รออยู่แล้วเข้าตะครุบตัวเธอ แต่ทำได้เพียงเท่านั้นมันก็ถูกคมมีดของพี่สาวผู้หวงน้องยิ่งกว่าอะไรปลิดชีพในพริบตา

 

อีกด้านหนึ่งของตึก กล้ายและแก้วเปลี่ยนจากปืนเป็นศิลปะป้องกันตัวแบบผสม ระหว่างพานท้ายปืนและกระสุนเท่าที่พอมีเหลืออีกเพียงไม่ถึงเต็มหนึ่งซอง พานท้ายวัสดุผสมกระแทกเข้าทั้งโหนกแก้มและครึ่งปากครึ่งจมูกของฝ่ายตรงข้ามด้วยความถี่เกือบสองตนต่อวินาทีจนพวกมันร่วงลงไปกองกับพื้นก่อนที่กระสุนหัวทำลายวิญญาณจะตามไปส่งมันกลับไปยังโลกหลังความตายอีกครั้ง

 

แต่ความพยายามทั้งหลายก็ต้องสูญเปล่า เมื่อแท่งคอนกรีตที่ไม่มีปืนกลสกัดเอาไว้อีกแล้วพุ่งเข้ากระแทกตึกจนพังไปทั้งแถบ มันกวาดร่างของตานีสาวผมหางม้าและสาวแว่นทวินเทลจนล้มลงกระแทกพื้น เลือดสีแดงสดกระอักออกจากปากของแก้วเมื่ออวัยวะภายในถูกกระแทกอย่างแรง แต่เธอก็ยังกัดฟันข่มความเจ็บปวดมองหาเพื่อนสาว แล้วหัวใจของเธอก็ร่วงวูบเมื่อเห็นเธอนอนหงาย ก้อนคอนกรีตทับอยู่ที่ท้องของเธอ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น เหล็กเส้นแท่งใหญ่แทงทะลุร่างของเธอลงไปตรึงอยู่กับพื้น เลือดสีแดงฉานไหลรินจนเป็นแอ่ง ดวงตาสีดำประกายเขียวที่เคยเรืองแสงสีเขียวสว่าง บัดนี้กลับมืดมิด.....

 

น้ำว้าน้ำไทเห็นรุ่นพี่สาวทั้งสองเข้าตาจนก็รีบกรากเข้าไปช่วย แต่ก็เหมือนอีกฝ่ายเล็งเอาไว้แล้ว เพราะคอนกรีตอีกก้อนกระแทกตูมเข้ามาพอดี ส่งพวกเธอลอยไปกระแทกผนังก่อนจะรูดลงมากองกับพื้นข้างตัวผู้บาดเจ็บทั้งสี่ น้ำว้าผู้เอาหัวกระแทกหมดสติไปทันที ขณะน้ำไทผู้โชคดีกว่าเพราะโดนกระแทกเต็มๆหลังกระอักเลือดที่เต็มไปด้วยพลังงานวิญญาณออกมาคำใหญ่ อวัยวะภายในเจ็บปวดรวดร้าวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น สติของเด็กหญิงเริ่มเลือนรางลง แต่เธอก็ยังทันเห็นผีร้ายที่ดาหน้าเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม.....

 

น้ำตาไหลรินจากดวงตาคู่สวยที่ค่อยๆปิดลง เธอน่าจะเชื่อฟังหญิงสาวหน้าหวานตั้งแต่แรก....

“เอื้อยกล้วย เอื้อยกล้าย อุ๊ยสาย สุมาเน่อเจ้า.....”

 

เสียงระเบิดจากที่ไกลๆดังแว่วมาเข้าหู ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปืนนานาชนิดที่ดังติดๆกันเป็นข้าวตอกแตก

 

ยังมีข้าศึกตนอื่นอีกหรือ หรือว่าเป็นเพียงจินตนาการ หรือว่าเป็นความทรงจำในห้วงลึกที่ย้อนคืนมาก่อนสิ้นอายุของเธอเองกันหนอ.....

 

แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกได้ว่าเหล่าผีร้ายกำลังถอยห่างออกจากเธอกันเล่า

 

น้ำไทลืมตาขึ้น แล้วขากรรไกรของเธอก็ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก

 

ทั้งผีร้ายและทหารผีสิงวิ่งกันจ้าละหวั่น ก่อนที่อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนกระสุนปืนใหญ่ไม่มีผิดจะพุ่งลงมาจากท้องฟ้า กวาดผีเคราะห์ร้ายที่ยังเซ่อซ่าอยู่กลางพื้นที่โล่งแจ้งหายวับไปในพริบตา ยังไม่นับอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนลูกระเบิดหรือไม่ก็ลูกปืนครกที่ตกลงมาติดๆกันแทบไม่เว้นช่วงราวกับฝนอุกกาบาต ก่อนที่จะตามมาด้วยร่างที่ปรากฏออกมาจากอากาศธาตุทั่วทั้งพื้นที่ศูนย์ประชุม

 

พวกมันไม่ใช่ร่างเลือนรางสีดำทะมึนเหมือนเหล่าผีร้ายจากโลกหลังความตาย หากเป็นร่างที่มีสีสันเหมือนคนจริงๆ เพียงบางร่างโปร่งแสงกว่าเท่านั้น พวกเขาติดอาวุธทั้งปืนนานาชนิดและอาวุธประชิดตัวอย่างมีดดาบและกระบอง บางตนมีกระทั่งปืนกลหนักและเครื่องยิงจรวด พวกเขากราดยิงจนผีร้ายต้องร่นถอยไม่เป็นขบวนยิ่งกว่าทิลต์โรเตอร์ของพวกเธอเสียอีก

 

และร่างหนึ่งในชุดตะเบงมานคอมมานโดที่ปรากฏตัวขึ้นใกล้ตัวพวกเธอ ก็ดูคุ้นตาตานีน้อยผมเปียเหลือเกิน.....

 

“อุ๊ยสาย !?

“อุ๊ยเตือนแล้วแม่นก่อ” หญิงสาวหน้าหวานตอบห้วนๆ เธอควักยาสมานแผลจากกระเป๋ากางเกง โยนขวดหนึ่งให้น้ำไท ก่อนจะเดินไปรินใส่ปากให้ผู้บาดเจ็บทุกตนและทุกคน “ฟื้นตัวแล้วแบกอ้ายๆเอื้อยๆมนุษย์กับเอื้อยหมิงออกไปที่ทิลต์โรเตอร์ แล้วบินปิ๊กดอยสูงหื้อเร็วที่สุดเน่อ หมู่อุ๊ยจะคุ้มกันหื้อ”

“อะ.... เจ้า” น้ำไทสำลักยาเล็กน้อย “แต่ทิลต์โรเตอร์โดนยิง บ่น่าจะขึ้นได้.....”

“มีคนดูแลหื้อแล้ว บ่ต้องเป็นห่วง”

“ผู้ได๋กันเจ้า” ตานีน้อยผมเปียขมวดคิ้วทั้งจากความฉงนและจากความเจ็บหลังที่กำลังค่อยๆหายไป “อุ๊ยสายพาผู้ได๋มากันเยอะแยะ”

“น้ำไทคงบ่คึดว่าอุ๊ยหายไปเพราะอุ๊ยบ่อยากอยู่กับหมู่น้ำไทต่อแล้วหรอกเน่อ” รอยยิ้มผุดขึ้นมาที่มุมปากของอดีตพันเอกสาว “อุ๊ยก็มีพวกที่อุ๊ยฮู้จักอยู่แหละ แต่กว่าจะเรียกมาได้ก็ใช้เวลาหน่อย แต่อย่างน้อยก็มาทันแหละเน่อ เอ้า ไปได้แล้ว อุ๊ยต้องไปช่วยหมู่เปิ้นรบต่อ !

“เจ้า !

 

กล้วยฟื้นตัวขึ้นมากพอที่จะลุกขึ้นยืนได้เช่นกัน น้ำว้าก็ลุกขึ้นมานั่งได้แล้วแม้จะยังปวดหัวตึ้บ เหลือเพียงกล้ายที่ยังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ตานีทั้งสามรีบเข้าไปช่วยกันยกแท่งคอนกรีตที่แทงเธออยู่ออก เลือดสีแดงเข้มไหลพรั่งพรูออกมาจากปากแผล แต่มันก็หยุดอย่างรวดเร็วด้วยอานุภาพของยา ทั้งสี่รออยู่อีกอึดใจหนึ่งให้ฟื้นตัวเต็มที่ แล้วจึงช้อนร่างของสหายร่วมรบต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสี่ขึ้นหลัง ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วเท่าที่ทำได้ออกจากตึกตรงไปยังทิลต์โรเตอร์ที่จมอยู่ในกองหิมะ ที่นั่น ร่างสี่ร่างกำลังปะรอยแผลถูกยิงบนปีกเท่าที่พอจะทำได้

 

“ขอบคุณมากเน่อเจ้า” ราชินีตานีผู้แบกเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์อยู่บนหลังเงยหน้าขึ้นพูดกับทั้งสี่ร่างที่นั่งกันอยู่บนปีก “หมู่คุณเป็นผู้ได๋กาเจ้า”

“อ้าว จำกันไม่ได้เหรอ” ตนหนึ่งตอบอย่างอารมณ์ดีแม้สถานการณ์รอบตัวจะไม่ชวนให้อารมณ์ดีนัก “พวกเราก็ผีที่เคยอยู่ในป่าทางตะวันออกของเมืองไง”

“เอ๊ะ !?

 

เด็กสาวหน้าจืดจำผีตนนั้นไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงผีในป่าทางตะวันออกของเมืองล่ะก็เธอจำได้แม่น พวกเขาก็คือเหล่าผีที่รู้จักกับสายและเคยรบกับเธอในวันที่เธอยิงสายนั่นเอง แต่หลังจากที่ทุกตนหายตัวไปในวันนั้น เธอก็ไม่ได้ข่าวของพวกเขาอีกเลย และเธอก็ไม่คิดว่าจะมีกันอยู่เยอะขนาดนี้ และมีอาวุธครบมือขนาดนี้....

 

“สุมาเน่อเจ้าวันนั้น....”

“โอ๊ย ไม่เป็นไร พวกผมรู้ว่าคุณทำไปเพราะอะไร อีกอย่าง เจ้าแม่ก็สั่งไว้แล้วด้วย” ผีอีกตนตอบ เสียงของเขามีสำเนียงเหน่อแบบรัฐกรีบุรีตอนกลางของสารขัณฑ์ เขาตอกค้อนลงบนผิวปีกอีกสองสามครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืนและกระโดดลงมาจากปีกพร้อมกับตนอื่นๆ “เอ้า เท่านี้ก็น่าจะพอบินได้ รีบบินกลับไปเลยนะ”

“แล้วหมู่คุณล่ะเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าถาม

“แล้วแต่เจ้าแม่” อีกตนตอบ “แต่เราคงได้เจอกันอีกในเร็วๆนี้แหละ บ่ต้องเป็นห่วง”

“ขอบคุณมากเน่อเจ้า ถ้าบ่ได้หมู่คุณหมู่เฮาคงสิ้นอายุกันไปหมดแล้ว”

“ไม่ต้องพิธีรีตองมาก รีบไปเร็ว !

 

สี่ตานีรีบกระโดดขึ้นเครื่อง วางผู้บาดเจ็บทั้งสี่ลงกับเปลฉุกเฉินที่ด้านท้ายห้องโดยสารก่อนที่กล้วยและกล้ายจะรีบวิ่งเข้าห้องนักบินและเริ่มขั้นตอนสตาร์ตเครื่อง สัญญาณเตือนดังขึ้นทันทีที่เปิดระบบไฟฟ้าบอกว่าระบบไฮดรอลิกรั่วไปหนึ่งวงจร คงจะเป็นที่ปีก แต่แค่หนึ่งจากสี่วงจรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่กี่อึดใจต่อมา ใบพัดขนาดมหึมาก็เริ่มหมุน แล้วอากาศยานลำยักษ์ก็ค่อยๆยกตัวขึ้นจากพื้น ทิ้งหิมะให้ร่วงเป็นสายเหมือนน้ำตก ก่อนที่มันจะค่อยๆเร่งความเร็วและเพิ่มความสูงและเอียงตัวหันหัวไปทางทิศใต้ บ่ายหน้ากลับไปยังที่ที่มันจากมา

 

จากพื้นดิน หญิงสาวหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมองทิลต์โรเตอร์จนหมู่เมฆกลืนมันหายไป ก่อนที่จะเหนี่ยวไกระดมยิงหมู่ผีร้ายเบื้องหน้าอีกครั้ง

 

 

“หมู่เปิ้นกำลังมุ่งหน้าลงใต้ เส้นทางนี้ต้องเป็นฐานทัพดอยสูงบ่มีผิดแน่”

แหวนยิ้มกริ่ม ดวงตาจับจ้องอยู่ที่จุดสีแดงซึ่งกะพริบอยู่ที่กลางหน้าจอเรดาร์ของเธอ เบื้องหลังตานีสาวหัวหนาม ประจิมยกมือขึ้นกอดอก ดวงตาหรี่มองจุดนั้นเช่นเดียวกัน

 

“คุณแหวน ผมต้องการให้คุณเตรียมแผนการโจมตีฐานทัพที่ว่านี่ทันที”

แหวนแค่นหัวเราะ “ได้เลย !

 

เบื้องหลังหนึ่งมนุษย์และหนึ่งตานีผู้ทรยศ ดวงตากลมโตของเด็กสาวผู้มีใบหน้าสวยหวานราวนางฟ้าและอกที่ตู้มจนได้ฉายาแม่วัวประจำเผ่าหรี่ลง จ้องมองลอดช่องว่างระหว่างจอภาพของเธอกับของเพื่อนสาวหน้าอ่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ไปยังจอภาพของตานีสาวหัวหนาม แล้วเธอก็ส่ายหน้าช้าๆ พลางถอนหายใจเงียบๆ

 

“บ่น่าเลยกล้วย.....”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------

*ปืนลูกซองส่วนใหญ่จะใช้ซองกระสุนแบบที่เรียกว่า Tube Magazine ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อ เวลาจะเติมกระสุนไม่สามารถถอดโยนทิ้งแล้วเปลี่ยนซองใหม่เหมือนพวกไรเฟิลจู่โจมหรือปืนอื่นๆได้ ต้องใช้มือยัดใส่ซองเองครับ

 

**มาตรวัดแบบฉายแสงลงบนกระจก เรียกว่า HUD (Head-Up Display) ทำให้นักบินหรือผู้ขับยานพาหนะนั้นๆ รู้ข้อมูลต่างๆ เช่นความเร็วหรือความสูงโดยไม่ต้องละสายตาจากกระจกหน้า ส่วนใหญ่จะพบในเครื่องบิน แต่เดี๋ยวนี้รถบางรุ่นก็มีใช้แล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #131 รักต์ศรา (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 18:21
    เป็นฉากต่อสู้ที่ไม่ค่อยอยากอ่านเลย ไม่ใช่เขียนไม่ดีนะ แต่บรรยากาศโคตรกดดันทางอารมณ์ ดาร์กกว่าที่ผ่านมาเยอะ

    ยังดีมีอุ๊ยสายมาพลิกเกมทัน

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:15
    #131
    1
    • #131-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 95)
      19 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:09
      ขอโทษทีไม่ได้ตอบนาน พอดีช่วงนี้มีหลายๆเรื่องโดยเฉพาะงาน

      ฉากนั้นเอาจริงๆตอนเขียนนี่ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องอารมณ์เท่าไหร่ เพราะแค่ตัวฉากก็เขียนยากอยู่แล้ว จำนวนมันต่างกันขนาดนั้น เอาจริงๆพวกกล้วยไม่น่าจะรอดออกมาได้ด้วยซ้ำ

      (รู้สึกเรื่องนี้รอดมาได้เพราะมีคนมาช่วยหรือมีอะไรที่ช่วยไว้ได้ทันเยอะมาก ไม่ค่อยได้รอดเพราะกำลังของตัวเอง กำลังพยายามหลีกเลี่ยงอยู่)
      #131-1