ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 7 : เด็กสาวผู้ยึดมั่นในหน้าที่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 ม.ค. 58

             "เอาล่ะ ที่นี่แหละ ย่างเข้าไปอีกสักสองกิโล"

             "ในป่านี้เนี่ยนะ"

             เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมแหงนคอตั้งบ่า มองดูยอดต้นสนสูงเสียดฟ้าของป่าสนริมถนนวงแหวนรอบนอกสุดทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองตานนะคอนซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน มองดูเป็นเงาดำทะมึนทาทาบท้องฟ้าสีน้ำเงินยามหกโมงเช้าของฤดูใบไม้ร่วง

 

            "ในป่าทึบแบบนี้จะมีตลาดอยู่ได้ยังไงกัน" จ้าดหันไปถามเพื่อนสาวด้วยเสียงต่ำๆ "ที่โล่งยังแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ"

             "บ่เคยมาก็เงียบไปเหอะบ่าจ้าดง่าว" ราชินีตานีกัด "ที่นี่แหละตลาดของผีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ อาจจะใหญ่ที่สุดในรัฐเลยด้วยซ้ำ"

             "แต่เราไม่เห็นวี่แววเลยนา...."

             "ก็บอกแล้วจะไดว่าต้องเดินเข้าไปอีกสักสองกิโล" เด็กสาวหน้าจืดตอบ เธอกระชับสายสะพายถุงปืนให้แนวกับหลัง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับนางซึ่งยืนพอยต์เท้าเหมือนนางแบบรอคำสั่งจากราชินีของเธออยู่ข้างๆ "นางปิดท้ายขบวนได้ก่อ เดี๋ยวสองคนนี้เปิ้นจะหลง หลงทีนี่ปิ๊กยากแน่"

             "ได้เพคะ"

 

             แม้จะเป็นป่าสน แต่มันก็ค่อนข้างรกชัฏทีเดียว สนแต่ละต้นขึ้นเบียดชิดกันแน่นจนดูผิดธรรมชาติ เหลือเพียงเส้นทางเดินเล็กๆที่คดไปเคี้ยวมาให้ทั้งสี่เดินเท่านั้น มิหนำซ้ำยามนี้มันยังถูกปกลุมด้วยหิมะหนาเกือบถึงหัวเข่า เมื่อประกอบกับหมอกหนาทึบที่ลดทัศนวิสัยจนเหลือเพียงไม่ถึงห้าเมตรรอบตัวก็พอที่จะทำให้คนที่ไม่คุ้นเส้นทางหลงทางได้อย่างง่ายดาย หลานชายหมอผีใหญ่คิดถึงเรื่องที่ย่าของเขาเคยเล่าให้ฟังว่าป่าแห่งนี้มีอาถรรพณ์ มนุษย์ผู้ใดย่างเท้าเข้าไปจะไม่มีวันได้กลับมาอีกเลย.....

 

             แล้ววันนี้เขาจะได้กลับบ้านหรือเปล่า

 

             "จ้าด ดูนั่นสิ"

             ฟ้าเอนตัวมากระซิบข้างหูเขาด้วยเสียงตื่นๆ ไออุ่นจากเสื้อกันหนาวตัวหนาขนฟูกับกลิ่นหอมอ่อนๆทำเอาเด็กหนุ่มเคลิ้มไปเล็กน้อย แต่เขาก็ดึงสติเอาไว้ได้ทันก่อนจะแหงนมองตามสายตาของเพื่อนสาวขึ้นไป แล้วหลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นร่างขาวซีดจนเกือบเป็นสีเขียวของผู้หญิงวัยกลางคนร่างหนึ่งโหนต่องแต่งอยู่กับกิ่งต้นสนเยื้องหัวเขาขึ้นไปทางขวา ที่แขนอีกข้างห้อยถุงใบโตซึ่งดูเหมือนจะใส่ของเอาไว้เต็ม ร่างนั้นจ้องตอบกลับมาด้วยดวงตาลึกโบ๋ แต่ดวงตาคู่นั้นก็ฉายแววตกใจระคนประหลาดใจพอๆกับเขา

 

             "ไม่ต้องกลัวหรอกน่า" เสียงหวานๆของนางดังมาจากด้านหลัง "เขาแค่มาช็อปปิ้งเฉยๆเท่านั้นเอง ก็ที่นี่เป็นตลาดของวิญญาณใช่มั้ยล่ะ"

             "ไม่ได้กลั๊ว ใครกลัวกัน" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงสูง "แค่ตกใจนิดหน่อย มืดๆแบบนี้แล้วแขวนห้อยอยู่แบบนั้น ก็นึกว่ามีคนมาผูกคอตายบนต้นสน"

             "กลัวก็บอกมาเหอะน่า...." ริมฝีปากของฟ้าแสยะยิ้ม "ไม่ต้องทำเป็นแม... เฮ้ย !?"

 

             เด็กสาวหน้าคมผู้กำลังจะล้อเพื่อนหนุ่มกลับต้องเป็นฝ่ายกระโดดโหยงมาหลบอยู่หลังเขาเสียเองเมื่อร่างดำทะมึนซึ่งมีศีรษะแหลกเละราวกับถูกไม้กอล์ฟหวดซ้ำหวดซากเกือบครบสิบแปดหลุมเดินสวนเธอไปในระยะประชิด เด็กสาวอดหันหลังกลับไปมองไม่ได้ แล้วเธอก็ยิ่งต้องเย็นสันหลังวาบเมื่อเห็นผีตนนั้นยืนนิ่ง ดวงตาที่ถลนออกมานอกเบ้าจ้องมองเธอเขม็ง ความหวาดกลัวทำให้เธอไม่ทันสังเกตว่าแววตาของผีตนนั้นก็เหมือนผีตนแรก คือฉายแววประหลาดใจแกมตกใจมากกว่าจะเป็นแววอาฆาตแค้นมุ่งร้าย

 

             "บ่ต้องย่านหรอกฟ้า เปิ้นแค่แปลกใจที่มีมนุษย์เข้ามาที่นี่เท่านั้นเอง" กล้วยพูดมาจากหัวขบวน "รีบๆชินไว้ดีกว่า เดี๋ยวคงได้เจออีกเยอะ"

 

             จริงตามที่ราชินีตานีพูด เพียงไม่ถึงร้อยเมตรต่อมา เหล่าผี วิญญาณ และแม้แต่ปีศาจก็หนาตาขึ้นเรื่อยๆ มาทั้งเดี่ยวและเป็นกลุ่ม หลายตนมุ่งหน้าออกมาในทิศตรงกันข้าม แต่หลายตัวก็มุ่งหน้าไปทางทิศเดียวกัน สิ่งที่เหมือนกันคือทุกตนจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาประหลาดใจแกมตกใจ บางตนเรียกได้ว่าตื่นตระหนกหรือถึงขั้นหวาดกลัวด้วยซ้ำ ในขณะที่มนุษย์ทั้งสองเริ่มชินจนถึงขั้นชิลจ้าดผู้เป็นชายเต็มตัวสุขภาพดีถึงขั้นสอดส่ายสายตามองหาผีหน้าตาดีๆดูเล่น น่าเสียดายที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในแม่น้ำตานทั้งสายเสียอีก

 

             "เอาล่ะ ถึงแล้ว"

             "โอ้โห !"

             สองมนุษย์ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ ป่าสนเบื้องหน้าแหวกออกเป็นลานโล่งกว้างเกือบร้อยเมตร ความยาวก็คงจะพอๆกันหากไม่มากกว่า ทั้งลานเต็มไปด้วยซุ้ม ร่ม และแผงขายสินค้าต่างๆราวกับตลาดนัดของมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน ต่างกันเพียงเจ้าของร้านส่วนใหญ่ดูขาวซีดหรือไม่ก็ต้องผิดแผกจากมนุษย์ปกติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่แปลกแน่ๆคือไม่มีใครใส่เสื้อกันหนาวกันเลยสักตนแม้อุณหภูมิจะเกือบๆลบห้าองศาเซลเซียสและมีหิมะกองสุมอยู่รอบๆลานเป็นเนินขนาดย่อมๆ

 

             "ยะหยัง อึ้งเลยก๋า" กล้วยหัวเราะในลำคอ "เอ้า ไปกันเถอะ เดี๋ยวข้าเจ้าต้องแวะไปซื้อกระสุนแล้วก็อุปกรณ์ปืนเพิ่มก่อน แล้วเดี๋ยวไปเลือกอาวุธหื้อฟ้าต่อเลย นางจะซื้ออะหยังก่อนก่อ"

             "ไม่ล่ะเพคะ เครื่องกระสุนหม่อมฉันมีพอใช้ไปได้อีกเป็นเดือนสองเดือนสบายๆเลยเพคะ"

             "อืม ปกตินางก็บ่ค่อยยิงผีอยู่แล้วด้วยนี่" เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าช้าๆ "งั้นก็ไปเถอะ สายๆเดี๋ยวตลาดวาย ผีบางตนเปิ้นทนแดดบ่ได้มาก"

             "ว่าแต่กล้วย เราสงสัยอยู่นะ" ฟ้าท้วงขึ้นขณะเพื่อนสาวตั้งท่าจะออกเดินพอดี "เราจะใช้อาวุธที่ซื้อจากที่นี่ได้เหรอ เราพอจะรู้ว่าวิญญาณเป็นพลังงาน เราจะจับต้องสัมผัสอาวุธพวกนี้ได้ยังไง"

             "บ่ต้องห่วงหรอก จับได้เหมือนปกตินั่นแหละ"

             "อธิบายทฤษฎีไปก็คงยาวอยู่ ไว้วันหลังฉันค่อยพูดให้ฟังก็แล้วกัน" ตานีสาวคนสวยเสริม "แต่ถ้าจะอธิบายง่ายๆก็คงเป็นว่าวิญญาณเป็นพลังงานแบบพิเศษที่เปลี่ยนสถานะเป็นสสารได้ มันก็เหมือนว่าทำไมบางครั้งผีถึงทำร้ายมนุษย์โดยตรงได้นั่นแหละ ส่วนปีศาจอย่างที่เธอเจอไปเมื่อคืนเป็นสสารอยู่แล้ว"

             "อ๋อ เข้าใจแล้ว" ฟ้าพยักหน้า "งั้นก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสายขึ้นมาจริงๆ นี่ก็หกโมงครึ่งแล้ว"

 

             ของที่วางขายนั้นหลากหลายจนเหลือเชื่อ มีตั้งแต่อาหารนานาชนิดซึ่งดูแล้วน่าจะเทียบชั้นร้านอาหารระดับหรูได้อย่างสบายๆ ผลไม้และผักรวมทั้งเนื้อสัตว์ทั้งสดและแปรรูป เครื่องประดับ ของกระจุกกระจิกทั้งหลาย ไปจนถึงของใหญ่ๆจำพวกเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นล่าสุด ร้านหนึ่งวางขายโทรศัพท์มือถือซึ่งเพิ่มจะออกวางจำหน่ายเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง หลานชายหมอผีใหญ่อดสงสัยไม่ได้ว่าผีลุงแก่ๆเจ้าของร้านซึ่งยืนยืดอยู่ข้างๆโทรศัพท์ราคาแพงเครื่องนั้นคงเพิ่งไปเข้าฝันให้ครอบครัวทำบุญส่งมาให้สดๆร้อนๆเป็นแน่

 

             แต่สิ่งที่จ้าดและฟ้าอดสังเกตไม่ได้คือสายตาที่เหล่าผีเจ้าของร้านทั้งหลายมองกล้วยและนาง ผีบางตนทักทายตานีทั้งสองราวกับคนคุ้นเคย ผีบางตนโค้งคำนับ แต่หลายตนกลับหลบตา บางตนถึงขั้นหลบวูบไปอยู่หลังสต็อกสินค้าที่กองสูงท่วมหัว ที่น่าสงสัยที่สุดคือหลายตนโบกมือทักทายนางซึ่งเดินนำหน้าอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเห็นกล้วยกลับจ๋อยลงไปทันที แต่ก็มีบางตนที่ลอบจ้องมองเด็กสาวหน้าจืดและปืนกระบอกโตของเธอด้วยแววตาแข็งกร้าว

 

             "กล้วย ทำไมผีหลายตนมองกล้วยแปลกๆล่ะ" ฟ้าป้องปากกระซิบข้างหูเพื่อนสาวขณะทั้งกลุ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆด้านในตลาด

             "อ๋อ ข้าเจ้าชินแล้ว" ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ "เป็นผู้คุ้มกฎก็ต้องมีทั้งตนที่ฮักทั้งตนที่เกลียดแม่นก่อ"

             "แต่บางตนมองนาง...."

             "อุ๊ยสาย สวัสดีเจ้า !"

 

             คำถามของเด็กสาวหน้าคมสะดุดหยุดลงกลางคันเมื่อกล้วยยกมือไหว้และทักทายด้วยเสียงดังพอที่จะทำให้ผีนับสิบตนบริเวณนั้นหันมามองพร้อมๆกันได้ เป้าหมายของการทักทายคือผีหญิงชราตนหนึ่งในชุดผ้าซิ่นยาวสำหรับใส่หน้าหนาวแบบพื้นเมืองของตานนะคอนซึ่งนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หวาย ผมของเธอเป็นสีขาวเกือบทั่วทั้งหัว ใบหน้าเหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย แต่ก็ยังพอดูออกว่าเค้าหน้านั้นคงจะเคยเป็นคนที่สวยแบบลุยๆอยู่ไม่เบาเมื่อครั้งยังสาวและยังมีชีวิตอยู่

 

             บนแผงสินค้าเบื้องหน้าเธอมีตลับและซองกระสุนปืนนานาชนิด มีดสงครามและดาบปลายปืนรวมทั้งอุปกรณ์บำรุงรักษาปืนวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ที่อีกแผง ปืนเล็กยาวจู่โจมหลายกระบอกวางพิงลังสินค้าอยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนแผงขายอาวุธเถื่อนตามชายแดนประเทศบาหม่อนซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเกือบสองร้อยกิโลเมตรมากกว่าจะมาอยู่ในตลาดนัดเช่นนี้

 

             หญิงชราปรือตาขึ้น คิ้วขมวดน้อยๆเหมือนรำคาญที่มีคนมารบกวนเวลาพักผ่อน แต่เมื่อเห็นว่าต้นเสียงคือใครก็ลุกพรวด ก่อนจะวิ่งอ้อมแผงสินค้าด้วยความเร็วอันน่าประทับใจสำหรับผีอายุขนาดนั้น แขนทั้งสองข้างยืดยาวออกมารวบตัวตานีทั้งสองเข้าไปกอดไว้แน่น

 

             "โธ่ ท่านกล้วย ท่านนาง อุ๊ยคึดว่าท่านทั้งสองจะสิ้นอายุไปแล้วซะอีก" อุ๊ยสายหรือยายสายพูดด้วยสำเนียงตานนะคอนเช่นเดียวกับราชินีตานี เสียงของเธอเจือด้วยความดีใจและโล่งใจอย่างไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพุดได้ "ขอบคุณคุณพระจริงๆที่ท่านทั้งสองรอดมาได้ ขอบคุณจริงๆ....."

             "ขอบคุณมากนะเจ้าที่เป็นห่วงหมู่เฮา" กล้วยตอบยิ้มๆ "งั้นวันนี้อุ๊ยสายช่วยลดราคาเป็นพิเศษได้ก่อเจ้า"

             "คนละเรื่องกันแล้ว" หญิงชราปล่อยเด็กสาวทั้งสองออกจากอ้อมกอดอย่างฉับพลัน ก่อนจะหายตัวกลับไปนั่งบนเก้าอี้หวายตามเดิม "ท่านกล้วยก็ฮู้นี่ว่าอุ๊ยบ่เคยลดราคา ซื่อสัตย์ขายตามต้นทุนจริงบวกกำไรนิดเดียวมาตลอด"

             "ฮู้เจ้า" ราชินีตานีพูดกลั้วหัวเราะ "แต่นี่ข้าเจ้าอุตส่าห์พาลูกค้าใหม่มาแนะนำหื้อฮู้จักเชียวเน่อ"

             "ลูกค้าใหม่ก๋า" คิ้วขาวเลิกขึ้น "ผู้ได๋ล่ะ"

             "นี่ไงเจ้า"

 

             กล้วยเดินอ้อมมาเบื้องหลังเพื่อนมนุษย์ทั้งสองก่อนจะดุนหลังให้เซคะมำไปยืนเงอะงะประจันหน้ากับผีหญิงชรา อันที่จริงสำหรับจ้าดควรจะเรียกว่าถีบมากกว่า

 

             "มนุษย์ !?" สายอุทานเบาๆ ดวงตาที่มีฝ้าจางๆเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "บ่มีมนุษย์เข้ามาถึงที่นี่นานมากแล้วเน่อ พวกสูโชคดีจริงๆที่ได้ท่านกล้วยกับท่านนางนำทาง บ่อั้นคงหลงจนตายอยู่ในป่าแน่.... ชื่ออะหยังกันล่ะหือ"

             "หนูชื่อฟ้าค่ะ เป็นเพื่อนของกล้วยที่โรงเรียน" เด็กสาวหน้าคมแนะนำตัวก่อนพร้อมกับไหว้

             "ผมจ้าดครับ ตอนนี้กล้วยกับนางอาศัยบ้านผมอยู่" จ้าดไหว้หญิงชราเบื้องหน้าเช่นกันก่อนจะเสริม "ผมเป็นหลานหมอผีจรัญ ฉันทลักษณ์วิกรม กับหมอผีดำเกิง กร้าวเปี่ยมครับ คุณยายอาจจะรู้จัก...."

             "อ้อ จรัญกับดำเกิง ฮู้จักสิ เข้ามาดูแลผีในนี้บ่อยเชียวสมัยก่อนน่ะ" แม่ค้ารุ่นเดอะยิ้มโชว์ฟันปลอมเต็มปาก "แล้วสองคนนั้นเปิ้นสบายดีก่อล่ะ"

             "เสียแล้วทั้งคู่ครับ" เสียงของเด็กหนุ่มหน้าดุหมองลงเล็กน้อย "ปู่เสียเมื่อสี่ปีที่แล้วเพราะมะเร็ง ส่วนตาเพิ่งจะเสียเมื่อสามสี่เดือนที่แล้วเพราะเส้นเลือดในสมองแตกครับ"

 

             หญิงชราอึ้งไปอึดใจหนึ่ง

 

             "เสียใจด้วยเน่อ น่าเสียดาย หาหมอผีที่บ่ได้ทำแค่การกำจัดผีเพื่อเงินแบบนั้นยาก ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้ว" สายถอนหายใจ "แต่ก็ดีที่ฮู้ว่ามีเชื้อสายหมอผีเก่งๆแบบนั้นอยู่กับตานีผู้รอดชีวิตในสถานการณ์จะอี้ คงจะเบาแรงลงบ้างบ่มากก็น้อยเน่อท่านกล้วย ท่านนาง"

             "ค่ะ ฝีมือเขาก็พอใช้ได้ค่ะ หนูเห็นมาแล้ว" ตานีคนสวยตอบ "ฟ้าก็ใช่ย่อยนะคะอุ๊ยสาย เธอมีความสามารถพิเศษที่ผีหรือปีศาจไม่สามารถโจมตีทางกายภาพได้เลยนะคะ"

             "แท้ก๋า" หญิงชราหันขวับมาหาฟ้าซึ่งกำลังพลิกๆดูซองกระสุนโลหะโค้งงออันหนึ่งอย่างสนใจ ทำเอาเธอสะดุ้งเฮือกก่อนจะปล่อยสินค้าลงแทบไม่ทัน "ได้ยินจะอี้อุ๊ยก็สบายใจ อย่างน้อยท่านทั้งสองคงบ่เสียทีหมู่ผีร้ายง่ายๆแน่"

             "ถ้าโชคดีเน่อเจ้า แต่เมื่อวานก็เพิ่งไปเจอศึกหนักกันมานี่ล่ะ" กล้วยถอนหายใจเฮือก "กระสุนเลยเกือบหมดเกลี้ยงแล้ว ยังมี .50BMG หัวทำลายวิญญาณกับหัวทำลายทั้งวิญญาณและสสารอยู่บ้างก่อเจ้า ข้าเจ้าเคยหันอุ๊ยสายรับจากที่อื่นมาขายด้วยนี่"

             "บ่มี" แม่ค้าอาวุธตอบ "กระสุนส่วนใหญ่อุ๊ยก็รับมาจากโรงงานของตานี พอโดนบุกแบบนี้ก็บ่มีส่งมาแล้ว อีกอย่าง กระสุนแบบนี้หาคนผลิตยาก ทั้งมนุษย์ทั้งผีนั่นแหละ กองทัพสารขัณฑ์ก็บ่ใช้ คงต้องทนใช้ปืนอื่นไปสักระยะก่อน ท่านกล้วยก็มีปืนอื่นสำรองอยู่บ่แม่นก๋า"

             "ปืนกับกระสุนข้าเจ้าส่วนใหญ่ติดอยู่ในป่ากล้วยน่ะเจ้า ข้าเจ้าจะไปเอาก็กลัวจะบ่ปลอดภัย มีกันแค่สี่คน ถ้าผีร้ายทั้งฝูงเปิ้นดักรออยู่ก็บ่รอดแน่ๆ"

             "งั้นท่านกล้วยจะลองเอาปืนอื่นไปก่อนก่อล่ะ" สายดูท่าทางกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เธอเอี้ยวตัวยืดแขนไปคว้าปืนซุ่มยิงกระบอกยาวสีเขียวขี้ม้าเข้มมาจากลังเบื้องหลัง "กระบอกนี้ก็ดีเน่อ กระสุนขนาด .338 ระยะยิงหวังผลหนึ่งกิโลเกือบครึ่ง พร้อมกล้องเล็งและอินฟราเรด ราคาสองหมื่นกว่าเบี้ยเอง ใช้โบนัสเบี้ยวิญญาณลดราคาก็ได้ ท่านกล้วยก็เคยซื้อของจากอุ๊ยเยอะก็มีโบนัสเหลือเยอะอยู่แล้ว...."

             "บ่เป็นอะหยังเจ้าอุ๊ยสาย ข้าเจ้าว่าหาวิธีไปเอาปืนเก่ามาใช้จะสะดวกกว่า" ราชินีตานีเบรกแม่ค้าวัยดึกซึ่งทำท่าจะสาธยายต่ออีกยาวแถมตั้งท่าจะยืดแขนไปหยิบปืนอีกกระบอกมานำเสนอ "อีกอย่างข้าเจ้าคุ้นมือกับปืนของตานีทำเองมากกว่าน่ะเจ้า และข้าเจ้าก็บ่มีตังค์ด้วย"

             "อ้าว งั้นบ่ต้องอู้กันเลย" หญิงชราหดมือกลับทันควัน แต่เธอก็พูดต่อด้วยเสียงอ่อนโยนขึ้น "แต่ถ้ามีอะหยังที่อุ๊ยช่วยได้ก็บอกกันมาได้เน่อ ช่วยไปรบหรือช่วยทำอะหยังก็ได้ แต่ขออย่างเดียวเรื่องของค้าของขายอุ๊ยช่วยบ่ได้แต๊ๆ"

             "เจ้า เข้าใจเจ้า" กล้วยหัวเราะ ก่อนจะหันไปหานาง ฟ้าและจ้าดซึ่งต่างก็ยืนหยิบจับอุปกรณ์ดูแลปืนเล่นอยู่ข้างๆเนื่องจากไม่มีอะไรทำ "นางมีอะหยังอยากได้ก่อ บ่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวข้าเจ้าจ่ายให้เอง"

             "ไม่มีหรอกเพคะ อย่างที่ทูลไป เครื่องกระสุนหม่อมฉันมีเต็มห้องเลย" ตานีคนสวยตอบ "งั้นไปหาซื้ออาวุธให้ฟ้ากันดีไหมเพคะ นี่ก็จะเจ็ดโมงสิบห้าแล้ว ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆแล้วด้วย ถึงจะมีเมฆปิดก็เถอะ"

             "อ้าว ได๋ว่าพาลูกค้าใหม่มาหื้ออุ๊ยบ่แม่นกา" สายประท้วง "บ่หันมีผู้ได๋ซื้ออะหยังเลย"

             "แต่อุ๊ยสายก็บ่ขายอาวุธหื้อมนุษย์อยู่แล้วบ่แม่นกาเจ้า" ราชินีตานีย้อนถาม ก่อนจะหัวเราะแหะๆ "คราวหน้าข้าเจ้ามาซื้อปืนอีกกระบอกแน่เจ้า สัญญาแต๊ๆ"

             "เอ้า ก็ได้ๆ หันว่าเป็นท่านกล้วยเน่อถึงได้ยอม" หญิงชราถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นจ้าดยังคงยืนอยู่ที่แผงสินค้าของเธอ "เอ้า แล้วพ่อหลานชายหมอผีใหญ่นี่บ่ไปกับเขาก๋า"

             "เอ่อ ผมมีอะไรอยากจะถามอุ๊ยสายหน่อยน่ะครับ" จ้าดตอบเบาๆ ก่อนจะหันไปร้องบอกเพื่อนสาวทั้งสามซึ่งยืนรอเขาอยู่ห่างออกไปเกือบห้าเมตร "กล้วยฟ้านางไปกันก่อนเลย เราอยากคุยอะไรกับอุ๊ยสายนิดหน่อย ไว้กลับมาเจอกันอีกทีก็ได้"

             "แน่ใจก๋า" กล้วยย้อนถาม "ฟ้าเลือกอาวุธเชียวเน่อ"

             "เออน่า ไปเถอะ เดี๋ยวเราค่อยดูตอนเลือกเสร็จแล้วทีเดียวเลย"

             "โอเคงั้นไว้เจอกันนะ"

 

             สามสาว สองตานีหนึ่งมนุษย์เดินหายไปในกลุ่มผีที่เดินไปเดินมาจับจ่ายซื้อของอยู่ขวักไขว่ ขณะจ้าดเลิกเสื้อคลุมกันหนาวสีดำของเขาขึ้นและนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่แม่ค้าวัยดึกเลื่อนมาให้ ก่อนที่สายจะถามขึ้น

 

             "มีเรื่องอะหยังจะถามอุ๊ยก๋า"

             "คือผมสังเกตน่ะครับว่าผีหลายตนดูกลัวๆกล้วยกับนาง อันนี้พอเข้าใจได้ แต่ทำไมหลายตนถึงทักทายดีกับนางแต่กลับดูกลัวกล้วยจนหงอเลยล่ะครับ บางตนถึงขั้นมองแบบแค้นๆด้วย"

             "ก็บ่แปลกหรอก ท่านนางค่อนข้างใจดีกับพวกภูตผีปีศาจทั้งหลาย เวลาปฏิบัติภารกิจถ้าออกลุยเดี่ยวหรือออกเป็นทีมกับลูกน้องที่เขาสนิทจะแทบบ่เคยยิงผีเลย ส่งไปสุคติแบบนิ่มนวลยังน้อยครั้งเลย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเจรจาหรือบ่อั้นก็อลุ้มอล่วยปล่อยๆไป ผีเลยค่อนข้างชอบ"

 

             อุ๊ยสายอธิบายด้วยเสียงแหบๆ เนื่องจากโฆษณาสินค้าจนคอแห้ง เธอยกชาเย็นเฉียบในถ้วยดินเผาซึ่งวางอยู่ใกล้มือขึ้นดื่มสองสามอึกก่อนจะพูดต่อ

 

             "ตรงข้ามกับท่านกล้วย ท่านกล้วยจะเคร่งครัดในหน้าที่มาก ผีตนได๋ที่ทำร้ายมนุษย์บ่ว่าจะด้วยเหตุผลอะหยังจะถูกส่งไปโลกหลังความตายโดยบ่มีข้อยกเว้น บ่ว่าผีนั้นจะร้ายแต๊หรือถูกมนุษย์ทำร้ายจนต้องป้องกันตัวก็ตาม ผีเลยบ่ชอบท่านกล้วยกัน"

             "แบบนี้ก็แย่สิครับ" เด็กหนุ่มหน้าดุขมวดคิ้ว "แล้วแบบนี้จะไม่มีผีที่ไม่พอใจเหรอครับ"

             "มีสิ บ่แม่นน้อยด้วย" สายตอบทันควัน "และอุ๊ยก็คึดว่านี่แหละเป็นสาเหตุสำคัญที่เกิดเหตุการณ์โค่นอำนาจตานีครั้งนี้ขึ้น บ่แม่นเกิดจากเหตุการณ์นรกแตกอย่างที่ผีทั่วไปอู้กัน"

            "นรกแตก ?" หลานชายหมอผีใหญ่ทวนคำ "มันคืออะไรเหรอครับ"

             "ว้า ยาวอยู่เน่อ" หญิงชราเกาเรือนผมสีขาวแกรกๆ ยกน้ำชาขึ้นจิบ กระแอมสองสามครั้งก่อนจะเริ่มอธิบาย "ก่อนอื่น พ่อหนุ่มฮู้แม่นก่อว่าผีคือกลุ่มก้อนของพลังงาน ซึ่งปกติบ่ได้เหมาะจะอยู่บนโลกนี้ จะต้องไปที่โลกหลังความตายซึ่งมีบรรยากาศที่เหมาะสมกว่า"

             "อันนี้พอจะทราบมาจากปู่อยู่ครับ"

             "ดี" แม่ค้าอาวุธพยักหน้า "แต่ความเหมาะสมสำหรับการคงอยู่ของวิญญาณในโลกทางปู้นก็ขึ้นอยู่กับกรรมชั่วและกรรมดีที่เคยยะไว้ ถ้าจะอธิบายหื้อง่ายที่สุดก็คือกรรมชั่วเป็นคล้ายพลังงานบ่ดี มันจะสร้างความทรมานและสร้างความเสียหายให้กับวิญญาณ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมแบบโลกหลังความตาย ความเจ็บปวดก็ยิ่งทวีคูณ วิญญาณที่เคยทำความชั่วมามากเลยบ่อยากจะอยู่ในนั้น ถ้าเกิดหมู่เปิ้นรวมตัวกันได้มากพอหรือการรักษาความปลอดภัยเกิดอ่อนแอ หมู่เปิ้นก็จะฝ่าแนวกั้นระหว่างสองโลกกลับมายังโลกนี้ได้"

             "แล้วถ้าหลุดออกมาได้จริงๆ พวกผีจะทำอะไรบ้างครับ" จ้าดถามต่อ "ครองโลก ?"

             "มันก็บ่ถึงขนาดนั้นหรอก" สายหัวเราะเสียงแหบๆ "โดยหลักๆแล้ว อย่างแรกที่ต้องยะก็คงเป็นโค่นล้มตานีแล้วจับราชินีตานีมาบังคับหื้อมอบพลังหื้อ เพราะถ้าบ่มีตานีซะอย่างแล้วอะหยังๆก็ง่ายขึ้นเยอะ จากนั้นก็แล้วแต่ เท่าที่เกิดมาสามครั้ง มีสองครั้งที่ผีร้ายยึดเมืองโดยสมบูรณ์แบบมนุษย์ต้านทานบ่ได้เลย แต่ก็มีอีกครั้งที่ไล่ฆ่าคนไปเรื่อยๆ แต่บ่ยึดเมือง แต่ยอดคนตายก็พอๆกันนั่นแหละ คือเกือบทั้งเมือง"

             "แล้วทำไมคราวนี้อุ๊ยสายถึงไม่คิดว่าเป็นนรกแตกล่ะครับ"

             "หนึ่ง ถ้าเกิดเหตุการณ์นรกแตก ต้องมีคำเตือนจากทางโลกหลังความตายมาถึงวิญญาณทุกตนบนโลกมนุษย์ พร้อมกับคำขอ.... แต๊ๆแล้วมันก็คำขอร้องแกมบังคับนั่นล่ะ หื้อช่วยจัดการพวกที่หลุดออกมา แต่คราวนี้บ่มีหยังเลยสักนิด เงียบกริบ" หญิงชราอธิบาย "สอง เหตุการณ์นรกแตกแต๊ๆนี่ทั้งมนุษย์ทั้งผีบ่ได้อยู่แบบปกติจะอี้หรอก พังทั้งเมือง ตายกันเป็นหมื่นๆแสนๆโน่นแหละ แต่นี่ค่อนข้างเงียบ แปลว่ากำลังของพวกเปิ้นบ่ได้เยอะจนมั่นใจว่าจะยึดเมืองได้ในครั้งเดียว แต่ก็อาจจะเพราะราชินีตานียังบ่สิ้นอายุด้วยล่ะมั้งจึงออกลายได้บ่เต็มที่ กลัวฆ่าๆมนุษย์อยู่โดนสอย"

             "แต่ถ้างั้นก็แปลว่าเหตุการณ์คราวนี้ไม่ได้จัดการยากเหมือนนรกแตกใช่มั้ยครับ"

             "จะว่ายากก่อมันก็ยากอยู่เน่อ ถึงขั้นสวนกล้วยแตกจะอี้แล้ว ปกติสวนกล้วยแตกถ้าบ่แม่นเพราะสงครามกลางเมืองของตานีเองก็มีแต่เพราะนรกแตกนี่ล่ะ แปลว่าสถานการณ์คราวนี้บ่ได้ร้ายแรงหนีนรกแตกไปสักเท่าใด๋ ง่ายกว่าแค่ตรงที่พวกผีบ่ได้อาละวาดมาก ยังพอมีเวลาหายใจหายคอ พยายามหาทางทวงอำนาจคืนอยู่" ผีแม่ค้าวัยดึกตอบ "แต่ที่อุ๊ยย่านคือ ถ้ามีผีที่บ่พอใจท่านกล้วยมากๆอยู่แบบนี้ ก็เป็นไปได้ว่าผีหมู่นั้นจะเข้าร่วมกับพวกผีร้าย ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ก็แย่"

             "งั้นผมควรจะบอกกล้วยมั้ยครับว่าให้เพลาๆลงบ้าง อนุโลมบ้างแบบนาง" จ้าดขอความเห็น "เพราะถ้าเกิดว่ายิงไม่เลี้ยงไม่สนใจอะไรเลยแบบนั้นเป็นผมผมก็เคืองเหมือนกันนะ"

             "บ่ฮู้สิ" หญิงชราถอนหายใจยาว "ตัวอุ๊ยเข้าใจท่านกล้วยนะ นี่คือหน้าที่ของเปิ้น เปิ้นจำเป็นต้องยะ และท่านก็คงอยากทำหน้าที่หื้อดีที่สุดด้วย อีกอย่าง ภูตผีปีศาจทั้งหลายก็บ่ได้เป็นสิ่งที่ควรอยู่ในโลกมนุษย์อยู่แล้ว ดันทุรังอยู่กันเอง ก็บ่ควรจะไปรังควานผู้ได๋"

             "แต่ผมไม่คิดแบบนั้นนะครับ" เด็กหนุ่มหน้าดุแย้ง "ผมมองว่าภูตผีปีศาจกับมนุษย์น่าจะอยู่ร่วมกันได้ และยิ่งดีด้วยซ้ำ ลองคิดดูว่าผีที่มีห่วงได้ดูแลจัดการห่วงนั้นจนเสร็จสิ้น หรือผีที่ยังไม่อยากจากครอบครัวก็ได้อยู่กับครอบครัวต่อ หรืออย่างอุ๊ยก็ได้ทำงานที่ชอบต่อจริงไหมครับ"

             "อู้เหมือนเจ้าจรัลกับเจ้าดำเกิงเลย" แม่ค้าอาวุธหัวเราะ "สองคนนั้นก็คึดคล้ายๆแบบนี้แหละ"

             "จริงเหรอครับ" จ้าดถามอย่างตื่นเต้น

             "แต่น่าเสียดายที่มันคงบ่มีโอกาสเป็นแต๊ได้ จะไดๆห่วงหลักของผีก็คือความอาฆาตแค้น พออาฆาตแค้นก็ต้องทำร้ายมนุษย์ ทำร้ายมนุษย์ก็สมควรต้องไปใช้กรรมที่โลกหลังความตาย แล้วก็จะมีการจองเวรกันบ่ฮู้จักจบจักสิ้นสักที" สายตอบเสียงปลงๆ "อีกอย่าง ถึงจะอยู่บนโลกมนุษย์แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดการสูญเสียพลังงานจนสหายหายไปในที่สุดอยู่ดี มันก็จะอี้แหละ จะไดๆที่ที่เหมาะกับผีอย่างหมู่เฮาก็คือโลกหลังความตายอยู่ดี แค่บางตนอยากจะอยู่ดูโลกนี้หื้อนานขึ้นสักหน่อยเท่านั้นเอง"

 

             "จ้าด......"

             ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ เสียงของเพื่อนสาวหน้าคมก็เรียกชื่อเขามาแต่ไกล เธอวิ่งฝ่าเหล่านักช็อปผู้ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแล้วตรงมาหาเขา มือขวาหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่ซึ่งดูจะหนักไม่เบามาด้วย เบื้องหลังเธอ กล้วยและนางเดินตามมาช้าๆด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

 

             "นี่ เราได้อาวุธมาแล้ว !"

             "จริงเหรอ" เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน "อาวุธอะไรล่ะ"

            ฟ้าลงเท้าเบรกกึกตรงหน้าเขาพอดีก่อนจะแหวกปากถุงใบนั้นให้เพื่อนหนุ่มดู ในนั้นมีสนับมือและสนับเข่าเหล็กกล้ารูปร่างแปลกๆ อย่างละหนึ่งคู่มัดติดกันด้วยลวดนอนสงบนิ่งอยู่

             "สนับมือกับสนับเข่า ?" หลานชายหมอผีเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวด้วยสีหน้าอึ้งแกมช็อก "จะดีเหรอ"

             "ดีสิ ก็ในเมื่อผีร้ายทำอะไรเราทางกายภาพไม่ได้อยู่แล้ว เราก็เหมาะจะเป็นตัวชนถูกมั้ย" เด็กสาวตอบยิ้มๆ "แล้วอาวุธของตัวชนที่เหมาะที่สุดก็ต้องเป็นอาวุธประชิดตัวจริงมั้ย อีกอย่าง เราก็เคยฝึกมวยเวียงตานมาก่อนแล้วด้วย จ้าดก็รู้นี่"

 

             จ้าดพยักหน้า เพื่อนสาวของเขาเคยฝึกมวยเวียงตานซึ่งเป็นมวยประจำถิ่นของพื้นที่แถบนี้มาตั้งแต่เด็ก เธอเคยไปแข่งระดับรัฐเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเข้ามัธยมปลายก็เลิกไป ส่วนหนึ่งเพราะอยากทุ่มเทให้กับการเรียน แต่อีกส่วนเพราะแค่นี้ก็โดนหาว่าเป็นทอมมากพออยู่แล้ว

 

             "สนับนั่นไม่ใช่สนับธรรมดานะ สนับชั้นดีที่สุดจากช่างตีเหล็กที่มีชื่อที่สุดในตานนะคอนเลยล่ะ" นางบรรยายสรรพคุณเสริมให้อีกฝ่าย "เท่าที่ฉันเห็นตอนลองใส่ ฟ้าก็ใช้ถนัดดีพอสมควรเลย ทั้งๆที่หนักไม่เบาแบบนั้น"

             "ตามใจก็แล้วกัน" จ้าดถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทีกระดี๊กระด๊าอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมานานของเพื่อนสาว "แล้วนี่มีอะไรจะซื้อกันอีกรึเปล่า"

             "บ่มีหรอก" ราชินีตานีตอบ "กลับกันเลยก่อ"

             "อืม กลับเลยก็ได้ นี่ก็เริ่มสายแล้วนี่" หลานชายหมอผีใหญ่ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูนาฬิกา เจ็ดโมงจะครึ่งแล้ว ท้องฟ้าเหนือทิวสนก็สว่างขึ้นมากแล้วเช่นกัน "การบ้านก็ยังเหลือต้องทำอีก แล้วเราก็เริ่มง่วงแล้วด้วยสิ เมื่อคืนนอนซะดึก"

             "ได้ ข้าเจ้าก็เริ่มง่วงๆเหมือนกัน" กล้วยพยักหน้า "งั้นก็ สวัสดีเจ้าอุ๊ยสาย ถ้ามี .50BMG มาช่วยติดต่อผ่านเน็ตวิญญาณหาข้าเจ้าหน่อยได้ก่อเจ้า ข้าเจ้าจะขอจองสักสองร้อยนัด"

             "ได้ๆ ถ้ามีมาเดี๋ยวอุ๊ยติดต่อไปเน่อท่านกล้วย" แม่ค้าอาวุธชรายิ้มโชว์ฟันปลอมเต็มปาก "ขอบใจมากที่มาเยี่ยมเน่อ ดีใจจริงๆที่ได้ฮู้ว่าท่านกล้วยกับท่านนางยังบ่สิ้นอายุ"

             "ขอบคุณเหมือนกันเน่อเจ้าที่เป็นห่วง ไว้วันหลังจะมาหาใหม่เน่อเจ้า"

             "สวัสดีค่ะอุ๊ยสาย"

             "สวัสดีค่ะ"

             "อ้าว จ้าด บ่ไปก๋า เดี๋ยวก็ทิ้งไว้หรอก" เด็กสาวหน้าจืดเหลียวมาพูดกับเพื่อนหนุ่มซึ่งยังคงยืนอ้อยอิ่งอยู่หน้าแผงที่เต็มไปด้วยกระสุนปืนของหญิงชรา

             "ไปก่อนเลย เดี๋ยวเราวิ่งตามไป เรายังอยากถามอุ๊ยสายอีกเรื่องนึง"

             "อย่าช้าเน่อจ้าด ฮู้นี่ว่าถ้าบ่มีคนนำทางล่ะก็หลงแน่ๆ"

             "น่า ไม่ช้าหรอก ไปกันก่อนเลย"

 

             กล้วยพยักหน้า ก่อนที่สามสาวจะเดินจากไป จ้าดหันกลับมาหาผีแม่ค้าซึ่งก็กำลังมองเขาอย่างสงสัยเช่นกัน

 

             "อุ๊ยสายครับ ถามอีกคำถามหนึ่งได้มั้ยครับ"

             "ถามมาเลย" ผู้ถูกถามตอบ "ลีลามากเดี๋ยวก็บ่ทันเปิ้นหรอก"

             "ครับๆ" เด็กหนุ่มหัวเราะ แต่ประโยคต่อมาของเขากลับเบาลงและเน้นทุกคำพูด "ถ้าเกิดอุ๊ยสายจะถูกกล้วยส่งไปโลกหลังความตายเพราะทำร้ายมนุษย์ ทั้งที่มนุษย์เป็นฝ่ายเริ่มก่อน อุ๊ยสายจะว่ายังไงครับ"

 

             หญิงชรานิ่งไปอึดใจหนึ่งจนจ้าดเริ่มกลัวว่าเขาจะตามเหล่าเพื่อนสาวไปไม่ทัน

 

             "ตอบยากอยู่เน่อ" เธอพูดเบาๆ "อุ๊ยบ่มีห่วงอะหยังเหลืออยู่บนโลกนี้อีกแล้ว ก็แค่อยากอยู่ดูโลกนี้ต่อไปเท่านั้น จะอั้นอุ๊ยบ่ย่านหรอกถ้าจะถูกส่งไปโลกหลังความตาย แต่ถ้าอุ๊ยเกิดทำร้ายมนุษย์ขึ้นมาจริงๆก็แปลว่าอุ๊ยคงต้องมีเหตุผลอะหยังที่จำเป็นแต๊ๆสักอย่าง ถ้าเป็นจะอั้น อุ๊ยอาจจะบ่ยอมไปง่ายๆก็ได้"

             "ขอบคุณมากครับอุ๊ยสาย ไว้วันหลังผมจะมาเยี่ยมอีกนะครับ สวัสดีครับ"

             "เอ้อ สวัสดีๆ" สายรับไหว้อีกฝ่าย "บุญรักษาเน่อพ่อหลานชายหมอผี ช่วยท่านกล้วยหื้อได้ล่ะ"

             "ขอบพระคุณครับ"

 

             ดวงตาฝ้าฟางของแม่ค้าอาวุธชรามองตามหลังเด็กหนุ่มจนกระทั่งเหล่าผีที่เดินกันขวักไขว่กลืนร่างเขาหายไป เธอถอนหายใจยาวก่อนจะหลับตาลงและเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หวาย

 

             "โชคดีแต๊ๆเน่อท่านกล้วย ที่ได้คนทั้งเก่งทั้งดีจะอี้มาช่วย...."

 

 

             "ดูท่ากล้วยกับนางจะสนิทกับอุ๊ยสายมากเลยนะ"

             ฟ้าเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งสี่ขึ้นมานั่งบนรถไฟความเร็วสูงสายรอบนอกเมืองซึ่งมุ่งหน้ากลับบ้านจ้าดเรียบร้อยแล้ว สนับมือและสนับเข่าวางเรียบร้อยอยู่ใต้เก้าอี้ เมื่อครู่นี้เจ้าอาวุธใหม่เกือบจะสร้างปัญหาให้พวกเขาเสียแล้วเนื่องจากยามสถานีไม่ยอมให้วัตถุประหลาดๆที่ดูเหมือนอาวุธมีคมชิ้นนี้ผ่านเข้าไปได้ นางและฟ้าต้องช่วยกันอธิบายบวกเอาจริตมารยาเข้าล่อจนเขาเชื่อว่าเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้านกว่าจะผ่านเข้ามาได้ แต่ก็กินเวลาไปเกือบสิบห้านาที

 

             "อุ๊ยสายสนิทกับตานีมาตั้งแต่ราชินีรุ่นก่อนแล้วล่ะ" นางตอบ "อุ๊ยเป็นแม่ค้าอาวุธที่ไว้ใจได้ อาวุธหรือวัตถุดิบชิ้นไหนที่ทางโรงงานขาดแคลน หรือต้องการตัวอย่างอาวุธจากที่อื่นมาเพื่อศึกษาวิจัย อุ๊ยสายหาให้ได้หมด และคิดราคายุติธรรมด้วย ที่สำคัญคืออุ๊ยไม่เคยคิดราคาเกินหรืออะไรเลย และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตานีด้วย ถึงขั้นมาเป็นอาจารย์สอนหลายๆวิชาเกี่ยวกับอาวุธเลยนะ ไม่เหมือนวิญญาณส่วนใหญ่ที่ไม่กลัวก็ไม่ชอบไปเลย อาจจะเพราะอุ๊ยเป็นคนกล้าด้วยมั้ง ได้ยินว่าสมัยสาวๆเคยเป็นทหารด้วย"

            "นั่นสิ ก็ว่าท่าทางอุ๊ยดูห้าวๆอยู่" เด็กสาวหน้าคมเออออ

             "ถ้าจะอู้กันตามตรง อุ๊ยสายก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของหมู่เฮานั่นแหละ" ราชินีตานีเสริม "อุ๊ยใจดีกับหมู่เฮามาตั้งแต่ยังละอ่อน ดูแลหมู่เฮามาตลอด ฝึกอาวุธถ้ามีอะหยังบ่เข้าใจแล้วบ่ฮู้จะไปถามผู้ได๋ อุ๊ยสายก็มาช่วย ข้าเจ้าว่าถ้าเกิดอุ๊ยสายยะความผิดแล้วข้าเจ้าต้องส่งไปโลกหลังความตายขึ้นมา บางทีข้าเจ้าอาจจะยะบ่ได้ก็ได้...."

             "เอ้อจริงสิกล้วย" หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยขึ้นบ้าง "เราคุยกับอุ๊ยสายตอนที่พวกกล้วยไปซื้อของให้ฟ้า เราว่า บางทีการเคร่งครัดต่อหน้าที่เกินไปก็อาจจะไม่ดีก็ได้นะ"

             "อ้อ คุยกันเรื่องนั้นก๋า" กล้วยตอบ ดวงตาเรียวเล็กมองไปยังตึกรามบ้านช่องที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง "อุ๊ยสายก็เคยอู้กับข้าเจ้าหลายครั้งแล้ว แต่จะหื้อยะอะหยังได้ล่ะ นี่เป็นงานของข้าเจ้า ข้าเจ้าก็ต้องยะอย่างเต็มความสามารถ"

             "ถึงจะเป็นการป้องกันตัวจากมนุษย์ก็ยังต้องส่งเขาไปโลกหน้างั้นเหรอ"

             "จ้าด หมู่เฮาตานีบ่แม่นผู้ผดุงความยุติธรรมหรืออะหยัง" เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ "หน้าที่ของหมู่เฮาตามที่ได้รับมอบหมายคือการปกป้องมนุษย์จากผีร้าย และคำจำกัดความของผีร้ายตามที่โลกหลังความตายบอกมาก็คือภูตผีปีศาจที่ทำร้ายมนุษย์บ่ว่าจะเพราะอะหยังก็ตาม"

             "แล้วผีไม่มีสิทธิ์ป้องกันตัวเลยเหรอ" หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง "ผีไม่มีสิทธิ์อะไรเลยงั้นเหรอ ทั้งๆที่เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนแท้ๆ แต่เขากลับต้องถูกยิง ถูกส่งไปโลกที่เขาไม่อยากอยู่ แต่มนุษย์ที่ไปคุกคามเขาลอยนวลสบายเนี่ยนะ"

             "จ้าด ข้าเจ้าบอกแล้ว ตานีบ่แม่นผู้ผดุงความยุติธรรม" กล้วยหันขวับ ดวงตาเรียวที่มีประกายสีเขียวจ้องลึกลงไปในดวงตาตี่ของอีกฝ่าย "และหมู่เฮาก็บ่ได้มีตาทิพย์ หมู่เฮาบ่ฮู้ว่าผู้ได๋เริ่มก่อนผู้ได๋เริ่มหลัง สิ่งที่ผีอู้เป็นจริงหรือเปล่า หรืออยากทำร้ายมนุษย์เองแล้วมาขี้จุ๊ว่ามนุษย์มาทำร้ายก่อน หรือบางทีมนุษย์ฮู้เท่าบ่ถึงการณ์บ่ได้ตั้งใจก็โดนหลอกแทบปางตายหรือตายไปก็มี จะหื้อหมู่เฮาสอบสวนเป็นตำรวจก๋า"

             "แต่มัน...."

             "จ้าดคึดว่าข้าเจ้ายะแล้วมีความสุขก๋า งานนี้น่ะ" เสียงของเด็กสาวหน้าจืดเย็นลง "ข้าเจ้าบ่ได้อยากยะนักหรอก ถึงผีจะบ่สมควรอยู่บนโลกนี้ แต่เปิ้นก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน เปิ้นก็มีเพื่อน เปิ้นก็มีคนที่ฮัก การส่งเปิ้นไปอีกโลกมันก็เหมือนการฆ่ากันนั่นแหละ แต่ยะจะไดได้ ในเมื่อหน้าที่.... ในเมื่อเหตุผลของการที่มีตานีอยู่คือการส่งผีให้ไปอยู่ในที่ที่สมควรอยู่ ข้าเจ้าก็ต้องยะหน้าที่นั้นหื้อดีที่สุดเหมือนกัน"

 

            จ้าดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เขาอ้าปากจะโต้ แต่ก็กลับถอนหายใจเฮือก

 

             "เอาเถอะ เราคงเปลี่ยนความมุ่งมั่นของกล้วยไม่ได้อยู่แล้ว ก็แค่เตือนกันไว้เท่านั้นแหละ" เด็กหนุ่มหน้าดุเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลาสติกแข็ง "แต่ไม่ว่ายังไงเราก็จะช่วยกล้วยล่ะนะ อุ๊ยสายฝากมาแล้วด้วย"

             "เราก็ด้วยนะ" ฟ้ายิ้มให้เพื่อนสาวอีกคน

             "ขอบคุณมากเน่อฟ้า" ราชินีตานียิ้มตอบ "แล้วก็ ขอบใจย่ะบ่าจ้าดง่าว"

             "อ้าว ไหงมาด่ากันแบบนี้ล่ะ !?"

 

             เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสี่ก็ขึ้นจากสถานีรถไฟใต้ดินตาดผ้าห่มใต้ขึ้นมาเดินย่ำหิมะไปตามทางกลับบ้านจ้าด เสียงสนับมือและสนับเข่าในถุงกระทบกันดังกริ๊กๆเป็นจังหวะในแสงแดดอ่อนยามสาย ไม่มีใครรู้ตัวเลยสักคนว่ากำลังถูกจับตามอง....

 

             บนดาดฟ้าของอพาร์ตเมนต์หรูห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร เด็กสาวอายุประมาณสิบเจ็ดปีผู้หนึ่งถอนกล้องส่องทางไกลออกจากตา ก่อนจะควักแว่นตากรอบเหลี่ยมสีดำมาใส่แทน เธออยู่ในชุดสีขาวทั้งตัวเหมือนทหารแถบชั้วโลก ผิวของเธอก็เป็นสีขาวพอๆกับชุด ใบหน้าหวานปากนิดจมูกหน่อยแบบชาวประเทศฮิมิตสึมองตามสี่สหายซึ่งยามนี้ดูเหมือนมดตัวเล็กๆสี่ตัวเดินหายเข้าไปในบ้าน ก่อนที่ริมฝีปากบางจะบิดน้อยๆเป็นรอยยิ้มบางจนแทบมองไม่เห็น

 

             "นั่นเหรอ ฉันของเป้าหมาย...."

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #104 2-CHAIR (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 03:17
    บรรทัดสุดท้ายนี่ หมายถึง "เป้าหมายของฉัน" ไหมคะ?
    #104
    2
    • #104-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 7)
      24 มิถุนายน 2559 / 17:34
      เพราะเป็นคนฮิมิตสึ เลยเรียงประโยคแบบฮิมิตสึครับ
      #104-1
  2. #88 คุณพีทคุง พิธันดร (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2558 / 06:45
    บทนี้เปิดมาแบบเสียวสันหลังเลยครับ ขำผีตกใจ ต่างฝ่ายต่างกลัวกันนะ

    กล้วย?เอง?ก็?มี?เหตุ?ผล?ใน?มุม?ของ?กล้วย ถ้า?มัน?เป็น?ชนวน?ก่อ?เหตุ?จริงๆ ก็น่าเสียใจอยู่นะครับ

    สาวจากฮิมิตสึ จะมาทำอะไรหนอ
    #88
    1
    • #88-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 7)
      9 ตุลาคม 2558 / 10:56
      บางทีความเถรตรงเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีครับ
      #88-1
  3. #18 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2558 / 23:48
    ขอบใจเขาแล้วยังมีว่าแถมท้ายอีกเนอะหญิงกล้วย ฮาฮาฮา



    ________________________________________________________________________________



    *ถั่วต้ม(?)แล้วค่าา เราคือร็อกๆอะไรนั้นแหละ(คิดเองลืมชื่อเอง) แต่ลืมบันทึกรหัส + ไม่ขยันหาสมุดจดรหัสเลยใช้ชื่อ 27 แทนนี้แหละคะ เหะๆ



    รับทราบ น่ากลัวไม่กี่ตอนสินะ แต่ถึงจะเยอะยังไงเค้าก็อ่าน เพราะชอบไปแล้ว =w=d



    ท่านไม่เจออาจารย์แบบที่เขียนก็ดีแล้วไม่งั้นกำลังใจการอยากใฝ่รู้จะน้อยลงทันทีเลยแหละ เหอๆ





    #18
    0