ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 8 : เด็กสาวผู้เร้นกายในสวนกล้วยร้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ม.ค. 58

            "จ้าด แลงนี้ว่างก่อ"

            กล้วยเอ่ยถามเพื่อนหนุ่มขณะทั้งสองนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า ท่ามกลางแสงสลัวของเช้ามืดวันพุธ

 

            "เย็นนี้เหรอ ว่าง กล้วยมีอะไรเหรอ หรือจะเลี้ยงข้าวเรา"

            "บ่แม่นย่ะบ่าจ้าดง่าว จะหื้อช่วยเข้าสวนกล้วยไปเอากระสุนหื้อข้าเจ้าหน่อย"

            "หา !?"

            "หาอะหยังบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวหน้าจืดแหวเบาๆเมื่อเห็นสีหน้าอึ้งแกมไม่อยากเชื่อของอีกฝ่าย "แค่เข้าสวนกล้วยไปเอากระสุนในบ้านข้าเจ้า หรือว่าบ่เข้าใจคำสั่งง่ายๆจะอี้"

            "จะให้เราเข้าไปเอากระสุนในสวนกล้วยคนเดียวเนี่ยนะ" จ้าดย้อนถาม "ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ"

            "ก็กระสุนหมดแล้ว เหลืออยู่สองนัด" ราชินีตานีตอบ "แล้วคืนนี้ก็ดูจะงานบ่แม่นเล็กด้วย สองนัดบ่พอแน่นอน"

            "แล้วทำไมกล้วยไม่ไปเอาเองล่ะ" คิ้วรกๆของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "เราไม่รู้ว่าบ้านกล้วยอยู่ตรงไหน เข้าไปในสวนกล้วยถูกรึเปล่ายังไม่รู้เลย แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมากล้วยก็ป้องกันตัวเองได้ดีกว่าเรานี่"

 

            กล้วยนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาฉายแววว่างเปล่าจ้องตรงไปยังเบาะพลาสติกสีเหลืองเบื้องหน้า ก่อนที่เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินจะลอดออกมาจากริมฝีปากบาง

 

            "ข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วยหรอก นายก็ฮู้นี่..... แต่ข้าเจ้าคึดว่า.... กล้ายยังอยู่ในสวนกล้วยนั่น.... ข้าเจ้าบ่อยากเข้าไป....."

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ชะงัก ครั้งที่แล้วที่นางเอ่ยถึง กล้วยก็แสดงท่าทีไม่อยากพูดถึงตานีทรยศผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าแม่ของเธอและเป็นไส้ศึกให้กับเหล่าผีร้ายผู้นี้อย่างรุนแรง หากกล้ายอยู่ในสวนกล้วยจริงก็ถือเป็นเหตุผลอันสมควรที่เด็กสาวหน้าจืดจะไม่อยากเข้าไปที่นั่น

 

            "คือ.... เราพอเข้าใจเหตุผลของกล้วยอยู่นะ...." จ้าดพูดช้าๆ เพื่อนสาวของเขายังคงจ้องเป๋งไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "แต่..... ถ้าเราเข้าไปคนเดียวเดี่ยวๆ มิโดนสอยก่อนเรอะ ดีไม่ดีก่อนจะโดนยิงอาจจะโดนผีรุมทึ้งไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ"

            "นายก็เอาอีโต้ติดตัวมาทุกวันบ่แม่นก๋า"

            "แล้วอีโต้มันจะสู้กับผีเป็นกองทัพได้มั้ยล่ะครับเจ๊ !?"

            "ล้อเล่น" กล้วยตอบกลั้วหัวเราะ "ข้าเจ้าคึดไว้แล้ว"

 

            ราชินีตานีเอี้ยวตัวไปค้นเป้หนังสือของเธออยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะหยิบอุปกรณ์เล็กๆที่ดูเหมือนวิทยุติดตามตัวขึ้นมายื่นให้เพื่อนหนุ่มซึ่งรับไปถืออย่างงงๆ

 

            "นี่เป็นเครื่องดูดกลืนพลังงานวิญญาณ ยะขึ้นมาสำหรับมนุษย์ที่กำลังถูกวิญญาณตามล่า" เด็กสาวหน้าจืดอธิบายเบาๆ "หลักการคล้ายๆสเตลธ์นั่นแหละ ดูดพลังงานวิญญาณจำนวนน้อยที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างกายนายแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี จะอี้ต่อหื้อเป็นตานีก็จับบ่ได้"

            "แน่ใจนะ ไว้ใจได้แน่นา" หลานชายหมอผีใหญ่หรี่ตามองอุปกรณ์ในมืออย่างไม่ไว้ใจ พร้อมๆกับที่รถไฟฟ้าหยุดสนิทที่สถานีเชียงรากน้อยซึ่งเป็นจุดหมายของพวกเขาพอดี "แต่ถ้ามันดีขนาดนั้น ทำไมกล้วยไม่ใช้เองล่ะ"

            "ก็บอกแล้วจะไดว่าข้าเจ้าบ่อยากเข้าไป บ่าจ้าดง่าว !" กล้วยสะบัดเสียงอย่างหมดความอดทนพลางเหวี่ยงเป้หนังสือขึ้นบ่า "แล้วสัญญาณเครื่องนี่ก็เบาเกินไปสำหรับสิ่งที่ปล่อยพลังงานวิญญาณออกมาเข้มข้นอย่างตานีด้วย"

 

            "โอเคๆ เอาเป็นว่าเราจะดูก่อนก็แล้วกันว่าวันนี้การบ้านเยอะรึเปล่า" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ยัดขวดแก้วใส่ลงในช่องด้านหน้าเป้ก่อนจะรูดซิปปิด "อย่าลืมเขียนแผนที่ตำแหน่งบ้านกล้วยให้เราด้วยล่ะ ถ้ามีพลังพรางตาหรืออะไรก็คลายซะ หาไม่เจอไปเสียเที่ยวเราไม่รู้ด้วยนา"

            "ฮู้ย่ะบ่าจ้าดง่าว !"

 

            ไม่มีใครพูดอะไรอีกหลังจากนั้น ส่วนหนึ่งเพราะอากาศหนาวเยือกจับจิต วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว แต่ความกดอากาศสูงระลอกใหม่ที่เพิ่งจะลงมาปกคลุมก็ทำให้อุณหภูมิลดลงไปเกือบสามองศาเซลเซียส หนึ่งตานีหนึ่งมนุษย์จึงสงบปากสงบคำแล้วรีบจ้ำอ้าวเข้าอาคารเรียนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะแข็งตายกลายเป็นไอศกรีมหวานเย็นรสกล้วยตานีปลายหวีเหี่ยวอยู่สนามฟุตบอลที่เต็มไปด้วยน้ำค้างแข็ง

 

            อาคารสามยามหกโมงครึ่งแทบจะร้างผู้คน มีเพียงป้าภารโรงแก่ๆที่กำลังกวาดพื้นหินอ่อนและนักเรียนอีกสามสี่คนซึ่งนั่งสัปหงกอยู่ที่โต๊ะยาวในลานโล่งใต้ตึกอันอบอุ่นด้วยฮีตเตอร์ เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าจืดถอดเสื้อกันหนาวตัวหนาออกพาดไว้กับไหล่ก่อนจะเดินไปยังบันไดขึ้นชั้นบนซึ่งอยู่ที่อีกปีกตึก แต่แล้วทั้งสองก็มีอันต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อร่างหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากซอกตึกในระยะประชิด

 

            "รุ่นพี่จตุรัส นี่รับไปด้วยกรุณาค่ะ !"

            จ้าดอ้าปากค้างเมื่อเบื้องหน้าของเขาคือนักเรียนแลกเปลี่ยนหน้าตาน่ารักชาวฮิมิตสึซึ่งเพิ่งจะย้ายเข้ามาเรียนเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง มือสั่นเทาทั้งสองยื่นซองจดหมายสีขาวขลิบชมพูประดับลายกระจุ๋มกระจิ๋มเข้ามาตรงหน้าเขา เด็กสาวก้มหน้างุดจนมองเห็นแต่เรือนผมสีดำขลับที่สยายยาวถึงกลางหลัง แต่ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และราชินีตานีก็เห็นชัดเจนว่าใบหูของเธอเป็นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุหันมองเพื่อนสาวข้างตัว แต่แล้วก็ต้องรีบหันขวับกลับมาแทบไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายมองตอบกลับมาด้วยแววตาขบขันพร้อมรอยยิ้มหวานเย็น เขามองซ้ายมองขวาเผื่อว่าจะยังมีพยานบุคคลอื่นๆอีก โชคดีที่บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่อีกเลยสักคนเดียว เด็กหนุ่มพยายามสงบอารมณ์และมองโลกในแง่ร้ายแม้จิตใต้สำนึกจะอยากกระโดดโห่ร้องยินดีให้ก้องโรงเรียน บางทีนี่อาจไม่ใช่จดหมายรักก็ได้....

 

            "เอ่อ.... ขอบคุณมากนะ เอ่อ.... เธอ...."

            "ยูคิ ดารุมะค่ะ" เด็กสาวละล่ำละลักตอบทั้งที่ยังคงก้มหน้า "ได้โปรด รับกรุณาค่ะ"

            "เอ่อ เอ่อ คือ.... ขอบคุณมากนะ ยูคิ" จ้าดดึงซองจดหมายออกจากมือขาวๆของฝ่ายตรงข้าม "แต่....."

            "ขอบคุณมากนะค้า......!"

 

            ยังไม่ทันที่หลานชายหมอผีใหญ่จะพูดอะไรต่อได้ เด็กสาวชาวฮิมิตสึก็หันหลังกลับ ก่อนจะใส่เกียร์หมาเผ่นแน่บหายไปจากสายตาภายในเวลาเพียงไม่ถึงห้าวินาที ทิ้งจ้าดให้ยืนงงอยู่กับซองจดหมายในมือ และตานีสาวซึ่งยืนทำหน้ากรุ้มกริ่มอมยิ้มหวานเย็นอยู่ข้างๆ

 

            "แหม ดีแต๊ๆเน่อ มีคนมาสารภาพรักตั้งแต่เช้าเลย" กล้วยพูดเสียงปะเหลาะ "บอกฟ้าดีก่อ...."

            "อย่าเชียวนะ ! แล้วอย่าบอกไอ้บ้าสองตัวนั่นด้วย !" เด็กหนุ่มหน้าดุหมายถึงต๊อกกับไร่ "อีกอย่าง.... นี่อาจจะไม่ใช่จดหมายรักก็ได้นี่ กล้วยรู้ได้ยังไงว่าเป็นจดหมายรักน่ะ แล้วไหนบอกตานีมีแต่ผู้หญิงไง แล้วไหงรู้เรื่องแบบนี้ได้ล่ะ"

            "อ้าว ก็ต้องฮู้ไว้บ้างแหละ" ราชินีตานีแสยะยิ้มสยองขวัญ ก่อนจะอาศัยทีเผลอฉกจดหมายจากมือเพื่อนหนุ่ม "มานี่ เปิดดูเลย"

            "เฮ้ย มันจดหมายเรานะเฟ้ย !?"

 

            ช้าไปเสียแล้ว ซองสีขาวขลิบชมพูลายน่ารักถูกเด็กสาวผู้แทบไม่มีความน่ารักฉีกแควกอย่างไม่ปรานีปราศรัย กล้วยโยกตัวหลบแขนที่ป่ายไปมาหวังจะแย่งคืนของเพื่อนหนุ่ม และก่อนที่จ้าดจะห้ามเอาไว้ได้ทัน เด็กสาวหน้าจืดก็ดึงกระดาษจดหมายออกจากซองก่อนจะสะบัดมันให้คลี่ออก จ้าดรีบอ้อมไปด้านหลังหวังจะกระชากคืน แต่เมื่อดวงตาตี่ส่งข้อความในจดหมายไปถึงสมอง ขากรรไกรของเขาก็มีอันต้องร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงโลกอย่างช่วยไม่ได้

 

            "ชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบชอบ

 

            ยูคิ ดารุมะ"

 

            เกือบหนึ่งนาทีเต็มๆกว่าจะมีใครพูดอะไรออกมาได้อีกครั้ง

 

            "เอ่อ..... คือ....." เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามออกแรงกล้ามเนื้อยึดขากรรไกรที่หมดแรงไปดื้อๆ "เราขอถามหน่อยได้มั้ยว่าไอ้นี่มันอะไร"

            "ถามข้าเจ้าแล้วข้าเจ้าจะไปถามผู้ได๋ล่ะบ่าจ้าดง่าว" กล้วยกัดกลับ "จะอี้บ่แม่นจดหมายรักแล้ว จะเป็นจดหมายโรคจิตซะมากกว่ามั้ง"

            "เอาน่า จดหมายรักธรรมดาแหละน่า กล้วยจะไปสงสัยเจตนาเขาทำไม" หลานชายหมอผีใหญ่พยายามหาเหตุผล "เขาเพิ่งมาถึงสารขัณฑ์ อาจจะยังเรียนภาษาไทยไม่เยอะ เขาก็เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไปดีก็ได้มั้ง ขนาดพูดยังเรียงลำดับคำไม่ถูกอยู่เลยนี่"

            "แน่ะ ท่าทางดีใจมากเลยเน่อจ้าด" เด็กสาวหน้าจืดแยกเขี้ยว "ข้าเจ้าฟ้องฟ้าแน่"

            "อย่าเชียวนะ !"

            "ข้าเจ้าบ่ฟ้องก็ได้" กล้วยยิ้มด้วยถือไพ่เหนือกว่า "แต่แลงนี้นายต้องไปเอากระสุนหื้อข้าเจ้า บ่มีข้อยกเว้นอะหยังทั้งสิ้น"

            "หา !?ทำไมเราต้อง....."

 

            "อ้าว กล้วย จ้าด วันนี้มาเช้าเชียวนะ"

            เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปในลำคอเอาดื้อๆเมื่อจู่ๆเด็กสาวผู้ถูกพาดพิงก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลัง ตรงกันข้ามกับราชินีตานีซึ่งแสยะยิ้มแยกเขี้ยวราวกับเป็นปีศาจเสียเอง

 

            "ฟ้า มาพอดีเลย เมื่อกี้นี้เพิ่งมีตนหื้อ....."

            "ก็ได้ครับ ก็ได้ครับ ผมยอมแล้ว !!!"

 

 

            "อะไรว้า ทำไมตูต้อง....."

            จ้าดยังคงบ่นอุบอิบแม้ขาจะย่ำหิมะสวบๆเข้าไปในพื้นที่เกือบยี่สิบตารางกิโลเมตรของสวนสาธารณะสวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอนซึ่งทอแสงเป็นสีทองอร่ามอยู่ในแสงแดดยามบ่าย ผู้ว่าจ้างแกมบังคับของเขากลับไปรอ .50BMG เดลิเวอรี่อยู่ที่บ้านแล้ว สองสิ่งที่เธอทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าคืออุปกรณ์ดูดกลืนพลังวิญญาณซึ่งบัดนี้แขวนอยู่ที่เข็มขัดนักเรียนของเขา และแผนที่ซึ่งมีเพียงข้อความบรรทัดเดียวเขียนเอาไว้กลางหน้ากระดาษ

 

            "อยู่กลางสวนกล้วยพอดี ระวังกล้ายด้วยเน่อ ถ้าหันตานีถือไรเฟิลจู่โจมเมื่อได๋เผ่นทันทีเน่อ"

 

            "นี่มันเรียกแผนที่เหรอครับโว้ย.......!?"

            หลานชายตะโกนเสียงดังอย่างลืมตัวจนเด็กสองสามคนซึ่งกำลังเล่นปาหิมะกันอยู่ใกล้ๆถึงกับวงแตก เด็กหนุ่มขบกรามกรอด ใจหนึ่งก็นึกแค้นตานีสาว ส่วนอีกใจก็เริ่มนึกหงุดหงิดนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวญี่ปุ่นผู้นั้นขึ้นมาครามครัน จะเลือกเวลาให้หน่อยก็ไม่ได้ จำเพาะเจาะจงจะต้องมาให้ตอนที่เขาอยู่กับกล้วย ที่สำคัญ มีผู้หญิงคนไหนให้จดหมายรักตอนเป้าหมายอยู่กับผู้หญิงคนอื่นบ้าง.....

 

            แต่เขาก็รู้ดีว่าหงุดหงิดไปก็ไร้ประโยชน์ ไหนๆเขาก็ถ่อมาจนถึงที่นี่แล้ว อีกอย่าง เขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าบ้านเรือนของเหล่าตานีเป็นอย่างไร ถึงแม้มันอาจอยู่ในสภาพซากปรักหักพังก็ตาม.....

 

            เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สนามหญ้าโล่งๆที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะก็เริ่มกลายเป็นป่าสนหนาทึบ ก่อนที่ต้นสนจะค่อยๆบางตาลงอีกครั้งเมื่อถูกแทนที่ด้วยต้นกล้วยตานีนับร้อยๆต้น แต่ละต้นสูงใหญ่กว่ากล้วยตานีปกติที่เขาเคยเจอเกือบสองเท่า น่าเสียดายที่แทบทุกต้นหงิกงอและเหี่ยวแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลแก่ปนดำ มองดูเหมือนสวนแห่งความตายท่ามกลางทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ

 

            แต่เพียงไม่ถึงร้อยเมตรต่อมา ป่ากล้วยไร้ชีวิตก็เริ่มบางลงอีกครั้ง แล้วจ้าดก็ต้องอุทานกับตัวเองเบาๆเมื่อหมู่บ้านขนาดย่อมๆปรากฏให้เห็นต่อสายตา บ้านแต่ละหลังดูคล้ายบ้านพื้นเมืองของตานนะคอนซึ่งมีจั่วแหลมและยอดจั่วไขว้กัน ผิดกันเพียงมันดูทันสมัยกว่ามากด้วยโครงสร้างก่ออิฐฉาบปูนและกระจก แต่ละหลังมีพื้นที่ราวหกสิบตารางวา แม้แทบทุกหลังจะอยู่ในสภาพปรักหักพังไม่ต่างอะไรจากต้นกล้วยส่วนใหญ่ของป่านี้ เด็กหนุ่มก็พอดูออกว่ามันคงจะเคยเป็นหมู่บ้านอันแสนสะดวกสบายและสงบสุขเทียบได้กับเหล่าชนชั้นกลางระดับสูงของตานนะคอนแน่นอน

 

            "แล้วบ้านกล้วยอยู่ไหนล่ะทีนี้"

            จ้าดเดินลากขาไปตามถนนปูหินที่เต็มไปด้วยเศษอิฐเศษปูนและเศษแก้ว พลางมองซ้ายมองขวาอย่างจนปัญญา ไม่มีคำใบ้ให้เขาเลยว่าเป้าหมายของเขาอยู่ที่ไหน บ้านแต่ละหลังดูเหมือนกันไปหมดอย่างกับบ้านจัดสรร ป้ายถนนและซอยแต่ละซอยก็เขียนด้วยตัวอักษรโบราณของตานนะคอนที่เรียกว่าตัวเวียง ซึ่งเขาอ่านไม่ออก มิหนำซ้ำดวงอาทิตย์ยามสี่โมงเย็นก็เริ่มคล้อยต่ำลงไปเหนือเหลี่ยมเทือกเขาตานปันน้ำเข้าไปทุกที เด็กหนุ่มล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือของเขาออกมากดหาหมายเลขบ้านก่อนจะกดโทรออก หวังว่ากล้วยคงจะถึงบ้านแล้ว....

 

            "ขออภัย ขณะนี้เครือข่ายโทรศัพท์ของตานนะคอนกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงระบบประจำปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกสามชั่วโมง ขออภัยในความไม่สะดวก....."

            "แหงะ....."

            หลานชายหมอผีใหญ่เบ้หน้าก่อนจะยัดมือถือกลับลงกระเป๋ากางเกง เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากจะเข้าไปไล่หาทีละบ้าน บางทีบ้านหลังอื่นอาจจะมีกระสุนชนิดที่กล้วยต้องการอยู่บ้างก็ได้ เด็กหนุ่มหันหลังกลับ ก่อนจะก้าวข้ามรั้วก่ออิฐเตี้ยๆ เข้าไปในบ้านหลังที่ใกล้เขาที่สุด

 

            "คึดจะยะอะหยัง มนุษย์"

            ยังไม่ทันที่ขาซ้ายจะก้าวพ้นรั้วดี จ้าดก็ต้องชะงักเมื่อเสียงห้าวๆ แต่เย็นเยียบเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมๆกับที่อะไรบางอย่างที่เหมือนแท่งแข็งๆเล็กๆถูกกดลงบนเสื้อหนาวกลางแผ่นหลัง เลือดในกายของเด็กหนุ่มเย็นวาบเมื่อเห็นภาพสะท้อนบนประตูกระจกเบื้องหน้า เบื้องหลังเขามีเด็กสาวผมยาวผู้หนึ่งในชุดตะเบงมานคอมมานโด ใบหน้าของเธอถูกปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิดด้วยปลายยาวเหยียดของตะเบงมานจนมองเห็นเพียงสีเขียวรางๆที่สว่างเรืองออกมาจากดวงตา มือทั้งสองถือปืนรูปร่างประหลาด แต่คนที่ศึกษาเรื่องปืนมาบ้างอย่างเขาก็พอมองออกว่ามันคือปืนไรเฟิลจู่โจม.....

 

            ไวเท่าความคิด จ้าดกระชากตัวหลบไปด้านข้าง มือล้วงอีโต้จากด้านในเสื้อกันหนาวมาเหวี่ยงวูบเต็มวงสวิง แต่เป้าหมายไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว เสี้ยววินาทีต่อมา เด็กหนุ่มก็ต้องทิ้งอีโต้ในมือเมื่อปากกระบอกปืนที่จ่อหลังของเขาเมื่อครู่เปลี่ยนมากระแทกปั้กเข้าที่ท้ายทอยจนเด็กหนุ่มถึงกับมึนไปชั่วขณะ แต่คราวนี้ไม่กระแทกเปล่า มีเสียงดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงดังคลิกแคล็กแถมมาด้วย แปลว่าปืนกระบอกนี้พร้อมจะส่งกระสุนเข้าเจาะก้านสมองของเขาเมื่อไรก็ได้

 

            "ข้าถามอีกครั้ง เข้ามาที่นี่คึดจะยะอะหยัง" เสียงห้าวเสียงเดิมลดอุณหภูมิลงอย่างน่ากลัว "ถ้าตอบบ่สวย ข้าเหนี่ยวไกแน่ และในปืนนี่ก็เป็นกระสุนทำลายสสารด้วย โดนเข้าไปหัวระเบิดเป็นแตงโมแน่”

 

            จ้าดพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติแม้จะหวาดกลัวจนแทบบ้า ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็อยากขอเด็กสาวผู้นี้โทรกลับบ้านไปว้ากเพื่อนสาวหน้าจืดเสียให้รู้แล้วรู้รอด หรือคิดอีกทีก็อยากโทรไปฟ้องสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคข้อหาโฆษณาสรรพคุณเกินจริง นึกแล้วว่าเครื่องมือประหลาดนี่ต้องไว้ใจไม่ได้.....

 

            "เธอ...." เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำ แสร้งทำเป็นกล้ากว่าที่รู้สึก "คือกล้าย ใช่ไหม"

            แรงกดบนท้ายทอยของเขาเบาลงเล็กน้อย ดูเหมือนเด็กสาวเบื้องหลังจะสะดุ้งเฮือก

            "ใช่จริงๆสินะ" จ้าดพูดช้าๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบอะไร "ตานีทรยศที่ทำให้ทั้งเผ่าพันธุ์ตานีต้องล่มสลาย...."

            "แกไปฮู้เรื่องนั้นได้จะได !?" ตานีสาวแผดเสียง ปากกระบอกปืนไรเฟิลจู่โจมกระแทกเข้าใส่ท้ายทอยของเด็กหนุ่มหน้าดุอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะจี้ถูกใจดำเธออย่างแรง "แกเป็นหมอผีแม่นก่อถึงได้ฮู้เรื่องนี้ คึดจะมายะอะหยังกันแน่ ตอบมา !"

            "รู้เรื่องนี้ได้ยังไงน่ะมันไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่ามันเป็นเรื่องจริงใช่มั้ย" เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ดังขึ้น ภาพสีหน้าเศร้าสลดของกล้วยในคืนที่เธอซมซานมาที่บ้านเขาผุดขึ้นในมโนภาพ ความโกรธและเกลียดชังเด็กสาวเบื้องหลังเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นในใจ หากเขาจะต้องโดนยิงตายที่นี่ อย่างน้อยก็ขอให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความแค้นของกล้วย แม้สักนิดก็ยังดี "รู้รึเปล่าว่าสิ่งที่เธอทำน่ะทำให้ราชินีของเธอต้องเสียใจมากแค่ไหน แต่ก็คงไม่สำคัญสำหรับเธอสินะ ก็เธอคิดจะฆ่าเขาอยู่แล้วนี่ !"

 

            ตานีสาวนิ่งเงียบ จ้าดเห็นเป็นจังหวะเหมาะจึงลองขยับตัวเผื่อจะหลุดจากปืนที่พร้อมจะปลิดชีวิตเขาได้ตลอดเวลา แต่ขยับเพียงนิดเดียว ปากกระบอกปืนก็กดแรงขึ้นอีกครั้ง

 

            "คนที่บอกเรื่องนี้กับนาย คือตานีชื่อนางแม่นก่อ"

            เสียงห้าวๆของตานีสาวอ่อนลงบ้าง แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็จับแวววิตกระคนเศร้าสร้อยในน้ำเสียงของเธอได้ชัดเจน

 

            "ใช่"

 

            แวบหนึ่ง น้ำเสียงเศร้าสร้อยและกังวลทำให้หลานชายหมอผีใหญ่นึกถึงกล้วยจนเผลอตอบออกไปทั้งที่รู้ว่ามันอาจเป็นอันตรายใหญ่หลวงกับนาง แต่วินาทีต่อมา ปากกระบอกปืนก็ถูกถอนออกจากท้ายทอยของเขา ก่อนที่ตานีสาวจะเอ่ยขึ้น

 

            "ช่วยตามข้ามาด้วย ข้ามีเรื่องต้องคุยกับนาย"

 

 

            "นี่คือบ้านข้า"

            ตานีสาวหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านหลังเดียวที่ดูจะมีสภาพสมบูรณ์พอให้อาศัยอยู่ได้ในจำนวนบ้านหลายสิบหลังที่เขาเดินผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง หน้าต่างกระจกชั้นบนของบ้านแตกเป็นรูโหว่ใหญ่เกือบเท่าตัวคน หลังคากระเบื้องหลายจุดทะลุลงไปเป็นช่องราวกับถูกยิงด้วยกระสุนลูกปราย และที่น่ากลัวที่สุดคือเสาไฟสูงลิบหน้าบ้านที่เอนจะลัมมิล้มแหล่เหมือนหอเอนพิซซ่าในประเทศติอาลีที่เขาเคยเห็นในหนังสือ คะเนด้วยสายตาแล้วหากมันล้มลงมาล่ะก็ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของตัวบ้านก็ตายทั้งนั้น ไม่ตายเพราะโดนเสาทับก็เพราะบ้านถล่มทับ

 

            เด็กสาวจ้องมองหน้าจอที่ติดเอาไว้ข้างๆประตู ดูเหมือนมันจะเป็นเครื่องอ่านม่านตาเพราะไม่กี่วินาทีจ้าดก็ได้ยินเสียงล็อกคลาย พร้อมๆกับที่หลอดไฟสว่างพรึ่บพร้อมๆกันทั้งชั้นล่าง ตานีสาวเดินนำเข้าไป ก่อนจะหันกลับมาเรียกหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งยังคงยืนเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูกแถมหวาดระแวงอยู่หน้าบ้าน

 

            "เอ้า จะเข้าหรือบ่เข้า หรืออยากจะนั่งคุยหื้อแข็งตายอยู่ข้างนอก" เธอสะบัดหางเสียงเล็กน้อย แต่ดูเหมือนเด็กสาวจะสังเกตเห็นแววระแวงในดวงตาตี่ๆได้จึงพูดเสริมขึ้น "ข้าบ่ยะอะหยังนายหรอก เอาเกียรติของหัวหน้าเหล่าอาวุธจู่โจมเป็นประกันได้เลย"

            "โอเค ขอบคุณมาก"

 

            ภายในบ้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายและธรรมดาเหลือเชื่อ ห้องนั่งเล่นซึ่งถูกคั่นออกจากประตูบ้านด้วยห้องเก็บรองเท้าและเสื้อคลุมมีเพียงเก้าอี้นวมนั่งได้คนเดียวสองตัวและโต๊ะรับแขกอีกตัวหนึ่ง ด้านข้างห้องรับแขกเป็นห้องเก็บของขนาดเล็ก และด้านหลังสุดของบ้านซอยออกเป็นห้องน้ำและห้องครัวซึ่งมีเตาและตู้อบไมโครเวฟเหมือนครัวมนุษย์ทุกประการ ต่างกันเพียงไม่มีเตาแก๊สเท่านั้น

 

            "ถอดเสื้อหนาวซะสิ ในนี้มีฮีตเตอร์ เดี๋ยวก็ร้อนตายหรอก"

            ตานีสาวเดินออกมาจากห้องเก็บของ เธอเปลี่ยนชุดกลายเป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนคลุมด้วยเสื้อไหมพรมกันหนาวและกางเกงขาสามส่วนสีเดียวกัน จ้าดเพิ่งจะได้เห็นหน้าตาของกล้ายชัดๆก็คราวนี้เอง เธอดูจะมีอายุไล่เลี่ยกับเขาเช่นเดียวกับกล้วยและนาง สีผิวของเธอดูเข้มกว่ากล้วยและนางซึ่งขาวจนแทบจะเรืองแสง แต่ก็ยังถือว่าขาวกว่าคนปกติทั่วไปอยู่ดี ผมสีดำประกายเขียวยาวถึงกลางหลังถูกมัดเอาไว้เป็นหางม้า ทำให้เธอมองดูทะมัดทะแมงกว่าหัวหน้าหน่วยอีกสองตนมาก

 

            นอกจากนั้นแล้ว ทั้งหน้าตาและร่างกายของเธอดูกลางๆไปหมด ไม่สวย ไม่ขี้เหร่ ไม่จืดสนิทแบบกล้วย แต่ก็ไม่สวยหวานแบบนาง ดวงตาไม่โตและไม่เรียวมาก สัดส่วนแม้ไม่ได้อวบเหมือนนาง แต่ก็ไม่ได้ราบเรียบเป็นฝากระดานแบบกล้วย ดูเหมือนชาวรัฐเวียงตานทั่วๆไปที่หาได้ตามท้องถนนของตานนะคอนและเมืองอื่นๆในแถบใกล้เคียง สิ่งเดียวที่ทำให้เธอดูน่ากลัวคือดวงตาที่ไม่ได้มีเพียงประกายสีเขียวแบบตานีอีกสองตนที่เขารู้จัก หากเปล่งแสงสีเขียวเรืองรองออกมาตลอดเวลาดูน่าขนลุก

 

            "จะกินอะหยังก่อ" กล้ายถาม สำเนียงของเธอแปร่งไปจากสำเนียงตานนะคอนเล็กน้อย มันห้วนกว่าและแข็งกว่า จ้าดพอจะจำได้ว่ามันเป็นสำเนียงของเมืองเวียงพิงค์ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางเหนือกว่าร้อยกิโลเมตร "แลงแล้ว นายอาจจะหิว ข้าพอมีอาหารที่มนุษย์กินได้อยู่"

            "ไม่เป็นไร" เด็กหนุ่มหน้าดุโบกมือปฏิเสธ เขายังไม่ไว้ใจอีกฝ่ายพอจะให้เธอเลี้ยงข้าวได้ "มีเรื่องจะคุยกับเราไม่ใช่เหรอ ว่ามาเลยสิ"

            "จะอั้นขึ้นไปบนห้องข้าดีกว่า ห้องข้ามีอุปกรณ์เก็บเสียงครบ สถานการณ์แบบนี้ผีร้ายอาจจะดักฟังหมู่เฮาอยู่ตรงได๋ก็ได้"

            "หา ขึ้นไปบนห้องกล้ายเนี่ยนะ !?" จ้าดย้อนถามอย่างไม่เชื่อหู

            "แม่นสิ มีอะหยังก๋า" คิ้วบางของตานีสาวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "อ๋อ นายยังบ่ไว้ใจข้าแม่นก่อ ก็บอกแล้วไง ข้าพร้อมเอาเกียรติของข้าเป็นประกัน ข้าบ่ยะอะหยังนายแน่ บ่อยากยะด้วย"

            "เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ "แต่ยังไงๆกล้ายก็เป็นผู้หญิงนา จะให้เราเข้าห้องมันก็ออกจะ...."

            "ไร้เดียงสาแต๊ๆ" ริมฝีปากของเด็กสาวบิดเป็นรอยยิ้มน้อยๆ แต่มันก็หายวับไปแทบจะทันที "เอาเหอะ ข้าบ่คึดว่านายจะกล้ายะอะหยังข้าหรอก ตามมาเถอะ เดี๋ยวจะค่ำซะก่อนแล้วนายจะปิ๊กลำบาก"

 

            กล้ายปิดสวิตช์ไฟและฮีตเตอร์ก่อนจะเดินนำขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน เด็กหนุ่มหน้าดุตามไป แต่เขาก็เกือบลื่นล้มคว่ำกลิ้งหลุนๆตกบันไดลงไปคอหักตายเมื่อเหยียบลงไปบนแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมพื้นไม้ของชั้นบน หิมะที่ตกลงมาตามรอยแตกบนหลังคาคงจะละลายด้วยความร้อนจากฮีตเตอร์ซึ่งลอยขึ้นมาจากชั้นล่าง แล้วแข็งตัวอีกครั้งท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ มีแถบยางหนาๆติดอยู่ที่บันไดและประตูทุกบานเพื่อไม่ให้น้ำรั่วเข้าไปและลงไปชั้นล่างได้ รวมทั้งมีท่อระบายต่อออกไปภายนอกบ้านด้วย แต่มันก็ใช้ไม่ได้ผลเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเช่นนี้

 

            ห้องของกล้ายกินพื้นที่เกือบครึ่งชั้น เด็กสาวผมหางม้าจ้องมองจออ่านม่านตาที่ติดอยู่ข้างประตูสองสามวินาที ก่อนจะเปิดประตูและเดินนำเข้าไปในห้อง จ้าดเดินตามเข้าไปติดๆ แต่เมื่อเห็นสภาพภายในห้อง เด็กหนุ่มก็ต้องอ้าปากค้าง

 

            ทั้งห้องเต็มไปด้วยภาพของกล้วยจนแทบไม่เห็นวอลเปเปอร์สีเขียวอ่อนของผนัง ตั้งแต่ภาพกล้วยเมื่อครั้งยังเป็นเด็กกับผู้หญิงหน้าตาสะสวยในชุดเกราะสีเขียวอ่อนขลิบดำเต็มยศซึ่งดูเหมือนจะเป็นราชินีองค์ก่อน ภาพหมู่ของกล้วย กล้ายและนางในชุดนักเรียนประถม ภาพกล้วยในวัยเกือบสิบขวบถือปืนยาวสำหรับนักยิงปืนฝึกหัด ภาพกล้วยยืนถือถ้วยรางวัลสีทองอร่าม ภาพกล้วยวัยแรกสาวในชุดเครื่องแบบซึ่งดูเหมือนนักเรียนมัธยมต้น ภาพกล้วยกำลังเล่นกีฬาอยู่กับตานีสาวตนอื่นๆ ภาพกล้วยและกล้ายกอดคอกันหัวเราะร่า และภาพที่ดูจะปัจจุบันที่สุด คือภาพกล้วยในชุดดำยืนก้มหน้าอยู่หน้าโลงศพสีทองซึ่งจัดแต่งอย่างงดงาม.....

 

            "กล้าย เอ่อ...."

            "อย่าถาม" ตานีสาวตัดบททันควัน ปื้นสีชมพูจางๆปรากฏขึ้นบนแก้มขาว เธอเดินไปนั่งบนเตียง ก่อนจะชี้ไปยังเก้าอี้ซึ่งวางอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่มีคอมพิวเตอร์แลปทอปหน้าตาล้ำสมัยตั้งอยู่ "นั่งสิ"

            "มีอะไรจะคุยกับเราล่ะ" เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งลงแล้ว

            "นายบอกว่าได้ยินเรื่องที่ข้าเป็นคนทรยศมาจากตานีชื่อนางแม่นก่อ" เสียงห้าวๆของกล้ายเป็นงานเป็นการขึ้น "นายไปเจอนางได้จะได"

            "บังเอิญรู้มา" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเลี่ยงๆ ตานีเบื้องหน้าเขาเป็นศัตรู พูดอะไรไปอาจทำให้พวกเขาซวยกันหมดเอาง่ายๆ

            "ข้าฮู้ว่านายยังบ่ไว้ใจ" เด็กสาวผมหางม้าพูดเสียงต่ำ "แต่ข้าจำเป็นต้องฮู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะถ้านางยังบ่สิ้นอายุ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ากล้วยยังบ่สิ้นอายุ....."

            "ทำไมกล้ายถึงจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ด้วย" จ้าดขมวดคิ้ว เขาสังเกตว่าอีกฝ่ายไม่ใช้คำราชาศัพท์เรียกกล้วยเหมือนหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ "แล้วถ้ากล้ายเป็นคนทรยศอย่างที่นางว่า บอกไปกล้ายมิตามไปฆ่านางเรอะ"

 

            ตานีสาวหันขวับมาจ้องหน้าเขา ดวงตาเรืองแสงสีเขียววาบจนเด็กหนุ่มขนลุกเกรียว

 

            "ก็อาจเป็นไปได้" เธอพูดช้าๆ "เพราะนางนั่นแหละคือคนทรยศ"

            "หา" คิ้วรกๆของหลานชายหมอผีใหญ่ยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้นอีก "หมายความว่ายังไง นางคือคนทรยศ ?"

            "ก่อนอื่น ช่วยบอกมาหน่อยได้ก่อ ว่านางเล่าอะหยังหื้อนายฟังไปบ้าง" กล้ายถามกลับ "บ่เสียหายอะหยังนี่ บอกไปข้าก็บ่ฮู้อยู่ดีว่านายหรือนางหรือกล้วยอยู่ที่ได๋ ข้ายะอะหยังบ่ได้อยู่ดี"

            "ก็ได้" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบอย่างเสียไม่ได้ ดวงตาตี่ยังคงหรี่มองอีกฝ่ายอย่างระแวง "เขาบอกเราว่ากล้ายเป็นไส้ศึก เพราะกล้ายหายตัวไปสองวันก่อนที่สวนกล้วยจะแตก มีคนเห็นกล้ายซุ่มยิงตานีสิ้นอายุไปหลายตน แล้วก็เพราะกระสุนปืนใหญ่ลงที่คลังเก็บอาวุธพอดีทั้งที่มีคนรู้พิกัดยิงอยู่แค่สามคน"

            "แล้วอะหยังอีก" กล้ายถามต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป "ข้าพอจะฮู้ว่านางคงบ่ได้เล่าเท่านี้แน่"

            "เขาบอกว่ากล้ายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าแม่กล้วย เพราะแม่ของกล้วยก็เป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าแม่ของกล้ายด้วยเหมือนกัน แล้วก็ยังพยายามทำร้ายกล้วยอีกหลายครั้งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น"

            "หึ นึกแล้ว" เด็กสาวผมหางม้าแค่นหัวเราะ ดวงตาของเธอมองไปทางอื่นอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังสะกดอารมณ์ ก่อนจะหันกลับมาหาเด็กหนุ่ม "ที่ข้าจะอู้ต่อไปนี้นายคงบ่เชื่อ ข้าก็บ่หวังหื้อนายเชื่อเหมือนกัน แต่ขอหื้อตั้งใจฟัง ได้ก่อ"

            "เล่ามาสิ"

 

            ตานีสาวผมหางม้านิ่งไปอึกอึดใจหนึ่งเหมือนกำลังทบทวนความจำหรือไม่ก็รวบรวมกำลังใจ เธอหายใจลึกก่อนจะเริ่มเล่า

 

            "อันดับแรก ข้าหายตัวไปสองวันก่อนที่สวนกล้วยจะแตก แต๊ตามที่นางเล่า" กล้ายเน้นเสียงทุกพยางค์ "แต่ที่หายตัวไป ก็เพราะตานีคนสนิทของนางลักพาตัวไปขังไว้ บ่แม่นว่าข้าทรยศไปหาหมู่ผีร้าย"

            "หลักฐานล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่หรี่ตาตี่ๆของเขาลงอีก "พูดมาลอยๆแบบนี้ใครจะไปเชื่อ"

            "อู้แบบนั้นก็แปลว่านายเชื่อนางไปแล้วบ่แม่นก๋า" ตานีสาวสวนกลับ "แต่เอาเถอะ ข้ามีหลักฐาน เปิดแลปทอปตัวนั้นสิ มันสแตนด์บายอยู่"

            "หา โน้ตบุ๊กตัวนี้น่ะเหรอ"

 

            จ้าดกดปุ่มสีเงินข้างตัวเครื่อง สองสามวินาทีต่อมา หน้าจอก็สว่างวาบขึ้น แสดงภาพระบบปฏิบัติการที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพฉากหลังเป็นรูปปืนไรเฟิลจู่โจมรุ่นที่กล้ายใช้

 

            "เอาล่ะ ลองคลิกเข้าไปที่โปรแกรมที่ชื่อ 'ติดตามสัญญาณ' ที่หน้าจอ"

            "ติดตามสัญญาณ..... แล้วผมจะอ่านออกมั้ยครับเจ๊ !?"

 

            เด็กหนุ่มหันขวับกลับมาว้ากกับตานีสาว คำบรรยายใต้ทุกไอคอนเป็นตัวเวียงทั้งหมด ซึ่งก็อย่างว่า เขาอ่านไม่ออก....

 

            "เรื่องมากแต๊ๆ"

            กล้ายเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายแผ่นแก้วซึ่งวางอยู่ข้างตัวขึ้นมา เธอกดที่กลางจอก่อนจะลากมือไปยังขอบข้างๆ เพียงเท่านั้นมันก็รับสัญญาณภาพจากจอแลปทอปทันที เด็กสาวผมหางม้ากดนิ้วลงไปสองสามครั้ง โปรแกรมที่เธอต้องการก็ถูกเรียกขึ้นมาโหลดบนหน้าจอ

 

            "สงสัยก๋า" เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหลานชายหมอผีมองอย่างอึ้งแกมทึ่ง "ข้าชอบคึดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เคยควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายประดิษฐกรรมด้วย พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่นายหัน ส่วนใหญ่ก็ฝีมือข้าทั้งนั้น ไอ้ที่อยู่ที่เอวนายก็ด้วย ข้าฮู้วิธีการทำงานเลยสร้างอุปกรณ์แก้ทางได้จะได"

            "มิน่าล่ะ...."

            "เอ้า ได้แล้ว"

 

            จ้าดหันกลับไปยังแลปทอปซึ่งบัดนี้มีโปรแกรมหนึ่งแสดงผลอยู่เต็มหน้าจอ ส่วนหลักของโปรแกรมแสดงภาพถ่ายทางอากาศของสวนกล้วยกลางเมืองตานนะคอน ซ้อนทับด้วยกล่องเล็กๆ ซึ่งน่าจะแสดงภาพบ้านเรือนของเหล่าตานี จุดสีเขียวใหญ่หยุดนิ่งอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆกล่องหนึ่งซึ่งอยู่เกือบจะตรงกลางหมู่บ้าน ซ้อนทับด้วยจุดสีเขียวอ่อนขนาดเล็กกว่า

 

            "นี่เป็นโปรแกรมติดตามและบันทึกตำแหน่ง ข้าร่วมกับหมู่ตานีที่เก่งด้านเขียนโปรแกรมเขียนขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกประวัติการปราบผี แล้วก็ยังใช้ศึกษากลยุทธ์ด้วย" เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย "โปรแกรมนี้จะจับพลังงานวิญญาณที่ส่งออกมาจากตัวของทั้งตานี วิญญาณต่างๆและมนุษย์ แยกประเภทแล้วแสดงผลออกมาเป็นแถบสีต่างๆ ยะหื้อติดตามการเคลื่อนไหวได้ ตานีจะแสดงผลเป็นสีเขียวอ่อน มนุษย์และสัตว์สีม่วง วิญญาณธรรมดาสีน้ำเงิน ผีร้ายและปีศาจสีแดง แต๊ๆก็ตั้งค่าได้แหละเน่อแต่ทั่วๆไปก็เป็นจะอี้ ส่วนแลปทอปเครื่องนี้จะแสดงผลเป็นจุดสีเขียวใหญ่นั่น แต่ตอนนี้ปรับหื้อบ่แสดงผลมนุษย์และสัตว์"

            "แล้วสรุปจะให้เราดูอะไรเนี่ย"

 

            "นี่"

กล้ายเลื่อนนิ้วไปกดเมนูเรียกหน้าจอเปิดไฟล์ออกมา ก่อนจะค้างเมาส์ที่ไฟล์หนึ่งซึ่งระบุวันที่ 30 กันยายน 4153 เพื่อให้วันเวลาที่สร้างไฟล์ปรากฏขึ้น

 

"ดูเน่อ ไฟล์นี้สร้างวันที่ 30 กันยา สองวันก่อนที่สวนกล้วยจะแตก วันที่นางบอกว่าข้าหายตัวไป ซึ่งแปลว่าข้าบ่ได้ยะขึ้นมาเองหลังจากนั้น"

 

            กล้ายกดนิ้วลงบนจอ โปรแกรมเรียกไฟล์นั้นขึ้นมาทันที จุดสีเขียวยามนี้ย้ายไปอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของเมืองตานนะคอน ห่างจากสวนกล้วยเกือบสิบกิโลเมตร จ้าดจำได้ว่าบริเวณนั้นคือพื้นที่ที่กล้วยเคยบอกเขาว่าเป็นย่านโรงงานของตานี รอบๆจุดนั้นมีพื้นที่สีเขียวอ่อนอยู่ประปราย ทั้งจุดและทุกพื้นที่กำลังถอยร่นหนีพื้นที่สีแดงซึ่งกำลังรุกคืบเข้ามาจากทางตะวันตกเรื่อยๆอย่างช้าๆ ในขณะที่นาฬิกาที่แถบด้านขวาของหน้าจอนับเวลาเร็วกว่าปกติสามสิบสองเท่า

 

            "นี่คือตำแหน่งของข้าตอนเที่ยงคืน ตอนนี้หมู่ผีร้ายกำลังบุกหนัก หมู่เปิ้นยึดหอปืนใหญ่ตรงนี้แล้วก็ตรงนี้ได้แล้ว" เด็กสาวเลื่อนตัวชึ้เมาส์ไปยังจุดกลมๆด้านเหนือของถนนวงแหวนรอบนอกสุด และเลื่อนลงมายังอีกจุดที่จุดตัดกับถนนออกไปยังเมืองหลวงน้ำทา "ยึดหอปืนใหญ่ได้หอเดียวก็แย่แล้ว นี่สองหอ เท่ากับยิงได้หนึ่งลูกต่อหกวินาที หมู่เฮาโดนถล่มจนต้องถอยร่นมาเรื่อยๆ"

 

            "โห เจ๋งจริงแฮะ" จ้าดมองดูภาพเคลื่อนไหวบนจออย่างทึ่งๆ "นี่กล้ายเขียนเองหมดเลยเหรอ"

            "ไผจะเขียนก็ช่างก่อนเถอะ" ตานีสาวตอบ แต่หลานชายหมอผีใหญ่จับแววภูมิใจในน้ำเสียงของเธอได้ชัดเจน "ทีนี้ดูนี่เน่อ"

            กล้ายกดหยุดการเคลื่อนไหว กรอกเลข 12.00 ลงในช่องนาฬิกาก่อนจะกดเริ่มการเคลื่อนไหวอีกครั้ง พื้นที่สีเขียวร่นถอยเข้ามาใกล้สวนกล้วยอีกเกือบหนึ่งกิโลเมตร จุดสีเขียวซึ่งแสดงตำแหน่งของกล้ายถอยร่นตามมาด้วย แต่ไม่กี่นาทีต่อมาในโปรแกรม จุดสีเขียวก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปหยุดอยู่ที่หอปืนใหญ่ด้านทิศเหนือซึ่งเหล่าผีร้ายยึดเอาไว้ได้แล้ว

 

            "นี่มัน...."

            "แม่น" ตานีสาวตอบทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ถาม "ตอนนั้นข้าคุมรถถังอยู่ ข้าต้องวกกลับเพราะกระสุนหมด แต่พอข้าลงไปเติมน้ำดื่มระหว่างจอดรอเติมกระสุนก็ถูกตานีสองตนจับขึ้นทิลต์โรเตอร์ไปที่หอปืนใหญ่ แล้วข้าก็ถูกขังเอาไว้ และดูนี่เน่อ"

 

            กล้ายกดเร่งการจำลองสถานการณ์ให้เร็วขึ้นเป็นร้อยยี่สิบแปดเท่า แถบสีแดงรุกล้ำเข้าไปใกล้สวนกล้วยมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พื้นที่สีเขียวซึ่งค่อยๆจางหายไปทีละหลายจุดก็ค่อยๆบีบเข้าหากันและยันพื้นที่สีแดงเอาไว้อย่างเต็มความสามารถ แต่ในที่สุด พื้นที่สีแดงก็เข้าถึงใจกลางสวนกล้วยหลังสี่โมงครึ่งของเย็นวันที่สี่ตุลาคมเล็กน้อย แต่ตลอดเวลาหลังจากที่จุดสีเขียวหยุดนิ่งอยู่ที่หอปืนใหญ่ มันก็ไม่ได้เคลื่อนที่อีกเลย

 

            "หันก่อ" เด็กสาวเอ่ย "ข้าบ่ได้ออกจากหอปืนใหญ่ไปที่ได๋เลย แล้วข้าจะซุ่มยิงตานีอย่างที่นางอู้ได้จะได"

            "อาจจะทิ้งแลปทอปเอาไว้ก็ได้นี่"

            "แต่จุดสีเขียวอ่อนก็บ่ได้เคลื่อนไหวเลยบ่หันก่อ หรือจะหื้อข้าย้อนกลับหื้อดูอีกที"

            "ไม่ต้องๆ" จ้าดรีบยกมือปฏิเสธ "แต่ถึงจะไม่ได้ออกจากหอนั่นเลยก็อาจจะซุ่มยิงจากหอก็ได้ไม่ใช่เหรอ"

            "ปืนของข้าเป็นไรเฟิลจู่โจมเน่อ บ่แม่นสไนเปอร์แบบกล้วย" ตานีสาวตอบ "ระยะยิงไกลสุดก็แค่สองกิโลกว่าๆ แต่ลองดูระยะนี่ก็ได้ ตอนที่ข้าโดนจับไปน่ะ หอนี่อยู่ห่างจากตานีกลุ่มที่ใกล้ที่สุดสามกิโลเมตรกว่าเชียวเน่อ"

            "กล้ายอาจจะใช้ปืนอื่นที่พวกผีร้ายยึดมาได้ก็ได้นี่"

 

            กล้ายถอนหายใจเฮือก

 

            "เอาเถอะ ข้าก็บ่ได้หวังหื้อนายเชื่ออยู่แล้ว"

            "แล้วกล้ายจะอธิบายเรื่องที่กล้ายเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าแม่กล้วย แล้วก็เรื่องที่กล้วยตีตัวออกห่างยังไง" เด็กหนุ่มหน้าดุถามต่อ "เราว่าระดับราชินีตานีคงไม่ใช่คนที่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลหรอกนะ"

 

            คราวนี้ตานีสาวนิ่งเงียบ จ้าดเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าดวงตาสีเขียวของเด็กสาวเบื้องหน้ามีน้ำตารื้นอยู่ปริ่มขอบ

 

            "กล้าย เป็นอะ...."

            "เปล่า !" กล้ายรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง "อู้ไปนายก็คงบ่เชื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ข้าเชื่อว่าทั้งหมดมันเป็นการจัดฉากและใส่ความของนาง แม่ของนาง แล้วก็พวกคนสนิทของนางทั้งหมด"

            "แล้วเขาจะทำไปเพื่ออะไรล่ะถ้างั้น"

            "ก็เพื่อตำแหน่งราชินีจะได" เด็กสาวผมหางม้าตอบทันที "ตระกูลของนางเป็นอีกสายของราชินีตานีที่แยกออกมาจากสายหลักเกือบสองร้อยปีที่แล้ว และจะมีสิทธิ์เป็นราชินีทันทีถ้าราชินีสายหลักสิ้นอายุโดยยังบ่มีผู้สืบต่อ"

 

            "เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๊ยว !" จ้าดเบรกอีกฝ่าย "นางเป็นเชื้อสายราชินีงั้นเหรอ ทำไมนางถึงบอกเราว่ากล้ายเป็นล่ะ มันยังไงกันแน่"

            "นางนั่นแหละเป็นราชินีของอีกสาย" ตานีสาวเน้นเสียง "ข้าบ่มีอะหยังเกี่ยวข้องกับตระกูลราชินีตานีเลย แต่ข่าวลือที่ว่าข้าเป็นสายที่แยกออกมาก็แพร่ไปพร้อมข่าวลือที่ว่าแม่ข้าตายก็เพราะถูกแม่กล้วยฆ่าเพราะระแวงว่าจะชิงอำนาจ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นว่าข้าฆ่าแม่ของกล้วยเพื่อแก้แค้นและชิงตำแหน่งคืน แล้วกล้วยก็เริ่มเหินห่างจากข้า...."

 

            ประโยคสุดท้ายของกล้ายแฝงเอาไว้ด้วยแววเสร้าสร้อย

 

            "แล้วทำไมกล้ายถึงไม่อธิบายไปล่ะว่าความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น"

            "อธิบายจะได" เด็กสาวผมหางม้าถามกลับ "พอแม่ข้าตาย ตนที่มีอำนาจสูงสุดรองจากราชินีตานีก็คือแม่นางแล้ว เปิ้นเลยมีอิทธิพลมีปากมีเสียงในหมู่ตานี อู้อะไรไปก็เชื่อกันหทด และพอกล้วยรับตำแหน่ง ข้าก็เชื่อว่าทั้งเปิ้นทั้งนางคงต้องพยายามใส่ความข้า จนในที่สุด นางก็กลายเป็นคนสนิทที่สุดของกล้วย ส่วนข้า.... แม้แต่ตานีในหน่วยก็ยังบ่ยอมอู้ด้วยด้วยซ้ำ เหลือแค่ตานีคนสนิทของข้าบ่กี่ตนหรอกที่ยังอู้กับข้าเหมือนเดิม...."

 

            น้ำใสเริ่มเอ่อท้นปริ่มขอบตาของตานีสาวอีกแล้ว จ้าดชะงักไปอึดใจหนึ่ง แต่เขาก็ตัดสินใจถามต่อ ส่วนหนึ่งเพราะเขาก็ไม่ได้ปลอบผู้หญิงเก่งอะไร อีกส่วนคือเขายังคงคลางแคลงใจเด็กสาวผู้นี้อยู่

 

            "แล้วถ้ากล้ายบริสุทธิ์ใจกับกล้วยจริง ทำไมพอสวนกล้วยแตก กล้ายถึงไม่ออกไปตามหาหรือช่วยกล้วย ทำไมถึงอยู่สบายๆอยู่ในสวนกล้วยแบบนี้ แล้วอีกอย่าง.... ทำไมกล้ายถึงยังอยู่ได้ ทั้งที่ตานีทุกตนแตกฉานซ่านกระเซ็นหรือไม่ก็สิ้นอายุกันหมด ถ้าไม่ใช่เป็นพวกเดียวกับผีร้ายแล้วจะเพราะอะไร"

            "สบายๆ ?" เสียงของกล้ายลดอุณหภูมิลงอย่างน่ากลัว "อ๋อ แม่นสิ ก็อาจจะเรียกว่าสบายๆได้ล่ะมั้ง ถ้านายคึดว่าการต้องขุดต้นกล้วยของตานีทุกตนที่ยังเหลือรอดมาไว้ในบ้านนี้ สละพลังงานวันละมากๆเพื่อสร้างสนามพลังล่องหนครอบคลุมหมู่เปิ้น แล้วยังต้องคอยตามหาข่าวของตานีทุกตนและการเคลื่อนไหวของผีร้ายเป็นเรื่องสบายๆล่ะก็ ลองมายะดูเองก่อล่ะ !?"

            "ต้นกล้วย ?" คิ้วรกๆของหลานชายหมอผีใหญ่ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง "หมายความว่าไง กล้ายย้ายต้นกล้วยทุกต้นมาดูแลในบ้านนี้งั้นเหรอ"

            "ก็อู้ไปแล้วบ่แม่นก๋า" ตานีสาวสะบัดเสียง ประโยคนี้ทำให้จ้าดนึกถึงเด็กสาวหน้าจืดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ต่างกันเพียงไม่มี 'บ่าจ้าดง่าว' ตามหลัง "ข้ามีพลังในการล่องหนหายตัวขั้นสูง เลยอยู่ที่นี่ต่อได้โดยผีร้ายหาตัวบ่เจอ ข้าเลยรับหน้าที่ดูแลต้นกล้วยที่เหลืออยู่ด้วย เพราะถ้าปล่อยไว้เฉยๆ ผีร้ายมาเจอเข้าก็คงทำลายทิ้งทันที ซึ่งนายก็น่าจะฮู้เน่อว่าตานีเจ้าของต้นกล้วยจะสิ้นอายุลงบ่นานหลังจากนั้น นี่อาจจะเป็นอย่างเดียวที่ข้ายะเพื่อกล้วยและเพื่อตานีทุกตนได้แล้วล่ะมั้ง...."

            "ต้นกล้วยเหลืออยู่อีกเยอะมั้ย"

            "มาดูนี่สิ"

 

            กล้ายลุกจากเตียงเดินไปยังหน้าต่างข้างบ้าน จ้าดเดินตามไป นอกหน้าต่างมองเห็นลานโล่งซึ่งมีพื้นที่พอๆกับตัวบ้าน ต้นกล้วยตานีสูงชะลูดเกือบยี่สิบต้นแทงยอดจากพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะขึ้นมาชูใบโบกสะบัดท่ามกลางสายลมแรงและแสงสีม่วงน้ำเงินของยามใกล้พลบค่ำ

 

            "นั่นต้นของกล้วย" ตานีสาวชี้ไปยังต้นที่สูงที่สุดและมีผ้าสีเขียวผูกเอาไว้ที่โคน "แล้วก็ยังมีต้นของข้า ต้นของนาง แล้วก็ต้นของไผก็บ่ฮู้อีกสิบกว่าต้น"

            "อ้าว แล้วในเมื่อกล้ายคิดว่านางเป็นคนทรยศ แล้วจะย้ายต้นกล้วยของนางมาไว้ด้วยทำไม"

            "ข้าก็บ่ได้ใจร้ายพอจะทิ้งหื้อเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ตายนี่" กล้ายตอบ "อีกอย่าง ข้าก็ยังบ่แน่ใจ.... ทุกอย่างอาจจะบ่แม่นเพราะนางก็ได้ ทุกอย่างอาจจะเพราะตานีตนอื่น หรืออาจจะเพราะข้าคึดไปเองก็ได้ หรืออาจจะเพราะกล้วยฮู้.... ฮู้ว่าข้า...."

            "ข้าบ่ขอหื้อนายเชื่อ และบ่หวังว่านายจะเชื่อเรื่องนี้" จู่ๆเด็กสาวผมหางม้าก็เปลี่ยนเรื่อง เธอหันมามองหน้าอีกฝ่ายเต็มตาด้วยดวงตาที่เรืองแสงสีเขียววาบ "เท่าที่ฟังมานายคงจะได้เจอกล้วยกับนางแล้ว ข้าขอหื้อนายระวังตัวเอาไว้ และถ้านายทำได้ ก็ช่วยปกป้องกล้วยด้วย บ่ว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือนาง ฝีมือตานีตนอื่น หรือแม้แต่ฝีมือข้าเอง ช่วยดูแลกล้วยหื้อปลอดภัยด้วย เพื่อข้า เพื่อตานีทุกตน เพื่อเมืองตานนะคอน และเพื่อตัวนายเอง...."

            "อืม ถ้าทำได้เราก็จะทำก็แล้วกัน" จ้าดตอบ เขาก็ยังไม่ไว้ใจพอที่จะบอกตานีสาวว่ากล้วยและนางอยู่กับเขา "ขอบคุณกล้ายมากที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง"

 

            "ข้าต่างหากต้องขอบคุณที่นายรับฟัง" ตานีสาวตอบ "อ้อ และนี่ ข้าเก็บมาจากบ้านกล้วยหลังจากหมู่ผีร้ายไปกันแล้ว ถ้าเจอกล้วยก็ช่วยหื้อเปิ้นด้วย เปิ้นคงจะอยากได้"

 

            กล้ายผละจากหน้าต่างเดินไปที่มุมห้อง ก่อนจะคว้าถุงผ้าสีดำซึ่งดูเหมือนถุงปืนของกล้วยสามถุงแบกขึ้นหลังมาส่งให้เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งถึงกับเข่าอ่อนเมื่อสะพายถุงทั้งหมดขึ้นหลังแล้ว น้ำหนักของในถุงนั้นรวมๆแล้วร่วมสามสิบกิโลกรัมได้

 

            "ในนี้มีปืนไรเฟิลซุ่มยิง TM74D หนึ่งกระบอก TM46L อีกหนึ่งกระบอก กระสุนขนาด 7.62 ร้อยนัด ขนาด .338 ร้อยนัด แล้วก็กระสุน .50BMG ที่กล้วยชอบใช้อีกเจ็ดร้อยนัด เป็นกระสุนทำลายวิญญาณห้าร้อยนัด แล้วก็กระสุนทำลายทั้งสสารและวิญญาณสี่ร้อยนัด"

 

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้างงๆ ตานีสาวก็ถอนหายใจเฮือก

 

            "เอาเป็นว่ามีปืนสองกระบอกแล้วก็กระสุนอีกเยอะละกัน ถ้าเจอกล้วยก็ช่วยหื้อเปิ้นด้วยเน่อ กล้วยคงอยากได้กระสุนเอาไว้ป้องกันตัว"

            "ได้ ขอบคุณมากนะกล้าย"

            "บ่เป็นอะหยัง นั่นก็ของกล้วยทั้งนั้น" เด็กสาวตอบ ก่อนจะเดินไปยืนมองออกไปยังสวนกล้วยขนาดย่อมท่ามกลางหิมะเบื้องล่างอีกครั้ง "ถ้านายเชื่อข้า ไว้ใจข้า ก็ช่วยมาแจ้งข่าวหื้อข้าฮู้บ้างละกัน และช่วยอย่าหื้อกล้วยหรือนางฮู้เรื่องที่นายเจอข้าเด็ดขาด อย่าถามอะหยัง อย่าอู้อะหยังที่ชวนผิดสังเกต สัญญากับข้าได้ก่อ"

 

            จ้าดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เขารู้ว่าไม่ควรรับปากตานีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนทรยศตนนี้ แต่ส่วนลึกในใจบอกว่าเด็กสาวผู้นี้ไม่น่าจะโกหกเขา

 

            "เรื่องไว้ใจ เรื่องแจ้งข่าวนี่เราคงยังให้คำตอบไม่ได้" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบช้าๆ "แต่เราคงไม่บอกกล้วยกับนางอยู่แล้ว เอาเข้าจริง ถ้าเขารู้ว่าเรามานั่งคุยกับกล้ายแบบนี้ เขาคงไม่พอใจเท่าไหร่...."

            "นั่นสินะ...." เสียงของกล้ายเบาลงจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ ดวงตาของเธอยังมองออกไปยังหมู่ต้นกล้วยตานีเบื้องล่าง "กลับบ้านดีๆล่ะ ข้าคงบ่ออกไปส่ง แต่ถ้าจะย่างออกไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดก็ออกจากบ้านไป เลี้ยวซ้ายแล้วย่างตรงไปตลอด เดี๋ยวก็ถึง"

            "โอเค ขอบคุณมาก"

 

            "หวังว่าคงจะได้เจอกันอีกเน่อ...."

            เสียงห้าวๆ แต่แผ่วเบาลอยตามสายลมมาส่งขณะเด็กหนุ่มหน้าดุออกมาเดินกระย่องกระแย่งย่ำหิมะอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังอีกครั้ง ในใจของเขาสับสน คำพูดต่างๆที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงของกล้ายและนางตีกันวุ่นอยู่ในหัว ท่าทีนุ่มนวลและอ่อนหวานของนางน่าเชื่อถือกว่ามาก และเธอก็เป็นคนที่กล้วยไว้ใจ ซึ่งคนอย่างกล้วยก็ไม่น่าจะไว้ใจใครง่ายๆโดยไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว แต่กล้ายเองก็มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ และดูจากรูปกล้วยที่ติดอยู่เต็มห้องแล้ว เธอก็ไม่น่าจะใช่คนที่คิดทำร้ายเพื่อนสาวได้เลย.....

 

            เขาควรจะเชื่อใครดี.....

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ไรเฟิลจู่โจม (Assault Rifle) หรือปืนเล็กยาวจู่โจม - ปืนไรเฟิลที่เลือกระบบการยิงได้ ยิงกระสุนขนาดกลาง และป้อนกระสุนด้วยซองกระสุนที่ถอดได้ (ไม่เหมือนปืนกลที่ป้อนด้วยสายกระสุน) ปืนประเภทนี้มีอำนาจการยิงอยู่ตรงกลางระหว่างปืนกลเบา (Light Machine Gun) ซึ่งปกติจะยิงเป็นชุดต่อเนื่องเพื่อสนับสนุน และปืนกลมือ (Submachine Gun) ซึ่งเป็นปืนกลขนาดเล็กและปกติจะยิงกระสุนปืนพกเป็นชุดๆ

ทหารส่วนใหญ่มักมีไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธประจำกายเพราะเอนกประสงค์ มีความแม่นยำ ระยะและอำนาจการยิงพอสมควร ไรเฟิลจู่โจมที่รู้จักกันดีเช่น M16, ตระกูล AK-47 (อาก้า) และ Steyr AUG

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #90 คุณพีทคุง พิธันดร (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 / 00:54
    นึกๆ สงสัยอยู่เชียว ว่ากล้ายจะถูกใส่ร้ายรึเปล่าหนอ
    #90
    0
  2. #79 Zeferus (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 / 22:38
    ว่าละ == 
    #79
    0
  3. #47 wat_r (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 เมษายน 2558 / 09:11
    ณ จุดนี้... ความคิดตีกันตุงนัง ใครพูดจริง ? แต่รู้สึกเชื่อกล้ายแฮะ // รอเจอสาวญี่ปุ่น ตัวละครใหม่ที่ออกมาแวบๆ ท่าทางร้ายกาจ!
    #47
    0
  4. #19 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 00:07
    ใคร! ใครมันช่างกล้าทำเรื่องแบบนี้กัน ไม่รู้ว่าใครดีไม่ดีแต่ที่รู้ๆคือ เศร้าง่าาา T^T



    ________________________________________________________

    *จะหญิงกล้วย กล้าย หรือนางก็เพื่อนกันนะ กระซิก กระซิก
    #19
    0