ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 62 : ความผิดปกติที่เมืองหลวงแห่งรัฐเชียงหลวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 พ.ย. 59

            “อีกสิบนาทีสิฮอดสถานีต่อไป เซียงหลวงตะวันตก เซียงหลวงตะวันตก.... ท่านผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเป็นรถไฟสายหลักเหนือ-อีสาน และรถประจำทางสายมหาวิทยาลัยเวียงเซียงหลวงได้ที่สถานีนี้”

 

            “ว้าว ตื่นเต้นจัง สิได้เห็นมหาลัยของฟ้าแล้ว !

            หมิงยุกยิกอย่างอย่างอยู่ไม่สุขอยู่บนเก้าอี้หนานุ่มกว้างขวางสีม่วงอ่อนของรถไฟหัวจรวดเวียงเชียงหลวง ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวจ้องเป๋งออกไปยังทิวทัศน์ที่วิ่งผ่านไปด้วยความเร็วเกือบสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง หูแหลมที่มีขนปุกปุยบนเรือนผมสีดำสลับขาวกระดิกไปมาด้วยความตื่นเต้น

 

            อันที่จริง สัตว์ภูตสาวก็ตื่นเต้นมาตั้งแต่รถออกจากสถานีเชียงผานแล้ว ทั้งชีวิตเธอไม่เคยไปไหนทางตะวันออกไกลเกินกว่าขอบเขตของป่าแสนคำเลยสักครั้ง และทิวทัศน์นอกหน้าต่างก็น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากสำหรับสมิงผู้อยู่แต่ในป่าแสนคำที่คืบก็ป่าโปร่งศอกก็ป่าโปร่งอย่างเธอ นอกหน้าต่างยามนี้เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เนินเขาเตี้ยๆ สูงต่ำสลับกันเป็นลอน ป่าไม้ผลัดใบแซมอยู่เป็นระยะ มองเห็นเป็นปื้นสีเขียวเข้มสลับกับสีเขียวตองอ่อนของใบหญ้า ไกลออกไป ยอดภูที่มีหิมะปกคลุมบางๆ ของเทือกเขาภูผาม่าน มีท้องฟ้าสีฟ้าสดราวกับภาพวาดเป็นฉากหลัง

 

            หากเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์แต่ไว้ผมทรงเดียวกันที่นั่งอยู่บนเบาะข้างๆ กลับไม่ได้ดื่มด่ำกับความงดงามนี้เลย กล้ายนั่งกอดอกแน่น หายใจฟึดฟัดอย่างหงุดหงิด ด้วยสมิงสาวขยับตัวแต่ละทีก็สั่นไปทั่งเบาะ แถมทั้งสะโพกทั้งขาก็มาเบียดเธอจนแทบจะไปติดที่วางแขนอยู่แล้ว ตานีสาวผมหางม้ายังอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่าเธอทนสภาพแบบนี้มาเกือบสองชั่วโมงตั้งแต่ออกมาจากเชียงผานได้อย่างไร แต่เอาเถอะ อีกแค่ไม่กี่นาทีก็จะถึงอยู่แล้ว ทนต่อไปหน่อยจะเป็นไรไป เพื่อความสุขของเพื่อน.....

 

            ห่างออกไปด้านหลัง ข้ามแถวที่นั่งซึ่งน้ำว้าและน้ำไทที่กำลังหลับปุ๋ยเอาหัวพิงกันอย่างมีความสุขไปอีกแถว ราชินีตานีกำลังอยู่ในอารมณ์คล้ายๆเพื่อนสาวผมหางม้า แต่ด้วยเหตุผลที่ดูจะร้ายแรงกว่าอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวพันกับชะตากรรมในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าของพวกเธอ

 

            “จ้าด นายแน่ใจเน่อว่าหมู่เฮาลงที่สถานีรถไฟหลักเชียงหลวงแต๊ๆ”

            “โอ๊ย.... จะถามอะไรนักหนา !?” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงอย่างหงุดหงิด “บอกว่าแน่ก็แน่สิ รำคาญจริง”

            “แต่เมื่อคืนข้าเจ้าได้ยินฟ้าเปิ้นบอกหื้อลงเชียงหลวงตะวันตกเน่อ”

            “ก็บอกแล้วไงว่าฟ้าบอกว่าจะพาพวกเราเที่ยวเชียงหลวง แล้วจะไปลงเชียงหลวงตะวันตกให้ต้องเสียเงินอีกทีทำไม”

            “บ่ฮู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เมื่อคืนข้าเจ้าได้ยินว่าลงเชียงหลวงตะวันตกแน่นอน”

            “กล้วยหูฝาดแล้วแหละถ้างั้น”

 

            “โทรเช็กเลยดีกว่า”

            ตานีสาวหน้าจืดชักขี้เกียจเถียง เธอเอี้ยวตัวควักโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อไหมพรมสีเขียวออกมากดโทรออกก่อนจะยกขึ้นแนบหู แต่คิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันเมื่อเสียงผู้หญิงแข็งๆ ตอบกลับมาแทนที่จะเป็นเสียงของเพื่อนสาวหน้าคม

 

            “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ โปรดลองใหม่ในภายหลัง”

 

            “แปลกแฮะ” กล้วยหรี่ตามองหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างงุนงงระคนสงสัย “ฟ้าบ่เคยปิดมือถือนี่ บ่แม่นจ้าดสักหน่อย”

            “เราก็ไม่ได้ปิดมือถือบ่อยขนาดนั้นน่า”

            “อ้อก๋า.....” ราชินีตานีเลิกคิ้ว

            “เออเหอะน่า ช่างเราเหอะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตัดบทก่อนจะกลับเข้าเรื่อง “เช้านี้ฟ้ามีสอบวัดความรู้พื้นฐาน คงกำลังสอบอยู่แหละเลยต้องปิดมือถือ”

            “แล้วนายมาทั้งๆที่เปิ้นมีสอบเนี่ยเน่อ ?

            “เขาสอบแค่ครึ่งเช้าน่า ไม่เป็นไรหรอก”

            “ก็แม่น.....” เด็กสาวหน้าจืดลากเสียง คิ้วขมวดเข้าหากันอีกครั้ง “แต่แทนที่เปิ้นจะได้อ่านหนังสือเต็มที่ เปิ้นก็ต้องมานั่งกังวลเรื่องพาหมู่เฮาเที่ยวสิ”

            “เอาเหอะน่า ไม่เป็นไรหรอก เขาก็บอกเองว่าเขาอยากให้พวกเรามาเที่ยว”

            “ถ้าเปิ้นว่าจะอั้นแต๊ก็บ่เป็นอะหยัง” ตานีสาวยังคงหรี่ตามองเพื่อนหนุ่มอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ว่าแต่ว่าข้าเจ้าก็ยังว่าเปิ้นบอกหื้อลงเชียงหลวงตะวันตกเน่อ”

            “ยังไม่จบอีก....” ผู้ถูกถามถอนหายใจเฮือกอย่างอ่อนใจ “ก็บอกแล้วไงว่าเราแน่ใจ อีกอย่าง เชียงหลวงหลักกับเชียงหลวงตะวันตกมันก็คงห่างกันไม่มากนักหรอกน่า ถ้าเราผิดจริงๆ นั่งรถต่อเอาก็ได้ เราออกเงินให้เองเลยก็ได้เอ้า”

            “เชียงหลวงตะวันตกอยู่ห่างจากเชียงหลวงสี่สิบกิโล” กล้วยตอบเสียงเย็น “นายแน่ใจก๋าว่าจ่ายไหว ครั้งสุดท้ายที่ข้าเจ้ามา แค่รถไฟหวานเย็นธรรมดาก็คนละร้อยเบี้ยแล้ว”

            “เอ้ย ร้อยเบี้ยเลยเหรอ” จ้าดย้อนถามกลั้วหัวเราะ แต่สีเลือดบนใบหน้าดุหายไปจนเพื่อนสาวสังเกตได้ “แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะเราไม่มีทางผิดอยู่แล้ว”

            กล้วยยิ้มเย็น “ก็หวังว่าจะเป็นจะอั้นเน่อ”

 

            ระหว่างทั้งสองกำลังเถียงกัน ทุ่งหญ้าและป่าไม้ผลัดใบเขียวขจีที่นอกหน้าต่างก็เริ่มถูกแซมด้วยบ้านหลังเล็กที่ปลูกลดหลั่นลงมาตามแนวเนิน มันค่อยๆกลายเป็นหมู่บ้าน และในที่สุดก็กลายเป็นเมืองใหญ่ และเมื่อรถไฟเอียงตัวเลี้ยวขึ้นสะพานแขวนที่ทอดข้ามแม่น้ำสีคราม หมู่ตึกก่ออิฐถือปูนสูงตระหง่านทาสีม่วงอ่อนสบายตาของมหาวิทยาลัยเชียงหลวงก็ปรากฏขึ้นบนยอดเนินที่สูงที่สุดของเมือง แต่ยังไม่ทันไร รถไฟก็ค่อยๆลดความเร็วลง แล้วทิวทัศน์เมืองก็ถูกบดบังจนมิดด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าที่ถักทอเขาด้วยกันราวกับไหมพรมสีเงินของสถานีรถไฟเชียงหลวงตะวันตก

 

            “เซียงหลวงตะวันตก เซียงหลวงตะวันตก ท่านผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาสายเหนือ-อีสาน และรถประจำทางสายมหาวิทยาลัยเวียงเซียงหลวงได้ที่สถานีนี้”

 

            เกิดความวุ่นวายขึ้นในตู้โดยสารอยู่อึดใจหนึ่งเมื่อผู้โดยสารกว่าครึ่งลุกจากที่นั่ง คว้ากระเป๋าเดินทางทั้งที่วางอยู่บนชั้นเหนือหัวและบนทางเดินข้างเก้าอี้ก่อนจะเดินอย่างเร่งรีบลงจากรถไฟ เด็กสาวหน้าจืดเหลียวมองเพื่อนหนุ่มข้างตัวหวังจะถามเป็นครั้งสุดท้าย แต่ใบหน้าดุของหลานชายหมอผีใหญ่ยังคงดูมั่นอกมั่นใจเต็มที่ กล้วยจึงเอนหลังกลับไปพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะเบือนหน้าออกไปมองผู้โดยสารที่เดินกันขวักไขว่อยู่บนชานชาลานอกหน้าต่าง เธอคงได้ยินผิดไปอย่างที่จ้าดว่าจริงๆ

 

            แต่ความวางใจของเธอก็สะดุดหยุดลงเมื่อเสียงเคาะหน้าต่างดังก๊อกๆ ดังขึ้นที่ข้างหู

 

            เด็กสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษาเชิ้ตขาวแขนสั้นและกระโปรงสีม่วงเข้มของมหาวิทยาลัยเชียงหลวงยืนอยู่นอกหน้าต่าง แม้ผมที่เคยซอยสั้นจะยาวประบ่าและถูกย้อมเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มแล้ว แต่ราชินีตานีก็จำใบหน้าสวยคมที่ยามนี้มีเครื่องหมายคำถามตัวเป้งแปะอยู่บนหน้าผากได้ดี

 

            “ฟ้า !?

            “หา !?” ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุ ตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำหันขวับตามเสียงกล้วยทันที แล้วหลานชายหมอผีใหญ่ก็สะดุ้งสุดตัวเหมือนเห็นกองบินร่วมกระสือกระหังนับร้อยตนกำลังบินเข้ามาหา “เอ้ย ฟ้าจริงๆด้วย !?

            “บ่าจ้าดง่าวเอ๊ย....” กล้ายคำรามลอดไรฟันที่ขบกันแน่นขณะเธอลุกพรวดขึ้นคว้าถุงปืนบนที่เก็บของเหนือหัว “น้ำว้าน้ำไทตื่น หมู่เฮาต้องลงแล้ว เร็ว !

 

            แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ยังไม่ทันที่ถุงปืนจะลงมาจากราววางของถึงครึ่งใบ ประตูไฮดรอลิกก็เลื่อนปิดดังโครม แล้วเสียงหวีดแหลมก็ดังขึ้นจากใต้ท้องรถเมื่อมอเตอร์เกือบครึ่งร้อยตัวตลอดความยาวเกือบสองร้อยห้าสิบเมตรของรถไฟจะพามันเร่งความเร็วออกจากสถานีไปอย่างรวดเร็ว กรุ๊ปทัวร์ฉิ่งฉับจากตานนะคอนทำได้แค่เพียงมองตัวเมืองเชียงหลวงตะวันตกที่ค่อยๆทิ้งห่างออกไปเบื้องหลังด้วยแววตาละห้อย แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา แววตาเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นโกรธแค้นเมื่อทุกตนหันขวับไปจ้องมองหลานชายหมอผีใหญ่ที่ทำท่าจะย่องไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่เสียงกรีดร้องของตานีสาวหน้าจืด ตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำจะดังก้องจนคนทั้งตู้หันมามอง

 

            “บ่าจ้าดง่าว................!!!

            “เค้าขอโต้ด.....” จ้าดเดาะเสียงน่ารัก มือไหว้ปะหลกท่วมหัว “ก็เค้าไม่ยู้นี่.....”

            “บ่ฮู้แล้วยะท่าแน่ใจยะหยังย้า.....!?

            “ก็.... ก็เค้าจำได้อย่างงั้นจริงๆนี่.....”

 

            “เมื่อคืนนี้ฉันนอนหลับฝัน มันช่างประหลาดล้ำ ทุกภาพฝันจำได้แม่นยำราวกับภาพจริง.....”

            ก่อนที่สามสาวจะทันได้ต่อว่าเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มมากไปกว่านั้น เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของกล้วยก็ดังขึ้น เด็กสาวหน้าจืดควักออกมาดู แล้วเธอก็กดรับทันทีเมื่อเห็นว่าผู้โทรมาคือเพื่อนสาวที่เพิ่งจะคลาดกับเธอไปหลัดๆ เมื่อครู่นี้เอง

 

            “ฟ้า สุมานักๆเน่อ ยะจะไดดีทีนี้”

            “ไม่ต้องขอโทษหรอกกล้วย พวกกล้วยนั่งไปลงเชียงหลวงเลยนั่นแหละ เดี๋ยวเรานั่งตามไปเอง”

            “จะดีก๋าฟ้า”

            “ไม่เป็นไรๆ ยังไงแผนวันนี้ก็เที่ยวตัวเมืองอยู่แล้ว ตอนแรกว่าจะให้ลงมากินอะไรที่นี่ก่อนเฉยๆ” ฟ้าตอบ “อีกอย่าง เดี๋ยวเราไปคิดบัญชีกับบ่าจ้าดง่าวนั่นเอง จะเล่นให้ไม่มีเงินกลับตานนะคอนเลยคอยดู”

            “แบบนั้นก็ดีสิ จะได้อยู่เชียงหลวงกับฟ้าไปเลย” หลานชายหมอผีใหญ่ผู้ได้ยินเสียงลอดจากโทรศัพท์ของเพื่อนสาวดัดเสียงน่ารักประจบเพื่อนสาวอีกครั้ง

            “ก็เอาสิ” สาวหมัดเหล็กตอบกลั้วหัวเราะ แต่เสียงของเธอกลับทำให้ไขสันหลังของเด็กหนุ่มเย็นวาบ “แล้วจะได้รู้ว่านรกเป็นยังไง โดยเฉพาะเราอยู่ชมรมมวยด้วย.....”

            “หวาย.....”

            “งั้นแค่นี้ก่อนนะกล้วย รถขบวนต่อไปมีตอนสิบเอ็ดโมงห้าสิบ น่าจะไปถึงหลังกล้วยราวๆชั่วโมงนึงมั้ง” เด็กสาวหน้าคมตัดบท แต่เธอก็ถามต่อ “หิวกันรึยังล่ะ ทนอีกหน่อยได้มั้ย”

            “หิวกันก่อ” กล้วยหันไปถามสามวิญญาณผู้พิทักษ์และอีกหนึ่งสัตว์ภูตโดยไม่สนใจจะมองหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งทำท่าว่าหิวเลยแม้แต่ด้วยหางตา เมื่อเห็นทุกตนส่ายหน้าก็ตอบกลับไป “ยังบ่หิวเท่าได๋ เมื่อเช้ากินมาเยอะอยู่”

            “แต่เราหิวนะ....”

            “เงียบไปเลยบ่าจ้าดง่าว ถ้าเกิดลงถูกสถานีก็ได้กินกันแล้ว !

            “ขอโต้ดค้าบ.....”

            “เออๆปล่อยบ่าจ้าดง่าวนั่นไป” ฟ้าสนับสนุนเพื่อนสาว “ถ้างั้นอย่าเพิ่งกินอะไรได้มั้ย เดินเล่นๆอยู่แถวสถานีก่อน เดี๋ยวเราไปถึงแล้วจะพาไปกินร้านอร่อยๆ เรารู้จักร้านดีๆในเมืองเยอะนะ”

            “อยู่เดือนเดียวรู้จักร้านเยอะแล้วก๋า” ตานีสาวผมหางม้าถามยิ้มๆ “เมื่อกี้ฟ้าอู้ว่าค่ารถแพงบ่แม่นก๋า แล้วยะหยังถึงไปบ่อยนัก”

            “เพื่อนแนะนำๆ” สาวหมัดเหล็กตอบกลั้วหัวเราะก่อนจะตัดบทอีกครั้ง “โอเค เราจะขึ้นรถไฟแล้ว ไว้เจอกันที่เชียงหลวงนะ แล้วบอกบ่าจ้าดง่าวนั่นด้วยว่าเตรียมจ่ายค่ารถไฟพร้อมดอกเบี้ยให้เราซะดีๆ”

            “รับทราบ ไว้เจอกันเน่อ”

 

            ราชินีตานีกดวาง ก่อนจะหันไปแสยะยิ้มหวานเย็นให้เพื่อนหนุ่มซึ่งถอยกรูดไปหลายก้าว สงสัยงานนี้เขาคงต้องสิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีเงินกลับบ้านอย่างที่เพื่อนสาวพูดเสียแล้ว.....

 

 

            เกือบสิบนาทีต่อมา รถไฟหัวจรวดก็ชะลอความเร็วลง ก่อนที่จะหยุดสนิทในอาคารขนาดยักษ์เคียงข้างรถไฟหัวจรวดสีขาวคาดเขียวอีกขบวนหนึ่ง บนชานชาลาอีกด้านหนึ่งของตัวรถ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ สูงขึ้นไปบนเสารับน้ำหนักหลังคา ป้ายสีม่วงอมน้ำเงินมีตัวอักษรสีขาวเขียนชื่อสถานีเอาไว้ชัดเจน “สถานีรถไฟหลักเชียงหลวง”

 

            “เซียงหลวง เซียงหลวง รถไฟขบวนนี้เซาการให้บริการที่สถานีนี้ ท่านผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปรถไฟสายหลักเหนือ-อีสาน รถไฟสายหลักภูผาม่าน รถรางเวียงเชียงหลวง และรถประจำทางตัวเมืองเชียงหลวงได้ที่นี่”

 

            “เอ้า ไป ลง” เด็กหนุ่มหน้าดุพูดพลางถอนหายใจเฮือก

            “รอคนลงหมดก่อนดีกว่า” กล้วยเหลียวมองผู้โดยสารคนอื่นๆที่กำลังทยอยเก็บสัมภาระของตนอยู่ทั่วตู้โดยสาร หลายคนก็พยายามเดินมาออกันอยู่แถวประตูเพื่อเตรียมลง มองดูเหมือนการจลาจลย่อมๆ “หมู่เฮาบ่ได้รีบอะหยังอยู่แล้ว จะไดๆก็ต้องรอฟ้า”

            “แต่เราหิวง่า.... จะรีบลงไปซื้อข้าวกล่องของสถานี”

            “ก็ความผิดผู้ได๋ล่ะ” กล้ายค้อนขวับ “รอไปเถอะ ทนหิวบ่ได้ก็ตายซะ”

            “ใจร้ายจัง....”

            “บ่ต้องมายะเสียงน่าฮักเลยบ่าจ้าดง่าว หยะแหยง” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับจนเพื่อนหนุ่มแทบหน้าหงาย “ทนอีกแค่ห้านาทียะเป็นบ่น ป้อจายอะหยัง”

            “ค้าบๆ ขอโทษค้าบ จะไม่บ่นอีกแล้วค้าบ....”

 

            แต่ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะหิวตายไปจริงๆ หนึ่งมนุษย์ สี่ตานีและอีกหนึ่งสมิงก็ลงจากรถมาจนได้ สถานีขนาดมหึมามีผู้คนเนืองแน่นไม่ต่างจากของตานนะคอนแม้จะเป็นยามเที่ยงกว่าๆ ที่มนุษย์เงินเดือนน่าจะกำลังกินข้าวและใช้เวลาพักอันแสนสั้นให้คุ้มค่ากันอยู่ และนั่นเป็นอุปสรรคอย่างแรงของจ้าดผู้หิวไส้กิ่วจนกรดไฮโดรคลอริกแทบจะย่อยผนังกระเพาะเสียเองแล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคนิคหลบหลีกอันเยี่ยมยุทธ์ เด็กหนุ่มหน้าดุก็วิ่งฝ่าฝูงชนไปแย่งชิงข้าวกล่องจากร้านที่มีคนแน่นเต็มเอี้ยดยิ่งกว่าสถานีมาจนได้ แล้วหกสหายร่วมรบก็เดินออกจากสถานีสู่กลางใจเมืองเชียงหลวงด้านนอก

 

            ดูเผินๆเชียงหลวงก็เหมือนตานนะคอน อาคารสำนักงานต่างแข่งกันพุ่งชูยอดขึ้นสู่ท้องฟ้าจนต้องแหงนมองกันคอตั้งบ่า ถนนกว้างขวางเต็มไปด้วยรถ บนทางเท้าข้างถนนก็มีทั้งผู้คนและจักรยานวิ่งกันขวักไขว่ สิ่งที่แตกต่างจากตานนะคอนอย่างเห็นได้ชัดคือรถรางที่วิ่งอยู่กลางถนนแทนที่จะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถไฟที่หนึ่งคนห้าตนคุ้นเคย โทนสีหลักของเมืองที่ปรากฏอยู่ตามป้ายและธงทิวที่โบกสะบัดก็ไม่ใช่สีเขียวสดใสอันเป็นตัวแทนของตานีเหมือนตานนะคอน หากเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ซึ่งถ้ากล้วยจำไม่ผิด มันคือสีประจำของกะ เผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ซึ่งปกปักรักษาเมืองเชียงหลวงมาก่อนตานีตนแรกจะถือกำเนิดนับพันปี.....

 

            สวนสาธารณะเขียวชอุ่มทอดตัวยาวเลียบทางรถไฟข้างสถานี สี่ตานีหนึ่งสมิงเดินนำไปนั่งที่โต๊ะไม้ใต้ต้นโอ๊กต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมสนามหญ้าเหมือนร่มคันยักษ์ โดยมีเด็กหนุ่มหน้าดุที่พยายามกินข้าวเหนียวผัดกะเพราเนื้อกวางด้วยมือเปล่าเดินกระย่องกระแย่งตามมา

 

            “เมืองนี้มันบ้าไปแล้ว” จ้าดบ่นกระปอดกระแปดแข่งกับเสียงเซ็งแซ่ของแมลงหน้าร้อนและกิ่งไม้ที่โบกสะบัดอยู่ในลมอุ่นๆ ของฤดูร้อน “ผัดกะเพราบ้าอะไรใช้มือกินฟะ อย่างน้อยขอตะเกียบหรือไม่ก็ช้อนพลาสติกกากๆสักคันเซ่....”

            “คนอีสานก็กินจังซี่ทั้งนั้นแหละ” เด็กสาวหน้าเสือตอบ เธอฉกเนื้อกวางชิ้นใหญ่ไปกินอย่างว่องไวก่อนที่เพื่อนหนุ่มจะทันได้ปกป้องอธิปไตยแห่งกล่องข้าวของเขา “ทั้งง่าย ทั้งรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วเปิ้นก็มีถุงมือมาให้แล้วด้วยบ่แม่นบ่ บ่ต้องกังวลเรื่องสกปรกหรอก”

            “มันก็ใช่....” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงอย่างหงุดหงิดพลางรีบย้ายที่ไปแทรกตัวลงนั่งระหว่างน้ำว้าและน้ำไทแทน ถึงรุ่นน้องสาวทั้งสองจะส่งเสียงประท้วง อย่างน้อยสองตนนี้ก็คงไม่แย่งของเขากิน “แต่ให้กินผัดน้ำขลุกขลิกแบบนี้ด้วยมือเนี่ยนะ !?

            “ลาบส้มตำน้ำตกเปิ้นก็ใช้มือกินเน่ออ้ายจ้าด” น้ำว้าท้วง

            “แม่น” สมิงสาวสนับสนุน “ถ้าเกิดบ่พอใจ ลำบากมากนักก็เอามาหื้อเฮากินมา”

            “ไม่ๆ สะดวกดีแล้ว” จ้าดรีบยกกล่องข้าวหลบเมื่อเห็นมือยาวสาวได้สาวเอาของเพื่อนสาวยื่นข้ามโต๊ะมา “ถ้าหิวก็ไปซื้อมากินเองซิ่หมิง เดี๋ยวเราเดินไปซื้อให้ก็ได้”

            “บ่เอา แย่งกินนี่แหละสนุกกว่า”

            “เอ้า ซะงั้น.....”

 

            “แล้วระหว่างรอนี่หมู่เฮาจะยะอะหยังกันดี” กล้ายเปลี่ยนประเด็น

            “ไปดูสะพานข้ามแม่น้ำเชียงหลวงกันดีก่อเอื้อยกล้าย” ตานีน้อยผมสั้นเสนอทันควัน “ข้าเจ้าเคยหันรูป สวยมากเลย”

            “ไกลอยู่เน่อ” เด็กสาวหน้าจืดตอบหลังจากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กแผนที่ “จากตรงนี้ก็ราวๆสองสามกิโลเมตรได้”

            “ปกติกำลังพลขนาดหมู่เฮาเดินได้สี่ถึงห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปกลับก็น่าจะชั่วโมงหนึ่งพอดีกับที่เอื้อยฟ้ามาถึงเน่อเอื้อยกล้วย” น้ำไทตอบ

            “แหม สมเป็นทายาทหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลแต๊ๆเน่อน้ำไท” ราชินีตานีลูบหัวรุ่นน้องสาวอย่างเอ็นดู “แต่อย่าลืมปัจจัยด้านกำลังพลเน่อน้ำไท คึดว่ากว่าบ่าจ้าดง่าวนี่จะกินเสร็จจะจักโมงล่ะ แล้วเปิ้นก็ย่างช้าอีก เอื้อยว่าถ้าย่างไปกับเปิ้น ชั่วโมงนึงก็อาจจะยังบ่ถึงสะพานเลยมั้ง”

            “ก็แย่แล้ว” จ้าดคำรามต่ำๆ ทั้งที่ปากยังเคี้ยวตุ้ยๆ ข้าวเหนียวชุ่มน้ำกะเพราเม็ดหนึ่งติดอยู่ที่ริมฝีปาก “เราเดินเร็วออกจะตาย กล้วยก็รู้ไม่ใช่รึไง”

            “ก็รีบๆกินหื้อเสร็จซะทีสิยะบ่าจ้าด.... เอ๊ะ ฟ้ามั้ง”

 

            คำจิกกัดเพื่อนหนุ่มของราชินีตานีชะงักไปชั่วคราวเมื่อเสียงเพลงดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงยีนส์อีกครั้ง เธอเดาปลายสายได้ถูกเผง

 

            “เป็นจะไดบ้างฟ้า ถึงที่ได๋แล้ว”

            “ถึงแล้ว อยู่ไหนกัน”

            “เอ๊ะ ถึงแล้วก๋า” กล้วยขมวดคิ้วอย่างงุนงงพลางพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากฟ้าโทรมาครั้งที่แล้ว นี่พวกเธอใช้เวลาฝ่าผู้คนออกมาจากสถานีตั้งกว่าครึ่งชั่วโมงเชียวหรือนี่ “ตอนนี้หมู่เฮาอยู่ที่สวนสาธารณะหน้าสถานี จะหื้อเข้าไปหาก่อ”

            “ไม่เป็นไรๆ ตรงนี้คนเยอะมากเลย เดี๋ยวจะหากันไม่เจอ เดี๋ยวเราเดินออกไปเองดีกว่า”

            “อื้ม ได้”

            “กล้วยช่วยบอกให้ไอ้จ้าดง่าวนั่นเตรียมค่าปรับไว้ให้เราด้วยนะ สักห้าร้อยเบี้ย เอ๊ะ ไม่ใช่สิ สักพันเบี้ยเลยดีกว่า”

            “รับทราบ” ริมฝีปากของราชินีตานีแสยะเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจนผู้ถูกเอ่ยถึงซึ่งพอจะได้ยินบทสนทนาดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ขยับตัวถอยกรูดโดยไม่รู้ตัว “จะอั้นก็ไว้เจอกันเน่อ หมู่เฮานั่งอยู่ที่โต๊ะใต้ต้นโอ๊กกลางสนามนี่แหละ”

            “อื้ม”

 

            “เผ่นดีฝ่า.....”

            เด็กหนุ่มหน้าดุเห็นท่าไม่ดีก็ทิ้งข้าวกล่องเผ่นแผลวออกจากวงสนทนา แต่ความพยายามนั้นก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อตานีน้อยทั้งสองคว้าข้อมือเขาหมับ แม้จะยังไม่โตเต็มที่แบบรุ่นพี่สาวทั้งสอง แต่กำลังของน้ำว้าและน้ำไทก็มากพอจะรั้งจ้าดผู้ตัวโตกว่าเธอเกือบสองเท่าและหนักกว่าเธอสองเท่ากว่าๆได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หลานชายหมอผีใหญ่แหกปากร้องโวยวายเหมือนหมูถูกเชือดหวังให้คนแถวนั้นมาช่วย แต่ใครเล่าจะอยากช่วยเด็กหนุ่มตัวเท่าควายที่ถูกล็อกข้อมือโดยเด็กหญิงที่ตัวเล็กกว่าเขาสองเท่า....

 

            “ยอมรับชะตากรรมซะแต่โดยดีเถอะบ่าจ้าดง่าว” กล้ายเดินมาลากหลานชายหมอผีใหญ่กับไปนั่งที่ก่อนจะล็อกแขนไว้อย่างแน่นหนาโดยไม่สะทกสะท้านกับการดิ้นเหมือนปลาดุกถูกทุบหัวของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย “แหม.... ตอนนั้นยะเป็นมั่นใจ มาตอนนี้ยะเป็นย่าน บ่ทันแล้วย่ะ !

            “แง้ ไม่เอา เงินหนู..... เอ๊ะ”

 

            โวยวายยังไม่ทันขาดคำ จ้าดก็หันขวับ ดวงตาตี่จ้องเขม็งข้ามหัวสมิงสาวที่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะตรงไปยังรั้วต้นเมเปิ้ลที่กั้นระหว่างเขตสวนสาธารณะกับทางรถไฟ คิ้วรกขมวดเข้าหากันน้อยๆ อย่างฉงนระคนสงสัย

 

            “นี่ ได้กระเป๋าตังค์แล้ว !” ตานีน้อยผมสั้นอาศัยจังหวะที่รุ่นพี่หนุ่มหยุดดิ้นดึงกระเป๋าสตางค์จากในกระเป๋ากางเกงขายาวของเขาได้สำเร็จ แต่เธอก็เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่แสดงปฏิกิริยาตอบโต้เลยแม้แต่น้อย “อะหยังอ้ายจ้าด บ่ห่วงเงินแล้วก๋า”

            “เมื่อกี้พี่เห็น.... เหมือนจะเห็นผี.....” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบช้าๆ อย่างไม่มั่นใจนัก ดวงตายังคงจ้องเป๋งอยู่ที่จุดเดิม “ตรงนั้น ตรงรั้วต้นไม้นั่น”

 

            สามเด็กสาวสองเด็กหญิงหันไปมองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แต่สิ่งที่พวกเธอเห็นก็มีเพียงต้นเมเปิ้ลสีเขียวสดที่ปลูกเรียงกันเป็นแถวและกำลังโบกใบล้อลมอุ่นกลางหน้าร้อน และรถไฟหัวจรวดที่พุ่งออกจากสถานีเสียงดังเฟี้ยวเหมือนเครื่องบินเทคออฟอยู่บนรางเบื้องหลังเท่านั้น

 

            “อยู่ไสล่ะจ้าด บ่เห็นสิมีอีหยังเลย” หมิงหันกลับมาถามเพื่อนหนุ่ม

            “มันหายไปแล้ว” จ้าดตอบ “เราเห็นแค่แวบเดียวเอง”

            “แต่ก็บ่หันจะแปลกอะหยังนี่ แถวนี้ก็มีผีอยู่ตั้งเยอะ” ราชินีตานีชำเลืองมองผีสี่ห้าตนที่นั่งๆนอนๆอยู่ในสนามหญ้าห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร

            “มันไม่ใช่ผีรูปร่างปกติแบบนั้นน่ะสิ” เด็กหนุ่มอธิบาย “มันตัวสูงมากเลย สูงจนแทบจะระกิ่งต้นเมเปิ้ลได้อยู่แล้วแล้วก็ผอมๆ มือยาวๆ แล้วที่สำคัญ เฮ้ย !?

 

            จู่ๆ หลานชายหมอผีใหญ่ก็อุทานดังลั่นจนทั้งคนและไม่ใช่คนในสวนสาธารณะต่างสะดุ้งกันสุดตัว โดยเฉพาะกล้ายที่โชคร้ายโดนตะโกนกรอกหูเต็มๆ เด็กสาวผมหางม้าถูหูที่ลั่นวิ้งแรงๆ สองสามครั้งก่อนจะหันไปเอ็ดเพื่อนหนุ่มเสียงเขียว

 

            “เป็นบ้าอะหยังบ่าจ้าดง่าว !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ็ดเสียงเขียว “แล้วยะหยังต้องมาแหกปากอยู่ข้างหูข้าด้วย ถ้าหูข้าหนวกไปจะยะจะได !?

            “มะ.... เมื่อกี้ผีตนนั้นมันอยู่ข้างหลังกล้วย !

 

            สี่ตานีหนึ่งสมิงหันขวับไปมองพร้อมกันอีกครั้ง แต่ก็เหมือนเมื่อครู่ ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังตานีสาวหน้าจืดเลยนอกจากอากาศธาตุ

 

            “บ่หันจะมีอะหยัง” กล้ายหันกลับมาตอบเพื่อนหนุ่มด้วยเสียงหงุดหงิด “คึดไปเองก่อบ่าจ้าดง่าว”

            “คิดไปเองก็บ้าแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุสวนกลับ “เราเห็นจริงๆ เห็นเต็มๆสองตาเลย มันอยู่ข้างหลังกล้วยจริงๆนะ !

            “แต่เท่าที่ข้าเจ้าหันบ่มีอะหยังอย่างที่จ้าดอู้เลยเน่อ” ราชินีตานียืนยัน เธอลองใช้ทั้งสัมผัสวิญญาณและโปรแกรมสแกนวิญญาณในโทรศัพท์มือถือกราดตรวจบริเวณรอบๆดูแล้ว แต่นอกจากพลังงานวิญญาณของเหล่าผีเร่ร่อนที่เอกเขนกกันอยู่ทั่วสวนแล้วก็ไม่มีแหล่งพลังงานวิญญาณอื่นอีกเลยสักตน

            “บางทีอาจจะเป็นอะไรที่เราเห็นแค่คนเดียวก็ได้” หลานชายหมอผีใหญ่สันนิษฐาน “เหมือนกล้วยจะเคยบอกว่าเรามีความสามารถในการมองเห็นวิญญาณมากกว่าปกติไม่ใช่เหรอ”

            “มันก็แม่น....” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่ปกติสิ่งที่นายหัน หมู่เฮาตานีก็ต้องหันเหมือนกัน หรืออย่างน้อยโปรแกรมสแกนวิญญาณก็ต้องตรวจจับได้สิ”

            “จะอะไรก็ช่างเหอะ เราว่าไปหาที่อื่นนั่งกันดีกว่ามั้ย ที่นี่มีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วแหละ”

            “แต่หมู่เฮานัดฟ้าที่นี่เน่อ”

            “แล้วก็ยังบ่ฮู้เลยว่าที่นายหันเป็นผีแต๊ๆ หรือว่าคึดไปเอง” กล้ายเสริม “และข้าว่านายคึดไปเองแหงๆ”

            “โอ๊ย ก็บอกว่าไม่ได้คิดไปเอง เชื่อกันบ้างสิ !

 

            “โวยวายอะไรอยู่วะเนี่ยจ้าด เสียงดังออกไปถึงหน้าสถานีเลยนะ”

            เสียงคุ้นหูดังขึ้นเบื้องหลังหลานชายหมอผีใหญ่ เด็กหนุ่มหันหลังขวับ แล้วก็เห็นเพื่อนสาวหน้าคมเดินยิ้มแต้เข้ามาหา เธอไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาแล้ว หากอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าตัวสวยที่เข้ากับกางเกงขาสั้นและเข็มขัดหนังที่คาดเอียงๆอยู่ที่เอว ผมที่ถูกย้อมเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มมัดเป็นหางม้าสูงอยู่ด้านหลังหัวดูทะมัดทะแมง เมื่อรวมกับหน้าที่แต่งบางๆแล้วก็ทำให้เธอดูสวยน่ารักขึ้นกว่าสาวทอมจอมแก่นคนเดิมอย่างผิดหูผิดตาจนจ้าดถึงกับมองตาค้าง

 

            แต่ภวังค์ของหลานชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องขาดสะบั้นเมื่อเพื่อนสาวยื่นมือมาจ่อตรงหน้า

 

            “เอ้า ค่าตั๋วบวกค่าเสียเวลาพันเบี้ย”

            “จะบ้าเร้อ...........!?” จ้าดว้าก ภาพความงามของสาวห้าวผู้แปลร่างเป็นนางฟ้าพังทลายหายไปในพริบตา “ไหนว่าจะมาเชียงหลวงอยู่แล้วไง แล้วค่าตั๋วก็แค่ร้อยกว่าเบี้ยเองไม่ใช่เรอะ ไปกลับก็สองร้อยกว่า ไหงมันขึ้นพรวดแบบนี้เล่า !?

            “ค่าเสียเวลาด้วยเว้ย” สาวหมัดเหล็กแสยะยิ้ม "กับค่าทนหิว"

            “ทนหิวแล้วทำไมไม่กินมาจากทางโน้นล่ะ !?

            “จะให้กินก่อนคนอื่นได้ไง เสียมารยาท แล้วคนอื่นก็ต้องทนหิวกันด้วย จริงๆจ้าดต้องจ่ายให้ทุกคนเลยด้วยซ้ำ”

            “แม่นๆ” หมิงได้ทีผสมโรงทันที “จ่ายมาซะดีๆเด๊บักจ้าดง่าว”

            “ข้าด้วย”

            “ข้าเจ้าก็ด้วย”

            “หมู่เฮาด้วยเน่อเจ้า.....”

            “ว้าก ไม่เอ๊า.....!

 

            เรื่องผีร่างสูงโย่งดูจะถูกลืมไปชั่วคราวเมื่อห้าสหาย (เคย) ร่วมรบรับเงิน.... หรือถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นขู่กรรโชกเอาเงินจากเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารที่ไม่มีสิทธิ์แม้จะขัดขืนด้วยกระเป๋าเงินของเขาอยู่ในมือน้ำว้าเรียบร้อยตั้งนานแล้ว และเมื่อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว ห้าสาวก็เดินตัวเบากระเป๋าหนักออกจากสวนสาธารณะไปตามถนนที่มุ่งตรงสู่ใจกลางเมือง โดยไม่ไยดีเพื่อนหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองอย่างผิดๆ และตอนนี้ไม่เหลือความมั่นใจในตัวเองอีกแล้วซึ่งเดินกระย่องกระแย่งหน้าแห้งไส้แห้งตามมาเบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย

 

            “หิวกันรึยัง”

            ฟ้าถามขณะทุกคนหยุดรอสัญญาณไฟที่ทางแยก ที่อีกด้านของถนน อุโบสถแบบอีสานที่ตกแต่งงดงามตระการตาของวัดใหญ่แห่งหนึ่งมองดูเล็กไปถนัดตาเมื่อถูกตึกระฟ้าโอบล้อมจากทุกด้าน แล้วมันก็ถูกบดบังไปชั่วขณะเมื่อรถรางสีม่วงอมน้ำเงินคันใหญ่แล่นฉิวผ่านไป

 

            “หิวแล้วๆ !” เด็กหญิงผมสั้นและเด็กสาวหน้าเสือตอบพร้อมกัน ทำเอาตานีสาวทั้งสองหัวเราะคิก

            “อยากกินอะไรกันล่ะ” สาวหมัดเหล็กถามยิ้มๆ

            “ไปกินในห้างกันดีกว่า เราอยากกินเจเอฟซี*..... แอ้ก !

 

            จ้าดแทบหน้าคว่ำล้มทั้งยืนลงไปบนถนนเมื่อฝ่ามืออรหันต์ของกล้วยเหวี่ยงมาตบเกรียนเข้าอย่างจังดังเพียะ

 

            “ถ่อมาถึงเชียงหลวงจะกินเจเอฟซี ปิ๊กไปกินตานนะคอนก็ได้บ่าจ้าดง่าว !” ราชินีตานีดุก่อนจะหันไปหาเด็กสาวหน้าคมที่ยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ “ฟ้าอยากกินอะหยังล่ะ”

            “เอาที่ทุกคนอยากกินดีกว่า วันนี้ทุกคนเป็นแขกนะ จะถามเราทำไมล่ะ”

            “จะอั้นข้าเจ้าว่าไปกินอาหารอีสานดีกว่า มาต่างถิ่นก็ต้องกินอาหารพื้นเมืองดีที่สุด ดีก่อทุกตน”

            “ดีเจ้าๆ !” ตานีน้อยสองตนตอบเสียงใส “อยากลองชิมอาหารอีสานมาตั้งนานแล้ว บ่เคยกินเลย”

            “กล้ายกับหมิงล่ะ

            “อื้ม ข้าก็ว่าดีเน่อ คึดถึงอาหารอีสานเหมือนกัน บ่ได้กินมาเป็นชาติแล้ว” กล้ายพยักหน้าก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาวหน้าเสือ “หมิงล่ะว่าจะได”

            “อีหยังก็ได้ ขอให้มีขากวางดิบเป็นพอ”

            “บ่านั่นปิ๊กไปกินตานนะคอนก็ได้เหมือนกันแหละย่ะ !

            “มันบ่เหมือนกันเด๊ ขากวางเชียงหลวงมันสินุ่มนวล มีน้ำมีเนื้อ หวานนุ่มชุ่มคอกลมกล่อม ละลายในปากมากกว่า.....”

            “เดี๋ยวๆ นี่ไม่มีใครคิดจะถามผมบ้างเลยเหรอครับ !?

            “เอ้าๆ เอาเป็นว่าจะกินอาหารอีสานกันใช่มั้ย” เด็กสาวหน้าคมตัดสินใจสรุปประเด็นก่อนจะบานปลายไปมากกว่านี้ พวกเธอพลาดไฟเขียวไปรอบหนึ่งแล้วระหว่างยืนคุยกันอยู่ “เรารู้จักร้านอร่อยร้านนึง ค่อนข้างถูกด้วย แต่ว่าต้องขึ้นรถรางไปนานหน่อย ราวๆครึ่งชั่วโมง ไหวกันมั้ย หรือว่าจะเอาอีกร้าน อร่อยปานกลางแล้วก็ราคาปานกลาง แต่เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึง”

            “จะกินอยู่แล้วก็เอาร้านอร่อยไปเลยดีกว่า”

            “อื้ม ได้ เราก็อยากกินร้านนั้นอยู่เหมือนกัน”

 

            ไฟคนข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียวอีกครั้ง ฟ้าเดินนำเพื่อนๆ ไปยังสถานีรถรางที่กลางถนน ไม่ถึงนาที รถรางสายที่เธอต้องการก็แล่นเข้ามาจอด เด็กสาวหน้าคมผู้ก้าวขึ้นเป็นคนสุดท้ายหยอดเหรียญค่าโดยสารให้ทุกคนและทุกตน แล้วรถไฟก็กระชากตัวน้อยๆ ก่อนจะเคลื่อนออกจากสถานีไปตามถนนแปดเลนที่ทอดยาวไปยังสะพานแขวนที่เห็นอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า

 

            รถค่อนข้างแน่นทั้งที่เป็นยามบ่ายอ่อนๆ ที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนน่าจะอยู่ในที่ทำงานกันหมดแล้ว สี่ตานีสองมนุษย์และหนึ่งสมิงเบียดฝูงผู้โดยสารไปหาที่พิงริมหน้าต่างแถวกลางตัวรถ หมิง จ้าดและสองตานีน้อยผู้ไม่เคยมาเยือนเมืองนี้มองทิวทัศน์ที่ผ่านไปนอกหน้าต่างอย่างตื่นตาตื่นใจขณะรถแล่นผ่านเขตเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยวัดและพระราชวังแบบอีสานที่ประดับตกแต่งด้วยทองอย่างสวยงาม ก่อนที่มันจะไต่ขึ้นสะพานแขวนซึ่งตั้งตระหง่านเหนือแม่น้ำเชียงหลวงเกือบห้าสิบเมตรด้วยสลิงสีม่วงอมน้ำเงินเส้นยักษ์นับร้อยเส้น

 

            “ว้าว งามเหมือนในรูปถ่ายเลยเจ้าเอื้อยกล้วย” น้ำไทพูดอย่างตื่นเต้น มือควักโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปแม่น้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายเป็นประกาย

            “จุ๊ เบาๆหน่อยน้ำไท คนอื่นเปิ้นหนวกหูเน่อ” ราชินีตานีปรามรุ่นน้องสาว

            “สุมาเน่อเจ้า....”

            “ไม่ต้องเคร่งมากหรอกน่ากล้วย” จ้าดท้วงเพื่อนสาว “คนอื่นเขาก็คุยกันเหมือนกันแหละ เห็น.... เฮ้ย อย่านะ !

 

            อีกครั้งที่หลานชายหมอผีใหญ่โพล่งออกมาด้วยเสียงอันดังอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่คราวนี้แย่กว่าคราวที่แล้วด้วยมันเป็นที่ปิดและมีผู้ร่วมเหตุการณ์อยู่เยอะกว่ามาก เสียงร้องของเด็กหนุ่มกระชากคนครึ่งคันรถให้หันมามองอย่างฉับพลันจนแทบจะได้ยินเสียงข้อต่อคอดังประสานกันดังกร๊อบ และถ้ากล้วยไม่ได้คิดไปเอง เธอก็รู้สึกว่ารถรางกระชากน้อยๆ ราวกับคนขับก็ตกใจไปด้วย หรือไม่ก็คงเป็นแรงเหวี่ยงจากการหันมองโดยพร้อมเพรียงกัน

 

            “เป็นบ้าอะหยังอีกล่ะบ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวหน้าจืดกระซิบเสียงเขียว ขณะฟ้าและกล้ายก้มหัวขอโทษขอโพยผู้โดยสารรอบๆ

            “ผะ.... ผีตนที่อยู่ในสวน !” จ้าดละล่ำละลัก “มันตามเรามา.... เมื่อกี้มันเอื้อมมือจะบีบคอกล้วยด้วย !

 

            ลงว่าเอื้อมมือจะบีบคอก็ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว ตานีทั้งสี่ควักโทรศัพท์มือถือประจำตัวออกมาก่อนจะสั่งให้มันสแกนพลังงานวิญญาณโดยรอบอย่างละเอียดทันที แต่ผลที่ออกมาเหมือนกันทั้งสี่เครื่อง นั่นคือไม่มีพลังงานวิญญาณแปลกปลอมใดๆ ในรัศมีสิบเมตร มิหนำซ้ำยังไม่มีปฏิกิริยาพลังงานวิญญาณร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งแปลว่าไม่เคยมีการใช้พลังงานวิญญาณของผีร้ายในบริเวณนี้มาอย่างน้อยก็หนึ่งวันมาแล้ว แล้วสิ่งที่หลานชายหมอผีใหญ่เห็นคืออะไรกันเล่า

 

            “บ่มีอะหยังเลยเน่อจ้าด” กล้วยขมวดคิ้วมองเพื่อนหนุ่มอย่างกังวลระคนครุ่นคิด “ข้าเจ้าว่าวันนี้นายไปหาหมอหน่อยดีกว่า ข้าเจ้าชักเป็นห่วงแล้ว”

            “กล้วยหาว่าเราบ้าเรอะ !? เราเห็นจริงๆนะ !

            “บ่ได้อู้ว่าบ้า” กล้วยอธิบายอย่างใจเย็น “แต่ตอนนี้สมองนายอาจจะมีอะหยังผิดปกติจนเห็นภาพหลอนก็ได้เน่อ ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว สถานีรถไฟหลักเชียงหลวงกับสถานีรถไฟเชียงหลวงตะวันตกบ่น่าจะจำสับสนกันได้ด้วยซ้ำ ฟ้า วันนี้โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยรับผู้ป่วยนอกก่อ หื้อจ้าดไปตรวจร่างกายสักหน่อยได้ก่อ”

            “ตรวจร่างกายมีทุกวัน แต่สแกนสมองนี่เราไม่รู้นะ.....”

            “โอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้บ้า ไม่ได้ผิดปกติอะไรทั้งนั้นด้วย เราเห็นจริงๆ !” หลานชายหมอผีใหญ่โพล่งอย่างเหลืออดจนผู้โดยสารรอบๆ หันมาจ้องเขาเป็นตาเดียวอีกครั้ง แต่คราวนี้สายตาเปลี่ยนจากแปลกใจระคนตกใจเป็นหงุดหงิด บางคนเริ่มขมุบขมิบปากบ่นแล้ว “ผีตัวสูงจนต้องก้มหัวอยู่ในรถ ตัวผอมแขนยาวมือยาว ตนเดิมเลย มันตามเรามากล้วย มันตามเรามา แล้วมันจะทำร้ายพวกเราด้วย !

 

            กล้วย กล้าย หมิง ฟ้า น้ำว้าและน้ำไทมองหน้าสลับกันไปมา ลงว่ายืนยันเสียงแข็งแบบนี้เด็กหนุ่มหน้าดุคงไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาเล่นๆ หรือคิดไปเองแน่ แต่เขาเห็นอะไรกันเล่า ในเมื่อแม้แต่เครื่องมือที่ทันสมัยและอ่อนไหวที่สุดยังไม่สามารถตรวจจับกระทั่งปฏิกิริยาพลังงานวิญญาณแม้สักนิดเดียวเช่นนี้

 

            “จุดหยุดต่อไป โสกอีจ่อย โสกอีจ่อย”

 

            “ลงกันก่อนเหอะ” เด็กสาวหน้าคมพูดเบาๆ “ถึงแล้ว”

 

            เจ็ดสหายร่วมรบลงจากรถอย่างเงียบๆ ก่อนจะเดินไปตามถนนเส้นเล็กที่มีต้นเมเปิ้ลปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทาง ตึกแถวเตี้ยๆ ทรงโบราณสร้างด้วยไม้สนนับร้อยท่อนซ่อนอยู่เบื้องหลังใบสีเขียวสด สลับกับศาลเจ้าและวัดเล็กๆ หากประดับตกแต่งอย่างงดงามไม่แพ้วัดหลวงในเขตเมืองเก่า อย่างไรก็ตาม ทิวทัศน์ชานเมืองอันสวยงามก็ไม่อาจทำให้จ้าดสบายใจขึ้นได้ เด็กหนุ่มยังคงเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงตลอดทาง แต่โชคดีที่ไม่มีผีตนไหนโผล่หัวออกมาให้เขาโวยวายเล่นอีก และในที่สุด ห้าตนสองคนก็มาถึงที่หมาย

 

            “จักที่คะ” หญิงสาวในชุดพื้นเมืองถิ่นอีสานที่ยืนอยู่หน้าร้านยิ้มต้อนรับฟ้าก่อนจะถามเป็นภาษาอีสาน

            “เจ็ดที่ค่ะ ขอริมทะเลสาบได้บ่คะ” เด็กสาวหน้าคมตอบกลับด้วยภาษาอีสานที่คล่องแคล่วไม่แพ้เจ้าถิ่น

            “รอแป๊บหนึ่งเด้อค่ะ เดี๋ยวสิเคลียร์ที่ให้”

 

            “ฟ้าอู้อีสานเป็นด้วยก๋า” กล้ายถามเพื่อนสาวอย่างอึ้งแกมทึ่งเมื่อพนักงานสาวผละจากไปแล้ว

            “ก็เพิ่งพูดได้ตอนมานี่แหละ” สาวหมัดเหล็กตอบ “แต่ฟังออกนานแล้วนะ ไม่งั้นตอนอยู่ตานนะคอนคงฟังหมิงไม่รู้เรื่องหรอก”

            “อย่ามาตั๋วะกันเด๊” เด็กสาวหน้าเสือหรี่ตามองเพื่อนสาว “เว้าก็คล่อง สำเนียงก็เป๊ะ ถ้าบ่บอกนี่เฮาคึดว่าฟ้าเป็นคนเซียงหลวงแล้วด้วยซ้ำ”

            “แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” ฟ้าตอบเขินๆ “แต่ก็ขอบใจนะ”

            “ฟ้ามากินร้านนี้บ่อยเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่เปลี่ยนเรื่อง เขาเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านที่ทำจากไม้สนแผ่นใหญ่ที่แขวนอยู่บนซุ้มประตูรูปหลังคาแบบอีสาน ตัวอักษรสีม่วงอมน้ำเงินเขียนชื่อร้านเอาไว้ แซบริมบึง

            “เคยมากินครั้งเดียว แต่ทุกคนแนะนำนะ อร่อยมากแล้วก็ถูก เป็นร้านขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ของเชียงหลวงเลย อ๊ะ ได้โต๊ะแล้วบ่คะ”

            คำตอบของฟ้าถูกขัดจังหวะเมื่อพนักงานสาวคนเดิมเดินกลับมา

            “ได้แล้วค่ะ ตามมาเลย”

 

            เจ็ดสหายร่วมรบเดินตามหญิงสาวในชุดอีสานเข้าไปด้านใน แล้วชาวตานนะคอนทั้งห้า บวกชาวแสนคำอีกหนึ่งก็ตระหนักว่าร้านนี้เป็นที่นิยมของชาวเมืองเพียงใด แม้ตอนนี้จะเพิ่งบ่ายสามต้นๆ แต่โต๊ะไม้ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ในสนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่เงาปกคลุมครึ้มก็เต็มไปเกือบครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเด็กๆ หรือไม่ก็นักศึกษาวัยเดียวกับทั้งเจ็ดซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปิดเทอม อีกด้านหนึ่งของสนามหญ้า ทะเลสาบกว้างใหญ่ทอประกายระยิบระยับในแสงอาทิตย์ยามบ่าย มีตึกระฟ้าของย่านใจกลางเมืองห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตรเป็นฉากหลัง

 

            “อีกสักเดี๋ยวสิมารับรายการอาหารเด้อ”

            มาถึงโต๊ะ หญิงสาวในชุดอีสานก็ยื่นเมนูให้แขกคนละเล่มก่อนจะเดินจากไปอีกครั้ง กล้วยเปิดดู รูปถ่ายอาหารอีสานมากหน้าหลายตาสีสันจัดจ้านด้วยพริก ผัก และเนื้อต่างๆ มองดูละลานตาอยู่เต็มหน้ากระดาษ อันที่จริงพวกเธอก็เคยกินอาหารอีสานมาหลายครั้งแล้วที่ตานนะคอน แต่เด็กสาวกลับรู้สึกว่ารูปถ่ายอาหารเหล่านี้น่ากินกว่าที่เธอเคยกินมาอย่างประหลาด หวังว่ารสชาติของมันจะดีเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกนะ.....

 

            “กินอะไรกัน” เจ้าถิ่นผู้มาอยู่ได้เพียงเดือนกว่าถาม “เราจะสั่งข้าวเหนียวกระติ๊บเล็กมาก่อนเจ็ดกระติ๊บนะ แล้วก็น้ำตกคอกวางย่างสองที่ก่อน”

            “ขากวางดิบ !” เด็กสาวหน้าเสือสั่งเมนูประจำโดยไม่จำเป็นต้องคิด

            “ขอแกงอีสานเห็ดเผาะ” กล้ายสั่งเมื่อเห็นภาพแกงสีเข้มที่มีเห็ดกลมๆ ลอยอยู่ท่ามกลางผักเขียวในหม้อไฟ

            “ลาบเป็ด” ราชินีตานีสั่งบ้าง “แล้วก็ส้มตำปลาร้าบ่เอาปู ขอเปรี้ยวๆ บ่ต้องเผ็ดมากเน่อ”

            “สเป็กเยอะจังเด๊กล้วย” สมิงสาวแซวยิ้มๆ “ระวังผิดสูตรสิออกมาบ่แซบบ่นั่วเด๊”

            “ถ้าบ่อร่อยเดี๋ยวสั่งใหม่ก็ได้ วันนี้เงินเยอะ” กล้วยแสยะยิ้มพลางชำเลืองมองหลานชายหมอผีใหญ่ผู้นั่งอยู่ข้างตัว ก่อนจะหันไปถามรุ่นน้องทั้งสอง “น้ำว้าน้ำไทเอาอะหยัง ตอนนี้มีแต่ของเผ็ดๆทั้งนั้นเลย กินได้ก่อ”

            “จะอั้นขอไก่ย่างดีกว่าเจ้า เอามาตัดเผ็ดบ้าง” เด็กหญิงผมเปียตอบ “แล้วก็เอาต้มแซ่บเครื่องในด้วยเจ้า”

            “น้ำไทกินเครื่องในเป็นก๋า” แฝดผู้พี่ถามอย่างประหลาดใจ “แต่ก่อนยังบ่ยอมกินอยู่เลยบ่แม่นก๋า”

            “ก็ผู้ได๋ล่ะ ข้าบอกว่าบ่ยอมกินก็ยัดเยียดหื้อข้าเจ้ากินอยู่ได้” น้ำไทตีหน้าง้ำใส่พี่สาว ขณะรุ่นพี่สาวอีกสามตนหนึ่งคนหัวเราะคิก

            “เอาน่าน้ำไท ก็ดีแล้วนี่ เครื่องในมีประโยชน์นะ”

            “ข้าเจ้าก็บ่ได้บอกว่าจะบ่กินนี่ ตอนนี้ข้าเจ้าออกจะชอบแล้วด้วยเน่อเจ้า”

            “แล้วจ้าดเอาอะไร” ฟ้าหันมาถามเพื่อนหนุ่มเป็นคนสุดท้าย

            “ไม่เอาดีกว่า” เด็กหนุ่มหน้าดุส่ายหน้า “ที่สั่งๆกันนี่ก็เยอะมากแล้วนา ระวังเหอะ สั่งตอนหิวเดี๋ยวก็กินไม่หมดกันพอ..... เหวอ !?

 

            จ้าดร้องลั่น เท้าถีบพื้นถอยเก้าอี้อย่างลืมตัวจนไปชนรากไม้ที่ขวางอยู่ด้านหลังหงายเงิบล้มตึงลงกับพื้นจนคนทั้งร้านหันมามอง แต่คราวนี้ไม่ใช่หลานชายหมอผีใหญ่คนเดียวที่ตกใจ สาวหมัดเหล็กก็ถอยกรูดเช่นกัน หมิงหมอบตัวลงต่ำตามสัญชาตญาณเสือที่เตรียมพร้อมรับอันตราย แม้แต่สองตานีสาวที่เจอผีร้ายมาจนชินก็ยังผงะถอย พวกเธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้เพื่อนหนุ่มหวาดกลัวมาตลอดคืออะไร.....

 

            ชายในชุดสูทสีดำคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่นอกระเบียงที่กั้นระหว่างโต๊ะกับทะเลสาบ อันที่จริงใช้คำว่าตนน่าจะถูกกว่า ด้วยเขาดูห่างไกลจากมนุษย์ธรรมดามากนัก ร่างของเขาสูงชะลูดและผอมบางราวกับจะส่ายไหวได้ในสายลมเอื่อยๆ ของยามบ่าย หัวที่หวีผมจนเรียบแปล้เกือบระกิ่งล่างของต้นเมเปิ้ลใหญ่ที่สูงเกือบสามเมตร ดวงตาสีดำสนิทมองดูน่าขนลุกด้วยแก้วตาที่ค่อยๆเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ ไล่จากสีม่วงไปจนสุดสเปกตรัมแสง และที่น่ากลัวที่สุดคือมันกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งกำลังกระเสือกกระสนลุกขึ้นจากพื้นด้วยแววตาแข็งกร้าวราวจะกินเลือดกินเนื้อ.....

 

            “กะ.... กล้วย.....”

            เด็กสาวหน้าคมหลบหลังราชินีตานีซึ่งก็ตัวสั่นไม่แพ้กัน แม้พวกเธอจะผจญกับผีร้ายมามาก แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่โผล่มาจะๆ ในระยะเผาขนแถมกลางวันแสกๆ ในหมู่ผู้คนแบบนี้ ที่แย่ที่สุดก็คือดูเหมือนคนในร้านจะไม่เห็นชายร่างผอมสูงตนนี้เลยสักคน กลับกับพวกเธอที่ตกเป็นเป้าสายตาอย่างจัง หากควักอาวุธหรือทำอะไรตอนนี้ได้เป็นเรื่องใหญ่แน่ ราชินีตานีขบกรามกรอด หัวใจโยนตัวกระแทกด้านในของอกแบนอย่างบ้าคลั่ง เธอจะทำยังไงดี.....

 

            แต่สายตาของสองตานี หนึ่งมนุษย์และหนึ่งสมิงก็เปลี่ยนเป้าหมายจากผีร่างสูงโย่งมาเป็นตานีน้อยทั้งสองในฉับพลันเมื่อพวกเธอร้องขึ้นเสียงใส

 

            “อ้าว อ้ายโจ้ มายะอะหยังที่นี่กาเจ้า”

            “หา !?” ทั้งโต๊ะอุทานขึ้นพร้อมกัน ยกเว้นจ้าดผู้ยังคงนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น ก่อนที่คำถามสามสำเนียงแต่ใจความเดียวกันจะถูกยิงรัวเข้าใส่เด็กหญิงทั้งสองเหมือนปืนกล “น้ำว้าฮู้จักด้วยก๋า !?

            “อื้ม แน่สิ ก็เปิ้นเป็นหนึ่งในกะที่ดูแลหมู่เฮาตอนหนีมาจากตานนะคอนนี่”

            “หา เนี่ยนะกะ !?

 

            “ขอโทษที่เฮ็ดให้ตกใจเด้อ ข้อยซื่อโจ้ เป็นกะประจำหน่วยลาดตระเวนที่ 173 แม่แตง แต่วันนี้มาปฏิบัติภารกิจพิเศษที่นี่ ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวนำเด้อ”

            หลังจากกลับเข้าประจำที่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว กะหนุ่มก็แนะนำตัว และเจ็ดสหายร่วมรบก็ได้มองเขาตรงๆเป็นครั้งแรก ไม่แปลกที่จ้าดจะตกใจทุกครั้งที่เห็นเขา มองเผินๆ วิญญาณผู้พิทักษ์เก่าแก่แห่งรัฐเชียงหลวงไม่ต่างอะไรจากเปรต ไม่เพียงแค่ร่างที่สูงและผอมเกินมนุษย์ แต่ทั้งแขน ขา มือ เท้า หรือแม้แต่ใบหน้าของเขาก็ยาวเหยียด เมื่อรวมกับดวงตาที่ดูลึกโหล โหนกแก้มสูงและกรามค่อนข้างใหญ่แบบชาวอีสานก็ชวนให้คิดถึงปีศาจมากกว่าวิญญาณผู้พิทักษ์ แต่เมื่อมองให้ดีแล้ว เด็กสาวทั้งสี่ก็พบว่าเขาน่าจะหน้าตาดีตามมาตรฐานกะทีเดียว แถมยังมีแววขี้อายและขี้เล่นแฝงอยู่อย่างชัดเจน สอดคล้องกับที่น้ำว้าและน้ำไทพูดในประโยคต่อมาไม่มีผิดเพี้ยน

 

            “เปิ้นขี้อายหน่อยเน่อเจ้า อย่ามองเปิ้นจะอั้นสิ” เด็กหญิงผมเปียหัวเราะคิกเมื่อเห็นกะหนุ่มพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะเบือนหน้ายาวๆ หลบสายตาสองตานีหนึ่งสมิงและสมิงมนุษย์ที่จ้องมองกันเป็นตาเดียวราวกับเขาเป็นร่องอกสาวเชียร์เบียร์

            “แหม ก็ไม่เคยเห็นนี่ ก็ต้องขอมองหน่อยแหละ....” ฟ้าตอบกลั้วหัวเราะ ทำเอากะหนุ่มยิ่งอายม้วนขึ้นไปอีก ปื้นสีชมพูจางๆ ปรากฏบนแก้มที่ขาวซีดไร้สีเลือด

            “ว่าแต่ ข้าเจ้าเคยมาเจรจากับกะก็หลายครั้ง แต่ปกติข้าเจ้าก็หันกะรูปร่างคล้ายๆกับมนุษย์ธรรมดานี่ แค่ตาเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง” ราชินีตานีเอ่ย “ยะหยังถึงได้รูปร่างเป็นจะอี้ล่ะ เป็นอะหยังก่อ”

            “อ๋อ ปละ.... เปล่าดอก บ่ได้เป็นอะหยังดอกองค์ราชินี” ชายหนุ่มในชุดสูทตอบอย่างประหม่า “นี่แหละคือร่างแท้ของพวกเฮา ร่างเหมือนมนุษย์เป็นร่างซั้นสอง ใช้เสพาะเวลาติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่นเท่านั้นเอง”

            “บ่ต้องเรียกราชินีก็ได้เจ้า” กล้วยตอบอย่างขัดเขินไม่แพ้กัน “เรียกกล้วยเถอะ”

            “บ่ได้ดอก ก็ท่านเป็นถึงราชินีของตานี แท้ๆ ข้อยบ่ควรสิมานั่งเสมอกับท่านจังซี่ด้วยซ้ำไป”

            “บ่เป็นอะหยังแต๊ๆเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดยืนยัน “ข้าเจ้าบ่ได้คึดมากหรอก อีกอย่างอ้ายโจ้ก็ดูจะแก่กว่าข้าเจ้าด้วย ยะจะอี้ข้าเจ้าก็บ่ค่อยสะดวกใจเหมือนกัน”

            “ถ้าองค์ราชินี เอ้ย ถ้ากล้วยเว้าจังซั่น ก็.... ก็ได้” กะหนุ่มตอบไม่เต็มเสียงนัก นิ้วยาวเกาแก้มแกรกๆ อย่างอายๆ ก่อนจะลดเสียงลง “เอ่อ ว่าแต่.... มนุษย์สองตนนี่เป็นหยังถึงมองเห็นข้อยได้ล่ะ โดยเสพาะผู้บ่าวนั่น เหมือนสิเห็นข้อยมาหมดมื้อเลย ข้อยเลยต้องหลบๆซ่อนๆจังซี่”

            “เปิ้นมีความสามารถในการมองหันวิญญาณดีกว่ามนุษย์ปกติ” ตานีสาวผมหางม้าอธิบาย “เพราะอะหยังหมู่เฮาก็ยังบ่ฮู้ แต่หันกล้วยบอกว่าตอนเปิ้นหนีผีร้ายวันสวนกล้วยแตก ขนาดข่ายเวทพรางตัวยังมีพลังอยู่ เปิ้นยังมองเห็นเลย”

            “แล้วพาเปิ้นกับสมิงตนนี้มาด้วยจังซี่บ่เป็นอีหยังบ่ ยิ่งเปิ้นเป็นสมิงด้วยแล้ว บ่น่าสิ....”

            “ได้ยินเด๊ !” สมิงสาวสอดเสียงเขียว “เป็นหยัง เฮาสิสนิทกับกล้วยกับกล้ายบ่ได้บ่ !?

            “ถ้าสมิงเฮ็ดตัวดีกว่านี้ข้อยบ่ถามหรอก”

 

            “เอ้าๆ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน”

            น้ำว้าปรามเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นชายหนุ่มชุดสูทและเด็กสาวหน้าเสือทำท่าจะเปิดศึกฉะกันกลางร้านอาหาร แม้ป่าแสนคำอันเป็นถิ่นอาศัยของสมิงจะอยู่ในรัฐเวียงตานเป็นส่วนใหญ่ แต่สมิงมักชอบแอบเข้ามาในเมืองต่างๆของรัฐเชียงหลวงอยู่เป็นประจำ เข้าเฉยๆไม่ว่า แต่ดันก่อเรื่องทั้งแอบเข้าไปนั่งในห้องเรียนหรือแอบอ้างไปทำงานพาร์ทไทม์ แอบขโมยหนังสือ หรือในช่วงหลังๆ ที่เริ่มฉลาดและมีคุณธรรมมากขึ้นก็แอบเอาหนังสือไปถ่ายเอกสารโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมไม่ค่อยจ่ายเงินเพราะไม่มีเงินจะจ่าย หรือวันดีคืนดีก็หลุดร่างเสือออกมาให้ชาวเมืองหวาดผวาเล่น กะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยทางด้านวิญญาณของรัฐจึงไม่ค่อยชอบขี้หน้าเผ่าพันธุ์หน้าทะเล้นนี้มากนัก

 

            “บ่เป็นอะหยังหรอก ฟ้ากับหมิง แล้วก็บ่าจ้าดง่าวนั่นด้วย ช่วยหมู่เฮาจัดการผีร้ายมานักต่อนักแล้ว ถ้าข้าเจ้าบ่มีหมู่เปิ้นก็คงอยู่มาได้บ่ถึงวันนี้หรอก”

            “อีหลีบ่” โจ้หรี่ตามองสมิงสาว “บ่ค่อยสิน่าเซื่อเล้ย อย่างสมิงเนี่ยนะสิเฮ็ดอีหยังได้จังซั่น ปกติเห็นมีแต่ก่อเรื่อง.....”

            “แง่ง.....” เด็กสาวหน้าเสือทำท่าจะก่อเรื่องจริงๆเสียแล้ว แต่เป็นก่อเรื่องทะเลาะวิวาท

            “แล้วที่ว่ามาทำธุระนี่อะไรเหรอครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “เห็นตามพวกผมมาตลอด มาหลอกพวกผมเล่น ?”

            “ก็ประมาณนั้น.... แม่นก็บ้าแล้ว” กะหนุ่มในชุดสูทเล่นมุกเองตบเอง “แต่สิว่าไปก็เกี่ยวกันอยู่เหมือนกัน ธุระของข้อยก็เกี่ยวกับพวกท่านนั่นแหละ ข้อยเลยตามพวกท่านมาตลอด ว่าจะทักว่าจะสะกิดหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งท่านก็โวยวายขึ้นมาตลอด ข้อยเลยบ่ได้ทักสักที”

            “อ๋อ มิน่า....”

            “แล้วธุระกับหมู่เฮาที่ว่าคืออะหยังกาเจ้า”

            “ข้อยมีข่าวจากสายข่าวกรองของพวกเฮามาแจ้ง” เสียงของวิญญาณผู้พิทักษ์หนุ่มเป็นงานเป็นการขึ้น ก่อนที่เขาจะร่ายศัพท์เทคนิคยาวเหยียด “สายลับของพวกเฮาในโลกหลังความตายตรวจพบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยของพลังงานวิญญาณจำนวนมากในโลกหลังความตายฝั่งรัฐเวียงตาน และพลังงานของเขตแดนกั้นสองโลกก็อ่อนลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ข้อยคึดว่าพวกท่านควรสิระมัดระวังตัวและเตรียมแผนการรับมือเอาไว้ แล้วก็ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของโลกหลังความตายเอาไว้ด้วยก็ดี ถึงตอนนี้สิบ่มีสัญญาณอันตรายอีหยังเป็นพิเศษก็เถอะ”

 

            สีเลือดบนใบหน้าของตานีสาวทั้งสองหายวับ พวกเธอมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น แต่ใบหน้าของอีกสองตานีน้อยและเผ่าพันธุ์อื่นผู้ไม่คุ้นเคยกับศัพท์เฉพาะของกะหนุ่มกลับมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด

 

            “หมายความว่าจังไส” เด็กสาวหน้าเสือย้อนถามด้วยเสียงติดกวนๆเล็กน้อย “อธิบายให้เข้าใจง่ายๆหน่อยได้บ่ พอดีเฮาโง่”

 

            กะหนุ่มหันมาจ้องหน้าสมิงสาวนิ่งจนเธอขยับถอยอย่างลืมตัว แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ แต่เน้นหนักทุกพยางค์

 

            “พวกเฮาคึดว่านรกอาจสิแตกในอีกบ่ซ้านี้แล้ว”

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เจเอฟซี – เจ้าสมุทรฟรายชิกเก้น (JaoSmudr Fried Chicken) แฟรนไชส์ไก่ทอดและฟาสต์ฟู้ดชื่อดังจากเมืองเจ้าสมุทรทางใต้ของสารขัณฑ์ มีชื่อเสียงโด่งดังมากว่าผสมผสานอาหารตะวันตกเข้ากับอาหารพื้นเมืองได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะไก่ทอดราดหอมเจียวสูตรหาดใหญ่ที่ว่ากันว่าหากไม่ได้กินก็เสียชาติเกิดกันเลยทีเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น