ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 9 : เด็กสาวผู้ปรากฏตัวในโรงแรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ม.ค. 58

            มีคำกล่าวว่า ช่วงสอบมักจะมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวเสมอ

            แต่สำหรับจ้าด ใช้คำว่าช่วงสอบมักจะผ่านไปโดยไม่ทันตั้งตัวเสมออาจจะเหมาะกว่า

 

            "ว้าก ทำไม่ได้เลยว้อย.................................!!!"

            เด็กหนุ่มหน้าดุแหกปากตะโกนอย่างเหลืออดกลางลานโล่งใต้อาคารสามจนนักเรียนคนอื่นซึ่งก็เพิ่งจะสอบเสร็จเหมือนกันหันขวับมามองเป็นตาเดียว แต่เขาไม่สนใจ ความเจ็บปวดในใจมากกว่าความอับอายหลายเท่านัก เขาทำโจทย์ไฟฟ้ากระแสสลับไม่ได้เลยสักข้อ ไฟฟ้าแม่เหล็กก็ด้วย ที่พอทำได้ก็มีแค่คิดหาความต้านทานวงจรง่ายๆไม่กี่ข้อ ซึ่งมันก็คงไม่พอจะผ่านแหงๆ....

 

            "จะโวยวายหาพ่อเอ็งเรอะไอ้จ้าด" ต๊อกซึ่งเดินตามเขาออกจากห้องสอบมาติดๆ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำๆ เด็กหนุ่มหน้าจืดๆจนน่าจะไปคู่กับกล้วยผู้นี้อยู่ในสภาพแย่กว่าเพื่อนเสียอีกเพราะเขาทำไม่ได้สักข้อ "ทำไมประเทศเราไม่ใช้ระบบเหมียนพวกตะวันตกวะ แบบเลียกเรียนแต่วิชาที่ชอบที่ถนัด ที่ต้องใช้เข้ามหาวิทยาลัย นี่ข้าอยากเข้าหมอไม่รู้ทำไมต้องมานั่งเรียนฟิสิกส์อีก เกรดออกก็ฉุดเกรด ก็สอบติดยากอีก ซวยจริงๆเว้ย...."

 

            "มันก็มีสอบตรงเหมือนกันนี่หว่า ที่ยื่นคะแนนแค่วิชาที่ต้องใช้แล้วก็สอบใช้ข้อสอบของเขา" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ "ข้าสิ อยากเข้าวิศวะ แต่ดันห่วยฟิสิกส์ จะรอดมั้ยว้า...."

            "ก็เปลี่ยนทางเดินชีวิตได้แล้ว หน้าอย่างเอ็งน่ะเข้าโรงเรียนเพาะช่างไปดีกว่า" ไร่ซึ่งผลการเรียนดีที่สุดในหมู่เพื่อนรักสามคนออกความเห็นบ้าง

            "เอ็งไม่ต้องพูดเลยแสด....."

 

            "เออ แล้วพันพรือ.... ทำไมเอ็งไม่ให้กล้วยติวให้ล่ะวะ" ไร่หลุดสำเนียงบ้านเกิดทางใต้ของสารขัณฑ์มาเล็กน้อย "เขาเรียนโคตรเก่งเลยไม่ใช่เหรอวะ หรือว่าเขาไม่ติวให้"

            "ไม่อยากกวนเขาว่ะ" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ "เขามีงานพิเศษตอนกลางคืน กลับดึกๆอยู่แล้ว ไม่อยากจะไปทำให้เขาเหนื่อยอีก"

            "งานพิเศษอะไรวะ ทำตอนกลางคืนซะด้วย" ต๊อกยิ้มเจ้าเล่ห์ "หรือว่ากล้วยจะ...."

            "จะอะหยังยะ"

            "เฮ้ย !?"

 

            เด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงของผู้ถูกพาดพิงแหวขึ้นจากเบื้องหลัง กล้วยยืนกอดอก ใบหน้าบ่งว่าไม่สบอารมณ์นัก

 

            "เอ่อ.... จะ.... จะได้เงินเดียนเยอะนะ แหะๆ...." ต๊อกยิ้มเจื่อนๆ เมื่อเห็นดวงตาสีดำระกายเขียวซึ่งบัดนี้กลายเป็นเขียวปั้ดจ้องมองกลับมาอย่างเคืองๆ ขณะเพื่อนอีกสองคนมองเขาจากด้านหลังด้วยอาการสมน้ำหน้า

            "เออ ช่างเถอะ บ่าจ้าดวอก" เด็กสาวหน้าจืดสะบัดเสียง ก่อนจะหันมาหาจ้าดและไร่ "กลุ่มฟ้าชวนจ้าดไปคาราโอเกะฉลองสอบเสร็จ จะไปก่อ ไร่ไปด้วยก็ได้เน่อ ส่วนบ่าจ้าดวอกนี่ปล่อยมันไว้นี่แหละ"

            "ไปๆ" หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าทันที โอกาสงามแบบนี้ไม่คว้าไว้ก็โง่ "เอ แต่คืนนี้ไม่มีงานเหรอ"

            "บ่มี ข้าเจ้าก็เคยอู้ไปแล้วบ่แม่นกาว่าหยุดช่วงสอบ" กล้วยตอบ ก่อนที่คิ้วบางจะขมวดเข้าหากัน "นี่นายบ่สังเกตเลยก๋าว่าตั้วแต่วันเสาร์ที่แล้วข้าเจ้าอยู่บ้านตลอด"

            "เอ้า ก็ตั้งใจอ่านหนังสืออยู่นี่ จะไปสังเกตได้ไง"

            "ตั้งใจบ้าอะหยัง หันนั่งเล่นแต่เกมทั้งวัน ยะข้อสอบบ่ได้ก็สมควรแล้ว"

            "อ้าว ไหงพูดงี้ล่ะ !?"

            "ช่างมันเถอะ ไปกันได้แล้ว หมู่ฟ้าเปิ้นรออยู่เน่อ ส่วนไอ้บ่าจ้าดวอกนี่" เด็กสาวหน้าจืดตวัดสายตาโกรธขึ้งมายังต๊อกจนเขาสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง "ปิ๊กบ้านไปซะ"

            "เอ้ย อย่าพูดแบบนั้นสิ หนูขอโทษ หนูอยากไปด้วย....!"

 

            หลังจากทักทาย "หมู่ฟ้า" ซึ่งประกอบไปด้วยเด็กสาวหน้าคม ราชินีตานี และเพื่อนสาวอีกสองคน ทั้งเจ็ดก็ออกตัวเดินฝ่าหิมะที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่เริ่มสอบฟิสิกส์ออกจากโรงเรียนไปยังสถานีรถไฟฟ้า ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวแม้นาฬิกาข้อมือของทุกคนจะเพิ่งบอกเวลาสี่โมงกว่าๆ หน้าหนาวที่ใกล้เข้ามาทำให้กลางวันสั้นลงทุกที และอากาศก็หนาวเย็นลงทุกทีด้วยเช่นกัน จนบัดนี้อากาศตอนกลางวันกำลังจะแตะลบสิบห้าองศาเซลเซียส กลางคืนก็ยิ่งหนาวกว่านี้อีกเกือบสิบองศาจนแทบไม่มีใครอยากออกมาจากบ้าน แต่เด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งเจ็ดก็บ่ยั่น อย่างน้อยวันสอบเสร็จก็ขอปลดปล่อยอารมณ์บ้าง.....

 

            "แล้วนี่เราจะไปคาราโอเกะที่ไหนกัน" ฟ้าเอ่ยถามเพื่อนสาวของเธอผู้เป็นคนต้นคิดงานนี้หลังจากรถไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนออกจากสถานี "อุดมชัยคอมเพล็กซ์ยังปิดปรับปรุงอยู่เลยนะ"

            "ก็คงห้างแถวๆนั้นแหละ" พลอย เด็กสาวผิวคล้ำผู้มาจากทางใต้ของสารขัณฑ์เช่นเดียวกับไร่ตอบ "เอาไหหินเวิลด์มั้ยล่ะ ห้องคาราโอเกะเขาหรูนะ"

            "แพง" ไร่ท้วงขึ้นทันที ในหมู่ห้างสี่ห้าห้างที่ตั้งเรียงรายกันอยู่แถบนั้น ไหหินเวิลด์เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุด ได้ชื่อว่าหรูที่สุด และแน่นอน แพงระยับ "เอาเชียงคานเซ็นเตอร์ดีกว่ามั้ย"

            "ห้องคาราโอเกะเขาแคบนา" แม่งานท้วง

            "แล้วเค้าเคยไป เพลงก็ไม่ค่อยมีด้วย" เงิน เด็กสาวอีกคนซึ่งดูท่าทางลูกคุณหนูที่สุดในกลุ่มเสริม "นานๆทีไปทีอยู่แล้ว เอาให้สนุกไปเลยดีกว่า ถ้าไร่ไม่มีเงินเค้าออกให้ก่อนก็ได้นะ"

            "ไม่เป็นไรๆ พอมีอยู่" เด็กหนุ่มชาวใต้โบกมือปฏิเสธ "แค่ท้วงว่ามันแพงไปหน่อยเท่านั้นเอง"

            "งั้นเอาไหหินเวิลด์ ทุกคนโอเคนะ" พลอยหันซ้ายหันขวามองหน้าเพื่อนแต่ละคน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครทักท้วงก็พยักหน้าก่อจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลาสติก "เฮ้อ แต่เสียดายนะ ทำไมอุดมชัยคอมเพล็กซ์ถึงต้องปิดด้วยก็ไม่รู้"

            "เขาว่าถูกพวกผีกับปีศาจโจมตีนี่ มีคนตายตั้งหลายคน" ต๊อกซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวมานานออกความเห็น "ไม่รู้ข่าวลือหรือเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงนี่ก็น่ากลัวอยู่นา"

            "นั่นสิ ไม่รู้คนตานนะคอนอยู่กันได้ยังไง เห็นผีอยู่ตลอดเวลา น่ากลัวจะตาย"

            "เราว่าเห็นผีน่ากลัวน้อยกว่าไม่เห็นผีแต่ผีทำร้ายเราได้นา อย่างน้อยก็ป้องกันตัวได้บ้าง" หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยขึ้นบ้าง "แต่ยังไงผีส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พวกผีร้ายแบบนั้นอยู่แล้วนี่ และก็มีคนคอยดูแลกำจัดพวกผีร้ายให้อยู่ตลอดเวลา..... โอ๊ย !"

 

            จ้าดร้องออกมาเบาๆเมื่อราชินีตานีซึ่งนั่งอยู่ข้างๆแอบหยิกเข้าที่เอวพลางส่งสายตาปรามให้เงียบ โชคดีที่เด็กสาวผิวคล้ำไม่ผิดสังเกต

 

            "หมายถึงพวกหมอผีน่ะเหรอ" เธอเข้าใจไปอย่างนั้น "อื้ม ก็ดีนะ กำจัดไปให้หมดๆเลยก็ยิ่งดี มนุษย์จะได้อยู่กันสงบๆ ไม่ต้องมีผีมีปีศาจมากวนให้ตกใจกันอีก"

 

            คราวนี้เด็กหนุ่มหน้าดุต้องเป็นฝ่ายรั้งเพื่อนสาวเอาไว้บ้างเมื่อกล้วยอ้าปากจะพูดด้วยอาการหงุดหงิด

 

            "พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะพลอย" ฟ้าท้วง "พวกผีพวกวิญญาณเขาก็เคยเป็นคนเหมือนเรา บางตนก็มีเรื่องจำเป็นต้องอยู่บนโลกนี้ บางตนก็อยากจะอยู่กับคนที่เขารักต่อ ไม่ใช่ว่าทุกตนจะจ้องทำร้ายมนุษย์นี่ จะไปเหมารวมแล้วกำจัดเขาเอาดื้อๆแบบนั้นเราว่ามันออกจะ...."

            "ก็คนทั่วไปเขากลัวกันนี่" พลอยสวนกลับ "สิ่งที่ไม่อยู่บนโลกนี้ก็ไม่ควรจะอยู่บนโลกนี้ถูกมั้ย อ๊ะ ถึงแล้วนี่....."

 

            ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมถอนหายใจเฮือกเมื่อบทสนทนาอันน่าอึดอัดใจจบลงได้เพราะรถแล่นเข้าจอดที่สถานีทุ่งไหหินสองซึ่งเป็นจุดหมายของพวกเขา ส่วนกล้วยยังคงดูหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย เธอเพิ่งจะเคยได้ยินมุมมองนี้จากเพื่อนสาวหลังจากรู้จักกันมาได้เกือบเดือน แม้เธอจะกำจัดผีร้ายอย่างเคร่งครัดไม่มีข้อยกเว้น แต่มุมมองแบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบเลย และที่สำคัญ ตามการจัดแบ่งพวกของมนุษย์ ตานีก็ถือเป็นวิญญาณประเภทหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน.....

 

            แต่อารมณ์ขุ่นเคืองทั้งหลายก็พลันหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อทั้งเจ็ดขึ้นมาถึงห้องคาราโอเกะอันกว้างขวางที่ชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้าใหญ่ ทั้งเก้าอี้โซฟานุ่มเหมือนขนนก ระบบเสียงล้ำสมัยเหมือนนั่งฟังอยู่ในคอนเสิร์ต น้ำอัดลมเติมฟรีไม่มีอั้น และรายการเพลงที่มีให้เลือกตั้งแต่ลูกทุ่งสมัยปู่ย่าตายายยังเด็กไปจนถึงเพลงสากลล้ำสมัยก็ทำให้เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวซึ่งเพิ่งจะผ่านความเครียดแสนสาหัสมาเฮฮาสุดเหวี่ยง แม้แต่กล้วยซึ่งรู้จักคาราโอเกะเพียงแค่ชื่อ แถมยังไม่ค่อยรู้จักเพลงของมนุษย์ก็ยังดำน้ำกลมกลืนไปด้วยเสียอย่างนั้น

 

            "มีกับข้าวดีๆก็แบ่งให้ฉันกินมั่ง ขอเธอแค่เพียงเท่านั้น อยากแด๊กข้าวกันเบาๆ....."

            "อ๊ะ อะอะ โอ๊ยโย้ยโหย อะอะเอ๊าะเอ๊าะ...."

            "นับเป็นผลการเรียนที่ดีที่สุดแม้หน่วยกิตเดียวดึงเกรดไม่ได้..... แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน ตัวหนึ่ง...."

            "เดือนหงาย ฝูงควายตามคอก คงยังไม่หลับกันหรอก จันทร์เอ๋ยช่วยบอก ให้มันเฝ้าบ้าน...."

 

            "เหลือเวลาอีกสิบนาทีนะครับ จะต่อเวลาไหมครับ"

            พนักงานของห้องคาราโอเกะเปิดประตูเข้ามาถามขณะไร่กำลังแหกปากครวญเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังอยู่พอดี เล่นเอาเด็กหนุ่มจากใต้เงียบเสียงลงแทบไม่ทัน

 

            "ไม่ต่อแล้วค่ะ" เด็กสาวผิวคล้ำผู้เป็นแม่งานตะเบ็งเสียงแข่งกับกีตาร์โซโล่ "ทั้งหมดเท่าไหร่คะ"

            "เจ็ดร้อยเบี้ยครับ"

            "โอเค หารคนละร้อยเบี้ยนะ"

 

            จ้าดใจหายเล็กน้อยขณะควักธนบัตรใบละห้าสิบเบี้ยสีน้ำเงินสองใบส่งให้เพื่อนสาว เงินร้อยเบี้ยไม่ถือว่าเยอะมาก แต่ก็ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อกล้วยและนางหยุดปราบผีไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆแบบนี้ แถมนี่ยังเริ่มเข้าใกล้ปลายเดือนแล้วด้วย สงสัยอาทิตย์หน้าเขาอาจจะต้องทนซดหม่าม้าไปจนสิ้นเดือนก็เป็นได้ หวังว่าพ่อแม่ของเขาคงไม่ส่งเงินมาให้ล่าช้าหรอกนะ.....

 

            แต่ยังไม่ทันที่แม่งานผู้รวบรวมเงินจะส่งธนบัตรเป็นปึกในมือให้พนักงาน ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงกริ่งไฟไหม้กรีดก้อง ตามมาด้วยเสียงพนักงานประชาสัมพันธ์พูดกรอกไมค์ เสียงของเธอสั่นระริกและเร็วปรื๋อจนฟังแทบไม่เป็นคำ

 

            "ประกาศ มีกลุ่มปีศาจทำร้ายมนุษย์ที่ใจกลางเขตธุรกิจเชียงแสนและอีกหลายส่วนในเมือง ขอให้ลูกค้าทุกท่านและพนักงานทุกคนออกจากห้างเดี๋ยวนี้ !"

            สิ้นเสียงของเธอ ประตูห้องคาราโอเกะที่เรียงรายอยู่เต็มชั้นก็เปิดผลัวะออกพร้อมๆกัน ก่อนที่คลื่นมหาชนผู้รักเสียงเพลงนับร้อยจะเฮโลสาระพากันออกมาเหมือนมดแตกรัง ห้องเล็กๆหรือห้องเป็นคู่ก็ดีหน่อย ห้องใหญ่ก็แย่งกันออกหนักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไปอัดก๊อบปี้กันเหมือนปลากระป๋องกันอยู่ที่ประตูแคบๆของทางเข้าส่วนคาราโอเกะ ทุกคนต่างพยายามเบียดเพื่อให้ได้ออกเป็นคนแรก หากปีนข้ามหัวกันได้ก็คงทำไปแล้ว

 

            พลอยกับเงินกระโจนออกไปแล้ว รวมทั้งพนักงานซึ่งไม่สนใจจะเก็บเงินอีกต่อไป ฟ้า จ้าด ต๊อกและไร่ซึ่งใจเย็นกว่าเล็กน้อยก็ตั้งท่าจะไปด้วยเหมือนกัน แต่ราชินีตานีห้ามทุกคนเอาไว้เสียก่อน เธอรู้ดีว่าออกไปตอนนี้ก็รังแต่จะโดนเหยียบกันตายโดยเปล่าประโยชน์ ดวงตาสีดำประกายเขียวกลอกซ้ายขวาอย่างรวดเร็วขณะสมองประเมินสถานการณ์และคิดหาทางหนีทีไล่

 

            "ฟ้า ชั้นนี้มีหน้าต่างก่อ" เธอหันไปถามเด็กสาวหน้าคม "ข้าเจ้าต้องฮู้ว่าปีศาจที่ว่าเป็นปีศาจอะหยังถึงจะวางแผนรับมือถูก"

            "ไม่มี" ฟ้าตอบ "แต่ชั้นบนเป็นหอชมวิวน่าจะมีนะ"

            "บันไดทางขึ้นอยู่ตรงได๋ ต้องออกจากส่วนนี้ก่อ"

            "ไม่ต้องออกๆ มีหอนึงเป็นของห้องคาราโอเกะ"

            "งั้นไปกัน จ้าด ต๊อก ไร่ หมู่นายด้วย"

 

            สี่มนุษย์หนึ่งตานีเผ่นพรวดออกจากห้องวิ่งไปตามทางเดินปูพรมแดง สวนทางกับแขกและพนักงานหลายคนซึ่งต่างก็ตะโกนเรียกให้พวกเขาหันหลังกลับออกไป แต่ไม่มีใครสนใจ กล้วยเห็นบันไดก็กระโจนทีละสามขั้นขึ้นไปยังห้องกระจกขนาดเกือบร้อยตารางเมตรซึ่งเป็นจุดชมวิวยอดนิยมของห้าง

 

            เบื้องหน้า อาคารเตี้ยๆของเขตทุ่งไหหินมองดูราวกับบล็อกของเล่นจากความสูงของตึกสิบสองชั้น ตึกระฟ้าของเขตธุรกิจเชียงแสนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของห้างซึ่งอยู่ทางซ้ายมือมองดูเป็นเงาทะมึนทาทาบท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหิมะสีเทาหม่นเหมือนทุกวัน สิ่งเดียวที่ไม่ปกติคือเงาประหลาดที่ลอยตัวเป็นกลุ่มๆอยู่ทั่วท้องฟ้า บางเงามีแสงสีเขียววิบวับดูเหมือนเครื่องบิน ในขณะที่บางเงามืดทึบเป็นสีดำมองดูราวกับฝูงนกกำลังจะบินกลับรัง แต่นกที่ไหนจะมาบินในสภาพอากาศแบบนี้.....

 

            "นั่นอะไรน่ะกล้วย" ไร่ขมวดคิ้วเขม้นมองเงามืดๆเหล่านั้น "ใช่ปีศาจที่เขาพูดถึงรึเปล่า"

            เด็กสาวหน้าจืดไม่ตอบเพราะเธอเองก็ยังไม่รู้เช่นเดียวกัน ตานีสาวปลดถุงสีดำออกจากไหล่ ล้วงมือเข้าไปดีงกล้องส่องทางไกลแบบสองตาออกมาแนบเข้ากับดวงตาเรียว

            "กล้วยมีกล้องส่องทางไกลด้วยเรอะ" เด็กหนุ่มหน้าดุมองเพื่อนสาวอย่างทึ่งๆ

            "ปกติต้องหื้อคนชี้เป้าใช้ แต่ครั้งที่นายไปด้วยยิงแต่ระยะใกล้ๆนายเลยบ่เคยหัน" กล้วยกระซิบตอบขณะนิ้วหมุนปรับโฟกัสของกล้อง "เอาล่ะ ทีนี้...."

 

            จู่ๆเสียงของราชินีตานีก็ขาดหายไปในลำคอ มนุษย์ทั้งสี่มองเธอเป็นตาเดียวอย่างสงสัยระคนกังวลใจ ตานีสาวถอนกล้องส่องทางไกลออกจากดวงตาก่อนจะยัดมันเก็บในถุงกล้วย ใบหน้าจืดซีดเผือดจนดูจืดลงไปอีกหลายเท่า

 

            "จ้าด" เธอหันมาหาเพื่อนหนุ่มซึ่งยืนรอข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ข้างๆ "นายพาสามคนนี้ไปส่งบ้านได้ก่อ และถ้าเจอพลอยกับเงินก็พาไปด้วย ขึ้นแท็กซี่ไปเน่อ พยายามหลบเงาดำๆนั่นด้วย แล้วกลับไปบ้านรอฟังข่าวจากข้าเจ้าอีกที"

            "แท็กซี่เลยเรอะ หมดตัวกันพอดีน่ะสิ" เด็กหนุ่มหน้าดุรู้สึกเสียบแว้บที่ขาตรงตำแหน่งกระเป๋าเงิน หากจะพาเพื่อนทั้งสามคนของเขาไปส่งถึงบ้านให้ครบทุกคนล่ะก็ ค่าแท็กซี่อาจจะเหยียบหนึ่งพันเบี้ยได้สบายๆ เพราะอยู่กันคนละมุมเมือง และเงินประจำเดือนของเขาก็ใกล้จะหมดบัญชีเต็มที

            "มาเบิกกับข้าเจ้าก็ได้ ตอนนี้ไปก่อน ถึงบ้านแล้วบอกนางหื้อเตรียมพร้อมด้วย"

            "แล้วกล้วยล่ะ"

            "ข้าเจ้าจะอยู่ที่นี่ พยายามสอยพวกนั้นเท่าที่ยะได้ แล้วข้าเจ้าจะตามไปอีกที"

            "แล้วไอ้พวกนั้นมันคืออะไรกันล่ะ" ฟ้าถามบ้าง เธอเริ่มตื่นตระหนก เพื่อนสาวคนนี้ไม่เคยดูร้อนรนและวิตกขนาดนี้มาก่อน "ปีศาจธรรมดาไม่น่าจะทำกล้วยวิตกขนาดนี้หรอก"

            "เดี๋ยวข้าเจ้าอู้หื้อฟังทีหลัง ตอนนี้ไปก่อน เร็ว !"

            "เราไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้ากล้วยไม่ไปกับเรา" เด็กหนุ่มหน้าดุยื่นคำขาด "ถ้าสีดำๆนั่นเป็นศัตรูทั้งหมด กล้วยสู้คนเดียวไม่ไหวแน่ จะให้เราปล่อยให้กล้วยสิ้นอายุงั้นเหรอ"

            "ข้าเจ้าจะหนีโดยปล่อยหื้อเมืองตกอยู่ในอันตรายบ่ได้ !" กล้วยสวนกลับ "ข้าเจ้าเคยหนีมาครั้งหนึ่งแล้ว อย่างน้อยครั้งนี้ขอยะเท่าที่ยะได้ก็ยังดี !"

 

            จ้าดอ้าปากจะเถียง แต่ดวงตาเด็ดเดี่ยวของเพื่อนสาวก็ทำให้เขายอมแพ้

 

            "งั้นเอามือถือเราไว้" หลานชายหมอผีใหญ่ควักโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมาโยนให้เพื่อนสาว "เดี๋ยวเราจะใช้เครื่องคนอื่นโทรเข้า จะได้ติดต่อกันได้ตลอดเวลา โอเคมั้ย แล้วกล้วยจะได้บอกพวกเราได้ด้วยว่าเงาพวกนั้นมันคืออะไร"

            "ได้ๆ แต่ตอนนี้รีบไปก่อน ออกไปหาแท็กซี่ขึ้นหื้อเร็วที่สุด ไป !"

 

            สี่มนุษย์กระโจนลงบันไดไปทันที กล้วยรอจนแน่ใจว่าทุกคนไปแล้วจึงดึงสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องของเธอออกมากางขาทรายและตั้งมันไว้บนของหินอ่อนที่ยื่นออกมาจากหน้าต่าง มือขวาดันซองกระสุนเข้าที่ก่อนจะดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิง ตาขวามองผ่านกล้องเล็งตรงไปยังเงาดำๆกลุ่มที่อยู่ใกล้ที่สุด ขณะสัมผัสวิญญาณของเธอขยายขอบเขตออกไปทั่วห้าง เมื่อใดที่มนุษย์ทุกคนออกไปจากห้างหมดแล้ว เมื่อนั้นไกจะถูกเหนี่ยวทันที....

 

            "พวกนั้นที่กล้วยว่าคือตัวอะไรน่ะ"

            จ้าดพูดกรอกโทรศัพท์ของฟ้าซึ่งเหลือค่าโทรมากที่สุดหลังจากทั้งสี่ขึ้นมานั่งบนรถแท็กซี่แล้ว พวกเขาหาพลอยกับเงินไม่เจอ คงจะหนีออกจากห้างไปได้แล้ว แต่ฟ้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้อมูลสถานการณ์สำคัญกว่า

 

            "หมู่เปิ้นคือกองบินร่วมกระสือ-กระหัง" เสียงของตานีสาวถูกขยายผ่านลำโพงโทรศัพท์จนดังทั่วคันรถ "ตัวร้ายเลย บ่ต้องมีเหตุการณ์นรกแตกก็ก่อกวนพออยู่แล้ว"

            "กระสือนี่มันคล้ายๆกระสารึเปล่า"

            "ไอ้ไร่ของเอ็งหวา" ต๊อกดักมุกควายเพื่อนทันควัน "ว่าแต่ กระสือที่ว่านี่ใช่ผีผู้หญิงที่มีแต่หัวกับไส้ แล้วกระหังนี่ใช่ผีผู้ชายที่ขี่สากกะเบียใช้กระด้งตีปีกรึเปล่า"

            "จะว่าแม่นก็แม่นล่ะเน่อ แต่จะว่าบ่แม่นก็บ่แม่น" เด็กสาวหน้าจืดตอบไม่รู้เรื่อง "เอาเป็นว่าหมู่เปิ้นเริ่มบินต่ำลงแล้ว เดี๋ยวก็หันเอง แต่พยายามหลบหื้อดี แค่นี้ก่อนเน่อ มีอะหยังค่อยโทรมาอีกทีละกัน"

            "เดี๋ยว กล้วย เดี๋ยว เปิดค้างเอาไว้ก็ได้ !"

 

            ช้าเกินไป สายถูกตัดไปเสียแล้ว และทั้งฟ้าและจ้าดก็ไม่กล้าโทรกลับไปด้วยรู้ว่าเพื่อนสาวคงกำลังต้องการสมาธิอย่างยิ่งยวด แต่การรู้ข้อมูลชวนสยองขวัญนี้ แถมยังไม่มีราชินีตานีซึ่งเป็นที่พึ่งได้มากที่สุดอยู่ด้วยก็ทำเอาทั้งสองหวาดผวาได้ไม่น้อย สิ่งที่ทำเอากล้วยซึ่งยิงผีโหดๆได้หน้าตาเฉยถึงขั้นหน้าซีดแบบนี้ต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่ แต่นี่พวกเขาต้องเผชิญกับมันตามลำพัง.....

 

            แท็กซี่เร่งความเร็วออกไปตามถนนเชียงคานซึ่งเป็นหนึ่งในถนนที่หลักเชื่อมระหว่างวงแหวนชั้นต่างๆของตานนะคอนเข้าด้วยกัน สภาพการจราจรที่เคยเป็นระเบียบ บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากเหตุจลาจล รถแต่ละคันวิ่งออกจากเมืองอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหากทำไม่ได้ก็บีบแตรไล่คันหน้าจนดังอึกทึกไปทั่วทั้งเมือง ยังดีที่ถนนหลักของตานนะคอนมีสิบเลนทั้งนั้น การจราจรจึงไม่ติดขัดมากนัก และเจ้าของรถแต่ละคันก็ยังพอมีความนุ่มนวลตามแบบฉบับคนพื้นเมืองตานนะคอน ไม่เช่นนั้นคงได้ชนกันตายไปหลายคันแล้ว

 

            "ไอ้จ้าด มีสองกลุ่มตามเรามา !" ต๊อกซึ่งนั่งเบาะหน้าเอ่ยด้วยเสียงตื่นตระหนกหลังจากรถเพิ่งวิ่งออกนอกตัวเมืองมาได้เพียงไม่กี่นาที

            "ไหน !?"

            "แปดนาฬิกา กำลังใกล้เข้ามาแล้ว !"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งนั่งอยู่ฝั่งคนขับเอี้ยวตัวอย่างยากลำบากไปมองผ่านกระจกหลังรถ แล้วเขาก็รู้สึกเย็นวาบลงมาตามไขสันหลังเหมือนมีใครเอาไนโตรเจนเหลวมาพ่น เมื่อเห็นว่าเงาดำนั้นแท้จริงแล้วคือกลุ่มของอสุรกายที่ใช้กระด้งฝัดข้าวต่างปีกนับร้อยตนซึ่งกำลังไล่กวดรถที่วิ่งด้วยความเร็วร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยท่าทางสบายๆ หน้าตาของพวกมันดูงี่เง่าเหมือนต่างด้าวอพยพผสมลิงบาบูน แต่เขี้ยวแหลมที่ยื่นออกมาจากปากก็ข่มขวัญอยู่ไม่น้อย พวกมันดูเหมือนกระหังที่อยู่ในบันทึกของตาของเขาไม่มีผิด สิ่งเดียวที่ดูขัดๆคือลูกกลมๆสีดำที่พวกมันหิ้วมาด้วยอุ้งเท้าทั้งสองข้าง

 

            ยังไม่ทันที่หลานชายหมอผีใหญ่จะได้เดาว่ามันคืออะไร ผีกระหังตนที่อยู่ใกล้ที่สุดซึ่งเขาคะเนด้วยสายตาว่าอยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตรก็เหวี่ยงลูกกลมๆนั้นมาใส่รถ มันตกเฉียดรถไปเพียงไม่กี่เมตร ทำเอาพื้นถนนคอนกรีตแตกกระจาย วินาทีต่อมา เปลวเพลิงสีส้มก็สว่างวาบเมื่อลูกกลมปริศนาระเบิดตูมใหญ่ แรงระเบิดอัดกระจกหลังของแท็กซี่แตกกระจายทั้งบาน เม็ดกระจกกลมๆสาดใส่ฟ้า จ้าดและไร่เหมือนน้ำแข็งเย็นๆ

 

            "คุณน้าคะ เร่งอีกได้มั้ยคะ" เด็กสาวหน้าคมตะโกนแข่งกับเสียงลมที่พัดอื้ออึงเข้ามาในรถ เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความกลัว เธอยิ่งไม่ถูกโรคกับผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอยู่

            "นี่สุดแล้วนะน้อง รถพี่ใช้แก๊ส เดี๋ยวนี่ต้องไปเติมแก๊สอีกเนี่ย"

            "ก็เปลี่ยนเป็นน้ำมันซะสิครับ !" ไร่สวนกลับ

            "ไม่ได้ มันไม่คุ้ม นี่ค่าซ่อมกระจกหลังก็แพงอยู่แล้ว" โชเฟอร์เถียง ขณะแรงระเบิดจากลูกกลมลูกที่สองอัดรถจนไถลซ้ายแทบจะลงไปกินหญ้าข้างถนน

 

            "โธ่โว้ย จะมาคุ้มห่านคุ้มเหวอะไรกันตอนนี้ !?"

            ต๊อกผู้กลัวผียิ่งกว่าฟ้าหมดความอดทนเอื้อมตัวไปกดสวิตช์เปลี่ยนเป็นน้ำมันที่ข้างพวงมาลัย วินาทีต่อมา เขาก็หงายเงิบกลับมาชนเบาะหลังเมื่อแท็กซี่คันโตกระชากก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้น คนขับบ่นอุบอิบเรื่องค่าน้ำมันที่แพงสุดหูรูด ขณะฝูงกระหังค่อยๆทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆเบื้องหลัง ก่อนจะลับสายตาไปในที่สุด

 

            สิบนาทีต่อมา รถก็เบรกล้อล็อกดังเอี๊ยดที่หน้าบ้านไม้หลังงามในเงื้อมเทือกเขาตานปันน้ำของต๊อกโดยไม่มีกระหังกลุ่มไหนมากวนอีก เด็กหนุ่มควักธนบัตรร้อยเบี้ยสองใบมายัดลวกๆใส่มือฟ้า ก่อนจะปิดประตูรถดังโครมใหญ่จนคนขับมองค้อน แล้วรถแท็กซี่สีครีมที่กระจกหลังแตกทั้งบานก็ถอยหลังออกจากซอยก่อนจะเลี้ยวขึ้นถนนใหญ่และเร่งความเร็วมุ่งหน้ากลับไปยังตัวเมืองตานนะคอนอีกครั้ง แต่ด้วยทางหลวงอีกเส้น พวกเขาไม่อยากเสี่ยงเจอเหล่ากระหังกลุ่มเดิมอีกครั้ง

 

            "ไร่ หอเอ็งอยู่ไหนนะ ขออีกที" เด็กหนุ่มหน้าดุถามเพื่อนที่นั่งอยู่เบาะหน้า ขณะแสงและกลุ่มควันจากไฟที่ไหม้ตัวเมืองเริ่มปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าอีกครั้ง

            "อยู่แถวท่าฮอดริมแม่น้ำตาน วิ่งไปตามวงแหวนเวียงวังเรื่อยๆแล้วค่อยเลี้ยวเข้าถนนเลียบแม่น้ำ ถึงเลย" ไร่ตอบก่อนจะถามกลับ "จ้าด เอ็งคิดว่าเราจะเจอพวกกระสือกระหังอีกมั้ยวะ"

            "ถามหาพ่อเอ็งเรอะ เขาว่าเข้าป่าอย่าถามหาเสือ.... นั่นอะไร"

 

            เงาดำที่วิบวับด้วยแสงสีเขียว เหลืองและแดงสองก้อนลอยอ้อยอิ่งอยู่บนท้องฟ้าทางทิศสองนาฬิกาของรถ มันมองดูเหมือนเครื่องบิน ตำแหน่งก็ดูจะอยู่เหนือสนามบินตานนะคอนซึ่งอยู่ห่างออกไปสามกิโลเมตรเสียด้วย แต่มันก็เอื่อยเกินกว่าจะเป็นเครื่องบิน อันที่จริง มันดูเหมือนบอลลูนตรวจอากาศหรือเรือเหาะมากกว่า เรือเหาะนั้นค่อยๆลดระดับลงเมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ แต่เมื่อเข้าใกล้พอที่จะเห็นว่ามันคืออะไร ไร่ก็หันไปสั่งโชเฟอร์ทันที

 

            "น้า เหยียบมืดเลย !"

            สิ่งที่ดูเหมือนเรือเหาะ แท้จริงแล้วคือเหล่าหัวกับไส้ที่เปล่งแสงวิบวับนับร้อยตน ดวงตาของพวกมันแดงก่ำเรืองรองอยู่ในท้องฟ้ามืดมิด ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ยาวเหยียดสีแดงก่ำฉ่ำไปด้วยเลือดผูกพันพยุงสิ่งที่ดูเหมือนถังขนาดยักษ์รูปร่างเหมือนเรือเหาะให้ลอยเอื่อยๆอยู่บนอากาศ อารักขาด้วยหมู่กระหังสองหมู่ซึ่งบินขนาบข้างเหมือนเรือเร็วพิทักษ์เรือบรรทุกเครื่องบิน

 

            แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไป เรือเหาะกระสือทั้งสองลำหันหัวเปลี่ยนทิศทางมาหาพวกเขาทันที พร้อมๆกันที่หมู่กระหังองครักษ์ทั้งสองโฉบลงมาตนแล้วตนเล่าราวกับเครื่องบินรบ ทำเอาโชเฟอร์ต้องโชว์สเต็ปการดริฟต์จนหมุนคว้าง ตั้งตัวได้อีกทีเขาก็เหยียบคันเร่งมิดโดยไม่ลังเล เรื่องน้ำมันแพงหรือกระจกหลังแพงไม่อยู่ในความคิดของเขาอีกแล้ว

 

            "ฟ้า โทรศัพท์เข้า !" จ้าดตะเบ็งเสียงเมื่อเห็นโทรศัพท์ของเพื่อนสาวซึ่งถูกวางทิ้งไว้บนเบาะเรืองแสงขึ้นมา

            "โอ๊ย จะมาห่วงอะไรกับโทรศัพท์อีกล่ะ" เด็กหนุ่มชาวใต้โวยมาจากเบาะหน้า เขาเครียดกว่าเพื่อนทั้งสองเพราะหวาดเสียวกว่า

            "จากกล้วย !"

            "รับเลย เร็ว เปิดลำโพงด้วย !"

            "ฟ้า จ้าด ตอนนี้อยู่ที่ได๋" เสียงของตานีสาวตอบกลับมาทันทีที่ฟ้ากดรับ มีเสียงระเบิดและเสียงกรีดร้องดังเป็นฉากหลัง

            "วงแหวนเวียงวังเลียบสนามบิน" หลานชายหมอผีใหญ่ตะโกนกลับ "มีกระสือหิ้วถังพร้อมกระหังอีกกลุ่มตามพวกเรามาอยู่ ทำไงดี"

            "ยะจะไดบ่ได้ยกเว้นสลัดมันหื้อหลุด" กล้วยตอบ เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง มีเสียงดังสนั่นของกล้วย (ปืน) แทรกเข้ามาแทน "แล้วก็ระวังอย่าหื้อน้ำในถังนั่นเข้าปากได้เด็ดขาด ถูกตัวก็ต้องรีบเช็ด ห้ามหื้อโดนแผลหรือผิวหนังเปิดเด็ดขาดเหมือนกัน เข้าใจก่อ"

 

            "ทำไม ในถังใส่อะไรไว้"

            "เคยได้ยินแม่นก่อที่ว่ากระสือถ่มน้ำลายใส่ปากไผก็จะกลายเป็นกระสือไปด้วย" เด็กสาวหน้าจืดอธิบายด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน "แต๊ๆแล้วมันคือเชื้อโรคติดต่อทางของเหลว มันจะยะหื้อผู้รับเชื้อตายในเวลาแค่บ่กี่วินาที และเชื้อจะเข้าไปกัดเยื้อเยื่อแถวคอ แล้วก็เนื้อเยื่อยึดอวัยวะภายในจนขาดหลุดออกมาได้ สุดท้ายสมองจะกลับทำงานอีกครั้ง แต่บ่มีความคึดอย่างอื่นนอกจากหาอะหยังสกปรกๆกิน แล้วก็จับมนุษย์มาแพร่พันธุ์เป็นกระสือต่อ"

 

            "อย่าบอกนะว่าในถังนั่น....."

            "ข้าเจ้าบ่ยืนยัน แต่ข้าเจ้าว่าน่าจะแม่น หรือถ้าบ่แม่นก็คงบ่หนีวัตถุไวไฟหรือวัตถุมีพิษแน่ จะอั้นอย่าหื้ออะไรก็ตามในถังเข้าปากหรือโดนแผลเปิดเด็ดขาด จะแม่หญิงป้อจาย โดนเชื้อนี้เข้าไปก็ตายเหมือนกัน เข้าใจก่อ !?"

            "เข้าใจแล้วๆ !" จ้าดตะเบ็งเสียง "แล้วนี่กล้วยอยู่ไหน"

            "ข้าเจ้ายังอยู่ที่เดิม แต่ยะอะหยังบ่ได้มากเลยเพราะยิงกระสือมากบ่ได้เดี๋ยวถังตก ยิงพลาดไปก็โดนถังรั่วออกมาอีก แล้วบางกลุ่มก็เริ่มหันแล้วว่าข้าเจ้าอยู่ที่ได๋ สักพักคงต้องออกจากที่นี่แล้ว ไว้เจอกันที่บ้านละกัน !"

            "เดี๋ยวกล้วย อย่าเพิ่งวาง !?"

 

            ไม่ทันแล้ว กล้วยกดวางสายไปอย่างรวดเร็วเหมือนครั้งแรก ทิ้งให้หนึ่งเด็กสาว สองเด็กหนุ่มและอีกหนึ่งคนขับแท็กซี่ขนหัวลุกกับข้อมูลใหม่ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คุยกันพวกเขาก็สลัดกลุ่มเหนือสนามบินทิ้งไปได้แล้ว อีกไม่ถึงห้านาทีพวกเขาก็น่าจะถึงหอพักของไร่ ถ้าเพียงแต่จะไม่มีกลุ่มกระสือมากวนอีก.....

 

            "น้า ข้างหน้ามีสามกลุ่ม !" ไร่ร้องเตือน กลุ่มแสงวิบวับอีกสามกลุ่มลอยเอื่อยๆอยู่เบื้องหน้ารถพอดี

            "แล้วจะให้เลี้ยวไปทางไหนเล่า !" โชเฟอร์ตอบอย่างประสาทพอกัน มือที่กุมพวงมาลัยชื้นไปด้วยเหงื่อ

            "ไม่มีทางอื่นแล้ว !" ฟ้าซึ่งมาส่งแม่ซึ่งเป็นนักบินที่สนามบินบ่อยกว่าเพื่อนตะโกนตอบ ถนนเส้นนี้เลี้ยวซ้ายก็รันเวย์ เลี้ยวขวาก็สำนักงานฝ่ายต่างๆของสารขัณฑ์แอร์เวยส์ "เหยียบตรงไปเรื่อยๆ พวกมันคงตามไม่ทันหรอก !"

 

            ไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ โชเฟอร์หนุ่มตัดสินใจเชื่อเด็กสาวและกระทืบเท้าเหยียบคันเร่งมิด รถแท็กซี่คันงามกระชากตัวพรวดจนทุกคนถูกโยนไปติดเบาะ แต่เพียงผ่านใต้ท้องเรือเหาะกระสือลำแรก ทุกคนก็ตระหนักว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์เมื่อกระสือนับร้อยตนพร้อมใจกันหดไส้กลับ ปล่อยให้ถังขนาดยักษ์ลอยละลิ่วลงมาสู่พื้นเหมือนทิ้งระเบิด

 

            โชเฟอร์หนุ่มอาศัยทักษะการขับรถมาหลายปีเร่งความเร็วหนีถังมรณะที่ร่วงกระแทกพื้นจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่เรื่องไม่จบลงง่ายๆเช่นนั้น เสี้ยววินาทีต่อมา เศษโลหะจากถังที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆก็พุ่งทะลุหน้าต่างด้านคนขับ เฉือนแก้มของเขาเป็นแผลลึกก่อนจะพุ่งทะลุกระจกหน้าออกไป ความเจ็บปวดทำให้ชายหนุ่มสูญเสียการควบคุมจนรถปีนทางเท้าและชนโครมเข้ากับตึกแถวจนหน้ายับ ก่อนที่หยดของเหลวใสที่มีฟองอยู่เต็มจะกระฉอกเข้ามาในรถ หนึ่งเด็กสาวและสองเด็กหนุ่มก้มหลบได้ทันท่วงที แต่โชเฟอร์เคราะห์ร้ายโดนเข้าไปเต็มๆ

 

            "อ๊าก.........!!!"

            เสียงกรีดร้องโหยหวนดังคับรถจนสามสหายต้องยกมือขึ้นปิดหูอย่างลืมตัว ชายหนุ่มในที่นั่งคนขับบิดตัวดิ้นเร่าๆ มือกุมแผลลึกที่แก้มซึ่งแสบร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรง นัยน์ตาเหลือกลานด้วยความหวาดกลัวสุดขีด นี่เขาต้องจบชีวิตลงด้วยวัยเพียงสามสิบต้นๆ แล้วกลายเป็นกระสือน่าเกลียดน่ากลัวพวกนั้นหรือนี่.....

 

            "จ้าด ไร่ ออกไปเร็ว !"

            เท้าไวกว่าปาก ฟ้ายันส้นเท้าถีบเพื่อนหนุ่มข้างตัวไปชนประตูดังอั้ก ขณะมือเปิดประตูด้านใกล้ตัวออกจากรถทันที เด็กหนุ่มชาวใต้ตามออกมาติดๆ แต่หลานชายหมอผีใหญ่ยังคงอิดออด

 

            "เฮ้ย จะไม่ช่วยเขาเรอะ !?"

            "จ้าดก็ได้ยินที่กล้วยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ เราทำอะไรไม่ได้แล้ว !" เด็กสาวหน้าคมสวนกลับ "รีบไปเถอะก่อนที่พวกเราจะเป็นรายต่อไป ไปเร็ว !"

 

            สามสหายใส่เกียร์หมาโกยไม่คิดชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าจุดหมายคือที่ไหน รู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีไปจากที่นี่ เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า เงามืดที่มีแสงวิบวับที่เหลืออีกสองลำค่อยๆลอยเอื่อยๆตามไปอย่างสบายๆ ฝูงกระหังไม่โฉบโจมตีหรือทิ้งระเบิดลงมาอีกแล้ว หากบินร่อนอยู่เหนือหัวด้วยรู้ว่าเหยื่อกลุ่มนี้ก็เหมือนหมูในอวย ไม่มีทางหนี ไม่มีทางรอด....

 

            แต่วิ่งไปได้เพียงไม่ถึงสองร้อยเมตร เสียงแตรรถก็ดังขึ้นข้างตัว ทั้งสามหันขวับ แล้วหัวใจของเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมก็โลดขึ้นในอกเมื่อเห็นนางในชุดตะเบงมานคอมมานโดเต็มยศนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำคันโต

 

            "จ้าด ฟ้า แล้วก็ใครอีกคนนั่นน่ะ ขึ้นมาเร็ว !"

            สามมนุษย์ทำตามอย่างว่าง่าย ผีกระหังที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องบนกรีดเสียงโหยหวนอย่างโกรธแค้นก่อนจะโยนระเบิดสีดำในอุ้งเท้าลงใส่หลังคารถ แต่ตานีคนสวยไม่อยู่ให้แหลกเป็นชิ้นๆ เธอเปลี่ยนเกียร์เดินหน้าก่อนจะกระทืบคันเร่งโครมจนรถคันงามพุ่งฉิวไปตามถนนวงแหวนเวียงวังที่แทบจะมืดสนิทด้วยความเร็วสูง แสงสีส้มจากระเบิดของเหล่ากระหังไล่กวดมาติดๆ

 

            "นางมาได้ยังไงเนี่ย" หลานชายหมอผีใหญ่ถามขึ้นหลังจากจังหวะการหายใจเริ่มกลับเป็นปกติ

            "องค์ราชินีโทรไป" นางตอบเสียงเรียบ ดูเธอจะไม่สะทกสะท้านกับระเบิดที่ลงโครมๆห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบเมตรเบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย

            "แล้วรถนี่เอามาจากไหน"

            "เห็นจอดอยู่แถวบ้านเลยเอามาใช้ก่อน"

            "เอ้ย แบบนี้ก็ขโมยรถน่ะสิ !?"

            "หรือว่าเธออยากตาย" เด็กสาวทรงโตหันขวับมาจ้องหน้าเขา ดวงตาโตแข็งกร้าว ทำเอาอีกฝ่ายเงียบกริบ

            "แล้วนางขับรถเป็นด้วยเหรอ" ฟ้าเปลี่ยนเรื่อง

            "ตานีทุกตนต้องฝึกขับยานพาหนะทั่วไปตอนอายุสิบห้า" ตานีสาวอธิบาย ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปถามไร่ "เพื่อนจ้าดคนนั้นน่ะ บ้านเธอไปทางไหน ฉันได้รับมอบหมายมาให้พาเธอไปส่งบ้าน"

            "เลี้ยวเลียบแม่น้ำตานแล้วตรงไปเรื่อยๆ หออยู่ริมถนนเลย"

            "ดี แถวนั้นไม่มีกระสืออยู่ เมื่อกี้ฉันผ่านมาแล้ว" นางพูดเรียบๆ "แล้วฟ้าล่ะ บ้านอยู่ไหน"

            "เราคงไม่กลับบ้านหรอก" เด็กสาวหน้าคมตอบ "พ่อแม่เราไม่อยู่บ้าน พ่อไปต่างจังหวัด แม่บิน อยู่กับกล้วยกับนางน่าจะปลอดภัยกว่า ตอนออกมาจากห้างเราโทรบอกพ่อแม่เราเรียบร้อยแล้ว"

            "แล้วพวกของพวกอะไรล่ะ ไม่เก็บเหรอ ถ้าบ้านพังขึ้นมาจะทำไง"

            "บ้านเราอยู่นอกเมืองคงไม่โดนอะไรหรอก"

            "งั้นก็ตามใจ"

 

            นางดึงเบรกมือก่อนจะดริฟต์ซ้ายเข้าถนนเลียบแม่น้ำตานที่โล่งราวกับอยู่กลางเมืองร้างด้วยความเร็วเกือบร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างชำนาญ แต่ก็ทำเอาผู้โดยสารทั้งสามใจหายใจคว่ำไปตามๆกันโดยเฉพาะเมื่อหน้ารถเฉียดแท่งปูนกลางถนนไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม รถคันงามก็จอดที่หน้าหอพักสูงสิบชั้นซึ่งแทบจะปิดไฟมืดสนิทโดยสวัสดิภาพในอีกไม่ถึงห้านาทีต่อมา เด็กหนุ่มชาวใต้ลงจากรถและวิ่งเข้าอาคารไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ตานีสาวทรงโตจะออกตัวล้อฟรีอีกครั้ง

 

            "นี่เรากำลังจะไปรับกล้วยใช่มั้ย" หลานชายหมอผีใหญ่ถาม ดวงตาตี่ชำเลืองดูกระจกมองหลัง กลุ่มกระหังและเรือเหาะกระสือยังคงตามมาห่างๆ

            "ใช่ เราจะเข้าไปในรัศมีสองร้อยเมตรจากห้าง องค์ราชินีจะหายตัวเข้ามาในรถได้เลย"

            "แล้วหลังจากนั้นเราจะไปไหนต่อ" เด็กสาวหน้าคมถามบ้าง "กลับไปบ้านจ้าดเหรอ"

            "ไม่ได้แล้ว แถวนั้นมีกลุ่มกระสือเฝ้าอยู่สามกลุ่ม พวกมันคงจะได้ข้อมูลมาแล้วว่าพวกเราอยู่กันแถวนั้น" นางตอบเครียดๆ "ยังไงพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์อยู่แล้ว ฉันว่าเราน่าจะขับออกไปนอกตานนะคอนเลย หาโรงแรมพักกันก่อน รอดูสถานการณ์พรุ่งนี้แล้วค่อยกลับบ้าน"

 

            "โรงแรม !?" เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำ "เราเหลือตังค์แค่ร้อยเดียวเองนะ นางรู้รึเปล่าว่าโรงแรมแถวนี้ถูกสุดคืนละเท่าไหร่ เงินฟ้ากับเรารวมกันยังไม่พอเลย"

            "ฉันมีพันนึง จากค่าตอบแทนปราบผี" ตานีสาวตอบ "น่าจะพอนะ พันเบี้ย"

            "พอมันก็น่าจะพออยู่หรอกนะ" จ้าดพึมพำ "แต่เรื่องอื่นล่ะ ทั้งเสื้อผ้าเอย อะไรเอย...."

            "ช่างมันก่อนเถอะ" เด็กสาวหน้าหวานตัดบท "โทรหาองค์ราชินี เร็ว อีกห้านาทีเราก็จะเข้าเขตเชียงแสนแล้ว บอกให้องค์ราชินีเตรียมตัวหายตัวเข้ามาในรถเลย"

            "หายตัวเข้ามานะ โอเค"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่กดโทรออกหาเพื่อนสาวทันทีขณะรถเลี้ยวขวาตามมุมของสวนสาธารณะกลางเมือง หมู่ตึกระฟ้าของเขตธุรกิจเชียงแสนปรากฏอยู่เบื้องหน้า แต่บนฟ้าก็ระยิบระยับไปด้วยแสงสีเขียวเหลืองแดงเหมือนไฟจราจรจากเหล่าเรือเหาะกระสือเช่นเดียวกัน พวกมันลอยวนเวียนอยู่ทางเยื้องซ้ายของรถ และจากที่เขาลองกะระยะด้วยสายตาคร่าวๆ พวกมันก็น่าจะอยู่เหนือกลุ่มห้างสรรพสินค้าชั้นนำพอดี เด็กหนุ่มฟังสัญญาณรอรับสายด้วยใจเต้นระทึก หวังว่าเพื่อนสาวของเขาจะยังปลอดภัย.....

 

            "ว่าจะได !?" วินาทีต่อมา ราชินีตานีก็รับสายด้วยเสียงเหนื่อยหอบ

            "กล้วยอยู่ไหน" จ้าดถามทันที แรงกดดันในใจเบาลงไปบ้าง "นางเอารถมา กล้วยหายตัวเข้ามาในรถได้ใช่มั้ย"

            "บ่ได้ !" เสียงกลางๆของเด็กสาวหน้าจืดสวนกลับมา "ข้าเจ้าโดนน้ำลายผีกระสือ"

            "หา !?" ฟ้าซึ่งได้ยินเสียงลอดออกมาจากลำโพงฉวยโทรศัพท์ไปพูดเอง ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างหวาดกลัว "กล้วยว่าอะไรนะ โดนน้ำลายผีกระสืองั้นเหรอ !? อย่าบอกนะว่ากล้วยจะ...."

            "ตานีบ่แม่นมนุษย์ ข้าเจ้าบ่กลายเป็นกระสือหรอก" ตานีสาวขัดขึ้น "แต่มันถือเป็นสิ่งปฏิกูล ยะหื้อพลังงานวิญญาณของข้าเจ้าลดลง ตอนนี้ข้าเจ้าหายตัวบ่ได้แน่ อย่างมากก็ได้สักเมตรสองเมตร"

 

            "แล้วตอนนี้กล้วยอยู่ไหนล่ะถ้างั้นจะได้ไปรับ !"

            "ข้าเจ้ากำลังจะออกมาจากไหหินเวิลด์แล้ว หมู่จ้าดอยู่ที่ได๋ล่ะ !?"

            "อีกประมาณสองนาที เตรียมตัวได้เลย !"

            "เร็ว มีกระหังเกือบครึ่งร้อยตามข้าเจ้าอยู่ !"

            "หา !?"

 

            เด็กสาวหน้าคมและเด็กหนุ่มหน้าดุอุทานพร้อมๆกัน แม้แต่นางก็ดูเหมือนจะกระทืบคันเร่งลึกลงไปอีก ตานีสาวทรงโตหักพวงมาลัยฉวัดเฉวียนหลบรถที่ชนกันระเนนระนาดเกลื่อนถนนก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนซึ่งมุ่งสู่หมู่ห้าง แล้วหนึ่งตานีสองมนุษย์ก็ต้องอ้าปากค้างอย่างสยองขวัญเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

 

            หมู่กระหังนับร้อยกลุ้มรุมกันลงมาราวกับแร้งเห็นเหยื่อ ศูนย์กลางการชุมนุมคือเด็กสาวหน้าจืดผู้มีปืนซุ่มยิงกระบอกใหญ่ในอ้อมแขน ร่างกายส่วนที่อยู่นอกชุดนักเรียนสีดำเต็มไปด้วยแผลฉีกขาดซึ่งดูเหมือนรอยเขี้ยว เธอพยายามยิงสกัดอย่างสุดชีวิต แม้เหนี่ยวไกหนึ่งครั้งจะมีกระหังกระเด็นลอยก่อนจะแตกสลายไปนับสิบตน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเมื่อพวกที่อยู่บนท้องฟ้าโฉบลงมาเรื่อยๆ ปากเน่าๆอ้ากว้างอวดเขี้ยวยาว เล็งเป้าไปยังลำคอขาวของราชินีตานี.....

 

            "จ้าดจับพวงมาลัยที !"

            ในพริบตา นางเรียกปืนลูกซองที่วางอยู่บนเบาะหลังให้ลอยหวือมาเข้ามือ และทันทีที่จ้าดเอื้อมจากเบาะหลังมาจับพวงมาลัยได้ เธอก็เปิดประตูและแทรกตัวออกไปด้านนอก ใช้แขนซ้ายเหนี่ยวราวบนหลังคารถเอาไว้ก่อนจะเหนี่ยวไกส่งกระสุนลูกปรายออกไปเจ็ดนัดติดๆกันอย่างไม่จำเป็นต้องเล็ง

 

            ฝูงกระหังแตกฮือไปตนละทิศตนละทาง ทั้งด้วยถูกกระสุนและด้วยความตกใจ เผยให้เห็นเด็กสาวหน้าจืดซึ่งยามนี้ทรุดลงไปนั่งคุกเข่าด้วยความเหนื่อยอ่อน และดูเหมือนเธอจะบาดเจ็บเสียด้วย นางเหนี่ยวตัวกลับเข้ามาในรถ ปิดประตูโครมก่อนจะหักพวงมาลัยชิดซ้ายและเหยียบเบรก รถหยุดกึกข้างตัวตานีสาวผู้ถือปืนซุ่มยิงพอดี

 

            "กล้วย เป็นอะไรมากมั้ย !?" จ้าดเปิดประตูลงไปช่วยพยุงเพื่อนสาวขึ้นรถทันที แม้รอบๆจะเต็มไปด้วยอสุรกายที่สะบัดกระด้งดังผับๆนับร้อยตน

            "บ่เป็นอะหยัง" ราชินีตานีพยายามลุกขึ้นเอง แต่แผลถูกกัดเหวอะหวะที่ขาทั้งสองข้างและลำตัวก็ทำให้เธอร่วงลงไปกับพื้นอีกครั้ง "ข้าเจ้า.... เดินเองไหว...."

            "สภาพแบบนี้เดินเองไหวที่ไหนล่ะ !?" เด็กสาวหน้าคมซึ่งลงมาช่วยอีกแรงตวาดแว้ดอย่างลืมตัว "จ้าด ยกพร้อมกัน หนึ่ง สอง...."

            "ระวัง !!!"

 

            กระหังเปรี้ยวตนหนึ่งตัดสินใจโฉบลงมาโจมตีสองมนุษย์หนึ่งตานีจากเบื้องบนด้วยความเร็วสูง แต่ก่อนที่จะถึงตัวจ้าดซึ่งสูงที่สุดเพียงไม่กี่เซนติเมตร กระสุนลูกโดดก็พุ่งเข้าเจาะหน้าผากมันจังๆจนหน้าหงาย นางช่วยพวกเขาเอาไว้ได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย แต่ดูเหมือนโอกาสแบบนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อกระหังนับสิบตนที่บินอยู่เหนือหัวพวกเขากำลังตั้งท่าจะเปรี้ยวตามเพื่อนลงมาเสียแล้ว โชคดีที่ดูเหมือนพวกมันจะทิ้งระเบิดไปหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นทุกคนอาจจะแหลกเป็นชิ้นๆไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ช่วยกล้วยก็เป็นได้.....

 

            "จ้าด ฟ้า เดี๋ยวนี้เลย !"

            ตานีสาวคนสวยกรีดเสียงร้อง พร้อมๆกับที่เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมออกแรงยกเพื่อนสาวผู้บาดเจ็บโยนเข้าไปในรถได้พอดีก่อนจะขึ้นรถตามและปิดประตูโครม นางหดตัวกลับเข้าไปอยู่หลังพวงมาลัยอีกครั้ง ก่อนที่เครื่องยนต์สามพันซีซีจะส่งเสียงดังกระหึ่มเมื่อคันเร่งถูกกระทืบเป็นครั้งที่ห้าสิบของคืนนี้ พารถคันใหญ่พุ่งออกไปตามถนนที่เต็มไปด้วยซากรถที่พังยับ

 

            แต่ยังไม่ทันที่เข็มวัดความเร็วจะถึงเลขแปดสิบ กระหังสามตนก็พุ่งเข้ากระแทกกระจกหน้าและกระจกที่นั่งด้านหน้าจนแตกกระจาย กระจกหน้าซึ่งถูกเสริมด้วยพลาสติก*ยังคงรูปได้ แต่กระจกที่นั่งทั้งสองข้างหายไปแล้ว และวินาทีต่อมา ฟ้าก็ทิ้งมาดสาวห้าวกรีดร้องสุดเสียงเมื่อใบหน้าโง่ๆแต่ประดับไว้ด้วยเขี้ยวขาวพุ่งเข้ามาในรถหมายงับเนื้อสดๆ และพลังวิญญาณหวานหอมของสองมนุษย์สองตานี

 

            มือไวเท่าความคิด จ้าดล้วงมีดอีโต้ที่ซ่อนเอาไว้ในเสื้อสับเพดานปากที่อ้ากว้างของกระหังตนที่อยู่ใกล้เขาชนิดจมูกชนจมูกจนมันหน้าหงาย พร้อมๆกับที่นางเหวี่ยงพานท้ายลูกซองกระแทกหน้าอีกตัวดังพลั่ก แต่ตัวนี้ไม่ทิ้งเหยื่อง่ายๆ มันเหวี่ยงสากกะเบือท่อนเท่าแขนของมันขึ้นมากระแทกโหนกแก้มนางจนเธอเซวูบ ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นโถมตัวเข้ามาในรถ หลานชายหมอผีใหญ่เงื้ออีโต้หมายสับกลางแผ่นหลัง แต่ช้าเกินไป อสุรกายพุ่งผ่านช่องว่างระหว่างเบาะเข้าหาเด็กสาวหน้าจืดผู้อ่อนแรงเกินกว่าจะหลบได้เสียแล้ว....

 

            "อย่านะ !"

            ก่อนที่จะทันเขี้ยวยาวจะทันฝังลงในลำคอของตานีสาว คอของอสุรกายผู้ใช้กระด้งสร้างแรงยกก็ลั่นกร๊อบเสียเองเมื่อมือทั้งสองข้างของฟ้าคว้ามันเอาไว้อย่างแรง เด็กสาวหน้าคมหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัวเมื่อฝ่ายตรงข้ามหันขวับมาแยกเขี้ยวใส่เธอแทน แต่ก่อนที่มันจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ร่างของมันก็กระตุกก่อนจะสลายไปเมื่ออีโต้เล่มใหญ่สับลงกลางหลังของมันอย่างแรง

 

            "เป็นอะไรรึเปล่า !?" จ้าดถามเสียงดังอย่างลืมตัว ขณะตานีสาวคนสวยพยายามควบคุมรถซึ่งเมื่อครู่แฉลบซ้ายเป็นทางยาวจนเกือบชนเกาะกลางถนน

            "ไม่.... ไม่เป็นไร" เด็กสาวหน้าคมตอบเสียงสั่น ขนยังคงลุกชันด้วยความหวาดกลัว "แล้วกล้วยเป็นอะไรรึเปล่า"

            "บ่...." ราชินีตานีตอบ แต่เสียงของเธออ่อนแรงเต็มที

            "ฟ้า วานอะไรอย่างนึงได้มั้ย" นางเอ่ยมาจากที่นั่งคนขับ "ฉันเอายาสมานแผลสำหรับตานีมาด้วย อยู่บนพื้นรถที่เท้าเธอมั้ง เอาป้อนถวายองค์ราชินีที"

            "ในกล่องนี่ใช่มั้ย ได้ๆ"

 

            "แล้วเราจะไปไหนกันล่ะทีนี้" เด็กหนุ่มหน้าดุถามเด็กสาวข้างตัว ขณะกล้วยค่อยๆป้อนยาน้ำสีเขียวมรกตให้เพื่อนสาว

            "ฉันว่าจะขึ้นเหนือไปทางเวียงพิงค์" ตานีคนสวยหมายถึงเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐเวียงตานซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปกว่าร้อยห้าสิบกิโลเมตร "ระหว่างทางมีโรงแรมเยอะอยู่"

            "บ่ได้" กล้วยท้วงเสียงระโหย "กระสือกับกระหังหมู่นี้บินมาจากทิศเหนือ ฐานของหมู่เปิ้นอาจจะอยู่ตรงนั้น อย่าเสี่ยงดีกว่า"

 

            "งั้นลงใต้ไปเขลางค์ดีมั้ย" เด็กสาวหน้าคมเสนอบ้าง เขลางค์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของรัฐอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณสองร้อยกิโลเมตร "มีโรงแรมอยู่บ้างเหมือนกัน ดีกว่าไปทางหลวงน้ำทา ทางนั้นป่าตลอดทางเลย"

            "ก็ได้"

            "กล้วยว่าไง"

            "เอาจะไดก็เอา"

 

            นางดึงรถเข้าเลนซ้ายซึ่งตัดเป็นทางโค้งยาวเชื่อมกับถนนวงแหวนเวียงวัง แต่การต้องลดความเร็วเพื่อเข้าโค้งยาวกลับทำให้อสุรกายที่ไล่กวดตามมาเบื้องหลังย่นระยะห่างเข้ามาเรื่อยๆ และในที่สุดพวกมันก็ตามทัน สี่ตนทิ้งตัวลงบนหลังคารถดังโครมใหญ่จนสะเทือนไปทั้วคันรถ ในขณะที่อีกสี่ตนซึ่งอยู่ข้างรถพอดีสะบัดสากกะเบือพุ่งเข้าใส่หน้าต่างสองบานหลังที่ยังเหลืออยู่ เพียงไม่กี่ครั้งมันก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนกระจกหน้าเมื่อครู่ ก่อนที่เหล่ากระหังจะกลุ้มรุมกันโถมตัวเข้ามาในรถ บ้างแยกเขี้ยว บ้างอ้าปากงับเหมือนเอลี่ยนกำลังจะเขมือบเหยื่อ

 

            จ้าดพยายามเหวี่ยงอีโต้เล่มเก่งปาดหน้าฝ่ายตรงข้ามให้หลุดออกไปจากตัวรถ ขณะนางเองก็ต้องรับภาระหนักในการควบคุมรถและเหวี่ยงปืนลูกซองกระแทกใบหน้าอัปลักษณ์ออกไปพร้อมๆกัน ส่วนหนึ่งตนหนึ่งคนที่เบาะหลังดูจะพึ่งไม่ได้เสียแล้ว เด็กสาวหน้าจืดยังคงบาดเจ็บและอ่อนแรงเกินกว่าจะตอบโต้ได้ ขณะฟ้าซึ่งไม่ถูกโรคกับผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอย่างแรง ยามนี้กอดเพื่อนสาวข้างตัวเอาไว้แน่นและขดตัวอยู่ที่พื้นกลางรถ ดวงตาคมหลับปี๋ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด....

 

            "ทุกคน ยึดรถเอาไว้ให้แน่นนะ !"

            นางร้อง ก่อนจะล้วงหยิบสิ่งที่ดูเหมือนระเบิดมือสีเงินลูกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เธอใช้ฟันดึงสลักออกก่อนจะโยนมันลงตรงกลางรถ ตาตี่ของหลานชายหมอผีใหญ่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว แต่ด่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร กระหังนับร้อยที่ล้อมกรอบรถอยู่ก็กระเด็นไปคนละทิศคนละทาง นางอาศัยจังหวะนี้เร่งความเร็วหนีไปทันที

 

            "นั่นมันระเบิดอะไรน่ะ !?" เด็กหนุ่มหน้าดุร้องถาม ขายังคงสั่นด้วยนึกว่าคงเละไปแล้ว

            "ระเบิดต่อต้านวิญญาณ" ตานีสาวตอบ "ใช้ได้ผลมากที่สุดกับวิญญาณ แต่กระหังที่เป็นสสารบวกวิญญาณก็พอใช้ได้อยู่ แต่ใช้กับมนุษย์ที่เป็นวิญญาณฝังแน่นอยู่ในสสารไม่ได้ผล"

            "ก็ดีแล้วแหละที่มันใช้ไม่ได้ผล !"

 

            รถขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำคันงามวิ่งฉิวไปตามถนนเลียบเทือกเขาตานปันน้ำก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนเลียบสนามบินซึ่งจ้าดกับฟ้าเพิ่งจะผจญกับเรือเหาะกระสือไปเมื่อกว่าครึ่งชั่วโมงที่แล้ว แต่บัดนี้ทุกสิ่งเงียบสงัดและมืดมิดราวกับเป็นเมืองร้าง แม้แต่สนามบินและหอบังคับการบินสูงลิบก็ยังปิดไฟมืดสนิท แต่นั่นก็นับเป็นเรื่องดีสำหรับทั้งสี่ ในไม่ช้า ทั้งเมืองตานนะคอนและเหล่ากระหังก็ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง เลขบนหลักกิโลเมตรบอกระยะทางอีกหกสิบกิโลเมตรถึงเมืองเขลางค์.....

 

 

            "เอาล่ะ โรงแรมนี้ก็ได้มั้ง"

            กว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา ตานีคนสวยก็ชะลอความเร็วเกือบร้อยหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงที่วิ่งมาตลอดทางลง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมเล็กๆแต่ดูสะอาดและไม่เก่ามากนักซึ่งตั้งอยู่ริมถนน แสงไฟระยิบระยับจากเมืองเขลางค์ซึ่งตั้งอยู่ริมเชิงเขามองเห็นอยู่เบื้องหน้าลิบๆ

 

            "คืนละเท่าไหร่คะ" ฟ้ารับหน้าที่เข้าไปถามพนักงานต้อนรับ ขณะเด็กหนุ่มคนเดียวในกลุ่มพยุงราชินีตานีลงจากรถ และเด็กสาวอีกคนหอบหิ้วอาวุธทุกอย่างที่มีตามลงมาติดๆ

            "พักสองคนคืนละแปดร้อย แต่ถ้าเสริมเตียงเป็นสามก็คืนละพันค่ะ"

 

            พนักงานต้อนรับสาวตอบยิ้มๆ ตรงข้ามกับเด็กสาวหน้าคมซึ่งเหงื่อตก เก้าร้อยเบี้ยต่อห้อง แต่เธอมีกันอยู่สี่คน ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องสองห้อง เงินที่มีอยู่ไม่พอแน่นอน

 

            "กล้วย จ้าด นาง ไปหาที่อื่นกัน...."

            เสียงของฟ้าขาดหายไปในลำคอเมื่อตานีทั้งสองหายไปจากสายตาเธอเสียแล้ว เพื่อนหนุ่มเองก็ทำท่าแปลกๆเหมือนกำลังพยุงอากาศธาตุ มองดูเหมือนคนบ้า

 

            "ไม่ต้องห่วง ฉันกับองค์ราชินีจะหายตัวไว้" เสียงหวานๆของนางพูดเบาๆอยู่ข้างหู ก่อนที่ธนบัตรหนึ่งพันเบี้ยสีน้ำเงินเทาจะถูกยัดใส่มือเด็กสาวตาคม "เอ้า นี่เงิน"

            "งั้น.... ห้องนึงค่ะ" ฟ้ายิ้มฝืนๆ ยื่นเงินให้หญิงสาวเบื้องหน้า พลางภาวนาให้เธอไม่ผิดสังเกตที่มีลูกค้าสองคนหายวับไปดื้อๆ

            "ได้ค่ะ ขอบัตรประชาชนแล้วก็เซ็นชื่อตรงนี้นะคะ แล้วก็เอาคีย์การ์ดไปได้เลย ห้อง 312 นะคะ"

            "ขอบคุณค่ะ"

 

            เด็กสาวหน้าคมถอนหายใจอย่างโล่งอก คว้าบัตรแถบแม่เหล็กยัดใส่กระเป๋าก่อนจะก้าวฉับๆไปขึ้นลิฟต์อย่างเร็วที่สุด โดยมีจ้าดเดินกะโผลกกะเผลกพยุงอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นตามมาติดๆ จนเมื่อลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นสามเรียบร้อยแล้ว ตานีทั้งสองจึงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

 

            "กล้วย ดีขึ้นรึยัง" จ้าดถามเพื่อนสาวซึ่งเขาหิ้วปีกอยู่ แต่ตานีสาวเริ่มเดินได้ด้วยตัวเองแล้วแม้จะยังไม่มั่นคงเท่าใดนัก

            "ดีขึ้นบ้าง" เด็กสาวหน้าจืดตอบ "ขอบคุณมากเน่อที่อุตส่าห์ช่วยข้าเจ้า ทุกคนเลย"

            "ไม่เป็นไรหรอกน่ากล้วย" ฟ้ายิ้ม "กล้วยก็ช่วยชาวเมืองไปตั้งเยอะ เราว่ากล้วยกล้ามากเลยนะ ตัวคนเดียวยังปักหลักอยู่ตรงนั้นตั้งนาน"

            "แต่ก็ยะอะหยังบ่ได้มากอยู่ดี" ราชินีตานีถอนหายใจ "ถ้าข้าเจ้ารักษาเผ่าพันธุ์ตานีไว้ได้ล่ะก็ เรื่องนี้คง....."

            "หลบ !!!"

 

            นางกรีดเสียงร้อง โถมตัวกดทุกคนจนล้มลงไปหมอบอยู่กับพื้น ไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมา แสงสีฟ้าก็ฟาดวูบผ่านหัวทุกคนไป เฉียดผมยาวของกล้วยไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นในโถงทางเดินเบื้องหน้า จ้าดเงยหน้าขึ้นมอง แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ใบหน้าหวานปากนิดจมูกหน่อย ดวงตากลมซ่อนอยู่หลังแว่นตากรอบเหลี่ยมสีดำ ผิวขาวราวหิมะ ดาบโค้งแบบฮิมิตสึยาวเกือบหนึ่งเมตรซึ่งมีใบดาบที่มองดูเหมือนลำแสงสีฟ้าสว่างเรืองรองอยู่ในมือ.....

 

            "สวัสดีค่ะ รุ่นพี่จัตุรัส จดหมายรักของคำตอบขอค่ะ....."

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เรียกว่ากระจกลามิเนต (Laminated Glass) เป็นกระจกนิรภัยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ทำกระจกหน้ารถ ประกอบด้วยกระจกสองแผ่นประกบกับแผ่นพลาสติกเหนียวตรงกลาง เมื่อแตกจะยังคงรูปอยู่ได้ กระจกนิรภัยอีกแบบคือกระจกแบบผ่านความร้อน (Tempered Glass) ซึ่งนิยมใช้ทำกระจกอื่นๆของรถ กระจกนี้จะถูกไปอบเพื่อให้เกิดแรงดึงในตัวเอง เมื่อแตกจะแตกเป็นชิ้นกลมๆเล็กๆ ซึ่งเป็นอันตรายน้อยกว่ากระจกธรรมดาที่แตกเป็นชิ้นส่วนแหลมคม กระจกรถทุกคันในตอนนี้เป็นกระจกแบบนี้ทั้งหมด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #91 คุณพีทคุง พิธันดร (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 / 00:46
    บทนี้น่ากลัวมากกกกกกกกก

    สาวฮิฯ เธอจะมาช่วยหรือจะมาทวงนะ...
    #91
    0
  2. #48 wat_r (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 เมษายน 2558 / 09:48
    ถ้าไมม่ต้องไปส่งเพื่อนๆที่ละบ้าน แต่ให้รวมกันอยู่บ้านใดบ้านหนึ่งก่อนก๋คงดีเนอะ ดูหมดเวลาตรงนี้ไปเยอะมากโข

    สยองกระสือแฮะ!



    หมดกันห้างหรู ต่อไปจะมีห้างให้เดินเล่นเหลือมั้ยเนี่ย!!? 555



    ชอบฉากจบ... อุทานหนักๆ ด้วยความขำและลุ้น

    ยัยสาวญี่ปุ่นจะมาเอาคำตอบอะไรตอนนี้ฟระ!!!

    ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากดูเรื่องนี้เป็นแบบอนิเมะ แต่ละคนคงน่ารัก ^^

    #48
    0
  3. #20 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 00:46
    อ่านแล้วก็นั่งลุ้นตาม ฮ่วย! ทำไมน่าหวาดเสียวเช่นนี้กัน!!



    ___________________________________________

    *คอยดูนะ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เมื่อไรจะนั่งอ่านมันทั้งวันเลย - -
    #20
    0