ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 51 : ปฏิบัติการลับที่ถูกลมหอบเข้าไปในเทือกเขาตานปันน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ก.พ. 58

          ยูคิยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นสี่ของโรงเก็บเครื่องบินหลักตานี ดวงตาหลังแว่นกรอบดำเหม่อมองออกไปไกล

 

          ย่างเข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนอุณหภูมิตอนกลางวันเลยจุดเยือกแข็งขึ้นไปจนได้ ยังผลให้หิมะที่ปกคลุมเมืองมากว่าหกเดือนเริ่มละลาย เมื่อผสมกับดินก็กลายเป็นโคลนสีน้ำตาลมองดูเหมือนไอติมช็อกโกแลต แต่รสชาติคงไม่ใกล้เคียงเท่าไหร่

 

          เด็กสาวชาวฮิมิตสึถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่เป็นช่วงเวลาที่เธอไม่ชอบที่สุดของปี เช่นเดียวกับวิญญาณหิมะตนอื่น อากาศร้อนบั่นทอนพลังของเธอ แต่สำหรับยูคิ หน้าร้อนก็ยังดีกว่าต้องมาเห็นหิมะที่เธอรักละลายกลายเป็นดินโคลนก่อนจะค่อยๆหายไปแบบนี้.....

 

          “ดูอีหยังอยู่น่ะยูคิ”

          วิญญาณหิมะสะดุ้งน้อยๆเมื่อเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง และก่อนที่เธอจะหันกลับไป หมิงก็เข้ามาเกาะขอบหน้าต่างอยู่ข้างตัวเธอแล้ว ตามมาติดๆด้วยฟ้าที่เข้ามายืนขนาบอีกข้าง

 

          “ดูหิมะละลายน่ะค่ะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวตอบเบาๆ “ไม่รู้สิคะ.... ฉันดูแล้วรู้สึกเศร้าๆยังไงก็ไม่รู้”

          “ไม่แปลก ก็ยูคิเป็นวิญญาณหิมะนี่” สาวหมัดเหล็กตอบยิ้มๆ ก่อนจะถาม “ว่าแต่ อากาศอุ่นขึ้นแบบนี้ส่งผลอะไรกับวิญญาณหิมะรึเปล่า เห็นเมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็บ่นว่าร้อนไปแล้วนี่ ตอนนี้มิยิ่งร้อนกว่าเดิมอีกเหรอ”

          “ก็นี่แหละค่ะ ฉันเลยใส่แค่เสื้อสเวตเตอร์ไงคะ” ยูคิตบเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมบางๆสีขาวของเธอเบาๆ “ส่วนถ้าจะถามว่ามีผลหรือเปล่า ก็มีนะคะ ทำให้พลังลดลง อย่างเช่นวิญญาณหิมะปกติที่เรียกพายุหิมะหรือไต้ฝุ่นระดับสี่ระดับห้าได้*ก็อาจจะลดลงมาเหลือแค่ระดับหนึ่งระดับสอง แต่ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ พลังฉันก็ใกล้เคียงศูนย์อยู่แล้ว ลดลงไปก็ไม่มีความหมายค่ะ”

          “ทำไมถึงพูดเรื่องโหดร้ายด้วยหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นล่ะ.....”

          “ก็ชินแล้วนี่คะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึหัวเราะเศร้าๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เอ้อ.... แล้วรุ่นพี่กล้วยกับรุ่นพี่กล้ายล่ะคะ น้ำว้ากับน้ำไทด้วย”

          “ก็ยังอยู่ในห้องนั้นคือเก่าล่ะ” หมิงตอบ “บ่ฮู้ว่าเฮ็ดอีหยังกันอยู่ในนั้นมากมาย”

 

          แม้จะย้ายจากโรงเก็บรถถังมายังโรงเก็บเครื่องบินได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว และทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่ากองกำลังผีร้ายอาจลงมือได้ทุกเวลา แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆเลย ทุกคนและทุกตนยังคงนั่งๆนอนๆอยู่ในที่ตั้ง ออกไปฝึกยิงปืนหรือซ้อมรบกันเล่นๆที่ลานซ้อมรบใกล้ๆบ้างเป็นบางครั้งบางคราว แต่นอกเหนือจากนั้น สี่ตานีจะหมกตัวอยู่ในห้องเก็บเครื่องมือที่ชั้นล่าง จะออกมาก็แค่ตอนกินข้าวกับตอนค่ำๆเท่านั้น บางวันถึงขั้นเอาข้าวเข้าไปกินในนั้นเสียเลย แถมพวกเธอก็ไม่บอกด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ สองตนและสองคนที่เหลือจึงได้แต่รออย่างกระวนกระวายเท่านั้น

 

          “อาจจะกำลังทำอะไรที่จะซาพุไรสึพวกเราก็ได้มั้งคะ” ยูคิติดสำเนียงบ้านเกิดเธอมาเล็กน้อย “แต่ก็น่าห่วงเหมือนกันนะคะ สองอาทิตย์แล้วยังไม่คืบหน้านี่.... รุ่นพี่กล้วยเป็นคนพูดเองนี่นาว่าพวกเราต้องรีบแล้ว”

          “ไม่รู้สิ บางทีการจะบุกต่ออาจจะต้องรออะไรที่อยู่ในห้องนั้นเสร็จก็ได้มั้ง” เด็กสาวหน้าคมสันนิษฐาน ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะบิดเป็นรอยยิ้มหวานเย็น “ว่าแต่ จะไม่ถามถึงจ้าดหน่อยเหรอ”

          “เอ๋ ทำไมฉันถึงจะต้องถามล่ะคะ” วิญญาณหิมะสาวเอียงคอ ทำเอาทั้งฟ้าทั้งหมิงหัวเราะคิกกับความไร้เดียงสาจนไม่รู้อะไรเลยของเธอ แต่อีกใจหนึ่งก็อดสงสารเพื่อนหนุ่มตงิดๆไม่ได้ งานนี้สงสัยหลานชายหมอผีคงต้องเหนื่อยหน่อย “ว่าแต่.... ก็ว่าจะถามอยู่จริงๆแหละค่ะ รุ่นพี่เขาอยู่ไหนเหรอคะ”

          “ยังหลับอยู่ สงสัยเมื่อวานกินอิ่มไปล่ะมั้ง”

 

          เด็กสาวหน้าเสือสะบัดเสียงน้อยๆอย่างหงุดหงิด หลานชายหมอผีใหญ่เพิ่งจะ “ทำโทษ” พวกเธอไปเมื่อคืนวานโทษฐานแอบดูการเดตที่กลายเป็นการแข่งกินจุของเขา ด้วยการบังคับให้เลี้ยงภัตตาคารโรงแรมที่เขาว่าจริงๆด้วย ตอนแรกกล้ายก็ยิงมุกร้านข้าวแกงตานนะคอนพิทยาคมไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่จ้าดไม่รับ เด็กสาวทั้งหกจึงลงเอยด้วยการต้องเลี้ยงบุฟเฟต์ภัตตาคารเวียงตานของโรงแรมตานนะคอนสกายโฮเทลซึ่งติดอันดับหรูที่สุดในเมือง ทำเอาเงินก้นถุงของทุกคนที่ได้มาจากพ่อแม่จ้าดตอนทั้งสองมาเลี้ยงฉลองให้ลูกชายและเพื่อนๆลูกชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เมื่ออาทิตย์ก่อนแทบหมดเกลี้ยง หมิงหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเธอหมายตาขากวางดิบเกรดพิเศษชุ่มลายไขมันในตลาดเนื้อกาดแลงอยู่พอดี แถมเนื้อเกรดนี้มีเฉพาะช่วงนี้เท่านั้นเสียด้วย

 

          “แล้ววันนี้เราจะทำอะไรกันดีล่ะ” เด็กสาวหน้าคมถามลอยๆ “นั่งเล่นเกมกับอ่านหนังสือกันทั้งวันอีกเหรอ”

          “หวา ไม่เอาแล้วนะคะ น่าเบื่อจะแย่ ฉันอยากออกไปข้างนอก....”

          “แต่ดูท่าทางคงจะเป็นจังซั่นแหละ ตราบใดที่สี่ตานีเปิ้นยังบ่ออกมาจากห้อง.....”

 

          “สำเร็จแล้ว..........!!!

          จู่ๆเสียงวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งรัฐเวียงตานทั้งสี่ตนก็ดังสนั่นทะลุพื้นคอนกรีตขึ้นมาจากชั้นล่าง ตามมาด้วยเสียงรองเท้าคอมแบตวิ่งตุ้บตั้บๆ ขึ้นบันไดมายังชั้นบน ก่อนที่น้ำว้าจะวิ่งมายืนหอบแฮ่กอยู่หน้ารุ่นพี่ทั้งสามซึ่งจ้องมองเธอเป็นตาเดียวอย่างงุนงงระคนสงสัย

 

          “เอื้อยๆ ลงไปที่ห้องเก็บเครื่องมือหน่อย หมู่เฮามีอะหยังอยากหื้อดู”

          “อ้าว วันนี้ดูได้แล้วบ่” หมิงย้อนถามเสียงตัดพ้อน้อยๆ เธอไม่ชอบนักเวลาถูกปิดบัง

          “ดูได้แล้วๆ อยากหื้อดูด้วย” เด็กหญิงผมสั้นดูจะไม่สังเกตน้ำเสียงของรุ่นพี่สาว “ตามข้าเจ้ามาเลย”

 

          หนึ่งสมิง หนึ่งมนุษย์และหนึ่งวิญญาณหิมะตามตานีน้อยลงบันไดไปอย่างมึนๆงงๆ แต่เมื่อเดินมาถึงห้องเก็บเครื่องมือ ความมึนงงก็เปลี่ยนเป็นความอึ้งแกมทึ่งเมื่อเห็นสิ่งที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางกองอุปกรณ์และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ที่ระเกะระกะอยู่เต็มพื้น

 

          มันดูเหมือนเครื่องบินบังคับ ปีกทั้งสองข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างรวมกันราวสองเมตร มีมอเตอร์ฝังอยู่ข้างในด้านละตัว ต่อกับใบพัดหกกลีบสองอันซ้อนกัน ด้านบนปีกมีแผงเซลล์แสงอาทิตย์สีดำ ลำตัวเครื่องเป็นพลาสติกใสรูปทรงเพรียวลมเหมือนขวดน้ำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัดกันแน่นเอี้ยดอยู่ข้างใน ทั้งสามพอจะมองออกว่าด้านหน้าสุดเป็นกล้องสองสามตัวกับอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนไมโครโฟน แต่ที่ดูขัดหูขัดตาที่สุดคือตีนตะขาบยางสีดำที่ติดอยู่ข้างล่าง มันทำให้เครื่องบินทั้งลำดูเหมือนรถถังขึ้นมาตงิดๆ แต่อย่างน้อยมันก็มีฝาครอบทรงกระสุนที่ทำให้มันเพรียวลมขึ้นมาบ้าง

 

          “ขอโทษที่ต้องทำลับๆล่อๆเน่อ แต่ข้าเจ้าอยากหื้อเซอร์ไพรส์” กล้วยหัวเราะแหะๆพลางยกมือเกาหัวแกรกๆ “นี่แหละเครื่องบินที่หมู่เฮาจะใช้บินค้นหาแล้วก็สอดแนมฐานทัพของหมู่ผีร้ายล่ะ”

          “เครื่องเดิมที่หมู่เฮามีอยู่พังไปแล้ว” ตานีสาวผมหางม้าเสริม “แล้วก็บ่มีระบบพรางตัวขั้นสูงจะอี้ด้วย เลยต้องประกอบใหม่”

          “ป๊าด.... สุดยอดเลย” สมิงสาวเดินลุยทุ่งเครื่องมือเข้ามาดูรถถังติดปีกใกล้ๆ จนหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมต้องออกปากเตือน

          “อย่ามาใกล้มากบ่าสมิงบ้าพลัง เดี๋ยวก็พัง”

          “เฮาบ่เฮ็ดพังหรอกน่า ระแวงไปได้” หมิงค้อน แต่เธอก็ถอยห่างออกมาแต่โดยดีด้วยไม่ไว้ใจตัวเอง

          “ว่าแต่ จะเอานี่เข้าไปสอดแนมผีร้ายจริงๆน่ะเหรอ” เด็กสาวหน้าคมถาม “ลำใหญ่ขนาดนี้ผีร้ายจะไม่เห็นกันหมดเหรอ”

          “บ่หันหรอก นี่ไง”

 

          ราชินีตานีกดปุ่มหนึ่งบนแลปทอปที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัว เครื่องบินส่งเสียงวื้ดสั้นๆเหมือนมอเตอร์หมุน ก่อนที่มันจะเลือนหายกลืนไปกับพื้นหลัง มองมุมไหนก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

 

          “ระบบพรางตัวแบบใหม่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยืดอกอย่างภูมิใจ “ที่เสียเวลาเยอะก็เพราะบ่าอันนี้แหละ พรางเนียนได้ตลอดเวลาแถมบ่หันเงา เรดาร์ก็จับบ่ได้ด้วย”

          “โอ้โห สมเป็นตานีจริงๆ” ดวงตาคมของฟ้าเบิกกว้างอย่างอัศจรรย์ใจ ทำเอาเด็กสาวผมหางม้าผู้ออกแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของเครื่องบินตีนตะขาบยืดอกอย่างภูมิใจ แต่คำชมของสาวหมัดเหล็กก็ตามมาด้วยคำถาม “แล้ว.... ทำไมต้องเป็นตีนตะขาบด้วยล่ะ ไม่หนักแย่เหรอ”

          “หนักสิ ตรงนี้แหละที่หมู่เฮาห่วงที่สุด แต่ก็ต้องติดเพราะบินสำรวจจากข้างนอกอาจจะบ่หันอะหยังมากมาย อีกอย่าง หมู่เฮาก็ต้องบินขึ้นจากพื้นหิมะด้วย ถ้าใช้ล้อปกติย่านจะจมเอา” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่จะไดๆก็ยะหื้อเบาที่สุดแล้วแหละ เป็นแค่ยาง หนักบ่ถึงห้าสิบกรัมด้วยซ้ำ”

          “แล้วทดสอบบินรึยังล่ะ”

          “ยัง ตอนนี้แค่ลองเครื่อง ลองพื้นบังคับ ลองระบบขับตีนตะขาบ แล้วก็ลองระบบพรางตัว ที่เฮกันเมื่อกี้ก็เพราะระบบพรางตัวใช้ได้นี่ล่ะ” กล้ายตอบ กดปุ่มเดิมอีกครั้งเพื่อให้เครื่องบินกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิม “แต่ก็กำลังจะเอาออกไปบินทดสอบนี่แหละ เลยเรียกหมู่ฟ้าลงมาดูก่อน จะได้ไปด้วยกัน”

          “ว่าแต่.... จ้าดล่ะ” เด็กสาวหน้าจืดเหลียวซ้ายแลขวามองหาเพื่อนหนุ่ม “บ่ได้มาด้วยกันก๋า”

          “รุ่นพี่จ้าดหลับอยู่ค่ะ” วิญญาณหิมะสาวตอบ ก่อนจะอ้อมแอ้มเสริมเมื่อเห็นรุ่นพี่ทั้งหกมองด้วยสายตาแปลกๆและรอยยิ้มหวานเย็น “เอ้อ.... ก็รุ่นพี่หมิงบอกฉันนี่คะ ฉันพูดอะไรผิดเหรอ.....”

          “บ่ๆ บ่มีอะหยังผิดหรอก” กล้วยหัวเราะ “ข้าเจ้าแค่อยากหื้อเปิ้นมาช่วยบินทดสอบเท่านั้นเอง หันเปิ้นชอบเล่นเกมแล้วก็สนใจเครื่องบิน น่าจะพอบังคับได้บ้าง เพราะน้ำไทเปิ้นบอกบ่อยากบินเครื่องนี้ มันเล็กไปเปิ้นว่าจะอั้น แล้วข้าเจ้าก็บ่ค่อยเชื่อฝีมือตัวเองด้วย ข้าเจ้ายิ่งบินบ่นิ่มอยู่”

          “ก็ข้าเจ้าชอบบินเครื่องใหญ่นี่....” ตานีน้อยผมเปียทำแก้มป่อง

          “โอ๋ๆ ก็บ่ได้ว่าอะหยังนี่” กล้ายโยกหัวรุ่นน้องสาวเล่นอย่างเอ็นดู ทำเอาพี่สาวฝาฝาดของเธอมองค้อน “จะอั้นกล้วยลองบินก็ได้มั้ง คงบ่ตกหรอก”

 

          “ไม่ต้อง เราบินเอง”

          เจ็ดสหายร่วมรบในห้องหันขวับ จ้าดยืนอยู่หน้าประตูห้อง ยังคงอยู่ในชุดนอนกางเกงวอร์มเสื้อยืดและดูงัวเงีย ผมยุ่งเหยิงเป็นรังนกและตาตี่ที่แทบจะปิดสนิทบอกชัดว่าเด็กหนุ่มเพิ่งลุกลงมาจากเตียงเมื่อกี้นี้เอง

 

          “น่าแปลกใจเน่อ ตื่นเช้าจะอี้” ไม่ทันไรกล้ายก็กัดเพื่อนหนุ่มไปหนึ่งดอก ขณะยูคิพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เก้าโมงเช้า.... ถ้านับมาตรฐานปิดเทอมก็ไม่ถือว่าสายมากนัก

          “คร้าบ คร้าบ ขอโทษคร้าบ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงเฮของพวกเจ๊ก็ไม่ตื่นหรอกคร้าบ” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงอย่างงัวเงียระคนหงุดหงิด “มา เดี๋ยวเราบินให้เอง”

          “ตลก” กล้วยย้อนทันควัน “งัวเงียจะอี้คึดว่าข้าเจ้าจะยอมหื้อบินก๋าบ่าจ้าดง่าว ได้ตกพังสิ”

          “กว่าจะเดินออกไปก็ตื่นแล้วน่า ไปเถอะ”

 

          น่าแปลกที่สี่ตานีเก็บอุปกรณ์ทันที กล้ายตรงเข้าไปอุ้มเครื่องบิน กล้วยพับขาเครื่องวัดลมและโต๊ะตัวเล็กก่อนจะแบกขึ้นบ่า น้ำว้าพับแลปทอปเก็บก่อนจะยัดจอยสติ๊กสีดำที่วางอยู่ข้างๆลงกระเป๋าไปด้วย ขณะน้ำไทรับหน้าที่ถือแบตเตอรี่สำรองและกระเป๋าเครื่องมือช่าง แล้วสองคนหกตนก็ใส่รองเท้าบูตและเสื้อกันหนาว ก่อนจะเดินออกจากโรงเก็บเครื่องบินไปยังทุ่งโล่งด้านหลังซึ่งเฉอะแฉะด้วยหิมะที่กำลังละลาย

 

          “สิไหวอยู่บ่ เฮากลัวมันช็อตเด๊”

          สมิงสาวผู้รู้เรื่องไฟฟ้าอยู่พอสมควรเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพสนามที่จะใช้เป็นรันเวย์ ระดับน้ำสูงจากพื้นหิมะที่ยังละลายไม่หมดราวสี่ห้าเซนต์ กล้ายวางเครื่องบินลงไปก็ยังท่วมยังไม่ถึงใต้ลำตัวด้วยซ้ำ แต่นั่นคือตอนเครื่องบินจอดอยู่กับที่ ถ้ามันวิ่งด้วยความเร็วบินขึ้นคงได้สาดกระจายไปทั่วทั้งลำแน่ๆ

 

          “คึดว่าฝีมือกล้วยกับข้าห่วยจะอั้นเลยก๋า” กล้ายถามเสียงห้วน “เดี๋ยวก็ฮู้”

 

          ห่างออกไปไม่มากนัก หน่วยนักบินอันประกอบด้วยกล้วย น้ำไท และจ้าดแยกตัวไปสำรวจสภาพอากาศ

 

          “เมฆเยอะจัง มีหมอกด้วย” เด็กหญิงผมเปียรำพึงหลังจากเงยหน้าข้นมองท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเมฆหนาสีเทา “จะอี้ก็ไปสอดแนมวันนี้บ่ได้สิ”

          “เอื้อยก็บ่ได้จะหื้อไปบินสอดแนมวันนี้อยู่แล้ว ยังบ่ฮู้เลยว่าบินได้ก่อ และอุปกรณ์เทคนิคยะการได้ก่อ จะไปบินสอดแนมก็เร็วไปเน่อ” ราชินีตานีตอบพลางกางขาเครื่องวัดลมและโต๊ะตัวเล็ก วางแลปทอปและจอยสติ๊กไว้บนโต๊ะก่อนจะหันกลับมาอ่านค่าความเร็วลม “เจ็ดนอตที่สามสี่สอง เข้ามาด้านซ้ายหมู่เฮาพอดี ก็ถือว่าขึ้นลงสะดวก บ่ติดโรงเก็บเครื่องบินด้วย”

          “แล้วควบคุมยังไงเนี่ย ใช้จอยสติ๊กเนี่ยเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ลองขยับแท่งหรรษาสีดำไปมา แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ทำไมเครื่องบินไม่ขยับเลยเนี่ย”

          “ก็เพราะยังบ่เปิดน่ะสิ ผู้ได๋จะบ้าเปิดทิ้งไว้เล่า เปลืองแบต” กล้ายตอบห้วนๆ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาว “กล้วย เอาเลยก่อ”

          “อื้ม เอาเลย”

 

          หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลคลิกเปิดโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อควบคุมเครื่องบินโดยเฉพาะขึ้นมา ขณะหัวหน้าหน่วยจู่โจมเดินไปเปิดสวิตช์ที่ซ่อนอยู่ในช่องบนลำตัวเครื่องบิน มันส่งเสียงปี๊บสั้นๆสองสามครั้ง แล้วภาพทุ่งหิมะในมุมต่ำก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแลปทอป โดยมีตัวเลขแสดงความเร็ว ความสูง ปริมาณแบตเตอรี่ และค่าอื่นๆพร้อมสรรพ มุมขวาล่างของจอมีหน้าจอแสดงแผนที่และตำแหน่งของเครื่องบินอย่างชัดเจน

 

          “เอ้า ลองขยับดูสิ อย่าเพิ่งไปยุ่งกับลูกกลิ้งข้างล่างเน่อ มันเป็นคันเร่ง”

          จ้าดลองขยับจอยสตีกเมื่อเพื่อนสาวอนุญาต เขายิ้มเมื่อเห็นแพนหางและปีกเล็กแก้เอียง**ของเครื่องบินขยับตามมือของเขา องศาของการขยับแสดงผลอยู่บนหน้าจอแลปทอปราวกับเครื่องบินของจริง

 

          “คราวนี้ลองกดปุ่มสีแดงที่นิ้วโป้ง แล้วก็ปุ่มที่นิ้วก้อย”

          หลานชายหมอผีใหญ่ทำตามคำสั่งทันที วินาทีต่อมา เครื่องบินติดตีนตะขาบก็เลือนหายไปจากสายตาของทั้งแปด จ้าดกดอีกครั้ง มันปรากฏขึ้นตามคำสั่งอย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มหน้าดุลองกดปุ่มที่นิ้วก้อยบ้าง เขา ฟ้า หมิงและยูคิอุทานด้วยความทึ่งเมื่อเห็นฝาครอบตีนตะขาทั้งหมดถูกเปิดออก และปีกทั้งสองข้างถูกพับเก็บไปข้างๆลำตัวจนมองดูเหมือนรถตีนตะขาบรูปร่างประหลาดที่มีใบพัดกลมๆอยู่บนหัว แล้วมันก็กลับเป็นเครื่องบินเหมือนเดิมเมื่อจ้าดกดปุ่มอีกครั้ง

 

          “ดี” ราชินีตานียิ้มเมื่อเห็นระบบกลไกต่างๆ ที่เธอออกแบบและประกอบเองกับมือใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ทีนี้ลองเร่งเครื่องดู ค่อยๆหมุนลูกกลิ้งข้างล่าง ช้าๆเน่อ”

 

          มอเตอร์คู่ส่งเสียงหวือเมื่อนักบินทดสอบในชุดนอนหมุนลูกกลิ้งทรงกระบอกบนจอยสติ๊ก ใบพัดหกกลีบส่งลมวนดันน้ำจนเป็นระลอกคลื่น เครื่องบินค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะบอกให้เพื่อนหนุ่มลดคันเร่งลงอีกครั้ง

 

          “จะอั้นก็ ลองเปิดระบบกราดตรวจด้วยเสียงดู” กล้ายบอกเพื่อนสาว “ถ้าใช้ได้ก็เอาขึ้นบินเลย”

 

          ราชินีตานีพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดสองสามครั้ง ลายเส้นโครงสร้างสีเขียวซ้อนทับขึ้นมาบนภาพทุ่งหิมะ เด็กสาวผมหางม้าสอดมือเข้ามาหมุนลูกกลิ้งด้านขวาขึ้น ใบพัดด้านขวาหมุนดันเครื่องบินให้ค่อยๆหมุนซ้ายเข้ามาหาเธอ โครงร่างของเธอและเหล่าผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดแสดงผมเป็นโครงร่างสีแดงมองเห็นได้ชัดเจน

 

          “ดี ทุกระบบยะการได้ดี” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยักหน้าให้เพื่อนสาว “เอาเครื่องขึ้นเลยก่อ”

          “อื้ม” กล้วยพยักหน้าตอบ ก่อนจะหันมาหาจ้าด “จ้าด ครั้งแรกนี้ข้าเจ้าขอลองบินก่อนละกัน”

          “อ้าว ไหนเมื่อกี้กล้วยว่าไม่เชื่อฝีมือตัวเองไม่ใช่เหรอ”

          “ข้าเจ้าก็บ่เชื่อฝีมือตนเพิ่งตื่นเหมือนกันแหละย่ะบ่าจ้าดง่าว”

 

          เด็กสาวหน้าจืดกดปุ่มสลับกำลังมอเตอร์จากใบพัดมายังตีนตะขาบ ก่อนจะเร่งเครื่องพาเครื่องบินวิ่งลุยน้ำไปตั้งลำที่ปลายสนามอีกด้านหนึ่งห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตร เธอลองโยกคันบังคับไปทุกทิศทางอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างเป็นปกติ เธอก็สลับกำลังมอเตอร์มายังใบพัดอีกครั้งก่อนจะดันลูกกลิ้งขึ้นจนสุด เสียงมอเตอร์ทั้งสองตัวหวีดแหลมฟังคล้ายมอเตอร์ไซค์ รถถังติดปีกกระดอนไปมาน้อยๆบนพื้นหิมะขณะค่อยๆเร่งความเร็วจนน้ำสาดกระจาย และแล้ว รถถังติดล้อก็เงยหัว ก่อนจะลอยขึ้นสู่อากาศตรงหน้าเหล่าสหายต่างเผ่าพันธุ์ทั้งแปดพอดี มองดูราวกับนกอินทรีร่อนอยู่กลางท้องฟ้าสีเทาหม่น

 

          “อัตราการไต่ระดับสูงสุดโดยที่ความเร็วบ่ลดอยู่ที่ราวๆพันห้าร้อยฟุตต่อนาที” กล้วยอ่านค่าบนหน้าจอขณะเครื่องบินยังคงไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆเหนือเมืองตานนะคอน “ดีกว่าที่คำนวณไว้”

          “ต่อไปทดสอบเพดานบินสูงสุดและทดสอบการบินเข้าเมฆเจ้า” น้ำไทผู้รับหน้าที่จดบันทึกพลิกเอกสารการทดสอบก่อนจะบอกรุ่นพี่สาว “เพดานบินที่คำนวณไว้คือหนึ่งหมื่นห้าพันฟุต***เน่อเจ้า”

          “รับทราบ”

 

          ราชินีตานีเอียงปีกเลี้ยวเพื่อบินวกกลับเข้ามาในเขตของตานีขณะยังคงรักษาการไต่ระดับเอาไว้ เครื่องบินค่อยๆบินสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงระดับสามพันฟุต หน้าจอก็ขาวโพลนเมื่อมันบินฝ่าเข้าไปในเมฆหนา ตานีอีกสามตนเดินไปจ้องหน้าจออย่างลุ้นระทึก ใบหน้าของแต่ละตนเครียดเขม็ง พาเอาผู้ไม่ใช่ตานีอีกสี่ใจเต้นไม่เป็นส่ำไปด้วย เครื่องบินที่เปียกโชกจากเมฆอาจช็อตและร่วงลงมาได้ทุกเวลา แต่เมื่อถึงระดับห้าพันฟุตเหนือพื้นดิน เมฆหนาก็ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องล่าง ท้องฟ้าสดใสที่สว่างจ้าด้วยแสงแดดยามสายปรากฏชัดอยู่ในหน้าจอ โดยมีเทือกเขาตานปันน้ำสูงทะลุเมฆขึ้นมาเป็นฉากหลังอยู่ไกลๆ

 

          “การบินทะลุเมฆบ่มีปัญหา ต่อไปเพดานบินสูงสุด”

          เครื่องบินไต่ระดับช้าลงเล็กน้อยด้วยอากาศที่ระดับสูงเบาบางลง เมฆหนาที่ปกคลุมท้องฟ้าค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ และในที่สุด เครื่องบินก็เริ่มเอียงวูบวาบเมื่ออากาศบางเกินไป กล้วยกดหัวเครื่องบินลงขณะดวงตาเรียวเหลือบมองตัวเลขบอกความสูง หนึ่งหมื่นห้าพันฟุต ดีกว่าที่คิดไว้อีกแล้ว

 

          “แบตเตอรี่เหลือเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ อัตราไฟจากแสงอาทิตย์ชาร์จเข้าอยู่ที่ +0.2 เปอร์เซ็นต์ต่อนาที” กล้ายมองข้ามหัวไหล่เพื่อนสาวไปอ่านปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือ “จะอี้บินไปไหนก็ได้ตราบใดที่มีแสงอาทิตย์”

          “การทดสอบต่อไปคืออะหยังน้ำไท” ราชินีตานีเอ่ยถามรุ่นน้องสาวโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ

          “ความเร็วสูงสุดที่ห้าพันฟุตเจ้า แต่ก่อนหน้านั้นลองทดสอบความเร็วดำดิ่งก่อนก็ได้เจ้า”

 

          กล้วยกดหัวเครื่องลง แผงเมฆหนาที่เคยปูเป็นพื้นอยู่เบื้องล่างตั้งขึ้นมาราวกับกำแพง ตัวเลขความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แปดสิบนอต.... เก้าสิบนอต.... ร้อยนอต.... และในที่สุดมันก็หยุดนิ่งอยู่ที่ร้อยยี่สิบสองนอต หรือสองร้อยยี่สิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง จ้าดทำตาโตอย่างอึ้งแกมทึ่ง ความเร็วขนาดนี้มากกว่าความเร็วร่อนลงจอดของเครื่องบินโดยสารใหญ่ๆบางรุ่นเสียอีก และถือว่าดีเหลือเชื่อสำหรับเครื่องบินที่ไม่ได้เพรียวลมอะไรมากนัก

 

          เด็กสาวหน้าจืดดึงเครื่องกลับมาบินระดับอีกครั้งเมื่อมาตรวัดความสูงบอกตัวเลขห้าพันฟุต และเมฆที่ตั้งเป็นกำแพงปุกปุยสีขาวเบื้องหน้าอยู่ใกล้จนแทบเอื้อมไปถึงได้ เธอเลี้ยวเครื่องอีกครั้งเพื่อไม่ให้มันหลุดข้ามถนนอ้อมตานออกจากเขตเมืองตานีไปยังสวนกล้วย ก่อนที่จะหมุนลูกกลิ้งคันเร่งขึ้นจนสุดอีกครั้ง

 

          “เก้าสิบหกนอตที่ห้าพันหนึ่งร้อยฟุต” ราชินีตานีพูดช้าๆเมื่อเครื่องบินขึ้นถึงความเร็วสูงสุดในแนวราบแล้ว “ที่หมู่เฮาคำนวณไว้นี่เท่าได๋”

          “ร้อยนอตเจ้า ต่ำกว่านิดหน่อย” น้ำไทตอบพลางจด “การทดสอบต่อไปก็.... ร่อนลงเจ้า”

 

          กล้วยพยักหน้า เธอดึงคันเร่งลงจนสุด เครื่องบินลำเล็กหมุนคว้างลงมาจากท้องฟ้าทันทีเมื่อความเร็วตกฮวบ ไม่ถึงนาทีต่อมา ทุกคนและทุกตนก็เห็นเงาดำเล็กจิ๋วโผล่พ้นฐานเมฆสีเทาลงมา มันบินควงสว่านลงมาเรื่อยๆเหนือสนามหิมะ และเมื่อตัวเลขบอกความสูงลดต่ำลงเกินสองร้อยฟุต กล้วยก็เร่งเครื่องขึ้นอีกครั้ง รถถังบินได้เอียงปีกเลี้ยวไปตั้งลำที่ปลายสนามอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะร่อนลงแตะพื้นอย่างนิ่มนวลและวิ่งตรงมาหยุดตรงหน้าสองคนหกตนพอดี

 

          “แบตเหลือเท่าได๋เอื้อยกล้วย” น้ำว้าผู้เงียบมานานเอ่ยถามรุ่นพี่สาว

          “ห้าสิบเปอร์เซ็นต์” ราชินีตานีตอบยิ้มๆ “นี่ขนาดบินด้วยกำลังสูงสุดเกือบตลอด แถมเข้าเมฆตั้งนานยังเหลือขนาดนี้ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพเยี่ยมแต๊ๆ”

          “แม่นสิ ผู้ได๋ประกอบน้อ.....”

          “จ้าๆ ท่านหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม” กล้วยตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะลุกออกจากหน้าแลปทอป “เอ้า เก็บๆ ไปกินข้าวเช้ากันก่อน แล้วจะได้ประชุมวางแผนเส้นทางสำรวจกัน”

          “อ้าว กล้วย ไหนบอกว่าจะให้เราลองบินไง !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวยทันที

          “แม่นๆ เฮาก็อยากบินคือกันเด๊” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำแอบเนียนผสมโรงด้วยซะงั้น

          “สุมาเน่อหมิง จ้าด” เด็กสาวหน้าจืดหัวเราะแหะๆ ยกมือไหว้ข้างเดียวขอโทษเพื่อนทั้งสอง “ข้าเจ้าบ่อยากเสี่ยง เอาไว้บินพรุ่งนี้เสร็จแล้วข้าจ้าจะหื้อลองบินเน่อ”

          “ป่านนั้นมันไม่โดนผีร้ายสอยร่วงไปแล้วเรอะ”

          “เอ๊ะ บ่าจ้าดง่าวนี่ก็อู้เป็นลางไปได้ คึดว่าฝีมือหมู่เฮาแย่จะอั้นเลยก๋า” กล้ายสะบัดเสียง “พนันกันก่อล่ะ ถ้าพรุ่งนี้เครื่องบินลำนี้กลับมาอย่างปลอดภัย นายต้องเลี้ยงข้าวคืนหมู่เฮาทุกตนแล้วก็ทุกคนเลย แต่ถ้าตกอย่างที่นายอู้ ข้าจะเป็นฝ่ายเลี้ยงข้าวนายเอง เอาก่อล่ะ”

          “เอ้ย ทำไมมันออกแนวความเสี่ยงสูงผลตอบแทนต่ำงั้นล่ะ !?

          “จะเอาบ่เอา”

          “เอาก็บ้าแล้ว”

 

          แปดสหายร่วมรบกลับเข้าโรงเก็บเครื่องบินไปกินข้าวเช้าอันประกอบด้วยข้าวเหนียวไส้อั่วเนื้อกวางฝีมือกล้ายอย่างว่องไว ก่อนที่จะยกโขยงไปยังห้องประชุม เด็กสาวผมหางม้าต่อแลปทอปของเธอขึ้นหน้าจอใหญ่ ก่อนจะเรียกแผนที่ทางทหารของเทือกเขาตานปันน้ำขึ้นมา

 

          “บริเวณการค้นหากว้างเหมือนกันนะ”

          ฟ้าเปรยเมื่อมองแผนที่บนหน้าจอ เทือกเขาสูงลิบแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ของรัฐเวียงตาน ถ้านับเทือกตานนะคอนตะวันออกที่วางตัวทางเหนือ-ตะวันออกของตานนะคอนด้วยก็ปาเข้าไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แถมทั้งสองเทือกยังสลับซับซ้อนยิ่งกว่าเขาวงกต ถึงจะตีกรอบการค้นหาเอาไว้ว่าน่าจะอยู่ทางตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงเหนือของตานนะคอน แต่นั่นก็หมายถึงพื้นที่การค้นหาหลายพันหรืออาจจะถึงหมื่นตารางกิโลเมตร ถึงพิสัยบินของเครื่องบินเล็กลำนี้จะไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดที่ยังมีแสงแดดก็เถอะ คงต้องใช้เวลากันหลายวันหน่อยอยู่ดี

 

          “แต่หมู่เฮาก็พอมีคำใบ้อยู่เน่อ คงบ่ต้องค้นกันทั้งเทือกหรอก” หัวหน้าหน่วยจู่โจมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะประชุมซึ่งเรียงกันเป็นแถวยาว “ตอนนี้ที่หมู่เฮาฮู้ก็มี.... ฐานทัพของผีร้ายอยู่ทางตะวันตกหรือบ่อั้นก็ตะวันตกเฉียงเหนือของตานนะคอน ในเทือกเขาตานปันน้ำที่ระดับความสูงค่อนข้างมากจนอุณหภูมิถึงติดลบสามสิบองศาตั้งแต่เดือนตุลา.....”

          “ซึ่งนั่นก็น่าจะที่ความสูงราวๆสองพันเมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป” เด็กสาวหน้าจืดสันนิษฐาน “เท่ากับราวๆหกพันหกร้อยฟุตขึ้นไป และต้องเป็นที่ราบหรือที่กึ่งราบที่กว้างพอจะรับผีร้ายจำนวนมากๆและสร้างอาคารใหญ่ๆได้ด้วย”

          “พื้นที่กว้างๆนี่ขนาดอย่างน้อยสักเท่าได๋ดี” กล้ายหันไปถามวิญญาณหิมะสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม

          “กว้างมากค่ะ แต่เพื่อความปลอดภัยเอาอย่างน้อยน่าจะสักห้าสิบคูณห้าสิบเมตรน่าจะดีค่ะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบ “แต่ไม่ได้ราบเรียบมากนะคะ มีเนินบ้าง ลาดชันบ้าง แต่เนินเท่าที่เห็นก็ไม่น่าสูงเกินยี่สิบเมตรจากระดับที่ราบค่ะ”

 

          กล้ายพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดเพื่อสั่งให้โปรแกรมแรเงาพื้นที่ที่เข้าข่าย สีเขียวปรากฏขึ้นเป็นหย่อมๆบนแผนที่ มีตั้งแต่ขึ้นเหนือไปใกล้ๆเชียงพิงค์ ไปจนถึงตะวันตกสุดเลยหลวงน้ำทาออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตร

 

          “เยอะอยู่นะ” หลานชายหมอผีใหญ่เปรย

          “แม่น” เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหันไปหากล้วยซึ่งยังคงจ้องมองแผนที่อย่างครุ่นคิด “กล้วย บินจะไดดี”

          “ความเป็นไปได้ที่ผีร้ายจะอยู่ทางตะวันตกมีมากกว่า เพราะเปรตมาจากฝั่งตะวันตกทุกครั้ง และเปรตเป็นปีศาจขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายได้ยากมาก ยิ่งจะบ่หื้อมนุษย์หันยิ่งยากเข้าไปใหญ่ หมู่เปิ้นคงต้องใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

          “กล้วย” ฟ้าขัดขึ้น “เราอยากถามมานานแล้ว คือ.... หมอผีของทางฝั่งโน้น ชื่ออะไรนะ สุทัศน์ใช่มั้ย มันมีพลังที่จะเรียกผีร้ายออกมาที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ใช่เหรอ มันอาจจะเรียกเปรตออกมาตรงนั้นเลยก็ได้นะ”

          “ในทางทฤษฎีแล้วแม่น แต่ในทางปฏิบัติยะบ่ได้หรอกเจ้า” เด็กหญิงผมเปียตอบแทนรุ่นพี่สาว “ถึงจะเป็นผีร้ายที่ง่าวเท่าได๋ก็ต้องฝึกและให้แนวทางการรบอยู่ดี บ่อั้นเปิ้นงงๆมาจากโลกหลังความตาย หันมาเหยียบพวกเดียวกันเองจะยุ่งเอาเจ้า”

          “อีกอย่าง การเรียกผีร้ายหรืออะหยังก็ตามมาจากฝั่งโน้นก็คล้ายๆการเคลื่อนที่ในพริบตาของหมู่เฮานั่นแหละ คือเปลี่ยนร่างหื้อเป็นพลังงาน ไปยังเป้าหมาย แล้วแทนที่สสารที่เป้าหมายด้วยสสารของหมู่เฮาเอง” น้ำว้าเสริม “ดังนั้นถ้าเรียกมากลางเมืองหรือในที่ที่มีของอยู่เยอะๆ ก็อาจจะผิดพลาดไปฝังอยู่ในตึกได้ ทีนี้ล่ะเรื่องใหญ่ ถึงผีร้ายอย่างเปรตจะมีกำลังมากพอจะพังตึก แต่ถ้าตัวเข้าไปฝังอยู่ในตึกซะครึ่งตัวก็ตายรอบสองเหมือนกันเน่อ”

          “อ๋อ ถ้างั้นก็พอเข้าใจ” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้าหงึกๆ แม้จะยังมึนๆกับศัพท์เทคนิคของรุ่นน้องสาวอยู่บ้าง “ถ้างั้นแบบนี้เราก็ควรจะบินไปดูทางตะวันตกก่อนสินะ”

          “ก็อู้จะอั้นบ่ได้หรอก” ราชินีตานีส่ายหน้า “เครื่องบินมีเพดานบินสูงสุดแค่หมื่นห้าพันฟุต แต่สันเขาส่วนใหญ่สูงเกินทั้งนั้น หมู่เฮาคงต้องเลาะไปตามหุบเขาแล้วก็ข้ามช่องเขาขาดเอา ก็อาจจะคดเคี้ยวหน่อย ใช้เวลามากหน่อย แต่จะไดๆเครื่องบินหมู่เฮาบ่มีวันแบตหมดอยู่แล้วถ้ายังมีแสงแดด ก็คงพอใช้ได้แหละมั้ง”

          “แต่ก็อย่างที่อู้ว่าการค้นหาคงต้องใช้เวลามาก” เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้ได้ยินกันทุกคนและทุกตน “เพราะจะอั้นพรุ่งนี้ข้าเจ้าขอหื้อตื่นเช้าๆกันหน่อยเน่อ สักหกโมงหรือหกโมงครึ่ง พอแสงอาทิตย์เริ่มมาหมู่เฮาจะได้บินได้เลย”

          “ตื่นเช้าอีกแล้ว !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวยทันที “วันนี้ก็โดนปลุกเช้าไปแล้ว จะเอาอะไรอีก”

          “เก้าโมงบ้านนายก๋าเรียกเช้า บ่าจ้าดง่าว” กล้ายสวนกลับทันที “บ่ตื่นก็บ่ต้องตื่น แล้วบ่ต้องขอบินเครื่องบินนี่ทีหลังเน่อ”

          “คร้าบ คร้าบ ตื่นก็ได้คร้าบ” เด็กหนุ่มหน้าดุลากเสียงอีกแล้ว เอาจริงๆเขาก็อยากตื่นมาดูเหมือนกันแหละ แค่รู้สึกว่ามันเช้าไปสักหน่อยเท่านั้น “งั้นเราขอตัวก่อนนะ”

          “ไปไส”

          “ไปนอนเตรียมไว้ก่อนเลยไง”

          “จะขี้เกียจไปถึงที่ได๋หาบ่าจ้าดง่าวนี่ !?

 

 

          เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนและทุกตนงัวเงียลุกขึ้นมาตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่ถึงเลขหกดี หลังจากทยอยอาบน้ำแต่งตัวลวกๆ ทั้งแปดก็ทยอยลงไปชั้นล่าง ราชินีตานีโผล่หน้าออกไปทางประตูหลังของโรงเก็บเครื่องบินเพื่อสำรวจสภาพอากาศ เป็นโชคดีของพวกเธอที่ท้องฟ้ายามก่อนรุ่งอรุณใสไร้เมฆ แถมลมก็ยังนิ่งผิดปกติของช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู ทุกอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับการบินสอดแนม

 

          กล้าย น้ำว้าและน้ำไทช่วยกันตั้งอุปกรณ์อันประกอบด้วยคันบังคับ ลำโพง แผนที่ที่กำหนดจุดสำรวจเอาไว้แล้ว และแลปทอปสองเครื่อง เครื่องหนึ่งสำหรับการบินและการควบคุม อีกเครื่องสำหรับการถ่ายรูปและควบคุมระบบกล้อง ขณะกล้วยและยูคิอาสาฝ่าอากาศหนาวออกไปตั้งเครื่องบินไว้กลางสนาม และเมื่อทุกระบบตรวจสอบเรียบร้อย เครื่องบินลำน้อยก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้า บ่ายหน้าออกไปยังเทือกเขาตานปันน้ำที่ต้องแสงอาทิตย์แรกขึ้นเป็นสีทองอร่าม

 

          เครื่องบินเข้าโหมดล่องหนก่อนจะไต่ระดับขึ้นไปยังเพดานบินสูงสุดของมันอย่างรวดเร็ว แต่เทือกเขาหินแกรนิตที่ปกคลุมด้วยหิมะเบื้องหน้าก็ยังคงดูราวกับกำแพงสูงขวางหน้า มิหนำซ้ำกระแสลมยังโยนเครื่องบินลำน้อยจนแกว่งวูบวาบอย่างน่าหวาดเสียว กล้วยจับคันบังคับแน่น เครื่องบินสอดแนมที่เธอเคยบังคับมีระบบรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติและแม้กระทั่งระบบนักบินอัตโนมัติ แต่ลำนี้ไม่มี ด้วยอุปกรณ์สองอย่างนั้นยุ่งยากเกินกว่าที่ตานีเพียงสี่ตนจะสร้างได้ในเวลาอันสั้น เธอจึงต้องบังคับเองทั้งหมด ตานีสาวขบกรามกรอด ดูท่าจะยุ่งยากกว่าที่คิดเอาไว้เสียแล้ว

 

          อย่างไรก็ เมื่อบินข้ามสันเขาแรกลงมาสู่หุบเขาที่ทอดยาวในแนวเหนือใต้แล้ว ลมก็สงบลงบ้าง ตานีสาวจึงเบนสมาธิมาจดจ่ออยู่กับการมองภาพที่กล้องความคมชัดสูงและระบบกราดตรวจด้วยเสียงส่งมาได้บ้าง ภูเขาหิมะสูงชันมองดูเป็นสีขาวอมน้ำเงิน สลับกับสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำของหินแกรนิต และสีเทาแซมขาวของต้นสนซึ่งขึ้นอยู่หนาแน่นที่เชิงเขา รถพ่วงบรรทุกสินค้าระยะไกลระหว่างเยว่กับตานนะคอนมองเห็นเป็นโครงร่างหนาแน่นสีเขียวบนพื้นสีดำของถนนที่ตัดผ่านไหล่เขา ก่อนจะหายไปในอุโมงค์คอนกรีต

 

          “อย่าลืมเน่อ ที่ตั้งของผีร้ายนี่มองบ่หันด้วยคลื่นวิทยุหรือแสงธรรมดา แต่ควรจะมองเห็นด้วยระบบกราดตรวจด้วยคลื่นเสียง” กล้ายผู้รับหน้าที่หน่วยวิเคราะห์ภาพหันไปพูดกับน้ำว้า ฟ้าและยูคิซึ่งอาสาช่วยงาน “เพราะจะอั้นถ้าหันอะหยังขัดกันระหว่างภาพจากสองระบบนี่ก็หื้อสงสัยไว้ก่อนได้เลย”

          “อื้ม”

          “ค่ะ”

          “ฮู้แล้ว บ่ต้องบอกหรอกน่า !

 

          ไม่กี่นาทีต่อมา “ที่ราบ” จุดแรกก็ปรากฏต่อสายตา มันเป็นที่ราบแคบๆบนไหล่เขา ปกคลุมด้วยหิมะและต้นสนจนมิด กล้ายดึงข้อมูลภาพจากเครื่องของเพื่อนสาวก่อนจะลากขึ้นมาบนหน้าจอ เธอสั่งให้กล้องซูมเข้าไปจนสุดก่อนจะรัวชัตเตอร์เก็บภาพและเรียกขึ้นมาดูทันที แต่เด็กสาวผมหางม้าก็ส่ายหน้า ที่ราบแห่งนี้มีแต่ต้นสนอย่างที่เห็นจริงๆ

 

          “จุดต่อไป หันหัว 342 ระยะ 13 ไมล์”

          รถถังบินได้เอียงตัวบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กล้วยเพิ่มระดับขึ้นเล็กน้อยเพื่อข้ามช่องเขาขาดก่อนจะเร่งความเร็วขึ้น ไม่ช้าเป้าหมายก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบถ่ายรูปเหมือนเช่นเคย แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ที่ราบเชิงเขาแห่งนี้ว่างเปล่า มีเพียงต้นสนและหิมะ กับกระท่อมหลังเล็กอีกสองสามหลังเท่านั้น

 

          “ต่อไป หันหัว 265 ระยะ 9 ไมล์ จุดนี้ใหญ่หน่อยเน่อเจ้าเอื้อยกล้วย”

          “อื้ม”

 

          ราชินีตานีเอียงคันบังคับหันหัวเครื่องไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามที่รุ่นน้องสาวผมเปียบอก เบื้องหน้าเป็นหุบเขาตรงยาวที่มีลำธารไหลผ่าน กล้ายพ่นลมหายใจอย่างหนักอก ความใกล้น้ำทำให้มีกระท่อม บ้าน รวมทั้งปั๊มน้ำมันที่ตั้งไว้บริการสิงห์รถบรรทุกทางไกลอยู่ประปราย ทีมวิเคราะห์รูปถึงกับต้องเปิดแลปทอปทุกเครื่องที่มีมานั่งไล่ดูรูปทีละรูป แต่ทุกรูปก็ยังไร้วี่แววของผีร้าย มีเพียงสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เท่านั้น

 

          กว่าสี่ชั่วโมงกับอีกเกือบสามสิบที่ราบผ่านไป ยังไม่มีวี่แววใดๆของฐานทัพผีร้าย แม้แต่ผีร้ายสักตนก็ยังไม่โผล่หัวออกมาให้เห็น สิ่งที่ผ่านหน้าจอไปมีแต่ภูเขา หิมะและต้นสนเท่านั้น แปดสหายร่วมรบเริ่มท้อ โดยเฉพาะกล้วยที่เริ่มอ่อนล้าด้วยต้องตั้งสมาธิควบคุมเครื่องบินตลอดเวลา แม้จ้าดและน้ำว้าจะอุตส่าห์ไปชงกาแฟและเครื่องดื่มสมุนไพรสูตรเพิ่มพลังงานวิญญาณพิเศษสำหรับตานีมาให้อย่างละแก้วใหญ่ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก

 

          “เอาที่ราบอีกสักที่แล้วก็กลับได้แล้วมั้งกล้วย ไม่ต้องหักโหมหรอก” เด็กหนุ่มหน้าดุผู้ไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ทำอะไรเลยเอ่ยอย่างเป็นห่วงระคนสงสารเมื่อเห็นเพื่อนสาวเริ่มยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว “หรือไม่ก็เปลี่ยนให้น้ำไทขับแทน”

          “ได้ก่อน้ำไท” กล้วยถามเพลียๆโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ “ควบคุมยากอยู่เน่อ”

          “บ่เป็นอะหยังหรอกเจ้า” ตานีน้อยผมเปียตอบยิ้มๆ “ข้าเจ้าเองก็อยากฝึกเผื่อบินครั้งต่อๆไปเหมือนกัน”

          “อื้ม ได้ ขอบใจมากเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดยิ้มให้รุ่นน้องสาว “แต่เอื้อยขอบินไปถึงที่ราบต่อไปก่อนละกัน หุบเขาตรงนี้บินยากอยู่”

          “เจ้า”

 

          กล้วยลดความเร็วลง ก่อนจะเอียงปีกเลี้ยวไปตามแนวซิกแซ็กของเทือกเขาสูงชันเบื้องหน้า ลมหมุนวนโยนรถถังบินได้จนเกือบชนชะง่อนผาที่เต็มไปด้วยหิมะอย่างน่าหวาดเสียว กล้วยหักคันบังคับพร้อมกับเร่งเครื่อง แต่กระแสลมที่เปลี่ยนทิศอย่างฉับพลันก็ฉุดเครื่องบินดิ่งลงเหวจนกล้วยต้องกระชากมันขึ้นมาอีกครั้ง ราชินีตานียกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ปวดหนึบอีกครั้ง แบบนี้น้ำไทจะบินไหวเหรอเนี่ย.....

 

          “นั่น ที่ราบนั่นอยู่ข้างหน้าแล้ว !

          เด็กสาวหน้าคมทำลายความเงียบขึ้นเมื่อพื้นที่ราบหุบเขากว้างใหญ่ปรากฏเป็นสีขาวโพลนอยู่ลิบๆเบื้องหน้า มันอยู่ที่ความสูงเกือบหกพันฟุตจากระดับน้ำทะเล เป็นรูปวงรีเบี้ยวๆ ที่กว้างมาก คะเนด้วยสายตาแล้วก็ยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรและกว้างกว่าสามร้อยเมตร สภาพโดยรวมค่อนข้างเรียบ มีเนินลาดอยู่แถวขอบบ้าง ล้อมรอบด้วยเขาสูงชันทั้งสองด้าน

 

          กล้ายกดปุ่มซูมภาพ แล้วคิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันเมื่อผลจากการสแกนด้วยเสียงแสดงหมู่ตึกเกือบสิบหลังตั้งกันเป็นระเบียบอยู่ใกล้ๆเชิงเขา ทั้งที่ภาพจากกล้องใช้แสงมองเห็นแต่หิมะและภูเขาเท่านั้น หัวหน้าทีมวิเคราะห์รูปเหลียวมองนักบิน แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายก็กำลังชำเลืองมองเธอด้วยสายตาคล้ายๆกัน หรือว่าพวกเธอจะหาเจอแล้ว.....

 

          ราชินีตานีรอจนอยู่ห่างจากเป้าหมายราวครึ่งกิโลเมตรจึงดึงคันเร่งลงเพื่อลดเสียง ปล่อยให้เครื่องบินเล็กร่อนลดระดับลงไปเหนือหมู่ตึกล่องหนอย่างเงียบเชียบ ราชินีตานีประคองเครื่องให้บินวนรักษาระดับรอบที่ราบขณะหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรัวชัตเตอร์เก็บภาพก่อนจะโยนข้ามเครื่องไปให้หน่วยวิเคราะห์พิสูจน์อย่างละเอียด ทุกภาพที่ถ่ายด้วยกล้องใช้แสงยังคงมองเห็นแต่หิมะขาวโพลน ในขณะที่รูปจากเครื่องสแกนด้วยคลื่นเสียงมองเห็นตึกขนาดใหญ่ชัดเจน บางรูปถึงขั้นมีโครงร่างประหลาดๆ เดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆหมู่ตึกนั้นด้วย ไม่ต้องสงสัยแล้ว พวกเธอเจอฐานทัพลับเข้าจังเบ้อเริ่ม

 

          “ใหญ่แต๊ใหญ่ว่า” น้ำว้าเพ่งมองภาพที่ราบระหว่างหุบเขาบนหน้าจอแลปทอปของเธออย่างประหลาดใจ “มันใหญ่ผิดปกติเน่อเอื้อยกล้วย”

          “เปิ้นอาจจะถม” นักบินจำเป็นตอบ ก่อนจะหันมาหาตานีน้อยอีกตน “น้ำไทจดพิกัดด้วย”

          “เจ้า” เด็กหญิงผมเปียตอบอย่างกระตือรือร้นพลางเดินเข้ามามองหน้าจอ “ห่างจากตานนะคอนยี่สิบหกจุดห้าไมล์ทะเล ทิศ 303”

          “อ้าว ไม่ลงจอดเหรอกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเมื่อเห็นเพื่อนสาวเชิดหัวและเร่งเครื่องขึ้น

          “ยัง ต้องสำรวจทางเข้าออกของที่นี่ก่อน”

 

          เด็กสาวหน้าจืดไต่ขึ้นไปคงระดับที่หมื่นสองพันฟุตก่อนจะขยายรัศมีการบินวน ภาพจากกล้องทั้งสองแบบแสดงชัดเจนว่าภูเขาที่ล้อมรอบนั้นสูงและชันจนแม้แต่เปรตก็ยังไม่น่าปีนข้ามได้ ทางออกสู่โลกภายนอกมีเพียงทางไหล่เขากว้างราวร้อยเมตรทางทิศเหนือ กับทางลาดแคบๆอีกสองทางทางทิศตะวันตกและทิศใต้ ทางลาดฝั่งตะวันตกยาวเพียงร้อยกว่าเมตรก่อนที่มันจะหายเข้าไปในอุโมงค์ ส่วนทางใต้นั้นลัดเลาะไปตามไหล่เขาจนสุดสายตา ทั้งสองทางกว้างพอให้รถถังผ่านได้เพียงทีละคันเท่านั้น

 

          ราชินีตานีเพิ่มระดับบินขึ้นไปอีก ก่อนจะบินตามทางออกทิศเหนือเพื่อหาเส้นทางการบุกเข้าเมืองของข้าศึก เส้นทางที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะคงความกว้างใกล้เคียงเดิมแม้จะหักซ้ายขวาไปตามหน้าผาและเหลี่ยมเขาสูงชัน เด็กสาวหน้าจืดเดาว่าทางนี้คงจะเป็นทางเข้าออกหลักและเป็นทางที่เปรตผ่าน กองกำลังผีร้ายคงไม่ทรมานปีศาจร่างสูงโย่งผู้น่าสงสารถึงขนาดให้ไปพยายามทำตัวลีบแทรกซอกเขาหรอกมั้ง.....

 

          “นั่นมัน.....”

          กล้ายเอ่ยขึ้นเมื่อทางหิมะบรรจบเข้ากับถนนกว้างราวแปดเลนก็โผล่ออกมาจากแนวเทือกเขา ทางเขาแบบนี้สี่เลนก็ว่าเยอะแล้ว แปดเลนแบบนี้ถือเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ถนนเส้นนั้นดูจะไม่มีผู้ใช้มากนัก หรือพูดให้ถูกคือเหมือนจะถูกทิ้งร้างไปเลยมากกว่า ด้วยมันถูกหิมะปกคลุมหนาจนมองไม่เห็นผิวถนนเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำให้เด็กสาวผมหางม้ารู้ว่ามีถนนอยู่ตรงนั้นมีเพียงเสาไฟโย้เย้ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่ตลอดแนว และป้ายบอกทางที่ปักอยู่เป็นระยะๆเท่านั้น ซึ่งก็โผล่พ้นหิมะหนาเกือบสี่เมตรมาแค่ส่วนยอด

 

          “ถนน ?” ทั้งกล้วยทั้งน้ำไททวนคำอย่างฉงน เด็กหญิงผมเปียก้มลงเขม้นมองแผนที่ ขณะรุ่นพี่ของเธอทบทวนแผนที่ในความทรงจำอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยขึ้น “แถวนี้บ่น่ามีถนนนี่ ข้าเจ้าพอจะจำแผนที่ได้ บ่มีถนนตัดผ่านมาแถวนี้เลยเน่อ”

          “บ่ เป็นไปได้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงต่ำๆ “กล้วยเคยได้ยินเรื่องทางหลวงสาย S763 ก่อ”

          “บ่” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว เธอบังคับให้เครื่องบินบินวนอยู่เหนือถนนใหญ่เส้นนั้น

          “เราเคย” ฟ้าแทรกขึ้น “โครงการอภิมหาเมกะโปรเจกต์เมื่อราวๆสามสิบปีที่แล้วที่จะเจาะอุโมงค์ยักษ์ลอดใต้เกือบสิบดอยเพื่อสร้างทางลัดไปเยว่ แต่สุดท้ายก็ยกเลิกแล้วก็ถูกทิ้งร้างไปนั่นใช่มั้ย”

          “ขุดอุโมงค์ลอดใต้ดอยแถวนี้ก๋า !?” ตานีน้อยผมสั้นทวนคำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “บ้าแล้วไปแล้ว !

          “เคยมีโครงการจะอั้นด้วยก๋า” กล้วยดูใจเย็นกว่ารุ่นน้องสาว “ข้าเจ้าบ่เคยได้ยินเลย กล้ายกับฟ้าไปฮู้มาจากที่ได๋”

          “แม่ข้าเคยเล่าหื้อฟัง”

          “เหมือนกัน” เด็กสาวหน้าคมเออออตามเพื่อนสาว “แต่มันยกเลิกไปก่อนจะเสร็จไม่ใช่เหรอ ถ้าจำไม่ผิดอุโมงค์ยังเสร็จไปไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ เหลือระยะทางหลายสิบกิโลเมตรเลยล่ะ”

          “ถ้าใช้กำลังเป็นร้อยๆพันๆของหมู่ผีร้าย บวกกับความฮู้จากเซียนด้านวิศวกรรมโยธาอย่างแสนแม่ของนาง ระยะทางเท่านี้จิ๊บจ๊อย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพูดเสียงเรียบพลางรัวกดปุ่มถ่ายรูป “ถ้าเป็นจะอี้ก็เข้าเค้าพอดีด้วย ทางหลวงเส้น S763 นี่มีแค่บ่กี่ช่วงที่ผ่านใกล้เส้น S762 กับ S764 ที่มนุษย์ใช้กันเยอะๆ เพราะจะอั้นโอกาสที่มนุษย์จะหันหรือฮู้ตัวก็ยาก และใช้เรดาร์หรือดาวเทียมสแกนพลังงานวิญญาณก็บ่เจอ ปากทางอุโมงค์ก็อยู่ห่างจากตานนะคอนไปแค่บ่ถึงยี่สิบกิโลเมตร หมู่เปิ้นถึงได้ปรากฏตัวออกมาอย่างฉับพลันได้โดยที่หมู่เฮาบ่ฮู้ตัว”

          “แต่อุโมงค์นั่นใหญ่พอสิให้เปรตผ่านได้เลยบ่” หมิงขมวดคิ้วถาม “อุโมงค์นั่นต้องใหญ่หลายๆเลยเด๊”

          “ถ้าจำบ่ผิดก็กว้างราวๆสี่สิบเมตร สูงราวๆยี่สิบเมตร”

          “สี่สิบคูณยี่สิบเมตร !? บ้าแล้ว !” หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้าง พื้นที่หน้าตัดขนาดนั้น หากจะเจาะอุโมงค์ยาวสิบกิโลเมตรก็เท่ากับต้องเจาะหินแกรนิตแข็งๆถึงแปดล้านลูกบาศก์เมตร สมควรแล้วที่กิกะโปรเจกต์นี้จะล่ม “กว้างไปทำบ้าอะไรมากมาย”

          “ก็ถนนแปดเลน พอบวกเลนพักรถฉุกเฉินกับพวกเกาะกลางถนน แล้วก็ระบบไฟอะหยังต่างๆก็น่าจะประมาณนั้นแหละ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “แม่ข้าบอกว่าบางช่วงมีกระทั่งปั๊มน้ำมันกับโรงแรม”

          “บ้าแล้ว ใครมันคิดฟะเนี่ย.....”

          “ผู้ได๋จะคึดก็ช่าง บ่เกี่ยวกับหมู่เฮา” กล้ายตัดบทก่อนจะลดเสียงลงเหมือนพูดกับตัวเอง “เปรตที่ตัวสูงที่สุดสูงราวๆเกือบร้อยเมตร ถ้าเปิ้นลงคลานหรือหมอบก็น่าจะผ่านไปได้สบายๆ”

          “คลานเป็นสิบๆกิโลเมตรเนี่ยนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุทำหน้าไม่เชื่อ “มิน่าพวกมันถึงได้ร้องครวญครางโหยหวนแบบนั้น”

          “นี่กจะจะเล่นมุกหรือว่าอะหยังยะบ่าจ้าดง่าว”

          “เออๆช่างเหอะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจไม่เถียงต่อ “แต่แบบนี้ถ้าเราถล่มปิดอุโมงค์ซะ เปรตก็มาถล่มตานนะคอนไม่ได้แล้วสิ เพราะพวกมันคงเข้าทางเล็กอีกสองทางไม่ได้อยู่แล้ว”

          “ก็บ่แน่เสมอไป” กล้ายตอบช้าๆ “แต่ก็เป็นไปได้มาก อีกอย่าง ข้าเจ้าก็คึดว่าอีกสองทางก็น่าจะมาบรรจบกับทางนี้อยู่แล้ว”

          “จะอั้นทางนี้เรียบร้อยเน่อ จะได้บินปิ๊กไปฐานผีร้ายสักที”

          “อ้อๆ เรียบร้อยแล้วๆ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบตอบเมื่อเพื่อนสาวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน “สุมาเน่อกล้วย หื้อบินวนอยู่ซะนานเลย”

          “บ่เป็นอะหยัง แต่อย่าบ่อยนักก็ดี”

 

          ใช้เวลาเกือบสิบนาทีกว่ารถถังบินได้จะบินกลับมาถึงฐานทัพลับของเหล่าผีร้าย กล้วยเลือกที่โล่งแคบๆด้านหลังตึกใหญ่ซึ่งดูเหมือนเป็นโกดังเก็บอะไรสักอย่างเป็นรันเวย์ฉุกเฉิน เครื่องบินลำน้อยเอียงซ้ายทีขวาทีตามแรงลมก่อนจะร่วงตุ้บจนหิมะกระจาย แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่าคงไม่มีใครหรือตนไหนเห็น แต่กล้วยก็รีบพับปีกเก็บและสับไปโหมดตีนตะขาบ ก่อนจะพาเครื่องบินซึ่งยามนี้ดูเหมือนรถถังมากกว่าไปประชิดผนังคอนกรีตซึ่งมองเห็นเป็นร่างแหสีเขียวอยู่ในหน้าจอ ขณะหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้ควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์สับสวิตช์เปิดไมโครโฟน

 

          “สำรวจโกดังนี้ก่อนเลยละกัน”

          รถตีนตะขาบแล่นกระดุ๊กๆตามผิวขรุขระของหิมะอ้อมออกไปยังหน้าอาคาร กล้วยหันซ้ายทีขวาทีจนกระทั่งเจอรอยแยกที่ดูเหมือนจะเป็นประตูที่ปิดไม่สนิท เด็กสาวขับรถช้าๆอย่างระแวดระวังเข้าไป รอยแยกนั้นกว้างพอที่รถถังบินได้จะผ่านเข้าไปอย่างสบาย แต่ยังไม่ทันจะได้ทำเช่นนั้น เสียงระเบิดก็ดังตูมสนั่นจนกล้วยต้องกระชากหูฟังออกจากหัว ภาพในหน้าจอแลปทอปหมุนคว้าง ก่อนจะดับไปท่ามกลางความขนหัวลุกของหน่วยสอดแนมทั้งแปด

 

          “อะไร ยังไม่ทันไรถูกจับได้แล้วเรอะ !?

          ยังไม่ทันจะมีใครตอบ ภาพในจอก็สว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับโครงร่างสีเขียวของระบบสแกนด้วยคลื่นเสียง แต่อยู่ในสภาพเอียงกะเท่เร่ แต่อย่างน้อยมันก็ยังพอใช้การได้ กล้วยรีบกดปุ่มกางปีกหวังจะให้มันช่วยตั้งลำ แต่เธอก็ต้องรีบหุบปีกกลับเมื่อเงาร่างที่ดูเหมือนคนปรากฏขึ้นในหน้าจอ ร่างหนึ่งเหมือนกำลังนอนพังพาบอยู่ใกล้ๆเครื่องบิน ส่วนอีกร่างกำลังวิ่งออกมาจากโกดัง

 

          “นาง เป็นอะหยังก่อ บาดเจ็บที่ได๋ก่อ” กล้วย กล้าย ยูคิและหมิงจำเสียงเจือสำเนียงเวียงตานที่ดังขึ้นได้ทันที ตานีสาวผมเปียขี้อายผู้เป็นมือขวาของนางนั่นเอง

          “บ่.... บ่เป็นอะหยัง” โครงร่างสีเขียวที่นอนพังพาบอยู่กับพื้นค่อยๆยันตัวลุกขึ้น “ถลอกนิดหน่อย บ่ต้องห่วงข้าหรอก กลับเข้าไปข้างในเหอะ ตรงนี้หนาวเน่อ”

          “นางนี่ล่ะก็” เสียงแรกมีแววตำหนิ “ยังจะทดสอบระเบิดอยู่อีกกา มันอันตรายเน่อ”

          “บ่ได้ทดสอบระเบิด แค่ทำการทดลองเคมีต่อจากที่หมู่เฮาเคยเรียนเท่านั้นเอง แต่สงสัยจะหยิบอะหยังผิดไปสักอย่างมั้ง” ตานีสาวหน้าหวานหัวเราะแหะๆ

          “ขยันจังเน่อ” อีกเสียงดังขึ้น พร้อมๆกับที่อีกร่างหนึ่งเดินออกมาจากโกดัง “ยะหยังต้องขยันเรียนจะอี้ด้วยล่ะนาง อุตส่าห์บ่มีโรงเรียนทั้งที”

          “ถึงบ่มีโรงเรียน หมู่เฮาก็ยังต้องเรียนเน่อแหวน ยังมีความฮู้อีกตั้งเยอะที่จำเป็นกับหมู่เฮา แหวนเองก็เถอะ อ่านหนังสือบ้างเน่อ บ่แม่นนั่งซ้อมขับรถกับซ้อมยิงปืนไปวันๆจะอี้”

          “จะเรียนยะหยังฟิสิกส์เคมี เรียนแค่ยิงปืนกับขับรถก็พอแล้ว” แหวนเถียง “เดี่ยวพอรบชนะ หมู่เฮาก็จะได้เป็นราชินีตานี แล้วหมู่เฮาก็มีอำนาจสั่งการทุกอย่าง บ่หันต้องเรียนเลยสักนิด”

          “คึดง่ายไปแล้วแหวน” ตานีสาวหน้าหวานดุ “ราชินีตานีบ่ได้หมายความว่าบ่มีความรับผิดชอบหรือมีผู้ได๋ยะทุกอย่างหื้อเน่อ กลับกันเลยด้วยซ้ำ ราชินีตานีต้องฮู้มากกว่าตนอื่น รับผิดชอบมากกว่าตนอื่น เหนื่อยกว่าตนอื่น แล้วก็เจ็บปวดกว่าตนอื่นเป็นเท่าตัว เข้าใจซะใหม่เน่อ”

          “นางเครียดเกินไปแล้วน่า.....”

 

          “อะหยังเนี่ย ดราม่าชีวิตก๋า” กล้ายพึมพำเสียงต่ำๆ “ออกจากตรงนั้นเถอะกล้วย บ่มีประโยชน์หรอก”

          “ข้าเจ้าย่านหมู่เปิ้นจะได้ยิน” ผู้รู้ รับผิดชอบ ลำบาก และเจ็บปวดมากกว่าตนอื่นเป็นเท่าตัวตอบ ใบหน้าจืดเครียดเขม็งด้วยศัตรูอยู่ในระยะเผาขน

          “ลองดูก่อนน่า หมู่เปิ้นยืนคุยกันอยู่คงบ่ได้ยินหรอกมั้ง อยู่ตรงนั้นนานไปเดี๋ยวหมู่เปิ้นเดินมาเหยียบจะแย่เอาเน่อ”

          “จะอั้นก็ค่อยๆละกัน”

 

          กล้วยเร่งมอเตอร์ขึ้นเล็กน้อย ตีนตะขาบยางที่จมหิมะอยู่ข้างหนึ่งวิ่งขลุกขลัก ก่อนที่รถถังบินได้จะตั้งตัวตรงอีกครั้ง ราชินีตานีปิดมอเตอร์รอดูท่าทีของสามตานีอยู่อึดใจหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีตนใดผิดสังเกตก็ค่อยๆเคลื่อนรถออกจากที่นั่น แต่วินาทีต่อมา ไขสันหลังของเด็กสาวหน้าจืดก็เย็นวาบเมื่อได้ยินเสียงเอื้องถามเพื่อนสาว

 

          “นาง มีอะหยังกา จ้องอะหยัง”

          สิ่งที่ตามมาคือความเงียบ แต่ภาพจากกล้องหลังฉายชัดว่านางย่อตัวลงก่อนจะยื่นหน้ามาหาเครื่องบินเล็ก หน่วยสอดแนมทั้งแปดตัวแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ไม่มีใครรู้ว่านางแค่ได้ยินเสียง หรือมีพลังและความสามารถมากพอจะมองทะลุระบบพรางตัวของเครื่องบินได้ แต่ที่แน่ๆ อีหรอบนี้ตานีสาวคนสวยเห็นแหงๆ ไม่งั้นคงไม่จ้องมองตรงเผงขนาดนี้ และอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า รถถังบินได้คันนี้ก็คงจะกลายเป็นอดีต....

 

          แต่ผิดคาด นางลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยขึ้น

          “บ่มีอะหยังๆ สงสัยข้าเจ้าหันแมลงอะหยังสักอย่างในหิมะมั้ง”

 

          “แมลงบ้าอะหยังออกมาตอนหน้าหนาว” แหวนพึมพำอย่างหงุดหงิด “ไปวัดสายตาซะหน่อยก็ดีเน่อนาง”

          “เจ้า เจ้า ฮู้แล้วเจ้า” เด็กสาวหน้าหวานลากเสียงยาว “เอ้า เข้าไปข้างในเถอะ ตรงนี้หนาวเน่อ”

          “แต่ข้างในบึ้มเป็นรูโหว่จะอั้นแล้วก็หนาวเหมือนกันเน่อ !

 

          สามโครงร่างสีเขียวเดินกันไปเถียงกันไปก่อนจะหายเข้าไปในโกดังที่ทะลุเป็นรูโหว่อีกครั้ง ทิ้งเครื่องบินลำน้อยให้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางหิมะ ขณะคณะเจ้าของเครื่องบินถอนหายใจเฮือกอย่างใจหายใจคว่ำ

 

          “กล้วยว่านางเห็นบ่” หมิงถามเพื่อนสาว

          “น่าจะหันเน่อ”

          “แล้วทำไมเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ” เด็กสาวหน้าคมถามบ้าง

          “บ่ฮู้” กล้วยส่ายหน้า “ข้าเจ้าก็นึกว่าจะแย่ซะแล้ว”

          “จะอะหยังก็ช่างเหอะ หมู่เฮารอดแล้ว ออกไปให้พ้นๆจากตรงนั้นก่อนดีกว่า !

 

          รถถังติดปีกเบนหัวออกจากโกดังก่อนจะมุ่งตรงไปยังอาคารที่อยู่ข้างๆ มันเป็นทรงกระบอกสูงลิบที่ตั้งอยู่คู่กัน ประมาณจากมุมกล้องก็น่าจะราวสามสิบถึงสี่สิบเมตร มีโครงแปลกๆเป็นเส้นขึ้นไปยังด้านบนสุด มันมองดูเหมือนถังเก็บสารอะไรสักอย่าง

 

          “กล้าย” นักบินสาวซึ่งยามนี้เปลี่ยนเป็นนักขับยานเกราะบังคับวิทยุเรียกเพื่อนสาวโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ “ตอนนั้นกล้ายบอกว่าปรับปรุงระบบกราดตรวจด้วยเสียงหื้อตรวจสอบของที่อยู่ข้างในอาคารได้แม่นก่อ”

          “อื้ม” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยักหน้า “แต่อย่าเชื่อถือมากเน่อ ยังเป็นรุ่นทดลอง”

          “เอาเหอะ มีหื้อใช้ก็ใช้แหละ”

          “เอาเลยเน่อ”

          “อื้ม”

          เด็กสาวผมหางม้าพรมนิ้วป้อนคำสั่ง แลปทอปประมวลผลอยู่สักครู่ ก่อนที่รายการของที่เป็นไปได้ว่าจะถูกบรรจุอยู่ข้างในถังจะแสดงขึ้นมาบนหน้าจอของแลปทอปทุกเครื่องที่เชื่อมระบบกับเธออยู่

 

          “ขี้, น้ำลายกระสือ”

 

          “อี๋” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำอุทานอย่างขยะแขยง เธออดนึกถึงของเหลวหนืดๆที่ร่วงแผละลงมาบนรถถังเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วไม่ได้ “นี่พวกเปิ้นเก็บไว้เป็นถังจังซี่เลยบ่ น่าฮากที่สุด”

          “ก็เป็นปกติเน่อ อาหารกระสือก็คือขี้จะอี้อยู่แล้ว” น้ำว้าตอบ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้อารมณ์ของอีกฝ่ายซึ่งทำคอขย้อนจะพ่นเนื้อกวางดิบออกมาซะให้ได้ “แปลว่าจุดนี้คือจุดยุทธศาสตร์ของหมู่เปิ้นสิเน่อเอื้อยกล้วย”

          “แม่น ทำลายที่นี่ก็คงตัดกำลังกระสือไปได้บ้าง” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า “แต่คงบ่นานนัก เพราะหมู่เปิ้นคงใช้ขี้ของปีศาจทั้งหลายทั้งแหล่นี่แหละ”

          “แต่กว่าจะสะสมขี้ได้ขนาดนั้นก็นานอยู่นา....” หลานชายหมอผีใหญ่ออกความเห็นอย่างขำๆ “เป็นร้อยลิตรเลยนะนั่นน่ะ แล้วถ้าถังแตกขึ้นมานี่ขี้คงไหลท่วมทุ่งข้าวสาลี เอ้ย ทุ่งหิมะเป็นสีเหลืองอร่ามน่ามองแหงๆ”

          “เลิกเว้าเรื่องขี้กันซะทีได้บ่ เฮาสิฮากแล้วเด๊ !

 

          เพื่อความปลอดภัยทางด้านกลิ่นและทัศนียภาพของห้องประชุม กล้วยจึงตัดสินใจเลี้ยวรถออกจากถังเก็บสิ่งปฏิกูลทั้งสองถังก่อนจะมุ่งหน้าไปยังอีกอาคารที่ตั้งอยู่ข้างๆ มันดูเหมือนโกดังอีกแล้ว แต่ขนาดใหญ่กว่าโกดังที่นางเพิ่งระเบิดไปเกือบสองเท่า โชคร้ายที่ประตูบานใหญ่ของมันปิดสนิท กล้ายลองใช้ระบบสแกนด้านในดูอีกครั้ง แต่คราวนี้โปรแกรมฟ้องว่ามีข้อผิดพลาดก่อนจะดับไปดื้อๆ แต่ก็ไม่เกินความคาดหมายของเธอเท่าใดนัก เวอร์ชั่นทดลองใช้ จะเอาอะไรมาก

 

          เด็กสาวหน้าจืดเห็นระบบสแกนใช้ไม่ได้ก็พาเครื่องบินติดตีนตะขาบแล่นกระดุ๊กๆ อ้อมไปด้านหลังอาคาร โชคดีที่ผนังมีรูโหว่ขนาดใหญ่พอที่มันจะเข้าไปได้ เธอค่อยๆเคลื่อนรถเข้าไปช้าๆ และเมื่อรถเลี้ยวพ้นผนังจนมองเห็นภายในได้ถนัด ทุกคนและทุกตนก็ต้องอ้าปากค้าง

 

          ข้างในมองดูเหมือนสนามกีฬาที่มีอัฒจันทร์ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ หากที่อยู่บนอัฒจันทร์ไม่ใช่กองเชียร์ แต่เป็นเรือนร่างของมนุษย์ผู้หญิงที่ไร้หัวนับพันๆร่าง ทุกร่างนั่งตัวตรงแข็งทื่อ มองดูน่าขนลุกปนน่าพิศวงในเวลาเดียวกัน

 

          “โรงเก็บกระสือสินะ” ฟ้าพึมพำเบาๆ “ว่าแต่หัวมันหายไปไหนหมดเนี่ย”

          เธอได้คำตอบแทบจะในทันทีเมื่อกล้ายบังคับกล้องให้เงยขึ้น โครงร่างสีเขียวกลมๆที่มีอะไรบางอย่างขยุกขยุยห้อยอยู่ข้างใต้อัดกันเป็นกระจุกอยู่บนเพดาน บางตนก็ลอยไปลอยมามองดูเหมือนลูกอ๊อดในบ่อปลา เด็กสาวหน้าคมอดสงสัยไม่ได้ ทำไมพวกมันไม่ลงมาสวมหัวแล้วนอนกันให้เป็นกิจจะลักษณะนะ.....

 

          “น้ำไทจดพิกัดด้วย”

          กล้วยหันไปสั่งตานีน้อยอีกครั้งก่อนจะถอยรถถังติดปีกออกมาจากโรงเก็บกระสือ เป้าหมายต่อไปของเธอคือตึกสูงห้าชั้นที่อยู่อีกฟากของที่ราบ ราชินีตานีเร่งความเร็วข้ามทุ่งหิมะด้วยแน่ใจว่าคงไม่มีใครหรือตนไหนได้ยินเสียงมอเตอร์ แต่วิ่งไปได้ยังไม่ทันถึงกลางทุ่ง เด็กสาวหน้าจืดก็ต้องลดมอเตอร์ลงมาแทบไม่ทันเมื่อโครงร่างใหญ่มหึมาวูบผ่านหน้าไป กล้ายหันกล้องตาม แล้วก็พบว่าโครงร่างนั้นคือเปรตนั่นเอง มีกันอยู่สามตนเดินลากเท้าผ่านทุ่งหิมะออกไปทางใต้

 

          “เฉียดไป” กล้วยพึมพำ หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ “ถ้าวิ่งไปมากกว่านี้สักสองสามเมตรมีหวังโดนเหยียบแบนอยู่แถวนี้แล้ว”

          “แล้วกองกำลังบ้าอะหยังปล่อยเปรตเดินเพ่นพ่านอยู่กลางสนามจะอี้เนี่ย !?

          “นี่มันกองกำลังผีร้ายเด๊น้ำว้า ใช้สามัญสำนึกตัดสินบ่ได้หรอก” เด็กสาวหน้าเสือตอบตานีน้อยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

          “รีบไปดีกว่ากล้วย” กล้ายเตือนเพื่อนสาว “ข้าสังหรณ์ว่าต้องมีมาอีกแหงๆ”

          “ฮื่อ”

 

          รถถังติดปีกออกวิ่งอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความเร็วสูงสุดรวดเดียวไปประชิดตัวอาคารเป้าหมาย กล้ายเก็บรูปมาวิเคราะห์อย่างว่องไว สัญญาณคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมารุนแรงกว่าปกติบ่งบอกว่ามันเป็นอาคารกระจก บวกกับรูปร่างที่ดูเรียบร้อยและประณีตกว่าตึกหลังอื่น เธอก็สันนิษฐานว่ามันคงเป็นตึกสำนักงานหรือไม่ก็ตึกบัญชาการ หมอผีระดับสูงเงินเดือนเป็นแสนๆอย่างสุทัศน์ เลิศดอยแลงคงไม่ไปนอนที่โสโครกแถมเหม็นสิ่งปฏิกูลกับกระสือกระหังแน่นอน

 

          “ดูเหมือนจะเป็นตึกกระจก น่าจะเป็นอาคารสำนักงานบ่อั้นก็บัญชาการเน่อกล้วย” เด็กสาวผมหางม้าบอกข้อสังเกตกับเพื่อนสาว “จะเข้าไปก่อ”

          “ถ้าเป็นตึกบัญชาการก็คงบ่เข้า” ราชินีตานีตอบ เธอรู้ว่ามันต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องแน่นหนาพอที่จะป้องกันมนุษย์และตานีข้างในหากเหล่าภูตผีปีศาจนานาชนิดแถวๆนี้เกิดบ้าคลั่งขึ้นมา ยิ่งกระสือกระหังอารมณ์ไม่ค่อยอยู่กะร่องกะรอยเสียด้วย “บ่คุ้มเสี่ยงเท่าได๋ ดูอาคารอื่นต่อดีกว่า”

 

          กล้วยขับรถถังติดปีกเลียบตึกห้าชั้นออกไปทางทิศใต้ แต่ยังไม่ทันจะพ้นตัวตึก แปดสหายร่วมรบก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงไซเรนแผดก้องออกมาจากลำโพง พร้อมๆกับมีการเคลื่อนไหวในหลายจุดอย่างฉับพลันบนภาพหน้าจอ เด็กสาวผมหางม้าหมุนกล้องวูบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างเมื่อเห็นจุดแสงพุ่งออกมาจากตัวอาคารตรงมายังเครื่องบินพอดี

 

          “ตัวตรวจจับผู้บุกรุกด้วยเลเซอร์ ! หมู่เปิ้นฮู้ตัวแล้ว !

          “บินขึ้นเร็วกล้วย หนีเร็ว !

          ไม่ต้องรอให้ใครบอก กล้วยก็รีบกดปุ่มกางปีกก่อนจะกระชากลูกกลิ้งคันเร่งขึ้นไปจนสุด รถถังติดปีกค่อยๆเร่งความเร็วขึ้นอย่างอืดอาดจนเธอหงุดหงิด โครงร่างนับร้อยกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆส่งเสียงคำรามดังแสบแก้วหู เด็กสาวหน้าจืดดึงคันบังคับขึ้นจนสุด กรามขบกันแน่น ขึ้นสิ ขึ้นสิ ขึ้นสิ......

 

          ในที่สุด เครื่องบินกว้างสองเมตรก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า สองคนหกตนทันเห็นโครงร่างหลากแบบหลายขนาดผ่านเฉียดใต้ท้องเครื่องไปเพียงไม่กี่เซนติเมตรก่อนที่กล้วยจะหักเลี้ยวและเร่งความเร็ว ทิ้งฐานทัพและเหล่าผีร้ายเอาไว้เบื้องหลัง

 

          “กล้วย มีกระหังตามมา !

          นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ราชินีตานีปรารถนาจะให้เกิดกับเที่ยวบินนี้ แม้เครื่องบินลำนี้จะว่องไวพอสมควร แต่กำลังเครื่องของกระหังที่มากกว่าทำให้พวกมันบินได้เร็วกว่าและคล่องตัวกว่ามาก การจะบินไล่จับหรือชนให้ตกไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเครื่องบินลำนี้อัดเทคโนโลยีของตานีเอาไว้เต็มเอี้ยด ทั้งกล้องสแกนด้วยเสียง กล้องความไวสูง อินฟราเรด ที่สำคัญที่สุดคือระบบส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านดาวเทียมแบบรบกวนได้ยากและระบบพรางตัวแบบใหม่ ตานีผู้แปรพักตร์ทั้งสามยังไม่รู้เรื่องสองเทคโนโลยีนี้ เพราะฉะนั้นหากเครื่องบินลำนี้ถูกผีร้ายจับกลับไปชำแหละได้ล่ะก็ พวกเธอเสียเปรียบเต็มประตูถึงขั้นข้อมูลที่ได้มาวันนี้เทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

          เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดขณะกดหัวรถถังบินได้ให้ลดระดับลงไปเรี่ยยอดสนที่เชิงเขา สัญญาณเตือนบนหน้าจอบอกให้รู้ว่ากระหังติดเจ็ตยังคงตามมาติดๆ และกำลังกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆแม้เครื่องบินลำน้อยจะอยู่ที่ความเร็วสูงสุดแล้ว กล้วยจับคันบังคับแน่น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก บินปกติไม่มีทางหนีกระหังพวกนี้พ้น เธอจะทำยังไงดี.....

 

          “กล้วย บินลงฝ่าต้นสน !

          เสียงของกล้ายดังมาเข้าหู ฟังดูอันตรายยิ่งกว่าบินเฉี่ยวนางอีกรอบเสียอีก แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ราชินีตานีกดหัวเครื่องบินลำน้อยลงสู่ทิวต้นสนอย่างฉับพลันท่ามกลางความตกใจสุดขีดของอีกเจ็ดสหายร่วมรบ กิ่งใบที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งกระแทกรถถังบินได้เสียงดังน่าหวาดเสียว แต่บินเข้ามาแล้วก็ต้องบินต่อไป เด็กสาวหน้าจืดบินฉวัดเฉวียนหลบลำต้นขนาดเกือบสี่คนโอบอย่างว่องไวและแม่นยำ เสียงดังแอ้บเหมือนกิ้งก่าถูกรถทับที่ดังลอดไมโครโฟนซึ่งเปิดทิ้งไว้บอกว่าเธอทำสำเร็จ กระหังที่ความกว้างปีกมากกว่าและความเร็วสูงกว่าแถมเบรกได้ยากกว่าชนต้นสนเข้าอย่างจัง

 

          เพียงไม่ถึงนาที สัญญาณเตือนก็ดับไปเมื่อกระหังหายหมดฝูง กล้วยบินอยู่ในดงต้นสนอยู่อีกพักใหญ่เพื่อความแน่ใจ ก่อนจะเชิดหัวขึ้นสู่ท้องฟ้าใสของยามบ่ายอ่อนๆในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดลองขยับปีกและหางดูทุกทิศทางเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ดีไม่หลุดหายไปไหน ก่อนจะไต่ระดับ เร่งความเร็ว และเอียงหัวเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บ่ายหน้ากลับไปยังเมืองตานนะคอน.....

 

 

          “ท่านนาง กระหังตกหมดแล้ว ท่านนาง !

          “หนวกหูน่า.....”

          นางกดปิดวิทยุสื่อสารที่เหน็บอยู่กับเข็มขัด เธอลุกจากโต๊ะที่มีรอยไหม้เดินไปยังช่องโหว่ขนาดยักษ์ที่เกิดจากการระเบิดเมื่อครู่ ดวงตากลมโตมองออกไปยังท้องฟ้าไร้เมฆตรงที่เครื่องบินลำเล็กหายลับไป ก่อนจะถอนหายใจเฮือก

 

          “อย่าประมาทเชียวเน่อกล้วย กองกำลังผีร้ายบ่ได้มีเท่านี้หรอกเน่อ.....”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ระดับความแรงของพายุไต้ฝุ่นใช้สเกลต่างๆกันไป ที่ยูคิพูดเป็นสเกลของศูนย์อุตุนิยมวิทยาฮิมิตสึ

ระดับที่ 1 ความเร็วลมน้อยกว่า 61km/h

ระดับที่ 2 ความเร็วลมมากกว่าหรือเท่ากับ 61km/h แต่น้อยกว่า 88km/h

ระดับที่ 3 ความเร็วลมมากกว่าหรือเท่ากับ 88km/h แต่น้อยกว่า 117km/h

ระดับที่ 4 ความเร็วลมมากกว่าหรือเท่ากับ 117km/h แต่น้อยกว่า 140km/h

ระดับที่ 5 ความเร็วลม 140km/h ขึ้นไป

 

ยูคิตอนนี้เสกได้ระดับ 0.2 คือสร้างลมได้แค่ราวๆ 12km/h เท่านั้น เรื่องเมฆ ฝนหรือหิมะไม่ต้องพูดถึง

 

**ปีกเล็กแก้เอียง คือพื้นบังคับที่เป็นบานพับขนาดเล็กอยู่ที่ปลายปีก ใช้ควบคุมการเอียง (เอียงปีกซ้าย-ขวา) ของเครื่องบิน

 

***เพื่อการเปรียบเทียบ ดอยอินทนนท์สูง 8,415 ฟุต ยอดเขาเอเวอเรสต์สูง 29,029 ฟุต และดอยตานหลวงยอดสูงสุดของเทือกเขาตานปันน้ำสูง 40,761 ฟุต เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ปกติบินตั้งแต่ 31,000 – 45,000 ฟุต

 

ที่กล้วยออกแบบเพดานบินของเครื่องบินเล็กลำนี้ไว้แค่ 15,000 ฟุต เพราะแทบทุกแนวของสันเขามีช่องเขาขาดที่เตี้ยกว่า 15,000 ฟุต และพื้นที่เป้าหมายไม่น่าจะสูงไปกว่านั้นแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น