ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 61 : ความผิดปกติที่เกิดขึ้นช่วงไพรม์ไทม์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 58

            หมอกควันหนาทึบกรองแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นสีแดงฉาน มันบดบังทัศนวิสัยจนมองเห็นได้เพียงไม่กี่เมตรรอบตัว แต่เสียงคำรามของสิ่งที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือแม้แต่เป็นสิ่งมีชีวิตของโลกนี้หรือไม่ก็ยังดังฝ่าสายหมอกแผดก้องไปทั่วเมืองใหญ่ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง ศพมนุษย์กระจายเกลื่อนกลาด บ้างคอหักหมุนได้รอบ บ้างมีแผลเหวอะหวะจนเห็นกระดูก บ้างถูกควักอวัยวะภายในออกมากระจายเกลื่อนกลาด ดูน่าขยะแขยง น่าสยดสยองและน่าเวทนาในคราวเดียวกัน และบ้างก็แหลกเหลวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ทุกร่างมีสิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือใบหน้าบิดเบี้ยวและดวงตาที่เหลือกลาน บ่งบอกความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดแม้วิญญาณจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

 

            “เสือดำสาม ยังอยู่ก่อ !?

            เด็กสาวในชุดพรางคนหนึ่งนั่งหลบมุมอยู่หลังซากกำแพงคอนกรีต เธออยู่ในชุดปฏิบัติการลายพรางที่ขาดวิ่นจนมองเห็นเนื้อที่เต็มไปด้วยบาดแผลข้างใต้ แววอ่อนล้าบนใบหน้ามองเห็นได้ชัดแม้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยทั้งฝุ่น ดิน โคลน และคราบเลือดสีแดงฉานที่เกรอะกรังไปทั่วแก้มเลยไปถึงเส้นผมยาวประบ่า มือกำวิทยุสื่อสารบุบบี้แน่น สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาววางอยู่บนพื้นใกล้ๆ ดวงตาเรียวเหลียวมองหลังกำแพงอย่างระแวงภัย แต่มันก็เริ่มฉายแววกังวลเมื่อไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากอีกฟากหนึ่งของวิทยุเลย

 

            “เสือดำสาม ยังอยู่ก่อ ตอบด้วย !

            “อยู่ๆ !” ในที่สุดมีเสียงตอบกลับมา “กำลังไป ตอนนี้อยู่ที่พิกัดสามสองห้า สองห้าสี่”

            “สถานการณ์เป็นจะไดบ้าง” เด็กสาวยิงคำถามทันที “ข้าเจ้าหลุดจากกลุ่มมา”

            “แย่” อีกฟากหนึ่งของวิทยุตอบเน้นเสียง “ตายกันเป็นเบือเลย หมู่เฮาก็เสียกำลังพลไปเยอะมากด้วย ถอยกันก่อนดีก่อ !?

 

            เด็กสาวขบกรามกรอด การถอยกลับเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธออยากจะทำ แต่ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว

 

            แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตัดสินใจ เลือดในกายของเด็กสาวก็จับเป็นน้ำแข็งอย่างฉับพลันเมื่อเสียงกรีดร้องแผดก้องออกมาจากวิทยุ

 

            “เฮ้ย !?

            “หลบ !

            “อ๊า......!

 

            เสียงวิทยุขาดหายไปพร้อมกับสีเลือดบนใบหน้าของเด็กสาว เธอลุกพรวด คว้าปืนก่อนจะวิ่งลัดเลาะแนวกำแพงมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งสุดท้ายที่อีกฝ่ายบอกเธอ หัวใจในอกโยนตัวกระแทกซี่โครงเหมือนจะกระเด็นออกมาข้างนอก เกิดอะไรขึ้น เพื่อนของเธอปลอดภัยหรือเปล่า เธอจะไปช่วยเพื่อนของเธอทันหรือเปล่าหนา หรือว่า.....

 

            ห้วงความคิดของเธอมีอันต้องสะดุดหยุดลงอย่างฉับพลันเมื่อเสียงคำรามแหลมดังขึ้นด้านหลัง เธอหันขวับ แล้วก็ต้องถอยกรูดเมื่อเห็นร่างสามร่างยืนจังก้าอยู่ห่างจากเธอไปเพียงไม่กี่เมตร มันดูเหมือนมนุษย์.... แต่ก็ไม่ใช่ ร่างของมันดูบิดเบี้ยว ผิวหนังเป็นสีเทาและเป็นเมือกเหมือนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เขี้ยวแหลมยาวล้นออกมาจากปาก มือใหญ่ปานใบลานที่ยาวจนแทบลากดินก็มีเล็บแหลมคม และที่น่ากลัวที่สดคือหัวใจมนุษย์ที่ยังคงเต้นตุบๆ อยู่ในมือของตนที่ยืนอยู่หน้าสุด

 

            ไวเท่าความคิด เด็กสาวเหนี่ยวไกสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอทันที แต่สัตว์ประหลาดทั้งสามตัวล้มตัวลงหมอบก่อนจะคลานลอดวิถีกระสุนเข้าประชิดตัวเธอในพริบตา เด็กสาวถีบเท้าถอย ปืนเหวี่ยงวูบเต็มวงสวิง พานท้ายกระแทกหัวของตนหนึ่งจนมันกระเด็นลอยไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นถนนเบื้องหลัง แต่อีกสองตนหลบได้ทันท่วงที และก่อนที่เด็กสาวจะป้องกันตัวเองได้ทัน เล็บแหลมก็แทงพรวดเข้าที่ลำคอจนทะลุ ดวงตาเรียวเบิกค้างขณะเลือดพุ่งออกจากเส้นเลือดใหญ่ที่ถูกทะลวงเหมือนน้ำพุ ปืนกระบอกยาวร่วงลงกระแทกพื้นเมื่อเด็กสาวทรุดฮวบ ร่างของเธอกระตุกเหมือนจะดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ก่อนที่วิญญาณของเธอจะหลุดลอยจากร่าง.....

 

            “กล้าย หยุดไว้ก่อนได้บ่ เฮาอยากเข้าห้องน้ำ”

            “โอ๊ย อะหยังกันนักหนา กำลังจะถึงตอนไคลแมกซ์อยู่แล้วเน่อ !

            เด็กสาวผมหางม้าโวยวายฟึดฟัดอย่างหงุดหงิด ตั้งแต่เปิดหนังเรื่องนี้มา เพื่อนสาวหน้าเสือของเธอขอไปเข้าห้องน้ำเกือบสิบครั้งแล้ว ทำเอาอารมณ์สยองขวัญของ “แม่หญิงแกร่งล่าผีดิบ” หนังฟอร์มยักษ์ที่กวาดรางวัลหนังสยองขวัญของสารขัณฑ์มาแล้วทั่วประเทศแตกกระเจิงอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม เธอก็ยอมกดปุ่มหยุดชั่วคราวให้เพื่อนสาวแต่โดยดีด้วยไม่อยากให้เธอลงไปดีดดิ้นโวยวายอย่างที่เคยทำเป็นประจำ อันจะทำให้ยิ่งเสียอารมณ์เปล่าๆ แต่เธอก็อดแขวะตามหลังสมิงสาวที่ลุกจากโซฟาตัวใหญ่ไปเข้าห้องน้ำไม่ได้

 

            “ฉี่มาจะสิบครั้งแล้วเน่อ ท่อรั่วก่อ”

            “กล้ายบ้า !” หมิงหันขวับ ใบหน้าละม้ายเสือที่มีลายพาดกลอนป้ายอยู่บนแก้มแดงก่ำไปถึงใบหู “เว้าจังซั่นเฮ็ดหยัง มีผู้บ่าวอยู่ด้วยเฮาก็อายเป็นเด๊ !

            “อย่างหมิงยังเหลือยางอายอยู่อีกก๋า” ตานีสาวย้อน

            “เฮาก็เป็นผู้สาวเด๊ !

            “เอ๊าะก๋า เพิ่งฮู้” กล้ายเลิกคิ้ว “อีกอย่าง บ่าจ้าดง่าวนั่นคงบ่สนใจหรอก ดีบ่ดีอาจจะบ่ได้ยินด้วยซ้ำ แม่นก่อจ้าด”

 

            ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากผู้ถูกถาม เด็กสาวผมหางม้าหันไปมอง แล้วเธอก็ถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ที่มุมห้อง หน้าก้มงุด บรรยากาศมืดมนล่องลอยอยู่รอบตัวเหมือนเมฆคิวมูโลนิมบัส* เช่นเดียวกับทุกวันตั้งแต่ฟ้าและยูคิจากไปเมื่อเกือบเดือนที่แล้ว เด็กหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่เช้า และกว่าจะลุกอีกครั้งก็เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ห้องน้ำไม่เข้า ข้าวปลาไม่แตะ เกมไม่เล่น ดูแล้วให้สังเวชใจยิ่งนัก

 

            “อะหยังเนี่ยจ้าด” ตานีสาวเดินไปเท้าสะเอวอยู่ข้างตัวเพื่อนหนุ่ม “แค่อกหักหน่อยเดียวยะจะเป็นจะตายไปได้”

            “แล้วทีกล้ายอกหักตอนนั้นล่ะ” จ้าดย้อนเสียงต่ำๆ “ก็จะเป็นจะตายเหมือนกันแหละ”

            “นั่นมันคนละเรื่องกันย่ะบ่าจ้าดง่าว !” กล้ายสวนกลับเสียงเขียว ปื้นสีชมพูจางๆ ปรากฏบนแก้มที่ขาวราวหิมะ “แล้วจะนั่งอยู่จะอี้ไปอีกกี่วันหา !? อีกแค่สองอาทิตย์ก็จะเปิดเทอมแล้วเน่อ !

            “สุขเรา” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบง่ายๆ “ว่าแต่กล้ายเถอะ สบายใจเหลือเกิน คงไม่ได้ลืมไปแล้วหรอกนะว่าสงครามยังไม่จบน่ะ”

            “ลืมก็บ้าแล้ว” เสียงของเด็กสาวผมหางม้าอ่อนลงเล็กน้อย “แต่อย่างน้อยช่วงที่ยังบ่มีอะหยังก็ขอผ่อนคลายหน่อยบ่ได้ก๋า เดี๋ยวพอเปิดเทอมแล้วก็ต้องเรียน แล้วก็จะมีอะหยังก่อก็ยังบ่ฮู้ ช่วงที่ยังสบายได้ก็ขอสบายหน่อยเหอะ”

            “ประมาท เดี๋ยวเหอะ” จ้าดตอบเสียงดุๆ “ไม่เห็นมีใครเหมือนกล้วยกันสักคน นั่งติดตามการเคลื่อนไหวของพวกนางทุกวัน พอว่างๆก็เอาหนังสือเรียนมาอ่านอีก ขยันจริงๆ..... ว่าแต่นี่กล้วยไปไหนเนี่ย”

 

            เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวามองหาตานีสาวหน้าจืด เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าเพื่อนสาวไม่อยู่ที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่นที่เคยนั่งอยู่ประจำ มีเพียงแลปทอปสีเงินคาดเขียวเปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณทิ้งไว้เท่านั้น

 

            “น้ำว้ากับน้ำไทอยากเล่นน้ำ แต่เปิ้นเห็นว่าเฮาดูหนังอยู่เลยลงไปเฝ้าแทน” หมิงผู้เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องน้ำตอบ “เอ้า กล้าย ดูต่อ”

            “ออกมาได้ซะทีเน่อ.....”

 

            เด็กสาวผมหางม้าบ่นกระปอดกระแปดพลางเดินกลับไปทิ้งตัวลงบนโซฟาก่อนจะกดเริ่มเล่นต่อ จ้าดมองตามไป หันไปมองภาพสัตว์ประหลาดรุมฉีกร่างเด็กสาวออกเป็นชิ้นๆในหน้าจอแอลซีดีขนาดสี่สิบนิ้วของโทรทัศน์ ก่อนจะหันกลับมาก้มหน้างุดกับเข่าอีกครั้ง แต่คราวนี้มีคำถามผุดขึ้นเงียบๆอยู่ในใจ นางก็ยังหาไม่เจอ พลังของกล้วยก็ยังไม่ได้คืน มานั่งดูหนังสยองขวัญกับเล่นน้ำกันอยู่แบบนี้จะดีแน่เร้อ.....

 

            ด้านนอก แสงอาทิตย์ยามเย็นของฤดูร้อนเริ่มอ่อนลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังสว่างไสวอยู่บนท้องฟ้าใสไร้เมฆ อากาศกลางฤดูร้อนอุ่นสบายจนแทบจะเป็นร้อนสมชื่อฤดู ตัวเมืองที่เคยเป็นสีน้ำตาลเทาของต้นไม้ไร้ใบ บัดนี้เขียวขจีและแต่งแต้มด้วยสีสันสดใสของดอกไม้เมืองหนาวที่แข่งกันเบ่งบานหวังจะใช้ฤดูร้อนอันแสนสั้นให้คุ้มค่า เช่นเดียวกับชาวเมืองที่ต่างใส่เสื้อผ้าหลากสีเปิดตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยให้พอได้ชุ่มชื่นใจหลังจากต้องทนอยู่กับเสื้อกันหนาวหนาเตอะสีทึมมาตลอดฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิอันหนาวเหน็บและยาวนาน และเมื่อไม่มีรายงานการอาละวาดของผีร้ายมาเกือบสองเดือน มันก็เป็นช่วงเวลาที่แสนสุขสำหรับชาวเมืองใหญ่แห่งนี้จริงๆ

 

            สนามหญ้าหลังโรงเก็บเครื่องบินมีเสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย ตานีน้อยสองตนในชุดว่ายน้ำลายพรางสีเขียวขี้ม้าสาดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนานอยู่ในสระว่ายน้ำขนาดย่อมที่กล้วยและกล้ายสร้างให้โดยเฉพาะ โดยมีหนึ่งในผู้สร้างนั่งกอดอกสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มสีเขียวริมสระ ราชินีตานีอยู่ในเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นสีเขียวอ่อนซึ่งเธอเพิ่งจะออกไปเดินซื้อมาจากตัวเมืองกับเพื่อนสาวอีกสองตนมาเมื่อไม่กี่วันที่แล้วนี้เอง อากาศร้อนเกินกว่าจะใส่เสื้อยืดกางเกงขาสามส่วนตัวเก่าของจ้าดแล้ว

 

            โชคร้ายที่ห้วงนิทราของเธอมีอันต้องขาดสะบั้นลงในเวลาอันสั้น เมื่อน้ำไทสาดน้ำพลาดจากพี่สาวฝาแฝดมาโดนเธออย่างจัง ทำเอาเปียกมะลอกมะแลกเป็นลูกหมาตกน้ำ

 

            “เอื้อยกล้วย สุมาเน่อเจ้า....” เด็กหญิงผมเปียซึ่งเก็บผมยาวของเธอเอาไว้ในหมวกว่ายน้ำลายเดียวกับชุดกระโดดขึ้นจากน้ำมาขอโทษขอโพยรุ่นพี่สาว

            “บ่เป็นอะหยังๆ” กล้วยตอบ มือบิดเสื้อกล้ามที่เปียกชุ่มโชก น้ำไหลซู่เป็นน้ำตก “ว่าแต่โตป่านนี้แล้ว ยังจะเล่นน้ำกันอยู่อีกก๋า”

            “ก็มันฮ้อนนี่” น้ำไทตอบ “อีกอย่าง ถ้าเกิดข้าเจ้ายังได้เรียนที่โรงเรียนตานี หลักสูตรปีนี้ก็มีเรื่องสงครามสะเทินน้ำสะเทินบกเน่อเจ้า นี่ก็ถือว่าเป็นการฝึกแทนจะได”

            “สาดน้ำใส่กันเนี่ยก๋า”

            “เอื้อยกล้วยอยากเล่นก็บอกมาเหอะ....” น้ำว้าลอยมาเกาะขอบสระ เธอลากเสียงยาวเป็นเชิงล้อเล่น

            “ขอบาย” ราชินีตานีส่ายหน้า “เอื้อยบ่ถูกกับน้ำเลย”

            “บ่ถูกกับน้ำ หรือว่าอายที่ต้องโชว์อกแบนๆในชุดว่ายน้ำกันแน่ล่ะเอื้อยกล้วย”

 

            เส้นเลือดบนขมับของเด็กสาวหน้าจืดเต้นหนึ่งตุบ

 

            “คอยดูเหอะน้ำว้า” กล้วยพูดลอดไรฟัน “ถ้าเกิดโตขึ้นแล้วแบนกว่าเอื้อยเน่อ เอื้อยจะขำหื้อฟันหักเลย”

            “น้ำว้า ขอสุมาเอื้อยกล้วยเดี๋ยวนี้เลย !” เด็กหญิงผมเปียดุพี่สาวฝาแฝด

            “อู้เล่นเน่อเอื้อยกล้วย” ตานีน้อยผมสั้นหัวเราะคิก “แต่ที่เอื้อยกล้วยอู้คงเป็นไปบ่ได้หรอก เพราะถ้าแบนกว่าเอื้อยกล้วย อกก็คงเว้ากลับเข้าข้างในแล้วแหละ”

            “น้ำว้า !

            “หนอย ฮึ้ย......!

            “แหม แหม อู้เล่น.....”

 

            กว่าเด็กหญิงทั้งสองจะยอมขึ้นจากน้ำ ดวงอาทิตย์ก็ลับเหลี่ยมเทือกเขาตานปันน้ำแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงขณะท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคราม แซมด้วยปุยเมฆเป็นคลื่นที่สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นสีทองเหมือนริบบิ้น กล้วยลุกขึ้นจากเก้าอี้ผ้าใบตัวใหม่ที่เอามาเปลี่ยนแทนตัวเก่าซึ่งบัดนี้ก็ยังชื้นอยู่ก่อนจะบิดขี้เกียจหนึ่งเมื่อย น้ำว้าและน้ำไทคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำสีเขียวนุ่มฟูมาห่มก่อนจะผูกเรียบร้อย แล้วตานีน้อยทั้งสองก็วิ่งตื๋อนำรุ่นพี่สาวกลับไปยังโรงเก็บเครื่องบิน

 

            กลิ่นอาหารที่ถูกพัดลมระบายอากาศดูดจากห้องกินข้าวมาพ่นออกทางท่อขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากชั้นสองหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ ราชินีตานีสูดจมูกฟุดฟิดก่อนจะยิ้ม สงสัยวันนี้จะได้กินไส้อั่วเนื้อกวางเผ็ดๆ ของโปรดแล้วหลังจากไม่ได้กินมานาน

 

            “ขึ้นกันมาจนได้เน่อ”

            กล้ายเอ่ยทักทันทีที่ทั้งสามเข้าไปในห้องอาหาร เธอยืนคนแกงอะไรสักอย่างที่ส่งควันหอมฟุ้งอยู่หน้าเตาแก๊ส ใบหน้ามาตรฐานชาวตานนะคอนเป็นมันเยิ้มจากไอร้อน เบื้องหลังเธอ หมิงกำลังหั่นไส้อั่วเนื้อกวางสีน้ำตาลแดงน่ากินออกเป็นชิ้นขนาดพอหยิบกินได้สะดวก ที่แย่คือเธอก็กำลังทำเช่นนั้นอยู่เสียด้วย และเมื่อดูจากอัตราที่ไส้อั่วหายเข้าปากสมิงสาวแล้ว กล้วยก็เริ่มหวั่นๆ ว่าคืนนี้เธออาจจะไม่ได้หม่ำของโปรดก็เป็นได้

 

            “ระวังเน่อ น้ำว้าน้ำไท” เด็กสาวผมหางม้าพูดต่อ “เล่นนานๆ เดี๋ยวตัวก็เปื่อยละลายไปกับน้ำหรอก”

            “เอื้อยกล้าย หมู่เฮาบ่แม่นละอ่อนแล้วเน่อ จะหลอกอะหยังก็หลอกหื้อเนียนหน่อยสิ”

            “ก็ถ้าเชื่อก็แย่แล้ว....” ตานีสาวผมหางม้าหัวเราะหึๆ ก่อนจะหันกลับไปตักน้ำแกงจากหม้อใบเล็กอีกสองใบบนเตาข้างๆ ใส่ถ้วย “หมิงช่วยยกไปที อันนี้ผักกาดจอใส่พริกแห้งเยอะๆ ของน้ำว้ากับน้ำไท อีกอันต้มแซ่บกระดูกกวางของหมิง แล้วเดี๋ยวต้มยำปลาช่อนสูตรเวียงตานของจ้าดกำลังจะเสร็จ เอ๊ะหมิง บอกว่าอย่าหั่นไปกินไปจะไดเล่า !

            “ก็มันแซบหลายเด๊.....”

            “อ้าว บ่าจ้าดง่าวนั่นยอมมากินข้าวแล้วก๋า” กล้วยถามเสียงสูง ทำเป็นมองไม่เห็นหลานชายหมอผีใหญ่ที่นั่งหัวโด่อยู่ที่หัวโต๊ะกินข้าว

            “เปิ้นคงคึดว่าหลอกตัวเองต่อไปก็บ่ได้อะหยังขึ้นมามั้ง”

            “หลอกตัวเองบ้าอะไร เราเศร้าจริงๆนะว้อย !

            “เศร้าบ้าอีหยัง ไผน้อที่ย่องลงมาตอนดึกๆ มาจกกับข้าวจกขนมในตู้เย็นขึ้นไปกินระหว่างเล่นเกม อย่าคึดว่าพวกเฮาบ่ฮู้เด๊บักจ้าดง่าว”

            “เอ่อ.... นั่นมันก็....” เด็กหนุ่มหน้าดุโดนไม้นี้เข้าไปถึงกับกลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าเหวอขึ้นมาทันที “ก็เราหิวนี่.....”

            “หิวยังพอว่า นี่ตอนกลางวันแกล้งยะซึม แต่ตอนกลางคืนเล่นเกมซะโต้รุ่ง แหม..... มันน่านัก จะอี้เปิ้นเรียกหน้าไหว้หลังหลอกย่ะ”

            “คร้าบๆ ขอโทษคร้าบเจ๊.....”

 

            ไม่กี่นาทีต่อมา อาหารห้าเมนูก็วางเรียงกันบนโต๊ะ ผักกาดจอเขียวเข้มสลับสีกับพริกแห้งทอดสีแดงเข้มน่ากิน ต้มแซ่บกระดูกกวางหอมข้าวคั่ว ต้มยำน้ำข้นสีส้มที่มีปลาช่อนทั้งตัวลอยตุ๊บป่องจ้องหน้าหลานชายหมอผีใหญ่ราวจะถามว่ากินมันทำไม เนื้อกวางดิบของประจำของเด็กสาวหน้าเสือวางกองอยู่บนจานเปล และสุดท้ายคือไส้อั่วผิวฉ่ำอัดแน่นด้วยเครื่องเทศที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวของปริมาณเมื่อเริ่มต้น แต่เมื่อดูปริมาณอาหารแล้ว เด็กสาวหน้าจืดก็เริ่มไม่แน่ใจว่าจะกินหมดหรือเปล่า

 

            “อ้าว แล้วของเอื้อยกล้ายล่ะ” ตานีน้อยผมสั้นเอ่ยขึ้นเมื่อกวาดตามองอาหารบนโต๊ะแล้ว “เอื้อยกล้ายชอบแกงผักหวานใส่ปลาย่างบ่แม่นก๋า”

            “มีแกงอยู่สามแกงแล้ว ไว้ยะพรุ่งนี้ละกัน” แม่ครัวใหญ่ตอบ

            “สุมาเน่อกล้ายที่ข้าเจ้าบ่ได้ช่วยเลย”

            “ดีแล้วแหละกล้วย บ่อั้นคงกินบ่ลงกันทั้งโรงเก็บเครื่องบิน”

            “อู้จะอี้หมายความว่าจะไดยะ !?

            “ช่างเหอะทั้งสองคน กินกันซะทีเฮอะ.....”

 

            “อื้ม ว่าแต่ น้ำว้ากับน้ำไทนี่ซอบเล่นน้ำคักๆนะ” หมิงเอ่ยขึ้นขณะทุกคนและทุกตนกำลังตั้งหน้าตั้งตาโซ้ยข้าวเย็นอย่างขะมักเขม้น “เล่นได้ทั้งวันเลย”

            “ก็มันร้อนแต๊ร้อนว่านี่เจ้าเอื้อยหมิง” เด็กหญิงผมเปียพูดทั้งที่ยังเคี้ยวผักกาดจอกับข้าวตุ้ยๆอยู่เต็มปาก

            “แต่ระวังตัวหน่อยก็ดีเน่อ” ตานีสาวผมหางม้าเตือน “น้ำว้ากับน้ำไทก็เริ่มเป็นสาวแล้ว อย่าใส่ชุดว่ายน้ำบ่อยก็ดีเน่อ เดี่ยวจะมีผู้ได๋แอบมอง”

            “ไม่ต้องมองมาทางเราเลย” จ้าดรีบป้องกันตัวเองทันทีเมื่อเด็กหญิงทั้งสองตน รวมทั้งราชินีตานีและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำพร้อมใจกันมองมาที่เขา “เราไม่ได้ชอบเด็กสักหน่อย ถ้าเป็นไอ้ว่องเพื่อนเรานั่นอาจจะเข้าข่ายอยู่บ้าง”

            “ก็บ่ได้อู้ถึงนาย อย่าร้อนตัว” กล้ายตอบเสียงเย็น “อู้โดยรวมๆ หื้อระวังตัวไว้บ้าง เป็นแม่หญิงต้องมีอายต้องมีปกปิดเอาไว้บ้าง เพราะป้อจายโรคจิตกว่าที่หมู่เฮาจะฮู้จักเน่อ”

            “ก็บอกว่าไม่ต้องมองมาทางเรา !” หลานชายหมอผีใหญ่ร้อนตัวอีกครั้ง เขารีบสวนกลับเพื่อนสาวไปอย่างว่องไว “แล้วกล้ายรู้ได้ไงว่าผู้ชายโรคจิต ตานีไม่มีผู้ชายสักหน่อย”

            “เอ๊า ก็นายนั่นแหละตัวดี หันบางทีก็มีมองอกข้าอกหมิง บางทีมีเหลือบๆไปมองของกล้วยด้วยซ้ำ”

            “นั่นมันปกติของผู้ชายว้อย ถ้าไม่มองสิเกย์แน่ๆ !” จ้าดเริ่มออกอาการโวยวาย เขายิ่งลนลานขึ้นไปอีกเมื่อตานีน้อยผมสั้นจ้องเขาเขม็งอย่างโกรธเคืองขณะยกมือขึ้นปิดหูน้องสาวฝาแฝดผู้ทำหน้างงๆ

            “อกหมิงกับอกข้ายังพอเข้าใจได้” เด็กสาวผมหางม้ายิ้มหวานเย็น “แต่อกกล้วยนี่มันก็....”

            “อู้จะอี้หมายความว่าจะไดยะ !?” กล้วยทุบโต๊ะฉาดจนต้มยำกระฉอก

            “อืม มันก็.... อย่างที่หันๆกันน่ะเน่อ.....”

            “หนอย ฮึ้ย......” กล้วยขบกรามกรอด ใบหน้าจืดแดงก่ำด้วยเลือดแค้นที่แทบจะปะทุออกมาทางลูกตา วันนี้เธอโดนล้อเรื่องอกสองครั้งแล้ว สองครั้ง..... แถมล้อหนักทั้งสองครั้งด้วย !

 

            “เอ้าๆ เซาเถอะ กินข้าวต่อเถอะ” สมิงสาวผู้มีหน้าอกหน้าใจไม่แพ้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบเข้ามาห้ามศึกเมื่อเห็นท่าว่ามื้อนี้อาจจะไม่ได้กินข้าวกัน เธอดึงขากวางดิบมากอดไว้ใกล้ตัวตั้งแต่เมื่อครู่แล้วเผื่อจะมีใครลงมือลงไม้กันขึ้นมา ของแพงแถมอร่อยแบบนี้ต้องปลอดภัยไว้ก่อน “เอ้อกล้วย น้ำว้ากับน้ำไทชอบน้ำจังซี่ น่าสิลองฝึกเป็นหน่วยรบในน้ำได้เด๊”

            “หน่วยรบสะเทินน้ำสะเทินบกก๋า อืม.... ก็น่าคึด” ราชินีตานีพยายามปรับเสียงให้มาอยู่ในระดับปกติ ใบหน้าจืดยังคงแดงก่ำไปถึงใบหู “ติดแค่ว่าข้าเจ้าบ่ค่อยถูกกับน้ำเท่าได๋ แล้วหน่วยอาวุธจู่โจมกับหน่วยอาวุธระยะไกลก็บ่ค่อยถนัดรบในน้ำด้วย ต้องหื้อหน่วยอาวุธระยะใกล้.... แต่หมู่เฮาก็บ่มีหน่วยอาวุธระยะใกล้ที่พอจะสอนได้เลย เสียดายนางกับเอื้อง สองตนนั้นหัวกะทิของหน่วยระยะใกล้เลยเน่อ”

            “ไม่ถูกกับน้ำ หรือบ่อยากลงน้ำเพราะบ่อยากโชว์หุ่นในชุดว่ายน้ำล่ะกล้วย”

            “โอ๊ย..... พอซะทีเหอะ !

            “เอ้าๆ สุมาเต๊อะๆ” เด็กสาวผมหางม้าลูบหลังลูบไหล่ปลอบเพื่อนสาวผู้โกรธจนน้ำตาคลอ ก่อนจะหันมาตอบหมิง “ก็ถือเป็นความคึดที่ดีเน่อ เพราะตอนนี้หมู่เฮามีกำลังแค่ทางอากาศกับทางบก ถ้าหมู่ผีร้ายลากพรายน้ำหรือผีร้ายทางน้ำตนอื่นๆมาจะยุ่ง เหมือนตอนสวนกล้วยแตกนั่นแหละ หมู่เฮามีแต่กำลังทางบก ทางอากาศบ่ค่อยพอ ทางน้ำยิ่งไปกันใหญ่เพราะหน่วยระยะใกล้หลายตนตามแม่นางไปเข้าฝั่งผีร้ายกันหมด บ่อั้นผีร้ายแค่นั้นบ่ตึงมือหมู่เฮาหรอก แม่นก่อกล้วย”

            “แม่น” ผู้ถูกถามตอบห้วนๆ เธอเบือนหน้าหนีเพื่อนสาวอย่างงอนๆ ไปถามรุ่นน้องสาวทั้งสองแทน “แล้วน้ำว้าน้ำไทอยากฝึกก่อ รบสะเทินน้ำสะเทินบก”

            “อยากฝึกเจ้า” เด็กหญิงผมเปียตอบอย่างตื่นเต้น “ข้าเจ้าหันหน่วยระยะใกล้ฝึกก็อยากฝึกมานานแล้ว ถึงจะอยู่หน่วยระยะไกลก็เถอะ”

            “แล้วน้ำว้าล่ะ”

            “ปกติข้าเจ้าก็ต้องฝึกอยู่แล้วนี่เอื้อยกล้วย”

            “จะอั้นเดี๋ยวเอื้อยลองไปดูๆ พวกวิชาการฝึกก่อนละกันว่ามีวิชาไหนที่พอจะสอนหรือฝึกได้บ้าง แล้วค่อยมาว่ากันอีกทีเน่อ ระหว่างนี้ก็เล่นน้ำไปเรื่อยๆก่อนละกัน แล้วก็อย่างที่เอื้อยกล้ายว่า ระวังสายตาโรคจิตหื้อดีเน่อ”

            “แล้วทำไมถึงวกมาลงที่เราอีกเล่า.....!?

 

            หลังจากอาหารทุกจานหมดเกลี้ยงและยัดถ้วยชามทั้งหมดลงเครื่องล้างจานแล้ว หกสหายร่วมรบก็ยกโขยงย้ายที่มั่นไปยังห้องนั่งเล่น กล้ายและหมิงผู้วิ่งเร็วที่สุดจับจองที่นั่งบนโซฟายาวตัวนุ่มที่สุดก่อนใคร และก่อนที่กล้วยจะได้ต่อว่าว่าแย่งที่นั่งเด็ก เด็กสาวผมหางม้าทั้งสองตนก็ดึงรุ่นน้องสาวมานั่งตัก รอดตัวจากข้อครหาไปได้อย่างฉิวเฉียด

 

            “เหลือเกินแต๊ๆ” ราชินีตานีส่ายหน้า เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเล็กกว่าที่ตั้งอยู่ข้างๆก่อนจะหยิบรีโมตมากดเปิดโทรทัศน์ “เอ้า ดูอะหยังดี”

            “โทรทัศน์ตานนะคอนสิ !” สมิงสาวตอบทันควัน “วันนี้มนต์ฮักเขาตานปันน้ำตอนจบเน่อ ! มาสองทุ่ม อีกห้านาที”

            “แม่นๆเจ้า ข้าเจ้าก็อยากดู บ่ฮู้มาลูนกับปุยจะลงเอยกันจะได” น้ำไทพูดบ้าง

            “แต่เอื้อยอยากดูฉากตบกันมากกว่าเน่อ ปุยกับแก้วตบกัน.... นางเอกกับตัวร้ายตบกันจะอี้ต้องสะใจแต๊สะใจว่าแน่”

            “ตานีกับสมิงติดละครน้ำเน่า เฮ้อ....” เด็กหนุ่มหน้าดุผู้ต้องลากเก้าอี้จากโต๊ะกลางห้องมานั่งส่ายหน้าช้าๆ พลางถอนใจเฮือกอย่างอิดหนาระอาใจ ทั้งเรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์ติดละครน้ำเน่าและเรื่องต้องลากเก้าอี้มาเอง เป็นผู้ชายคนเดียวในหมู่สาวๆก็ต้องอดทน....

            “ยะหยังยะจ้าด นายเองยังติดเกมเลยบ่แม่นก๋า” กล้ายเอ่ยเสียงเขียว

            “มันไม่เหมือนกัน เกมมันยังมีสาระมากกว่าอีก”

            “นายใช้อะหยังวัดว่ามีสาระหรือบ่มีสาระ ทุกอย่างก็มีสาระในตัวเองทั้งนั้นแหละ อยู่ที่นายจะมองหันก่อ”

            “แอ๊บสะแตรกขึ้นมาเชียว” เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบ “สาระอาจจะมี แต่มากน้อย และสาระเรื่องไหนมันก็อีกเรื่อง ละครนี่เราเห็นแต่ตบกันแย่งผู้ชาย มีละครดีๆอีกตั้งเยอะ”

            “เอ๊า นานๆทีก็ขอดูฉากพวกนี้บ้างสิ เผื่อจะเอาไปประยุกต์ใช้รบได้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเริ่มเอาทักษะการดริฟต์รถที่เธอเชี่ยวชาญมาใช้กับการสนทนาเสียแล้ว

            “ผีร้ายมันคงยอมให้เดินเข้าไปตบหรอกมั้ง....”

 

            แต่ห้านาทีต่อมา หนึ่งสมิงและสามตานีผู้ตั้งตารอดูฉากตบกันก็ต้องร้องออกมาอย่างผิดหวังเมื่อแทนที่เพลงเปิดของละครจะขึ้นพร้อมกับฉากตบกันเด่นๆของเรื่องที่ผู้กำกับเอามาใช้แนะนำตัวละคร กลับมีผู้แนะนำรายการหน้าตาไม่ค่อยเอาไหนโผล่มาแทน

 

            “มนต์รักเขาตานปันน้ำตอนจบจะเลื่อนไปฉายในเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกา ส่วนตอนนี้ขอเชิญชมรายการใหม่ของเรา ตานี เด็กสาวผู้พิทักษ์ตานนะคอนค่ะ”

            “อ้าว จะไดจะอั้นล่ะ !?” สามวิญญาณผู้พิทักษ์ติดทีวีโวยขึ้นแทบจะพร้อมกัน “ยะหยังถึงบ่ฉายเรื่องเก่าหื้อจบก่อนเล่า !?

            “เอ้ยเดี๋ยวๆ นี่ไม่ได้ยินชื่อรายการใหม่นั่นกันเลยเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วถาม

            “ได้ยินสิ” กล้ายตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ตานี เด็กสาวผู้พิทักษ์ตานนะคอน.... ก็คงเป็นละครทั่วๆไปแหละ มนุษย์ก็ยะละครเรื่องตานีมาตั้งหลายรอบแล้ว บ่ต้องกังวลหรอก”

            “ไปรู้มาได้ยังไงเนี่ยว่าทำหลายรอบแล้ว ตานีดูทีวีของมนุษย์ด้วยเรอะ”

            “เอาน่า ข้าฮู้ละกัน” ตานีสาวผมหางม้าตัดบท แต่อีกฝ่ายยังถามต่อ

            “เอ๊ะ แต่ไหนว่าคนตานนะคอนเดี๋ยวนี้ไม่เชื่อเรื่องตานีกันแล้วไม่ใช่เหรอ ไหงมีละครแบบนี้ได้”

            “ละครนี่บ่ได้ยะมาหื้อคนดูแล้วเชื่อนี่ เปิ้นยะมาหื้อดูเอาสนุกเฉยๆ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “มันก็เหมือนละครจักรๆวงศ์ๆหรือบ่อั้นก็ละครสงครามธรรมดานั่นแหละ เพียงแต่มีตำนานของเมืองมาเกี่ยวด้วยก็เท่านั้นเอง”

            “แต่ดูๆ ฉากเปิดมันบ่ค่อยจะเหมือนละครเท่าได๋นากล้าย ข้าเจ้าว่ามันเหมือน.... สารคดี” ราชินีตานีหรี่ตามองร่างเลือนรางของผีร้ายสองตนที่ส่ายไหวอยู่กลางจอ ก่อนที่มันจะแตกสลายกลายเป็นชื่อของนักแสดงและทีมงาน “แล้วดูฉากหลังนั่น.... มันเป็นเมืองตานนะคอนปัจจุบันเน่อ ทั้งที่เรื่องก่อนๆทุกเรื่องเป็นแนวย้อนยุคหมดเลย”

            “อาจจะแนวเรื่องแหวกแนวมาก็ได้มั้ง” กล้ายเดา “ประมาณว่าข้ามมิติไปอดีต หรือบ่อั้นก็เป็นตานีในปัจจุบันที่หมู่มนุษย์จินตนาการกันไปเอง อะหยังทำนองนั้น”

            “ดูทีวีมากไปแล้วมั้งกล้าย เดาออกมาได้เป็นตุเป็นตะแบบนี้”

            “ดูมากแล้วหนักหัวนายก๋าบ่าจ้าดง่าว”

            “จ้าๆ ขอโทษจ้า”

 

            หนึ่งคนห้าตนเงียบลงพอดีกับที่สัญลักษณ์ของรายการปรากฏขึ้นบนจอ ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพแนวเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าอันแสนคุ้นตาของเขตธุรกิจเชียงแสนในยามค่ำคืน ภาพนั้นถูกตัดต่อย่นระยะเวลาจนสว่างกลายเป็นยามเช้าภายในเวลาไม่กี่วินาที แสงไฟจากรถราที่วิ่งไปมาอยู่บนถนนและรถไฟฟ้าสายวงแหวนอ้อมตานพุ่งฉิวผ่านหน้าจอเหมือนดาวหางนับร้อยดวง

 

            “ทุกเมื่อเชื่อวัน พวกเราชาวตานนะคอนมองเห็นภูตผี วิญญาณ ปีศาจนับครั้งไม่ถ้วน” เสียงนุ่มๆของผู้ชายดังออกจากลำโพงขณะภาพตึกระฟ้ากลายเป็นกลางวันโดยสมบูรณ์ “เราถึงขั้นเคยถูกผีร้ายรุกราน ทำลายเมืองจนย่อยยับ.... แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าใครที่อยู่เบื้องหลัง ช่วยจัดระเบียบเหล่าภูตผีปีศาจ และช่วยปกป้องเรา ช่วยเราต่อสู้กับพวกผีร้ายมาตลอดเวลาหลายร้อยปี.....”

 

            “พวกเขา ไม่สิ.... พวกเธออยู่รอบตัวเราตลอดเวลา” ภาพตัดไปเป็นหญิงวัยเกือบชราในชุดสูทอาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอน “เพียงแค่เรามองไม่เห็น”

            “ตำนานมีมานานนมแล้ว ว่าหมู่เปิ้นคอยปกป้องดูแลหมู่เฮา คอยเสียสละเพื่อหมู่เฮา” ภาพตัดซ้ำอีกครั้งไปเป็นหญิงชราที่ใบหน้าเหี่ยวย่นจนดูราวกับอายุเลยร้อยปีไปแล้ว เสียงของเธอแหบพร่าแทบฟังไม่เป็นคำ “แต่มนุษย์บ่เคยฮู้สึกถึงความใจดีนั้น มนุษย์ทรยศความใจดีนั้น ทำลายเผ่าพันธุ์หมู่เปิ้นจนหมู่เปิ้นต้องหลบซ่อนตัว แต่หมู่เปิ้นก็ยังช่วยหมู่เฮาอยู่ถึงทุกวันนี้จะบ่มีผู้ได๋เชื่อหรือศรัทธาในตัวหมู่เปิ้นแล้ว เปิ้นคือผู้มีบุญคุณของเมืองนี้แต๊ๆ”

            “ตานีเหรอครับ ก็เคยได้ยินมาบ้างจากคุณตาคุณยายน่ะครับ” ภาพเปลี่ยนไปเป็นการสัมภาษณ์นักศึกษาหนุ่มที่ข้างถนน “ก็.... ผมก็ไม่ทราบว่าพวกเขาทำอะไรบ้าง แต่เท่าที่ฟังพวกเขาก็ช่วยพวกเราเอาไว้หลายครั้ง ถ้ามีโอกาสเจอหรือโอกาสรู้จักผมก็อยากเจออยากทำความรู้จักกับพวกเขาครับ อยากบอกพวกเขาว่าขอบคุณมากๆ ที่ช่วยพวกผมมาตลอด”

 

            ตานีทั้งสี่มองหน้ากันไปมา ก่อนจะหันมามองหน้าสมิงสาวและหลายชายหมอผีใหญ่ด้วย อีหรอบนี้มันไม่น่าจะใช่ละครแล้ว แล้วมันคืออะไรกันแน่

 

            “ตอนที่ต้นกล้วยตายหมู่ในปีที่แล้ว พวกผมคณาจารย์ภาควิชาวิญญาณศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทุกคนช็อกกันหมดเลยครับ คิดว่าเมืองนี้จะถึงคราวล่มสลายกันแล้ว” อาจารย์ใส่แว่นผมหงอกขาวพูดเร็วปรื๋ออย่างที่ผู้ทรงคุณวุฒิจะพึงพูดอยู่ในทีวี “แล้วก็จริงอย่างที่คิด มีผีร้ายเข้ามาโจมตีเมืองหลายครั้งมาก และบางครั้งเช่นเมื่อตอนต้นปี แล้วก็เมื่อไม่นานมานี้ก็สร้างความเสียหายแล้วก็มีคนตายไปเยอะมาก จากที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าตานีปกป้องเมืองนี้ ตอนนี้ผมเชื่อแล้วครับ และผมก็เป็นห่วงอนาคตของเมืองนี้มากด้วยว่าจะเป็นยังไงต่อไป”

 

            “แต่พวกเธอหายไปหมดแล้วจริงหรือ” เสียงพากย์ของผู้ดำเนินรายการกลับมาอีกครั้ง “ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อว่าเด็กสาวเหล่านี้หายไปจากเมืองนี้หมดแล้วจริงๆ ยังคนมีหลายคนที่เชื่อว่าหากไม่มีพวกเธอ ผีร้ายที่มาโจมตีเมืองคงทำลายเมืองจนราบคาบไปแล้ว ยังมีหลายคนที่เชื่อว่าพวกเธอยังคงช่วยปกป้องพวกเราอยู่ในเงามืด และยังคงมีคนรายงานว่าพบเห็นเงาเลือนรางของพวกเธอในค่ำคืนที่ผีร้ายโจมตี.....”

 

            คิ้วของสี่ตานี รวมทั้งอีกหนึ่งสมิงและหนึ่งมนุษย์ขมวดเข้าหากันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อภาพบนจอแอลซีดีเปลี่ยนไปทีละภาพ ภาพถ่ายขาวดำมัวๆ ของเงาร่างเลือนรางที่ยืนอยู่บนยอดหอคอยสูงลิบ ภาพถ่ายเงาร่างที่ถือวัตถุยาวตันซึ่งดูเหมือนสไนเปอร์ไรเฟิลของกล้วยไม่มีผิด ภาพประกายไฟสีแดงที่สว่างวาบขึ้นจากยอดหอคอยคอนกรีตซึ่งถูกทิ้งร้าง และภาพรถถังขนาดใหญ่กำลังเงยปืนขึ้นยิงเปรตที่กำลังย่างเท้าก้าวผ่านหมู่ตึกเข้ามาหาอย่างช้าๆ.....

 

            “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย.....” หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยเสียงต่ำ “จะดีเหรอแบบนี้”

            “ถามว่าดีก่อก็คงบ่ดีนั่นแหละ” ราชินีตานีตอบ “แต่ที่น่าสงสัยคือภาพนั่นบ่น่าจะใช่หมู่เฮาเลย.... แล้วรถถังนั่นก็บ่แม่นของตานี แม่นก่อกล้าย หรือข้าเจ้าจำพลาดไป”

            “บ่แม่น” เด็กสาวผมหางม้าส่ายหัว “ถึงข้างล่างจะดูคล้ายๆ TT-30 แล้วก็ปืนใหญ่จะเหมือน TT-22M ก็เถอะ แต่ไม่ใช่รถถังที่หมู่เฮามีแน่นอน.... ข้าหมายถึงที่ตานีมี แล้วอีกอย่าง ตอนหมู่เฮาออกไปยิงเปรตตอนย้ายต้นกล้วยก็บ่ได้เอาพวกรุ่นเก่าๆนั่นยิงด้วย มีแต่เอาไปยะเป็นระเบิดตัวล่อ อีกอย่าง วัสดุแล้วก็การพรางจะอั้นดูเหมือนรถถังของมนุษย์เป๊ะเลย”

            “กล้ายสิบอกว่ามนุษย์เฮ็ดภาพพวกนี้ขึ้นบ่” สัตว์ภูตสาวขมวดคิ้วถาม

            “เป็นไปได้ หรือบ่อั้นก็มีตานีหมู่อื่นนอกจากหมู่เฮา” กล้ายสันนิษฐาฯ “แต่อย่างหลังบ่น่าเป็นไปได้ เพราะต้นกล้วยตอนนี้รวมของหมู่นางแล้วก็เหลือแค่เจ็ดต้น ครบทุกตนพอดี”

            “เปิ้นอาจจะไปหาต้นกล้วยใหม่สิงทันก็ได้เน่อเจ้า” น้ำไทออกความเห็นบ้าง

            “แล้วก็มีบางตนบ่แม่นก๋าที่อยู่ได้โดยบ่ต้องพึ่งต้นกล้วย” พี่สาวฝาแฝดของตานีน้อยผมเปียเสริม

            “ก็แต๊ แต่ก็บ่น่าจะเยอะจนถึงขั้นเอารถถังมายิงเปรตได้จะอี้” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “อีกอย่าง บ่มีที่ได๋อีกแล้วที่มีต้นกล้วยในรัศมีเกือบสองร้อยกิโลเมตรมาเป็นร้อยปีแล้ว ยิ่งในสถานการณ์ตอนนั้นเปิ้นบ่มีทางมีพลังมากพอจะเคลื่อนที่ในพริบตาในระยะทางไกลๆจะอั้นได้ทันเวลาแน่”

            “งั้นก็แปลว่ามนุษย์ทำ....” จ้าดสรุป “แต่ทำไปทำไม”

            “จุ๊ ดูต่อไปก่อน”

 

            เด็กสาวหน้าจืดจุ๊ปากให้ทุกคนและทุกตนเงียบเมื่อภาพบนหน้าจอเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์รายการอีกครั้ง

 

            “สวัสดีเจ้า ยินดีต้อนรับสู่ ตานี เด็กสาวผู้พิทักษ์ตานนะคอน

            ขากรรไกรของสี่วิญญาณผู้พิทักษ์ หนึ่งสัตว์ภูตและอีกหนึ่งบ่าจ้าดง่าวร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกพร้อมๆกันเมื่อเด็กสาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนหน้าจอ เธอดูอายุพอๆกับกล้วยและกล้าย ใบหน้าสวยหวานดูคล้ายนางมาก แต่ผมสีดำประกายเขียวที่ผูกเป็นทวินเทลทำให้เธอดูน่ารักมากกว่าจะสง่าแบบหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ ดวงตาสีเดียวกับผมก็ไม่โตและหวานเหมือนนาง แต่ก็ไม่เรียวเหมือนกล้วยและกล้าย เธออยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโดลายพราง ปืนไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาด แต่คนละประหลาดกับของกล้ายสะพายอยู่บนบ่า

 

            “พวกท่านอาจจะคึดว่าหมู่เฮาสิ้นอายุกันไปหมดแล้ว แต่หมู่เฮายังอยู่เจ้า และหมู่เฮาพร้อมจะปกป้องเมืองตานนะคอนและพวกท่านจากเหล่าผีร้าย และเพื่อหื้อพวกท่านฮู้จักหมู่เฮามากขึ้น รายการนี้จะขอนำพวกท่านไปพบกับเผ่าพันธุ์ของหมู่เฮา ทั้งบทบาท ประวัติศาสตร์ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหมู่เฮาเจ้า และตอนแรกนี้ขอเสนอตอน ตานี ผู้พิทักษ์ในเงามืดเจ้า”

 

            “ผู้ได๋นั่น” กล้ายกระซิบ แต่ก็ฟังแทบไม่เป็นคำเมื่อขากรรไกรของเธอยังคงอ้าค้าง “หมู่เฮาก่อ ยะหยังข้าบ่ฮู้จัก”

            “เปิ้นบ่แม่นตานีแน่นอน ข้าเจ้าจำหมู่เฮาได้ทุกตน” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ขณะเสียงเด็กสาวในทีวีเริ่มเจื้อยแจ้วสาธยายข้อมูลพื้นฐานของตานีให้ผู้ชมทางบ้านฟัง

            “ไม่ใช่นางเหรอ เราว่าหน้าคล้ายนางมากเลยนะ”

            “บ่แม่น นางหน้าหวานกว่านี้ แล้วเปิ้นก็ชอบวางตัวหื้อสง่า บ่มีทางผูกผมน่ารักน่าเหยียบจะอั้นแน่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แล้วก็ดูสิ อกแค่นั้นบ่แม่นนางวัวนมแห่งตานีหรอก”

            เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะหึๆ เมื่อจับหางเสียงหงุดหงิดของเพื่อนสาวได้ “อิจฉาเขาล่ะสิ”

            “ผู้ได๋อิจฉา !?” กล้ายสวนกลับเสียงเขียว “ข้าภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมีย่ะ บ่แม่นกล้วย.....”

            “ยะหยังต้องมาลงข้าเจ้าอีกแล้วล่ะ !?” ราชินีตานีว้าก เธออุตส่าห์อยู่เงียบๆแล้วเชียว “เงียบๆแล้วดูต่อไปก่อนดีกว่า บางทีเรื่องนี้อาจจะมีอะหยังอยู่เบื้องหลังก็ได้”

 

            เกือบสี่สิบห้านาทีต่อมา รายการก็จบลงท่ามกลางความกังวลของตานีทั้งสี่ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แม้ข้อมูลเบื้องต้นของตานีที่เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายนางแต่ไม่ตู้มเท่าบอกจะไม่ละเอียดมากนัก และเป็นสิ่งที่หมอผีหรือแม้แต่คนที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ของตานนะคอนทั่วๆไปรู้กันอยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวคือการย้ำลักษณะภายนอกของตานีทั้งสีผมและสีตา ราชินีตานีเม้มปากอย่างวิตก ตั้งแต่พลังของเธอน้อยเกินกว่าจะใช้ม่านกำบังตัวได้เมื่อครั้งสวนกล้วยแตก ยังไม่เคยมีใครสงสัยเรื่องสีผมหรือสีตาของเธอเลยด้วยคิดว่าเธอย้อมและใส่คอนแทกต์เลนส์ และตานนะคอนพิทยาคมก็ไม่ได้ห้ามการย้อมผมหรือใส่คอนแทกต์เลนส์ที่สีใกล้เคียงกับปกติจนแทบมองไม่เห็นแบบนี้ แต่ต่อไปคงไม่แน่เสียแล้ว

 

            และที่น่าสยองขวัญที่สุดคือนี่เป็นแค่ตอนแรก สาวน้อยตานีปลอมบอกว่าทั้งซีรีส์มีอยู่ยี่สิบสี่ตอน !

 

            “ฝีมือนางแน่ๆ” เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด “เปิ้นคึดจะยะอะหยังอีกล่ะเนี่ย”

            “บ่น่าแม่นฝีมือเอื้อยนางเน่อเอื้อยกล้าย” ตานีน้อยผมสั้นแย้ง “เปิ้นบ่แม่นตานีที่จะยะจะอี้ได้เลยเน่อ”

            “น้ำว้านี่ก็ปกป้องเปิ้นตลอดเลยเน่อ”

            “อ้าว ก็เคยเป็นหัวหน้าหน่วยกันมานี่.....”

            “ข้าเจ้าหันด้วยกับน้ำว้าเน่อกล้าย” กล้วยเอ่ยขึ้นบ้าง “อย่าลืมสิว่านางเกลียดมนุษย์ จะมาสาธยายรายละเอียดหมู่เฮาหื้อมนุษย์ฟังนี่เปิ้นบ่ยะแน่ๆ”

            “แต่ข้อมูลถูกต้องทุกอย่างเลยเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโต้ “โดยเฉพาะเรื่องที่หมู่เฮาใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมแล้วก็สไนเปอร์ไรเฟิล มนุษย์บ่ฮู้เน่อ”

            “ลูกซองด้วย” น้ำว้าแทรกเมื่อรุ่นพี่สาวข้ามอาวุธหลักของหน่วยเธอไป

            “เอ้อๆ นั่นแหละ ลูกซอง สไนเปอร์ไรเฟิล แล้วก็ไรเฟิลจู่โจม”

            “ข้าเจ้าก็บ่ได้อู้ว่าตานีบ่ได้ยะ ข้าเจ้าแค่บอกว่าบ่น่าแม่นนาง แต่เอื้องกับแหวนนั่นข้าเจ้าบ่ฮู้” ราชินีตานีตอบ “แต่ถ้าคึดว่ามนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังผีร้าย หรือเคยหันหมู่เฮาปฏิบัติการไปหื้อข้อมูลก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน"

            “แต่ตอนนี้กองกำลังผีร้ายก็เหลือแค่หมู่นางแล้วบ่แม่นก๋า” กล้ายโต้ “อีกอย่าง มนุษย์ทั่วๆไปคงบ่กล้าพอ.... หรือถ้าเป็นคนตานนะคอนก็คงบ่สนใจจะนั่งฟังผีเล่าเรื่องอะหยังจะอี้หรอก ข้าว่าต้องเป็นฝีมือหนึ่งในสามตนนั้นแหงๆ”

            “จะฝีมือผู้ได๋ก็ตาม คำถามคือจะเปิดเผยตัวตนของหมู่เฮาไปยะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดพูดอย่างครุ่นคิด “เปิดเผยตัวตนของหมู่เฮาไปก็บ่มีอะหยังดีขึ้นสำหรับมนุษย์หรือกองกำลังผีร้ายสักหน่อย”

            “หรือว่าหมู่เปิ้นวางแผนจะยุยงหื้อมนุษย์ทำลายหมู่เฮา เหมือนสมัยโบราณ.....”

 

            ความเงียบปกคลุมตานีทั้งสี่ทันทีที่กล้ายพูดจบ เรื่องเล่าที่เหล่าตานีอาวุโสเคยเล่า เพลงกล่อมเด็กที่เคยฟัง และประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนผุดขึ้นมาในความทรงจำ....

 

            ในอดีต ตานีเคยเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์และปกป้องมนุษย์อย่างเปิดเผย แต่ความละโมบอยากได้อำนาจของตานีและเหตุผลงี่เง่าอื่นๆทำให้มนุษย์ทำร้ายและถึงขั้นทำลายเผ่าพันธุ์ตานีหลายครั้งหลายคราไม่ต่างจากผีร้าย และครั้งหลังสุดและรุนแรงที่สุดเมื่อเกือบสี่ร้อยปีที่แล้วก็ทำให้ตานีเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ในครั้งนั้น มนุษย์ไล่ต้อนตานีเข้าไปในสวนกล้วยก่อนจะจุดไฟเผาทั้งเป็น ราชินีตานีถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด มีตานีเหลือรอดเพียงไม่ถึงยี่สิบตนเท่านั้น

 

            เหตุการณ์ครั้งนั้นทิ้งรอยแผลลึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของตานี แม้จะยังคงยึดมั่นในหน้าที่ปกป้องมนุษย์ แต่ความไว้วางใจในมนุษย์ก็หายไปจนหมดสิ้นและไม่มีวันหวนคืนมาอีก ตานีตัดสินใจใช้ม่านพลังพรางตัวปกปิดตัวเองจากมนุษย์ เพลงกล่อมเด็กและเรื่องเล่าของตานีต่างพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นเพื่อเตือนใจไม่ให้ไว้วางใจในตัวมนุษย์อีก ร่องรอยแห่งความเจ็บปวดนั้นยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

 

            หลังจากผ่านมาสี่ร้อยปี ประวัติศาสตร์กำลังจะวนซ้ำตัวมันเองอีกรอบหรือนี่.....

 

            “เอ่อ..... กล้วย กล้าย น้ำว้าน้ำไท” หลานชายหมอผีใหญ่ทำลายความเงียบลง “เราไม่รู้หรอกนะว่าสมัยก่อนเกิดอะไรขึ้น แต่วางใจเถอะ เราไม่คิดว่ามนุษย์ตอนนี้จะทำอะไรตานีหรอก อย่างน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็จะอยู่ข้างตานีอยู่แล้ว”

            “เฮาด้วย” หมิงเสริม

            “ขอบคุณมากเน่อ แต่มันบ่ง่ายจะอั้น” กล้วยตอบเสียงหนักๆ “ต่อหื้อจ้าด หมิง หื้อฟ้าด้วยอยู่ข้างหมู่เฮา แต่ถ้ามนุษย์ทุกคนในตานนะคอนเป็นศัตรูกับหมู่เฮาเหมือนในอดีต หมู่เฮาก็คงยะอะหยังได้บ่มากนักหรอก”

            “ก็อาจจะจริงแหละ” เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้า “แต่อีกเรื่องนึงคือ.... เราว่าพวกกล้วยคิดมากไปหน่อยรึเปล่า เท่าที่เราดูๆรายการเมื่อกี้ก็ดูเหมือนรายการสารคดีธรรมดาๆเองนะ รูปถ่ายปลอมกับตานีปลอมนั่นก็ไม่แปลก สารคดีเรื่องอื่นก็มีใช้ภาพจากคอมพิวเตอร์หรือภาพตัดต่อมาอธิบายตั้งเยอะ”

            “สบายใจเกินไปก็บ่น คึดมากไปก็บ่น จะเอาจะไดกันแน่หาบ่าจ้าดง่าว” กล้ายหันมาแขวะ

            “เอ้า ไม่ใช่ นี่คิดมากกันเกินไปแล้วจริงๆนะ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดเสียงสูงก่อนจะหันไปขอความเห็นสัตว์ภูตสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ “หมิงว่าสารคดีนั่นดูผิดปกติขนาดนั้นเลยเหรอ”

            “สิว่าแปลกๆมันก็ดูแปลกอยู่เหมือนกัน” สัตว์ภูตสาวตอบอย่างไม่มั่นใจนัก “แต่ถ้าเบิ่งเฉยๆ แบบบ่ฮู้เรื่องเบื้องหลังมันก็เป็นสารคดีธรรมดาเด๊”

            “เห็นมั้ยกล้วย”

            “ถ้าบ่ฮู้เรื่องเบื้องหลังเป็นสารคดีธรรมดา ประเด็นคือมันมีเรื่องเบื้องหลังนี่สิ” เด็กสาวหน้าจืดตอบเครียดๆ “แถมยังออกช่วงเวลาที่ดีที่สุดหลังข่าวค่ำจะอี้ บ่คึดก๋าว่ามันแปลก ยังกับจะพยายามหื้อมีคนดูมากที่สุดจะอั้นแหละ”

            “หื้อตายเหอะ เพิ่งหายเครียดไปแต๊ๆ ยะหยังถึงต้องมีอะหยังจะอี้ด้วย.....”

            “เอาน่า ก็บอกว่าอย่าเพิ่งเครียดไง มันคงไม่เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอกน่า”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่พยายามปลอบให้เพื่อนสาวและรุ่นน้องสาวใจเย็นลง แต่สองเด็กสาวหนึ่งเด็กหญิงยังคงดูกังวลใจ และกังวลใจเอามากๆเสียด้วย ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะดูมนต์ฮักเขาตานปันน้ำตอนจบแล้วแม้ในจอจะกำลังตบกันหน้าบวมหน้าหันอยู่ก็ตาม ทั้งสี่ขมวดคิ้ว ริมฝีปากเม้มแน่น ประวัติศาสตร์น่าสยองขวัญยังคงวงเวียนอยู่ในใจ

 

            แต่ในที่สุด จ้าดก็ทำลายความเงียบลงอีกครั้ง

 

            “เอางี้มั้ย เพื่อเป็นการแก้เครียด เราไปเยี่ยมฟ้าที่เชียงหลวงกันดีกว่า”

            “หา ?” ตานีทั้งสี่หันขวับมาจ้องเด็กหนุ่มหน้าดุเป็นตาเดียว ก่อนที่กล้ายจะเอ่ยขึ้น “นั่นนายอยากไปเองบ่แม่นก๋า”

            “เอาน่า น่าไปดีออก” เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามชักชวนสุดฤทธิ์ “นั่งรถไฟหัวจรวดไป ค้างโรงแรมถูกๆสักสามวัน ให้พวกกล้วยได้เปิดหูเปิดตาด้วยไง ไม่เคยไปเชียงหลวงกันไม่ใช่เหรอ”

            “เคย กล้ายกับข้าเจ้าเคยไปเจรจาขายอาวุธหื้อกะกับแม่” กล้วยตอบ “แต่ก็เป็นความคึดที่ดีเน่อ เพราะน้ำว้ากับน้ำไทก็ยังบ่เคยไป หมิงก็ยังบ่เคยไปแม่นก่อ”

            “อื้ม ยังบ่เคย ทางนั้นเคยไปไกลสุดแค่ภูค่าวเอง” สัตว์ภูตสาวหมายถึงเมืองขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งห่างจากเชียงหลวงไปทางตะวันตกราวร้อยยี่สิบกิโลเมตร

            “โอเค งั้นเราโทรนัดฟ้าเลยนะ ไปกันพรุ่งนี้เลยก็ได้”

            “จะรีบไปไสน้อบักง่าวนี่....” หมิงหัวเราะหึๆ ดวงตาสีเหลือมองตามหลังเพื่อนหนุ่มที่วิ่งออกจากห้องไป คงไปเอาโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ข้างบนห้อง

            “ดี๊ด๊าขึ้นมาเชียว” เด็กสาวผมหางม้าส่ายหน้า “กล้วยก็ไปยอมเปิ้นอีก”

            “เอาน่า หื้อเปิ้นได้สนุกบ้าง อีกอย่าง ส่วนหนึ่งเปิ้นก็อยากยะเพื่อหมู่เฮาเน่อ” ราชินีตานีตอบกลั้วหัวเราะ “ไปจัดของเหอะ เผื่อเปิ้นอาจจะคึกหื้อนั่งรถไฟไปคืนนี้เลย”

            “จะอั้นก็แย่ไปนา....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดกดรีโมตปิดโทรทัศน์ แล้วสามเด็กสาวสองเด็กหญิงก็ลุกจากโซฟา แต่ก่อนจะออกจากห้อง กล้วยและกล้ายก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองโทรทัศน์ ก่อนจะมองตากันอย่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร ขอให้ลางสังหรณ์ของพวกเธอผิด ขอให้รายการนี้ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังอย่างที่จ้าดคิดด้วยเถอะ.....

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

*คิวมูโลนิมบัส (Cumulonumbus มาจาก Cumulus “ก้อน/กอง” กับ Nimbus “พายุฝน”) เป็นเมฆพายุฝนฟ้าคะนองที่ก่อตัวสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ลักษณะพิเศษของเมฆนี้คือด้านบนจะแผ่ออกทำให้มองดูเหมือนทั่ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น