ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 93 : การแทรกซึมที่เนียนเข้าไปกับของว่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 พ.ค. 58

อากาศยามเช้าตรู่ของเดือนธันวาคมหนาวจับขั้วหัวใจไล่เข้าไปถึงไขกระดูก ลมเย็นยะเยือกพัดโหมด้วยความเร็วมากพอจะทำให้เครื่องบินเล็กชะโงกหัวขึ้นฟ้าได้ แถมยังเสริมด้วยหิมะเกล็ดละเอียดเป็นผงที่กระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าสีหม่นจนทัศนวิสัยแทบจะเหลือศูนย์ มันทับถมบนต้นสนจนขาวโพลนเหมือนน้ำแข็งไสราดนมและกองที่พื้นอย่างรวดเร็วจนหนาเตอะ ไม่มีใครอยากมาอยู่กลางแจ้งในสภาพอากาศแบบนี้แน่

 

ซึ่งนั่นก็รวมถึงทหารยามทั้งหลายที่เฝ้ายามอยู่รอบศูนย์ประชุมแห่งรัฐม่อนแป้งด้วย พวกเขาอยากกลับไปนอน ชงเครื่องดื่มอุ่นๆกิน หรือไม่ก็ทำหม่าม้าร้อนๆ ให้ตัวเองในอาคารอันอบอุ่นด้วยฮีตเตอร์ใจจะขาด แต่ภาระหน้าที่ไม่อนุญาตให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้ เหล่าชายหนุ่มจึงต้องยืนในท่าตามระเบียบพักจนขาวโพลนไปพร้อมๆกับทิวทัศน์รอบตัวเพื่อรักษาประตูและจุดตรวจที่ป้องกันอาคารหอประชุมเอาไว้เกือบสิบชั้น โชคยังดีที่เครื่องแบบกองทัพรัฐเวียงตานสร้างมาเพื่อสภาพอากาศแบบนี้โดยเฉพาะ ไม่เช่นนั้นพวกเขาได้แข็งตายกันไปนานแล้ว

 

แต่ถึงแม้เครื่องแบบหนาหนักจะพอป้องกันความหนาวได้ แต่ก็ไม่อาจห้ามความอ่อนเพลียที่จู่โจมด้วยยืนยามมาตั้งแต่เที่ยงคืน หรือก็คือกว่าเจ็ดชั่วโมงที่แล้ว ดวงตาของแต่ละคนเริ่มปรือ บางคนเริ่มยืนโงนเงน แต่ก็เอาไรเฟิลจู่โจมในมือยันพื้นรักษาสมดุลเอาไว้ได้ หากล้มลงไปล่ะก็ได้โดนตัดเงินเดือนบวกวิดพื้นหรือไม่ก็ทำโทษอย่างอื่นกันอ่วมแน่นอน

 

แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารที่รักษาจุดตรวจรอบนอกทุกนายก็ไม่ต้องทนกับความง่วงเหงาหาวนอนอีกต่อไป เมื่อเสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามกระหึ่มแทนนาฬิกาปลุกมาจากที่ไกลๆ ก่อนที่แสงไฟหน้าของรถบรรทุกนับสิบคันจะส่องฝ่าม่านหิมะตรงเข้ามา มากันแล้ว ขบวนรถบรรทุกอุปกรณ์การประชุมและเสบียงสำหรับเหล่าประธานรัฐกว่าสามสิบคนซึ่งกำลังจะมาที่นี่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

“ขอดูบัตรประจำตัวด้วยครับ”

เป็นคำพูดที่เหล่าทหารยามทุกคนท่องกันขึ้นใจจนน่าจะเปิดเทป คนขับรถหนวดเฟิ้มเหมือนผู้นำประเทศหนึ่งสมัยสงครามโลกใส่แว่นตาดำลดกระจกลงก่อนจะยื่นบัตรในซองใสให้ทหารยามหนุ่มหน้าอ่อนผู้ยืนประจำอยู่ที่จุดตรวจด้านทิศตะวันออก

 

“ถอดแว่นตาด้วยครับ”

คนขับถอดแว่นตาออกอย่างว่าง่าย เผยให้เห็นดวงตาตี่เหมือนชาวเวียงตานทั่วไป ทหารยามหนุ่มกวาดตาขึ้นลงมองสลับระหว่างรูปถ่ายกับใบหน้าจริงของคนขับ เขาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยคำถามต่อไป

 

“ขอบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่อีกคนด้วยครับ”

“เจ้าหน้าที่อีกคน ?” คนขับหนวดเฟิ้มย้อนถามพลางเลิกคิ้วรก

“บริษัทส่งข้อมูลมาว่ารถบรรทุกทุกคันจะมีเจ้าหน้าที่นั่งมาด้วยสองคน” เสียงของทหารยามในชุดพรางหิมะเริ่มห้วนขึ้น ส่วนหนึ่งคงเพราะรถที่ต่อหลังเริ่มชะโงกหน้าออกมาดูกันแล้ว

“อ๋อ เขาไม่สบายน่ะครับ เลยขอหยุดงาน”

“ไม่สบาย ?” ทหารยามเลิกคิ้วบ้าง

“ครับ”

“ยังไงก็ต้องขอดูบัตรครับ เอามาหรือเปล่า”

“เอามาครับ สักครู่”

 

ชายหนวดเฟิ้มมุดลงไปหาใต้คอนโซลอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะยื่นบัตรอีกใบให้กับทหารยาม

 

“อืม.... โอเคครับ” ชายหนุ่มในชุดพรางหิมะเอ่ยตอบหลังจากกวาดตาดูข้อมูลในบัตร “ไปได้”

“ครับ ขอบคุณมากครับ”

 

คนขับรถหนวดดกใส่เกียร์รถดังครืด ก่อนที่รถคันโตจะแล่นจากไปพร้อมกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดีเซลที่กลบส่วนท้ายประโยคของชายหนวดเฟิ้มเสียมิด

 

“จะได้ไม่ต้องเปลืองกระสุนกัน”

 

 

“ขออนุญาตตรวจค้นในรถและในกระบะบรรทุกครับ กรุณาลงจากรถ”

ที่ประตูทิศเหนือ รถบรรทุกอีกคันดูจะผ่านไปยากกว่าเพื่อนสักเล็กน้อย ทหารยามโบกให้รถคันนั้นเข้าจอดชิดขอบทางก่อนจะสั่งให้คนขับรถและเจ้าหน้าที่อีกคนลงจากรถ แต่ทั้งสองซึ่งต่างก็เป็นหญิงสาวก็ก้าวลงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน พวกเธออยู่ในชุดฟอร์มของบริษัทจัดเตรียมอาหารซึ่งก็เป็นเจ้าของรถ คนหนึ่งใส่แว่นตาดำ ส่วนอีกคนใส่หมวกปิดเรือนผมเอาไว้

 

ทหารยามคนหนึ่งกระโจนสวนสองสาวขึ้นไปยังห้องโดยสารอย่างคล่องแคล่ว ขณะอีกคนที่ร่างสูงกว่าดึงมือจับเปิดฝาท้ายก่อนจะกระโดดขึ้นไปยังกระบะบรรทุกด้านหลังที่คลุมกันหิมะเอาไว้ด้วยผ้าใบสีดำผืนใหญ่

 

ในกระบะท้ายที่คลุมด้วยผ้าใบมีกล่องจำนวนมากเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มไล่เปิดก่อนจะควานลงไปทีละกล่อง แต่ทุกกล่องก็ไม่มีสิ่งผิดปกติ มีแต่ขนมปังนานาชนิด ทั้งไส้กรอก หน้าพิซซ่า และแม้แต่หน้าแกงผักกาดจอสูตรเด็ดของบริษัทเบเกอรี่แห่งนี้ที่ทำเอาทหารยามหนุ่มผู้ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เย็นเมื่อวานท้องร้องจ๊อก ชายหนุ่มรีบปิดกล่องทั้งหมดก่อนที่เขาจะตาลายด้วยความหิว แล้วจึงกระโดดลงจากรถ เพื่อนร่วมงานที่ตรวจห้องโดยสารเสร็จยืนรออยู่แล้ว

 

            “ต่อไปขอบัตรประจำตัว แล้วก็ถอดแว่นตาดำกับถอดหมวกด้วยครับ”

            ทั้งสองทำตามอย่างว่าง่าย พวกเธอยื่นบัตรประจำตัวให้ทหารยามผู้เพิ่งจะตรวจห้องโดยสารเสร็จ ก่อนจะถอดเครื่องประดับของตัวเองออกอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มในเครื่องแบบหรี่ตาลงขณะเขม้นมองเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวผู้เคยใส่แว่นตาดำ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันเรืองแสงสีเขียวออกมา อย่างเลือนรางจริงๆ.....

 

            “เฮ้ย ปาย มานี่หน่อย” เขาตัดสินใจเรียกเพื่อนร่วมงานร่างสูงมาช่วยวิเคราะห์

            “ว่าไง”

            “ดูตาของคนนี้หน่อยซิ เอ็งเห็นสีเขียวรึเปล่า”

 

            ทหารยามผู้มาใหม่ก้มลงหรี่ตามองด้วยท่าทีเหมือนคนแรกไม่มีผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่แตกต่างคือคำตอบ

 

            “ไม่มีนี่”

            “แน่ใจนะ”

            “แน่ใจ” ชายหนุ่มร่างโย่งย้ำหนักแน่น “เอ็งหมกมุ่นจะจับตานีให้ได้มากเกินไปรึเปล่าวะ”

            “ช่วยไม่ได้นี่หว่า นายสั่งมา”

 

ทหารยามคนแรกบ่นอุบอิบ แต่เขาก็ยอมเชื่อเพื่อน ชายหนุ่มยื่นบัตรคืนให้กับหญิงสาวทั้งสองก่อนจะสั่งให้พวกเธอกลับไปขึ้นรถ เขาไม่ทันเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสอง และไม่ทันได้ยินคำพูดที่แทบจะเหมือนคนขับรถอีกคนที่เพิ่งจะผ่านไปทางประตูทิศตะวันตก ผิดกันเพียงสำเนียงเท่านั้น

 

“ขอบคุณนักๆ จะได้บ่ต้องเปลืองกระสุน”

“ขอบใจหลาย สิได้บ่ต้องเปลืองกระสุน”

 

 

ประจิม บัญชรศิลป์จ้องมองเงาของตัวเองในกระจก

 

มือผูกเนคไทสีแดงเข้มสลับดำอย่างคล่องแคล่ว แต่ดวงตาเรียวยังคงจ้องตรงลึกลงไปในเงาของมันเอง ราวจะถามตัวเองว่ากล้าพอหรือไม่

 

กล้าพอหรือไม่ กับสิ่งที่จะทำในวันนี้

 

กล้าพอหรือไม่ กับการเผชิญหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้

 

แต่อันที่จริง เขาก็ไม่น่าจะต้องใช้ความกล้าอะไรมากนักสำหรับการเผชิญหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางมาเป็นอย่างดีของเขาล่ะก็ หลังจากนี้ก็ผลประโยชน์ของเขาล้วนๆ

 

“นายครับ วาครับ”

เสียงแตกพร่าเล็กน้อยดังมาจากวิทยุสื่อสารบนโต๊ะตัวใหญ่ของโรงแรม ชื่อของเขาบอกให้รู้ว่าที่อีกด้านหนึ่งของคลื่นคือหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำตัวของเขา ซึ่งในงานนี้มีอำนาจควบคุมดูแลความปลอดภัยทั้งหมดและสั่งการทั้งทหารและตำรวจทุกนายในบริเวณศูนย์การประชุม นักการเมืองวัยกลางคนเดินไปยกวิทยุขึ้นมากดปุ่มก่อนจะพูดตอบกลับไป

 

“ว่าไงหัวหน้าวา”

“ทุกอย่างพร้อมให้ท่านออกเดินทางไปที่ประชุมครับ จะออกเลยไหมครับ ผมจะได้เรียกคนขับรถให้”

“ได้ ออกเลย”

 

ประจิมหันหลังกลับ คว้าเสื้อสูทสีดำสนิทที่พาดอยู่บนเก้าอี้มาคลุมเสื้อเชิ้ตขาวเอาไว้ มือซ้ายฉวยคีย์การ์ด ก่อนจะสาวเท้ายาวๆออกจากห้องไป ดวงตาเรียวที่แฝงแววประหลาดมองออกไปไกลยังทิวทัศน์ขุนเขานอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ที่ยังไม่โผล่พ้นเหลี่ยมเขาสูงชันส่องแสงฉาบท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงอมทองเรืองรอง อาบทั้งขุนเขา ป่าสนและหมู่อาคารในเขตศูนย์ประชุมงดงามจับตา

 

อีกไม่นาน มันก็จะเป็นของเขา

 

ของเขาทั้งหมด

 

ของเขาคนเดียว

 

 

เบรกไฮดรอลิกของรถสิบล้อคันใหญ่ลั่นเอี๊ยดก่อนจะส่งเสียงฟู่เมื่อรถจอดสนิทในซองจอด คนขับรถหนวดเฟิ้มเปิดประตูก่อนจะกระโดดลงจากรถ แต่ทั้งที่ในรถควรจะมีเขาเพียงคนเดียวด้วยคู่หูของเขาป่วยและลาหยุด ไม่กี่อึดใจต่อมากลับมีร่างเล็กๆ กระโดดตามลงมาด้วย ทั้งสองเดินอ้อมหลังรถ ยกลังจากกระบะท้ายไปวางหน้ารถเพื่อรอการขนย้าย ก่อนที่จะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้มุ่งหน้าเข้าไปยังประตูขนสินค้าของม่อนแป้งแฮร์เมสฮอลล์ที่ตั้งตระหง่านดำทะมึนอยู่ในม่านหิมะเบื้องหน้า

 

“ทั้งๆที่ประชุมใหญ่แท้ๆ แต่ความปลอดภัยหละหลวมจังเลยเนอะน้ำว้า”

“อย่าเพิ่งอู้กัน เดี๋ยวก็โดนจับได้หรอกอ้ายจ้าด”

 

รุ่นน้องสาวตอบเสียงดุๆ ทำเอาชายหนวดเฟิ้มหน้าเจื่อน เขายกมือขึ้นบิดหนวดที่เบี้ยวไปเล็กน้อยตอนกระโดดลงจากรถให้เข้าที่ มือฉวยรถเข็นคันหนึ่งที่มีกระบะอยู่สองสามกระบะจากข้างทาง ก่อนที่หนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีนอกเครื่องแบบจะค่อยๆเดินลึกเข้าไปในหอประชุม ตรงเข้าไปยังห้องประชุมใหญ่

 

 

“น้ำว้ากับจ้าดเข้าไปข้างในแล้ว”

หญิงสาวผู้สวมแว่นตาดำในรถบรรทุกอีกคันหนึ่งกระซิบ ขณะค่อยๆนำรถเข้าจอดในซองห่างจากรถของคนขับหนวดเฟิ้มหลายคัน หญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเธอพยักหน้าว่ารับรู้ ก่อนจะถอดหมวก และอย่างไม่ลังเล เธอดึงส่วนหนึ่งของทั้งหนังศีรษะและเรือนผมของเธอออกอย่างน่าหวาดเสียว แต่ไม่มีเลือดหรืออาการบาดเจ็บใดๆ มันกลับเผยให้เห็นหูแหลมเหมือนเสือที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ และกำลังขยับดุ๊กดิ๊กไปมาเหมือนจะดีใจที่มันได้เจออากาศบริสุทธิ์อีกครั้ง

 

“ถอดวิกยะหยังบ่าสมิงบ้าพลัง !?” สาวผู้สวมแว่นตาดำดุเสียงเขียว มือรีบขยุ้มเรือนผมสีดำแปะกลับลงไปบนหัวของเพื่อนร่วมงานสาว

“ก็มันฮ้อนหลาย” สาวหูแมวบ่น “แล้วโดนทับนานๆ ก็เจ็บด้วย”

“ช่วยบ่ได้นี่ ก็อุ๊ยสายสั่งมาจะอี้”

“เว้าก็เว้าเถอะ  เมื่อกี้กล้ายก็เกือบสิโดนจับได้คือกันแหละ”

“เกือบ แต่ยังบ่โดน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ แต่มือของเธอก็ขยับแว่นให้เข้าที่ จริงๆเมื่อกี้เธอก็ใจหายวาบอยู่ไม่น้อยเช่นกัน “เอาเหอะ อยู่เงียบๆกันก่อน รอน้ำว้ากับจ้าดเปิ้น”

 

“ถึงโถงแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย”

ไม่นานเกินรอ เสียงของจ้าดก็ดังมาเข้าหูฟัง ตามแผนแล้วปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่มีการใช้โทรจิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจะถูกตรวจจับ สัญญาณวิทยุที่ล่องลอยอยู่มีมากมายเป็นร้อยๆคลื่น ส่งกันได้ทุกคน แต่โทรจิตมีคนส่งกันได้อยู่ไม่กี่คน ถ้าถูกจับได้ประจิมต้องสงสัยแน่นอน และเพื่อให้ปลอดภัยขึ้นอีกชั้น การสื่อสารทุกอย่างจึงพูดเป็นรหัสไว้ทั้งหมด แม้รหัสนี้จะพอเดาความหมายออก แต่ก็น่าจะสร้างความสับสนให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้บ้าง

 

“นั่งพักรออยู่โถงก่อน พวกเราจะไปซื้อน้ำ”

กล้ายพูดตอบเป็นรหัสอีกเช่นกันก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เพื่อนสาว แล้วทั้งสองก็กระโดดลงจากรถ เดินก้าวยาวๆ เนียนไปกับเหล่าพนักงานที่ต่างก็กุลีกุจอขนทั้งอาหาร เครื่องดื่มและอุปกรณ์ต่างๆเข้าไปในหอประชุม แต่เป้าหมายของพวกเธอไม่ใช่ห้องเก็บสินค้าเหมือนคนอื่น หากเป็น “โถง” ที่สหายร่วมรบอีกสองรออยู่แล้ว.....

 

“ช้าจัง”

เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งบัดนี้ยังคงติดหนวดเฟิ้มกระซิบเป็นเชิงตำหนิเมื่อกล้ายและหมิงเข้ามาถึงที่ซ่อน ซึ่งก็คือช่องแคบๆ เตี้ยๆ ใต้ยกพื้นของห้องประชุม หากไม่เอาไฟส่องเข้ามาและก้มลงดูก็ไม่มีทางมองเห็นได้จากข้างนอก ไม่ว่าจะทั้งจากในห้องประชุมหรือจากหลังเวทีอันเป็นทางที่เหล่าสหายร่วมรบเข้ามา แต่หนึ่งมนุษย์ สองตานีและอีกหนึ่งสมิงมองเห็นความเป็นไปในห้องประชุมได้อย่างชัดเจน แม้จะต้องทั้งเบียดทั้งอึดอัดกันสักเล็กน้อย

 

“ไปจัดการกับระบบไฟมา ข้าเพิ่งนึกออกตอนอยู่ในรถเมื่อกี้”

“ระบบไฟ ?” หลานชายหมอผีใหญ่ทวนคำอย่างฉงน

“เดี๋ยวค่อยเล่า” กล้ายตัดบท “ว่าแต่ประจิมยังบ่มาอีกก๋า”

“ฮื่อ”

 

ผู้ถูกถามตอบด้วยการส่ายหน้า กล้ายยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอย่างกระวนกระวาย จะแปดโมงครึ่งแล้ว การประชุมจะเริ่มในเวลาเก้าโมง ตอนนี้ก็ควรจะมีเจ้าหน้าที่มาติดตั้งคอมพิวเตอร์แล้ว แต่นี่มีเพียงสื่อมวลชนจากทั่วสารขัณฑ์เท่านั้นที่ออกันขมีขมันติดตั้งกล้องอยู่หลังห้อง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเม้มปาก ยิ่งช้าก็ยิ่งมีโอกาสถูกสงสัย และถ้าช้าไปจนกระทั่งองค์ประชุมเริ่มเข้ามาล่ะก็ สิ่งที่พวกเธอจะต้องฝ่าออกไปจะไม่ได้มีแค่กองทัพและตำรวจเวียงตาน หากเป็นหน่วยรบพิเศษจากทุกรัฐในสารขัณฑ์ อย่างแรกพวกเธอก็ฝ่าออกไปยากแล้ว อย่างหลังแทบไม่ต้องคิดเลย.....

 

แต่สี่สหายร่วมรบหารู้ไม่ว่าอุปสรรคที่ใหญ่กว่ากำลังก่อตัวขึ้นข้างนอก

 

“พนักงานบริษัทอ้อมตานเบเกอรี่ จั๊ดแถว !

“เฮ่ !

“พนักงานบริษัทช้างมูบเซอร์วิส จั๊ดแถว !

“เฮ่ !

“นับตลอด นับ !

 

วา ชายหนุ่มร่างยักษ์กล้ามเป็นมัดๆในชุดพรางหิมะ ผู้รั้งตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยลงมาเดินตรวจเหล่าพนักงานบริษัทซึ่งบัดนี้ยืนเรียงกันเป็นแถวเหมือนทหารอยู่ท่ามกลางหิมะบนลานจอดรถด้านหลังหอประชุม ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเพื่อความปลอดภัย เขาจึงต้องแน่ใจว่าพนักงานทุกคนออกจากพื้นที่ศูนย์ประชุมก่อนที่จะเปิดทางให้เหล่าประธานรัฐผู้ทรงเกียรติเข้าไปได้

 

“สามร้อยเจ็ดสิบเจ็ด !

เสียงนับสุดท้ายดังฟังชัด แต่กลับทำให้หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยขมวดคิ้ว เขาได้รับแจ้งมาว่ามีพนักงานที่จะเข้ามาทำงานทั้งหมดสามร้อยแปดสิบเอ็ดคน แล้วหายไปไหนสี่คน ชายหนุ่มร่างยักษ์ตัดสินใจวิทยุไปถามทหารยามที่เฝ้าอยู่ทางเข้า

 

“ป้อมตะวันออกห้า ป้อมเหนือห้า หัวหน้าหน่วยรปภ. ขอถามว่ารถบรรทุกเข้ามาครบตามที่แจ้งไว้หรือเปล่า”

“ป้อมตะวันออกห้า ครบครับ”

“ป้อมเหนือห้า ครบครับ”

 

คำตอบของลูกน้องทำให้คิ้วของชายหนุ่มยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้นไปอีก ป้อมเหนือห้าและตะวันออกห้านั้นเป็นป้อมสุดท้ายก่อนที่จะถึงแฮร์เมสฮอลล์ ถ้ารถบรรทุกผ่านเข้ามาครบ ก็แปลว่าสี่คนที่เหลืออยู่ข้างในวงล้อมของป้อมทั้งสอง หรือก็คือในหอประชุมนั่นเอง แต่ถ้าต้องควานหากันในหอประชุมอันกว้างใหญ่แห่งนี้ได้มีล่าช้ากันแน่ นี่ก็จะแปดโมงครึ่งแล้วด้วย

 

แต่ไม่มีทางเลือก หากเกิดอะไรขึ้นกับประธานรัฐผู้มีศักดิ์และสิทธิ์รองจากกษัตริย์สูงสุดของสารขัณฑ์ รัฐเวียงตานคงต้องเสียหน้าอย่างหนักและอาจต้องจ่ายค่าชดเชยมหาศาลให้รัฐนั้นๆ และสิ่งที่ตามมาคือเขาต้องโดนไล่ออก ติดคุก หรืออาจจะถึงขั้นประหารชีวิตเลยก็ได้จากการทำหน้าที่บกพร่อง ซึ่งการประหารชีวิตนั้นคงไม่ใช่จากโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย แต่ประจิมนั่นแหละคงจะมายิงเขาเองถึงที่

 

“กระจายกำลังกันหาด่วน กลับมารวมกันที่นี่ภายในสิบห้านาที ! พนักงานทุกคนถ้ารู้จักคนที่หายไปก็ช่วยกันโทรหรือติดต่อด้วย เวลาเหลือไม่มากแล้ว !

ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พิเศษในสังกัดของเขาทุกนายในพื้นที่วิทยุต่อๆกันก่อนจะกรูกันกลับเข้าไปในแฮร์เมสฮอลล์ สิบห้านาทีผ่านไปท่ามกลางความหนักใจและวิตกของหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย แต่แล้ว เจ้าหน้าที่ทุกนายก็ออกมายืนยันสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยิน พวกเขาหาตัวเจ้าหน้าที่อีกสี่คนไม่เจอ.....

 

“พวกลื้อทำงานกันยังไงวะ !? ปล่อยคนหลุดเข้าไปได้ไงตั้งสี่คน !?

หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยร่างยักษ์ว้ากเสียงดังตามขนาดตัวจนเหล่าพนักงานบริษัทที่ยืนอยู่ใกล้ๆถึงกับถอยห่างอย่างลืมตัว วาขบกรามกรอด แต่เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว เวลาก็จวนเจียนเต็มทีแล้ว หากจะค้นหาหรืออะไรมากกว่านี้ยังไงเขาก็ต้องขอการอนุมัติจากผู้นำสูงสุดก่อนอยู่ดี คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะให้เจ้านายของเขารู้สถานการณ์

 

“นายครับ วาครับ”

“ว่ายังไง”

“พนักงานเหมือนจะออกมาไม่ครบครับ ขาดไปสี่คน และค่อนข้างแน่นอนว่ายังอยู่ในแฮร์เมสฮอลล์ นำกำลังเข้าค้นหาแล้วแต่ไม่เจอครับ จะทำยังไงต่อดีครับ”

 

อีกด้านหนึ่งของเครือข่ายเงียบไปอึดใจราวกำลังไตร่ตรอง

 

“เปิดให้ประธานรัฐอื่นๆเข้ามาได้เลย และอย่าแจ้งสถานการณ์ให้ทหารของรัฐอื่นรู้เด็ดขาด” ในที่สุด ประจิมก็ตอบกลับมา “คุณนำกำลังเข้าตรึงในจุดเสี่ยงทุกจุด จุดไหนที่ยังสามารถค้นหาได้โดยไม่ดูผิดปกติก็ค้นหาต่อไป ถ้ามีอะไรใช้กำลังจัดการได้ทันที แต่ให้ลับที่สุด และอย่ายิงหรือทำอะไรที่ก่อให้เกิดเสียงดังหรือความหววาดกลัวในแฮร์เมสฮอลล์เด็ดขาด อย่าลืม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประชุมครั้งนี้คือหน้าตาของเวียงตานในเวทีสารขัณฑ์ อย่าให้เราเสียหน้า”

“รับทราบครับ”

 

ชายหนุ่มร่างยักษ์เสียบวิทยุกลับเข้าซองที่เข็มขัด ก่อนจะสั่งให้เหล่าเจ้าหน้าที่ใต้สังกัดของเขาไปเข้าประจำที่ ดวงตาแข็งกร้าวเหมือนทหารอาชีพจ้องมองฝ่าหิมะกลับไปยังหอประชุม คอยดูเถอะ ถ้าจับพนักงานสี่คนนั้นได้เขาจะจัดการมันให้เละ ให้สาสมกับที่บังอาจมาเพิ่มความเสี่ยงให้ทั้งหน้าที่การงานและชีวิตของเขา.....

 

 

“กล้าย คนเริ่มเข้ามากันแล้วนะ นั่นประธานรัฐเจ้าสมุทรเราจำได้ !

จ้าดกระซิบอย่างร้อนรนเมื่อคณะชายผิวคล้ำเข้มหน้าตาคมคายในชุดสูทสง่าผ่าเผยเดินเรียงแถวกันเข้ามาในห้องประชุม เขาหันขวับไปมองเพื่อนสาวทั้งสองและอีกหนึ่งรุ่นน้องสาว แล้วก็พบแววร้อนรนแบบเดียวกันบนสีหน้าของทั้งสาม องค์ประชุมเริ่มเข้ามากันแล้ว แต่ยังไม่เห็นใครเอาคอมพิวเตอร์ที่จะต้องใช้เข้ามาเลย เด็กหนุ่มเริ่มกังวลว่าประจิมอาจจะถือคอมพิวเตอร์ของเขาเข้ามาเองแล้วค่อยต่อพ่วงกับจอ ถ้าเป็นแบบนั้น ประจิมก็คงจะอยู่ห่างจากพวกเขาแค่ไม่ถึงเมตร และโอกาสจะหนีรอดออกไปโดยไม่มีใครเห็นหรือรู้สึกตัวก็ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์ ถ้าจะหนีก็ต้องหนีตอนนี้แล้ว....

 

“กล้าย ไปกันเหอะ ยกเลิกปฏิบัติการตอนที่ประจิมยังไม่มานี่แหละ ถ้ารอให้ประจิมเข้ามามันจะเสี่ยงเกินไปนะ !

“แต่ตอนนี้บ่ว่าหมู่เฮาจะหนีหรืออยู่ต่อก็ฝ่าออกไปยากเหมือนกันแหละ ยะภารกิจหื้อเสร็จแล้วค่อยไปดีกว่า”

“แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้เราว่าประจิมคงถือคอมมาเองแน่ ถ้ารอจนถึงตอนนั้นประจิมจะยืนประชิดตัวพวกเราเลยนะ ไม่ไหวหรอก !

“แต่ทุกอย่างที่หมู่เฮายะมาวันนี้ก็สูญเปล่าเลยเน่อ” กล้ายโต้กลับ “ระหว่างตายเปล่าๆกับตายแบบมีผลงาน นายจะเอาอย่างได๋”

“ขอไม่ตายไม่ได้เหร....”

 

หลานชายหมอผีใหญ่หยุดพูดกลางคำเมื่อนักการเมืองร่างผอมสูงผู้มีดวงตาเรียวและริมฝีปากบางเฉียบเดินเข้ามาในห้อง อย่างที่คิดไว้ แขนขวาของประธานรัฐเวียงตานหนีบคอมพิวเตอร์มาด้วย

 

“โอเค ถอยออกจากตรงนี้ ข้าฮู้ระยะและพิกัดของคอมพิวเตอร์แล้ว”

กล้ายทำสัญญาณมือให้อีกสองตนหนึ่งคนค่อยๆคลานถอยจากที่ซ่อนออกไปยังที่ว่างด้านหลังม่านซึ่งคงจะใช้สำหรับเตรียมการแสดง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทำสัญญาณมือให้น้ำว้าและจ้าดไปซ่อนอยู่ในหลืบตู้ ขณะเธอและหมิงถอยไปซ่อนอยู่ระหว่างมุมเสา ก่อนจะเรียกแลปทอปออกมาจากอุปกรณ์เก็บอาวุธที่สายเพิ่งจะทำให้ใหม่เอี่ยม มันเป็นแลปทอปประสิทธิภาพต่ำที่เหลือค้างอยู่ที่ดอยสูง แต่อย่างน้อยมันก็เชื่อมต่อเครือข่ายและสามารถ “สิง” อีกเครื่องหนึ่งได้ไม่ยาก เด็กสาวผมหางม้าพรมนิ้วสั่งให้มันจับตามองคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เปิดเครื่องอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เมื่อไหร่ที่สัญญาณเครื่องของประจิมโผล่ขึ้นมาล่ะก็เสร็จแน่

 

“นี่แหละ !

ทันทีที่มีสัญญาณในระยะ กล้ายก็ป้อนคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ของเธอเข้าควบคุมฝ่ายตรงข้ามทันที เธอลองแอบเปิดโปรแกรมเว็บแคมโดยซ่อนหน้าจอเอาไว้ แล้วก็ยิ้มออกเมื่อเห็นว่ามันแสดงภาพของห้องประชุมมองจากหน้าห้อง อันแปลว่ามันเป็นเครื่องของประจิมจริงๆ

 

เด็กสาวรีบใส่คำสั่งและโอนข้อมูลไฟล์นำเสนอที่พวกเธอเตรียมทำไว้ตั้งแต่หลายคืนก่อนเข้าไปในเครื่อง ตั้งโปรแกรมให้มันแจ้งเตือนทางโทรศัพท์มือถือของเธอทันทีหากประจิมเริ่มเอ่ยถึงหรือมีข้อความใดๆบนหน้าจอที่เกี่ยวกับวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำรัฐอื่น เพื่อที่จะได้สั่งให้มันแสดงผลก่อนที่ความลับเหล่านั้นจะถูกเปิดเผย เด็กสาวดูจนแน่ใจว่าครบถ้วนไม่มีอะไรตกหล่นจึงพยักหน้าให้สัญญาณเผ่น

 

“หันก่อ บ่ได้ยากอะหยัง.....”

ตานีสาวผมหางม้ายั้งทั้งเสียงของตัวเองและขาที่กำลังจะยันตัวลุกจากใต้ยกพื้นเอาไว้ได้ทันท่วงทีเมื่อจู่ๆ ชายในเครื่องแบบสองคนก็เปิดประตูผางเข้ามาในห้อง ไรเฟิลจู่โจมประทับบ่าทั้งสองในท่าพร้อมยิง ทั้งสองมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังก่อนจะเริ่มสืบเท้าเดินอย่างช้าๆ ตรงเข้ามาในห้อง

 

เฮ้ย ทหารมาได้ไง....

เงียบกล้ายโทรจิตตอบกลับเพื่อนหนุ่มด้วยเสียงเฉียบขาดโดยไม่หันมามอง ด้วยกลัวว่าหัวของเธอจะชนเข้ากับคานรับน้ำหนักของเวทีที่พาดผ่านเหนือขึ้นไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

เด็กสาวหน้าเสือและหลานชายหมอผีใหญ่พร้อมใจกันกลั้นหายใจโดยไม่ได้นัดหมายเมื่อคนหนึ่งเดินมุ่งหน้าตรงเข้ามายังเวที แต่เสียงหัวใจที่โยนตัวกระแทกซี่โครงก็ยังดังโครมครามอยู่ในหูจนทั้งสองกลัวว่าทหารทั้งสองนายจะได้ยินด้วย หากเขารู้สึกถึงอะไรผิดปกติแม้สักนิด หรือแม้แต่ก้มลงมาดูล่ะก็ พวกเขาจบเห่กันแน่.....

 

แต่ดูเหมือนชะตาของพวกเขายังไม่ถึงฆาต ทหารนายนั้นเดินเลยผ่านไป อึดใจต่อมา ทั้งสองนายก็เร่งรีบออกไปจากห้อง สี่สหายร่วมรบนิ่งรอดูสถานการณ์อยู่อีกเกือบห้านาทีเต็มๆ แต่เมื่อไม่มีใครเข้ามาอีก สามตนหนึ่งคนก็ค่อยๆลุกออกจากใต้เวทีอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินกระย่องกระแย่งออกจากห้องหลังเวที

 

“ทหารถือปืนเข้ามาได้ไงกัน” จ้าดกระซิบถามซ้ำขณะทั้งสี่กำลังเดินไปตามทางเดินมืดๆ ที่จะนำไปสู่ประตูด้านหลังของหอประชุมอันเป็นทางที่พวกเขาเข้ามา “พวกผู้นำเข้ามาแล้วแบบนี้ไม่น่า....”

“บอกให้เงียบ แล้วก็บอกให้พูดเป็นรหัสไง !

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมดุเพื่อนหนุ่มเสียงเขียวผ่านหูฟังอีกครั้ง แต่ในใจของเธอก็สงสัยสิ่งเดียวกัน ในเมื่อประธานรัฐทั้งหลายเข้ามากันแล้ว ทหารที่ถืออาวุธหนักอย่างไรเฟิลจู่โจมก็ควรจะออกไปอยู่ข้างนอกในที่ประชุมควรจะเหลือแต่ทหารที่ถืออาวุธเบาเพื่อลาดตระเวนหรือรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่นี่ทั้งสองนายเมื่อครู่ก็ดูจะไม่ได้ลาดตระเวนเฉยๆเสียด้วย แล้วพวกเขามาอยู่ในที่นี้ได้ยังไง และมาทำไม....

 

หรือว่าแผนสับเปลี่ยนตัวพนักงานของพวกเธอจะแตกเสียแล้ว

 

“หลบก่อน !

หมิงผู้เดินนำอยู่หน้าสุดของกลุ่มคว้าข้อมือกล้ายก่อนจะหลบวูบเข้ามุมเสา จ้าดกับน้ำว้ารีบหลบตามแทบไม่ทัน วินาทีต่อมา ทหารอีกสี่นายก็เดินผ่านพวกเขาไปตามทางเดินเส้นหลักของหอประชุมห่างออกไปเพียงไม่ถึงสี่เมตรเบื้องหน้า ทั้งสี่ติดอาวุธไรเฟิลจู่โจมเช่นเดียวกับทหารสองนายแรก สามตนหนึ่งคนรอด้วยใจระทึกว่าทั้งสี่นายจะผิดสังเกตหรือได้ยินเสียงอะไรหรือไม่ แต่ทหารเหล่านั้นก็ไม่ได้ย้อนกลับมา

 

“อะไรเนี่ย เดินกันว่อนเลย” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว ”แล้วจะหลบออกไปยังไงเนี่ย”

”เปิ้นอาจสิแค่เดินตรวจเสยๆก็ได้เด๊”

”เดินตรวจอะไรถืออาวุธครบมือพร้อมยิงแบบนี้ล่ะ”

”เอื้อยกล้าย ใช้โปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณหาทางออกไปบ่ดีกว่าก๋า” ตานีน้อยผมสั้นเสนอ เธอไม่ได้พูดเป็นรหัสแล้ว แต่ดูเหมือนยามนี้รุ่นพี่สาวของเธอก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน

“อื้ม เดี๋ยวลองดู”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมควักมือถือขึ้นมาเปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณทันที อันที่จริงเธอไม่ค่อยอยากใช้มันเท่าไหร่นัก เพราะพนักงานที่ดีคงไม่เล่นมือถือในระหว่างเวลางานแน่ๆ แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก หากเดินมะงุมมะงาหราต่อไปพวกเธออาจไปจ๊ะเอ๋กับทหารเข้าเมื่อไหร่ก็ได้ และเมื่อนั้นหน้ากากพนักงานดีเด่นก็คงช่วยอะไรไม่ได้....

 

แต่เมื่อผลการสแกนปรากฏขึ้น ทั้งตานีสาวผมหางม้าและหลานชายหมอผีใหญ่ผู้ชะเง้อข้ามไหล่เธอมาดูด้วยก็ต้องเบิกตากว้างอย่างสยองขวัญ ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ จุดสีน้ำเงินอมม่วงซึ่งแทนพลังงานวิญญาณของมนุษย์กระจุกกันแน่นจนเกือบจะมองดูเหมือนก้อนขยุกขยุยขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบครึ่งหน้าจอห้านิ้ว

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลองซูมเข้าไปที่ตำแหน่งห้องประชุม กดปิดการแสดงผลของพลังงานวิญญาณทั้งหมดที่อยู่ด้านในก่อนจะซูมออกมาอีกครั้ง แต่จำนวนพลังงานวิญญาณก็ไม่ได้น้อยลงมากนัก ตานีสาวรู้ว่าคงไม่มีใครจะอยู่ในหอประชุมขณะกำลังมีการประชุมที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยสูงสุดนอกจากทหารไม่ก็พนักงานบริการ แต่พนักงานบริการก็คงไม่เยอะขนาดนี้ และพนักงานก็ควรจะไปอยู่ประจำตำแหน่งของตัวเอง ไม่ในครับก็ตามจุดบริการ ไม่ใช่เดินไปเดินมาตามทางเดินหรือยืนขวางทางเข้าออกกันแบบนี้ ชัดแล้ว ทหารกำลังล้อมพวกเธออยู่ทุกทิศทุกทาง และไม่ใช่สิบหรือยี่สิบนาย แต่เป็นร้อย.....

 

“หวาย....” เสียงครางจากเบื้องหลังบอกให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรู้ว่าเพื่อนหนุ่มก็วิตกไม่ต่างจากเธอ

“แต่จะว่าไป ถ้าหมู่เฮาออกจากเขตศูนย์ประชุมชั้นในนี่ไปจนถึงที่ที่พนักงานทั่วๆไปเปิ้นอยู่กันได้ก็บ่น่าจะมีปัญหาแล้วเน่อ จะไดหมู่เฮาก็ปลอมตัวกันอยู่แล้ว”

“เอ้ย ไม่ดีมั้ง” หลานชายหมอผีใหญ่หรี่ตา “กล้วยวางแผนมาให้แบบนั้นก็จริง แต่นั่นมันในกรณีปกติ แล้วเราก็กำลังสังหรณ์ว่ามีอะไรไม่ปกติอยู่นา”

“แต่หมู่เฮาก็อยู่ตรงนี้ต่อไปบ่ได้เหมือนกันเน่อ” กล้ายแย้งกลับ “อยู่ตรงนี้ก็บ่แม่นว่าทหารจะหาหมู่เฮาบ่เจอ แล้วประจิมเปิ้นก็อาจจะอู้เรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์ขึ้นมาเมื่อได๋ก็ได้ ถ้าหมู่เฮายังอยู่ในนี้ข้าก็เปิดไฟล์แฉความลับเปิ้นบ่ได้เน่อ”

“จังไสระยะทางมันก็บ่ได้ไกลอยู่แล้วนี่จ้าด จากตรงนี้ไปถึงครัวหรือว่าจุดรับของ” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำเสริมหลังจากชะโงกมาดูหน้าจอมือถือในมือเพื่อนสาว “รีบๆไปอย่างที่กล้ายเว้าน่าสิดีกว่าเน่อ”

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาหรือหมู่ทหารจะยะอะหยังหมู่เฮาแต๊ๆก็ค่อยคึดกันอีกที อย่างน้อยหมู่เฮาก็เหลือทางสุดท้ายอยู่”

“จะดีเร้อแบบนั้น.....” เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะแห้งๆ “แต่เอาเหอะ เอาไงก็เอากัน”

“จะอั้นก็ หมิง เดี๋ยวข้านำเอง ตามมาช้าๆ เตรียมหลบทุกเมื่อเน่อ”

 

หน่วยปฏิบัติการลับทั้งสี่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อนอย่างแผ่วเบาราวกับแมว กล้ายย่องนำไปมองซ้ายมองขวาตรวจสอบทางเดินที่ทหารสี่นายเพิ่งจะผ่านไป พวกเขาหายไปแล้ว คงจะเลี้ยวเข้าทางเดินอื่นหรือไม่ก็เข้าไปตรวจค้นห้องไหนสักห้อง กล้ายทำสัญญาณมือเรียกให้สหายร่วมรบอีกสองตนหนึ่งคนตามเธอมา ก่อนที่ทั้งสี่จะเดินแถวเรียงหนึ่งชิดผนังออกไป ครัวหลักของตึกนี้อยู่ห่างออกไปอีกเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตร ถ้าไปถึงที่นั่นได้ก็กลมกลืนออกไปกับพนักงานธรรมดาได้ไม่ยาก.....

 

“เอ๊ะ....”

แต่ดูเหมือนแผนจะไปได้ไม่สวยอย่างที่คิด ห้องครัวอันกว้างขวางที่ควรจะมีพนักงานเตรียมอาหารกลางวันกันอย่างขะมักเขม้น หรืออย่างน้อยก็มาจัดเตรียมจัดเรียงขนมของว่างสำหรับช่วงพักที่กำลังจะมาถึงในอีกราวครึ่งชั่วโมง ยามนี้กลับว่างเปล่า มีเพียงเครื่องครัววางอยู่ไม่กี่ชิ้น มิหนำซ้ำเครื่องครัวเหล่านั้นยังสะอาดเอี่ยม เตาทุกเตาก็ดับสนิท แม้แต่พัดลมระบายอากาศหรือฮีตเตอร์ก็ไม่ได้เปิดใช้งานเลยสักตัว กล้ายจำใจควักมือถือของเธอออกมาสแกนพลังงานวิญญาณอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยืนยันผลลัพธ์ที่เห็น นั่นคือนอกจากพวกเธอแล้วก็ไม่มีพลังงานวิญญาณใดๆ อยู่ในเขตห้องครัวนี้เลยแม้สักตนเดียว แล้วพนักงานหายไปไหนกันหมด

 

หรือว่าแผนจะแตกแล้วจริงๆ.....

 

“กล้าย ไปเหอะ” เด็กหนุ่มหน้าดุเร่งเพื่อนสาวเมื่อเห็นว่าเธอชักจะยืนอึ้งนานเกินกว่าเหตุ

“เดี๋ยว บ่ฮู้สึกบ้างก๋าว่ามันผิดปกติ” ตานีสาวผมหางม้าย้อนถาม

“รู้” จ้าดตอบเน้นเสียง “แต่มัวยืนอยู่แบบนี้เดี๋ยวทหารก็มาเจอเข้าพอดี ยิ่งเราไม่มีพนักงานให้เนียนไปด้วยแล้วนะ”

“ก็ได้ ถ้าจะอั้นก็ไปเหอะ”

“เดี๋ยวเด๊กล้าย”

“อะหยังอีกล่ะบ่าสมิงบ้าพลัง”

“เฮาว่าใซ้แผนสองเลยบ่ดีกว่าบ่” หมิงเสนอ “บ่มีพนักงานอยู่ในนี้แล้ว ถ้าพวกเฮาย่างออกไปเสยๆ เฮาว่าจังไสก็ผิดสังเกตเด๊”

“จะอั้นก๋า”

 

กล้ายขมวดคิ้วเม้มปาก สมองชั่งน้ำหนักระหว่างสองทางเลือกอย่างรวดเร็ว แผนสองกำหนดเอาไว้ว่าหากแผนหลัก ซึ่งก็คือเนียนหลบออกจากหอประชุมไปพร้อมๆกับพนักงานคนอื่น แล้วออกจากพื้นที่ศูนย์ประชุมด้วยรถบรรทุกของบริษัทขนมไปยังทิลต์โรเตอร์ที่จอดทิ้งไว้ในโหมดพรางตัวอยู่ในป่าข้างนอก เกิดทำไม่ได้เนื่องจากพวกเธอถูกจับได้หรือเสี่ยงที่จะถูกจับได้ตั้งแต่อยู่ในหอประชุม ให้พวกเธอหลบออกจากหอประชุมด้วยทางออกสำรอง ค่อยๆลัดเลาะไปตามอุโมงค์ท่อระบายน้ำจนถึงโรงบำบัดน้ำเสียที่อีกฟากหนึ่งของพื้นที่ศูนย์ประชุมใกล้ๆกับที่จอดทิลต์โรเตอร์ แล้วค่อยหาทางเล็ดลอดออกจากพื้นที่ศูนย์ประชุมอีกที

 

แผนสองดูจะปลอดภัยกว่าแผนหลักมากในตอนนี้ แต่ก็เสียเวลากว่ามากเช่นกัน ยิ่งเมื่อประจิมอาจจะพูดถึงวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำรัฐอื่นออกมาเมื่อไหร่ก็ได้เช่นนี้ หากพวกเธอยังใช้แผนหลักได้ก็น่าจะดีกว่า แต่นั่นก็หมายความว่าต้องเสียงเดินผ่านทหารที่ประจำอยู่หน้าทางออกในระยะประชิดไร้ที่กำบัง และยังอาจจะถูกค้นตัวเสียด้วย หากผ่านไปได้ง่ายๆเหมือนตอนเข้ามาก็ดีไป แต่ถ้าโดนจับได้ล่ะก็ พวกเธอคงได้โดนรุมยิงพรุนเป็นรังผึ้งตั้งแต่ยังไม่ทันได้ควักอุปกรณ์เก็บอาวุธของอุ๊ยสายออกมาแน่ๆ

 

แต่แล้ว การประชุมเพื่อพิจารณาทางเลือกในสมองของตานีสาวผมหางม้าก็มีอันต้องสะดุดหยุดลง เมื่อจู่ๆ ทหารติดอาวุธครบมือสี่ห้านายปรากฏตัวขึ้นที่ประตูอีกด้านหนึ่งของครัวห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตร

 

“เฮ้ย ใครน่ะ !?

“ซวยแล้ว....”

“นิ่งไว้บ่าจ้าดง่าว เปิ้นอาจจะยังบ่ผิดสังเกตก็ได้” กล้ายกระซิบดุเพื่อนหนุ่มเสียงเขียว เธอส่งสายตาปรามสมิงสาวและตานีน้อยผมสั้นด้วยเช่นกัน ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าทหารซึ่งยามนี้ยกปืนขึ้นประทับบ่าแล้ว “ขอโทษค่ะ พวกเราเอาของมาส่งแล้วไปห้องน้ำมา.....”

“ไม่ต้องพูดมาก ยกมือขึ้นทั้งสองข้าง พวกคุณโดนสอบสวนยาวแน่”

“เอาไงล่ะทีนี้” หลานชายหมอผีใหญ่กระซิบรัวเร็วถามตานีสาวผมหางม้าซึ่งบัดนี้ก็เริ่มหน้าซีดแล้ว

“บอกให้ยกมือขึ้น ไม่งั้นจะยิง !

“กล้าย !” หมิงก็เริ่มหวั่นๆขึ้นมาบ้างแล้ว เธอรีบยกมือขึ้น แต่เด็กสาวหน้าเสือก็รู้ดีว่าถ้าโดนจับไปจริงๆ พวกเธอก็โดนยิงอยู่ดี

“แผนสอง” เด็กสาวผมหางม้ากระซิบช้าๆ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวอยู่ภายใต้คอนแทกเลนส์จับจ้องทหารทั้งสี่นายที่ค่อยๆสืบเท้าใกล้เข้ามา “ข้านับถึงสามก็ก้มต่ำไว้แล้วออกจากห้องหื้อเร็วที่สุดเลยเน่อ”

“แบบนั้นมันก็ยิงเราพรุนสิ !

“เปิ้นบ่กล้ายิงในนี้หรอก ยิงทีประธานรัฐได้เผ่นกันหมด แล้วตรงนี้ก็มีหัวแก๊สด้วย เอาล่ะ ตกลงตามนี้เน่อ หนึ่ง สอง สาม !

 

ขาดเสียงนับของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม สี่สหายร่วมรบก็ผลุบหัวลงใต้เคาน์เตอร์ครัวก่อนจะใส่เกียร์หมาคิกดาวน์เผ่นหนีกลับออกไปตามทางเดินด้านนอก คราวนี้กล้ายคิดถูก ไม่มีเสียงปืนดังไล่หลังพวกเขามาเลยแม้สักนัดเดียว มีเพียงเสียงรองเท้าบู๊ตคอมแบตหนักๆที่วิ่งกันสับสน เสียงวิทยุขอกำลังเสริม และเสียถ้วยถังกะละมังหม้อที่โดนชนร่วงลงพื้นดังโครมครามแสบแก้วหูเท่านั้น

 

“ทางออกนั่นอยู่ไสนะกล้าย !?” สมิงสาวร้องถามแข่งกับเสียงฝีเท้าของทั้งพวกเธอและทหารเบื้องหลัง

“อีกราวๆห้าสิบเมตร” กล้ายร้องตอบ ก่อนจะตะเบ็งเสียงดังขึ้นอีก “มันเป็นห้องระบบปรับอากาศ หนีไปตามท่อแอร์กัน !

“ได้ !

 

ไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งสี่ก็มาถึงที่หมาย กล้ายกระชากประตูเหล็กบานใหญ่เปิดออก มันเป็นห้องมืดสลัว แสงสว่างรำไรจากหน้าต่างบานเล็กที่เปิดแง้มเอาไว้จากด้านหนึ่งของห้องส่องให้เห็นเครื่องจักรและระบบท่อแอร์ขนาดเกือบจะสองคนโอบ จ้าดกระชากประตูสำหรับซ่อมบำรุงที่ติดอยู่กับท่อแอร์เปิดออก ไอเย็นพุ่งพรวดออกมาทันที เด็กหนุ่มพุ่งไปที่ช่องนั้น มันใหญ่กว่าตัวเขาเพียงเล็กน้อยและเบียดกับแขนจนเจ็บ แต่เขาก็ดันตัวออกไปจนได้ ก่อนจะตามด้วยน้ำว้า หมิง และปิดท้ายด้วยกล้าย และทันทีที่ขาของตานีสาวพ้นจากช่องนั้น ประตูห้องระบบปรับอากาศก็เปิดผางออกอีกครั้ง คราวนี้ด้วยส้นรองเท้าคอมแบต

 

“พวกมันหายไปแล้ว !” ทหารคนที่ถีบประตูอ้าปากค้าง

“ไอ้ปื๊ด อย่าโง่” เพื่อนทหารอีกคนตบเกรียนชายหนุ่มเคราะห์ร้ายดังเพียะ “ไม่เห็นรึไงว่าหน้าต่างเปิดอยู่ พวกมันต้อง....”

“เอ็งนั่นแหละอย่าโง่” ชายอีกคนที่ติดเครื่องหมายบั้งบอกยศจ่าเหวี่ยงมือหมายตบเกรียนทหารใหม่อวดฉลาด โชคดีที่เขาย่อตัวลงหลบได้ทันท่วงที ซึ่งจ่าก็ไม่ได้สนใจจะตบซ้ำ “พวกมันจะหนีออกไปข้างนอกทำไม ทหารตั้งเยอะแยะ หนีไปก็ไม่รอดหรอก พวกมันต้องหนีไปทางท่อแอร์แน่ ไป กระจายกำลังกันเข้าไปในท่อแอร์ หมู่หนึ่งเข้าไปทางนี้ หมู่สองไปดักทางตะวันออก หมู่สามไปดูช่องแอร์ใหญ่ทางใต้ หมู่สี่กลับไปเฝ้าทางออกทุกทางไว้ อย่าให้ใครออกไปได้เด็ดขาด ไป !

 

เสียงคอมแบตดังกันสับสนอีกครั้งเมื่อเหล่าทหารต่างแยกย้ายกันไปตามคำสั่งจ่า แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าที่อีกฟากหนึ่งของกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก ข้าศึกทั้งสี่ต่างกำลังหัวเราะกับความโง่ของเขาอยู่.....

 

“ขุดหลุมหลอกนิดเดียวก็ตกหลุมซะแล้วเน่อ” น้ำว้าหัวเราะคิก เธอนั่งคุกเข่าหลบอยู่หลังพุ่มไม้หนาข้างๆตัวตึกบุหินอ่อนของแฮร์เมสฮอลล์ซึ่งมีหิมะปกคลุมดูเหมือนไอศกรีมถั่วดำราดนมข้นหวาน “โง่แต๊ๆ”

“ในสภานการณ์จะอั้นเป็นผู้ได๋ก็ต้องคึดว่าหนีไปตามท่อแอร์ทั้งนั้นแหละ ดีบ่ดีถ้าเป็นหมู่เฮาก็อาจจะคึดจะอั้นด้วยเหมือนกัน” เด็กสาวผมหางม้าผู้นั่งแนบตัวกับผนังคอนกรีตอยู่ข้างๆปรามรุ่นน้องสาว เธอดูจนแน่ใจว่าไม่มีทหารคนไหนแตกแถวตามออกมาจึงพูดต่อ “โอเค ไปต่อกันดีกว่า”

 

ทางลงท่อน้ำที่ใกล้ที่สุดอยู่แทบจะข้างๆตัวจ้าดนี่เอง หมิงและกล้ายคลานเข่าลุยหิมะมาช่วยเพื่อนหนุ่มเปิดฝา มันหนักมาก ทั้งสามค่อยๆยกมันออก กลิ่นน้ำสกปรกโชยขึ้นมาเตะจมูก จ้าดมองเพื่อนสาวทั้งสองราวจะถามย้ำ เพราะเขาเองก็คัดค้านไอเดียนี้มาตั้งแต่ตอนนั่งวางแผนกันที่ดอยสูงแล้ว แต่ทั้งกล้ายทั้งหมิงไม่ได้มองตอบ ทั้งสองยัดขากางเกงชุดพนักงานซึ่งตัดด้วยผ้ากันน้ำลงไปในรองเท้าบู๊ต ก่อนจะหย่อนตัวลงไปในท่อทันที

 

“อื้อหือ เหม็นกว่าที่คิดแฮะ”

หลานชายหมอผีใหญ่บ่นเมื่อลงมาถึงท่อหลักเป็นคนสุดท้าย มันกว้างเกือบสี่เมตรและสูงพอที่เขาจะเดินได้โดยไม่ต้องก้มหัว แต่น้ำสีไม่เจริญหูเจริญตาก็ท่วมขึ้นมาเกือบเกินขอบรองเท้าบู๊ต ไม่ใช่แค่น้ำ แต่ยังมีเศษอาหารและสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆลอยเอื่อยๆมาเป็นเมือกเสียด้วย ส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งตลบจนแทบหายใจไม่ออก

 

“สำออย เป็นป้อจายแน่ก๋า” กล้ายกัดทันที เธอเรียกไรเฟิลจู่โจมคู่กายออกมาจากที่เก็บอาวุธก่อนจะดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงดังแกร๊ก มันก้องสะท้อนไปตามผนังอุโมงค์ราวกับมีกล้ายสักสิบตนดึงคันรั้งพร้อมๆกัน

“เจ๊ไม่ต้องหายใจเจ๊ก็พูดได้สิครับ”

“ดูหมิงสิ เปิ้นก็หายใจ สัมผัสเปิ้นก็ไวกว่ามนุษย์ตั้งหลายเท่า เปิ้นยัง....”

 

เสียงของตานีสาวผมหางม้าขาดหายไปในลำคอเมื่อเห็นเพื่อนสาวแทบจะลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ในน้ำครำ ใบหน้าละม้ายเสือฉายแววผะอืดผะอมสุดขีด แก้มที่มีลายขาวดำแต้มบัดนี้แทบจะกลายเป็นสีเขียว ริมฝีปากบางเม้มแน่น พยายามกลั้นอะไรบางอย่างที่กำลังพยายามดันตัวขึ้นมาตามหลอดอาหารอย่างสุดชีวิต

 

“หมิง....!?

กล้ายกรากเข้าไปหาเพื่อนสาวทันที มือลูบหลังลูบไหล่ก่อนจะเรียกหน้ากากกันแก๊สพิษออกมาสวมให้เธอ ขณะหลานชายหมอผีใหญ่ส่ายหัวดิก

“เฮ้อ ให้มันได้แบบนี้สิ.....”

“หน้ากากมีอันเดียว นายทนไปหน่อยละกัน”

“คร้าบ รู้อยู่แล้วคร้าบ ไม่หวังให้เจ๊เอามาเผื่อผมหรอกคร้าบ” จ้าดลากเสียงอย่างเซ็งๆ ปนอยากกวนส้นเพื่อนสาว จริงๆแค่มีหน้ากากกันแก๊สพิษอยู่ในที่เก็บอาวุธของสายก็ทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจได้แล้ว เพราะทั้งสาวๆตานีและทั้งอีกสองผีสาวไม่จำเป็นต้องหายใจ จึงไม่น่าจะมีหน้ากากกันแก๊สอยู่ในสต๊อกอุปกรณ์ของดอยสูงเลยด้วยประการทั้งปวง “แล้วนี่น้ำว้าไปไหนเนี่ย เมื่อกี้ลงมาก่อนเราอีกไม่ใช่เหรอ”

“อยู่นี่ !” เสียงตานีน้อยผมสั้นดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงย่ำน้ำโครมคราม “ไปติดตั้งอะหยังมานิดหน่อย”

“อะหยังที่ว่านี่มันอะหยังกันล่ะ”

“อ้ายจ้าดบ่ต้องฮู้หรอก ภาวนาหื้อหมู่เฮาบ่ต้องใช้มันก็พอ”

 

โดนรุ่นน้องสาวตัดบทเข้าเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจไม่ถามต่อ เขา หมิงและน้ำว้ารับอาวุธจากตานีสาวผมหางม้าผู้ถือที่เก็บอาวุธอยู่ ก่อนที่ทั้งสี่จะเดินย่ำน้ำครำไปตามท่อที่แทบจะมืดสนิท มีเพียงไฟสลัวๆที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกส่องทางเป็นระยะๆ เท่านั้น แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็คิดว่ามืดๆแบบนี้น่าจะดีกว่า เขาไม่ได้อยากเห็นอะไรต่อมิอะไรในนี้สักเท่าไหร่นัก

 

“พวกเฮาต้องย่างไปอีกไกลเท่าได๋” หมิงถาม เสียงของเธออู้อี้อยู่ในหน้ากาก อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเธอก็ดูดีขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้อย่างเห็นได้ชัดแม้อยู่ในความมืด

“สามกิโลได้มั้ง”

 

กล้ายเปิดดูแผนที่ดาวเทียมจากมือถือก่อนจะตอบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง อุโมงค์ท่อน้ำแห่งนี้นับได้ว่าซับซ้อน มีสาขาแยกย่อยออกไปแทบจะทุกยี่สิบเมตร ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับท่อระบายน้ำของศูนย์ประชุมขนาดใหญ่เช่นนี้ ประตูเหล็กฝังอยู่ในผนังคอนกรีตเป็นระยะ คงจะเอาไว้ใช้ซ่อมบำรุงหรือเก็บอุปกรณ์ น้ำว้ายิ้มกริ่ม ตรงตามที่สำรวจมา แบบนี้เธอก็ใช้ไม้ตายของเธอได้เต็มที่แล้ว.....

 

แต่ก็อย่างที่บอกรุ่นพี่หนุ่มไป ถ้าไม่ต้องใช้มันได้เป็นดีที่สุด.....

 

 

“และนี่.... คือมาตรการที่รัฐของเราใช้ในการจัดการปัญหาเรื่องตานีครับ”

เหนือขึ้นไปเกือบยี่สิบเมตร ประจิมจบบทแรกของการนำเสนอลง นักการเมืองร่างสูงกวาดตามองผู้ฟังของเขา บางคนขมวดคิ้ว บางคนก็ซุบซิบกับผู้ติดตามหรือประธานรัฐอื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แต่มีไม่น้อยที่ปรบมือให้เขาด้วยสีหน้าชื่นชมในฐานะที่เขาเป็นประธานเมืองผู้กล้าเสี่ยงต่อกรกับเผ่าพันธุ์เหนือธรรมชาติเพื่อพลเมืองของเขา ชายวัยกลางคนกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ มีคนคล้อยตามมากกว่าที่เขาคิด แบบนี้งานของเขาก็จะยิ่งง่ายขึ้น.....

 

“เอาล่ะครับ หลังจากนี้จะเป็นเวลาพักดื่มกาแฟและอาหารว่างสิบนาที ของว่างเตรียมพร้อมรอทุกท่านอยู่ข้างนอกแล้ว หรือถ้าท่านใดมีคำถามหรือต้องการจะสอบถามผม ก็ขอเชิญได้เลยนะครับ หลังจากพัก เราจะเข้าสู่สาระสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้กันครับ”

 

 

“เดี๋ยว”

จู่ๆ สมิงสาวก็ดึงเสื้อของกล้ายผู้เดินอยู่หน้าสุด ยังผลให้ตานีน้อยผมสั้นและหลานชายหมอผีใหญ่ที่เดินตามกันมาติดๆ ชนพลั่กกันเป็นลูกโซ่จนแทบจะล้มกลิ้งไปคลุกน้ำครำกันทั้งทีม

 

“หยุดทำไม....”

“ชู่ !” เด็กสาวหน้าเสือรีบส่งเสียงห้าม “บ่ได้ยินเสียงบ่”

“เสียง ?” น้ำว้าเลิกคิ้ว “เสียงอะหยัง.....”

 

คำตอบมาถึงทันใจ แสงไฟวอบแวบปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมๆกับเงาคนนับสิบคน และถ้ากล้ายตาไม่ฝาด พวกเขาก็ถือไรเฟิลจู่โจมกันทุกคน ที่แย่กว่านั้น ฝ่ายตรงข้ามก็ดูเหมือนจะเห็นพวกเธอแล้ว เพราะปืนทุกกระบอกถูกยกขึ้นประทับบ่า.....

 

“หมอบ !

“เฮ้ย เดี๋ยว หมอบตรงนี้เนี่ยนะ !?

แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยอมทิ้งตัวลงกับพื้นแต่โดยดีแม้นั่นจะหมายถึงแทบจะต้องเอาปากลงไปจุ่มน้ำโสโครกสีน้ำตาลเกือบดำนั่น แต่น้ำครำเข้าปากก็ยังดีกว่ากระสุนเข้าหัวใจหรือสมอง เสี้ยววินาทีต่อมา เสียงปืนก็ดังแสบแก้วหูพร้อมๆกับกระสุนนับร้อยที่ปลิวว่อนในอากาศ หลายนัดเฉี่ยวเหนือหัวเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

“อยู่จะอี้ต่อได้โดนยิงแน่” กล้ายขบกรามกรอด เธอพยายามแนบตัวติดพื้นลื่นๆ ให้มากที่สุดขณะมือเหนี่ยวไกยิงโต้กลับไปบ้าง “เข้าไปในห้องนั่น เดี๋ยวข้ายิงกดหื้อเอง !

“ได้ !

 

กล้ายกระหน่ำยิงรวดเดียวหมดแม็กสี่สิบนัด ขณะอีกสามสหายร่วมรบตะเกียกตะกายจนน้ำกระจายขึ้นฝั่งไปกระชากประตูเหล็กเปิด ข้างในเป็นห้องเล็กๆที่มืดพอๆกับข้างนอก แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะกันกระสุนได้มากกว่า

 

“เอื้อยกล้ายเข้ามาเร็ว ข้าเจ้าจะใช้บ่าอันนั้น !

“บ่าอันนั้น ?”

จ้าดขมวดคิ้วทวนคำ แต่ตานีน้อยไม่ตอบ และเขาก็ไม่ต้องการคำตอบ ตานีน้อยดันประตูให้เปิดค้างไว้ขณะหลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวช่วยกันกราดยิงคุ้มกันกล้ายผู้ตะเกียกตะกายตามขึ้นมาเป็นตนสุดท้าย และเมื่อรองเท้าบู๊ตของกล้ายพ้นวงกบประตู เด็กหญิงก็กระแทกประตูปิดโครมก่อนจะสับกลอนแน่นหนา

 

“ประตูแค่นี้จะหนาพอก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามรัวเร็ว เสียงคอมแบตย่ำน้ำดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว แถมยังมีเสียงเฟี้ยวเหมือนกระสุนเฉี่ยวผิวเหล็กเป็นระยะเสียด้วย

“ควรจะพอเจ้า อยู่หื้อห่างๆประตูหน่อยละกัน”

“เดี๋ยว แล้วไอ้บ่าอันนั้นนี่มันคืออะไรกัน !?

“ปิดหูเอาไว้ละกันเน่อ”

 

เด็กหญิงผมสั้นหยิบก้อนกลมๆออกมาจากกระเป๋า มันมีปุ่มสีแดงเพียงปุ่มเดียวติดอยู่ เด็กหนุ่มตระหนักว่ามันคืออะไรก่อนที่รุ่นน้องสาวจะกดมันเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที....

 

อุโมงค์ท่อระบายน้ำสะเทือนเลื่อนลั่นจนสี่สหายร่วมรบล้มทั้งนั่งคุกเข่าลงไปกองกับพื้นเมื่อดินระเบิดทำลายล้างสูงปะทุเปรี้ยง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวกระแทกเข้ามาในแก้วหูจนลั่นวิ้งแม้หลานชายหมอผีใหญ่จะอุดหูเอาไว้แน่นแล้วก็ตาม คลื่นกระแทกความเร็วเหนือเสียงที่ทวีคูณด้วยผนังอุโมงค์อัดประตูเหล็กจนเว้าเข้ามาในห้อง ก่อนที่มันจะถูกแรงดูดอากาศ*ดึงกลับออกไปจนบิดเบี้ยวยับยู่ยี่ราวกับทำด้วยกระดาษ โชคยังดีที่ล็อกและบานพับแข็งแรงพอจะรั้งมันไม่ให้หลุดจากกรอบ ไม่เช่นนั้นเหยื่อระเบิดอาจไม่ได้มีเพียงทหารข้างนอก แต่รวมจ้าดและหมิงด้วย....

 

“น้ำว้าติดไว้จักลูกเนี่ย” หมิงเอ่ยขึ้นเป็นตนแรกหลังจากเสียงกึกก้องที่สะท้อนกลับไปกลับมาหลายรอบเงียบลงแล้ว แก้วหูที่ไวกว่ามนุษย์หลายเท่าของเธอยังอื้ออึงจนแม้แต่เสียงของตัวเองก็ยังได้ยินเพียงอู้อี้

“ลูกเดียว แต่ดินระเบิดเยอะอยู่” เด็กหญิงผมสั้นยืดอกน้อยๆอย่างภูมิใจ มีโอกาสไม่กี่ครั้งนักที่ความสามารถด้านวัตถุระเบิดอันเป็นไม้ตายที่หน่วยอาวุธระยะใกล้ภาคภูมิใจจะได้ออกโรง “น่าจะกวาดได้ทั้งท่อ แต่ออกไปก็อย่ามองละกันเน่อ สภาพศพคงบ่สวยนักหรอก”

“ไม่โหดไปหน่อยเหรอเนี่ย.....”

“ยะหยัง เกิดสงสารทหารข้างนอกขึ้นมาก๋า” กล้ายหรี่ตา

“เปล่า แต่ไหนว่ายมทูตจ้องจะเล่นงานอยู่ไง ฆ่ามนุษย์ตายเป็นเบือแบบนี้จะดีเร้อ....”

“หรือนายอยากออกไปดวลปืนสิบต่อหนึ่งกับหมู่เปิ้น”

“เออๆ โอเค เข้าใจละ” หลานชายหมอผีใหญ่ตัดบท “ถ้างั้นก็รีบไปต่อเหอะ เดี๋ยวทหารได้แห่กันลงมาแหง”

 

 

 

เหนือขึ้นไปบนพื้นดิน เหล่าทหารจากนานารัฐที่ประจำกันอยู่นอกม่อนแป้งแฮร์เมสฮอลล์ต่างต้องรีบประทับปืนเข้าร่องไหล่เมื่อจู่ๆพื้นก็ส่งแรงกระแทกขึ้นมาที่ฝ่าเท้าราวกับแผ่นดินกำลังจะไหว วินาทีต่อมา ฝาท่อระบายน้ำเหล็กนับสิบๆฝาทั่วบริเวณรอบหอประชุมก็ลอยละลิ่วขึ้นฟ้าพร้อมๆกัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว มันก้องสะท้อนแนวเทือกเขาที่โอบล้อมม่อนแป้งกลับไปกลับมาหลายรอบ ดังพอที่จะได้ยินไปหลายกิโลเมตร

 

และแน่นอน ในม่อนแป้งแฮร์เมสฮอลล์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้จะบุด้วยวัสดุเก็บเสียงที่ดีเพียงใดก็ตาม

 

“เสียงอะไรน่ะ”

“ระเบิดเหรอ”

“เกิดอะไรขึ้น !?

“หรือว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย !?

 

ผู้นำรัฐและผู้ติดตามทั้งชายหญิงผู้เริ่มเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บ้างก็ติดต่อกับทหารหน่วยพิเศษของรัฐตัวเองที่ประจำการอยู่ข้างนอก ซึ่งข้อมูลที่ได้รับก็ไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย กะจิตกะใจของแต่ละคนดูจะไม่อยู่ที่การประชุมหรือประธานการประชุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ประธานการประชุมเองก็ไม่ได้ตระหนกน้อยไปกว่าผู้เข้าร่วมประชุมของเขาสักเท่าใดนัก

 

“วา ไอ้วา สถานการณ์เป็นยังไง รายงานมาเดี๋ยวนี้ !

นักการเมืองวัยกลางคนกระซิบกับไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ในปกเสื้อ แต่ไร้สัญญาณตอบรับ ประจิมหารู้ไม่ว่าลูกน้องคนสนิทของเขากลายเป็นศพนอนจมน้ำสีดำมะเมื่อมอยู่ในท่อน้ำเสียแล้ว.....

 

“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กรุณาอยู่ในความสงบ !” แม้จะยังไม่แน่ใจกับสถานการณ์ ประจิมก็จำต้องรักษาบรรยากาศเอาไว้ก่อน เขายังไม่ได้พูดเรื่องที่เขาต้องการพูดเลย “จากที่ผมได้รับงานมาจากหน่วยทหารรักษาความปลอดภัยของรัฐเวียงตาน เสียงเมื่อครู่นี้น่าจะเป็นเสียงของแก๊สตกค้างในท่อน้ำระเบิด** อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และศูนย์ประชุมม่อนแป้งของเราก็มีมาตรการลดความเสียหายโดยติดตั้งวาล์วลดความดัน ทำให้ถึงจะเกิดการระเบิด แต่ก็จะไม่เกิดความเสียหายต่อระบบท่อ และแน่นอน ต่อทรัพย์สินและชีวิตด้วย เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบก่อน เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงสำคัญของการประชุมครั้งนี้กันครับ”

 

ไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก ประธานรัฐทั้งหลายยังคงลังเลในความปลอดภัยของตัวเอง นักการเมืองเจ้าเล่ห์จึงย้ำอีกครั้ง

 

“ผมขอย้ำ ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบก่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านอยู่ในหอประชุมนี้ปลอดภัยที่สุดแล้ว ทหารของรัฐเวียงตานวางกำลังรักษาความปลอดภัยเอาไว้อย่างแน่นหนาและรัดกุม ไม่มีอะไรจะมาทำอันตรายท่านในนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย ตานี หรือว่าระเบิดแก๊สในท่อก็ตาม”

 

ดีขึ้นบ้าง แม้จะยังดูลังเลและระแวงภัย แต่ผู้นำรัฐส่วนใหญ่ก็ทยอยกลับเข้ามานั่งประจำที่ ยกเว้นก็แต่ประธานรัฐเชียงหลวงและรัฐป่าหมอกทางใต้ของเวียงตานเท่านั้นที่เข้ามาฉวยกระเป๋าเอกสารแล้วเดินออกจากห้องไปดื้อๆ แต่ประจิมก็ไม่ใส่ใจทั้งสองเช่นกัน สองคนนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่ปรบมือให้เขาหลังจากการนำเสนอช่วงแรกจบ แถมยังทำหน้าเหมือนสงสัยแกมไม่ไว้ใจเขาเสียด้วย ยังไงสองคนนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาอยู่แล้ว....

 

ชายวัยกลางคนดูจนเหล่าแขกผู้มีเกียรติของเขานั่งกันประจำที่และพร้อมที่จะฟังแล้วจึงเริ่มการนำเสนออีกครั้ง จอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่เหนือเวทีแสดงภาพหัวข้อของการนำเสนอช่วงที่สองทันทีที่นักการเมืองเจ้าปัญหากดปุ่ม และนั่นเรียกเสียงฮือฮาที่แฝงแววตระหนกจากเหล่าผู้ร่วมประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประจิมยิ้มบางๆ เป็นไปตามคาด

 

“การนำเสนอช่วงที่สอง ผมคงต้องขอให้ทุกท่านอย่าตกใจกับข้อมูลที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้แม้มันจะน่าตื่นตระหนกแค่ไหน อย่าลืมว่าผมทำได้ ชาวรัฐเวียงตานทำได้ ทุกๆท่านและชาวรัฐของพวกท่านก็ทำได้เช่นกันครับ”

 

“เอาล่ะ มาเริ่มกันที่วิญญาณผู้พิทักษ์ของแต่ละรัฐกันเลยนะครับ.....”

 

 

“กล้าย มีอะหยัง” เด็กสาวหน้าเสือถามขึ้นเมื่อจู่ๆ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็หยุดเดิน ใบหน้ามาตรฐานชาวเวียงตานซีดลงจนสังเกตได้แม้จะเลอะคราบน้ำสกปรกเป็นปื้น

“แลปทอปแจ้งเตือนมา” กล้ายพูดเสียงแผ่ว ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเหลือบซ้ายทีขวาทีเหมือนจะช่วยสมองหาทางหนีทีไล่ขณะมือควักโทรศัพท์ของเธอออกมา ตัวเวียงสีแดงที่กลางหน้าจอยืนยันสิ่งที่เธอกลัว “ประจิมกำลังนำเสนอเรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐอื่น”

“เอ้ย งั้นก็สั่งให้คอมแฉความลับสิ”

“ถ้ายะจะอั้นง่ายๆข้ายะไปแล้วบ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวผมหางม้ากัดเพื่อนหนุ่ม น้ำเสียงของเธอเริ่มมีแววร้อนรนแล้ว “แฉเปิ้นตอนนี้เปิ้นอาจจะสั่งหื้อนรกแตกทันทีก็ได้ หมู่เฮาออกจากที่นี่บ่ทันแน่”

“แต่ข้างหน้านั่นก็สุดอุโมงค์ส่วนที่เราจะไปได้แล้วนี่” หลานชายหมอผีใหญ่ชี้ไปเบื้องหน้า ห่างออกไปราวร้อยเมตร อุโมงค์ตัดตรงหายวูบลงไปเบื้องล่างเหมือนน้ำตกเพื่อเตรียมเข้าสู่บ่อหลักของโรงบำบัดน้ำเสีย “ก็แปลว่าเราใกล้ที่จอดเฮลิคอปเตอร์แล้ว น่าจะหนีทันอยู่นะ”

“แต่มันเสี่ยงมากเน่อ.....”

“แต่ถ้าไม่แฉ ที่เราทำมาทั้งหมดวันนี้ก็สูญเปล่านะ !

“ข้าฮู้ ! คึดว่าข้าบ่ฮู้ก๋า !? คำอู้นั่นควรจะเป็นของข้าด้วยซ้ำ บ่า บ่อั้นสิ่งที่ยะมาวันนี้ทั้งหมดก็สูญเปล่านี่น่ะ !” กล้ายสวนกลับเสียงดังก้องไปทั่วอุโมงค์ “แต่ข้าก็บ่อยากหื้อหมิงกับนายตายเหมือนกันเน่อ ! ในห้องประชุมนายยังบ่นบ่อยากตายอยู่เลยบ่แม่นก๋า !?

“บ่เป็นหยัง บ่ต้องห่วงเฮาหรอก เฮ็ดสิ่งที่ต้องเฮ็ดเถอะ”

“ใช่ ป่านนี้แล้วจะมาพูดอะไรอีก”

“นรกแตกบ่เหมือนที่ผ่านๆมาเน่อ” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงต่ำเหมือนจะขู่ “แต่.... ก็ได้ ! น้ำว้า ติดต่อเอื้อยกล้วยหื้อเตรียมพร้อมเข้ามาช่วยหมู่เฮาเดี๋ยวนี้เลย ส่วนหมิงกับจ้าด เตรียมพร้อมรับทุกอย่างบ่ว่าจะเกิดอะหยังขึ้นเน่อ”

“เจ้า !

“อื้ม !

 

กล้ายมองปุ่มสั่งการสีแดงที่ด้านล่างของหน้าจอราวจะชั่งใจเป็นครั้งสุดท้าย เธอรู้ดีว่าหากเพียงเลื่อนนิ้วไปแตะมันเบาๆ ชีวิตของพวกเธอหลังจากนี้ก็อาจหาไม่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

แต่ถ้าเธอไม่กด ชีวิตของวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าพันธุ์อื่นก็อาจจะหาไม่เช่นเดียวกัน....

 

เด็กสาวแตะนิ้วลงบนปุ่ม ในใจภาวนาและเตรียมพร้อม สำหรับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้.....

 

 

“....รัฐหาดป่าแก้วมีนางเงือก รัฐแหลมสกมีเขาแหลม และรัฐเจ้าสมุทรมีพรายน้ำ นี่คือเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งหมดใน....”

 

เสียงของประจิมขาดหายไปในลำคอเมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น เสียงนั้นไม่ได้มาจากทางเหล่าผู้ร่วมประชุม แต่มาจากลำโพง และดังกลบเสียงของเขาจนแทบมิด

 

“ข้าเจ้ากล้วย เป็นราชินีของตานี หมู่เฮาตานีต้องการจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์หมู่เฮา ว่าบ่ได้ยะอะหยังอย่างที่นักการเมืองตนนี้ใส่ความเลยแม้แต่อย่างเดียว แต่อู้จะอั้นก็คงเหมือนการแก้ตัว หมู่เฮาจึงจะนำเสนอหลักฐาน ที่แสดงว่าเรื่องทั้งหมดนี้ แท้ที่จริงคือการจัดฉากอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นเป็นตอนเพื่ออำนาจของนักการเมืองตนนี้เท่านั้น และเป็นการจัดฉากที่เลือดเย็นถึงขนาดสังหารชาวเมืองของตัวเองได้ลงคอ”

 

ดวงตาเรียวของนักการเมืองผู้วางแผนอันเลือดเย็นเบิกค้าง จ้องมองใบหน้าจืดเหมือนเต้าหู้ทอดไม่ใส่น้ำจิ้มของราชินีตานีซึ่งบัดนี้ใหญ่เกือบเท่าหน้าจอโปรเจกเตอร์และกำลังพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น พวกมันทำแบบนี้ได้ยังไง พวกมันเข้ามายุ่งกับคอมพิวเตอร์ของเขาได้ยังไง พวกมันเข้ามาที่นี่ได้ยังไง และที่สำคัญที่สุด พวกมันรู้เรื่องพวกนี้ และได้เอกสารพวกนี้มาได้ยังไง....

 

ไวเท่าความคิด ประจิมรีบถอดปลั๊กก่อนจะกระชากแบตเตอรี่ของเครื่องออก แต่มันกลับทำงานต่อได้เหมือนผีหลอก ดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วยิ่งเบิ่งโตขึ้นไปอีกจนน่ากลัวว่ามันจะฉีกไปถึงใบหู แสงแฟลชระรัวจากหลังห้องก็ไม่ได้ทำให้นักการเมืองผู้จนตรอกหรี่ตาลงเลยแม้แต่น้อย หากทำให้เขายิ่งหนาวสันหลังราวกับถูกไนโตรเจนเหลวเทราดทั้งแกลลอน ความลับของเขาไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่แค่กับเหล่าประธานรัฐคนอื่น แต่กับทั้งสารขัณฑ์ และอาจจะอีกหลายประเทศ.....

 

ล่มจมกันแล้ว เขาล่มจมกันแน่ๆงานนี้.....

 

“วา ไอ้วา !” นักการเมืองเจ้าเล่ห์ซึ่งแทบสิ้นลายเมื่อต้องถูกแฉซึ่งๆหน้ากระแทกเสียงเรียกลูกน้องคนสนิทผ่านวิทยุ แต่ไร้เสียงตอบรับเช่นเดิม เขาจึงเปลี่ยนไปเรียกหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยในหอประชุมแทน “คุณศักดิ์ ได้ยินมั้ย !?

“ครับนาย !?” เสียงที่ตอบมาฟังดูร้อนรนพอกัน

“ตัดไฟเดี๋ยวนี้เลย เรือหายวายวอดแล้ว !

“ไม่ได้ครับนาย”

“หมายความว่าไงไม่ได้”

“พวกผมอยู่ที่ห้องควบคุมไฟฟ้า แต่มันมีระเบิดติดอยู่ที่คัตเอาต์ครับ ลูกใหญ่มากด้วย ทำอะไรผิดไปมีตูมตามกันแน่”

 

“พวกคุณทำงานกันยังไงวะ !?

ชายวัยกลางคนตะโกนลั่น ไม่สนใจจะรักษาภาพลักษณ์อีกแล้ว แต่เสียงของเขาก็ยังเบากว่าเสียงโวยวาย เสียงถาม และเสียงก่นด่าของทั้งเหล่าประธานรัฐและสื่อมวลชนผู้ตาสว่างเมื่อเห็นวิดีโอที่ประจิมสั่งการการยิงผู้ชุมนุมด้วยตัวเอง หลายคนเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่หันหลังกลับมามอง แต่อีกหลายคนก็ย่างสามขุมตรงเข้ามาหานักการเมืองเจ้าปัญหาเพื่อขอคำอธิบาย ซึ่งหากเขาจะมี ก็มีเพียงว่าสิ่งที่ปรากฏบนจอนั้นเป็นความจริงทั้งหมด.....

 

“คุณประจิม อธิบายมาซิ นี่มันหมายความว่าไง !?

“คุณจะหลอกใช้พวกฉันรึไง หลอกฉันคิดว่าจะจบง่ายๆรึยังไง !?

“ผมขอตัดความร่วมมือทุกอย่างกับรัฐเวียงตานและทุกธุรกิจที่คุณมีส่วนเกี่ยวข้อง !

 

แรงโทสะและความเป็นจริงดันประจิมจนถอยไปติดผนังด้านหลังโพเดียมที่เขาเพิ่งจะพูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อยอยู่เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผากไหลโซมลงมาหมดติ๋งลงจากปลายคางทั้งที่อากาศในห้องหนาวเยือก เขาจบสิ้นแล้ว สิ่งที่เขาวาดหวังเอาไว้ สิ่งที่เขาลงทุนลงแรงไป ทุกอย่างพังทลายหมดแล้ว....

 

แต่เดี๋ยว เขายังเหลือไม้ตายสุดท้ายอยู่ไม่ใช่หรือ.....

 

 

“กล้าย รายงานสถานการณ์มาหื้อละเอียดหน่อย !

เด็กสาวหน้าจืดถามกลับเสียงสูงขณะนิ้วพรมลงบนคีย์บอร์ดเช็กความพร้อมของอุปกรณ์และยานพาหนะทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเข้าไปช่วยหน่วยกล้าตายทั้งสี่ ข้างตัวเธอ สายเตรียมอาวุธของทุกตนและทุกคนอย่างว่องไว ขณะน้ำไท ฟ้าและแก้วทบทวนแผนการช่วยเหลือเป็นครั้งสุดท้าย

 

“เปลี่ยนแผนเป็นแผนสอง แต่ออกมาบ่ทัน สั่งหื้อแฉไปแล้ว ตอนนี้ยังบ่มีอะหยัง แต่หลังจากนี้บ่แน่ !” เสียงของกล้ายดังอยู่ในหูฟัง มีเสียงย่ำน้ำแทรกเข้ามา เธอคงยังอยู่ในท่อ

“ถ้าไปที่ทิลต์โรเตอร์บ่ได้ก็หาที่กำบังดีๆแล้วอดทนรอหน่อย ราวๆครึ่งชั่วโมง ไหวก่อ !?

“น่าจะไหว ถ้าบ่.....”

 

เสียงของตานีสาวผมหางม้าถูกแทนที่ด้วยเสียงซ่าเหมือนโทรทัศน์หลุดคลื่น ราชินีตานีขมวดคิ้ว วิทยุระยะไกลที่พวกเธอใช้อยู่ในย่านความถี่พิเศษที่ใช้พลังงานวิญญาณเป็นสื่อกลาง แถมยังเป็นคลื่นใหม่ที่กล้ายเพิ่งจะประดิษฐ์เครื่องรับขึ้นมาหลังจากสวนกล้วยแตกไปแล้วนี้เอง แทบไม่มีทางเลยที่มันจะถูกรบกวนหรือแม้แต่ถูกตรวจจับจากฝ่ายตรงข้าม แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น....

 

มือหนึ่งวางบนไหล่ของเธอ กล้วยเงยหน้าขึ้นมอง อดีตพันเอกสาวนั่นเอง เธอได้ยินทุกคำสนทนาด้วยใส่หูฟังอยู่เช่นเดียวกัน ใบหน้าของเธอฉายแววประหลาดที่อยู่ระหว่างเศร้าสร้อย หวาดวิตก และสิ้นหวัง.....

 

“อะหยังเจ้าอุ๊ยสาย”

“ท่านกล้วย บ่ฮู้แต๊ๆก๋าว่าวิทยุเป็นจะอี้เพราะอะหยัง”

“เพราะอะหยังล่ะเจ้า มันบ่เคยเป็นจะอี้....” ดวงตาเรียวของตานีสาวหน้าจืดเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักถึงความเป็นไปได้อันน่าหวาดหวั่น “หรือว่า.....”

“แม่น” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบช้าๆ

 

“มันออกมาแล้ว”

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------

*ความเสียหายจากการระเบิดแบ่งออกได้เป็นสองช่วงใหญ่ๆ คือช่วงความดันสูง (Overpressure) เกิดจากการระเบิดของวัตถุระเบิดโดยตรง ซึ่งจะ “อัด” อากาศจนกลายเป็นคลื่นกระแทก หรือพูดง่ายๆก็คือแรงระเบิดนั่นแหละครับ แต่ในเมื่อการระเบิดอัดอากาศ “ออก” จากจุดศูนย์กลาง จุดศูนย์กลางการระเบิดจึงมีความดันที่ต่ำมาก หรือก็คือสุญญากาศ ดังนั้น หลังจากช่วงความดันสูงแล้ว จะตามมาด้วยความเสียหายจากสุญญากาศ (Rarefaction/Vacuum) ซึ่งก็คืออากาศที่ไหลกลับเข้าไปยังจุดศูนย์กลางการระเบิดอย่างรวดเร็วและรุนแรงนั่นเอง

 

ระเบิดบางชนิดเช่นระเบิดน้ำมัน – อากาศ (Fuel-Air Bomb) สร้างมาเพื่อให้คลื่นกระแทกและสุญญากาศมีระยะเวลายาวนานและรุนแรงขึ้น ซึ่งก็ทำให้ฆ่าคนได้มากขึ้นเช่นกัน

 

ในกรณีนี้ น้ำว้าใช้ระเบิดธรรมดา แต่เนื่องจากอยู่ในท่อซึ่งเป็นพื้นที่ปิด อากาศระบายไม่ได้สะดวก คลื่นกระแทกจึงรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งก็สามารถสังหารทหารในท่อน้ำได้ในพริบตาอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ

 

**แก๊สตกค้างในท่อน้ำระเบิด – อย่างที่น่าจะทราบกันว่าถ้าหมักของเสียชีวภาพจะเกิดแก๊สที่จุดติดไฟได้ขึ้น เช่นมีเทน ในท่อเองก็เช่นเดียวกัน หากการระบายอากาศหรือการจัดการไม่ดี เกิดการสะสมแก๊สนี้ขึ้นมากๆ แล้วมีอะไรที่ไปจุดระเบิดมัน ก็อาจทำให้ระบบท่อทั้งหมดเสียหายหรือเกิดความเสียหายทะลุขึ้นมาบนดินอย่างหนักได้เนื่องจากผลของพื้นที่ปิดในท่ออย่างที่อธิบายไป

 

แต่ในปัจจุบัน โอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนี้น้อยมาก ประจิมก็เพียงแต่อ้างไปเท่านั้นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #129 รักต์ศรา (จากตอนที่ 93)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 18:01
    พลิกเกมได้ดีนะพวกกล้วย ประจิมนี่เริ่มจะจนมุมจนต้องเอาไพ่ตายก้นหีบมาใช้แบบนี้
    #129
    0