ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 36 : งานเทศกาลที่จบลงพร้อมกับการต่อสู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ม.ค. 58

            “หมิงยังไม่ตาย !? เป็นไปได้ยัง.....”

            “ฟ้าระวัง !

            แม้จะบาดเจ็บจนแทบขยับไม่ได้ แต่เด็กสาวผมหางม้าก็รีบขยับตัวเข้าบังเพื่อนสาว ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองไปยังสัตว์ภูตที่ทำหน้างุนงงอยู่เบื้องหน้าอย่างแข็งกร้าว ภาพของเธอในอาคารร้างเมื่อเดือนที่แล้วยังคงติดอยู่ในความทรงจำ แม้เธอจะรู้ว่าตอนนั้นเป็นตัวปลอมก็เถอะ แต่ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่านี่เป็นตัวจริงเช่นกัน และถึงจะเป็นตัวจริง สมิงก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของตานี มาคราวนี้ไม่ได้มาดีแน่

 

            “ทำไมล่ะกล้าย....” ฟ้าเองก็ดูงุนงงไม่แพ้เพื่อต่างเผ่าพันธุ์ “เขาเป็นเพื่อนเรานะ.... เขาเคยช่วยเราไว้.... ตอนผีร้ายจับเราไปที่โรงไฟฟ้าแสนคำ.....”

            “ตอนที่หมู่เฮาไปช่วยกล้วย มีตัวจะอี้ออกมาโจมตีหมู่เฮา”

 

            ตานีสาวตอบ ดวงตายังคงจ้องมองไปยังผู้มาใหม่ เมื่อไม่มีอาวุธ เธอพยายามยกมือขึ้นตั้งการ์ด แต่มันกลับดูคลับคล้ายยกมือยอมแพ้เสียมากกว่าจนสมิงสาวถึงกับหลุดหัวเราะคิก

 

            “บ่ต้องย่านหรอกตานี เฮามาช่วย”

            “ผู้ได๋ย่าน !?” กล้ายย้อนทันควัน รู้สึกเสียหน้ามากที่โดนปีศาจที่ควรจะ ย่านเธอมาบอกว่าไม่ต้อง ย่านเสียเอง

            “เอาเหอะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนก็ได้” เด็กสาวหน้าเสือตัดบท “มียาหรืออุปกรณ์อีหยังบ่ วิญญาณหิมะตรงนั้นบาดเจ็บสาหัสเลย แล้วก็.... เหมือนพวกเปรตขี้เกียจตรงนั้นจะเริ่มตื่นแล้วด้วย”

 

            ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดสีดำตรงกลางเหมือนเสือเหลียวมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในประโยคสุดท้าย อสุรกายร่างโย่งทั้งหลายเริ่มย่ำเท้าตึงๆกลับมาแล้ว

 

            “ข้าไปดูวิญญาณหิมะเอง !” ตานีสาวรีบตอบ เธอไม่ไว้ใจให้สมิงไปช่วยยูคิแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม

            “เดี๋ยวๆ แล้วข้างในยังมีไผอยู่อีกบ่”

            “กล้วยอยู่ข้างใน” ฟ้าตอบก่อนที่ตานีสาวจะห้ามเอาไว้ทัน “รีบไปช่วยเขาเถอะ เขาต้องการความช่วยเหลือมากกว่าพวกเรา”

            “ฟ้า ไปบอกเปิ้นยะหยัง !? หมู่เฮายังบ่ฮู้เลยเน่อว่าเปิ้นแต๊หรือปลอม แล้วสมิงก็เป็นศัตรูกับหมู่เฮาเน่อ !

            “ไม่ต้องกังวลหรอกน่ากล้าย” เด็กสาวหน้าคมพยายามพูดเมื่อเห็นเพื่อนสาวยังคงระแวงอย่างหนัก ถ้าปืนอยู่กับตัวเธอคงยิงไปแล้ว โชคดีที่ไรเฟิลจู่โจมรูปร่างประหลาดของเธอโดนเหยียบเละไปแล้ว “ปืนลูกดอกนั่นก็ของสมิงเราจำได้ แล้วเขาก็เคยช่วยเรา แทบจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเราเลยนะ ให้เขาไปช่วยกล้วยเถอะ !

            “ก็ได้ !” กล้ายตอบรับอย่างเสียไม่ได้ “แต่เดี๋ยวข้าเข้าไปด้วย !

            “บอกเฮาตอนพร้อมเด้อ”

 

            ตานีสาวขบกรามกรอดอย่างขัดใจเมื่อได้ยินเสียงทองไม่รู้ร้อนของอีกฝ่าย เธอหยิบยาสมานแผลสี่ขวดจากถุงปืน ขวดหนึ่งใส่ปากตัวเอง ขวดหนึ่งยื่นให้ฟ้า อีกขวดกรอกปากจ้าดที่ยังคงนอนแน่นิ่งอย่างลวกๆก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาไปประชิดตัวรุ่นน้องสาว ดวงตาสีเขียวเหลียวมองกลุ่มคนในชุดเสื้อคลุมหิมะลายเสือสีขาวดำที่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ขณะมือรีบป้อนยาให้วิญญาณหิมะ เธอช้อนร่างบางวิ่งเหยาะๆกลับไปวางนอนอยู่ข้างตัวฟ้า ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่ไว้ใจนักให้สมิงสาว

 

            “ทุกคน ขอสักสามสิบอยู่ตรงนี้ อีกสิบไปกับพวกเฮาข้างใน !

            “บ่ต้องจัดคนไว้ตรงนี้ ปืนลูกดอกนั่นยิงเปรตบ่เข้าหรอก !” กล้ายรีบค้าน “ถ้าหมู่เฮายึดหอปืนใหญ่นี่ได้หมู่เฮาจะมีปืนดีกว่านี้เยอะ เอาคนเข้าไปหื้อหมดเลย !

            “อย่าประมาทเด๊ตานี” เด็กสาวหน้าเสือตอบเสียงขุ่นๆ รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเมื่อฝ่ายตรงข้ามปรามาสอาวุธที่เธอเป็นคนคิดค้นว่าไร้ประสิทธิภาพ “แผนเดิม สามสิบอยู่นี่ สิบตามเฮาไปข้างใน !

            “ข้าเตือนแล้วเน่อ !

 

            กำลังสมิงสามสิบตนแยกตัวออกมาตีกรอบล้อมสองมนุษย์หนึ่งวิญญาณหิมะผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็วราวกับแบ่งกันไว้แต่แรกแล้ว ขณะอีกสิบตนวิ่งเข้ามาจัดหมู่ต่อท้ายเด็กสาวหน้าเสือ มือเปลี่ยนซองลูกดอกด้วยท่าทางชำนาญไม่แพ้ตานีเจนศึก กล้ายเพิ่งจะสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้เองว่าในกลุ่มคนประกอบด้วยทั้งชายและหญิงอายุไล่เลี่ยกับเธอทั้งนั้น แก่ที่สุดไม่น่าจะเกินยี่สิบปลายหรือสามสิบต้น ดวงตาสีเหลืองของแต่ละตนที่มองเธอฉายแววเป็นมิตรแกมขี้เล่นขณะเด็กสาวที่ฟ้าเรียกว่าหมิงอธิบายแผนการรบที่คร่าวและพื้นฐานยิ่งกว่าของตานีหน่วยอาวุธจู่โจมให้ฟัง ก่อนที่สมิงสาวจะหันกลับมาพยักหน้าให้เธอ แล้วหมู่เข้าตีก็เคลื่อนที่เข้าไปในหอคอยปืนใหญ่

 

            เสียงเสียดสีและปะทะดังก้องมาเสียดแก้วหูทันทีที่ทุกตนเข้ามาในหอคอยจนเหล่าสัตว์ภูตผู้มีประสาทหูดีกว่าทั้งมนุษย์และตานีชะงัก แม้จะมืดมิด แต่แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกที่กลางดาดฟ้าลงมาก็ทำให้ทุกตนเห็นเด็กสาวหน้าจืดที่กำลังต่อกรกับเงาร่างดำๆ สามร่างทั้งที่ตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือดอยู่ในโถงบันได การรบดูเหมือนสูสี แต่หากดูดีๆแล้วตานีสาวแทบทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากปัดป้อง แต่เงาร่างก็หายตัวไปแทงข้างหลังเธอได้แทบจะทันทีทุกครั้ง เลือดสีแดงฉานเหมือนทับทิมสาดกระเซ็นอย่างน่าหวาดเสียวเมื่อผีร้ายถอนมีดก่อนจะจ้วงแทงอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ขณะเด็กสาวดูอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ.....

 

            ตานีสาวผมหางม้าตั้งท่าจะเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าไปช่วย แต่ร่างกายกลับไม่ยอมกลายเป็นพลังงานท่ามกลางความงุนงงของเธอ กล้ายเปลี่ยนแผนหวังจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่สมิงสาวยกมือขึ้นกันไว้เสียก่อน

 

            “ยะอะหยังน่ะ ได๋ว่าจะมาช่วยกล้วยบ่แม่นก๋า !?

            “ช่วยแน่ แต่ใจเย็นๆก่อนสิ !

 

            หมิงทำสัญญาณมือให้ทหารทั้งสิบกระจายตัวออกไปคุมพื้นที่ชั้นล่างทั้งหมด เงาร่างทั้งสามดูจะรู้แล้วว่ามีผู้มาใหม่ มันผละจากร่างกล้วยที่บาดเจ็บสาหัสจนแน่ใจว่าทิ้งไว้สักพักก็คงสิ้นฤทธิ์เคลื่อนที่ในพริบตาลงมา มีดสีดำสนิทสะบัดวูบ แต่ศัตรูคราวนี้มีมากกว่าพวกมันถึงหนึ่งต่อสี่ เหล่าสมิงแปรแถวอย่างว่องไวก่อนที่ปืนลูกดอกจะกระหน่ำยิงเสียงดังปึ้กๆเหมือนข้าวตอกแตก

 

            แม้ลูกดอกจะมีอำนาจการสังหารวิญญาณน้อยกว่ากระสุนหัวทำลายวิญญาณของตานีมาก แต่มันก็แรงพอๆกับมีคนปาลูกดอกหัวทองเหลืองใส่ ผีร้ายทั้งสามพยายามเคลื่อนที่ในพริบตาหมายจะอ้อมไปแทงข้างหลังทะลุถึงลำไส้ใหญ่เหมือนที่เคยทำกับกล้วย แต่ไม่ว่าจะที่ใดก็มีกระสุนลูกดอกปลิวว่อน สิ่งเดียวที่พวกมันทำได้ในยามนี้จึงมีเพียงบิดตัวดิ้นเร่าๆเหมือนปลาดุกถูกทุบหัวเท่านั้น

 

            “กล้าย.... เอาไป....”

            แม้จะเจ็บปวดและอ่อนแรงจนแทบหมดสติ กล้วยเอ่ยเรียกเพื่อนสาวก่อนจะโยนไรเฟิลจู่โจมในมือลงมาให้เธอ เด็กสาวผมหางม้ารับไว้ได้ พร้อมๆกับที่เงาร่างทั้งสามเริ่มฉลาดเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นไปประกบกล้วยซึ่งยามนี้ทรุดลงไปกองอยู่บนบันไดเวียน แต่ปืนไรเฟิลในมือตานีสาวผมหางม้าเหนี่ยวไกเสียแล้ว เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนขนาดห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรก็หมุนควงทะลุผ่านหัวของตนหนึ่งไปอย่างแม่นยำ เงาร่างสีดำแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะหายวับไปกับตา

 

            ผีร้ายที่เหลืออยู่สองตนตระหนักทันทีว่าพวกมันเสียเปรียบอย่างรุนแรงเสียแล้ว ทั้งสองเงื้อมีดขึ้นหมายจะทำให้ตานีสาวหน้าจืดบาดเจ็บมากที่สุดก่อนที่พวกมันจะเป็นฝ่ายสลายไปเสียเอง แต่ช้าเกินไป กล้ายกระโจนขึ้นบันไดไปถึงตัวพวกมันเสียแล้ว พานท้ายปืนเหวี่ยงวูบกระแทกเข้าเต็มขมับจนเงาร่างทั้งสองกระเด็น เด็กสาวผมหางม้าเหวี่ยงขาเตะผีที่กำลังมึนงงขึ้นสูง กราดยิงตนหนึ่งจนพรุนไปทั้งตัว ก่อนจะกระแทกอีกตนลงสู่พื้นเบื้องล่างที่เหล่าสมิงรออยู่แล้ว

 

            “อ๊าว อู๊ว โอ้ว อ๊าก..........!

            ตานีสาวอดสงสารวิญญาณร้ายไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ แต่อันที่จริงมันก็ไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว เธอหันหลังกลับคุกเข่าลงข้างตัวกล้วย มือล้วงหายาสมานแผลอีกขวดในถุงปืน แต่เธอก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่าเหลืออยู่เพียงขวดเดียว กล้วยจะมีเหลืออยู่อีกกี่ขวดหนอ

 

            “กล้าย บ่ต้อง....” เด็กสาวหน้าจืดพึมพำเสียงแผ่ว “ข้าเจ้ากินไปแล้ว.... ขึ้นไปเช็กระบบปืนใหญ่เถอะ....”

            “แต่กล้วยบาดเจ็บหนักเน่อ กินอีกขวดเถอะ”

            “เก็บไว้....” ราชินีตานีตอบ “ของข้าเจ้าหมดแล้ว.... เก็บไว้เถอะ.... ข้าเจ้าว่าคืนนี้ยังอีกนาน....”

            “ก็ได้” เด็กสาวผมหางม้าตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “แต่ระวังตัวเน่อ มีสมิงมาเต็มเลย ตนที่นำมาได้ยินฟ้าเรียกว่าหมิงหรืออะหยังนี่แหละ”

            “หมิง !?” ดวงตาเรียวของกล้วยเบิกกว้างขึ้นทันที “เปิ้นยังมีชีวิตอยู่ก๋า !?

            “อย่างน้อยเปิ้นก็อยู่ข้างล่าง บ่ฮู้เหมือนกันว่าแต๊หรือปลอม แต่ตอนข้าไปช่วยกล้วยตอนนั้นข้าเจอตัวปลอมมาเน่อ ระวังหน่อย”

            “ถ้ามาพร้อมสมิง.... ก็บ่น่าจะเป็นตัวปลอม....”

            “แต่ถึงแต๊ เป็นสมิงก็ไว้ใจบ่ได้เหมือนกันเน่อ”

            “ข้าเจ้าว่าบ่เป็นอะหยังหรอก แต่ก็ขอบคุณที่เป็นห่วงเน่อกล้าย ขึ้นไปติดตั้งระบบปืนเถอะ ข้าเจ้าได้ยินเสียงเปรตแล้ว”

            “ได้”

 

            ตานีสาวผมหางม้ายันตัวลุกขึ้น เธอกราดยิงผีร้ายที่ยังคงบิดตัวเร่าๆเหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้าอยู่ข้างล่างจนมันสลายหายไป ก่อนจะหันหลังกลับวิ่งขึ้นบันไดวนที่พันรอบเสากลางขนาดเกือบสามคนโอบของหอคอยปืนใหญ่ เธอลองพยายามเคลื่อนที่ในพริบตาดูอีกครั้ง แต่ก็ไร้การตอบสนองเช่นเดิม สงสัยเปิดระบบปืนใหญ่แล้วเธอคงต้องลงมาหาอุปกรณ์รบกวนการเคลื่อนที่ในพริบตาอีกด้วย

 

            ไม่มีตัวประหลาดอะไรโผล่มาขณะกล้ายวิ่งขึ้นบันไดทีละสองขั้นขึ้นไปยังดาดฟ้า แต่เมื่อออกมายังลานปูนซีเมนต์ที่มีปืนใหญ่ตั้งอยู่รอบ ตานีสาวก็ตระหนักว่าสถานการณ์ด้านนอกเลวร้ายกว่าที่เธอคิด ตัวเมืองตานนะคอนด้านตะวันตกรวมทั้งจุดที่น่าจะเป็นตานนะคอนพิทยาคมเหมือนถูกระเบิดลง แทบทุกจุดมีไฟไหม้ บางจุดก็โหมไหม้ขึ้นสูง ปล่อยควันดำพวยพุ่งขึ้นในอากาศ ตึกระฟ้าในเขตธุรกิจเชียงแสนบางส่วนก็เสียหายไม่น้อย บางตึกทรุดเอนจนน่าหวาดเสียว และบางตึกก็เหลือเพียงกองเศษคอนกรีตท่ามกลางฝุ่นคลุ้ง

 

            เครื่องบินรบหายไปหมดแล้ว และไม่มีแสงไฟใดๆจากฐานบินเวียงตาน ไกลออกไปทางทิศตะวันตก เปรตเกือบครึ่งร้อยอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบกิโลเมตร และมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาเร็วกว่าตอนบุกเมืองตานนะคอนมาก ปากเท่ารูเข็มของมันส่งเสียงหวีดหวิวแข่งกับเสียงระเบิด เสียงกรีดร้อง และเสียงหวอรถดับเพลิงที่ดังแว่วมาตามสายลม ใกล้เข้ามาเล็กน้อย กลุ่มหิมะที่ฟุ้งกระจายไม่น่าจะเป็นอะไรอื่นไปได้นอกจากควายธนูกลุ่มใหม่ที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อผนวกกับการที่ยาสมานแผลในสต็อกของพวกเธอหมดเกลี้ยงแล้วก็ทำให้สถานการณ์อันตรายเกินกว่าที่พวกเธอจะไปยึดโรงเก็บรถถังแล้ว ยกเว้นเธอจะพอยิงกดหรือตัดกำลังมันได้บ้าง

 

            เด็กสาวผมหางม้าวิ่งไปสับสวิตช์สตาร์ตเครื่องปั่นไฟที่ตั้งอยู่ต่ำลงไปหนึ่งชั้น มันส่งเสียงครางกระหึ่มเมื่อเครื่องยนต์ดีเซลสิบสองสูบติดเครื่องก่อนจะส่งกำลังไปยังชุดกำเนิดไฟฟ้า กล้ายกระโดดขึ้นแท่นควบคุมของปืนใหญ่กระบอกมหึมาที่ลำกล้องชี้สูงขึ้นฟ้า ดึงหน้าจอที่พับเก็บอยู่ข้างชุดเกียร์ควบคุมความสูงปืนก่อนจะกดปุ่มเปิดระบบพลางลุ้นให้มันยังทำงานได้ หน้าจอขนาดเกือบยี่สิบนิ้วกะพริบท่ามกลางความใจหายใจคว่ำของตานีสาว แต่ในที่สุดมันก็ติดสว่างขึ้น แสดงฟังก์ชั่นและสถานะต่างๆของตัวปืนพร้อมปุ่มควบคุม

 

            กล้ายกดออกจากโหมดควบคุมการยิงไปยังโหมดส่วนกลางก่อนจะสั่งให้มันตรวจสอบการทำงานของปืนใหญ่ทุกกระบอกและระบบเครนส่งกระสุน ทุกค่าแสดงผลออกมาเป็นสีเขียว ยกเว้นเครนส่งกระสุนที่ฟ้องว่าระบบยังไม่พร้อมใช้แต่ยังคงอยู่ในสภาพดี ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เธอประหลาดใจมากนัก หอปืนใหญ่เป็นอาวุธสำคัญที่ผีร้ายใช้ยิงถล่มเมืองตานีและสวนกล้วย ถึงจะเป็นผีร้าย แต่มันคงไม่โง่พอจะทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้งอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีหมอผีระดับหัวกะทิ และตานีระดับบนๆอยู่เบื้องหลังเช่นนี้

 

            เมื่อเห็นตัวอักษรแสดงสถานะเครนส่งกระสุนกลายเป็นสีเขียว เด็กสาวผมหางม้าก็กดกลับเข้าโหมดยิง เรดาร์ในจอแสดงตำแหน่งเปรตอยู่ห่างออกไปราวแปดกิโลเมตร และกลุ่มควายธนูเป็นปื้นสีแดงใหญ่อยู่ห่างออกไปราวหกกิโลเมตร

 

            แต่ความสนใจของตานีสาวยามนี้อยู่ที่หอปืนใหญ่อื่นๆซึ่งกระจายตัวกันอยู่ทั่วเมือง ทั้งหมดยังคงถูกกองกำลังผีร้ายยึด หากพวกมันยิงเข้าใส่หอปืนใหญ่นี้ล่ะก็ ต่อให้เป็นสิ่งก่อสร้างของตานีที่รับแรงได้มากกว่าของมนุษย์เกือบห้าเท่าก็เถอะ ได้มีแหลกเป็นชิ้นๆเหมือนกัน

 

            อย่างรวดเร็ว กล้ายเรียกพิกัดหอปืนใหญ่ทั้งหมดที่บันทึกเอาไว้ในหน่วยความจำก่อนจะป้อนมันให้ปืนใหญ่ทีละกระบอก ปืนใหญ่หนักนับสิบตันทั้งแปดค่อยๆหมุนด้วยมอเตอร์ทรงพลังที่ติดอยู่กับฐาน ลำกล้องลดระดับลงมาเพื่อให้ระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติดันกระสุนรูปเรียวแหลมเส้นผ่านศูนย์กลางสิบห้าเซนต์ครึ่งเข้าไป ก่อนจะเงยกลับขึ้นในองศาที่คำนวณไว้ และเมื่อทุกกระบอกส่งสัญญาณบอกระบบกลางว่าพร้อมยิง กล้ายก็กดปุ่มสีแดงที่ใหญ่ที่สุดบนหน้าจอ

 

            หอคอยสูงเกือบหกสิบเมตรสั่นสะท้านไปถึงฐานรากยิ่งกว่าเมื่อครั้งควายบินมากระแทกเมื่อปืนใหญ่ทั้งแปดสลับกันยิงทีละสองกระบอกจนครบภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที กระสุนหัวระเบิดแรงสูงลอยละลิ่วขึ้นฟ้าด้วยความเร็วเหนือเสียง มันเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้ง ก่อนที่มันจะกดหัวลงอย่างช้าๆ และพุ่งลงสู่เป้าหมาย

 

            เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองเมื่อกระสุนหัวระเบิดแรงสูงกระแทกน้ำหนักเกือบตันลงสู่เป้าหมาย เศษคอนกรีตและเหล็กจากปืนใหญ่กระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างออกไปเกือบยี่สิบกิโลเมตร ปืนใหญ่บางกระบอกโหลดกระสุนเพิ่มขณะบางกระบอกหมุนเปลี่ยนเป้าหมายด้วยจำนวนของหอปืนใหญ่มีมากกว่าจำนวนปืน กระสุนเกือบครึ่งร้อยนัดจากปืนใหญ่ทั้งแปดถล่มสิบหอปืนใหญ่อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง ในที่สุด ยอดหอคอยก็พังทลายลงมาทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงสองนาที

 

            กล้ายกล้ำกลืนความรู้สึกเสียดายหันสมาธิมายังเปรตและควายธนูที่กำลังรุกคืบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เธอตัดสินใจลืมควายธนูไปก่อนเพราะสมิงคงกวาดพวกมันขึ้นฟ้าได้ง่ายๆเหมือนเมื่อครู่ เด็กสาวใช้สายตาคำนวณความเร็วเป้าหมายก่อนจะป้อนพิกัดเข้าปืนใหญ่ทันทีโดยไม่ลืมเพิ่มระยะยิงดัก ปืนใหญ่โหลดกระสุนอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่กระสุนลูกใหญ่ลอยละลิ่วขึ้นฟ้าเป็นเส้นโค้งก่อนจะค่อยๆทิ่มหัวพุ่งลงไปยังหมู่เปรต แต่อสุรกายร่างโย่งไม่โง่ ก่อนที่กระสุนจะลงมาระเบิดหัวพวกมันแหลก ทั้งหมดก็พร้อมใจกันถอยหลังหนี กระสุนปืนใหญ่จึงพุ่งลงระเบิดซากปรักหักพังแถวนั้นแทน แทบไม่เฉียดอสุรกายร่างโย่งเลยแม้สักตนเดียว

 

            กล้ายขบกรามกรอด เธอพอจะรู้จุดอ่อนของปืนใหญ่อยู่แล้วว่ามันยิงเป็นวิถีโค้งขึ้นฟ้าจึงไม่เหมาะกับเป้าหมายเคลื่อนที่ แต่เธอก็ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้ แรงสั่นสะเทือนเขย่าเธออีกครั้งเมื่อปืนใหญ่ยิงนัดต่อไป แต่มันก็แทบไม่เฉียดแหล่าเปรตเลยอีกเช่นเคย

 

            “บ่มีทางเลือก.....”

            เด็กสาวผมหางม้ากดปุ่มตั้งระบบยิงอัตโนมัติให้ล็อกเป้าเอาไว้ที่เปรตเผื่อว่าจะโชคดียิงถูกสักนัดสองนัด ก่อนจะกระโดดลงปล่องบนไดกลับลงไปชั้นล่าง กล้วยลงมานั่งพักที่ชั้นล่างสุดแล้ว ฟ้า จ้าดและยูคิก็เข้ามาข้างในหอปืนใหญ่กันหมด กลับกับเหล่าสัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำที่ออกไปเกือบหมดรวมทั้งหมิงด้วยเมื่อได้ยินเสียงควายธนูกำลังใกล้เข้ามา เหลือเพียงสามสี่ตนที่ยืนวางกำลังอยู่รอบๆทางเข้าเท่านั้น

 

            “กล้าย ข้างบนเป็นจะไดบ้าง” ราชินีตานีถามขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนสาวลงจอดบนพื้นอย่างไม่นิ่มเท่าไหร่นัก

            “ถล่มหอปืนใหญ่อื่นเรียบร้อยแล้ว แต่ยิงเปรตบ่โดน” เด็กสาวผมหางม้าตอบท่ามกลางเสียงสนั่นของปืนใหญ่สูงขึ้นไปเหนือหัว “หมู่เฮาต้องยึดโรงเก็บรถถังมายิงเปรตแต๊ๆแล้ว แต่ดูสถานการณ์บ่น่าจะไหว”

            “ให้หมิงกวาดเหมือนเมื่อกี้ไม่ได้เหรอ” ฟ้าเสนอขึ้น แต่ราชินีตานีส่ายหน้า

            “ถึงหมิงจะขยายร่างใหญ่ได้ แต่เปรตก็ยังสูงกว่าเปิ้นสองเท่าเน่อ แล้วกำลังเปรตก็บ่แม่นน้อยๆด้วย ถึงจะหันเปิ้นผอมจะอั้นก็เหอะ” เด็กสาวหน้าจืดท้วงเพื่อนสาว “อีกอย่าง ฟ้าลืมไปแล้วก๋าว่าเปิ้นใช้พลังนี้บ่ได้นาน สักพักเปิ้นจะต้องหลับยาวน่ะ”

            “ก็จริง.....”

            “แล้วอาการจ้าดกับยูคิเป็นไงบ้าง” กล้ายหันมาหาผู้บาดเจ็บสาหัสทั้งสอง

            “เราเริ่มดีขึ้นแล้วแหละ เมื่อกี้สงสัยซี่โครงจะหัก ขอโทษนะที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย” หลานชายหมอผีใหญ่พูดเสียงอ่อยๆ อดอายตัวเองไม่ได้ที่หมดสติไปเป็นคนแรก “แต่ยูคิยังหมดสติอยู่เลย”

            เด็กสาวผมหางม้าเดินไปคุกเข่าลงข้างตัวรุ่นน้องสาว มือแตะแก้มเธอเบาๆก่อนจะหันกลับมาหาหลานชายหมอผีใหญ่ “เปิ้นยังอ่อนแอมาก พลังงานวิญญาณเหลือบ่ถึงหนึ่งในสี่ แต่สักพักก็น่าจะดีขึ้น แกนวิญญาณบ่ได้เสียหายอะหยังมากด้วย”

            “แล้วเราจะเอายังไงต่อดี”

            ตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธไม่ตอบเพื่อนสาวหน้าคม แต่หันไปถามเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอ “กล้วย ปืนใหญ่นี่ยิงวิถีตรงได้ก่อ”

            “ตามทฤษฎีได้ แต่ข้าเจ้าคึดว่าคงบ่โดนเปรตหรอก” กล้วยตอบ “หอนี่สูงหกสิบเมตร เปรตสูงยี่สิบหรืออย่างมากก็สามสิบ แล้ว T677 ก็ลดปากกระบอกลงต่ำกว่าระดับขอบฟ้าบ่ได้ด้วย”

            “แล้วถ้าใส่ดินปืนน้อยๆหื้อกระสุนตกลงเองล่ะ”

            “ข้าเจ้าว่าบ่น่าเสี่ยง”

            “สรุปว่าก็ต้องไปเอารถถังออกมาแต๊ๆก๋า” เด็กสาวผมหางม้าขบกรามแน่น สถานการณ์ด้านนอกไม่น่าไว้วางใจและไม่น่าเสี่ยงอะไรทั้งสิ้น แม้จะเป็นแค่การเสี่ยงวิ่งฝ่าดงทีนควายธนูและเปรตออกไปสองกิโลก็ตาม “แล้วถ้าข้าเสี่ยงเคลื่อนที่ในพริบตาไปที่โรงเก็บรถถังเลยจะดีก่อ”

            “บ่ได้” กล้วยตอบทันควัน “กล้ายก็ฮู้กฎความปลอดภัยของตานีบ่แม่นก๋า เคลื่อนที่ในพริบตาได้ต่อเมื่อมองหันเป้าหมายอยู่ในสายตาหรือฮู้พิกัดที่จะเคลื่อนที่แน่นอน ถ้าเคลื่อนที่ไปแล้วไปติดอยู่ในอะหยังเข้าล่ะก็วิญญาณแตกสลายได้เลยเน่อ !

            “จะอั้นก็เหลือแค่วิ่งออกไปยึดทางเดียวจะอั้นก๋า”

            “ข้าเจ้าย่านว่าจะเป็นจะอั้น” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก “ข้าเจ้ายังพอไหว เดี๋ยวข้าเจ้าไปกับกล้ายเอง ที่นี่หื้อสมิงเฝ้า แล้วก็ปล่อยปืนใหญ่ยิงไปจะอี้แหละ”

            “บ่ได้ กล้วยต้องคุมอยู่ที่นี ถ้าปล่อยปืนใหญ่ยิงมั่วอาจจะโดนของหมู่เฮาเองก็ได้” กล้ายค้านเพื่อนสาว “ข้าไปเอง”

            “ตนเดียวบ่ไหวเน่อกล้าย !

            “งั้นเราไปด้วย” ฟ้าเอ่ยขึ้นหลังจากปล่อยตานีทั้งสองปรึกษากันเองมาพักใหญ่ “เราก็พอไหว แล้วเราก็พอรบระยะประชิดได้ น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้างแหละ”

            “เราก็ไปด้วยเหมือนกัน” หลานชายหมอผีใหญ่รีบเสนอตัวตามมา “เมื่อกี้เราไม่ได้ทำอะไรเลย ให้เราได้ช่วยบ้างเหอะ”

            “บ่าจ้าดง่าว !” เด็กสาวผมหางม้าด่าเสียงเขียว แต่ก็รีบเสริมเมื่อเห็นฟ้าแกล้งทำหน้าเหวอ “เอ่อ.... บ่ได้ว่าฟ้าเน่อ แต่จ้าดกับฟ้าก็หันแล้วบ่แม่นก๋าว่ามันอันตรายเท่าได๋ ถ้าข้าไปตนเดียวข้ายังพอเคลื่อนที่ในพริบตาหลบได้บ้างเน่อ”

            “แต่ถ้ากล้ายไปคนเดียวแล้วจะเข้ายึดโรงเก็บรถถังได้ยังไง” ฟ้าย้อนถาม “ถึงกล้ายจะเคลื่อนที่ในพริบตาได้ แต่คนเดียวกำลังรบไม่พอนะ แล้วถ้าที่โน่นมีติดอุปกรณ์ขัดขวางการเคลื่อนที่ในพริบตาแบบที่นี่กล้ายจะแย่เอานะ”

            “แต่ไปสามก็บ่พออยู่ดี....”

            “งั้นก็เอาหมิงกับกองกำลังสมิงไปด้วยสิ”

            “บ่าจ้าดง่าว” คราวนี้เป็นกล้วยที่ด่าเพื่อนหนุ่มบ้าง “หมิงใช้พลังนั่นได้บ่นาน แล้วพอใช้จนหมดพลังงานก็จะหลับยาว จะหื้อเปิ้นออกไปหลับอยู่กลางดงควายธนูก๋า !?

            “แต่จริงๆ.... เมื่อกี้เขาก็ใช้พลังไปเยอะแล้วก็นานเหมือนกันนะ เกือบสิบนาทีแน่ะ” เด็กสาวหน้าคมตั้งข้อสังเกต “แล้วเขาก็หดร่างกลับมา แล้วก็สู้ต่อแบบไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ”

            “แล้วเขาก็เคยบอกไม่ใช่เหรอว่าสมิงเกิดจากเสือที่โดนรังสีของโรงไฟฟ้าแสนคำ” จ้าดพูดต่อ “ถ้าเป็นแบบนั้น การที่เขารอดชีวิตมาจากโลงหินได้ก็อาจจะทำให้เขามีความสามารถอะไรเพิ่มขึ้นก็ได้นะ ลองเรียกเขามาถามดูก่อนดีมั้ย”

            “ก็ได้” กล้วยพยักหน้าก่อนจะหันไปหาทหารสมิงสามสี่ตนซึ่งยืนคุมประตูทางเข้าอยู่ไม่ไกลออกไปนัก “สมิงเจ้า ช่วยไปเรียกหมิงมาหาข้าเจ้าหน่อยได้ก่อ”

 

            สมิงหนุ่มตนหนึ่งวิ่งออกไปทันที ก่อนจะกลับมาพร้อมกับสมิงสาวผมหางม้า เธอดูงุนงงและกังวลใจไม่น้อย

 

            “กล้วย มีอีหยัง ข้างนอกควายธนูสิเข้ามาถึงแล้วเด๊”

            อีกฝ่ายยิงคำถามแทนคำตอบ “หมิง หมิงยังพอใช้พลังขยายร่างใหญ่ได้อีกก่อ”

            “ได้สิ แม่นหยัง”

            “แล้วจะหลับหลังจากนี้ก่อ”

            “บ่ หลังจากเฮารอดมาจากโลงหินก็บ่มีอาการจังซั่นแล้ว” หมิงตอบ ยังคงดูงงๆ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนสาวจะถามเรื่องนี้ทำไม

            “งั้นหมิงออกไปกับพวกเราได้มั้ย” เด็กสาวหน้าคมชิงพูดก่อนตานีสาว “พวกเราจะออกไปยึดโรงเก็บรถถังไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ แต่กลัวจะสู้ควายธนูแล้วก็ผีร้ายที่อาจจะเฝ้าโรงเก็บรถถังไม่ได้ เอาพวกหมิงไปด้วยสักสิบยี่สิบตนก็ได้”

            “ถ้าจังซั่นยินดีเลย” แววดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าละม้ายเสือราวกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่ เธอสมัครใจจะออกไปวิ่งเล่นกลางหิมะมากกว่าจะปักหลักอยู่กับที่แบบนี้อยู่แล้ว “แต่เฮาว่าให้เพื่อนๆเฮาอยู่ตรงนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็คุ้มกันไว้ ถ้าเสียที่นี่ไปอีกคงลำบากกว่านี้”

 

            “จะอั้น ฟ้า จ้าด หมิง แล้วก็ข้าไปแม่นก่อ” กล้ายสรุป เธอเอ่ยชื่อสมิงสาวอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “จะอั้นกล้วยช่วยยิงสนับสนุนด้วยได้ก่อ ยิงที่จุดไหนข้าจะโทรจิตมาบอกอีกที แต่ถ้าบ่มีอะหยังช่วยยิงกดเปรตไปเรื่อยๆเน่อ ถ่วงเวลาเปิ้นไว้”

            “ได้ ระวังตัวด้วยเน่อ”

 

            เหล่าสหายร่วมรบแยกตัวกันอีกครั้ง กล้วยวิ่งขึ้นบันไดเวียนไปยังดาดฟ้าอันเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ที่ยังคงกระหน่ำยิงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะเด็กสาวหน้าคม ตานีสาวผมหางม้า สมิงสาวผู้ไว้ผมทรงใกล้เคียงกัน และหลานชายหมอผีใหญ่วิ่งออกไปจากหอปืนใหญ่ หมิงหยุดอธิบายสถานการณ์ให้สมิงสาวอีกตนซึ่งดูจะเป็นทหารคนสนิทของเธอเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสี่จะออกวิ่งมุ่งหน้าไปยังโรงเก็บรถถัง ซึ่งอยู่ในทิศเดียวกับเปรตที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ ท่ามกลางกระสุนปืนใหญ่ที่พุ่งแหวกอากาศไปเหนือหัว

 

            กล้ายหยิบอุปกรณ์กลมๆแบบเดียวกับกล้วยขึ้นมากดหลังจากออกนอกระยะของกล้วย เธออดสงสัยไม่ได้ว่าสมิงมาช่วยพวกเธอได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาไม่น่าจะมองเห็นตึกหรือสิ่งก่อสร้างใดๆในเมืองตานีได้ แต่เธอก็กลืนคำถามลงคอไป ส่วนหนึ่งเพราะเธอรู้สึกไม่ถูกชะตากับสมิงหน้าเป็นตนนี้มาตั้งแต่โดนปรามาสว่าขี้กลัวไปเมื่อเกือบสิบห้านาทีที่แล้ว และอีกส่วนหนึ่งคือเดี๋ยวค่อยถามตอนเหตุการณ์นี้จบลงก็ได้.....

 

            แต่เมื่อทุกคนมาถึงถนนวงแหวนรอบนอกซึ่งเลยครึ่งทางระหว่างหอปืนใหญ่กับโรงเก็บรถถังมานิดเดียว ปัญหาใหญ่ก็มารออยู่เบื้องหน้า ควายธนูซึ่งเพิ่งได้รับคำสั่งใหม่วิ่งเรียงแถวหน้ากระดานตรงมาทางพวกเขา พวกมันตัวใหญ่กว่าเดิมสักครึ่งเท่าเห็นจะได้ แถมความเร็วยังมากกว่าเดิมเสียอีก แม้จะมีหลายตัวสะดุดหรือชนสิ่งก่อสร้างที่มองไม่เห็นจนล้มกลิ้ง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงรักษารูปแถวและดาหน้าเข้ามาเหมือนกองพันรถถังยันระเมอครั้งสองครามโลก สมิงสาวบิดตัวเตรียมขยายร่างใหญ่ ขณะตานีสาวผมหางม้าโทรจิตกลับไปหาเพื่อนสาวบนยอดหอคอย

 

            นี่กล้าย ขอการยิงสนับสนุนพิกัด ตอ ศูนย์ เจ็ด หก หนึ่ง หก สี่

            ตอศูนย์เจ็ดหกหนึ่งหกสี่ กล้วยรับทราบ

 

            เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้องแทบจะพร้อมกับที่หมิงผู้กลายเป็นเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ยักษ์กวาดควายธนูฝูงแรกจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง แม้แรงกระแทกจะไม่ทำให้มันหายวับไปเหมือนเมื่อครู่ด้วยความแข็งแกร่งที่มากขึ้น แต่ก็พอจะทำให้หลายตัวบาดเจ็บจนแทบวิ่งไม่ได้ และก่อนที่ฝูงที่สองจะเข้าโจมตีได้ กระสุนปืนใหญ่หัวพลังงานวิญญาณและระเบิดแรงสูงก็ถล่มลงใส่พวกมันและอีกสองฝูงที่อยู่ถัดออกไปด้านหลังจนแม้แต่รูปปั้นควายดินเผายังแหลกเละเป็นฝุ่น เปิดช่องว่างให้ทั้งสี่ผ่านไปได้แม้จะมีบางตัวยังกัดไม่ปล่อยวิ่งไล่หลังมาอยู่ก็ตาม

 

            “นั่นไงโรงเก็บรถถัง !

            เกือบห้านาทีต่อมา กล้ายก็ชี้ไปยังอาคารหลังใหญ่ยาวเกือบสองร้อยเมตรที่ขอบฟ้า มันมีหลังคาโลหะสีเงินทรงโค้งยาวเหยียดดูล้ำสมัย หากพังยับเยินไปแถบหนึ่งจนเด็กหนุ่มหน้าดุชักเริ่มไม่แน่ใจว่าข้างในจะมีรถถังที่ยังใช้งานได้จริง แต่ไหนๆก็มาจะถึงอยู่แล้ว ไม่ลองก็ไม่รู้

 

            “เอ่อ.... หมิง ช่วยต้านหมู่ควายธนูเอาไว้ก่อนได้ก่อ” ตานีสาวเรียกเสือร่างยักษ์ที่วิ่งอยู่ข้างๆอย่างไม่แน่ใจนัก แต่เมื่อเห็นสมิงสาว ยิ้มตอบกลับมาด้วยการแยกเขี้ยวยิงฟันหยีตา เธอก็หันมาหาเพื่อนมนุษย์ทั้งสอง “จ้าด ฟ้า เข้าไปกับข้า เอารถถังออกมาสองคัน หมู่เฮาจะยิงเปรตกัน”

            “สองคัน ?” จ้าดทวนคำ “แล้วใครจะขับอีกคัน”

            “ก็นายน่ะสิ”

            “ตลกละ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนเสียงต่ำๆ “ผมขับรถไม่เป็นนะครับเจ๊ รถถังนี่ยิ่งกว่ารถธรรมดาอีก แล้วยิ่งเป็นรถถังของตานีด้วย”

            “หน้าจอเป็นภาษาเวียง นายอ่านเข้าใจบ่แม่นก๋า”

            “บ่แม่น !” จ้าดสวนกลับทันควัน “ถึงอ่านเข้าใจแต่ก็ได้แค่ช้าๆ จะไปทันทำอะไรกินเล่า !?

            “เออขับๆไปเหอะน่า ถ้าบ่เข้าใจโทรจิตมาถามข้าละกัน”

 

            จ้าดอ้าปากจะประท้วง แต่ตานีสาวไม่อยู่ฟังเสียงประท้วงแล้ว เธอเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าสู่โรงเก็บรถถังเบื้องหน้า หลานชายหมอผีใหญ่และเด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธมองหน้ากันก่อนจะวิ่งตามเพื่อนสาวไป

 

            “โอ้โห !

            เด็กหนุ่มหน้าดุถึงกับอุทานออกมาด้วยความอึ้งแกมทึ่งเมื่อเข้ามาในตัวอาคาร มันใหญ่กว่าที่เห็นภายนอกเสียอีก แม้หลังคาด้านหนึ่งจะยุบลงมาและคานเหล็กขนาดยักษ์ท่อนหนึ่งจะร่วงลงมาทับรถถังเสียหายไปหนึ่งแถบ แต่เขาก็ยังพอมองออกว่ามันเคยเป็นโรงเก็บ หรือแม้กระทั่งโรงงานอันล้ำสมัยเพียงใด เครนแบบรอกเหนือหัวแปดตัวครอบคลุมพื้นที่หลังคาทั้งโรงงานที่มีรถถังลายพรางหิมะสีฟ้าขาวจอดเรียงราย เครื่องมือขนาดใหญ่ซึ่งจ้าดไม่รู้ว่ามันคืออะไรตั้งตระหง่านอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของตัวอาคาร ด้านหลังพื้นที่เก็บรถถังมีอาคารแบบบิลต์อินสี่ชั้นสร้างอยู่ในหลังคาโค้งเดียวกัน มีช่องให้ลมหนาวพัดโกรกเข้ามาอยู่สามช่องซึ่งดูเหมือนจะเป็นช่องขนอุปกรณ์และชิ้นส่วน

 

            รถถังเองก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน มันดูคล้ายรถถังตีนตะขาบแบบปกติของมนุษย์ หากต่างกันที่ผิวด้านนอกที่ค่อนข้างเรียบผิดกับรถถังทั่วไปของมนุษย์ที่มักมีรอยต่อและชิ้นส่วนต่างๆเต็มไปหมด และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพียบแปล้ กล้องสามตัว กล้องอินฟราเรดอีกตัว และกล้องอีกแบบที่จ้าดไม่รู้ว่ามันคืออะไรอีกตัวติดอยู่กับป้อมปืนที่มีปืนรถถังกระบอกใหญ่ชี้ตรงมาด้านหน้า เหนือขึ้นไปเล็กน้อย ปืนกลหกลำกล้องคล้ายกับอาวุธลับของกล้ายแต่ขนาดเล็กกว่าติดอยู่กับแท่นหมุน

 

            “อย่ามัวอึ้ง !” เสียงตานีสาวผมหางม้าร้องสั่งมาจากแนวรถถังแถวถัดไปสองสามแถว น้ำเสียงฟังดูร้อนรน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มได้ยินสมิงสาวด้านนอกใช้ท่าเถรกวาดลานกับควายธนูแล้ว “หาคันที่ใช้ได้แล้วขึ้นไปเร็ว !

            “แล้วผมจะรู้ได้ไงครับเจ๊ว่าคันไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้ !?

            “เปิดหน้าจอตรงตัวถังข้างหลังดู ถ้าใช้ได้จะขึ้นเป็นสีเขียวหมด” กล้ายอธิบายก่อนจะเสริม “มาทางนี้ ตรงที่นายอยู่เป็นรถถังที่เพิ่งเข้ามาซ่อม ริมนี้ซ่อมเสร็จแล้ว เร็ว ก่อนที่เปรตจะเข้ามาถึง !

 

            หลานชายหมอผีใหญ่วิ่งไปยังอีกฟากของอาคารตรงกันข้ามกับฟากที่หลังคาพังลงมาตามคำแนะนำของเพื่อนสาว เขาเลือกคันที่อยู่เกือบหน้าสุดของแถวก่อนจะดึงฝาที่ติดอยู่ทางท้ายตัวถังเปิดออก หน้าจอผลึกเหลวสว่างขึ้นในทันที มันค่อยๆรันระบบตรวจสอบสถานะตัวเอง ก่อนจะขึ้นตัวอักษรสีเขียวที่กลางหน้าจอท่ามกลางความโล่งใจของเด็กหนุ่มหน้าดุ

 

            “โอเคกล้ายเราได้รถแล้ว ทีนี้ทำไง !?

            ไม่มีเสียงตอบจากเป้าหมายที่เขาเรียก สองสาวคงเข้าไปในรถถังแล้ว จ้าดตัดสินใจใช้โทรจิตแทน จริงๆในรถถังคันนี้ก็น่าจะมีวิทยุหรือระบบสื่อสารอย่างอื่น แต่เขาขี้เกียจหา

 

            โอเคกล้าย ทีนี้ทำไง เราได้รถแล้ว

            กดรหัสที่หน้าจอตามที่ข้าพูดเน่อ สามสองเจ็ดสี่แปดศูนย์ศูนย์หกหนึ่งสอง

            เดี๋ยวๆช้าๆ อะไรนะ สามสองเจ็ดสี่แปดศูนย์.....

            ศูนย์หกหนึ่งสองตานีสาวต่อให้จบ จำเอาไว้ด้วยเน่อ ต้องใช้รหัสนี้ตอนเข้าห้องคนขับแล้วก็สตาร์ตเครื่องด้วย

            แล้วทำไมไม่ทำให้มันง่ายๆซะล่ะคร้าบ !?’

            ตานีใช้สแกนม่านตาเอา นายมีก่อล่ะกล้ายย้อนถาม ทำเอาเด็กหนุ่มสะอึก

            โอเคๆ ก็ได้ ถ้าจำไม่ได้จะโทรจิตไปถามอีกที

 

            จ้าดกดปุ่มยืนยันรหัส เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อฝาบนป้อมปืนเปิดออกพร้อมกับเสียงดังฟู่ เด็กหนุ่มรีบปีนขึ้นไปก่อนจะหย่อนตัวลงไปในตัวรถถังเบื้องล่าง ข้างในนั้นกว้างพอสมควรทีเดียว แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหลังซึ่งมีกลไกโหลดกระสุนคล้ายกับปืนใหญ่อาวุธลับของกล้วยมาก และส่วนหน้าซึ่งมีประตูปิดอยู่ เครื่องอ่านม่านตาพร้อมที่ป้อนรหัสติดอยู่ข้างๆ หลอดไฟสีส้มให้แสงสว่างสลัวๆจากด้านหนึ่งของตัวรถถัง

 

            เด็กหนุ่มรีบป้อนตัวเลขสิบตัวก่อนที่เขาจะลืม ประตูเลื่อนเปิดออกทันทีพร้อมๆกับที่แสงไฟในห้องคนขับสว่างขึ้น แล้วเด็กหนุ่มก็ต้องอ้าปากค้างอีกครั้ง เขาเคยอ่านและดูหนังสือรูปรถถังมานักต่อนัก ห้องคนขับมักดูเก่าและเต็มรกไปด้วยเครื่องมือจนน่าเวียนหัว แต่ห้องคนขับของตานีกลับล้ำสมัยแต่ดูเรียบง่าย หน้าจอขนาดใหญ่ซึ่งก็คงจะเป็นจอสัมผัสเหมือนเครื่องไม้เครื่องมือแทบทุกอย่างของตานีติดอยู่เหนือพวงมาลัยแบบรถยนต์สองข้างสำหรับพลประจำรถถังทั้งสอง มันแสดงหน้าจอป้อนรหัสรอที่จะสตาร์ตเครื่อง ข้างที่นั่งพลประจำรถถังทั้งสอง ก้านควบคุมที่ดูเหมือนจอยสติ๊กเล่นเกมเป็นอย่างมากติดอยู่ต่ำกว่าหน้าจออีกชุดหนึ่งเล็กน้อย เข้าคู่กับคันเกียร์อัตโนมัติตรงกลาง ต่ำลงไปใต้แผงควบคุมมีคันเร่งและเบรกแบบรถยนต์ปกติ

 

            “เยี่ยม แบบนี้คงพอขับได้”

            จ้าดก้าวเข้านั่งประจำที่ ถามรหัสจากเพื่อนสาวอีกครั้งซึ่งตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงรำคาญ เขารีบตัดสัญญาณโทรจิตอย่างรวดเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะเคลื่อนที่ในพริบตาผ่านมันมางับหัวเขาได้ เด็กหนุ่มพรมนิ้วใส่รหัส มันแสดงข้อความว่ารหัสถูกต้องเป็นอักษรเวียง วินาทีต่อมา เสียงวื้อๆเหมือนเครื่องตัดหญ้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามหนักๆของเครื่องยนต์ หน้าจอทั้งหมดเปลี่ยนรูปเป็นหน้าจอแสดงสถานะต่างๆของรถถัง และที่เด็ดที่สุดคือจอใหญ่ที่แสดงภาพด้านนอกอย่างชัดเจนพร้อมทั้งสัญญาณเรดาร์ จุดหนึ่งที่อยู่แทบจะชิดกับเขาและกำลังเคลื่อนที่ออกไปเรื่อยๆ บอกว่ารถถังของกล้ายกับฟ้าขับออกไปแล้ว

 

            “เอ้า มาลองกันดูสักตั้ง”

            เท้าขวาเหยียบเบรก มือขวาดึงคันเกียร์ลงมายังตำแหน่งขับเคลื่อน ก่อนที่เท้าขวาจะย้ายจากเบรกไปเหยียบคันเร่ง รถถังคันใหญ่เคลื่อนออกจากที่จอดอย่างนุ่มนวลกว่าที่เขาคาดไว้มาก เด็กหนุ่มหักพวงมาลัยจนสุดให้พ้นจากรถถังคันที่จอดอยู่ข้างหน้า ก่อนจะเร่งความเร็ววิ่งตามทางออกไปสู่สนามรบด้านนอก

 

            สถานการณ์ด้านนอกไม่ดีขึ้นเท่าใดนัก สมิงสาวกวาดควายธนูไปได้เกือบหมดแล้ว แต่เปรตก็เข้ามาใกล้มากแล้วเช่นกัน ปากเล็กเท่ารูเข็มของมันส่งเสียงหวีดแหลมเสียดแทงผ่านเกราะรถถังเข้ามาทรมานแก้วหูจ้าดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

            เด็กหนุ่มพยายามทำหูทวนลม มือจับก้านบังคับข้างตัวตามสัญชาตญาณ เดาว่ามันคงจะเอาไว้ควบคุมปืน แล้วก็จริงเสียด้วย มันทำงานคล้ายๆคันบังคับเครื่องบิน เมื่อเขาบิดมันป้อมปืนก็หมุนพร้อมกับภาพในหน้าจอ เมื่อดึงเข้าหาตัวปืนก็เงย เมื่อผลักออกไปปืนก็กดลง แถมยังมีศูนย์เล็งพร้อมบอกระยะอยู่ในหน้าจอให้พร้อมสรรพ หลานชายหมอผีใหญ่ไม่รอช้ารีบเล็งปืนขึ้นไปยังกลางอกของอสุรกายร่างโย่ง ก่อนจะกดปุ่มสีแดงที่ติดอยู่กับก้านบังคับ

 

            รถถังสะท้านไปทั้งคันเมื่อกระสุนขนาดสิบสองเซนต์ครึ่งพุ่งออกจากปากกระบอก มันเข้าเป้าหมายที่เล็งไว้อย่างแม่นยำโดยฝ่ายตรงข้ามไม่มีโอกาสหลบ จ้าดเริ่มชินมือก็หมุนปืนไปเล็งตนต่อไปที่กำลังก้าวเข้ามาหาเขา แต่ก่อนที่จะได้เหนี่ยวไกยิง เสียงสนั่นก็ดังมาจากทางซ้ายของเขาพร้อมๆกับที่ยานเกราะคันโตสะท้านอีกครั้ง เด็กหนุ่มรีบหมุนป้อมปืนไปยังที่มาของเสียงทันที แล้วก็พบควายธนูสองตัวกำลังพยายามขวิดรถถังของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

            “กล้ายบอกว่าไม่ต้องกลัวควายธนูนี่นะ.... หรือว่ารถถังคันนี้จะ....”

            ไวเท่าความคิด หลานชายหมอผีใหญ่ละมือจากก้านบังคับปืนมาจับพวงมาลัย ภาพในจอเปลี่ยนเป็นภาพจากกล้องหน้าซึ่งมองไม่เห็นควายธนู แต่เขาก็พอรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่ทางไหนเพราะพวกมันก็ยังคงพุ่งเข้าชนจุดเดิมอย่างต่อเนื่อง เด็กหนุ่มเหวี่ยงพวงมาลัยพร้อมกับเหยียบคันเร่ง ควายธนูถึงกับอึ้งเมื่อเห็นเป้าหมายของมันขยับไถลไปกับพื้นด้วยความเร็วสูง และรู้ตัวอีกที ตีนตะขาบของรถถังคันใหญ่ก็บดขยี้พวกมันลงกับพื้น มันแตกสลายคืนรูปเป็นตุ๊กตาดินเผาในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่น้ำหนักของรถถังจะทับมันจนแตกกระจาย

 

            เยี่ยมจ้าด ขับได้ดีเสียงตานีสาวชมผ่านโทรจิตมา ขณะรถถังของเธอวิ่งผ่านหน้าเขาไปเพื่อหามุมยิงเปรตตนใหม่ แต่หันมายิงเปรตก่อนดีกว่า ยังเหลืออีกเกือบสามสิบตนเลยเน่อ !’

            รับทราบครับท่านผบ. !’

 

            เป็นภาพที่น่าจะสยองขวัญไม่น้อยสำหรับเหล่าเปรตและผู้บังคับบัญชากองกำลังผีร้าย กระสุนปืนใหญ่รถถังติดหัวรบทำลายวิญญาณและระเบิดแรงสูงลอยว่อน ประสานกับกระสุนปืนใหญ่ที่พุ่งแหวกอากาศลงมาถล่มอสุรกายสูงยี่สิบเมตรผู้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างฉับพลันราวกับห่าฝนโดยที่พวกมันก็ไม่ทันตั้งตัว เปลวเพลิงระเบิดครั้งแล้วครั้งเล่า ที่อก ท้อง ขา หรือแม้แต่กลางดวงตาบานโตเหมือนกระด้ง หนึ่งนัดเท่ากับเปรตหนึ่งตนที่หายไป และปืนใหญ่รถถังทั้งสองคันก็แทบไม่พลาดเป้าเลยเสียด้วย.....

 

            เพียงไม่ถึงห้านาที เปรตที่ยกพวกมาบุกกว่าครึ่งร้อยก็เหลือยืนโด่เด่อยู่สองตน แต่เป็นสองตนที่ดูจะฉลาดและเหนือกว่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์อยู่พอสมควรด้วยร่างกายที่สูงกว่า ล่ำกว่า และยังไม่โดนอาวุธอะไรเลยแม้แต่รอยขีดข่วน แต่ความหวังจะรอดของมันก็ริบหรี่เมื่อต้องมาประจันหน้ากับอาวุธล้ำสมัยชนิดหนึ่งต่อหนึ่ง

 

            จ้าดได้มุมดีเหนี่ยวไกยิงไปเป็นตูมแรก แต่เป้าหมายเบี่ยงตัวหลบในทันท่วงทีจนกระสุนพลาดเป้าไปเพียงไม่น่าจะถึงสิบเมตร อสุรกายร่างโย่งเห็นตัวเองหลบพ้นก็เดินดุ่มๆเข้าหาฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ไกลออกไปเพียงไม่ถึงร้อยเมตร หารู้ไม่ว่ากลไกโหลดกระสุนอัตโนมัติของรถถังเบื้องหน้าใช้เวลาป้อนกระสุนนัดใหม่เพียงสองวินาที วิ่งไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งทาง กระสุนนัดต่อมาก็พุ่งแหวกอากาศมาเข้าเป้าตรงเผงที่กลางดวงตาโดยที่มันมองเห็นเพียงกลุ่มควันที่ปากกระบอกปืนเท่านั้น เสียงหวีดร้องแหลมสูงดังยาวเหยียดจนจนโลหะทุกชิ้นในรถถังสั่นสะเทือน ก่อนที่เปรตตนนั้นจะแตกสลายหายวับไป

 

            ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร กล้ายและฟ้าได้มุมยิงเช่นกัน เด็กสาวหน้าคมผู้เป็นพลบังคับปืนใหญ่โยกก้านบังคับขึ้นเล็งอย่างคล่องแคล่ว แต่วินาทีต่อมา สถานการณ์ได้เปรียบอย่างมากก็กลับเป็นเลวร้ายอย่างฉับพลันเมื่อเปรตตนสุดท้ายตัดสินใจกระโดดเข้ามา หมายจะลงน้ำหนักกระทืบยานเกราะที่กำลังจะยิงมันให้แหลกเป็นเศษเหล็ก.....

 

            “กล้าย ฟ้า ระวัง !

            เสียงของจ้าดดังก้องในโสตประสาทของเด็กสาวทั้งสอง ตานีสาวไม่รอช้ารีบกระทืบคันเร่งจมพื้น แต่เคราะห์ร้ายที่เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ของรถถังคันนี้ตอบสนองไม่รวดเร็วเหมือนใจเธอ* ยานเกราะยาวเก้าเมตรกว่าเคลื่อนที่ไปเพียงไม่กี่เมตร เด็กหนุ่มในรถถังอีกคันมองตาค้างเมื่อเห็นรถถังของเพื่อนสาวกำลังจะถูกเท้าขนาดยักษ์บดขยี้ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

            แต่ก่อนที่รถถังสีพรางหิมะ รวมทั้งกล้ายและฟ้าจะถูกกระทืบจนแบนติดพื้นเหมือนคางคกถูกรถทับ เปรตร่างยักษ์ก็มีอันต้องเซถลาเมื่อเสือหิมะเชียงหลวงกระโจนเอาอุ้งเท้าหน้าถีบมันเต็มยอดอก เปรตตั้งตัวได้ก็ย่ำตึงๆก่อนจะเตะฝ่ายตรงข้ามที่ตัวเล็กกว่าครึ่งต่อครึ่งจนกระเด็นไปกระแทกซากปรักหักพังของอาคารขนาดใหญ่พอๆกับโรงเก็บรถถังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจนแผ่นดินสะเทือน

 

            หมิงยันตัวลุกขึ้นได้ก็กระโจนกลับเข้าหาอสุรกายร่างโย่งอีกครั้ง กรงเล็บกางออกหมายดวงตาบานใหญ่ทั้งสองข้าง แต่เปรตกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างง่ายดายทั้งที่เป็นเป้าใหญ่ สมิงสาวลงพื้นได้ก็กลับตัวจู่โจมใส่ฝ่ายตรงข้ามซ้ำอีก แต่คราวนี้เปรตร่างโย่งรออยู่แล้ว ก่อนที่กรงเล็บจะถึงตัว มันก็ตีเข่าส่งร่างลายพาดกลอนขึ้นฟ้า ก่อนจะหมุนตัวกลับหลังฟาดส้นเท้าเตะเข้าชายโครงจนหมิงร้องเป็นแมวก่อนจะลอยละลิ่วไปร่วงโครมลงพื้นห่างออกไปเกือบสองร้อยเมตร สมิงสาวพยายามลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดจาดทั่วร่างกายก็พุ่งเข้าสู่สมองจนเธอทรุดกลับลงไปอย่างช่วยไม่ได้ เธอทำได้เพียงแค่มองเท้าของอสุรกายปากเท่ารูเข็มที่ย่างสามขุมตรงมาที่เธอเท่านั้น.....

 

            ห่างออกไปเกือบสงร้อยเมตรเบื้องหลัง รถถังทั้งสองคันเร่งเครื่องจนมาตรวัดขึ้นขีดแดงเมื่อเห็นเพื่อนสาวที่เพิ่งจะแก้สถานการณ์ให้กลับเป็นฝ่ายโดนถลุงเสียเอง กล้ายเหยียบคันเร่งจนจมมิด พวงมาลัยเหวี่ยงซ้ายทีขวาทีพยายามลัดเลาะเข้าไปในเส้นทางที่สั่นที่สุด แม้เธอจะไม่ชอบหน้าเด็กสาวต่างเผ่าพันธุ์ผู้นี้นัก แต่หมิงก็ช่วยชีวิตเธอและฟ้าเอาไว้ เธอจะปล่อยให้สมิงสาวตนนี้ตายหรือแม้แต่บาดเจ็บสาหัสไม่ได้.....

 

            เกือบหนึ่งนาทีต่อมา ทั้งเปรตและสัตว์ภูตจากป่าแสนคำก็กลับเข้ามาอยู่ในกล้องอีกครั้ง แต่สมิงสาวก็ดูบาดเจ็บไปแล้วไม่น้อย ขนสีขาวดำของเธอเปื้อนเลือดเป็นหย่อมๆ ขณะอสุรกายสูงเกือบสามสิบเมตรโยนเธอขึ้นจากพื้นก่อนจะประเคนทั้งหมัดทั้งเท้าเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กหนุ่มหน้าดุหมุนปืนขึ้นเล็ง แต่ร่างของเปรตขยับตลอดเวลา หากเขายิงสุ่มสี่สุ่มห้าไปล่ะก็ เป้าหมายที่จะโดนระเบิดอาจเป็นหมิงแทนก็ได้....

 

            กล้าย ยิงแทนเราหน่อย เราไม่กล้ายิง !’ หลานชายหมอผีใหญ่โทรจิตบอกเพื่อนสาวอย่างร้อนรนขณะพยายามขับรถถังไปรอบๆหวังว่าจะหามุมที่จะไม่โดนหมิง แต่เปรตก็หมุนตัวแทบจะตลอดเวลาเช่นกัน เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะคำนวณทั้งตำแหน่งและเวลาปะทะให้หมิงปลอดภัยได้

            หามุมยิงอยู่ รอก่อน !’ เสียงของฟ้าที่ตอบกลับมาก็ฟังดูร้อนรนไม่แพ้กัน เธอไม่ได้เก่งเรื่องยิงปืน ตานีสาวที่นั่งอยู่ข้างๆก็ไม่ใช่ว่าจะยิงแม่นเช่นกัน เช่นเดียวกับหน่วยอาวุธระยะใกล้ หน่วยอาวุธจู่โจมฝึกด้านความแม่นยำน้อยกว่าหน่วยอาวุธระยะไกลอย่างกล้วยมากเพราะไม่จำเป็นต้องใช้ เท่ากับว่าในสามคนที่คุมรถถังอยู่ตอนนี้ไม่มีใครยิงปืนแม่นเลยสักคนหรือตนเดียว

 

            เด็กสาวหน้าคมขบกรามกรอดอย่างแค้นใจตัวเองขณะเธอทำได้เพียงนั่งมองเพื่อนสาวที่เพิ่งจะช่วยชีวิตเธอถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา แต่ใครจะรู้ หากเธอตัดสินใจยิงออกไปแล้วพลาดไปโดนสมิงสาว เหตุการณ์อาจจะเลวร้ายกว่านี้ก็ได้.....

 

            “ฟ้า ข้ายิงเอง !

            ตานีสาวผมหางม้าตัดสินใจเด็ดขาด เธอย้ายมือจากพวงมาลัยไปยังก้านควบคุม หน้าจอเปลี่ยนจากโหมดขับเป็นโหมดยิงทันที เธอกดที่กรอบเปลี่ยนประเภทกระสุนในหน้าจอสัมผัสจนได้กระสุนที่ต้องการก่อนจะเงยปืนข้นเล็ง สมองคำนวณทั้งความเร็วลม ระยะถึงเป้าหมายและเวลาที่จะถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เธอพลาดไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่เมตรเดียว.....

 

            “นี่ล่ะ !

            เมื่อเป้าหมายเบื้องหน้าอยู่ในตำแหน่งที่เธอต้องการ กล้ายก็เหนี่ยวไกทันที เด็กสาวหน้าคมมองเห็นอะไรบางอย่างหลุดออกมาจากตัวกระสุนเพียงแวบเดียว ก่อนที่มันจะทะลวงเข้ากลางหลังของเปรตผู้กำลังเมามันกับการอัดศัตรูที่ไม่มีทางสู้จนทะลุออกที่กลางอก พลประจำรถถังทั้งสามเห็นมันก้มลงมองรูโบ๋ที่อกอย่างงุนงง ก่อนที่ร่างของมันจะแตะออกเป็นนับล้านเสี่ยง พร้อมๆกับที่สมิงสาวร่วงลงไปนอนกองอยู่กับพื้น

 

            “หมิง !?

            ฟ้าผู้เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นพลขับชั่วคราวเหยียบคันเร่งจนจมมิด พารถถังมุ่งห้าไปยังร่างเพื่อนสาวที่นอนอยู่ในลานกว้างท่ามกลางหมู่ซากปรักหักพังของตานี เธอรีบเบรกและดันเกียร์ขึ้นไปตำแหน่งจอด ก่อนจะตะกายออกจากรถถังวิ่งไปหาเพื่อนสาวซึ่งยามนี้เปลี่ยนกลับเป็นร่างมนุษย์แล้ว เบื้องหลังเธอ กล้ายและจ้าดวิ่งตามมาติดๆ

 

            “หมิง หมิง ทำใจดีๆไว้ !” เด็กสาวหน้าคมคุกเข่าลงข้างเพื่อนสาว มือเขย่าร่างที่เต็มไปด้วยรอยช้ำและรอยแผล “ลืมตาขึ้นมาสิหมิง ฟื้นสิ !

 

            “ฟ้า เอานี่”

            กล้ายส่งยาสมานแผลขวดสุดท้ายที่มีให้อย่างไม่ลังเล เพื่อนสาวรับไปเทกรอกปากเด็กสาวหน้าเสือพลางภาวนาให้มันใช้การได้ อึดใจต่อมา ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดสีดำตรงกลางก็ค่อยๆเผยอขึ้น เธอพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายที่บอบช้ำก็ดึงเธอกลับลงไปที่พื้นเหมือนเดิม

 

            “อย่าเพิ่งลุกสิหมิง หมิงบาดเจ็บหักอยู่นะ”

            “ไม่น่า.... เลยแฮะ....” เสียงแหบแห้งดังลอดริมฝีปากของสมิงสาวออกมาช้าๆ “ไม่น่า.... เสียเสือ.... ให้อสูรชั้นต่ำ.... แบบนั้นเลย..... เฮาใจร้อน.... เกินไป....”

            “บ่แม่นใจร้อนหรอก หมิงช่วยชีวิตหมู่เฮาเอาไว้ต่างหาก” กล้ายตอบ “ขอบคุณมากเน่อ”

            “แหม กล้าย....” แม้ใบหน้าจะเหนื่อยอ่อนและเต็มไปด้วยรอยช้ำ แต่หมิงก็ยังแยกเขี้ยวยิงฟันอย่างน่าหั่นไส้ได้ “เมื่อกี้ยัง.... ย่านเฮาอยู่เลยบ่แม่นบ่....”

            “ผู้ได๋ย่านยะ !?” ตานีสาวว้ากทันควัน “ยะเปฌ็นปากดี.... ฮู้จะอี้ข้าบ่หื้อยาสมานแผลหมิงก็ดี !

            “อ้าว แต่เมื่อกี้กล้ายย่านคักๆเด๊ เฮาฮู้”

            “โอ๊ย ก็อู้ว่าบ่ได้ย่านๆ ผู้ได๋ก็ได้เอาสมิงนี่ไปเก็บทีเหอะ !

            “คิก คิก คิก.....”

 

            ถึงจะหงุดหงิดกับเด็กสาวหน้าเสือจอมกวนเบื้องหน้าจนแทบอยากจะกลายร่างเป็นเสือมางับหัวเสือเสียเองให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อหมิงยิ้มและตั้งต้นหัวเราะ ตานีสาว รวมทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมก็อดหัวเราะไปด้วยไม่ได้ เป็นเสียงหัวเราะแรกในระยะเวลาหลายชั่วโมง

 

            แม้รอบตัวจะยังคงเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แม้ท้องฟ้าจะยังคงมีกลุ่มควันดำพวยพุ่ง แม้เสียงหวอของรถดับเพลิงและรถพยาบาลจะยังคงดังไม่ขาดสาย และแม้เมืองตานนะคอนจะเสียหายมูลค่านับหลายล้านเบี้ย แต่พวกเขาก็ทำได้แล้ว.... พวกเขาปกป้องเมืองเอาไว้ได้ อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจไม่ใช่หรือ.....

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เครื่องยนต์กังหันแก๊ส (แก๊สเทอร์ไบน์) จะตอบสนองไม่เร็วเหมือนเครื่องยนต์ลูกสูบที่เหยียบปุ๊บหลังติดเบาะปั๊บ เครื่องยนต์ขนาใหญ่อย่างเครื่องยนต์เครื่องบินอาจจะต้องใช้เวลาหลายวินาที (อาจจะถึงแปดวินาที) เพื่อตอบสนองคำสั่งจากคันเร่ง เพราะธรรมชาติของการเผาไหม้ไม่เหมือนกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น