ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 52 : การรบที่อยู่หน้าจอแอลซีดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ก.พ. 58

          “จ้าด จ้าด ตื่นเร็ว”

          เสียงร้อนรนของราชินีตานีแทบจะถูกกลบด้วยเสียงรัวทุบประตู จ้าดลุกพรวดขึ้นจากเตียงทันที เขารู้ว่าต้องมีเรื่องใหญ่หรือฉุกเฉินจริงๆแน่ ไม่งั้นเด็กสาวหน้าจืดคงไม่ยอมขึ้นมาปลุกเขาถึงห้องแน่

 

          ในฐานะผู้ชายคนเดียว เหล่าตานียกส่วนหนึ่งของชั้นบนสุดให้เขาไปครองทั้งหมด ปัญหาคือพื้นที่ส่วนใหญ่ของบริเวณนั้นยกเว้นห้องนอนของเขาเป็นห้องน้ำและห้องแต่งตัวแบบล็อกเกอร์ ซึ่งทำไว้สำหรับตานีซึ่งไม่ค่อยกังวลว่าคนอื่นจะเห็นเนื้อนมไข่ตับไตไส้พุงตัวเองเพียงใดเพราะก็เป็นผู้หญิงเหมือนๆกัน ห้องอาบน้ำเองก็มีเพียงบังตาขนาดครึ่งตัวกั้นไว้ ดังนั้นเด็กสาวและเด็กหญิงทั้งเจ็ดจึงแทบไม่โผล่ขึ้นไปเลยด้วยไม่อยากเห็นภาพชวนเสียสุขภาพจิต

 

          “ตื่นแล้วลงไปที่ห้องประชุมเดี๋ยวนี้เลย บ่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว สวมเสื้อกันหนาวทับก็พอ”

          ขาดคำ จ้าดก็ได้ยินเสียงวิ่งตึงๆลงบันไดไป คงกลัวจะเห็นภาพชวนเสียสุขภาพจิตจริงๆนั่นแหละ เด็กหนุ่มคว้าเสื้อกันหนาวมาสวมทับชุดนอน สอดเท้าเข้ารองเท้าแตะก่อนจะเดินลงไปยังชั้นสองอย่างฉงนระคนกังวล ดวงตาตี่เหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนังเล็กน้อย หกโมงครึ่ง..... เช้าที่สุดเท่าที่กล้วยเคยเรียกประชุมมาตั้งแต่เธอมาหาเขาที่บ้านเมื่อเกือบเจ็ดเดือนที่แล้ว อะไรกันหนอที่ทำให้ราชินีตานีผู้ใจเย็นอยู่เป็นนิจร้อนรนได้ขนาดนี้

 

          คนและตนอื่นๆอยู่ในห้องประชุมกันครบแล้วเมื่อเขาไปถึง แต่ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากเขามากนัก ผมซึ่งตอนนี้ยาวประบ่าของฟ้ากระเซอะกระเซิงเหมือนรังนก พอๆกับกล้ายที่ผมซึ่งปกติมัดเป็นหางม้าเรียบร้อยชี้โด่เด่และพันกันยุ่งเหยิง ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวของหมิงหรี่ปรือและเต็มไปด้วยขี้ตาแห่งความง่วงงุน ยูคิดูแปลกตาเมื่อไม่ได้สวมแว่นมา ส่วนตานีน้อยทั้งสองหอบหิ้วหมอน หมอนข้างและผ้าห่มมาด้วยพร้อมสรรพ คงกะมานอนต่อเต็มที่

 

          “สุมานักๆเน่อทุกตนที่ต้องเรียกมาเช้าจะอี้” เด็กสาวหน้าจืดผู้ยืนอยู่หน้าจอแอลซีดีกว้างเกือบห้าเมตรของห้องประชุมพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “แต่พอดีเครื่องบินลาดตระเวนที่ตั้งบินอัตโนมัติไว้มีข้อมูลด่วนที่น่าเป็นห่วงเข้ามา ข้าเจ้าเลยบ่อยากหื้อเสียเวลาไปแม้แต่นิดเดียว”

          “ข้อมูลเรื่องอีหยังล่ะ” สมิงสาวหาวหวอด “ร้ายแรงจังซั่นเลยบ่”

 

          คำตอบของกล้วยคือวิดีโอที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอทันทีที่เธอเคาะคีย์บอร์ด เจ็ดสหายร่วมรบจำได้ทันทีจากทิวทัศน์ซึ่งแสดงผลด้วยโครงร่างสีเขียวว่ามันคือบริเวณฐานที่มั่นของกองกำลังผีร้ายที่พวกเขาเพิ่งจะไปบินสำรวจมาเมื่อสองวันก่อนหน้านั้นนั่นเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือโครงร่างคล้ายมนุษย์สีแดงที่ลอยว่อนอยู่บนท้องฟ้า และโครงร่างหลากแบบหลายลักษณะที่เดินวนเวียนอยู่เต็มลานกว้าง ห้าตนสองคนดูตื่นตัวขึ้นมาทันที

 

          “นั่นมัน.....” ดวงตาคมของฟ้าหรี่ลง แต่ไม่ใช่เพราะความง่วงเหมือนเดิมแล้ว “กระสือกระหัง ?”

          “บ่แม่นแค่กระสือกระหัง” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงหนัก “แต่ทั้งเปรต ปอบไห้ อสุรกายร่างแหลกเหลว ควายธนู แล้วก็วิญญาณร้ายอื่นๆด้วย”

          “แล้วยะหยังหมู่เปิ้นถึงได้บินว่อนจะอี้ล่ะเอื้อยกล้วย” ตานีน้อยผมสั้นถามอย่างงุนงง “มะรืนวานยังบ่มีเลยบ่แม่นก๋า”

          “นั่นแหละประเด็น” กล้วยพูดเรียบๆ “ผีร้ายเพิ่งจะวางกำลังจะอี้เมื่อวานนี้เอง”

          ริมฝีปากของหลานชายหมอผีใหญ่เผยอจากกันเล็กน้อยอย่างตกใจ “เพราะผีร้ายจับเครื่องบินสอดแนมของเราได้งั้นเหรอ”

          “ก็น่าจะแม่น” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า “ข้าเจ้าคึดว่าตอนแรกกองกำลังผีร้ายคงย่ามใจว่าหมู่เฮาบ่มีวันหาฐานทัพนั่นเจอ ก็เลยไม่ได้วางกำลังอะไรมาก เพราะจะได้เก็บพลังงานเอาไว้บุกเมืองอย่างเดียว แต่พอหมู่เปิ้นเจอเครื่องบินหมู่เฮาก็เลยเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยจะอี้”

          “แต่ก็บ่หันจะมีปัญหาบ่แม่นก๋า” กล้ายถามกลับ “กล้วยก็ยังบินเข้าไปสอดแนมได้เหมือนเดิมนี่”

          “ข้าเจ้าบ่ได้กังวลเรื่องมาตรการป้องกันนี่หรอก จะไดๆข้าเจ้าก็วางแผนจะโจมตีจากระดับสูงมากๆที่กระสือกระหังบินขึ้นไปบ่ถึงอยู่แล้ว การป้องกันนี่ยะอะหยังบ่ได้หรอก” ราชินีตานีตอบ “แต่ตอนแรกข้าเจ้าคึดจะทำลายที่อยู่ของกระสือกระหังแล้วก็ผีร้ายชนิดอื่นๆตอนที่หมู่เปิ้นอยู่ในนั้น จะได้ทำลายทั้งที่มั่นแล้วก็กำลังพลไปพร้อมๆกัน แต่ตอนนี้ผีร้ายกระจายกันไปทั่ว บ่มีทางที่หมู่เฮาจะกวาดทีเดียวได้เยอะๆแน่”

          “เอ๋ เดี๋ยวนะคะรุ่นพี่กล้วย” ยูคิเบรกรุ่นพี่สาว “รุ่นพี่กล้วยเคยบอกว่าหัวหน้าของกองกำลังผีร้ายมีพลังที่จะเรียกภูตผีปีศาจมาจากโลกหลังความตายที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้นี่คะ แบบนี้ถึงพวกเราจะกำจัดผีร้ายได้มากเท่าไหร่ เขาก็เรียกมาใหม่ได้อยู่ดีสิคะ”

          “บ่เป็นจะอั้นหรอก” เด็กสาวหน้าจืดแย้งเสียงเรียบ “แต๊อยู่ พลังนั่น.... ที่เคยเป็นของข้าเจ้า สามารถเรียกภูตผีปีศาจหรืออะหยังก็ตามที่อยู่ในโลกทางปู้น ที่ได๋ เมื่อได๋ และเท่าได๋ก็ได้ แต่บ่ได้แปลว่าเปิ้นจะเรียกได้เท่าได๋ก็ได้ตามที่เปิ้นต้องการหรอกเน่อ”

          “หมายความว่าไง ฟังดูย้อนแย้งกันพิกล”

          “ข้าเจ้าเองก็เพิ่งจะอ่านเจอว่าพลังนั่นมีข้อจำกัดหลายข้อ” ราชินีตานีอธิบาย “ข้อที่สำคัญที่สุดคือมันใช้พลังงานวิญญาณสูงมาก อย่างข้าเจ้า ถ้าใช้พลังงานวิญญาณจนเกือบแตกสลายอาจจะเรียกเปรตมาได้สักห้าตนต่อวัน สุทัศน์เป็นหมอผีระดับสูง น่าจะเรียกได้ราวๆสามถึงห้าตนต่อวัน บ่เกินนี้ บ่อั้นเปิ้นอาจจะหมดสติหรือถึงตายได้ อีกอย่าง โลกหลังความตายเองก็มีขอบเขตของการส่งภูตผีปีศาจข้ามมิติอยู่เพื่อป้องกันการซ่องสุมกำลังของตานี ถึงจะเป็นข้าเจ้า จะไดๆก็บ่มีทางเรียกผีร้ายระดับเปรตได้วันละเกินสามตน ผีร้ายระดับต่ำลงไปได้เยอะกว่านั้น แต่ก็ไม่มีทางเกินยี่สิบตนต่อวันแน่นอน”

          “ถ้าจั่งซั่น ผีร้ายที่พวกเฮาเห็นมาหลายๆนั่นก็.....”

          “เปิ้นคงจะขยันเรียกมาทุกวันแล้วก็สะสมไว้ บวกกับภูตผีปีศาจที่หาได้จากโลกทางนี้หรือยะขึ้นมาเองได้ อย่างเช่นกระสือ กระหัง ควายธนู ปอบไห้ หรือผีร้ายร่างขยุกขยุยสีดำๆนั่น”

          “งั้นก็แปลว่ากองกำลังผีร้ายต้องเตรียมการกันมานานมากเลยสิก่อนที่จะบุกสวนกล้วยได้น่ะ”

          “นั่น.... ก็อีกเรื่อง” กล้วยชะงักเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าจู่ๆจะมีคนพูดถึงวันสวนกล้วยแตก “ตอนนั้นสุทัศน์ยังบ่ได้พลังนั่นจากข้าเจ้า ผีร้ายที่เปิ้นใช้ส่วนใหญ่เป็นผีร้ายที่หาได้จากโลกทางนี้อย่างที่อู้ไป รวมกับวิญญาณที่โกรธแค้นตานีด้วย แต่พอเปิ้นได้พลังจากข้าเจ้า เปิ้นก็คงแทนที่วิญญาณหมู่นั้นด้วยผีร้ายพลังทำลายล้างสูงอย่างเปรตจากโลกโน้นอีกที”

          “อ๋อ เข้าใจล่ะ” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้า “ก็แปลว่าถ้าเรากำจัดผีร้ายได้ทีละเยอะๆหรือทั้งหมดในทีเดียว เราก็สามารถเอาชนะกองกำลังผีร้ายได้อย่างเด็ดขาดแทบจะทันทีใช่มั้ย เพราะพวกมันจะขาดกำลังพลอย่างรุนแรง”

          “แม่น โดยเฉพาะถ้าบุกยึดพื้นที่ฐานทัพอย่างเร็วก่อนที่สุทัศน์จะเรียกภูตผีปีศาจมาได้อีก ข้าเจ้าคึดว่าถ้าใช้รถถังทุกคันที่หมู่เฮามีอยู่และใช้ได้ตอนนี้ ก็อาจจะใช้เวลาแค่สองสามวันในการบุกยึดพื้นที่ หรืออาจจะวันเดียวด้วยซ้ำ” ราชินีตานีตอบ “แต่ประเด็นคือตอนนี้หมู่เฮาบ่มีทางจะกำจัดหมู่ผีร้ายหื้อได้เยอะๆในทีเดียวนี่สิ.... วิธีเดียวที่หมู่เฮายะได้ก็คือยิงโดยตรง ซึ่งต้องบินกันหลายรอบ ความเสี่ยงก็สูงตาม แล้วกว่าจะบินไปยิง กว่าจะปิ๊กมาเติมอาวุธแล้วบินไปยิงอีกรอบ หมู่ผีร้ายก็คงเข้าถึงตานนะคอนพอดี และข้าเจ้าว่าครั้งนี้หมู่เปิ้นคงบ่ใจดีเหมือนครั้งที่แล้วแน่”

          “แต่วันที่ย้ายต้นกล้วยนั่น กล้วยกับน้ำไทก็ยิงไปตั้งเยอะนี่ เครื่องบินแค่สองลำยังยิงได้ตั้งเป็นร้อยเลยไม่ใช่เหรอ” จ้าดท้วง “แล้วนี่เรามีกันตั้งแปด เอาไปแปดลำเราว่าอย่างน้อยกระสือกระหังก็น่าจะหมดพอดีนะ”

          “เครื่องบินบ่ได้ฝึกบินกันง่ายขนาดนั้นเน่อ ถึงกล้วยบินแล้วจะดูง่ายก็เถอะ” ตานีสาวผมหางม้าหัวเราะหึๆ ตอนเด็กๆกว่าเธอจะบินได้ก็ต้องทั้งเรียนทั้งฝึกจนปาเข้าไปสี่อาทิตย์ นั่นแค่เครื่องบินเล็กเครื่องยนต์เดี่ยว ไม่ใช่เครื่องบินรบความเร็วสูงแบบนี้ด้วย

          “แม่น” กล้วยพยักหน้าสนับสนุนเพื่อนสาว “ปกติ TF-50 ต้องใช้นักบินสองตนด้วยซ้ำ ยังบ่นับผู้ประสานงานที่หอบังคับการบินอีก ที่หันหมู่เฮาบินกันคนละลำนั่นคือใช้อาวุธแล้วก็ความสามารถของเครื่องบ่ได้เต็มที่ ก็เลยเก้ๆกังๆจนเครื่องของน้ำไทตกจะอั้น”

          “บินออโต้ไม่ได้เหรอ เหมือนรถถังไง”

          “การบินมีตัวแปรมากกว่าการขับเคลื่อนบนพื้นเยอะ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “ระบบในเครื่องบินก็เยอะกว่ามากด้วย ข้าก็เลยบ่อยากเสี่ยง”

          “อีกอย่าง ถ้าจะกำจัดผีร้ายหื้อได้มากๆเหมือนวันนั้น หมู่เฮาต้องใช้ปืนกลเป็นหลัก” ราชินีตานีพูดต่อ “แต่ระยะหวังผลของปืนกลบ่เกินสองกิโลเมตร ระยะจะอั้นกระหังสามารถเร่งความเร็วเข้ามาถึงได้ภายในบ่ถึงนาที ถ้าจะหื้อเสี่ยงน้อยที่สุด หมู่เฮาต้องใช้จรวดยิงจากระยะไกลมากๆเท่านั้น”

          “แต่เราก็มีจรวดตั้งเยอะไม่ใช่เหรอคะ”

          TF-50 บรรทุกจรวดได้อย่างมากก็สิบสองลูก แต่ละลูกฆ่ากระสือหรือกระหังได้อย่างมากก็หกเจ็ดตนถ้าอยู่รวมกันเป็นกระจุกแบบตอนขนต้นกล้วยหรือตอนเปรตบุกเมือง แต่นี่หมู่เปิ้นกระจัดกระจายไปทั่ว หนึ่งลูกโดนสักสองตนก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”

          “ก็แปลว่าหนึ่งลำหนึ่งเที่ยวจัดการได้อย่างมากยี่สิบแปดตน....”

          “ถ้าโชคดีมากอย่างเหลือเชื่อ” ราชินีตานีต่อให้ “โดยเฉลี่ย เที่ยวละสักสิบตนก็นับว่าดีแล้ว”

 

          เด็กสาวหน้าจืดหยุด ยกขวดน้ำขึ้นมาจิบอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

 

          “ทีนี้ ถ้าจะบินด้วย TF-50 อย่างมากก็ได้สามลำ เหลือสองตนประจำการคอยประสานงานอยู่ที่โรงเก็บเครื่องบิน หนึ่งลำหนึ่งเที่ยวได้เฉลี่ยสิบตน ก็แปลว่าหมู่เฮาจะยิงได้เที่ยวละราวสามสิบตน กวาจะหมดจำนวนกระสือกระหังที่เหลือเกือบสามร้อยตนก็สิบเที่ยว ป่านนั้นหมู่เปิ้นถึงตานนะคอนนานแล้ว”

          “แล้ว..... แล้วไม่มีอาวุธอะไรที่แบบ มีอำนาจทำลายล้างสูงบ้างเลยเหรอ” จ้าดพยายามหาทาง “อย่างระเบิดไฟ ระเบิดแรงสูง นิวเคลียร์ อะไรแบบนี้”

          “ถ้าถามถึงระเบิดคงบ่มีหรอก ปกติศัตรูของตานีบ่ได้มากันเป็นกลุ่มใหญ่มากๆจะอี้ ใช้แค่จรวดก็เก็บได้หมดแล้ว” กล้วยตอบ ก่อนที่จะลดเสียงลง “อีกอย่าง ถึงจะมีอาวุธทำลายล้างสูงจะอั้น ข้าเจ้าก็บ่อยากยิงเท่าได๋หรอก มันอาจจะไปโดนนาง เอื้องกับแหวนก็ได้ ถึงจะเป็นศัตรูกัน แต่เปิ้นก็เป็นตานี ข้าเจ้าบ่อยากฆ่าเปิ้น.....”

          “ใจดีเกินไปอีกแล้วเน่อกล้วย” เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้วดุเพื่อนสาว “ในเวลาจะอี้ยังมัวใจดีอยู่อีกก๋า มีอะหยังก็ถล่มๆใส่ลงไปเหอะ”

          “ประเด็นคือบ่มี” ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ

          “แล้วเครื่องบินลำอื่นที่ติดอาวุธหนักๆไม่มีบ้างเหรอ อย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดอะไรงี้” หลานชายหมอผีใหญ่ยังคงไม่ยอมแพ้ “เราเห็นเครื่องใหญ่ๆจอดอยู่ข้างนอกตั้งหลายลำ หรือว่าพวกนั้นเป็นเครื่องบินขนส่งกันหมดเลย”

          “จะว่ามี.... ก็มีอยู่” เด็กสาวหน้าจืดเหลียวซ้ายแลขวาอย่างไม่มั่นใจ “มีเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินติดปืนกลหนักกับจรวด แล้วก็มีของหนักๆเลยคือเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินแบบบินวน แต่ทั้งสองลำยิงเป้าหมายบนอากาศได้ลำบากมาก แถมความคล่องตัวก็สู้ TF-50 บ่ได้เลย ข้าเจ้าย่านจะบินไปตกเล่นเปล่าๆ.....”

          “แบบนี้ก็เท่ากับไม่มีทางเลือกอะไรเลยสิ”

          “ก็ถึงได้เรียกมาเช้าๆจะอี้ จะได้มาช่วยกันคึดนี่แหละ”

 

          เงียบกริบเหมือนป่าช้าเสริมอะคูสติกกันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่กล้ายจะเอ่ยขึ้น

 

          “แล้วถ้าหมู่เฮาปล่อยหื้อหมู่เปิ้นเข้ามาถึงตานนะคอนได้ล่ะ”

          “หมายความว่าจะได” ราชินีตานีขมวดคิ้ว

          “ก็ในเมื่อหมู่เฮาบินไปยิงหมู่เปิ้นบ่ได้ ก็ล่อหมู่เปิ้นเข้ามายิงในถิ่นหมู่เฮาสิ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “หน่วยอาวุธระยะไกลก็มีระบบจรวดต่อต้านอากาศยานอยู่บ่แม่นก๋า ข้าเคยหันหมู่เปิ้นติดตั้งบนยอดหอคอยปืนใหญ่ด้วยนี่”

          TMM-2 ก๋า” คิ้วบางของกล้วยยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้นไปอีก ก่อนที่เธอจะส่ายหน้า “บ่ได้หรอก เครื่องยิงจรวดนั่นระบบนำวิถีกับระบบควบคุมการยิงมีข้อบกพร่องเพียบ ยิงทิ้งยิงขว้างแถมเสียเป็นว่าเล่น หมู่เฮาเลยเอาลงจากหอจะได”

          “กล้วย ลืมไปแล้วก๋าว่าอยู่กับผู้ได๋” ริมฝีปากของหัวหน้าหน่วยจู่โจมเหยียดยิ้ม “โปรแกรมนำวิถีกับควบคุมการยิง สำหรับข้าแล้วก็แค่ของเด็กเล่นเท่านั้นเอง เขียนหื้อเสร็จภายในวันสองวันยังได้เลย”

          “แน่ใจก๋าว่าเขียนได้ ต้องหื้อยิงได้บ่ต่ำกว่าสามสิบลูกในเวลาบ่เกินสองนาที แล้วก็ต้องเข้าเป้าแทบทุกลูกด้วยเน่อ”

          “กล้วยบ่เชื่อใจข้าก๋า” เสียงของกล้ายเปลี่ยนเป็นปะเหลาะส่อแววอันตราย

          “เชื่อๆ ข้าเจ้าแค่บ่อยากหื้อกล้ายยะการหนักเกินไปเท่านั้นเอง” ราชินีตานีรีบพูดก่อนที่เพื่อนสาวจะเข้าโหมดงอแง ขณะฟ้า น้ำว้า น้ำไทและยูคิหัวเราะคิก “แล้วอีกอย่าง การปล่อยกระสือกระหังเข้ามาในเมืองจะเสี่ยงเกินไปก่อ.... ข้าเจ้าบ่อยากเอาความปลอดภัยของชาวเมืองไปเสี่ยงด้วยเลย”

          “จนป่านนี้แล้วยังจะมาห่วงชีวิตคนตานนะคอนยะหยังอีกเล่า” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับเสียงสูง “บ่ว่าจะไดชีวิตชาวเมืองตอนนี้ก็บ่ปลอดภัยอยู่แล้ว กล้วยก็เลือกเอา จะหื้อหมู่เปิ้นเสี่ยงขึ้นนิดหน่อยแลกกับปลอดภัยจากผีร้ายในระยะยาว หรือจะหื้อเปิ้นปลอดภัยตอนนี้แต่โดนผีร้ายบุกทีหลังล่ะ”

          “คนอื่นว่าจะได” กล้วยหันมาขอความเห็นจากอีกหกองค์ประชุมซึ่งเงียบกันไปนานจนจะหลับกันหมดแล้ว

          “อะ.... อ๋อ” น้ำไทปรือตาขึ้นมาเป็นตนแรก “ก็.... ก็ถ้าเอื้อยกล้ายเขียนโปรแกรมได้ ข้าเจ้าก็ว่าแผนนี้ก็ดีเน่อเจ้า”

          “ข้าเจ้าก็คึดแบบน้ำไทเน่อ” น้ำว้าเสริมน้องสาว “แต่ข้าเจ้าบ่ค่อยไว้ใจเอื้อยกล้ายเท่าได๋.....”

          “ก็บอกแล้วว่าบ่ต้องห่วง” เด็กสาวผมหางม้าพูดอย่างอดทน “แล้วหมิง ฟ้า ยูคิล่ะ ว่าจะได”

          “อ้าว แล้วเราล่ะ !?” จ้าดโวย

          “เออ จ้าดด้วย”

          “ฉันคิดเหมือนน้ำไทนะคะ” วิญญาณหิมะสาวตอบ “ถ้าเกิดใช้อาวุธภาคพื้นดินยิงโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็น่าจะดีกว่าเอาเครื่องบินไปเสี่ยงบินวนต่อสู้กับพวกมันอยู่แล้ว แถมไม่ต้องเสียน้ำมันแล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยมากด้วย”

          “แม่น แม่น” สมิงสาวเนียนด้วย

          “แต่กระสือกระหังจะยอมตามมาเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง “ระยะทางตั้งไกลขนาดนั้น แล้วมันก็น่าสงสัยอยู่นะว่าเป็นกับดัก แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกนางมีระบบสอดแนมอะไรเราอยู่บ้าง จะแน่ใจได้ยังไงว่าจะติดตั้งจรวดได้โดยที่พวกนั้นไม่เห็นน่ะ”

          “อีกอย่าง จรวดนี้ใช้อะไรควบคุมล่ะ” ฟ้าต่อ “เรากลัวจะเกิดเหตุการณ์แบบวันย้ายต้นกล้วยอีก ที่ระบบสื่อสารโดนตัดขาดน่ะ แล้วกล้วยก็เคยบอกไม่ใช่เหรอว่าเอื้องถนัดด้านคอมพิวเตอร์ ถ้าเขาแฮ็กระบบแล้วสั่งให้ยิงเครื่องบินฝ่ายเรามันจะแย่เอานา”

          “ระบบควบคุมของ TMM-2 เป็นระบบเครือข่ายและสั่งงานได้จากระยะไกลก็แต๊ แต่ก็มีโหมดทำงานได้ด้วยตัวมันเองเหมือนกัน” เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย “และปกติก็มีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว แล้วข้าก็จะเขียนเพิ่มเข้าไปอีกหื้อตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายโดยอัตโนมัติถ้าเจออะหยังแปลกปลอม เรื่องที่ว่าเอื้องจะแฮ็กแล้วสั่งยิงน่ะเป็นไปบ่ได้หรอก ส่วนเรื่องกระหังจะตามมาก่อ หรือหมู่เปิ้นจะผิดสังเกตว่าเป็นกับดักก่อนี่ หมู่เฮาก็ต้องระวังหื้อมากที่สุดแหละ”

          “ถ้างั้นก็น่าจะโอเคนะ” สาวหมัดเหล็กพยักหน้า “แล้วโปรแกรมที่ว่านี่อีกสักกั่นถึงจะพร้อมใช้ล่ะ”

          “อย่างที่อู้ไปนั่นแหละ วันสองวันก็เสร็จ ถ้ารวมทดสอบระบบทดสอบยิงด้วยก็น่าจะสักสามสี่วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวฐานปล่อยเองด้วย สภาพยังดีอยู่ก่อล่ะ”

          “ก็ดีอยู่ เพราะเก็บไว้ในชั้นใต้ดินโรงเก็บรถถังตลอด หมู่ผีร้ายเข้าบ่ถึง” ราชินีตานีตอบก่อนจะหันกลับมามองไฟล์ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้งด้วยสีหน้าครุ่นคิด “สามสี่วัน.... จะว่าเร็วหรือจะว่าช้าดี ข้าเจ้าว่ามีแนวโน้มสูงมากที่หมู่ผีร้ายจะตีโต้กลับในช่วงนี้ หมู่เปิ้นคงบ่อยากหื้อหมู่เฮามีเวลาวิเคราะห์ข้อมูลหรือวางแผนต่อ”

          “แต่นี่ก็ผ่านไปสองวันแล้วนะ” เด็กสาวหน้าคมออกความเห็น “แล้วดูจากที่กล้วยถ่ายมา พวกมันก็ไม่เห็นจะค่อยเคลื่อนไหวเตรียมตัวอะไรกันเท่าไหร่เลยนะ”

          “ผีร้ายคงบ่ต้องจัดทัพเตรียมการอะหยังมากหรอกมั้ง แค่กระสือกระหังที่ลอยอยู่แถวๆนั้นบินมาตานนะคอนพร้อมๆกันก็บุกได้แล้ว” กล้ายตอบ “หรือหมู่เฮาควรจะบินไปยิงถังเสบียงตอนนี้เลยดี จะได้ตัดกำลังหมู่เปิ้นก่อน”

          “ยะจะอั้นหมู่เปิ้นก็ได้แห่กันมาที่นี่ทันทีสิ” ตานีสาวหน้าจืดตอกกลับ “เอาเป็นว่ายะหื้อเร็วที่สุดละกัน ถ้าหมู่ผีร้ายบุกมาอีกก็แก้ไขไปตามสถานการณ์ก่อน จะไดเดี๋ยวข้าเจ้าไปตรวจสภาพแล้วก็เตรียมเครื่องบินกับปืนใหญ่ไว้ด้วย เผื่อหมู่เปิ้นบุกมาจะได้พร้อมรบ”

          “แล้วหลังจากนั้นล่ะจะเอาไงต่อ” จ้าดถามเมื่อเห็นว่าประเด็นปัจจุบันได้ข้อสรุปแล้ว “หมายถึงถ้าเราโจมตีฐานที่มั่นของผีร้ายได้แล้ว แล้วก็กำจัดกระสือกระหังได้เกือบหมดอย่างที่วางแผนไว้ ต่อไปเราจะทำอะไร”

          “ก็บุกเข้ายึดพื้นที่ แล้วก็จับสุทัศน์กับหมู่นางหื้อได้” ราชินีตานีตอบ

          “อ้าว แล้วเปรตกับพวกผีร้ายที่อยู่ที่พื้นนั่นล่ะ”

          “คึดเอาไว้แล้วล่ะ จุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่หมู่เฮาจะโจมตีก็คืออุโมงค์ทางหลวง ถ้าโจมตีอุโมงค์ทางหลวงจนพังลงมาได้ ก็เท่ากับตัดเส้นทางการเคลื่อนพลของหมู่เปิ้นได้ และพอบ่มีกระสือกระหังเฝ้าท้องฟ้าแล้ว หมู่เฮาก็น่าจะรบสะดวกขึ้น บ่น่าจะมีปัญหา”
          “แม่นๆ” กล้ายสนับสนุน “อาวุธโจมตีภาคพื้นดินหมู่เฮาก็มีเพียบ ทั้งรถถัง เครื่องบิน เอาปืนใหญ่ไปตั้งยังได้เลย ถ้ารบกันที่พื้นล่ะก็ตานีบ่แพ้หรอก”

          “งั้นก็แปลว่าการต่อสู้นี่กำลังจะจบแล้วสิ” หลานชายหมอผีใหญ่ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที

          “ถ้าเป็นไปตามแผนทุกอย่าง นับจากนี้ไปสักสองอาทิตย์ก็เหลือเฟือแล้ว” เด็กสาวผมหางม้าตอบ

          “โห เยี่ยม !

          “จะอู้จะอั้นบ่ได้หรอก หมู่เปิ้นอาจจะยังมีอะหยังซ่อนอยู่อีกก็ได้” กล้วยเบรกการมองโลกในแง่ดีของเพื่อนทั้งสองจนหัวแทบคะมำ “อีกอย่าง ที่หมู่เฮาอู้ๆกันคือในกรณีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน และผีร้ายต้องบ่มาโจมตีในช่วงที่หมู่เฮากำลังเตรียมตัวและเตรียมจรวดด้วย ถ้าเกิดหมู่ผีร้ายมาโจมตีก่อน หรือหมู่เฮาปิดทางการบุกภาคพื้นดินได้บ่สมบูรณ์ หรือมีเหตุบ่คาดฝันอื่นๆ เรื่องก็คงบ่จบง่ายๆหรอก และข้าเจ้าค่อนข้างจะสังหรณ์ใจว่าจะเป็นจะอั้นด้วย”

          “เฮ้อ อุตส่าห์คิดว่าจะได้ใช้ชีวิตปิดเทอมที่เหลือแบบสงบๆนั่งเล่นเกมได้ทั้งวันทั้งที.....”

          “แล้วตอนนี้นายบ่ได้เล่นเกมทั้งวันก๋าบ่าจ้าดง่าว !?” เด็กสาวผมหางม้าแหว “งานบ้านก็บ่หันจะช่วยยะ เล่มเกมก็ดึกตื่นก็สาย ยังจะมีหน้ามาอู้จะอี้อีก”

          “ไม่ต้องหงุดหงิดหรอกน่ากล้าย เราก็รู้ๆกันอยู่ว่าจ้าดมันไม่เอาไหน” คำพูดของฟ้าเฮดช็อตหลานชายหมอผีใหญ่ได้แรงกว่าเพื่อนสาวหลายเท่า ทำเอาเด็กหนุ่มหน้าดุหงายเงิบ

          “เง้อ ฟ้า.....”

 

          “เอ้าๆ ปิ๊กมาเข้าเรื่องกันก่อน”

          กล้วยปรามเมื่อเห็นหัวข้อสนทนาชักจะออกทะเล ที่สำคัญคือหางตาเธอเห็นตานีน้อยทั้งสองทำท่าจะฟุบลงไปหลับอีกรอบแล้ว ยิ่งมีหมอนนานาชนิดห้อมล้อมอยู่แบบนั้นด้วย

 

          “สรุปว่าเรื่องแผนการรบต่อไปของหมู่เฮา เข้าใจกันหมดบ่มีผู้ได๋สงสัยหรือทักท้วงเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดกวาดมองผู้ฟังของเธอ เมื่อเห็นว่าทุกคนพยักหน้า เธอก็หันมาหาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม “ถ้าจะอั้น กล้าย เดี๋ยวช่วยวางแผนการเอารถถังบุกมาคร่าวๆหน่อยได้ก่อ อนุมานไว้ก่อนว่าบ่มีกระสือกระหังหรือมีน้อยมาก แล้วก็ผีร้ายภาคพื้นดินเหลือราวๆครึ่งของที่มีอยู่ตอนนี้”

          “หื้อข้าวางแผน ?” ตานีสาวผมหางม้าเลิกคิ้วสูง “กล้วยก็ฮู้บ่แม่นก๋าว่าข้าวางแผนบ่เก่ง”

          “แผนยุทธวิธี บ่แม่นแผนยุทธศาสตร์*” กล้วยตอบ เพื่อนสาวของเธอไม่เก่งด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์หรือแผนระยะยาวก็จริง แต่ถ้าเป็นแผนยุทธวิธีหรือแผนการรบระยะสั้นแล้ว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้นี้เก่งกว่าเธอเสียอีก “อีกอย่าง เรื่องรถถังกล้ายเก่งกว่าข้าเจ้าอยู่แล้ว แล้วกล้ายก็ฮู้สภาพรถถังของหมู่เฮาทุกคัน ถ้าบ่หื้อกล้ายวางแผนแล้วจะหื้อผู้ได๋ล่ะ”

          “อ่า.... ก็ได้ เดี๋ยวข้าจะลองดู” เด็กสาวผมหางม้าตอบอย่างไม่มั่นใจนัก

          “โอเค ถ้างั้นเรื่องที่จะประชุมหมดแค่นี้ใช่มั้ย เราจะได้กลับไปนอ.....”

          “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่ง” ราชินีตานีรั้งคอเสื้อเพื่อนหนุ่มไว้ได้ทันท่วงที “คือ.... จะมีผู้ได๋ว่าอะหยังก่อถ้าข้าเจ้าจะขอประชุมต่ออีกสักหน่อย เพราะข้าเจ้าวางแผนการโจมตีทางอากาศไว้คร่าวๆแล้ว ถ้ามีอะหยังผิดพลาดหือยังบ่ดีจะได้แก้ไขแล้วก็วางแผนต่อได้เลย”

          “เราไงว่า” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบทันควัน “ปล่อยเราไปเหอะ เราอยากนอน.....”

          “บ่นับนาย อยากเล่นเกมดึกเองยะหยัง”

          “ง่ะ.....”

          “เอาเลยกล้วย” หมิงพยักเพยิดให้เพื่อนสาวหลังจากถามทุกคนและทุกตนรอบโต๊ะด้วยสายตาแล้ว “ไสๆก็ตื่นมาแล้ว ประชุมต่อให้เสร็จแล้วค่อยไปนอนทีเดียวดีกว่า”

          “อื้ม”

 

          เด็กสาวหน้าจืดเคาะคีย์บอร์ดครั้งหนึ่ง แผนที่ภูมิประเทศของเทือกเขาตานปันน้ำซึ่งทุกคนและทุกตนคุ้นตาดีสว่างวาบขึ้นบนหน้าจอแอลซีดีกว้างเกือบสิบเมตรของห้องประชุม สิ่งที่ไม่คุ้นตาคือจุดสีแดงที่กระจายกันอยู่ทั่วแผนที่ สี่จุดกระจุกกันอยู่ที่ตำแหน่งของฐานที่มั่นกองกำลังผีร้าย ห้าจุดกระจายไปตามทางเข้าและทางออกอุโมงค์ของเส้นทางหลวงสาย S763 ส่วนจุดสุดท้ายอยู่ที่ทางออกสุดท้ายของระบบอุโมงค์ทางหลวง ห่างจากเมืองตานนะคอนไปทางตะวันตกราวยี่สิบกิโลเมตร

 

          “ข้าเจ้าลองกำหนดจุดยุทธศาสตร์ที่ควรจะโจมตีดูแล้ว” ราชินีตานีลากเมาส์คลุมกลุ่มจุดที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตเทือกเขาสูง ภาพซูมเข้าไปจนเห็นตำแหน่งอาคารต่างๆของฐานที่มั่นซึ่งแสดงผลเป็นกรอบสีแดง “กลุ่มจุดแรกคือที่ตัวฐานที่มั่น จุดแรกคือถังอาหารและน้ำลายของกระสือ จุดที่สองและสามคือทางออกเล็กทั้งสองทางของที่ราบ และจุดที่สี่คือทางเข้าใหญ่ของที่ราบ จุดประสงค์ของการโจมตีที่นี่คือการตัดกำลังและเสบียงของกองกำลังผีร้าย และเคลียร์กับระเบิดบนทางเข้าหลักซึ่งข้าเจ้าบ่คึดว่านางที่เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดจะปล่อยโล่งเอาไว้แน่ๆ ตอนแรกจะมีโรงเก็บกระสือแล้วก็ปีศาจประเภทอื่นๆด้วย แต่ก็อย่างที่อู้กันไปแล้ว โจมตีที่นั่นก็บ่มีประโยชน์แล้วตอนนี้”

          “กลุ่มจุดทีสองคือปากอุโมงค์ตามทางหลวงเส้น S763” เด็กสาวหน้าจืดพูดต่อ “เป็นเส้นทางเดียวที่หน่วยรบภาคพื้นดินซึ่งเป็นหน่วยรบส่วนใหญ่ของกองกำลังผีร้ายจะบุกมายังตานนะคอนได้ ถ้าหมู่เฮาถล่มอุโมงค์ปิดทางนี้ซะ ก็บ่ต้องกังวลกับเปรต ปอบไห้ ผีร่างไหม้เกรียม หรือควายธนูไปได้อย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง”

          “ส่วนจุดสุดท้ายคือปากอุโมงค์ฝั่งทางหลวงเส้น S76 ที่อยู่ใกล้ตานนะคอน เป็นจุดที่หมู่เฮาสร้างความเสียหายได้มากและง่ายที่สุดเพราะอยู่ใกล้ที่สุด” ตานีสาวอธิบายก่อนจะเหลียวมามองผู้ฟังของเธออีกครั้ง “คึดว่าจะได มีตรงได๋อีกบ้างก่อที่ควรจะโจมตี หรือมีจุดได๋ที่คึดว่าบ่ควรจะโจมตีบ้าง”

          “เดี๋ยวๆ นี่จะโจมตีอุโมงค์ด้วยก๋า” กล้ายถามเสียงสูง “แล้วจะเอารถถังเข้าไปจะได”

          “หมู่เฮาก็มีอุโมงค์ลับเหมือนกัน จำบ่ได้ก๋า” กล้วยย้อนถาม “อุโมงค์เสียงซอที่ใช้เวลาจะเข้าไปปราบผีในแถบเทือกเขานั่นแหละ มันมีจุดเชื่อมเข้าเส้น S763 ได้”

          “แต่อุโมงค์นั้นปิดตายไปตั้งนานแล้วบ่แม่นก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและยานเกราะท้วง “ปิดตายอาจจะบ่แม่นปัญหาใหญ่เท่าได๋ แต่ทางก่อนถึงอุโมงค์ต้องผ่านจุดพักรถของคนขับรถบรรทุกหลายครั้งเลยเน่อ ถึงถนนจะกว้างพอหื้อรถบรรทุกแซงได้ก็เถอะ แต่เอารถถังไปวิ่งเล่นจะอั้นมนุษย์จะบ่แตกตื่นเอาก๋า”

          “ติดตั้งระบบพรางตัวให้รถถังไม่ได้เหรอคะ” วิญญาณหิมะสาวเสนอ “ขนาดเครื่องบินเล็กยังทำได้ รถถังก็น่าจะได้นะคะ”

          “ได้น่ะได้อยู่” เด็กสาวผมหางม้าหันมาตอบรุ่นน้องสาวซึ่งนั่งอยู่อีกด้านของเธอ “แต่ความเร็วสูงสุดของรถถังส่วนใหญ่แค่ราวๆเจ็ดสิบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ยิ่งทางเขาที่ทางโค้งเยอะๆก็ยิ่งน้อยกว่านั้นอีก ส่วนรถบรรทุกขับกันแปดสิบถึงร้อย แล้วยังเลี้ยวได้คล่องกว่า ถ้าพรางตัวไปได้ตำตูดตกเขาตายกันพอดีสิ”

          “บ่หันจะต้องคึดมาก” กล้วยตอบอย่างมั่นใจ “กองทัพเวียงตานเคลื่อนพลผ่านทางนั้นบ่อยๆอยู่แล้ว รถถังวิ่งกันเที่ยวละเป็นสิบๆ หมู่เฮาเนียนเป็นกองทัพเวียงตานเอาก็ได้ ดีบ่ดีที่หมู่เปิ้นจะผิดสังเกตเพราะรถถังมาน้อยไปด้วยซ้ำ”

          “แน่ใจนา” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหรี่ตา “บ่แม่นหมู่คนขับรถบรรทุกโทรไปตามกองทัพเวียงตานมายิงรถถังนา”

          “บ่มาหรอกน่า ถ้ามาข้าเจ้าเลี้ยงข้าวเลยเอ้า”

          “ย่านจะสิ้นอายุก่อนได้เลี้ยงนี่สิ.....”

          “แล้วจะใช้เครื่องบินกี่ลำกาเจ้าเอื้อยกล้วย” ตานีน้อยผมเปียถามเสียงงัวเงียหลังจากงีบไปอึดใจใหญ่ “จุดเยอะจะอี้ใช้ลำเดียวคงบ่ไหวมั้งเจ้า”

          “ที่คึดไว้ก็สามลำ ลำที่หนึ่งเข้าไปโจมตีฐานที่มั่น และในกรณีนี้ก็จะลากกระสือกะหังกลับมาด้วย ลำที่สองทิ้งระเบิดอุโมงค์ทางหลวงตามรายทาง ส่วนลำที่สามระดมยิงทางออกใหญ่”

          “สามลำจะพอเร้อ” จ้าดถามลากเสียง

          “ข้าเจ้าก็อยากเอาไปมากกว่านี้หรอก แต่ก็อย่างที่อู้ไปเมื่อกี้ สามลำเท่ากับนักบินหกตน เหลือสองตนไว้ประสานงานที่นี่ บ่มีทางได้เยอะกว่านี้แล้ว”

          “แต่ฉันกลับคิดว่าเอาไปน้อยๆน่าจะดีกว่านะคะ โดยเฉพาะถ้าต้องหนีกระสือกระหังด้วย คล่องตัวเข้าไว้น่าจะดีกว่า” วิญญาณหิมะสาวออกความเห็นบ้าง “เพราะยังไงอาวุธของพวกเราก็น่าจะทำลายเป้าหมายได้อยู่แล้วใช่ไหมคะ”

          “ควรจะเป็นจะอั้น” กล้วยพยักหน้า “เอาล่ะ ทีนี้ หมู่เฮาต้องใช้นักบินหกตน หรือถ้าจะอู้หื้อชัดกว่านั้นคือนักบินสามตน และพลควบคุมอาวุธและระบบอีกสามตน”

          “นักบินสามตนน่าจะชัดเจนอยู่แล้วว่าคือน้ำไท กล้าย แล้วก็ข้าเจ้า” ราชินีตานีพูดต่อ “ในฐานะที่บินมามากที่สุด ข้าเจ้าจะเข้าไปโจมตีฐานที่มั่นแล้วก็ลากกระสือกระหังออกมาเอง กล้ายโจมตีปากอุโมงค์ตามรายทางที่อันตรายน้อยหน่อย ส่วนงานระดมยิงทางออกใหญ่ใกล้ตานนะคอนที่อันตรายน้อยที่สุดก็หื้อน้ำไทละกัน”

          “จะไหวก๋ากล้วย” น้ำเสียงของเด็กสาวผมหางม้าแฝงแววเป็นห่วง “ก็พอเข้าใจหรอกเน่อว่าอยากหื้อคล่องตัว แต่ลำเดียวจะบ่เสี่ยงเกินไปก๋า หื้อข้ายิงปากอุโมงค์เสร็จแล้วบินไปสมทบก็ได้เน่อ ถ้าเกิดอะหยังขึ้นจะได้ช่วยได้”

          “บ่เป็นอะหยังหรอก” กล้วยตอบ “ข้าเจ้าบ่เข้าไปใกล้มากอยู่แล้ว แล้วก็ปรับปรุงระบบหลบหลีกกระสือกระหังไปพอสมควรแล้วด้วย ถ้าปรับปรุงเสร็จก็น่าจะหลบได้ดีขึ้นมาก บ่น่าจะมีปัญหา”

          “แล้วพลคุมอาวุธจะหื้อผู้ได๋ก๋า เอื้อยกล้วยคิดไว้แล้วก่อ” ตานีน้อยผมสั้นถามอย่างกระตือตือร้น “ขอข้าเจ้าคุมหื้อน้ำไทเน่อ เน่อเอื้อยกล้วย”

          “สุมาเน่อน้ำว้า คราวนี้บ่ได้” ราชินีตานีส่ายหน้ายิ้มๆให้รุ่นน้องสาว “น้ำว้าต้องอยู่ที่นี่”

          “อ้าว ยะหยัง.....”

          “เพราะถ้าน้ำว้าขึ้นบินด้วย ก็จะบ่มีตานีประจำอยู่ที่นี่เลย ถ้าเกิดอะหยังที่ต้องขอการยิงสนับสนุนหรือขอข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆของหมู่เฮาขึ้นมาจะลำบากเอา”

          “ก็ฝึกเอื้อยๆตนอื่นหื้ออยู่ก็ได้นี่” เด็กหญิงไม่ยอมแพ้ “เน่อเอื้อยกล้วย ข้าเจ้าบ่อยากปล่อยน้ำไทไปตนเดียวอีกแล้ว ถ้าเกิดเรื่องแบบคราวที่แล้วจะยะจะได.....”

          “เอื้อยเข้าใจเน่อว่าน้ำว้าฮู้สึกจะได” เสียงของตานีสาวหน้าจืดอ่อนลงบ้างเมื่อได้ยินคำพูดของรุ่นน้องสาว “แต่บ่ต้องห่วงหรอก เที่ยวบินของน้ำไทปลอดภัยที่สุดแล้ว แค่ขึ้นบินไปทางตะวันออกของตานนะคอนยี่สิบกิโล ระดมยิงใส่อุโมงค์แล้วก็ปิ๊กมาเท่านั้นเอง วางใจเถอะ น้ำไทบินได้อยู่แล้ว”

          “แม่น ข้าเจ้าบินไหวน่าน้ำว้า” แฝดผู้น้องเสริม “น้ำว้าชอบห่วงข้าเจ้าเกินเหตุ ย่านเกินเหตุอยู่เรื่อยเลย ข้าเจ้าบ่ได้อ่อนแอจะอั้นเน่อ”

          “ก็น้ำไทเป็นน้องข้าเจ้านี่ จะบ่หื้อข้าเจ้าห่วงได้จะไดล่ะ....” ตานีน้อยผมสั้นดึงตัวน้องสาวมากอดก่อนจะโยกไปโยกมาเหมือนเธอเป็นตุ๊กตาล้มลุก

          “พอแล้วน้ำว้า ข้าเจ้าหายใจบ่ออก แล้วก็อย่าโยกด้วย !

          “แหมๆ รักกันดีจริงนะสองตนนี้” ฟ้าหัวเราะคิก ก่อนจะหันมาถามเพื่อนสาวหน้าจืดซึ่งก็มองเด็กหญิงทั้งสองด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เช่นกัน “แล้วสรุปว่าพลอาวุธสามคนนี่ใครบ้างล่ะ”

          “ก็.... กล้ายคู่กับหมิง”

          “หา...........!?” เด็กสาวผมหางม้าอุทานยาวเหยียดดังคับห้องประชุม ขณะศัตรูตามธรรมชาติของเธอยิ้มกริ่มอย่างสมหวัง “ยะหยังข้าต้องไปกับบ่าสมิงจ้าดง่าวนี่ด้วยล่ะ !?

          “กล้ายกับหมิงนั่นแหละเหมาะสมกันที่สุดแล้ว” ราชินีตานีตอบยิ้มๆ “ตอนที่ไปขับรถถังด้วยกันกล้ายก็ยังชมเปิ้นอยู่เลยบ่แม่นก๋าว่าขับเก่ง ตอนวันย้ายต้นกล้วยก็เข้าขากันดี ไปด้วยกันอีกสักงานจะเป็นอะหยัง”

          “แม่นๆ” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำสนับสนุนเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทันที ริมฝีปากแสยะยิ้มหวานเย็นโชว์เขี้ยวซี่จิ๋ว โอกาสเดียวได้โบนัสสองต่อ ทั้งได้ของเล่นใหม่ชิ้นใหญ่บินได้ด้วย แถมยังได้โอกาสแกล้งกล้ายอีกเพียบ “ฝึกให้เฮาหลายๆเด้อ สิได้บินเก่งๆ”

          “บ่เอ๊า !

          “เอ้า ได้ไปคู่นึงแล้ว” กล้วยเอ่ยเสียงเรียบ ทำเป็นไม่เห็นสองคู่กัดที่ตั้งต้นโหวกเหวกโวยวายเหมือนเช่นเคย “ต่อไป.... ฟ้าไปกับน้ำไท”

          “เอ๋” เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้วน้อยๆ “ให้เราไปปฏิบัติการที่ปลอดภัยที่สุดเนี่ยนะ”

          “อื้ม แน่สิ” ราชินีตานีพยักหน้า “ฟ้ากำลังจะไปเชียงหลวงแล้ว ข้าเจ้าบ่อยากหื้อเป็นอะหยังไปก่อนหน้านั้น”

          “เอ้ย ไม่เป็นไรน่า ให้เราไปกับกล้วยก็ได้” สาวหมัดเหล็กรีบพูด “อย่าลืมสิว่าผีร้ายทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไปกับกล้วยน่าจะช่วยกล้วยได้บ้างนะ”

          “ผีร้ายยะอะหยังบ่ได้ แต่เครื่องบินตกยะได้เน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะไกลและอากาศยานหัวเราะหึๆ

          “เออ.... จริงแฮะ.....” ฟ้าเกาหัวแกรกๆ “แต่กล้วยบอกว่าไม่น่าจะมีปัญหาไม่ใช่เหรอ”

          “กันไว้ดีกว่าแก้” เด็กสาวหน้าจืดตอบง่ายๆ

          “แต่ว่า.....”

 

          “เอื้อยฟ้าบ่อยากบินกับข้าเจ้ากาเจ้า....”

          สาวหมัดเหล็กสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ปนสะอื้นจากด้านหลัง ฟ้าหันไปมองต้นเสียง แล้วอกแบนก็ต้องปวดร้าวเหมือนถูกคีมบีบเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของเด็กหญิงผมเปีย ยิ่งเห็นดวงตากลมที่มีน้ำใสเอ่อคลอหัวใจของเธอก็ยิ่งอ่อนยวบ เธอทำอะไรลงไปนี่.....

 

          “โอ๋ๆน้ำไท อย่าร้องนะ พี่ไม่ได้ไม่อยากจะบินกับน้ำไทสักหน่อย....”

          เด็กสาวหน้าคมดึงตานีน้อยเข้ามากอดไว้แน่น มือลูบผมสีดำขลับที่ผูกไว้เป็นเปียอย่างอ่อนโยน เธอไม่ทันเห็นผู้ถูกกอดขยิบตาให้รุ่นพี่และผู้บังคับบัญชาของเธออยู่ข้างหลัง

 

          “ลูกเล่นเยอะแต๊เยอะว่าเน่อน้ำไท....” ฝาแฝดคนพี่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจเฮือก แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อฟ้าเอ่ยถามอย่างงงๆ

          “ลูกเล่นอะไรเหรอ”

          “อ๋อ เปล่าๆ บ่มีอะหยัง” ตานีน้อยผมสั้นหัวเราะร่วมกลบเกลื่อนก่อนจะหันไปถามรุ่นพี่สาว “เอื้อยกล้วย แล้วคู่ของเอื้อยกล้วยล่ะ”

          “ก็เหลืออยู่สอง จ้าดกับยูคิ” กล้วยพูดเสียงเรียบ ดวงตาเรียวเหลียวมองเพื่อนหนุ่ม “น่าจะฮู้เน่อว่าหวยจะลงที่ผู้ได๋”

 

          วิญญาณหิมะสาวและหลานชายหมอผีหนุ่มนิ่งกันไปอึดใจหนึ่ง แล้วจ้าดก็โพล่งออกมาเสียงลั่น

 

          “ไม่ได้นะกล้วย จะเอายูคิไปเสี่ยงแบบนั้นได้ไง เราไม่ยอมเด็ดขาด !

 

          เด็กสาวทั้งสองมองตากันไปมาอย่างงุนงง ก่อนที่กล้วยจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงต่ำๆ

 

          “จ้าด นายคึดว่าข้าเจ้าจะหื้อยูคิขึ้นบินคู่กับข้าเจ้าก๋า”

          “ก็ใช่สิ !” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบทันควัน “แต่เราไม่ยอม กล้วยเอายูคิขึ้นบินไม่ได้ !

          “ยะหยังนายถึงคิดจะอั้นล่ะ” เสียงของราชินีตานีลดอุณหภูมิลง “ยะหยังนายถึงบ่คึดบ้างว่า.... นายจะเป็นคนขึ้นไปบินกับข้าเจ้า”

          “ก็เพราะ..... เพราะกล้วยคงไม่เลือกเราหรอกมั้ง.....”

          “เสียใจด้วยเน่อ” กล้วยตอบเสียงเย็นเยือก “นายนั่นแหละที่ต้องขึ้นไปบินกับข้าเจ้า”

 

          หลานชายหมอผีใหญ่ชะงักไปชั่วครู่ แล้วเสียงของเขาก็ดังลั่นห้องอีกครั้ง

 

          “หา..............!? เราเนี่ยนะ !?

          “ก็เหลือกันอยู่สอง หรือนายจะหื้อยูคิขึ้นบิน ?”

          “แต่.... แต่.... จะดีเหรอกล้วย” จ้าดถามตะกุกตะกัก “ไหนกล้วยบอกว่าต้องฝึกกันนานไง”

          “ก็นานอยู่ แต่ฝึกพลควบคุมอาวุธเร็วกว่าฝึกนักบินอยู่แล้ว” ตานีสาวตอบ ก่อนที่ดวงตาเรียวจะหรี่ลงพร้อมกับริมฝีปากบางที่คลี่ออกเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือก “ย่านก็บอกมาเหอะ ข้าเจ้าบินตนเดียวก็ได้”

          “กะ.... กลัวที่ไหนเล่า....” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบอุบอิบ “เราแค่.... กังวลเรื่องฝึกบินเท่านั้นเอง”

          “บ่ต้องกังวลน่า” กล้วยฟาดแผ่นหลังเพื่อนหนุ่มดังป้าบใหญ่ “เดี๋ยวข้าเจ้าจะฝึกหื้อเป็นพิเศษเลย เริ่มกันเช้านี้เลยละกัน หลบกระสือกระหังบ่ได้ก็บ่ต้องกินข้าวเช้าเน่อ !

 

          “ก็นั่นแหละที่กังวลอยู่ล่ะ ว้อย..............!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น