ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 94 : การแทรกซึมที่มากันนับล้านจากโลกหลังความตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

“นาง !

“ข้าฮู้”

ตานีสาวคนสวยนั่งนิ่งอยู่หน้าจอแลปทอปของเธอในห้องอันมืดสลัว ดวงตากลมโตมองตามจุดที่เรียงกันหนาแน่นจนเป็นปื้นที่เคลื่อนตัวลงมาตามแผนที่รัฐเวียงตาน ใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าฉายแววประหลาด มันผสมปนเปกันระหว่างทั้งดีใจ เสียใจ เจ็บปวด โล่งใจ หนักใจ และปลงตกในเวลาเดียวกัน....

 

“ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้จนได้สิเน่อ.....”

 

 

ไฟทุกดวงบนเพดานห้องประชุมพร้อมใจกันดับพรึ่บ

 

เสียงอุทาน เสียงสบถ และเสียงกรีดร้องของประธานเมืองหญิงสักคนดังกันขรมในความมืดมิดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่มันจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้าสับสน เสียงกระแทกกันอึ้กอั้กและเสียงเก้าอี้ล้มตึงเมื่อเหล่าประธานเมืองและผู้ติดตามของพวกเขาพยายามหาทางออกจากห้องประชุมอันเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางทั้งโต๊ะและเก้าอี้

 

ท่ามกลางเสียงอึกทึกนั้น ไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาจากข้างนอกเลยสักคน

 

เสียงกรีดร้องที่โหยหวนราวกับมาจากนรก

 

เสียงกรีดร้องที่มาจากนรก.....

 

 

ในความหม่นมัวของท้องฟ้าก่อนพายุหิมะ เหล่าทหารและหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ต่างก็ตื่นตระหนกอยู่แล้วจากเสียงระเบิดเมื่อครู่หันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูกเมื่อแสงไฟจากอาคารรอบกายค่อยๆดับไล่กันไปทีละหลังราวกับนัดกันไว้

 

แล้วเงาร่างเลือนรางสีเทาดำก็โผล่พรวดออกมาจากอากาศธาตุ ไม่ใช่ร่างเดียว แต่นับร้อยนับพันจากทุกทิศทุกทาง ทั้งร่างเล็ก ร่างเท่ามนุษย์ และร่างสูงชะลูดราวกับสัตว์ประหลาด ทั้งรูปร่างเหมือนมนุษย์ ทั้งเหมือนสัตว์ และทั้งบิดเบี้ยวหักงอราวกับถูกแรงมหาศาลขยำขยี้จนเละเทะ พวกมันอยู่ทุกที่ บนพื้นหิมะ บนอาคารของศูนย์ประชุม เหนือป่าสน ไกลออกไปทางเทือกเขารอบๆ บ้างคลาน บ้างเดิน บ้างลอย บ้างปีนป่ายห้อยโหนด้วยท่าทางผิดมนุษย์น่าขนลุก

 

เสียงกรีดร้องแหลมสูงแหวกอากาศเสียดแทงเข้าไปในแก้วหูของเจ้าหน้าที่ทุกนาย ประสานกับเสียงหัวเราะหลากระดับเสียงที่ระเบิดออกมาในฉับพลันราวกับมีใครสักคนปล่อยมุกฮากระจายให้ผู้ฟังนับล้านๆคนฟัง แต่มันไม่ใช่เสียงหัวเราะด้วยความขบขัน หากเป็นเสียงหัวเราะอันเหี้ยมเกรียมที่แฝงเอาไว้ด้วยความยินดี ยินดีที่สมหวังในสิ่งที่รอมานานแสนนาน.....

 

เจ้าหน้าที่จากรัฐอื่นต่างเข่าอ่อนทรุดด้วยความหวาดกลัว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเวียงตานประทับปืนเข้าร่องไหล่ก่อนจะกราดยิงไม่เลี้ยง ภาพครอบครัวและชาวเมืองที่ถูกเหล่าเปรตและอสุรกายนานาชนิดสังหารจนตายเกลื่อนอยู่กลางเมืองยังฝังอยู่ในใจของพวกเขา ความแค้นต่อตานียิ่งโหมเพลิงแห่งความโกรธให้ร้อนแรง ต้องเป็นตานีแน่ๆที่เรียกผีเหล่านี้ออกมาจัดการพวกเขาและชาวรัฐเวียงตาน และพวกเขาจะไม่ยอมให้พวกมันทำแบบนั้นอีก.....

 

น่าเสียดาย พวกเขาไม่รู้เลยว่าคิดผิด.....

 

น่าเสียดาย พวกเขาไม่รู้เลยว่าอสุรกายเหล่านี้ไม่เหมือนกับที่เคยเจอ ทั้งรูปลักษณ์ พลังอำนาจ และเจตนา.....

 

ภาพสุดท้ายที่หลายคนเห็นคือเงาดำนั้นพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูง

 

แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความมืดมิด

 

 

“กล้าย นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆวิทยุก็ขาดไปงี้ล่ะ !?

หลานชายหมอผีใหญ่ถามเพื่อนสาวอย่างร้อนรน เขาเองก็พอจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามา และเขาก็พอจะเดาได้จากมือที่สั่นระริกและใบหน้าที่ซีดขาวยิ่งกว่าหิมะข้างบนของทั้งหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและตานีน้อยผมสั้นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขายังไม่อยากฟันธงไปเอง เขายังไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ....

 

“นรกแตกจะได นี่แหละที่ข้าเตือนไว้”

กล้ายตอบ เพียงได้ยินน้ำเสียง ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวแห่งป่าแสนคำก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ธรรมดา ไม่มีแววตกใจ ตื่นตระหนกหรือแม้แต่การเน้นเสียงในคำตอบของตานีสาวผู้มักโวยวายอยู่เป็นนิจเลย มีเพียงความเครียดเขม็งเหมือนเคเบิลที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะเท่านั้น

 

“หมู่เฮาต้องปิ๊กดอยสูง เร็วที่สุด”

“ยังไง” เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งยามนี้เป็นหน้าเครียดตามเพื่อนสาวแล้วถามกลับทันควัน “ถ้านรกแตกจริง ผีก็ต้องเต็มเลยสิ เราขึ้นไปก็ต้องเสร็จมันหมดแน่ๆ”

“อยู่ในนี้ก็เสร็จเหมือนกันแหละบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าย้อน “ขึ้นไปก่อน จากแผนที่ตอนนี้หมู่เฮาอยู่ใกล้แนวป่ามากแล้ว เข้าป่าไปจะมีที่กำบังมากกว่าอยู่ในนี้”

“เดี๋ยวกล้าย” หมิงรั้งเพื่อนสาวไว้ตอนเธอกำลังจะออกตัววิ่งไปยังทางขึ้นสู่ฝาท่อพอดี “แล้วประธานรัฐตนอื่นล่ะ พวกเฮาสิทิ้งพวกเปิ้นไว้จังซั่นบ่ ถ้าพวกเปิ้นโดนสิงล่ะสิเฮ็ดจังไส”

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงคนอื่นแล้วน่าหมิง”

“แต่....”

“ข้าบ่คึดว่าประจิมจะปล่อยหื้อเป็นจะอั้น” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบก่อนจะตัดบท “ไปกันก่อน เดี๋ยวข้าจะอธิบายหื้อฟังระหว่างทาง”

 

ขาดคำ กล้ายก็วิ่งย่ำน้ำครำกระจายนำเหล่าสหายร่วมรบไปยังห่วงโลหะที่โผล่ออกมาจากผนังท่อเป็นขั้นบันได เด็กสาวสะพายปืนขึ้นไหล่ก่อนจะไต่ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เธอลังเลอยู่อึดใจหนึ่งเมื่อขึ้นไปถึงฝาท่อที่ปิดอยู่ แต่ในที่สุดตานีสาวก็ตัดสินใจค่อยๆเลื่อนฝาท่อเปิดออกอย่างช้าๆ เบี่ยงหัวหลบหิมะสีตุ่นๆที่ร่วงกราวลงมาก่อนจะโผล่หน้าออกไปดูสถานการณ์

 

เบื้องหน้าของเธอเป็นตึกเล็กๆ ที่มุงด้วยหลังคาสังกะสี กองอิฐและกระสอบปูนที่เทินกันสูงท่วมหัวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆบอกว่ามันคงจะเป็นตึกเก็บอุปกรณ์ก่อสร้างหรือไม่ก็โกดังเก็บของสำหรับซ่อมแซมสถานที่ ห่างออกไปเบื้องหลัง รั้วเหล็กซึ่งกั้นอาณาเขตของศูนย์ประชุมออกจากพื้นที่ป่าสนหนาทึบโดยรอบทอดตัวยาวเหยียดขวางหน้าอยู่ เด็กสาวค่อยๆเอี้ยวตัวเพื่อจะหันไปมองเหตุการณ์ด้านหลัง แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น....

 

แม้จะเคยอ่านบันทึกเหตุการณ์นรกแตกครั้งที่แล้ว แต่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้ หากไม่นับเงาเลือนรางสีเทาดำที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ภาพที่เธอเห็นก็ไม่ต่างอะไรจากสมรภูมิสงครามโลก ควันสีดำทะมึนพวยพุ่งจากอาคารแทบทุกอาคาร กระสุนปืนปลิวว่อนไปทุกทิศทุกทางเมื่อเหล่าเจ้าหน้าที่กราดยิงอาวุธในมือใส่กันราวกับเป็นข้าศึกกันมาแต่ชาติปางก่อนทั้งที่สวมเครื่องแบบที่มีตรารัฐเดียวกัน บ้างปาระเบิดมือแล้วยืนมองเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บ้างก็กราดยิงใส่รถ ใส่ถังน้ำมันและถังแก๊สจนระเบิดตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่ทั้งๆที่ตัวเองอยู่ห่างเพียงไม่กี่เมตร

 

นั่นเพียงเหล่าผีร้ายที่เลือกจะเข้าสิงเพื่อลิ้มรสชาติของความเป็นมนุษย์ที่พวกมันลืมไปนานแสนนานเท่านั้น ยังมีเงาเลือนรางอีกนับพันตนที่ยืนบ้าง ลอยบ้างอยู่ทั่วพื้นที่ ขณะทั้งร่างคน ปืน รถยนต์ รถบรรทุก รถหุ้มเกราะ และแม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์หนักหลายสิบตันลอยละลิ่วขึ้นไปบนท้องฟ้าสีเทาหม่นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นจับโยน ก่อนที่มือนั้นจะเหวี่ยงพวกมันลงมาเบื้องล่างจนบุบบู้บี้แทบจะกลายเป็นก้อนเหล็ก บดขยี้ทุกอย่างที่เคราะห์ร้ายมาขวางทาง ไม่เว้นแม้แต่เหล่าทหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ถูกพวกเดียวกันเข้าสิง เลือดสีแดงฉานสาดกระจายเมื่อร่างของพวกเขาถูกแรงที่มากพอจะส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศได้พุ่งลงมาอัดกระแทกจนแหลกเหลวในพริบตา

 

แต่ไม่มีใครรู้สึกอะไร พวกมันสามารถตัดความรู้สึกจากร่างที่สิงได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยพวกมันก็แค่ออกจากร่างในวินาทีสุดท้าย ทิ้งให้เจ้าของร่างผู้เคราะห์ร้ายพบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ถาโถมเข้าใส่ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจ....

 

เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานหากเหี้ยมเกรียมจนน่าขนลุกดังแว่วจากทั่วทุกทิศทาง ก่อนที่เหล่าวิญญาณร้ายจะไปหาร่างใหม่เข้าสิงสู่ หรือไม่ก็หาอะไรทำสนองความสะใจของตัวเองต่อไปอย่างไม่แยแสต่อหนึ่งชีวิตที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย

 

แม้แต่วิญญาณของเจ้าของร่างก็ถูกเหล่าวิญญาณร้ายจากโลกหลังความตายฉีกทึ้งอย่างไม่ไยดี เพียงเพื่อจะเอาพลังงานวิญญาณมาเป็นของตัวเอง

 

แต่เด็กสาวผมหางม้าก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาสังเวชนียสถานอยู่ ไม่เช่นนั้นพวกเธอ โดยเฉพาะจ้าดและหมิงผู้ถูกผีเข้าสิงได้ก็อาจได้ไปร่วมวงกับพวกนั้นด้วย โชคยังดี ความวุ่นวายและเงาร่างที่ใกล้ที่สุดยังอยู่ห่างจากเธอไปหลายร้อยเมตร กลุ่มหลักยิ่งอยู่ห่างออกไปอีกมาก ขณะแนวป่าอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าสิบเมตร แม้จะมีรั้วเหล็กขวางอยู่ แต่ระเบิดของน้ำว้าก็น่าจะเบิกทางให้พวกเธอเข้าป่าไปได้ก่อนที่พวกนั้นจะเข้าถึงตัวแหละน่า....

 

“เป็นอะไรกล้าย มีอะไร” จ้าดผู้อยู่ถัดจากเธอลงไปเบื้องล่างร้องถาม เสียงของเขาอู้อี้เพราะก้มหน้าอยู่ ด้วยน้ำครำจากรองเท้าบู๊ตของเพื่อนสาวยังหยดแหมะๆลงมาใส่หัว

“อ่า.... สถานการณ์แย่กว่าที่คึดนิดหน่อย แต่บ่เป็นอะหยังมาก มั้ง เดี๋ยวขึ้นมาก็หันเองแหละ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเลี่ยงๆ “ทุกตน ข้างๆฝาท่อนี่มีที่กำบังอยู่ ขึ้นมาแล้วหลบก่อน รอหื้อครบทุกตนแล้วค่อยวิ่งไปที่ป่าพร้อมกัน น้ำว้าเตรียมระเบิดมือไว้ด้วยเน่อ”

“อื้ม”

 

ขาดคำ กล้ายก็ถีบตัวขึ้นจากท่ออย่างว่องไวแต่เงียบกริบ หลังเบียดแนบชิดกระสอบปูนขณะมือดึงปืนที่สะพายอยู่บนไหล่กลับมาประทับบ่าเตรียมพร้อม ข้างตัวเธอ หลานชายหมอผีใหญ่ค่อยๆตะเกียกตะกายตามขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เด็กหนุ่มแนบหลังชิดที่กำบังชั่วคราวทันทีเหมือนเพื่อนสาว แต่เมื่อดวงตาตี่กวาดมองไกลออกไป เด็กหนุ่มก็กึ่งหัวเราะกึ่งอุทานกึ่งสบถออกมาด้วยเสียงไม่เบานักจนเพื่อนสาวข้างตัวหันขวับมาค้อน

 

“อู้เสียงดังหาอะหยัง อยากหื้อหมู่มันมาฆ่าเอาก๋า !?

“โทษทีๆ” จ้าดยกมือไหว้เพื่อนสาวปะหลกก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่าบ้าง “ว่าแต่.... แบบนี้จะดีเรอะ

“ก็บ่ดีหันๆอยู่แล้วบ่แม่นก๋าบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าตอบสะบัดเสียง เธอเอื้อมมือไปช่วยดึงสมิงสาวผู้ทำท่าจะลื่นร่วงลงไปก้นท่อขึ้นมา

“ไม่ได้หมายถึงสำหรับเรา หมายถึงสำหรับประจิม” เด็กหนุ่มหน้าดุแก้ “ปล่อยให้ผีร้ายมันทำตามใจแบบนี้มันจะไม่ยิ่งไร้ระเบียบ ไม่ยิ่งสั่งไม่ได้มากกว่าเดิมรึไง กำลังพลก็จะยิ่งลดลงกว่าเดิมด้วยนะ”

“เปิ้นน่าจะมีวิธีควบคุมหมู่ผีร้ายอยู่แล้ว อย่างน้อยพลังของราชินีตานีก็น่าจะอยู่ในมือเปิ้น หรืออย่างน้อยก็หมู่นาง” กล้ายอธิบาย “ข้าคึดว่าตอนนี้เปิ้นคงแค่ปล่อยหื้อหมู่มันสนุกกันก่อน ประมาณว่าหื้อปรับตัวหื้อเคยชินกับโลกนี้ หรือหื้อหมู่เปิ้นฮู้ขีดความสามารถตัวเองก่อน เพราะหมู่เปิ้นอยู่โลกทางปู้นนานอาจจะบ่ฮู้ว่าต้องใช้พลังต่างๆจะได สักพักเปิ้นคงค่อยสั่งจัดแถวอีกที”

 

อธิบายจบ น้ำว้าผู้อยู่รั้งท้ายสุดก็ปีนขึ้นมาพอดี เด็กสาวผมหางม้ากวาดตาเช็กความเรียบร้อยของเหล่าสหายร่วมรบ เมื่อเห็นว่าทุกตนและอีกหนึ่งคนพร้อม เธอก็พยักหน้าให้สัญญาณก่อนจะยันตัวลุกขึ้น แต่เธอก็ต้องชะงักกึกเมื่อสายตาของเธอไปจ๊ะเอ๋กับสายตาของอะไรบางอย่างเข้าอย่างจัง

 

ชายในเครื่องแบบหน่วยรบพิเศษของรัฐเวียงตานห้าคนยืนจังก้าอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของกระสอบปูน

 

ดวงตาทั้งห้าคู่เปล่งแสงสีน้ำเงินเรืองรอง บอกชัดว่าพวกเขากำลังถูกเข้าสิง

 

และคนหนึ่งกำลังดึงระเบิดมือสีเขียวขี้ม้าออกมาจากเข็มขัด

 

“เอ้ยเหี้ยมแล้ว !

กล้ายขยับนิ้วหมายเหนี่ยวไก แต่หลานชายหมอผีใหญ่เร็วกว่า ไม่มีความคิดสงสารว่าพวกเขาถูกผีสิงเหลืออยู่ในหัวของเด็กหนุ่มหน้าดุอีกแล้ว เหนี่ยวไกเพียงครั้งเดียว กระสุนสามสิบนัดในซองก็พุ่งออกไปฝังอยู่ในทหารผู้เคราะห์ร้ายเบื้องหน้าคนละสองสามนัด แต่แค่นั้นก็มากพอจะปลิดชีวิตทั้งห้านายได้ พวกเขาทรุดฮวบ ก่อนจะล้มหน้าคว่ำลงฝังพื้นหิมะสีขาวที่ค่อยๆถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉานด้วยเลือดที่ไหลรินจากแผลฉกรรจ์

 

แต่ก่อนที่จ้าดจะทันได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เงาเลือนรางสีดำก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากร่างซึ่งบัดนี้ไร้วิญญาณทั้งห้า กล้ายกับน้ำว้าผู้รออยู่แล้วเหนี่ยวไกยิงทันที แต่กระสุนความเร็วเหนือเสียงสามเท่าก็ยังช้ากว่าความเร็วใกล้เคียงแสงของเหล่าผีร้าย พวกมันหายวับไปกับตา แต่ขณะสามตนหนึ่งคนมองหน้ากันไปกันมาว่าควรจะวิ่งหรือทำยังไงดี พวกมันก็กลับมาอีกครั้ง ไม่กลับมาเปล่า หากพาเพื่อนมาด้วยร่วมยี่สิบตน.....

 

สัญชาตญาณสั่งการก่อนจิตใต้สำนึกเสียอีก สี่สหายร่วมรบสาดกระสุนทั้งไรเฟิลจู่โจมและลูกซองไม่ยั้งอย่างไม่กลัวเปลืองกระสุน แต่โชคร้าย ซองกระสุนที่ถูกใช้ไปแล้วเมื่อครู่เหลืออยู่เพียงไม่ถึงค่อน สาดไปได้เพียงสี่ห้านัดปืนทุกกระบอกก็เงียบกริบ ในขณะที่ผีร้ายยังเหลืออีกเกือบสิบตน.....

 

พริบตาต่อมา เงาร่างทั้งหมดก็เข้าประชิดตัวสี่สหายร่วมรบชนิดจมูกแทบชนจมูก พวกมันนิ่งไปสองสามวินาทีก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาผละถอยออกมาสองสามเมตร เหยื่อพวกนี้เข้าสิงไม่ได้....

 

รู้ตัวอีกที สองตานี หนึ่งสมิงและอีกหนึ่งมนุษย์ก็ลอยละลิ่วขึ้นฟ้าเสียแล้ว ก่อนที่จะถูกผีร้ายพร้อมใจกันจับเหวี่ยงลงมาด้วยความเร็วสูง สัญชาตญาณแมวใหญ่บอกให้หมิงรีบกลับเป็นร่างเสือหิมะ เธองอหลังย่อขารับแรงกระแทกเอาไว้ได้ทันเวลาพอดีแม้จะจุกอยู่บ้าง แต่หลานชายหมอผีใหญ่ไม่โชคดีแบบนั้น ทั้งที่รอบตัวมีแต่พื้นหิมะ แต่ผีร้ายกลับเหวี่ยงเขาลงมากระแทกโครมลงกับหลังคากระเบื้องของอาคารเก็บอุปกรณ์ เสียงกร๊อบดังลั่นที่น่าจะมาจากซี่โครงกระแทกโสตประสาทหลานชายหมอผีใหญ่พร้อมๆกับความเจ็บปวดที่แล่นจี๊ดจากทั้งอกและท้องผ่านไขสันหลังเข้ากระแทกสมองจนสติของเขาหลุดลอยไปชั่ววูบ แต่อึดใจต่อมา จ้าดก็ได้สติอีกครั้งเมื่อหลอดลมบังคับให้เขาต้องกระอักเลือดก้อนใหญ่ออกมา....

 

ร่างเลือนรางทำท่าจะเหวี่ยงทั้งสองขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง แต่สองตนไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นเมื่อทั้งกระสุนหัวทำลายวิญญาณและมีดคอมมานโดพุ่งเข้าเสียบแกนวิญญาณ พวกมันกรีดร้องโหยหวนก่อนที่จะแตกสลายหายไปในอากาศ ขณะตนอื่นๆหันขวับ พวกมันเพิ่งสังเกตว่าฝ่ายตรงข้ามอีกสองตนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา....

 

“เอื้อยกล้าย ไปดูอ้ายจ้าดก่อน ตรงนี้เดี๋ยวข้าเจ้าจัดการเอง !

“ไหวแน่ก๋าน้ำว้า”

“ผีร้ายกากๆจะอี้หื้อละอ่อนแรกเกิดมาสู้ยังไหวเลย !

ได้ยินคำสบประมาท เงาร่างที่เหลืออยู่เก้าตนก็กระโจนเข้ารุมตานีน้อยผมสั้นทันที พวกมันเคลื่อนเข้าประชิดตัวเด็กหญิงในพริบตา แต่น้ำว้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว....

 

ผีร้ายทุกตนหันรีหันขวางเมื่อเข้ามาเจอแต่พวกเดียวกันเอง บางตนเปลี่ยนความสนใจกลับไปที่ตานีสาวผมหางม้าซึ่งกระโดดขึ้นไปบนหลังคาก่อนจะปราดเข้าไปหาเด็กหนุ่มหน้าดุที่นอนจมกองเลือดอยู่ แต่ยังไม่ทันจะได้เคลื่อนที่ในพริบตาตามไป มีดปลายแหลมยาวเกือบฟุตก็แทงเข้ากลางหลังจนทะลุก่อนจะถูกกระชากด้วยแรงที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของเด็กหญิงตัวแค่นี้จนคมมีดเฉือนผ่ากลางสามร่างในครั้งเดียว พวกมันไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องด้วยความเจ็บปวดขณะร่างแหลกสลายกลายเป็นเศษพลังงานวิญญาณในพริบตา

 

เงาร่างหนึ่งเห็นฝ่ายตรงข้ามหันหลังให้ก็เคลื่อนที่ในพริบตาเข้าประชิดทันที มือรวบรวมพลังงานวิญญาณก่อนจะต่อยเปรี้ยงเข้าใส่ชายโครงของเด็กหญิง แต่มันกลับต้องเป็นฝ่ายชะงักด้วยความเจ็บปวดเสียเองเมื่อตานีน้อยเบี่ยงตัวหลบอย่างง่ายดายเพียงนิดเดียวก่อนจะแทงมีดเข้าใส่สีข้างของมันจนมิดด้าม มันเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นหิมะ ไอสีดำเหมือนเลือดพวยพุ่งออกจากปากแผล ก่อนที่มันจะแตกสลายตามเพื่อนทั้งสามไป

 

น้ำว้าเหวี่ยงมีดเต็มวงสวิงรอบตัวหนึ่งรอบก่อนจะหันกลับมายังเหยื่อที่เหลือเพียงไม่กี่ตน แต่ภาพศูนย์การประชุมรอบตัวกลับบิดเบี้ยวก่อนจะหมุนวนจนกลายเป็นสีดำสนิท อันเป็นสัญญาณว่าวิญญาณกำลังบิดเบือนประสาทสัมผัสของเธอ หรือพูดอีกอย่าง เธอกำลังถูกผีหลอก.....

 

แต่เหล่าวิญญาณจากนรกต่างถอยกรูดไปตามๆกันเมื่อเห็นตานีน้อยที่ควรจะตื่นตระหนกกลับแสยะยิ้ม เธอควักอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนแว่นกันแดดสีดำออกมาใส่ แต่มันคงไม่ใช่แว่นกันแดดธรรมดาแน่นอน ด้วยเมื่อใส่แล้วเด็กหญิงกลับเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าประชิดตัวพวกมันได้อย่างง่ายดายทั้งๆที่พวกมันยังคงคุมประสาทสัมผัสของเธออยู่ และก่อนที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น คมมีดคอมมานโดก็ปักทะลุแกนวิญญาณของตนหนึ่งเสียแล้ว....

 

ตานีน้อยกระชากมีดออกอย่างไม่ปรานีปราศรัยก่อนจะแทงพรวดเข้าใส่อีกตนหนึ่ง แต่ก่อนที่คมมีดจะสัมผัสกับแกนวิญญาณเพียงไม่กี่มิลลิเมตร วิญญาณร้ายที่เหลือกันอยู่เพียงสี่ตนก็หายวับไป พร้อมๆกับที่ทิวทัศน์โดยรอบสว่างขึ้นอีกครั้ง เด็กหญิงขบกรามกรอดอย่างเจ็บใจ พวกมันหนีไปได้....

 

อึดใจต่อมา เสียงปืนที่ดังกันสับสนจากทางใจกลางพื้นที่ศูนย์ประชุมก็ค่อยๆเปลี่ยนทิศทางมาทางพวกเธอ พร้อมๆกับเสียงกระสุนที่วิ่งเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ผีร้ายสี่ตนนั่นคงกระจายข่าวเรียบร้อยแล้ว

 

“เอื้อยกล้าย หมู่มันฮู้แล้วว่าหมู่เฮาอยู่ตรงนี้ !

“หมอบลงก่อน !

เด็กสาวผมหางม้าซึ่งตอนนี้เอาร่างของเพื่อนหนุ่มลงจากหลังคามาหลบอยู่หลังกระสอบปูนแล้วร้องเตือนรุ่นน้องสาวก่อนจะก้มลงมองใบหน้าหลานชายหมอผีใหญ่ มันยังคงซีดขาวและมีเหงื่อไหลโซม บ่งบอกว่าความเจ็บปวดยังไม่ได้หายไปไหนมากนัก หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขบกรามกรอด จ้าดเดินไม่ไหวในเร็วๆนี้แน่ แต่ถ้ายังขืนอยู่แถวนี้ พวกเธอก็คงเสร็จในเร็วๆนี้เช่นกัน

 

“หมิง แบกจ้าดไหวก่อ !?

“ไหวน่ะไหว แต่เฮาว่าเฮาว่าหาที่กำบังดีๆ แล้วปักหลักรอกล้วยมาซ่วยบ่ดีกว่าบ่” หมิงเสนอ หูลายเสือของเธอลู่ลงแนบเรือนผมสีขาวสลับดำเมื่อได้ยินเสียงวี้ดของกระสุนผ่านไปเหนือหัว “สภาพพวกเฮาจังซี่เข้าป่าไปสิยิ่งอันตรายเด๊ !

“จะบ้าก๋า หมู่เฮาสี่ตน หมู่เปิ้นมีเป็นพันเป็นหมื่น ปักหลักสู้มีแต่ตายกับตายเน่อ !

“แต่ข้าเจ้าหันด้วยกับเอื้อยหมิงเน่อ” ตานีน้อยผมสั้นคลานเข้ามาสนับสนุนรุ่นพี่สาวต่างเผ่าพันธุ์อีกแรง “ถ้ามีที่มั่น มีหลังคามีรั้วรอบขอบชิด น่าจะปลอดภัยกว่าเข้าไปในป่าที่เปิดโล่งทุกทางแล้วก็บ่มีหลังคาคุ้มหัวเน่อ อีกอย่าง ไปถึงทิลต์โรเตอร์ก็บ่ฮู้ว่าจะมีหมู่เปิ้นซุ่มอยู่ก่อด้วยเน่อ”

“มันก็แต๊.....”

“แต่เรา....” จ้าดท้วงขึ้นด้วยเสียงแหบโหย “เราไม่คิดว่า.... อุ๊ยสายจะมาช่วยหรอกนะ.....”

“เว้าอีหยังน่ะจ้าด นายสิบอกว่าอุ๊ยสายสิทิ้งหมู่เฮาบ่”

“ใช่....” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ เสียงของเขาเริ่มมีพลังขึ้นบ้างแล้ว “ทุกคนก็ได้ยินนี่.... ตอนที่อุ๊ยสายห้าม.... ไม่ให้พวกเราไปช่วยฟ้า.... แล้วการประชุมครั้งนี้ก็อีก.... ตอนแรกอุ๊ยสายก็จะ.... ไม่ให้พวกเราทำแบบนี้ไม่ใช่รึไง..... ตอนนี้สถานการณ์ยิ่งคับขัน.... แล้วก็อันตรายกว่าสองเหตุการณ์นั้นอีกนะ..... คิดว่าอุ๊ยสายจะยอมให้กล้วยเอาชีวิตมาเสี่ยงรึไง....”

“อุ๊ยสายบ่ยะจะอั้นหรอก ข้ามั่นใจ”

“แม่น อุ๊ยสายบ่ใจร้ายจะอั้นหรอกอ้ายจ้าด” น้ำว้าเสริมอีกแรง

“พี่ไม่ได้บอกว่าอุ๊ยสายใจร้ายหรือว่าอะไรนะน้ำว้า.... แต่อุ๊ยสายเป็นทหาร คิดแบบทหาร น้ำว้าลองคิดดู.... น้ำว้ามีกองกำลังอยู่แค่แปดคน สี่คนกำลังตกอยู่ในอันตราย น้ำว้าจะเลือกอะไร ระหว่างปล่อยให้ตายไปแค่สี่ หรือจะให้อีกสี่มาช่วยแล้วไม่รู้จะพากันไปตายหมดรึเปล่า.... แล้วยิ่งถ้ากล้วยกับน้ำไทเข้ามาแล้วตายไปกับพวกเราด้วย ตานีก็จะไม่เหลือใครอีกแล้วนะ !

“แต่.....”

 

ตานีสาวทั้งสองยังไม่ทันจะได้เถียง ทั้งสี่สหายร่วมรบก็ต้องชะงักกึกเมื่อเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังอยู่เหนือหัว มันฟังคุ้นหูอย่างน่าประหลาด และเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาก็พบว่าเจ้าของเสียงก็คุ้นหน้าคุ้นตาไม่น้อยไปกว่ากัน....

 

ไม่มีลำตัว มีเพียงหัว ผมที่กระเซิงยุ่งเหยิงราวกับไม่เคยใช้พันตีนสูตรอุดมวิตามิน และตับไตไส้พุงที่เปล่งแสงสีแดงบ้าง เหลืองบ้าง เขียวบ้างลอยว่อนอยู่เต็มท้องฟ้า น้ำลายเหนียวๆ ไหลยืดอยู่เต็มปาก น้ำลายที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคร้ายแรงซึ่งหากชายใดโดนเข้าจะตายภายในไม่กี่นาที และหากหญิงใดโดนเข้าจะกลายเป็นพวกมันตนต่อไป.....

 

และดูจากการที่พวกมันเริ่มบินวนลดระดับต่ำลงมาเรื่อยๆเหมือนแร้งเห็นศพโดยมีจุดศูนย์กลางเป็นพวกเขา ก็น่าจะแปลว่าพวกมันเห็นพวกเขาแล้ว หรือไม่ก็คงได้ตำแหน่งมาจากผีร้ายสี่ตนนั่น และถ้าพวกเขายังขืนอยู่ในที่โล่งแจ้งล่ะก็ อีกไม่กี่นาทีคงได้ถอดหัวไปเรืองแสงลอยละล่องอยู่กลางฟ้าเหมือนพวกมันแน่ และต่อให้ไปถึงทิลต์โรเตอร์ได้ จำนวนขนาดนี้รวมกับเหล่าทหารที่คงจะมีอาวุธต่อต้านอากาศยานอยู่ไม่น้อยคงไม่ปล่อยให้พวกเขารอดกลับไปดอยสูงได้....

 

“โอเค หลบก็หลบ.....”

“เข้าไปตึกนั้น !

กล้ายสะบัดหน้าไปทางอาคารสูงราวสี่ชั้นที่ดูเหมือนอาคารสำนักงานหลังหนึ่ง มันตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ตัวตึกยาวเกือบร้อยเมตรและดูจะกว้างเกือบยี่สิบเมตร เด็กสาวผมหางม้ารู้ดีว่าอาคารใหญ่ขนาดนั้นคงคุ้มกันทางเข้าออกได้ลำบากแน่ มิหนำซ้ำตอนนี้ยังอาจจะมีผีร้ายเข้าไปอยู่แล้วก็เป็นได้ แต่มันก็เป็นอาคารที่มีผนังมิดชิดเพียงแห่งเดียวที่ยังไม่ได้ตกอยู่ท่ามกลางผีร้ายฝูงหลัก และหากยังโอ้เอ้ล่ะก็ จ้าด หรือที่แย่กว่านั้นคือหมิงคงได้กลายเป็นเสือถอดหัวได้เป็นของแปลกประจำป่าแสนคำแน่นอน

 

“หมิงแบกจ้าดด้วย นับสามแล้ววิ่งบ่ต้องเหลียวหลังเลยเน่อ หนึ่ง สอง สาม !

ขาดคำ สองตานีและอีกหนึ่งเสือหิมะเชียงหลวงซึ่งมีอีกหนึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่บนหลังก็ใส่เกียร์หมาโกยแน่บลุยหิมะตรงไปหาอาคารเป้าหมาย เสียงแหลมระคายหูเหมือนนกประหลาดของกระสือค่อยๆต่ำลงมาเหนือหัว เช่นเดียวกับเสียงกระสุนเฉี่ยวหิมะที่ไล่หลังเข้ามาเรื่อยๆ.....

 

ก่อนที่จะถึงประตูเพียงไม่กี่เมตร กระสุนก็ไล่ทันจนได้ สมิงสาวร่างยักษ์ล้มกลิ้งไม่เป็นท่าจนหิมะกระจายเมื่อกระสุนไรเฟิลจู่โจมนัดหนึ่งเจาะเข้าที่สะโพกจนทะลุออกอีกด้าน เลือดสีแดงฉานสาดเปรอะเต็มพื้นหิมะ เธอพยายามตะเกียกตะกายหวังจะเข้าที่กำบังให้ได้ แต่กระสือพุ่งลงมาถึงตัวแล้ว ปากอ้ากว้างอวดฟันเหลืองที่มีน้ำลายพิษไหลย้อย เตรียมพร้อมจะถ่ายทอดเชื้อร้ายให้กับทายาทตนต่อไป.....

 

แต่ยังไม่ทันได้ฝังเขี้ยวลงบนเนื้อของสมิงสาวหรือหลานชายหมอผีใหญ่ กระสือสองสามตนแรกก็มีอันต้องพรุนเป็นรังผึ้งเมื่อถูกกระสุนลูกซองสาดเข้าเต็มที่ กล้ายส่งไรเฟิลจู่โจมให้รุ่นน้องสาวยิงคุ้มกันขณะเธอวิ่งออกไปลากเพื่อนสาวและเพื่อนหนุ่มเข้ามา แต่เหล่ากระสือก็ไม่ยอมปล่อยทายาทของพวกมันให้หลุดมือไปได้ง่ายๆ พวกมันพุ่งต่ำลงมาเป็นแพก่อนจะเร่งความเร็วหมายตามทั้งสี่เข้าไปในตึกด้วย แต่กล้ายก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลากจ้าดและหมิงเข้ามาจนได้ น้ำว้าที่รออยู่แล้วรีบเหวี่ยงปิดประตูกระจกก่อนจะกดปุ่มสั่งให้ระบบรักษาความปลอดภัยล็อกกลอนทุกตัวที่มี และหลังจากที่ล็อกตัวสุดท้ายสับเข้าที่เพียงไม่ถึงวินาที ตานีทั้งสองก็ต้องยกมือปิดหูเมื่อกระสือนับร้อยชนเปรี้ยงเข้ากับกระจกและประตูเสียงดังสนั่นจนสั่นกราวไปทั้งแผง โชคดีที่กระจกกันกระสุนไม่มีแม้แต่รอยร้าว ไม่ว่าอสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้จะพยายามทั้งเอาไส้ทุบหรือเอาหัวฟาดจนเลือดสีคล้ำอาบไปทั้งหน้าก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม กระสือเข้าไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าผีร้ายตนอื่นจะเข้าไม่ได้ กล้ายเหลียวมองนอกหน้าต่างเบื้องหลังเธอ ทหารกลุ่มแรกเหลือระยะอีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว และทหารกลุ่มหลักก็ห่างออกไปอีกเพียงไม่ถึงห้าร้อยเมตร แม้น้ำว้าจะเอาอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาออกมาติดตั้งแล้วตั้งแต่มาถึง แต่ถ้าทหารผีสิงทั้งหลายเข้ามาในระยะที่ยิงระเบิดใส่ตัวอาคารได้ หรือง่ายกว่านั้น หากโยนรถโครมลงมาสักคันล่ะก็ กระจกกันกระสุนก็ไม่มีทางเหลือ.....

 

“หมิง” เมื่อแน่ใจว่ากระสือทำได้เพียงแค่ทำท่าปลาเทศบาลดูดกระจกอยู่ข้างนอก กล้ายก็คุกเข่าลงกระซิบกับเพื่อนสาว มือลูบขนสีขาวที่มีลายพาดกลอนซึ่งบัดนี้เปราะเลือดเป็นทางเป็นเชิงปลอบโยนขณะอีกมือล้วงเอายาสมานแผลที่เหลือเป็นขวดสุดท้ายในกระเป๋าออกมาจ่อที่ริมฝีปาก “แข็งใจอดทนนิดนึงเน่อ เดินไหวก่อ หมู่เฮาต้องไปซ่อนกันก่อน”

“สิลองเบิ่ง....”

 

เสือขาวลายพาดกลอนค่อยๆยันตัวลุกขึ้น แต่ขาหลังของเธอก็สั่นระริกก่อนจะพับกลับลงไปกองกับพื้นเหมือนเดิม

 

“บ่ไหว” เด็กสาวในร่างเสือส่ายหน้า “แต่ถ้าเอาขาหน้าแถกพื้นไปก็น่าสิไหวอยู่”

“จะอั้นไป เดี๋ยวข้าแบกจ้าดเอง”

“ไปที่ได๋ล่ะเอื้อยกล้าย”

“ชั้นใต้ดินน่าจะปลอดภัยที่สุด เร็ว น้ำว้าถือปืนเตรียมพร้อมไว้ตลอดเน่อ”

“อื้ม”

 

หลานชายหมอผีใหญ่อดขบกรามกรอดด้วยความเจ็บปวดไม่ได้เมื่อเพื่อนสาวผมหางม้าช้อนร่างเขาขึ้นหลัง แต่เขาก็พยายามเม้มปากกลั้นเสียงครางเอาไว้ด้วยไม่อยากให้เพื่อนสาวต้องเป็นห่วง อาคารสั่นสะเทือนไปทั้งหลังพร้อมๆกับที่เศษยิปซัมบุเพดานร่วงกราวขณะสามสหายร่วมรบกับอีกหนึ่งสหายผู้บาดเจ็บจากสนามรบรีบลงบันไดด้วยความเร็วเท่าที่ทำได้ไปยังชั้นใต้ดิน พวกผีร้ายคงเริ่มโยนของหนักกันแล้ว.....

 

น้ำว้าเปิดไฟฉายที่ติดอยู่กับปืนก่อนจะสาดลำแสงแอลอีดีกำลังสูงไปทั่วชั้น มันเป็นห้องโล่งๆ เหมือนห้องประชุมสำหรับพนักงาน ไม่มีวี่แววของผีร้าย แต่ก็ไม่มีที่กำบังเลยแม้แต่น้อย กล้ายชักใจเสียขึ้นมาตงิดๆ แต่ก่อนที่เธอจะคิดแผนอื่นออก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของเธอก็เหลือบไปเห็นประตูที่อีกสุดด้านหนึ่งของชั้น มันถูกแผ่นไม้ซึ่งใช้เป็นพื้นหลังเวทีบังอยู่เกือบมิด

 

“ไปหลบในห้องนั้นก่อนละกัน”

“เดี๋ยวข้าเจ้าดูหื้อ”

“ไปพร้อมกันดีกว่าน้ำว้า”

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยั้งรุ่นน้องสาวเอาไว้ด้วยไม่อยากให้มีใครแยกออกไปจากกลุ่ม สองตานีกับอีกหนึ่งสมิงซึ่งพอจะพยุงตัวด้วยขาหลังได้แล้วเดินช้าๆ อย่างระแวงภัยตรงไปยังประตูนั้น มันเป็นประตูไม้บานคู่ ป้ายที่ติดอยู่ด้านบนเขียนเอาไว้ว่าห้องประกอบอาหาร อีกป้ายที่อยู่ต่ำลงมาบอกว่าในห้องมีลิฟต์ลำเลียงอาหารจากชั้นบนลงมาด้วย กล้ายเม้มปากอย่างหนักใจ ถ้ามีลิฟต์ก็ต้องแปลว่ามีปล่อง และนั่นก็แปลว่ามีทางเข้าออกให้ต้องกังวลอีกทาง แต่ตอนนี้คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว พวกเธอคงต้องภาวนาให้เหล่าผีร้ายไม่ทันสังเกตหรือไม่ก็ไม่สนใจลิฟต์ตัวนี้กันเอง

 

ห้องนั้นกว้างพอสมควร ชุดเตาแก๊สและอ่างล้างจานหกชุดตั้งเรียงเป็นตารางสองคูณสาม หนึ่งในตารางนั้นมีแถวโต๊ะและเก้าอี้ที่วางซ้อนกัน รวมทั้งถุงอุปกรณ์ทำครัวสำรองสูงท่วมหัวช่วยกั้นเป็นที่กำบังอีกชั้น ช่องว่างที่เหลือไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ใหญ่พอที่ทั้งสี่จะเข้าไปแล้ววางจ้าดนอนราบได้โดยไม่เบียดกันมากนัก ที่ด้านหลัง ปล่องลิฟต์ขนาดพอดีตัวคนเชื่อมขึ้นไปยังชั้นบนซึ่งคงจะเป็นห้องครัว มีประตูเล็กขนาดให้คนพอลอดได้เช่นกันเป็นที่ให้รับอาหาร อย่างน้อยผีร้ายก็น่าจะลงกันมาได้แค่ทีละตน ยกเว้นมันจะปาระเบิดกรอกลงมา.....

 

ยังไม่ทันจะได้ปิดประตู เสียงกระจกแตกก็ดังเพล้งลงมาตามปล่องลิฟต์ ประสานกับเสียงระเบิดตูมและกระแสอากาศผันผวนที่พัดผมของสองตานีและหนึ่งสมิงจนปลิว เหล่าทหารผีสิงทะลวงเข้ามาในตึกได้แล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่ามันจะหาพวกเธอเจอหรือเปล่า....

 

“ทุกตน เงียบที่สุดเน่อ น้ำว้าเฝ้าปล่องไว้ หมิงนั่งพักหื้อดีขึ้นก่อนแล้วไปช่วยน้ำว้าเน่อ”

“อื้ม !

กล้ายเรียกปืนกลหกลำกล้องของเธอออกมาตั้ง พยายามจัดตำแหน่งให้มันเนียนไปกับถุงอุปกรณ์ในความมืดสลัว ปากกระบอกเล็งตรงไปยังประตู พร้อมจะยิงผีร้ายตนไหนก็ตามที่กระชากมันเปิดออกให้พรุนในพริบตา แต่มันก็คงจะต้านเอาไว้ไม่ได้ตลอดไป ริมฝีปากของเด็กสาวผมหางม้าเม้มเข้าหากันอีกครั้ง ขอให้กล้วยมาช่วยพวกเธอ ขอให้กล้วยมาช่วยพวกเธอได้ทันเวลาด้วยเถอะ.....

 

 

“ทุกคน จะยะอะหยัง”

อดีตพันเอกสาวถามเสียงเฉียบขาดเมื่อเห็นเหล่าผู้มีอายุน้อยกว่าลุกพรวดกันทุกคนและทุกตนพร้อมๆกัน

 

“ไปช่วยกล้ายจะไดเจ้า”

“อุ๊ยบ่หื้อไป”

“อุ๊ยสาย !?” กล้วย ฟ้าและน้ำไทร้องเสียงสูงอย่างไม่เชื่อหู ดวงตาหลังแว่นกรอบลายไม้ของแก้วก็เบิกกว้างอย่างไม่เชื่อหูเช่นกัน

“นี่เป็นคำสั่ง อุ๊ย บ่ หื้อ ไป” หญิงสาวหน้าหวานเน้นเสียงทุกคำ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจ้องลึกลงในดวงตาเรียวของราชินีตานีเขม็ง

“จะยะจะอั้นได้จะได หมู่เปิ้นสิ้นอายุกันแน่ๆเน่อ !

“แล้วท่านกล้วยคึดว่าเข้าไปแล้วจะรอดกันก๋า” สายย้อนถามเสียงเข้ม “อุ๊ยเตือนแล้วว่าจะเกิดเรื่องจะอี้ขึ้น หมู่เปิ้นเข้าไปก็เท่ากับหมู่เปิ้นยอมรับความเสี่ยงนี้เอง ก็ช่วยบ่ได้”

“แต่หมู่เฮาคุยกันไว้แล้วว่าถ้าเกิดอะหยังขึ้นจะไปช่วยหมู่เปิ้นบ่แม่นกาเจ้า !?

“ใช่ค่ะอุ๊ยสาย” ฟ้าช่วยเพื่อนสาวหน้าจืดอีกแรง

“นั่นหมายถึงในกรณีที่โดนประจิมจับได้” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวตอบ “แต่บ่แม่นในกรณีนรกแตกจะอี้”

“ถ้าแบบนั้นจะปล่อยให้ทุกคนตายง่ายๆแบบนี้น่ะเหรอคะ !?” เสียงของสาวแว่นคนสวยแห่งภาคอากาศยานแทบจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องแล้ว

“อุ๊ยถามอีกครั้งเน่อแก้ว ถามทุกคนเลย คึดว่าถ้าเข้าไปช่วยแล้วจะช่วยจะได หา มีกันอยู่แค่สี่ห้าตนจะอี้ ผีร้ายที่ออกมามีเป็นล้านๆเน่อ นับแค่ที่ม่อนแป้งก็อาจจะหลายพันหรืออาจจะหมื่นด้วยซ้ำ !

“แต่อย่างน้อยถ้าเข้าไปหื้อเงียบที่สุดแล้วรีบเอาตัวหมู่เปิ้นออกมา....”

“อุ๊ยฮู้ว่าท่านกล้วยก็ฮู้ว่ายะบ่ได้ แล้วจะอู้ออกมายะหยัง”

“มันอาจจะลำบาก อาจจะอันตราย แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นี่คะ !” ฟ้าเถียงเสียงแข็ง เธอเริ่มรู้สึกโกรธหญิงสาวเบื้องหน้าขึ้นมา ปกติก็ออกจะใจดี แต่ทำไมเวลาแบบนี้ถึงได้ไร้หัวใจแบบนี้นะ “ถ้าเราลองเราอาจจะทำไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ลองดูก็เท่ากับว่าเราทำไม่ได้ตั้งแต่เริ่มแล้วนะคะ !

“ใช่ค่ะ ไม่แข่งยิ่งแพ้นะคะ”

“อุ๊ยถือหลักว่าถ้าฮู้ว่าโอกาสแพ้มากกว่าชนะ บ่แข่งก็บ่แพ้” สายตอบเสียงเรียบ ตรงกันข้ามกับเหล่าลูกศิษย์สาวโดยสิ้นเชิง “แล้วฟ้ากับแก้วก็ลองคึดดู เดิมพันถ้าหมู่เฮาแพ้คราวนี้มันสูงเท่าได่ ปล่อยเอาไว้หมู่เฮาอาจจะเสียตานีไปสอง มนุษย์ไปหนึ่ง และสมิงไปอีกหนึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องน่าเสียใจ แต่ถ้าเข้าไปกัน อาจจะบ่มีตานีอีกต่อไปก็ได้เน่อ”

 

สองสหายแห่งม็อบสนับสนุนตานีนิ่งอึ้ง ที่พันเอกสาวพูดมาก็จริง แต่พวกเธอก็ยังไม่อยากยอมรับ ว่าพวกเธออาจไม่ได้เห็นหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม ตานีน้อยผมสั้น สมิงสาวแห่งป่าแสนคำ และหลานชายหมอผีใหญ่อีกต่อไป....

 

“ทุกคนอาจจะคึดว่าอุ๊ยใจร้ายก็ได้ แต่อุ๊ยคึดว่าลึกๆแล้วอุ๊ยก็ต้องการสิ่งเดียวกับทุกคนนั่นแหละ อุ๊ยบ่อยากหื้อต้องเสียผู้ได๋ไปอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านกล้วยและน้ำไท”

“อุ๊ยสาย....” น้ำไทเดินเข้าไปกอดวิญญาณสาวหน้าหวาน ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองอดีตอาจารย์ “ข้าเจ้าฮู้ว่าอุ๊ยสายฮู้สึกจะได แต่ข้าเจ้าบ่อยากเสียน้ำว้าไป ข้าเจ้าอยู่บ่ได้ถ้าบ่มีน้ำว้า ขอร้องล่ะเจ้า ไปช่วยหมู่เปิ้นกันเน่ออุ๊ยสาย อย่างน้อยถ้าอุ๊ยสายบ่อยากไป ก็หื้อหมู่เฮาไปกันเองก็ได้.....”

หญิงชราในร่างหญิงสาวเบือนหน้าหนีจากเด็กหญิง “น้ำไท อุ๊ยอู้ไปแล้วเน่อ”

“ขอร้องล่ะเจ้า” วงแขนของตานีน้อยกอดวิญญาณสาวแน่นขึ้น น้ำใสที่เอ่อคลอจนปริ่มเบ้าตา บัดนี้เริ่มไหลลงมาอาบแก้มขาว “ข้าเจ้าบ่อยากเสียน้ำว้าไปอีกตน ถ้าข้าเจ้าต้องสิ้นอายุ ข้าเจ้าขอสิ้นอายุกับน้ำว้า.... กับทุกตน.... ดีกว่าอยู่ต่อไปแบบต้องเสียใจไปทั้งชีวิตเน่อเจ้า....”

“แล้วบ่คึดบ้างก๋าว่าอุ๊ยก็บ่อยากเสียน้ำไทไปอีกตนเหมือนกัน !?

 

อดีตพันเอกสาวเริ่มเสียงแข็งบ้าง แต่เด็กหญิงผมเปียใช้ไม้ตาย เธอทรุดลงไปนั่งคุกเข่า มือกอดขาอดีตอาจารย์ของเธอแน่น ก่อนจะร้องไห้โฮอย่างน่าสงสาร เสียงสูงที่สะอึกสะอื้นบาดเข้าไปในหัวใจของทุกคนและทุกตน พวกเธอก็อยากจะร้องไห้แบบนี้เหมือนกันในยามนี้.....

 

“ขอร้องล่ะเจ้าอุ๊ยสาย ไปช่วยหมู่เปิ้นกันเถอะ ขอร้องล่ะ.....”

 

สายหลับตาลง ริมฝีปากเม้มแน่น คิ้วขมวดมุ่น ดูราวกับเธอกำลังต่อสู้กับตัวเอง ระหว่างจิตสำนึกของคุณยายแก่ๆใจดี กับสัญชาตญาณทหารที่ฝึกฝนและสั่งสมมาหลายสิบปี.....

 

แต่แล้ว ร่างของเธอก็หายวับไป

 

ดวงตาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำใสของตานีน้อยเบิกโพลง มันฉายประกายเสียขวัญและตกใจสุดขีดขณะจ้องมองมวลอากาศธาตุที่เข้ามาแทนที่ในจุดที่วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวเคยยืนอยู่เมื่อวินาทีที่แล้ว สายไปแล้ว..... สายทิ้งเธอไปแล้ว..... บุคคลที่เธอหวังจะพึ่งมากที่สุดในสถานการณ์คับขันเช่นนี้จากเธอไปแล้ว.....

 

“เหี้ยม !

สาวหมัดเหล็กชกผนังดังโครมใหญ่จนเลือดไหลซิบ ใบหน้าสวยคมแดงเป็นจ้ำๆด้วยความโกรธแค้น

 

“เหี้ยมเอ๊ย ! ทั้งๆที่อุตส่าห์เคารพมาตั้งนาน มาทำกันแบบนี้เหรอวะ !?

“ฟ้า ใจเย็นๆก่อน อุ๊ยสายต้องมีเหตุผลแน่ๆที่.....” กล้วยปลอบเพื่อนสาว แต่เด็กสาวหน้าคมกระแทกเสียงขัดขึ้น

“ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรเราก็ไม่ยอมทั้งนั้นกล้วย ! ไอ้ผีไร้หัวใจเอ๊ย !

 

“ด่าเปิ้นไปก็บ่ได้มีอะหยังดีขึ้น”

เสียงเฉียบขาดของตานีสาวหน้าจืดทำเอาฟ้าเงียบกริบ เธอจับแววขมขื่นในน้ำเสียงของเพื่อนสาวได้ มันไม่ได้มีน้อยไปกว่าในน้ำเสียงหรือในใจของเธอเลย

 

“ไปเหอะ ไปช่วยหมู่เปิ้นกัน ยะในส่วนของอุ๊ยสายด้วย....”

 

 

เสียงฝีเท้าหนักๆของรองเท้าคอมแบตดังสับสนลงมาตามปล่องลิฟต์ ประสานกับเสียงตะโกนคุยกันฟังแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ไม่ต้องฟังออกก็พอเดาได้ พวกมันกำลังค้นหาตัวสองตานี หนึ่งสมิงและอีกหนึ่งมนุษย์อยู่ และคงจะเป็นการค้นหาเพื่อจับตาย.....

 

ในขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าก็เริ่มดังขึ้นจากด้านนอกห้อง พวกมันลงมากันแล้ว....

 

“กล้าย” จ้าดผู้ดีขึ้นมากแล้วกระซิบเรียก แต่ดวงตาเขียวปั้ดที่เรืองแสงวาบกว่าปกติซึ่งเพื่อนสาวค้อนกลับมาให้บอกให้เขาเงียบ

“อะหยังอีกบ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามกลับมาด้วยเสียงกระซิบที่เบายิ่งกว่าเขาเสียอีก ก่อนจะสำทับ “ห้ามโทรจิตเน่อ หมู่ผีร้ายจับได้แน่ กระซิบหื้อเบาที่สุด”

“เราว่าอีหรอบนี้ไม่ค่อยดีนา ผีร้ายอยู่กันเต็มแบบนี้ต่อให้กล้วยมาช่วยเราก็ไม่น่าขึ้นไปได้นะ”

“กล้วยน่าจะเอาทิลต์โรเตอร์มา เปิ้นคงยิงกราดเคลียร์พื้นที่ก่อนอยู่แล้ว”

“แต่ถึงยิงกราดก็ไม่ได้แปลว่าทหารในนี้จะตายหรือผีออกไปหมดนี่ถูกมั้ย แล้วต่อให้ห้องนี้มองเห็นได้ยาก แต่ไม่ช้าก็เร็วพวกมันต้องเข้ามาในนี้แล้วหาพวกเราเจอแน่ถ้าเราไม่ชิงทำอะไรก่อน” หลานชายหมอผีใหญ่แย้ง “อีกอย่าง ตอนนี้วิทยุใช้ไม่ได้แล้ว พอกล้วยมาก็ต้องติดต่อกันด้วยโทรจิต ผีร้ายก็จะรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนแล้วกรูกันลงมาที่นี่อยู่ดี”

“แล้วจะหื้อยะจะได” กล้ายถามกลับด้วยเสียงหงุดหงิดที่ฟังออกชัดเจนแม้เธอจะกระซิบ

หลานชายหมอผีใหญ่หันไปหารุ่นน้องสาวผมสั้นแทน “น้ำว้า ระเบิดเหลืออยู่เยอะมั้ย”

“ระเบิดมือสองลูก ระเบิดพลาสติกแรงสูงประมาณที่ใช้ในท่อนั้นหนึ่ง”

“ระเบิดนี่.... ทำลายวิญญาณได้มั้ย”

“มีดินระเบิดทั้งแบบทำลายสสารแล้วก็ทำลายพลังงานวิญญาณเลย”

“ใช้พร้อมกันได้มั้ย”

“ก็ได้อยู่เน่อ” เด็กหญิงผมสั้นตอบ “แต่อ้ายจ้าดจะยะอะหยัง คึดจะระเบิดทหารก๋า”

“ก็ประมาณนั้น”

“ถ้าจะอั้นใช้แค่ทำลายพลังงานวิญญาณก็พอ เพราะมันก็เหมือนกระสุนหัวทำลายพลังงานวิญญาณ มนุษย์บ่ตาย แต่จะเจ็บมากจนหมดสติไปนานอยู่ อาจจะสักสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้น”

“แต่ก็อาจจะโดนเข้าสิงอีกก็ได้ถูกมั้ย”

“ก็แม่น”

“ถ้างั้น ถึงจะโหดไปหน่อย แต่ใช้แบบทำลายทั้งสองอย่างไปเลยดีกว่า” จ้าดสรุป “แผนคืองี้ ให้ใครสักคน เราก็ได้ ขึ้นไปติดตั้งระเบิดพลาสติกข้างบน กวาดพวกทหารข้างบนให้หมดในครั้งเดียว ส่วนที่ลงมาข้างล่างนี่แล้วก็เปิดประตูแล้วเอาปืนกลยิงแม่มให้หมดเลย อย่าให้มีตนไหนรอดกลับไปบอกข่าวได้ แล้วเราขึ้นไปชั้นหนึ่ง ผีหรือทหารคนไหนทำท่าจะเข้ามาใกล้ก็ส่องมันก่อนด้วยสไนเปอร์ น่าจะคุมแล้วก็ติดตามสถานการณ์ได้ดีกว่าอยู่ตรงนี้นะ ตรงนี้ปลอดภัยก็จริงแต่หลังชนฝาชัดๆ ทางหนีทีไล่ไม่มีเลย”

“ผีร้ายชั้นหนึ่งพอเข้าใจได้ แต่ผีร้ายที่อยู่ชั้นบนๆล่ะ” หมิงท้วง

“อันนั้นช่วยไม่ได้ ค่อยยิงไปทีละตนถ้าเจอละกัน”

“ความคึดดี ยกเว้นตรงจัดการกับผีชั้นบน” กล้ายตอบเสียงต่ำๆ “อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่แค่ผีร้าย แต่ทั้งตึกถล่มตูมลงมาเลยจะยะจะได ต่อหื้อหมู่เฮาบ่ตายก็ออกไปยากกว่าเดิมอีกเน่อ”

“ถ้างั้นใช้แค่ทำลายพลังงานวิญญาณก็ได้เน่อเอื้อยกล้าย ถ้าผีร้ายที่อื่นบ่ฮู้ว่าตรงนี้เกิดอะหยังขึ้นก็บ่น่าจะมาเข้าสิงได้เร็วนักหรอก อีกอย่างถ้าใช้แบบทำลายพลังงานวิญญาณ รัศมีพลังระเบิดก็น่าจะขึ้นไปถึงชั้นบนๆด้วย อย่างน้อยก็สักชั้นสาม”

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะได้อยู่ แต๊ๆติดตั้งตรงนี้เลยก็ยังได้”

“อ้าว แล้วพวกเราจะไม่โดนไปด้วยเรอะ”

“มีอุปกรณ์ป้องกันอยู่”

“ตานีนี่มีของเกี่ยวกับพลังงานวิญญาณเยอะจังแฮะ ไม่มีอะไรที่มันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นง่ายกว่านี้แล้วเรอะ อย่างระเบิดแรงสูงกวาดทีทั้งม่อนแป้งอะไรงี้”

“ถ้ามีอะหยังที่ใช้ง่ายจะอั้นหมู่เฮาคงบ่โดนผีร้ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปเมื่อปีที่แล้วหรอกบ่าจ้าดง่าว” กล้ายกัดเพื่อนหนุ่มขณะเธอเรียกอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆ เหมือนจานเรดาร์คว่ำที่ติดอยู่บนหอขนาดจิ๋วออกมาจากอุปกรณ์เก็บอาวุธ “อุปกรณ์นี่ใช้ง่ายก็แต๊แต่ข้อจำกัดก็เยอะ อย่างอุปกรณ์ป้องกันควมเสียหายจากระเบิดพลังงานวิญญาณนี่ก็มีรัศมีแค่สองสามเมตรเอง”

 

ตานีสาวผมหางม้ากดปุ่มตั้งค่าจานดาวเทียมอันจิ๋ว ขณะน้ำว้าเรียกระเบิดที่เธอภาคภูมิใจออกจากอุปกรณ์เก็บอาวุธบ้างก่อนจะพรมนิ้วเลือกแรงระเบิดและตั้งค่าอื่นๆ แต่แล้ว พวกเธอก็ต้องชะงักค้างในท่ากดปุ่มเมื่อจู่ๆ ประตูห้องครัวก็เปิดผางจนไปชนผนังโครมใหญ่ ก่อนที่ทั้งทหารผีสิงและผีร้ายอิสระจะล้นทะลักกันเข้ามาจากด้านนอก

 

“อ้อ อยู่นี่เอง.....”

เสียงยานคางที่ดังขึ้นเหนือหัวทำเอาเด็กสาวหน้าเสือและหล่านชายหมอผีใหญ่สะดุ้งเฮือก แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็ต้องยิ่งเย็นสันหลังวาบเมื่อพบทหารสี่ห้าคนยืนค้ำหัวอยู่ ดวงตาของพวกเขาโชนแสงสีน้ำเงินเรืองรอง ริมฝีปากแสยะยิ้มโชว์ฟันแทบจะทุกซี่ ขณะปืนในมือเล็งตรงมายังหน้าผากของทุกตนและทุกตน....

 

แต่ก่อนที่พวกมันจะได้ยิง อะไรบางอย่างก็ลอยวูบเฉียดใบหน้าของทหารคนหนึ่งไปกลิ้งขลุกๆอยู่กับพื้นที่กลางห้อง ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าควรจะใส่ใจกับเป้าหมายไหนดี เหล่าผีร้ายก็มีอันต้องหลุดลอยออกจากร่างต้นก่อนที่จะถูกคลื่นพลังงานวิญญาณความเข้มข้นสูงอัดกระแทกจนแหลกสลายเป็นเศษซากวิญญาณในพริบตา คลื่นพลังที่มองไม่เห็นพุ่งทะลุทั้งผนัง พื้นและเพดานแผ่ออกไปทุกทิศทุกทาง กวาดวิญญาณทุกตนที่เคราะห์ร้ายเข้ามาอยู่ในรัศมีของมัน ก่อนจะค่อยๆจางหายไปห่างจากตึกเกือบสิบเมตร แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างตื่นเต้นแกมโล่งอกของตานีสาวทั้งสองเท่านั้น

 

“เยี่ยม คราวนี้ขึ้นไปข้างบนกันได้แล้ว” กล้ายเก็บจานเรดาร์จิ๋วกลับเข้าที่เก็บอาวุธก่อนจะลุกขึ้น “ระวังด้วยเน่อ ระเบิดนี่บ่มีผลกับกระสือ อย่าหื้อหมู่เปิ้นหันตัวเด็ดขาด”

“เอ้า จังซั่นก็บ่ได้มีอีหยังดีขึ้นเลยสิ”

“อย่างน้อยหมู่เฮาก็น่าจะเก็บตนที่อยู่ในตึกได้สะดวกขึ้น ส่วนตนที่อยู่ข้างนอกก็คงบ่เข้ามาหรอก มันคงคึดว่าหมู่เฮาเสร็จผีร้ายไปแล้ว บ่น่าจะมีอะหยังเหลือหื้อแพร่เชื้อต่อ แต่ถึงจะไดก็เงียบๆแล้วก็อย่าหื้อเปิ้นหันละกัน”

 

สองตานี หนึ่งสมิงและหนึ่งมนุษย์เดินผ่านร่างที่นอนสลบไสลไม่ได้สติของเหล่าทหารผู้เคยถูกผีสิงกลับขึ้นไปยังชั้นบน สภาพชั้นหนึ่งเลวร้ายน้อยกว่าที่คิดไว้พอสมควร กระจกหน้าต่างที่ติดว่าน่าจะแตกทั้งแผงจนเปิดโล่งกลับมีรูโหว่ใหญ่เพียงรูเดียว มีซากรถบรรทุกที่พังยับเยินจนแทบมองไม่ออกกลิ้งโค่โร่อยู่ไม่ไกลนัก ร่างของทหารนอนกันอยู่เกลื่อน แต่ไร้วี่แววของผีร้ายหรือกระสือ

 

กล้ายเลือกมุมหนึ่งที่มีผนังคอนกรีตทึบปิดสองด้านเป็นที่มั่นที่ใหม่ เธอเรียกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวที่กล้วยเคยใช้ยิงสายออกมา กางขาทรายออกก่อนจะตั้งเล็งออกไปด้านนอก เนินเขานี้มองเห็นพื้นที่ม่อนแป้งได้แทบจะทั้งหมด ศูนย์กลางของศูนย์ประชุมสงบลงบ้างแล้วแม้เธอจะยังเห็นทหารและผีร้ายทั้งเดินทั้งลอยกันอยู่ขวักไขว่และกระสือก็ยังคงบินวนไปวนมาอยู่เต็มฟ้า ประจิมคงสั่งพวกมัน “จัดแถว” เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีตนไหนเข้ามาใกล้ตึกนี้ในรัศมีสามร้อยเมตร

 

เด็กสาวผมหางม้าแนบดวงตาสีเขียวเรืองแสงของเธอเข้ากับกล้องเล็ง และรอ.....

 

รอทั้งเป้าหมายที่จะเข้ามาในระยะ

 

และรอความช่วยเหลือ ที่หากโชคดี มันก็คงกำลังมุ่งหน้ามา.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #130 รักต์ศรา (จากตอนที่ 94)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 18:09
    เป็นตอนที่สยดสยองและกดดันมากจนอ่านแล้วอึดอัดในความรู้สึกจริงๆ
    #130
    0