ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 50 : ปฏิบัติการลับที่จบลงด้วยการแข่งกินจุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ก.พ. 58

            “ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยลอกข้อสอบ ทุกทุกข้อ ทุกวิชามาด้วยกัน.....”

            เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่หัวเตียงปลุกหลานชายหมอผีใหญ่ให้รีบลุกขึ้นมากดรับ ด้วยเกรงว่าเหล่าเพื่อนๆและรุ่นน้องสาวผู้ปรานีให้เขานอนร่วมห้องเป็นกรณีพิเศษจะตื่นขึ้นมาตะเพิดเขาออกจากห้อง แต่เมื่อเขาชำเลืองดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือก็พบว่าเที่ยงกว่าแล้ว เด็กหนุ่มกวาดมองลงมายังชื่อผู้โทรที่กลางจอ ไร่นั่นเอง

 

            “ไอ้ไร่ของเอ็ง” จ้าดเลียนสำเนียงสารขัณฑ์ใต้ของเพื่อนพลางก้าวฉับๆออกจากห้องแม้จะยังเจ็บแผลที่อกและแขนอยู่บ้าง

            “จะไอ้ไร่หวา ก็ผลสอบวิศวะตานนะคอนเอ็งน่ะสิ พันพรือหลาว” เด็กใต้ของแท้รับมุกเสียด้วย เล่นเอาจ้าดมึนไปสองสามวินาที

            “อ๋อ ติดว่ะๆ ขอบคุณมาก” หลานชายหมอผีใหญ่ยืดอกตอบเพื่อนอย่างภาคภูมิใจ “แล้วเอ็งล่ะ หมอเวียงเชียงหลวงก็ออกแล้วนี่”

            “อ๋อ ติด แต่คงไม่เอา”

            “อ้าวเฮ้ย ทำไมวะ”

            “อยากกลับไปเรียนใกล้ๆบ้านมากกว่า” ไร่ตอบ “มาตานนะคอนตั้งสามปี อยากกลับไปอยู่บ้านบ้าง นี่ก็ติดหมอของเจ้าสมุทรแล้ว เดี๋ยวคงลงไปเดือนหน้า”

            “ก็แปลว่าหลังจากเดือนหน้าก็ไม่ได้เจอเอ็งแล้วสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุใจหายไม่น้อยที่เพื่อนสนิทตลอดสามปีจะจากไปไกลเกือบสี่พันกิโลเมตร “ก่อนไปไปกินข้าวกันก่อนดิ เดี๋ยวชวนไอ้ต๊อกด้วย”

            “เออดีๆ ไอ้ต๊อกมันก็ติดสอบตรงของเทคนิคหลวงน้ำทาแล้ว ก็คงไม่อยู่ตานนะคอนเหมือนกัน”

            “อ้าวเฮ้ย ทำไมไปสายนั้นวะ”

            “ไม่รู้มัน” เด็กหนุ่มชาวใต้ตอบ “แต่ได้ยินมันว่ารอผลสอบของส่วนกลางอยู่เหมือนกัน อาจจะได้มหาวิทยาลัยรัฐในตานนะคอนก็ได้มั้ง มันยื่นคณะที่ติดไม่ค่อยยากไปด้วย”

            “มันยื่นอะไรไปวะ ไม่ได้ถามมันเลย หลังจากงานเลี้ยงก็ไม่ได้คุยกับมันเลย เมื่อวานก็วุ่นๆ”

            “ยื่นครุศาสตร์กับวิทยาศาสตร์การอาหารของเชียงรุ้ง แล้วก็เทคนิคการแพทย์ของสหัสศาสตร์”

            “ติดง่ายทั้งสามอัน” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า “แต่ทำไมเหมือนสายวิชามันกระจุยกระจายพิกล”

            “ก็ไม่ได้อยากจะดูถูกเพื่อนนะ แต่หัวแล้วก็นิสัยอย่างไอ้ต๊อก ข้าว่าสามอันนี้ยังจะเรียนยากเลยถ้ามันไม่ปรับปรุงตัวน่ะนะ” ปลายสายตอบเสียงจริงจัง “ไม่รู้ว่ะ ขึ้นอยู่กับมัน แล้วตอนนี้เอ็งเป็นไงบ้าง อยู่ในฮาเร็มสบายดีมั้ย”

            “ฮาเร็มบ้าอะไร ไม่มีใครสนใจข้าเลยสิไม่ว่า ถึงสนใจขึ้นมาก็มีแต่แกล้งเอาๆ” จ้าดหัวเราะหึๆ อย่างขมขื่น “ไม่เหมือนเอ็งกับพลอยหรอก แหม.... วันงานเลี้ยงสนิทสนมกันดีนี่ ทิ้งข้าเลย”

            “แก้แค้นที่เอ็งทิ้งพวกข้าตอนเปรตบุกเมืองไง” อีกฝ่ายตอบกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะชั่วร้าย

            “ก็ตอนนั้นข้ามีเรื่องต้องทำนี่หว่า” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบกลับเสียงสูง “ถ้าข้าไม่ทำนี่ตานนะคอนอาจจะเละกว่านั้นอีกนะเว้ย”

            “เออๆ ข้ารู้น่า ล้อเล่น แต่ตอนนั้นพอดีพลอยเขามา.... เอ้อ มาสารภาพรักกับข้าพอดี ก็เลยต้องไปกับเขา อย่างน้อยขอสร้างความประทับใจช่วงเริ่มต้นก่อนสักหน่อยว่ะ ไว้ช่วงหมดโปรแล้วค่อยว่ากันอีกที แต่คงไม่หมดง่ายๆหรอกมั้ง พลอยก็ไปเจ้าสมุทรด้วยเหมือนกัน” ไร่ตอบกลั้วหัวเราะ “แล้วพวกกล้วยเป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย ติดรึเปล่า แล้วเรื่องงานของกล้วยเป็นไงบ้าง”

            “พวกกล้วยก็สบายดี กล้วยกับกล้ายติดวิศวะตานนะคอนเหมือนกัน ส่วนเรื่องงานก็เมื่อคืนก็เพิ่งไปลุยกับผีมา.... เอ๊ะ เดี๋ยว เอ็งไม่รู้สึกผิดปกติอะไรเลยเหรอเมื่อคืน”

            “ผิดปกติ หมายความว่าไงวะ” เด็กหนุ่มชาวใต้ย้อนถาม “ก็นอนหลับสบายดีนี่ ทำไมวะ อย่าบอกนะว่าผีบุกเมืองอีกแล้ว ?”

            “อ่า.... จะว่างั้นก็ใช่” หลานชายหมอผีใหญ่ลังเลว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังดีหรือไม่ ถ้าไร่ยังไม่รู้ เล่าไปก็จะทำให้เขาตกใจเอาเปล่าๆ แต่ยังไงๆ ไร่ก็รู้เรื่อง และเขาก็ไม่กลัวผีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เขาตัดสินใจถามอ้อมๆก่อน “เอ็งไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเหรอ ไม่เห็นอะไรเลยเหรอวะ”

            “ที่ได้ยินก็มีแต่เสียงเครื่องบินว่ะ น่าจะเป็นเครื่องบินรบด้วยเพราะเสียงดังกว่าปกติ แล้วก็วนไปวนมาหลายรอบ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นไรเท่าไหร่นะ พอนอนได้อยู่”

            “งั้นเหรอ....” เด็กหนุ่มหน้าดุลากเสียงอย่างครุ่นคิด “จริงๆเมื่อคืนผีร้ายบุกมาเพียบเลยนะเว้ย เยอะพอๆกับตอนเปรตบุกเมืองเลย ข้าเลยถามไงว่ารู้สึกผิดปกติบ้างรึเปล่า”

            “เฮ้ย จริงเหรอวะ ล้อเล่นรึเปล่า”

            “ข้าจะล้อเอ็งเล่นทำห่านอะไรวะ”

            “ถ้างั้นก็แปลก เพราะนอกจากเสียงเครื่องบินแล้วข้าก็ไม่รู้สึกอะไรเลยนะ แต่จำได้ว่าตอนเปรตมานี่ได้ยินเสียงฝีเท้าด้วยไม่ใช่เหรอ”

            “ก็งั้นแหละ”

            “อีกอย่าง.... ผีมันบุกมาทางไหนวะ”

            “ตะวันตก เหมือนครั้งที่แล้ว มีบางตนผ่ามาทางเขตธุรกิจเชียงแสนด้วย”

            “งั้นก็ยิ่งแปลกใหญ่ เอ็งลองเปิดทีวีดูสิ ไม่มีข่าวอะไรเลยนะเว้ย ไม่มีใครเห็น ไม่มีความเสียหาย ข่าวแปลกๆมีอยู่อย่างเดียวคือซากเศษเหล็กอะไรก็ไม่รู้ที่จู่ๆก็โผล่มาในสวนกล้วยเท่านั้นเอง แต่หิมะก็ไม่ได้มีรอยอะไรเลยนะ”

            สงสัยเป็นซากรถถังจ้าดคิดในใจก่อนจะตอบอีกฝ่าย “เอาเหอะ ถ้าไม่มีอะไรเสียหายก็ดีแล้ว หมดห่วงไปได้เปลาะนึง งั้น..... เอ็งสะดวกวันไหนโทรมานัดข้าละกัน เดี๋ยวข้าโทรนัดไอ้ต๊อกต่อด้วย”

            “เออๆ ไว้เจอกันเว้ย โชคดี”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุกดวางสาย เขาก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง แผลทุกที่สมานกันเกือบสนิทแล้ว และซี่โครงของเขาก็เข้าที่เรียบร้อย จริงๆก็เรียบร้อยมาตั้งแต่ตอนขึ้นไปดูกล้วยกับกล้ายแล้ว จ้าดเดินกลับขึ้นไปบนห้องของเขา เปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินลงไปยังห้องประชุม เสียงของไร่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ไร่ไม่รู้สึกผิดปกติอะไรเลยนอกจากเสียงเครื่องบิน ทั้งๆที่ทั้งรถถังและเครื่องบินยิงกันตูมตาม แถมเปรตก็กระทืบโครมครามเช่นกัน ถึงจะอยู่ห่างออกไปแค่ไหนก็น่าจะได้ยินเสียงอยู่ดี

 

            ที่น่าแปลกกว่านั้น ผีร้ายยกทัพกันมาขนาดนั้น แต่กลับไม่มีใครเห็นและไม่มีความเสียหายต่อทรัพย์สินของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย แค่ปอบไห้กับร่างแหลกเหลวไหม้เกรียมนั่นยังพอว่า แต่จะเอาเปรตหนักเป็นสิบๆตันย่ำตึงๆมาตามถนนโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลยเป็นอะไรที่ไม่น่าเป็นไปได้ และอย่างน้อยที่มันกระทืบรถถังเอาไว้ก็น่าจะมีรอยเท้า รอยตีนตะขาบของรถถังก็ควรจะทิ้งร่องรอยบนหิมะเช่นกัน ที่สำคัญเมื่อคืนหิมะก็ไม่ได้ตกเลยด้วย แต่นี่กลับไม่มีสักนิด มันอะไรกันนี่.....

 

            “กล้วย กล้าย มีใครอยู่บ้างมั้ย”

            จ้าดเรียกพลางโผล่หน้าเข้าไปในห้องประชุม แต่มันว่างเปล่า มีเพียงจอแอลซีดีเท่านั้นที่เปิดโปรแกรมติดตามพลังงานวิญญาณค้างไว้ หลานชายหมอผีใหญ่เดินต่อไปยังห้องอาหาร แต่ที่นั่นก็มีเพียงหมิงกับสองตานีน้อยกำลังนั่งเล่นเกมอะไรสักอย่างที่คล้ายๆหมากรุกอยู่เท่านั้น

 

            “อ้าวจ้าด ตื่นแล้วบ่” หมิงทักก่อนจะยกขากวางดิบชิ้นใหญ่ขึ้นมากัด

            “ยังไม่ตื่นมั้ง” เด็กหนุ่มหน้าดุกวนส้นก่อนจะถาม “คนอื่นล่ะ”

            “ฟ้ากลับบ้าน ยูคิไปคุ้มกันฟ้า ส่วนกล้วยกับกล้ายไปดูลาดเลาที่สวนกล้วย”

            “แล้วนี่.... น้ำไทหายดีแล้วเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่หันมาหาเด็กหญิงผมเปียซึ่งนั่งอยู่ที่อึกด้านหนึ่งของโต๊ะเคียงข้างพี่สาวฝาแฝด

            “เจ้า หายดีแล้วเจ้า” ตานีน้อยยิ้มกว้าง “อ้ายจ้าดล่ะเจ้า”

            “เกือบแล้วล่ะๆ” จ้าดยิ้มตอบรุ่นน้องสาว ก่อนจะหันกลับไปหาเด็กสาวหน้าเสือ “เอ้อ หมิงได้ยินข่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนบ้างรึเปล่า จากข่าวของมนุษย์นะ”

            “ก็ได้ยินว่าบ่มีร่องรอยอีหยังเลย แถมมนุษย์ก็บ่ฮู้อีหยังเลยด้วยคือกัน กล้วยกับกล้ายก็เลยออกไปนี่แหละ” สมิงสาวตอบ เธอเดินหมากบนกระดานตัวหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ลองเล่นหมากรุกบ่ สนุกเด๊”

            “เบื่อแล้วจะให้เราเล่นแทนก็บอกมาเหอะ” หลานชายหมอผีใหญ่ลดเสียงลง

            “บ่ บ่ได้เบื่อสักหน่อย เล่นกับน้ำว้าน้ำไทสนุกจะตาย เฮาแค่ซวนเสยๆ ถ้าบ่อยากเล่นก็บ่ต้องเล่น”

            “ก็ไม่ไดไม่อยากเล่นนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุนั่งลงข้างเพื่อนสาว “งั้นสอนเล่นหน่อยสิ”

 

            “ได้เลย” น้ำว้ารวบหมากบนกระดานทันที เธอดูดีใจผิดปกติ คงกำลังจะแพ้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อดูจากตัวหมากที่เธอถูกกิน “เกมนี้คือหมากรุกตานี จะต่างกับหมากรุกของมนุษย์ตรงที่กระดานใหญ่กว่า ขนาดสิบหกคูณสิบหกช่อง แต่ตัวหมากมีเท่าของมนุษย์ แบ่งเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายตานี มีพลปืนธรรมดา พลปืนจู่โจม พลซุ่มยิง พลจู่โจมระยะใกล้ พลอาวุธหนัก รถถัง แล้วก็ผู้บัญชาการ ส่วนฝ่ายผีร้ายนี่มีให้เลือกหลายชุด ทั้งชุดผีร้ายหนักๆอย่างเปรตกับควายธนู ผีร้ายแบบหลอกหลอนที่เดินไปเดินมาได้ไกลมากๆ แล้วก็ผีร้ายที่เน้นจำนวนแบบที่ข้าเจ้าเล่นเมื่อกี้”

            “ทำไมถึงมีให้เลือกด้วยล่ะ” จ้าดถามกลั้วหัวเราะ “แบบนี้ฝ่ายผีร้ายก็เลือกชุดหนักกันหมดสิ”

            “ชุดหนักก็บ่ได้ดีเสมอไปเน่อเจ้า” น้ำไทพูดบ้างหลังจากปล่อยให้พี่สาวอธิบายมาซะยาว “แต่ละชุดมีข้อดีของตัวเอง และแต๊ๆแล้วปกติตานีจะเล่นหมากรุกนี่เพื่อฝึกการวางแผนและการคิดเป็นระบบ ก็เลยต้องมีผีร้ายหลายๆแบบเจ้า ปกติถ้าอยู่ในคาบเรียนครูจะเล่นเป็นฝ่ายผีร้ายเจ้า ครูแต่ละท่านก็เก่งมากๆเลยเจ้า”

            “น่าสนุกดีนี่ งั้นลองเล่นสักเกมดีกว่า สอนวิธีการเดินให้พี่ด้วยนะ”

            “เจ้า”

 

            เพียงเกมเดียว เด็กหนุ่มหน้าดุก็ติดหมากรุกตานีหนึบ และดูเหมือนหมิงก็ติดหนึบพอๆกันแม้เธอจะแพ้บ่อยเพราะวางแผนไม่เก่งเท่ารุ่นน้องสาวทั้งสอง เกมเข้มข้นจนทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และสองตานีน้อยลืมความหิวไปเสียสนิท ส่วนหมิงนั้นไม่หิวอยู่แล้วเพราะเล่นไปแทะขากวางไปอยู่ตลอดเวลา

 

            “พลซุ่มยิงจากสอง-สามไปห้า-หก รุกฆาต !

            “แง้ แพ้อ้ายจ้าดอีกแล้วง่า.....”

            เด็กหญิงผมเปียปล่อยโฮออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยก่อนจะโผเข้าหาพี่สาวฝาแฝดหลังจากแพ้ติดต่อกันมาเป็นเกมที่ห้า แถมแพ้อย่างหมดรูปไม่เหลือหมากสักตัวในกระดานนอกจากตัวขุนเสียด้วย

 

            “ป้อจายอะหยัง บ่ฮู้จักอ่อนหื้อแม่หญิงบ้างเลย ไม่ฮู้จักเป็นสุภาพบุรุษก๋า !?” น้ำว้าดุเสียงเขียวขณะลูบหลังลูบไหล่ปลอบน้องสาว ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้างด้วยอาการเงิบ

            “ก็น้ำว้าน้ำไทบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องออมมือน่ะ !?

            “จ้าดง่าว บ่ฮู้ก๋าว่าถ้าแม่หญิงอู้จะอั้น เปิ้นหมายถึงหื้ออ่อนหื้อเปิ้นน่ะ !?

            “จะไปรู้ได้ไงล่ะว้อย !?

 

            “เอ้าๆ เอะอะโวยวายอะไรกันอยู่เนี่ย”

            คู่สงครามทั้งสองเงียบลงอย่างฉับพลันเมื่อฟ้าเดินเข้ามาในห้องอาหาร บนหลังมีเป้ใบใหญ่สีเดียวกับชื่อแบกมาด้วย

 

            “อ้าวฟ้า ไม่ได้กลับไปบ้านหรอกเหรอ”

            “กลับ แต่แค่กลับไปเอาของ” เด็กสาวหน้าคมตอบ เหวี่ยงกระเป๋าจากบ่าลงพื้นดังตุ้บ คงหนักไม่ใช่เล่น

            “อ้าว แล้วพ่อแม่ฟ้าบ่ว่าบ่” หมิงถามบ้าง

            “อ๋อ ก็พ่อแม่เรารู้เรื่องกล้วยกับกล้ายแล้วไง พวกท่านเลยบอกว่าสถานการณ์แบบนี้อยู่ที่นี่ดีกว่า เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆพวกท่านก็คงช่วยอะไรเราไม่ได้มาก” ฟ้าตอบยิ้มๆก่อนจะเสริมขึ้น “อ้อ.... แต่เราไม่ได้เล่าเรื่องผีร้ายเมื่อคืนให้ฟังหรอกนะ”

            “นึกแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะหึๆ “ขืนบอกไปสงสัยได้ตัดเพื่อนกันแหงๆ ดีไม่ดีจะโดนส่งไปเชียงหลวงทันทีด้วยซ้ำ”

            “เฮ้ย พ่อแม่เราก็ไม่ได้ห่วงลูกขนาดนั้นน่า พ่อเรายังบอกอยู่เลยว่าถ้าว่างๆอยากจะมาฝึกกับกล้วยกับกล้ายบ้าง จะได้พอป้องกันตัวได้ แล้วท่านก็เป็นทหารอากาศเก่าด้วยน่ะ”

            “เรื่องนั้นต้องถามกล้วยกับกล้ายล่ะมั้ง ยังไม่กลับกันมาเลย” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบก่อนจะถามกลับ “แล้วยูคิล่ะ ไปด้วยกันไม่ใช่เหรอ”

            “เขาขึ้นไปที่ห้องก่อนน่ะ เขาว่าร้อน เห็นว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย”

            “ร้อน ?” หนึ่งมนุษย์ หนึ่งสมิงและอีกสองตานีทวนคำ ก่อนที่น้ำว้าจะพูดต่อ “สมกับเป็นวิญญาณหิมะแต๊ๆ อุณหภูมิขนาดนี้ยังฮ้อน แล้วหน้าฮ้อนจะบ่แห้งตายเลยก๋า”

            “ไม่รู้สิ เขาอาจจะมีวิธีคลายร้อนอยู่ก็ได้มั้ง” ฟ้าเดา “ว่าแต่ ทำไมจู่ๆก็ถามถึงเขาล่ะ หรือว่ามีอะไรกันที่เราไม่รู้.....”

            “นั่นสิ เป็นหยังล่ะ เป็นหยังล่ะ”

            “แม่นๆ ยะหยังก๋า ยะหยังก๋า”

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ !” หลานชายหมอผีใหญ่เบรกทั้งเพื่อนและรุ่นน้องสาวที่หันมาประสานเสียงล้อเขากันใหญ่ ใบหน้าดุแดงก่ำไปถึงใบหู “ก็แค่อยากจะขอบคุณแล้วก็ขอโทษที่เขาอุตส่าห์ช่วยเราเมื่อคืนจนบาดเจ็บเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรอย่างที่คิดสักนิด”

            “ถ้าไม่มีอะไรแล้วหน้าแดงทำไมวะ.....”

            “นั่นสิ นั่นสิ ถ้าบ่มีอะหยังแล้วหน้าแดงยะหยัง.....”

 

            แต่มุกของหมิงเด็ดที่สุด

            “จ้าด ไสว่าจ้าดเคยบอกว่าฮักเฮาไง จ้าดเอาสิ่งสำคัญที่สุดของเฮาไปแล้วเด๊ เป็นหยังถึงไปฮักยูคิอีกล่ะ แล้วทีนี้เฮาจะเฮ็ดจังไสเล่า.....”

 

            “หา !?” สามสาวที่เหลือทำตาโตเป็นไข่ห่าน ขณะผู้ถูกพาดพิงยกมือขึ้นกุมขมับอย่างเหนื่อยใจสุดขีด “แบบนี้หมายความว่า จ้าด จ้าดทำอะไรกับ.....”

            “ไม่มีเฟ้ย !” เด็กหนุ่มหน้าดุว้ากอย่างเหลืออด “ว้อย..... จะเอาอะไรกันนักหนา”

            “โอ๋ๆ ขอโทษน่า ก็แกล้งจ้าดเรื่องนี้แล้วสนุกดีนี่.....”

            “แต่จ้าดเคยทำเรื่องจังซั่นกับเฮาแต๊ๆเด๊” หมิงทำเสียงปะเหลาะ สีชมพูระเรื่อปรากฏขึ้นบนแก้มที่มีลายขาวดำ “ตอนก่อนจะไปช่วยฟ้าที่โรงไฟฟ้าแสนคำน่ะ เราเลีย.....”

            “.....แผลเฟ้ย แผล !” จ้าดแทรก เขาสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นน้ำว้าสายตาจงเกลียดจงชังระคนขยะแขยงมาให้พร้อมกับยกมือขึ้นปิดหูน้องสาวผู้ไร้เดียงสากว่าแน่น “ตอนนั้นเราได้แผลที่แขน หมิงเข้ามาเลียแผลให้เราเพราะบอกว่าน้ำลายสมิงรักษาแผลได้ ช่วยพูดให้มันครบๆหน่อย อย่าให้ภาพลักษณ์เราเสียไปมากกว่านี้เลย !

            “มีอีหยังเหลือให้เสียด้วยบ่” หมิงหัวเราะลั่น ฟ้าเองก็ฮาตามเพื่อนสาวไปด้วย ส่วนเด็กหญิงผมสั้นก็ยังคงปิดหูน้องสาวแน่นพลางส่งสายตาขยะแขยงมาเหมือนเดิม

            “เอ้าๆ ก็ได้ๆ งั้นพวกเราไม่กวนจ้าดแล้ว” สาวหมัดเหล็กตัดบทเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “เดี๋ยวยูคิก็คงลงมาที่นี่แล้วแหละ เห็นเขาบ่นหิวอยู่เหมือนกัน.... น้ำว้า น้ำไท เอาเกมนั้นไปเล่นที่ห้องนอนกันดีกว่า พี่เห็นแล้วอยากเล่นดูแฮะ หมิงมาด้วยกันสิ”

            “เดี๋ยว จะทิ้งเราไว้คนเดียวเนี่ยนะ”

            “ก็จ้าดไม่อยากให้พวกเราอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ” ฟ้าแสยะยิ้มอย่างมีชัย “อีกอย่าง เราก็ไม่อยากอยู่ให้จ้าดเสียภาพลักษณ์แล้วด้วย ไปกันเถอะ”

            “อื้ม อื้ม”

            “ดี ข้าเจ้าก็บ่อยากอยู่กับบ่าจ้าดง่าวลามกนี่เหมือนกัน”

            “เฮ้ย เดี๋ยวเซ่ กลับมาก๊อน......!

 

            ไร้ผล สองเด็กสาวและสองเด็กหญิงหันไปขยิบตาให้กันก่อนจะหันมาแสยะยิ้มหวานเย็นให้หลานชายหมอผีใหญ่ แล้วจึงหายออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงหัวเราะสะใจที่ก้องสะท้อนไปตามทางเดิน

 

            จ้าดทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะอย่างหมดแรง มือกุมขมับที่ปวดตุ้บๆเหมือนมีค้อนทุบเป็นจังหวะ เขาหวนนึกถึงคำถามของเพื่อนสนิทที่โทรมาก่อนหน้านี้ ฮาเร็ม.....ถ้ามันเป็นฮาเร็มจริงๆ เขาคงสุขกายสบายใจราวกับได้ขึ้นสวรรค์บนยอดดอยตานหลวง*นั่นเชียว แต่ความเป็นจริงมันคือนรกแห่งการกลั่นแกล้งที่เต็มไปด้วยสาวซาดิสต์ชัดๆ แม้แต่เด็กสองตนยังแสบไม่แพ้รุ่นพี่ๆเขาเลย.....

 

            “รุ่นพี่จ้าด เป็นอะไรเหรอคะ ทำไมทำท่าหมดอาลัยตายอยากแบบนั้น”

            เสียงคุ้นหูที่ดังขึ้นใกล้ๆทำเอาจ้าดสะดุ้งโหยง เด็กหนุ่มต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อวิญญาณหิมะสาวนั่งลงข้างๆเขา หลานชายหมอผีใหญ่พยายามห้ามใจไม่ให้ตื่นเต้นด้วยกลัวว่าหน้าจะแดงและรุ่นน้องสาวจะผิดสังเกต แต่ใบหน้าของเขาก็ยังร้อนผ่าวจนรู้สึกได้ อย่างนี้ไม่ดีแน่.....

 

            “เอ๋ หน้าแดงจัง ยังไม่หายดีเหรอคะ” คำถามของเด็กสาวชาวฮิมิตสึทำเอารุ่นพี่หนุ่มสะดุ้งเฮือกเป็นรอบที่สาม

            “อ๋อ เปล่า เอ้อ ใช่ ก็ยังเจ็บๆอยู่นิดหน่อยน่ะ” จ้าดตัดสินใจตามน้ำ จริงๆก็ยังเจ็บอยู่แหละ แต่ตอนนี้เหลือแค่ความรู้สึกเหมือนเจ็บร้าวหลังจากวิ่งมาเหนื่อยๆเท่านั้น “ยูคิ.... เอ่อ.... หายดีแล้วเหรอ”

            “ก็ยังเจ็บอยู่นิดหน่อยเหมือนกันค่ะ แต่ก็ไม่อะไรมาก เดินไปเดินมาแล้วก็สู้ได้แทบจะปกติแล้วล่ะค่ะ” วิญญาณหิมะสาวยิ้ม ทำเอาปื้นสีแดงบนใบหน้าดุเริ่มลามไปกินใบหูและหลังคอ

            “เอ้อ.... เข้มแข็งจังนะ ขนาดเจ็บอยู่ก็ยังไปช่วยคุ้มกันฟ้า” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามคุมเสียงให้เรียบ แต่หน้าก็ยังแดงอยู่เช่นเดิม ซึ่งก็ถือว่าดีแล้วหากคิดถึงข้ออ้างที่เขาตามน้ำไว้ ถ้าเกิดจู่ๆไข้ก็ลดคงผิดปกติยิ่งกว่า

            “อ๋อ ฉันอยากไปเองแหละค่ะ” ยูคิตอบ “ปกติฉันเองก็ไม่ค่อยได้คุยกับรุ่นพี่ฟ้าเท่าไหร่ด้วย ไปคราวนี้ได้คุยกันเยอะแยะเลยล่ะค่ะ”

            “อะ.... อื้ม นั่นสินะ.....” เด็กหนุ่มหน้าดุเออออ

 

            เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งขณะวิญญาณหิมะสาวลุกไปหาอะไรเย็นๆจากตู้เย็นมากิน เมื่อเธอกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง จ้าดก็เอ่ยขึ้น ด้วยเสียงที่เบาลง

 

            “เอ่อ ยูคิ..... ขอบคุณมากนะที่กลับมาช่วยเรา ถ้าไม่ได้ยูคิเราคงตายไปแล้ว”

            “ก็เพราะแบบนั้นนั่นแหละค่ะฉันถึงได้กลับมาช่วย ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ”

            “แต่ถ้าไม่มาช่วย ยูคิก็คงไม่ต้องบาดเจ็บหนักแบบนี้” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ”

            “ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะรุ่นพี่จ้าด” วิญญาณหิมะสาวยิ้ม และจ้าดก็รู้สึกว่าปื้นแดงเริ่มลามไปถึงใบหูอีกครั้งแล้วหลังจากเขาพยายามกวาดมันกลับมาอยู่แค่ตรงแก้มได้ “ฉันไปช่วยก็เพราะอยากไปช่วยเอง เหมือนวันนี้ไงคะ ฉันไปก็เพราะเต็มใจไป ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ”

            “ไม่ได้หรอก” จ้าดปฏิเสธเสียงแข็ง “ยังไงเราขอทำอะไรให้ยูคิสักอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนเถอะ จะเอาอะไรล่ะ จะขอให้เลี้ยงข้าวหรือพาไปไหนก็ได้ เรายินดีไปทั้งนั้น”

            “เอ่อ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอกค่ะ....” ยูคิตอบอย่างเกรงใจ

            “ก็ตอบเหมือนยูคินั่นแหละ ที่เราทำก็เพราะอยากทำ” เด็กหนุ่มหน้าดุยืนกราน “นะ อยากไปไหน อยากกินอะไร บอกมาได้เลย”

            “อืม ถ้างั้นก็....” วิญญาณหิมะสาวยังคงมีท่าทีเกรงใจอยู่บ้าง “คือ.... ฉันเคยเห็นโฆษณาร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ฮิมิตสึร้านหนึ่งแถวๆกลางรุ่งน่ะค่ะ ของค่อนข้างเยอะแล้วก็ดูน่ากินดีด้วย แต่มันออกจะแพง.....”

            “ไม่เป็นไร เท่าไหร่ว่ามาเลย เรายินดีเลี้ยง”

            “ก็.... หัวละสี่ร้อยเบี้ยค่ะ”

 

            จ้าดสะอึกเล็กน้อย แปดร้อยเบี้ยเท่ากับเงินที่เขาต้องใช้หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ แต่เด็กหนุ่มก็คิดว่ายังน้อยเกินไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับชีวิตที่รุ่นน้องสาวเสียสละตัวเองช่วยเอาไว้ ยิ่งเป็นรุ่นน้องสาวที่เขาแอบชอบด้วยแล้ว ให้จ่ายเท่าไหร่เขาก็ยอม

 

            “เอาวันไหนดีล่ะ บ่ายนี้เลยมั้ย”

            “ก็ได้ค่ะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบยิ้มๆ “แต่ขอฉันพักสักหน่อยก่อนได้ไหมคะ สักบ่ายสองค่อยออกไป”

            “ได้ๆ เดี๋ยวเราก็ต้องอาบน้ำแล้วก็ถอดผ้าพันแผลเหมือนกัน” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “ถ้างั้นบ่ายสองเจอกันที่นี่ละกัน”

            “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะรุ่นพี่จ้าด”

            “อ้อ แล้วก็ อย่าบอกพวกฟ้ากับหมิงนะ น้ำว้ากับน้ำไทด้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนรุ่นน้องสาวเดินไปเกือบจะถึงประตูแล้ว

            “ทำไมล่ะคะ”

            “อ่า..... เปล่าหรอก” จ้าดอึกอัก “คือ.... กลัวเดี๋ยวพวกนั้นจะล้อเอาน่ะ”

            วิญญาณหิมะสาวเอียงคอน้อยๆอย่างสงสัย “ล้ออะไรเหรอคะ ก็แค่ไปกินข้าวกันเท่านั้นเอง”

            “อ๋อๆเปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก” หลานชายหมอผีใหญ่รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธอย่างขบขันปนเหนื่อยใจ เด็กสาวผู้นี้จะไร้เดียงสาไปถึงไหนหนอ ดีไม่ดีจะอยู่ในระดับเดียวกับน้ำไทเอาด้วยมั้งนี่ “เอาเป็นว่าอย่าบอกก็แล้วกัน ตกลงนะ”

            “ค่ะ งั้นไว้เจอกันนะคะ”

 

            วิญญาณหิมะสาวออกจากห้องไป ทิ้งจ้าดให้นั่งอยู่เพียงลำพัง เด็กหนุ่มได้ยินเสียงหัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงที่ยังไม่สมานสนิทดีดังโครมครามจนเขากลัวว่ามันจะกระแทกซี่โครงทิ่มออกมาข้างนอกอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้ไปกินข้าวกับยูคิสองต่อสองแล้ว..... ถึงอีกฝ่ายดูจะไม่รู้ถึงความรู้สึกของเขาเลยสักนิดก็ตาม แต่แค่นี้ก็พอจะทำให้เด็กหนุ่มผู้ไร้แฟนมาตลอดช่วงเวลาสิบเจ็ดปีกว่าๆของชีวิตดีใจได้แล้ว

 

            เหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น ในห้องเอนกประสงค์ที่ตรงกับห้องอาหารพอดี มนุษย์สาวหน้าคม สมิงสาวหน้าเสือ และเด็กหญิงหน้าเหมือนอีกสองตนนั่งมุงกันอยู่หน้าแลปทอปสีดำคาดเขียว บนจอแอลซีดีแสดงภาพเด็กหนุ่มหน้าดุในห้องอาหารพร้อมเสียง สามตนหนึ่งคนมองตากันไปมา ก่อนที่สี่ริมฝีปากจะแสยะยิ้มพร้อมๆกัน

 

            “ได้ยินแล้วใช่มั้ยสิบเอกมิ่งขวัญ”

            “ซัดเต็มสองรูหูเลยสิบโทรัตน์เวหา”

            “สิบตรีน้ำว้าจะโทรเรียกพลเอกกล้วยเอง”

            “เอื้อยๆเล่นอะหยังกันกาเจ้า”

 

            พี่สาวแก่แดดทั้งสามมองน้องเล็กผู้ไร้เดียงสาพอๆกับวิญญาณหิมะสาวอย่างอึ้งแกมเหนื่อยใจแวบหนึ่ง ก่อนที่น้ำว้าจะตอบเลี่ยงๆ

 

            “น้ำไทบ่ต้องฮู้หรอก น้ำไทยังละอ่อนเกินไปเน่อ”

            “น้ำว้าก็อายุเท่าข้าเจ้าบ่แม่นก๋า” เด็กหญิงผมเปียแย้งด้วยหน้าง้ำ

            “เออๆ ช่างเหอะ” ฝาแฝดตนพี่ตัดบท “เอาเป็นว่าบ่ายสองเน่อ หมู่เฮาจะปฏิบัติการลับล่าหมอผีกับวิญญาณหิมะกัน !

            “โทรบอกกล้วยด้วยน้ำว้า”

            “เจ้า.......”

 

 

            สวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอนวันนี้คึกคักกว่าปกติ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะอากาศที่อุ่นขึ้นบ้าง อุณหภูมิวันนี้สูงกว่าเมื่อวานเกือบสี่องศาเซลเซียส แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่เหตุผลสำคัญเมื่อทั่วทั้งพื้นที่เกือบยี่สิบตารางกิโลเมตรเต็มไปด้วยเศษซากของอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนรถถัง หากบี้แบนจมพื้นหิมะจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ยิ่งเมื่อกองทัพภาคที่หนึ่งปฏิเสธว่าไม่ใช่รถถังของทางกองทัพ และแบบของมันไม่ตรงกับแบบของรถถังรุ่นใดๆที่ผลิตในโลกเลยสักแบบ ทั้งชาวเมืองและสื่อมวลชนก็ยิ่งเพิ่มความสนใจเป็นทวีคูณ รถถังพวกนี้มาจากใคร ใครเป็นคนเอามันมา และเอามาได้อย่างไรโดยไม่ทิ้งรอยเอาไว้บนหิมะ

 

            หรือว่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาว

            ที่น่ากลัวกว่านั้น หรือว่าจะเป็นผีร้าย

            แต่ถ้าเป็นผีร้าย พวกมันต้องการอะไรกันเล่า หรือว่าซากเหล่านี้จะมีเชื้อโรคหรือวิญญาณอาฆาตร้ายแรงแฝงอยู่.....

 

            แต่ก็ไม่เห็นมีใครถอยห่างจากซากนั่นกันสักคน โดยเฉพาะสองร่างในชุดนักเรียนของตานนะคอนพิทยาคมที่คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเขียวแบบมีฮู้ดคลุม ซึ่งเดินเลียบๆเคียงๆดูที่เกิดเหตุอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจนทั่วก่อนจะแวบหายเข้าไปในป่าสน

 

            “คึดว่าจะไดกล้วย” เด็กสาวผมหางม้าถามพลางถอดฮู้ดออกหลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในรัศมีห้าสิบเมตรรอบตัวแล้ว

            “แล้วกล้ายคึดว่าจะไดล่ะ” ผู้ถูกถามก็ถอดฮู้ดออกเช่นกัน

            “ก็คึดว่าแปลกสิ รอยบนหิมะหายไปที่ได๋หมด แล้วมนุษย์ยังบ่ฮู้สึกอะหยังเลยจะอี้” กล้ายตอบเสียงสูง “ผีร้ายคึดอะหยังอยู่.... บ่สิ นางคึดอะหยังอยู่กันเนี่ยถึงได้ยะจะอี้”

            “ข้าเจ้าก็เดาบ่ถูกเหมือนกัน” เด็กสาวหน้าจืดพ่นลมออกจากจมูกอย่างหนักใจ “แต่ที่แน่ๆ ถ้าหมู่ผีร้ายบุกมากลางเมืองได้โดยมนุษย์บ่ฮู้ตัวจะอี้ ข้าเจ้าว่าอันตรายมาก บางทีหมู่เฮาอาจจะต้องรีบโต้กลับแล้วก่อนที่หมู่เปิ้นจะยะอะหยังเสียหายร้ายแรงกว่านี้”

            “แต่หมู่เฮาเพิ่งเสียรถถังไปยี่สิบกว่าคันเน่อ ที่เหลือก็บ่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าได๋ด้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมท้วง “และถึงกล้วยจะบอกหื้อย้ายไปโรงเก็บเครื่องบินก็เถอะ เครื่องบินก็ยังบ่พร้อมเน่อ แล้วหมู่เฮาก็ยังบ่ฮู้ว่าฐานทัพของกองกำลังผีร้ายอยู่ที่ได๋เลย”

            “ก็ต้องว่ากันอีกที แต่ข้าเจ้าว่าตอนนี้หมู่เฮายะอะหยังได้ก็คงต้องรีบยะหื้อเร็วที่สุดแล้วแหละ”

            “เรื่องนั้นข้าหันด้วย ประเด็นคือยะบ่ได้นี่สิ..... ถ้ายะได้ข้าก็อยากรีบยะเหมือนกัน”

            “ก่อนอื่นหมู่เฮาปิ๊กโรงเก็บรถถังกันก่อนดีกว่.....”

 

            “ยามค่ำคืนกลางป่ากล้วยมืดมิดก็ยังคงเหน็บหนาว เงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวเหมือนดังเช่นทุกวัน....”

            คำพูดของกล้วยถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากระโปรง กล้วยล้วงออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นน้ำว้าก็กดรับ

 

            “ว่าจะไดน้ำว้า มีเรื่องอะหยังก๋า”

            “อ่า.... บ่แม่นเรื่องเป็นงานเป็นการหรอกเจ้า” เสียงของตานีน้อยผมสั้นมีแววรู้สึกผิดเจืออยู่น้อยๆ เธอรู้ดีว่ารุ่นพี่สาวตนนี้ไม่ชอบให้โทรมาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง “แต่เอื้อยยูคิกับอ้ายจ้าดจะไปกินข้าวกันสองต่อสองตอนบ่ายสอง ข้าเจ้าเลยโทรมาเผื่อเอื้อยกล้วยจะสนใจ....”

            “หา ว่าจะได เดตก๋า !?” กล้ายฉวยโทรศัพท์จากหูเพื่อนสาวมาพูดเองทันที “อู้อีกทีซิน้ำว้า ยูคิกับจ้าดจะไปเดตกันสองต่อสองก๋า !?

            “ข้าเจ้าอู้กับเอื้อยกล้วย บ่ได้จะอู้กับเอื้อยกล้าย” น้ำไทตอบเสียงห้วน “แต่เอาเถอะ จะไดเอื้อยกล้วยก็คงได้ยินอยู่แล้ว.... แม่น เอื้อยยูคิกับอ้ายจ้าดจะไปเดตกัน แล้วหมู่เฮาจะตามไปสังเกตการณ์ ข้าเจ้าเลยโทรมาเผื่อเอื้อยกล้วยกับเอื้อยกล้ายจะสนใจตามไปด้วย”

            “ไปๆ !” เด็กสาวผมหางม้าตอบทันควัน เธอชอบอยู่แล้วเรื่องแบบนี้ “กี่โมงๆ”

            “กล้าย เมื่อกี้ยังบอกจะรีบๆอยู่เลยเน่อ” ราชินีตานีท้วงเสียงดุๆ “อีกอย่างเรื่องจะอี้เป็นเรื่องส่วนตัวเน่อ ปล่อยเปิ้นไปกันสองตนดีกว่า”

            “แน่ะกล้วย” กล้ายแสยะยิ้ม “บ่ต้องมายะซึนเดเระเลย ข้าฮู้ว่ากล้วยก็อยากไป”

            “ข้าเจ้าบ่ได้อยากไปสักหน่อย” เด็กสาวหน้าจืดสวนทันควัน “แล้วไปเอาศัพท์นั่นมาจากที่ได๋”

            “ยูคิสอน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบง่ายๆ “ยอมรับมาเหอะ กล้วยอยากไป ข้าฮู้ ข้าเป็นเพื่อนกล้วยมานานเท่าได๋แล้ว”

            “เออๆ ก็ได้ๆ อยากไปก็อยากไป” กล้วยตัดปัญหาอย่างรำคาญ เอาจริงๆเธอก็อยากไปดูเหมือนกัน แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เยอะกว่าคนและตนอื่นนิดหน่อยรั้งเอาไว้ “ที่ได๋ กี่โมง”

            “ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ฮิมิตสึย่านกลางรุ่ง” ตานีน้อยที่ปลายสายตอบมา “ข้าเจ้าบ่ฮู้ว่าร้านได๋ แต่น่าจะใหญ่หน่อยแล้วก็แพงหน่อยเพราะได้ยินเอื้อยยูคิบอกว่าของเยอะแล้วก็หัวละตั้งสี่ร้อยเบี้ย น่าจะมีอยู่บ่กี่ร้านเน่อ”

            “กี่โมง”

            “หมู่เปิ้นจะออกจากที่นี่ราวๆบ่ายสอง ถ้าไปรถไฟฟ้าน่าจะถึงที่โน่นสักบ่ายสองครึ่ง”

            “ตกลง รับทราบ เจอกันที่โน่นเน่อ” กล้วยตอบ กดวางสายก่อนจะส่ายหน้าอย่างระอา “เฮ้อ แย่แต๊ๆ บ่ฮู้จักความเป็นส่วนตัวกันบ้างเล้ย.....”

            “กล้วยก็เพิ่งจะตอบรับไปเองบ่แม่นก๋า” เด็กสาวผมหางม้าแสยะยิ้มอีกครั้ง “เอ้า ไปกันเหอะ หมู่เฮาต้องเดินกลับไปเอารถอีก เดี่ยวจะบ่ทันเอา”

            “เรื่องจะอี้ล่ะรีบเชียวเน่อกล้าย.....”

 

 

            “โอ้โห มันใหญ่จริงแฮะ”

            เด็กหนุ่มหน้าดุต้องเหลียวซ้ายและแลขวาจนเกือบสุดขอบเขตการหมุนของคอจึงจะเก็บภาพความกว้างของภัตตาคารบุฟเฟ่ต์อาหารฮิมิตสึแห่งนี้ได้ มันใหญ่จนถึงขั้นเรียกได้ว่ายักษ์ ด้านหน้าที่ประดับด้วยกระจกใสทำให้เด็กหนุ่มสามารถมองผ่านไปยังเหล่าพ่อครัวแม่ครัวที่กำลังขะมักเขม้นทำอาหารฮิมิตสึนับร้อยชนิด เหล่าบริกรที่ยกทั้งข้าวปั้นโปะหน้าด้วยปลาชิ้นยาวสีสด บะหมี่พูนชาม ปลาดิบชิ้นพอดีคำที่เรียงกันเป็นตับ และเมนูน่ากินอีกหลากหลายที่ล้วนแล้วแต่เพิ่งผ่านมือพ่อครัวไปสดๆร้อนๆและจัดแต่งอย่างสวยงามมายังโต๊ะอาหาร และสีหน้ามีความสุขและที่สำคัญคือฉายแววว่าคุ้มราคาของลูกค้าทั้งร้านอย่างชัดเจน แย่หน่อยที่มันทำให้ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และวิญญาณหิมะสาวมองเห็นคิวที่ยาวเหยียดเป็นงูหลามซึ่งนั่งรออยู่บนม้านั่งข้างในร้านด้วย

 

            “ดูท่าคนจะเยอะนะคะรุ่นพี่จ้าด” แววผิดหวังเจืออยู่ในน้ำเสียงของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำ “เอาไงดีคะ ไปกินที่อื่นดีไหม”

            “ลองถามเขาดูก่อนดีกว่า ยูคิก็อยากกินไม่ใช่เหรอ”

            “ค่ะ”

 

            สองรุ่นพี่รุ่นน้องต่างเผ่าพันธุ์เดินเข้าไปหาพนักงานสาวหน้าอ่อนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม้ที่มีผ้าบังตาติดอยู่ด้านบนแบบฮิมิตสึของร้าน แต่ก่อนที่จ้าดจะได้เอ่ยปากถาม เขาก็หันขวับกลับไปด้านหลัง ทำเอาทั้งวิญญาณหิมะและพนักงานสาวสะดุ้งเฮือก

 

            “มีอะไรเหรอคะรุ่นพี่จ้าด ผีร้ายเหรอ”

            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกเหมือนมีคนแอบมองเราอยู่”

 

            สีเลือดบนใบหน้าของยูคิหายวับ เธอยิ่งไม่ถูกกับผีแนวหลอกหลอนอยู่ แต่ลานจอดรถและถนนที่มีรถวิ่งกันขวักไขว่เบื้องหลังก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติ

 

            “คิดไปเองมั้ง” เด็กหนุ่มสรุปให้รุ่นน้องสาวและตัวเองเองสบายใจก่อนจะหันไปถามพนักงานสาวที่ดูกลัวๆเขาขึ้นมาติดหมัด “เอ่อ ขอโทษนะครับที่ทำให้ตกใจ.... สองที่นี่อีกนานมั้ยครับ”

            “สองที่เหรอคะ” หญิงสาวพลิกๆดูกระดาษจดคิว “ได้เลยค่ะ ตามฉันมาเลยค่ะ”

            “อ้าว เดี๋ยวๆพี่ แล้วที่นั่งรอกันเป็นหางว่าวอยู่นี่ล่ะ”

            “เขามากันเป็นคณะน่ะค่ะ ยี่สิบคนสองคณะ เลยนานหน่อย” พนักงานสาวตอบ “ตามมาเลยค่ะ”

 

            “แล้วจะมานั่งข่มขวัญตรงนี้ทำไมว้า.....” หลานชายหมอผีใหญ่รำพึงเบาๆ ขณะเดินตามหญิงสาวผ่านไปตามโต๊ะต่างๆ ที่มีอาหารหลากสีสันอยู่เต็ม “ดีนะที่เราถามก่อน ไม่งั้นอดกินแน่เลย”

            “นั่นสินะคะ”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึยิ้มอีกแล้ว ทำเอาจ้าดแทบอิ่มทิพย์ แม้เขาจะคิดว่ารุ่นน้องสาวผู้นี้น่ารักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้คิดจะจีบหรือชอบจริงจังจนกระทั่งเหตุการณ์เมื่อคืน.... สถานการณ์วิกฤตนี่มันเปลี่ยนใจคนได้จริงๆ

 

            พนักงานสาวเดินนำทั้งสองมายังโต๊ะริมหน้าต่าง ด้านนอกหน้าต่างกระจกมีดอกไม้พลาสติกสีชมพูหวานแหวว บรรยากาศโรแมนติกสิ้นดี..... สิ้นดีจนจ้าดกังวลว่ามันจะทำให้รุ่นน้องสาวผิดสังเกตหรือเปล่า เขายังไม่อยากให้ยูคิรู้ถึงความในใจของเขาตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลของหลานชายหมอผีใหญ่ก็คลายลงจนแทบจะเปลี่ยนไปกังวลเรื่องอื่นแทนเมื่อเห็นวิญญาณหิมะสาวชี้ชวนให้เขาดูดอกไม้อย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เด็กหนุ่มแอบยกมือขึ้นกุมขมับ จะว่าไร้ความรู้สึกหรือไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้สึกดีล่ะนี่.....

 

            “ขออนุญาตแจ้งกติกาก่อนนะคะ” พนักงานสาวคนเดิมยื่นเมนูให้ทั้งสองก่อนจะเริ่มจ้อ “ท่านมีเวลาสามชั่วโมงที่จะสั่งอาหารจากกว่าร้อยเมนูของเรา สั่งเท่าไหร่ก็ได้ แต่ถ้ารับประทานเหลือท่านต้องจ่ายตามน้ำหนักจริง ยี่สิบห้าเบี้ยต่อร้อยกรัม ไม่นับผักประดับและเศษกระดูก จะสั่งอาหารเลยหรือว่าจะดูเมนูก่อนดีคะ”

            “ยูคิว่าไง” จ้าดถามรุ่นน้องสาว

 

            “ซามอนซาชิมิที่ใหญ่หนึ่งที่ ซามอนซูชิห้าชิ้นใส่วาซาบิด้วย โอโทโระมากุโระซาชิมิกับอิกะซาชิมิใส่รวมกันมา อิกะซูชิห้าชิ้นใส่วาซาบิ อุนากิซูชิสิบชิ้น อุนากิด้งสองที่ มิโซะซุปหนึ่งที่ เอบิเทมปุระสี่ คินปิระเรนคนหนึ่งที่ ซารุราเมนอีกหนึ่ง แล้วก็โอเด้งชุดนึงค่ะ เครื่องดื่มขอชาเขียวเย็นไม่หวาน รุ่นพี่จ้าดล่ะคะเอาอะไร”

            เด็กสาวสั่งทั้งหมดด้วยสำเนียงปนฮิมิตสึเร็วปรี๊ดโดยไม่จำเป็นต้องดูเมนูจนพนักงานจดกันแทบกระดาษลุกเป็นไฟ ก่อนจะหันมาหารุ่นพี่หนุ่มซึ่งช็อกแข็งเป็นหินบะซอลต์ไปแล้ว

 

            “รุ่นพี่จ้าด เอาอะไรคะ” วิญญาณหิมะสาวถามซ้ำ

            “อะ เอ่อ.... ขอซูชิแซลมอนมาสี่ก่อนครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ไม่กล้าสั่งมาก เอาจริงๆ แค่ที่รุ่นน้องสาวสั่งมาจะหมดหรือเปล่าเขาก็ยังไม่รู้เลย แต่ดูท่าจะหมดยาก “เครื่องดื่มขอโคล่าครับ”

            “ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ”

 

            “ยูคิ จะไหวเหรอ สิบเมนูเลยนะ แล้วเมนูที่นี่ใหญ่ๆทั้งนั้นเลยนา” จ้าดกระซิบถามรุ่นน้องสาวอย่างหวาดหวั่นเมื่อพนักงานสาวเดินจากไปแล้ว

            “ไหวค่ะ” วิญญาณหิมะสาวตอบอย่างมั่นใจ “ฉันดูขนาดอาหารมาจากในโฆษณาแล้ว แค่นี้ไหวแน่นอน”

            “ถ้ายูคิว่างั้นก็โอเค....”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุตอบอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หรือพูดให้ถูกคือแทบไม่เชื่อเลยมากกว่า เด็กสาวตัวบางแถมแบนอย่างยูคิเนี่ยนะจะสวาปามสิบเมนูที่ปกติต้องใช้คนกินกันสี่ห้าคนเข้าไปได้ สงสัยงานนี้เขาคงต้องจ่ายเพิ่มอื้อซ่าหรืออาจจะถึงขั้นต้องไปขอเขาล้างจานซะล่ะมั้ง.....

 

            แต่สิบห้านาทีต่อมา จ้าดก็ต้องแข็งเป๊กเป็นหินอีกครั้ง คราวนี้เป็นหินแกรนิตเมื่ออาหารมากมายที่วิญญาณหิมะสาวสั่งมาหายวับเข้าไปอยู่ในท้องเธอได้ในเวลาเพียงไม่ถึงห้านาที ดวงตาตี่เบิกกว้าง จ้องมองสาวแว่นเบื้องหน้าผู้กำลังเลียริมฝีปากอย่างหวาดหวั่นระคนทึ่ง ดีนะที่เธอขอบุฟเฟ่ต์ ไม่งั้นคงไม่อิ่ม แถมเขาก็ไม่รู้ด้วยสิว่าวิญญาณหิมะเวลาหิวมากๆจะลามมาเขมือบมนุษย์ด้วยหรือเปล่า แต่จากที่เห็นท่าทีแล้วเขาก็ไม่อยากเสี่ยง

 

            “อุ้ย ขอโทษนะคะรุ่นพี่จ้าด ฉันเผลอกินมูมมามไปซะได้.....” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเกาหัวแกรกๆ แก้มขาวปรากฏปื้นสีชมพูเรื่อๆ “พอดีไม่ได้กินอาหารที่รสชาติแบบฮิมิตสึแท้ๆมาซะนาน”

            “อ๋อ ไม่เป็นไรๆ เราไม่คิดอะไรอยู่แล้ว ดีซะอีกกินคุ้ม” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะแหะๆ “สงสัยเราต้องเร่งสปีดบ้างแล้ว เราก็เคยได้แชมป์กินจุมาเหมือนกันนะ ไม่ยอมแพ้ยูคิหรอก”

            “ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดูค่ะ” วิญญาณหิมะสาวหรี่ตาลง ริมฝีปากบิดเป็นรอยยิ้มเย็น “แต่ระวังจะย้อนกลับซะก่อนนะคะ”

            “อ้าว แบบนี้ก็ได้เสียสิ” จ้าดโดนท้าก็ชักมีลูกฮึดขึ้นมาบ้าง “อย่าเสียใจทีหลังล่ะ !

 

            แล้วการเดตก็เปลี่ยนเป็นการแข่งกินจุไปในฉับพลัน จานแล้วจานเล่าที่ถูกนำจากครัวมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ก่อนจะกลายเป็นจานเปล่าที่วางกองสุมสูงขึ้นๆทุกที และในที่สุดหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา เด็กหนุ่มหน้าดุก็ยกธงขาวยอมแพ้เมื่อท้องของเขาถูกข้าวหน้าปลาไหล ซูชิปลาแพงๆทั้งหลาย และกิมจิถมเต็มขึ้นมาจนถึงหลอดอาหารส่วนบน จ้าดคีบซูชิปลาทูน่าติดมันชิ้นสุดท้ายเข้าปาก กลืนมันลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเอนหลังแผ่พิงพนักเก้าอี้ เขาอิ่มเกินกว่าจะช็อกที่รุ่นน้องสาวยังคงกินต่อไปเรื่อยๆด้วยความเร็วเท่าเดิมแล้ว

 

            “ยูคิ.... ท้องทำด้วยอะไรเนี่ย..... เอิ้ก.....”

            “ก็ฉันไม่ใช่มนุษย์นี่คะ”

            คำตอบพร้อมเสียงหัวเราะคิกของวิญญาณหิมะสาวทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีเขายาวๆงอกออกมาจากสองข้างหัว จริงด้วย เขาบ้ามาแข่งกินกับเผ่าพันธุ์วิญญาณประเภทกึ่งวิญญาณที่สามารถแปลงสสารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นพลังงานภายในเวลาอันสั้นได้ยังไงนะ.....

 

            เขาของจ้าดยิ่งงอกยาวขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นโอกาสกินข้าวสองต่อสองที่อุตส่าห์รวบรวมความกล้าจนได้มา มันควรจะเป็นการเดตหรืออะไรที่ใกล้เคียง มากกว่าจะเป็นการแข่งกินจุทีวีแชมเปี้ยนแบบนี้....

 

            “เอ่อ.... รับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ” พนักงานสาวคนเดิมซึ่งคงจะได้รับมอบหมายให้ดูแลโต๊ะนี้โดยเฉพาะเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อยใจเต็มที ผมที่เคยมัดเป็นระเบียบ ยามนี้ยุ่งเหยิงและหลุดลุ่ยเหมือนเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองตานีมา “ครัวจะปิดแล้ว”

            “อ้าว ทำไมล่ะครับ” จ้าดถามอย่างงุนงง “ปกติร้านเปิดถึงสามทุ่มไม่ใช่เหรอครับ”

            “ก็พวกคุณเล่นกินซะจนอาหารในสต๊อกของช่วงบ่ายถึงเย็นวันนี้แทบเกลี้ยง” ประโยคแรกของหญิงสาวดูจะหลุดโมโหอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็คุมตัวเองได้ในประโยคต่อมา “เอ่อ.... ขอโทษค่ะ ทางเราก็เลยต้องปิดชั่วคราวจนกว่าล็อตใหม่จะมาส่งตอนหนึ่งทุ่มค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยนะคะ”

            “อ๊ะ ขอโทษค่ะ เพราะฉันแท้ๆ....” เด็กสาวชาวฮิมิตสึรีบค้อมหัวให้พนักงานสาว

            “ไม่เป็นไรค่ะ ทางเรายินดีให้สั่งอะไรก็ได้เท่าไหร่ก็ได้ตามที่ลูกค้าต้องการอยู่แล้วค่ะ” หญิงสาวตอบ แต่หน้าของเธอดูไม่ค่อยไปทางเดียวกับคำพูดนัก “คุณลูกค้าจะรับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ สั่งได้ครั้งสุดท้ายแล้ว”

            “งั้น เอาอุนากิด้งสองที่ แล้วก็คันปาจิซูชิอีกสิบชิ้นค่ะ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่รู้สึกสงสารพนักงานสาวขึ้นมาจับใจเมื่อเธอทำท่าเหมือนจะเข่าอ่อน แต่เธอก็จดรายการอาหารลงไปโดยดีก่อนจะเดินอย่างหมดอาลัยตายอยากกลับไปยังครัว เด็กหนุ่มภาวนาอยู่ในใจ ขอให้ที่นี่ไม่เจ๊งเพราะเขาด้วยเถิด.....

 

            “ขอบพระคุณมากค่ะ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ แต่ไม่ต้องเร็วมากก็ได้.....”

            ประโยคสุดท้ายของพนักงานที่มายืนส่งหน้าร้านดังพอที่ทั้งมนุษย์หนุ่มและวิญญาณหิมะสาวจะได้ยินเต็มสองหู แต่ไม่มีใครสนใจ ไม่เป็นไร กินไปแล้ว

 

            “ฮ้า.... อร่อยจังเลยนะคะรุ่นพี่จ้าด” เด็กสาวชาวฮิมิตสึลูบส่วนท้องของเสื้อกันหนาวสีขาวอย่างมีความสุข

            “แหงสิ กินไปหมดทั้งร้านเลยนี่.....” จ้าดพูดเสียงต่ำๆ เขายังสยองขวัญกับการกินของรุ่นน้องสาวไม่หาย “ยูคินี่มีอะไรซ่อนอยู่เยอะเหมือนกันนะ”

            “เอ๋ หมายความว่ายังไงคะ” วิญญาณหิมะสาวเอียงคอ

            “ก็ทั้งเรื่องที่จะโหดขึ้นมาเวลาหน้ามีแผล..... แล้วก็เรื่องกินจุนี่อีก.....”

            “แหม รุ่นพี่จ้าดอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ฉันก็อายแย่สิ....”

 

            ยูคิก้มหน้าลง แก้มที่ขาวเหมือนหิมะกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ ไอน้ำเกาะเลนส์แว่นกรอบดำจนเป็นฝ้า จ้าดเหลียวมองแล้วก็แทบหัวใจวาย รุ่นน้องคนนี้โมเอะ**จริงๆ..... เมื่อเอามาตัดกับความเข้มแข็งที่ช่วยชีวิตเขาไว้ก็ยิ่งโมเอะขึ้นไปอีก เด็กหนุ่มอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าคนฮิมิตสึเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า.... หรือเขาควรจะถามว่าวิญญาณหิมะเป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าดี

 

            “ขอบคุณมากนะยูคิ” จู่ๆหลานชายหมอผีใหญ่ก็เอ่ยขึ้น

            “เอ๋ อะไรกันคะ” วิญญาณหิมะสาวย้อนถามอย่างประหลาดใจ “มาขอบคุณฉันทำไมล่ะคะ ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณรุ่นพี่จ้าดที่อุตส่าห์เลี้ยงร้านดีๆแบบนี้”

            “ก็.... ไม่รู้สิ ขอบคุณที่มาด้วยกันน่ะ”

            “เหรอคะ แปลกจังนะ.....”

 

            เงียบกันไปอีกอึดใจใหญ่ขณะหนึ่งมนุษย์หนึ่งวิญญาณหิมะเดินช้าๆ ตัดลานจอดรถมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า ก่อนที่จ้าดจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ด้วยเสียงเบาลง

 

            “ยูคิ เรา.... มีอะไรจะบอก”

            “อะไรเหรอคะ”

            “คือ.... เรา....” หลานชายหมอผีใหญ่อึกอัก พยายามสุดชีวิตที่จะห้ามเลือดไม้ให้สูบฉีดขึ้นไปบนใบหน้า “เรา..... ชอ....”

 

            แต่เสียงอะไรบางอย่างร่วงใส่หิมะดังตุ้บตั้บจากด้านหลังทำเด็กหนุ่มหันขวับ แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อพบว่ากองกำลังผสมต่อต้านผีร้ายอยู่กันครบเซ็ตแม้กระทั่งน้ำไท จากรูปการณ์ที่ทุกคนและทุกตนล้มลงไปคลุกกับหิมะ และรอยเท้าที่ย่ำเป็นทางมาจากภัตตาคาร จ้าดก็พอจะเดาได้ว่าสี่ตานี หนึ่งสมิงและอีกหนึ่งมนุษย์สะกดรอยตามเขามาตลอด

 

            “บักตานีฮักผู้สาวดันเฮ็ดหยัง ดูสิเปิ้นฮู้ตัวเลยเห็นบ่ !?

            “แล้วจะไปอู้หื้อเปิ้นฮู้ว่าหมู่เฮาสะกดรอยตามมายะหยังเล่า !?

 

            “เอ่อ.... ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับ เหล่าสหายร่วมรบทั้งหลาย.....”

            สมิงสาวแห่งป่าแสนคำและตานีสาวผมหางม้าสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกได้ถึงเงาทะมึนที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สองคู่กัดเงยหน้าขึ้น แล้วสีเลือดบนใบหน้าขงพวกเธอก็หายวบเมื่อเห็นว่าใบหน้าซึ่งปกติก็ดูน่ากลัวอยู่แล้วของหลานชายหมอผีใหญ่ ยามนี้ยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่าเมื่อเขาแสยะยิ้มโชว์เขี้ยวขาวราวกับหมิงกำลังยิ้มหวานเย็นยังไงยังงั้น ดวงตาตี่เบิกกว้างฉายแววเตรียมพร้อมกินเลือดกินเนื้อเต็มที่ และถ้าสมิงสาวตาไม่ฝาดไปล่ะก็ เธอก็เห็นประกายสีแดงวาบขึ้นจากเบื้องลึกในดวงตาคู่นั้น.....

 

            “อย่า.... อย่ามองข้าจะอั้นสิ ข้าบ่แม่นตัวต้นคิดเน่อ !

            กล้ายเห็นท่าไม่ดีรีบถอยทันที เด็กสาวผมหางม้าเหลียวหลังหมายหากำลังสนับสนุน แต่เพื่อนร่วมสอดแนมอีกสามตนหนึ่งคนหายวับไปเสียแล้ว เหลือเพียงรอยลึกในหิมะไว้ให้ดูต่างหน้า ที่สำคัญคือสองในสามผู้ริเริ่มปฏิบัติการก็หายวับไปกับเขาด้วย หัวหน้าหน่วยจู่โจมหันหลังกลับมาช้าๆ เธอรู้สึกได้ว่าตัวสั่นระริกด้วยความกลัว ขณะเธอพยายามทำใจดีสู้เสือเงยหน้าขึ้นมาเพื่อนหนุ่มซึ่งยามนี้ดูเหมือนกำลังจะกลายร่างเป็นปีศาจระดับเดียวกับกระหังแล้ว.....

 

            “จ้าด เดี๋ยว ฟังข้าก่อน.....”

            “ฟังเฮาด้วย.....”

 

            ไร้ประโยชน์ อีกฝ่ายไม่สนใจเสียงอ้อนวอนของพวกเธอเลย หลานชายหมอผีใหญ่หันไปหาวิญญาณหิมะสาว ก่อนจะถามขึ้นด้วยเสียงที่เย็นเยียบพอๆกับรอยยิ้ม

 

            “ยูคิ มื้อเย็นจะกินอะไร เดี๋ยวกล้ายกับหมิงเขาจะเลี้ยง เต็มที่เลย.....”

            “อืม..... เอาร้านอาหารในโรงแรมตรงนั้นก็ดีนะคะ” คราวนี้เด็กสาวชาวฮิมิตสึรับมุก “เจอมาจากเน็ตว่าอร่อยมากเลย.....”

            “อ้อ หัวละสองพันเบี้ยด้วยนี่ แหม ชีวิตดี๊ดี อิ่มจังตังค์อยู่ครบ.....”

            “กรี๊ด บ่เอ๊า......!

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ดอยตานหลวง – ยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาตานปันน้ำ สูงที่สุดในสารขัณฑ์ และสูงที่สุดในโลกด้วย ความสูง 12424 เมตร (40760 ฟุต) ในความเชื่อของชาวผานโบราณซึ่งเป็นบรรพบุรุษของคนในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของสารขัณฑ์ปัจจุบัน เชื่อว่ายอดดอยเป็นที่ตั้งของสวรรค์ ซึ่งอาจจะเป็นสวรรค์จริงๆก็ได้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครปีนขึ้นไปถึงยอดเพื่อพิสูจน์ได้เลยสักคน และยอดดอยก็ปกคลุมด้วยเมฆหมอกแทบจะตลอดเวลาจนมองจากเครื่องบินไม่เห็น นักวิญญาณวิทยาของเวียงตานและวิญญาณผู้พิทักษ์ในแถบนั้นรวมทั้งตานีเชื่อว่ามีเผ่าพันธุ์วิญญาณอย่างน้อยก็หนึ่งเผ่าอาศัยอยู่ที่นั่นเพราะมีพลังงานวิญญาณเข้มข้นแผ่ออกมา และยังอาจเป็นประตูทางเชื่อมระหว่างโลกกับโลกหลังความตายอีกด้วย

 

**โมเอะ – หรืออาจออกเสียงว่าโมเอ้ (ภาษาฮิมิตสึ - ) ความหมายตรงตัวว่า “แตกหน่อ” หรือ “งอกงาม” และมีความหมายโดยนัยหมายถึงน่ารัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น