ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 37 : วันหยุดที่น่าหดหู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ม.ค. 58

            “การโจมตีของภูตผีปีศาจหลายชนิดเมื่อคืนวานนี้ได้สร้างความเสียหายต่อฝั่งตะวันตกของเมืองตานนะคอนเป็นวงกว้าง สิ่งก่อสร้างหลายอย่างถูกทำลาย รวมทั้งระบบรถไฟฟ้าทั้งสายรอบเมือง สายถนนเชียงราก สายวงแหวนธุรกิจ โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคม มหาวิทยาลัยตานนะคอนบางส่วน และย่านศูนย์การค้าแถบเขตอุดมชัยและทุ่งไหหิน และเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในหลายจุด ซึ่งในขณะนี้ยังมีบางจุดที่ยังไม่สงบ โดยเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วเก้าสิบเอ็ดคน และมีผู้สูญหายอีกราวสองร้อยห้าสิบคนค่ะ ซึ่งการค้นหากำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ”

 

            กล้วยและกล้ายนั่งหน้ามุ่ยอยู่หน้าโทรทัศน์จอแบนขนาดสี่สิบนิ้วซึ่งกำลังฉายภาพรถดับเพลิงสีแดงแปร๊ดฉีดน้ำจากสายยางดับไฟที่โหมไหม้อาคารสูงสิบชั้นของอุดมชัยพลาซ่า โดยมีหมิงนั่งฉีกเนื้อกวางดิบออกจากท่อนกระดูกขายาวเกือบหนึ่งเมตรอยู่ข้างๆ สามเผ่าพันธุ์วิญญาณนั่งดูรายงานข่าวพิเศษนี้มาเกือบชั่วโมงแล้ว ยิ่งดูก็ยิ่งหดหู่ ภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตที่มีเลือดโซมกายทำให้เด็กสาวหน้าจืดรู้สึกปวดแปลบในอกแบนๆของเธอทุกครั้งที่มันปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พวกเธอควรจะปกป้องพวกเขา แต่กลับทำได้เพียงแค่นี้....

 

            “ผมจะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกแน่นอน ผมได้ส่งคำขอร้องไปทางกองทัพแล้วว่าให้มีการเตรียมพร้อมที่ดีขึ้นกว่านี้ และวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ผมจะเรียกประชุมกลุ่มผู้ประกอบอาชีพหมอผีและผู้กำจัดวิญญาณของเมืองช่วยกันระดมความคิดและวางระบบป้องกันเมือง รวมทั้งการกำจัดผีร้ายที่เข้มงวดขึ้นกว่านี้ในอนาคต และผมขอประกาศให้วันจันทร์ที่สามสิบมกราคมถึงวันศุกร์ที่สี่กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้เป็นวันหยุดราชการของเมืองตานนะคอน เพื่อให้การซ่อมแซมเมืองเป็นไปได้อย่างสะดวกขึ้นครับ”

 

            แถลงการณ์ของผู้ว่าการรัฐเวียงตานทำให้ตานีสาวทั้งสองยิ่งรู้สึกกังวลใจ ความหวาดกลัวของมนุษย์ที่มากขึ้นคงทำให้ภูตผีปีศาจทั้งดีและไม่ดีอยู่ในเมืองตานนะคอนได้ยากขึ้นแน่ เมื่อประกอบกับการที่หมอผีจะเข้มงวดในการกำจัด “ผีร้าย” มากขึ้น เหล่าภูตผีปีศาจก็คงต้องถูกกำจัดมากขึ้น พวกมันก็คงยิ่งโกรธแค้นมนุษย์มากขึ้น การโฆษณาชวนเชื่อของกองกำลังผีร้ายก็จะได้ผลมากขึ้น และการโจมตีมนุษย์ก็คงจะรุนแรงขึ้นอีกอย่างแน่นอนในอนาคต พวกเธอรู้สึกเหมือนเดินมาถึงทางตัน ไม่มีใครรู้ว่าควรจะทำยังไงต่อ พวกเธออ่อนแอเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายมีกองกำลังนับร้อยนับพัน แถมยังพกความโกรธแค้นเอาไว้เต็มเปี่ยมแบบนี้.....

 

            “สวัสดีเพื่อนๆ.....”

            จ้าดเดินสะโหลสะเหลเข้ามาในห้องตอนที่ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่หนึ่งประจำรัฐเวียงตานให้สัมภาษณ์จบพอดี ดวงตาตี่ยิ่งตี่หนักอย่างสะลึมสะลือ จะไม่ให้งัวเงียได้อย่างไร แม้พวกผีร้ายจะไม่กลับมาอีกแล้วหลังจากเปรตเจ้าปัญหาโดนเก็บไปตอนเกือบสี่ทุ่ม แต่กว่าจะเอารถถังมาเข้าที่ เซ็ตระบบรักษาความปลอดภัยและระบบอื่นๆของโรงเก็บรถถังและหอปืนใหญ่ ส่งกองกำลังสมิง ฟ้าและยูคิกลับบ้าน รวมทั้งทำอะไรอื่นๆจนเสร็จก็เกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว

 

            “เป็นจะไดบ้างจ้าด ห้องนายใช้ได้ก่อ” ราชินีตานีเอ่ยถามเพื่อนหนุ่มที่หย่อนก้นลงนั่งข้างหมิงซึ่งโยนกระดูกกวางไปลงถังขยะได้อย่างแม่นยำ

            “ก็โอเคแหละ สบายใช้ได้ แต่ยังไม่คุ้นสถานที่เท่าไหร่”

 

            ที่นี่ไม่ใช่บ้านของหลานชายหมอผีใหญ่ และไม่ใช่บ้านของเด็กสาวผู้ใช้สนับมือเป็นอาวุธหรือคฤหาสน์ของครอบครัวอุปถัมภ์ของวิญญาณหิมะสาว อันที่จริง เด็กหนุ่มหน้าดุก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียกที่นี่ว่าบ้านได้หรือเปล่า บ้านที่ไหนจะมีรถถังนับร้อยคันจอดเรียงรายกันอยู่ที่ชั้นล่าง แถมมีทั้งเครน ทั้งเครื่องจักรอุตสาหกรรม ทั้งกระสุนปืนรถถังจำนวนมากพอที่จะทำลายตานนะคอนให้เรียบได้ทั้งเมืองเก็บสต๊อกอยู่เล่า.....

 

            “จะบ่สบายได้จะได นั่นห้องที่ดีที่สุดในโรงเก็บรถถังเลยเน่อ”

กล้ายเอ่ยขึ้นด้วยเสียงไม่สบอารมณ์นัก จริงๆแล้วนั่นเป็นห้องที่เธอเคยใช้พักในช่วงที่ผีร้ายบุกก่อนสวนกล้วยแตก แม้เธอจะไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ และเธอก็ไม่ได้หวงห้องอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยเธอก็เป็นผู้หญิง จะให้ผู้ชายมานอนในห้องที่เคยนอนก็ออกจะลำบากใจอยู่ไม่น้อย

 

            “คร้าบๆ ขอบคุณคร้าบ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงยานคาง “เอ้อหมิง เมื่อคืนวุ่นๆยังไม่ได้ถามเลย แล้วเมฆกับปลาล่ะเป็นไงบ้าง ปลอดภัยเหมือนกันรึเปล่า แล้วสมิงเป็นยังไงบ้าง”

            “เมฆกับปลาปลอดภัยดี รอดมาได้แล้วก็มีพลังเพิ่มขึ้นเหมือนเฮาแหละ” สมิงสาวละปากออกจากต้นขากวางมาตอบ “แต่ตอนนี้ก็กำลังวุ่นๆกันอยู่ เพิ่งสิรบกันจบเมื่อบ่กี่วันนี่เอง”

            “รบ ?” จ้าดทวนคำ คิ้วรกขมวดเข้าหากัน ส่วนตานีสองสาวที่ถามเรื่องนี้ไปตั้งแต่เมื่อเช้าไม่ออกอาการประหลาดใจใดๆ “สมิงมีสงครามด้วยเหรอ กับใคร”

            “กับพวกเฮาเองนี่ล่ะ ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนผีร้าย กับพวกเฮาที่ต่อต้าน” เด็กสาวหน้าเสือตอบ “โชคดีที่พวกเฮาชนะ เลยเค้นถามพวกเปิ้นจนฮู้ว่าจะมีโจมตีใหญ่ที่ตานนะคอน พวกเฮาเลยรีบวิ่งกันมาเลย”

            “เกือบห้าร้อยกิโลเนี่ยนะ !?

            “ก็บ่ถือว่าไกลนักหรอกสำหรับพวกเฮา” หมิงยิ้มตาหยี “แต่ก็เกือบบ่ทันแหละ”

            “เอาน่า อย่างน้อยก็มาทันแล้ว แล้วก็ช่วยหมู่เฮาได้มากเลย ขอบคุณมากเน่อหมิง”

 

            คำตอบรับของสมิงสาวต่อคำขอบคุณของกล้วยคือการเอาแก้มไปคลอเคลียอกแบนๆของตานีสาวหน้าจืดเหมือนแมว รีโมตทีวีหลุดจากมือกล้ายหล่นตุ้บลงพื้นทันที

 

            “บ่าจ้าดวอกหมิง ยะอะหยังยะ !?

            “บ่ได้เฮ็ดอีหยังนี่” เด็กสาวหน้าเสือตอบกลั้วหัวเราะ แก้มยังคงคลอเคลียเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์อย่างรักใคร “ปกติเพื่อนก็เฮ็ดกันจังซี่บ่แม่นบ่ หรือกล้ายมีอีหยัง”

            “มีอะหยังแน่สิยะ ออกไปเดี๋ยวนี้ !

 

            ตานีสาวผมหางม้าพยายามผลักอีกฝ่ายออกจากตัวกล้วย แต่สมิงสาวก็พยายามยื้ออย่างสุดชีวิต ขณะเด็กสาวหน้าจืดผู้เป็นต้นเหตุแห่งการทะเลาะครั้งนี้ถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยหน่ายขณะพยายามเอี้ยวทั้งหัวทั้งตัวหลบศอกของเพื่อนสาว

 

            “เฮ้อ เล่นกันเป็นละอ่อนน้อยไปได้ โตๆกันแล้วเน่อ”

            “ถ้าเป็นละอ่อนข้าบ่ยะจะอี้หรอก ! ออกไป๊”

            “บ่ออก !

            “ออกไป๊ ข้าก็อยากยะจะอั้นบ้างเหมือนกันเน่อ !

            “บ่ออก ! ก็ไปเฮ็ดกับจ้าดโน่นสิ”

            “ผู้ได๋จะไปยะกับป้อจ้ายยะ !?

 

            “ทำอะไรกันอยู่คะนั่น รุ่นพี่กล้าย รุ่นพี่หมิง”

            เสียงภาษาสารขัณฑ์สำเนียงแปร่งๆที่ดังขึ้นด้านหลังทำเอาทั้งกล้ายและหมิงแยกจากตัวกล้วยแทบไม่ทัน เด็กสาวชาวฮิมิตสึนั่นเอง

 

            “อ้าว ยูคิ” หลานชายหมอผีใหญ่ทักอย่างประหลาดใจ “ที่บ้านให้ออกมาด้วยเหรอ ขนาดบ้านฟ้ายังไม่ให้ออกมาเลยนะ”

            “เขาออกไปข้างนอกกันน่ะค่ะ ทิ้งฉันไว้ เห็นว่าจะกลับตอนเย็น” วิญญาณหิมะสาวตอบเสียงเรียบ

            “สถานการณ์แบบนี้ยังจะไปเที่ยวอีกเนี่ยนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุขมวดคิ้วถาม

            “ไม่ทราบสิคะ เขาว่างั้น” ยูคิยักไหล่ แต่หลานชายหมอผีใหญ่จับหางเสียงเป็นกังวลของเธอได้ อย่างไรก็ตาม มันก็หายไปในประโยคต่อมา “แล้ว.... สรุปว่าเมื่อกี้ทำอะไรกันอยู่เหรอคะ รุ่นพี่กล้าย รุ่นพี่หมิง”

            “บ่ได้ยะอะหยังหรอก ลืมๆไปเถอะ” กล้ายรีบพูด ดวงตาสีเขียวเรืองแสงชำเลืองมองสมิงสาวหน้าเป็นอย่างหวาดระแวงด้วยกลัวอีกฝ่ายจะเข้าไปคลอเคลียอีกครั้ง “แผลหายดีแล้วก๋า”

            “ก็.... ยังเหลือรอยอยู่นิดหน่อยค่ะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึยกมือขึ้นแตะแผลถูกกัดที่ยังคงเหลือรอยนูนจางๆอยู่บนแก้มขาว

            “ไม่ต้องห่วงน่า เดี๋ยวก็หาย” จ้าดปลอบเมื่อจับแววกังวลใจในน้ำเสียงของรุ่นน้องสาวได้ เขาจำได้ว่าวิญญาณหิมะอย่างเธอห่วงความงามของร่างกายขนาดไหน

            “กลัวจะไม่หายนี่สิคะ.....”

            “ถ้าบ่หายเอายาสมานแผลไปอีกก็ได้ อย่างน้อยก็น่าจะดีขึ้นบ้างแหละ” ราชินีตานีเสนอยิ้มๆ “เอ้อ ทุกคนหิวกันก่อ นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ลงไปกินข้าวกันดีกว่า แล้วจะได้อู้เรื่องแผนการต่อจากนี้ไปด้วย ห้องกินข้าวอยู่ชั้นสอง ห้องสองศูนย์เก้าเน่อ เรียกฟ้ามาด้วยก็ดี”

            “ไม่รู้ว่าพ่อแม่เขาจะยอมให้ออกมารึเปล่านะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างไม่แน่ใจ “แล้วก็.... ข้าวนี่กล้วยทำรึเปล่า ถ้ากล้วยทำเราไม่กินนะ”

            “กล้ายยะย่ะบ่าจ้าดง่าว รีบๆไปโทรหาฟ้าได้แล้ว !

 

            ตามคาด พ่อแม่ของฟ้าไม่ให้เธอออกจากบ้าน ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะตอนนี้ทั้งเมืองตานนะคอนมีแต่รถนานาชนิดวิ่งกันวุ่น ทั้งรถทหาร รถถังจากเชียงพิงค์และเขลางค์ที่เข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยแทนรถถังของฐานทัพตานนะคอนที่ถูกเปรตเหยียบแบนไปแล้ว รถตำรวจ รถดับเพลิง รถพยาบาล รวมทั้งรถของชาวเมืองหลายครอบครัวที่ตัดสินใจขนข้าวขนของออกไปอยู่เมืองอื่นชั่วคราวด้วยไม่รู้ว่าผีร้ายที่มีพลังทำลายล้างพอๆกับกองทัพภาคที่หนึ่งของรัฐเวียงตานจะกลับมาอีกเมื่อไหร่

 

            อย่างไรก็ตาม เด็กสาวหน้าคมก็ใช้โปรแกรมประชุมผ่านอินเตอร์เน็ตได้ จ้าดจึงพับแลปท็อปยัดเก็บลงกระเป๋าก่อนจะเดินลงไปยังห้องอาหารซึ่งอยู่ต่ำลงไปหนึ่งชั้น

 

            ตอนแรกหลานชายหมอผีใหญ่ก็ไม่ได้อยากย้ายมาที่นี่นัก  เหตุผลแรกเพราะไม่มีที่ใดจะสะดวกสบายเท่าบ้าน โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นสิ่งก่อสร้างทางทหาร แต่อีกมุมหนึ่ง เด็กหนุ่มก็พอเข้าใจเหตุผลที่ตานีสาวทั้งสองพยายามลากเขามาที่นี่ดี ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ากองกำลังผีร้ายยอมทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างที่มีเพื่อเอาชีวิตพวกเขาให้ได้ หากอยู่ที่บ้านตาดผ้าห่มต่อไป เปรตอาจจะมากระทืบจมดินเมื่อไหร่ก็ได้ กลับกับที่นี่ที่มียุทโธปกรณ์ทุกอย่างครบครัน พร้อมวิ่งออกไปยิงใส่ผีร้ายได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

            อย่างไรก็ตาม พอย้ายเข้ามาจริงๆ จ้าดก็พบว่ามันไม่ได้แย่อะไรนัก มันไม่ได้อับทึบและสกปรกอย่างที่เด็กหนุ่มนึกเอาไว้ หากโปร่งสบายและสะอาดสะอ้านจนดูราวกับเป็นมหาวิทยาลัยหรือศูนย์วิจัยอะไรสักอย่างแทนที่จะเป็นโกดังเก็บรถถัง แถมยังล้ำสมัยและสะดวกสบายจนหลานชายหมอผีใหญ่ประหลาดใจ ทั้งห้องปฏิบัติการที่เพียบพร้อมด้วยเรดาร์และเครื่องมือควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบ ห้องนอนกว้างขวางพร้อมเครื่องปรับอากาศปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ รวมทั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเกือบยี่สิบเทระบิตต่อวินาทีด้วย ซึ่งอย่างหลังสุดนี่แหละเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมา

 

            เสียอย่างเดียว เจ้าของสถานที่ดันบล็อกเว็บโป๊.....

 

            “ฟ้ามาได้ก่อจ้าด”

            กล้วยเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เด็กหนุ่มหน้าดุผลักประตูกระจกเข้าไปในห้องอาหาร เธอ หมิงและยูคินั่งประจำที่อยู่ที่โต๊ะอาหารกลางห้อง อาหารสองสามอย่างวางเรียงรายอยู่บนผ้าปูโต๊ะสีเขียวอ่อน รวมทั้งขากวางดิบที่จัดมาเพื่อหมิงโดยเฉพาะ ส่งกลิ่นหอมชวนกินมาเตะจมูกหลานชายหมอผีใหญ่เข้าอย่างจัง ที่ฟากหนึ่งของห้องใกล้หน้าต่าง ตานีสาวผมหางม้ากำลังสะบัดกระทะอยู่หน้าเตาแก๊สด้วยท่าทางราวกับแม่ครัวชั้นเลิศในภัตตาคาร จ้าดอดคิดไม่ได้ว่าช่างต่างกับท่าทางเก้ๆกังๆของกล้วยผู้โฆษณาว่าตัวเองทำอาหารเก่งราวหน้ามือเป็นหลังมืออะไรเช่นนี้.....

 

            “มาไม่ได้” หลานชายหมอผีใหญ่ส่ายหน้า “แต่เขาบอกว่าจะออน TMS มาคุยด้วย กินข้าวเสร็จค่อยโทรไปบอกอีกที”

            “จะอั้นก๋า” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าว่าเข้าใจ “จะอั้นรอแป๊บนึง จานสุดท้ายกำลังจะลงแล้ว”

 

            สองสามนาทีต่อมา แม่ครัวจำเป็นก็ยกแกงจืดผักกาดขาวและผัดผักรวมสีสวยซึ่งเป็นสองจานสุดท้ายมาลงโต๊ะ แล้วทุกคนก็ลงมือโซ้ยอย่างเงียบๆ จนหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝีมือกล้ายนั้นไม่หนีท่าทางไปเท่าไหร่นัก อีกส่วนน่าจะเป็นเพราะอาหารมื้อสุดท้ายของทุกคนและทุกตนยกเว้นหมิงคือหม่าม้าครับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยไม่ใหญ่นักตอนราวๆเกือบห้าโมงเย็นของเมื่อวาน ซึ่งถึงตอนนี้ก็เกือบยี่สิบชั่วโมงเข้าไปแล้ว

 

            เหล่าผู้หญิงช่วยกันเก็บจานและเช็ดโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ พลางผลัดกันโยนสายตาเขียวปั้ดไปให้จ้าดซึ่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ขณะโทรศัพท์หาเพื่อนสาวหน้าคม เด็กหนุ่มหน้าดุควักแลปทอปออกมาเปิดก่อนจะเรียกโปรแกรมวิดีโอลิ้งค์ผ่านอินเตอร์เน็ตขึ้นมา ฟ้ารออยู่ในโปรแกรมแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่กดเรียกเธอขึ้นมาบนหน้าจอ พอดีกับที่สาวๆทั้งหลายเสร็จงานในครัวเรือนและกลับมานั่งประจำที่

 

            “ฟ้า ฟ้า ได้ยินมั้ย”

เด็กหนุ่มหน้าดุลองเรียกเพื่อนสาว โปรแกรมสนทนาออนไลน์ฝีมือโปรแกรมเมอร์ชาวตานนะคอนโปรแกรมนี้มีข้อเสียอยู่อย่างเดียวคือไมโครโฟนติดช้าจนบ่อยครั้งที่คู่สนทนาทั้งสองพูดพะงาบๆเหมือนคนบ้าโดยไม่มีใครได้ยินใคร

 

            “ได้ยิน ฝั่งโน้นล่ะได้ยินมั้ย” อีกฟากหนึ่งของสายตอบกลับมา

            “ได้ยินๆ” จ้าดพนักหน้าให้กล้อง ก่อนจะหันไปหาราชินีตานี “เอ้า กล้วย เรียบร้อย”

            “ฟ้าได้ยินก่อ” เด็กสาวหน้าจืดเช็กให้แน่ใจอีกทีเพราะเธอนั่งอยู่ห่างจากแลปทอปมากที่สุด ก่อนจะพูดต่อเมื่อเห็นเพื่อนสาวในจอพยักหน้า “อย่างที่น่าจะฮู้กัน เมื่อวานมีอะหยังเกิดขึ้นหลายเรื่อง ทั้งดีและบ่ดี ข้าเจ้าเลยอยากจะหื้อทุกคนรู้สถานการณ์ตอนนี้ แล้วก็อยากจะขอคำปรึกษาเกี่ยวกับแผนการต่อไปของหมู่เฮา”

 

            ดวงตาเรียวของกล้วยกวาดมององค์ประชุมทั้งห้ารอบหนึ่ง

 

            “กล้ายกับหมิงที่นั่งดูทีวีอยู่กับข้าเจ้าน่าจะฮู้แล้ว ว่าสถานการณ์ของเมืองตานนะคอนตอนนี้วิกฤตและล่อแหลมมาก ฝั่งตะวันตกถูกทำลายไปเกือบราบ เขตธุรกิจเชียงแสนก็โดนไปนิดหน่อย กองพลทหารม้ารถถังทางตะวันตกก็โดนขยี้เละไปแล้ว กองบินเวียงตานก็เหลือเครื่องบินอยู่แค่ไม่ถึงสิบลำ ถึงจะมีรถถังของเขลางค์กับเชียงพิงค์มาช่วยรักษาความปลอดภัย แต่ข้าเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่าช่วยอะหยังบ่ค่อยได้ อย่างที่กล้าย ฟ้า จ้าดแล้วก็หมิงน่าจะหันไปเมื่อคืนแล้วว่ารถถังคันเดียว ถ้ายิงบ่ทันเปรตก็เหยียบได้สบายๆ”

 

            เด็กสาวหน้าจืดหยุดอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครถามหรือพูดอะไรขึ้นมาก็ร่ายยาวต่อ

 

            “มาถึงสถานการณ์ของหมู่เฮาบ้าง ตอนนี้หมู่เฮายึดหอปืนใหญ่โรงเก็บรถถังกลับมาได้แล้ว เท่ากับมีปืนใหญ่พิสัยสี่สิบถึงห้าสิบกิโลเมตรแปดกระบอก รถถังพร้อมรบประมาณสามสิบคัน และรถถังที่พอจะใช้เป็นอะไหล่เพื่อปรับปรุงได้ประมาณเก้าสิบคัน หมู่เฮายังมีเครื่องมือขึ้นรูปโลหะ พลาสติก วัสดุผสม ซ่อมแซมแล้วก็ทดสอบเครื่องยนต์และอุปกรณ์รถถัง แล้วก็ยังมีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยรอบโรงเก็บรถถังนี่ด้วย และที่สำคัญที่สุด หมู่เฮาได้หมิงมาอีกตน ดังนั้นถือว่าหมู่เฮามีกำลังรบเพิ่มขึ้น ที่มันก็มั่นคงขึ้น น่าจะต่อสู้กับผีร้ายได้ดีกว่าเดิม”

            “เพราะจะอั้น ข้าเจ้าอยากจะขอความหันเรื่องแผนการต่อไปของหมู่เฮาว่าจะยะอะหยังต่อไปดี จะหาทางยึดสวนกล้วยคืน จะยึดที่มั่นทางยุทธศาสตร์อื่น จะตีโต้กลับผีร้าย หรือว่าจะยะเหมือนที่ผ่านมาแล้วรอดูต่อไปก่อนอีกสักระยะ”

            “แล้วกล้วยคิดว่าไงล่ะ” เด็กสาวหน้าคมถามขึ้นเป็นคนแรก

            “ข้าเจ้าก๋า” กล้วยย้อนถาม “ข้าเจ้าคึดว่าในเมื่อตอนนี้หมู่เฮายึดโรงเก็บรถถังได้แล้ว ข้าเจ้าก็อยากจะไปยึดโรงเก็บเครื่องบินแล้วก็หอบังคับการบินด้วย”

            “เอ้ย จะเอาจะอั้นแต๊ก๋ากล้วย” ตานีสาวผมหางม้าท้วงขึ้นทันที “ข้าว่าหมู่เฮายังบ่พร้อมเน่อ”

            “แล้วหอบังคับการบินกับโรงเก็บเครื่องบินนี่อยู่ตรงไหน” หลานชายหมอผีใหญ่ถาม สนใจขึ้นมาทันทีเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องบิน

            “ห่างจากที่ที่ไปประมาณสามกิโล แต๊ๆ นายก็หันรันเวย์ได้จากที่นี่แหละ โรงเก็บอยู่ที่ปลายรันเวย์อีกด้าน” เด็กสาวหน้าจืดตอบก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาว “ยะหยังกล้ายถึงคึดว่าหมู่เฮายังบ่พร้อมล่ะ ถาหมู่เฮาได้โรงเก็บเครื่องบินนี่กำลังรบจะพร้อมมากเลยเน่อ บางทีหมู่เฮาอาจจะเข้าควบคุมพื้นที่สวนกล้วยได้เบ็ดเสร็จเลยก็ได้เน่อ จะได้บ่ต้องหลบๆซ่อนๆ เข้าๆออกๆสวนกล้วย แล้วก็ย่านว่าผีร้ายจะหาต้นกล้วยของหมู่เฮาเจอจะอี้”

            “หมู่เฮามีกันหกคน ยึดไปแล้วจะดูแลจะไดล่ะ แค่ที่นี่ข้ายังว่าถ้ามีผีมาบุกแต๊ๆยังจะแย่เอาเลยด้วยซ้ำ” กล้ายให้เหตุผล “และถึงยึดไปมีเครื่องบิน แต่บ่มีผู้ได๋ขับ จะมีประโยชน์อะหยัง”

            “ให้เอาสมิงมาช่วยบ่ล่ะ”

            “บ่ๆ บ่ต้องเลย” ตานีสาวผมหางม้ารีบเบรกเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ แม้เธอจะไว้ใจหมิงและกองกำลังสมิงในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ไว้ใจมากพอที่จะให้ไปรักษาความปลอดภัยสถานที่ที่สำคัญเป็นลำดับต้นๆของตานีได้ ยิ่งเรื่องให้ขับเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุดนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย “หมิงอู้ว่าสมิงเพิ่งจะรบกันเสร็จบ่แม่นก๋า หื้อหมู่เปิ้นอยู่ดูแลที่โน่นแหละดีแล้ว บ่ต้องเอามาหรอก”

            “แน่ะ ย่านพวกเฮาบ่กล้าย.....”

            “ผู้ได๋ย่านยะบ่าสมิงบ้าพลังนี่ !?

            “แน่ะ บ่ากล้ายขี้ย่าน.....”

            “จะหื้อข้าอู้อีกกี่ครั้งยะว่าบ่ได้ย่าน !?”

            “เราก็เห็นด้วยกับหมิงนะกล้วย” ฟ้าสนับสนุนเพื่อนสาวผู้เริ่มเปิดศึกน้ำลายกับคู่ปรับทางจิตวิทยาต่างเผ่าพันธุ์ “อีกอย่าง อาจจะดูเหมือนเห็นแก่ตัวนะแต่.... พวกเราก็ใกล้จะสอบแล้ว ถ้าเกิดจะรบอะไรตอนนี้พวกเราอาจจะช่วยกล้วยได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ ยังไงรอพวกเราสอบเสร็จก่อนได้มั้ย อย่างน้อยก็สอบตรง เราต้องสอบตรงเข้าหมอเวียงเชียงหลวงประมาณกลางเดือนหน้า แล้วเห็นจ้าดบอกว่าจะมีสอบตรงเข้าวิศวะเครื่องบินของตานนะคอนช่วงอาทิตย์หน้าถึงเดือนหน้าเลย แต่เราว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นเขาอาจจะเลื่อนออกไปไกลเลย กล้วยกับกล้ายรอไหวมั้ย”

            “เอ้อ ข้าเจ้าลืมไปสนิทเลยว่าจ้าดกับฟ้าต้องมีสอบ สุมาเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดรู้สึกผิดนิดๆ ที่ไม่ได้คำนึงถึงเพื่อนมนุษย์ที่เธอมารบกวนทั้งสองคนเลย “จะอั้นก็อย่างกล้ายว่าก็ได้ รอดูสถานการณ์ไปอีกสักพัก ตกลงก่อกล้าย กล้าย.... กล้าย....!

 

            ไม่มีสัญญาณตอบรับจากุคคลที่ราชินีตานีเรียก กล้ายกับหมิงลงไปตะลุมบอนกันที่พื้นเสียแล้ว เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า

 

            “เฮ้อ ละอ่อนน้อยแต๊ๆเน่อคู่นี้....”

            “ผู้ได๋เป็นละอ่อนยะกล้วย ข้าบ่แม่นบ่านี่เน่อ !

            “อ้าว ได้ยินอีก.....”

            “แล้วคนอื่นละว่าจะได ฟ้า ยูคิ จ้าด เอาจะอี้เน่อ”

            “อื้ม โอเค” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้า

            “ฉันไม่มีสอบอยู่แล้วล่ะค่ะ” วิญญาณหิมะสาวตอบ “ยังไงถ้ามีอะไรที่ฉันพอช่วยได้ก็บอกนะคะ”

            “เราเอายังไงก็ได้”

            “บ่ต้องมายังไงก็ได้เลยบ่าจ้าดง่าว นายนั่นแหละน่าจะห่วงอนาคตตัวเองที่สุด” กล้วยดุเสียงเขียว ขณะอีกฝ่ายหัวเราะแหะๆ “หนอย ตอนสอบความถนัดยะเป็นโวยวาย ตอนนี้มาอู้ว่าเอาจะไดก็ได้ น่ายิงทิ้งนัก”

            “อ้าว ไหนกล้วยบอกว่าไม่โกรธแล้วนี่ !?

            “บ่โกรธ แต่หงุดหงิดย่ะ !

            “เอ้อกล้วยๆ เราขอถามอะไรสักเรื่องได้มั้ย” เด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธขัดขึ้นเมื่อเห็นแนวโน้มว่าจะเกิดมวยขึ้นอีกคู่ “ที่กล้วยบอกว่ายึดพื้นที่สวนกล้วยคืนนี่หมายความว่าไง เห็นกล้วยบอกว่าก่อนหน้านี้กล้ายก็อยู่ในสวนกล้วยไม่ใช่เหรอ แล้วตอนย้ายมาก็ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไว้แล้วนี่ ทำไมยังต้องยึดคืนอีกล่ะ”

            “อ๋อ ระบบรักษาความปลอดภัยที่ว่าเป็นแค่ระบบแจ้งเตือนถ้ามีผู้ได๋มายุ่มย่ามกับต้นกล้วยของหมู่เฮาเท่านั้นเอง บ่ได้ติดตั้งหื้อคลุมพื้นที่สวนกล้วยทั้งหมดหรอก เพราะนอกจากส่วนนั้นสวนกล้วยก็ยังมีทั้งโรงเก็บรถถังอีกที่ ศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน แล้วก็ยังมีบ้านตานีอีกเยอะเลย” ตานีสาวอธิบาย ยังคงส่งสายตาเขียวปั้ดไปให้หลานชายหมอผีใหญ่ “ตอนนี้ในสวนกล้วยก็ยังมีผีร้ายลาดตะเวน อาจจะเสริมกำลังมากขึ้นแล้วด้วยมั้ง เพราะฮู้ว่าหมู่เฮายึดทั้งหอปืนใหญ่แล้วก็โรงเก็บรถถังได้แบบนี้”

            “แล้วต้นกล้วยของกล้วยกับกล้ายล่ะ”

            “ก็ยังอยู่ในสวนกล้วยนั่นแหละ มีระบบป้องกันเรียบร้อย ผีร้ายบ่มีทางหาเจอ”

            “อ้าว แล้วจะไม่เสี่ยงเกินไปเหรอ” น้ำเสียงของฟ้าตกใจไม่น้อย “ถึงจะบอกว่ามีระบบป้องกันดีแค่ไหนก็เถอะ เราว่าย้ายออกมาปลูกใกล้ๆตัวไม่ดีกว่าเหรอ”

            “ต้นกล้วยสูงหกเมตรหนักเกือบครึ่งตันจะเอาออกมาจะไดล่ะ” ตานีสาวผมหางม้าซึ่งกลับมานั่งประจำที่แล้วหลังจากทุบคู่กัดไปหลายอั้กหัวเราะหึๆ “ขนาดตานีจะย้ายกันภายในสวนกล้วยยังเป็นเรื่องใหญ่เลย ต้องมีทั้งรถยก รถขุด แล้วก็รถขน แล้วตอนขุดก็ต้องระวังบ่หื้อรากช้ำอีก ปล่อยไว้จะอั้นแหละเสี่ยงน้อยกว่า”

            “แล้วตอนนี้มีต้นกล้วยเหลือกี่ต้น”

            “ฟ้าก็เคยเห็นแล้วบ่แม่นก๋า”

            “ฟ้ายังไม่เคยเข้าไปในสวนกล้วยนากล้าย” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง “ที่เคยเข้าน่ะเรา”

            “อ้อ แม่น ข้าจำผิด” กล้ายหัวเราะแหะๆ เกาแก้มที่โดนสมิงสาวข่วนเป็นรอยแดงอย่างเขินๆ “ถ้ารวมของนางด้วยก็เหลือราวๆสิบต้น ที่ฮู้แล้วว่าเป็นของนางกับลูกน้องเปิ้นสามต้น ของกล้วยกับข้าคนละต้น อีกห้าต้นข้ายังบ่ฮู้ว่าเป็นของผู้ได๋”

            “อ้าว ในเมื่อมีต้นกล้วยของรุ่นพี่นางอยู่แล้ว ทำไมไม่ตัดหรือทำให้ตายซะเลยล่ะคะ” ยูคิถามคำถามเดียวกับเด็กหนุ่มหน้าดุเมื่อครั้งเข้าไปหาตานีสาวผมหางม้าในสวนกล้วยไม่มีผิด

            “ข้าบ่ใจร้ายขนาดนั้น” ตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธตอบ “แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ข้าคิดจะตัดของเปิ้นไปหื้อพ้นๆ แต่ข้าก็ยะใจบ่ได้สักที ข้าทำลายเผ่าพันธุ์ของข้าเองบ่ได้ ยิ่งสถานการณ์แบบนี้ด้วยแล้ว....”

            “แล้วผู้ได๋น้อที่ยิงเอาๆ ตอนไปช่วยข้าเจ้า” ราชินีตานีเปรยยิ้มๆ

            “นั่นเหตุฉุกเฉินน่ากล้วย !

            “แล้วมีเรื่องอื่นอีกมั้ยกล้วย” จ้าดพูดพลางหาวเมื่อเห็นหัวข้อสนทนาเริ่มจะออกทะเล “เราง่วง อยากนอนพักหน่อย”

            “นอนตื่นเที่ยงแล้วยังจะบ่นอะหยังยะ”

            “เอาน่ากล้าย จ้าดก็เป็นจะอี้แหละ อย่าไปว่าเปิ้นเลย ข้าเจ้าชินแล้ว” เด็กสาวหน้าจืดท้วงเพื่อนสาวข้างตัว ขณะหลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจไม่ถูกว่าเธอกำลังช่วยหรือด่าเขากันแน่ “ก็คงบ่มีอะหยังแล้วล่ะ มีผู้ได๋สงสัยอะหยังอีกก่อล่ะ”

            “ไม่มี”

            “บ่มี”

            “ถ้าจะอั้นก็เท่านี้แหละ นายจะไปนอนก็ไปเถอะ แล้วก็ขอบคุณมากเน่อฟ้าที่อุตส่าห์ต่อเน็ตมาคุยด้วย” ประโยคหลังกล้วยหันไปพูดกับเพื่อนสาวในหน้าจอแอลซีดีซึ่งพยักหน้ารับก่อนจะตัดการติดต่อ “อ้อ กล้าย ถ้ายังไหวลงไปลานจอดรถถังกับข้าเจ้าหน่อยได้ก่อ ข้าเจ้าอยากปรึกษาเรื่องปรับปรุงรถถังหน่อย”

            “ได้ๆ ไปสิ”

 

            “เฮาไปด้วย เฮาอยากเบิ่งรถถัง !

            หมิงรีบกระโดดมาเกาะราชินีตานีติดหนึบ โดยธรรมชาติของสมิงซึ่งสติปัญญาต่ำกว่ามนุษย์เล็กน้อยก็ชอบดูเครื่องยนต์กลไกอยู่แล้วด้วยรู้สึกว่ามันเหมือนของเล่น เด็กสาวหน้าเสือทำเป็นไม่เห็นตานีอีกตนซึ่งกำลังจ้องมองเธอจากด้านหลังด้วยดวงตาเขียวปั้ดด้วยจู่ๆก็ไปกอดของรักของเขาอีกแล้ว

 

            “หมิงอยู่นี่แหละ บ่ต้องไปหรอก” เด็กสาวผมหางม้าพยายามคุมเสียงให้เป็นเจ้าบ้านที่แสนดี “ถึงไปหมิงก็คงบ่เข้าใจ รถถังซับซ้อนมากเน่อ”

            “บ่เอา เฮาสิไป สิไปๆ สิไปแน่ๆเลย !

            “ก็อู้ว่าบ่ต้องไปจะได !

            “เอาน่ากล้าย หื้อเปิ้นไปเถอะ บ่หันจะเป็นอะหยังนี่” กล้วยตอบพร้อมรอยยิ้ม หากเป็นยิ้มแห้งๆเหมือนครูโรงเรียนอนุบาลที่เหนื่อยกับการจับปูใส่กระด้งมาทั้งวัน

            “ว้าว กล้วยใจดีที่สุดเลย !

 

            ดวงตาสีเขียวเรืองแสงแทบเปลี่ยนสีกลายเป็นเปลวเพลิงเมื่อสมิงสาวเอาแก้มไปคลอเคลียเด็กสาวหน้าจืดอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่คลอเคลียเปล่า หากชำเลืองมองข้ามไหล่มาแสยะยิ้มให้เธอจนตานีสาวผมหางม้าอยากควักปืนไรเฟิลจู่โจมบนหลังมากราดยิงให้รู้แล้วรู้รอด หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายเคยช่วยชีวิตทั้งกล้วย ฟ้า จ้าดและเธอมาก่อน อย่าหวังจะมีชีวิตรอดจากคมกระสุนของกล้ายผู้นี้ได้เลย....

 

            กลับกัน สมิงสาวรู้สึกสนุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปกติสมิงก็ชอบแกล้งกันแบบนี้อยู่แล้ว แต่เผ่าพันธุ์เดียวกัน นิสัยคล้ายกันก็มักจะทันกันเองทุกครั้ง แถมบางครั้งแกล้งกลับแรงกว่าเดิมเอาเสียด้วย และยิ่งช่วงศึกสงครามแบบนี้เธอก็แทบไม่ได้เล่นสนุกมาหลายเดือนแล้ว พอได้เจอเหยื่อที่แกล้งขึ้นแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เธออยากเล่นด้วยเป็นทวีคูณ เด็กสาวหน้าเสือชำเลืองมองหน้าเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ที่เดินแผ่รังสีฆ่าฟันตามมาด้านหลังด้วยแววตาขี้เล่น หัวคิดว่าจะแกล้งอะไรต่อดี.....

 

            “ปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอคะรุ่นพี่จ้าด” ยูคิเอ่ยถามรุ่นพี่หนุ่ม ดวงตาหลังแว่นกรอบดำที่มองตามสองตานีหนึ่งสมิงไปฉายแววเป็นห่วง

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า ถ้ากล้ายจะโกรธจริงๆเขาไม่ลงไปตบตีด้วยแบบนั้นหรอก” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบกลั้วหัวเราะ “อีกอย่าง เขาว่ายิ่งทะเลาะกันแปลว่ายิ่งสนิทกันนะ”

            “กลัวจะกลายเป็นตีกันตายมากกว่าน่ะสิคะ.....”

            “เราว่าตอนนี้ยูคิยังไม่ต้องห่วงเรื่องคนอื่นหรอก ห่วงเรื่องตัวเองก่อนดีกว่ามั้ง”

            “หมายความว่ายังไงคะ” วิญญาณหิมะสาวขมวดคิ้ว

            “เราสังเกตได้น่า ท่าทางของยูคิตอนบอกว่าที่บ้านออกไปกันหมดน่ะ ตอนนี้เริ่มมีปัญหากับที่บ้านแล้วใช่มั้ยล่ะ”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึสะดุ้งเฮือก บอกชัดว่าจ้าดยิงเข้าเป้าอย่างจัง

 

            “มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป “ยังไงเราก็เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาก่อน ถ้าพอช่วยได้ก็จะช่วย”

 

            วิญญาณหิมะสาวนิ่งไปอึดใจใหญ่ ดวงตากลมเหลียวซ้ายแลขวาอย่างลังเลว่าควรจะเล่าเรื่องนี้ให้รุ่นพี่หนุ่มเบื้องหน้าฟังดีหรือไม่ แต่ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจพูด

 

            “ก็.... มีอยู่เหมือนกันค่ะ” ยูคิก้มหน้าลงเล็กน้อยราวกับรู้สึกผิด “ช่วงหลังๆมา ฉันรู้สึกเหมือนครอบครัวเย็นชากับฉันมากขึ้น บางทีก็มีดุ แล้วก็แทนที่จะพาไปไหนๆเหมือนตอนแรกๆที่มาอยู่ ตอนนี้ก็ทิ้งฉันอยู่บ้านคนเดียวมาหลายครั้งแล้วค่ะ”

            “ยูคิเคยไปทำอะไรให้เขารำคาญหรือโกรธรึเปล่า” เด็กหนุ่มหน้าดุถามเพื่อความแน่ใจแม้จะพอรู้ว่ารุ่นน้องสาวผู้สุภาพเรียบร้อยคนนี้คงไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่

            “นี่แหละค่ะที่ฉันกำลังกังวลอยู่” วิญญาณหิมะสาวตอบเสียงหนัก “แต่ฉันก็พยายามระวังตัวแล้วก็ทบทวนดูตั้งหลายรอบแล้วนะคะว่าทำอะไรผิดไปบ้างรึเปล่า แต่ก็ไม่รู้เลยจริงๆค่ะ”

            “อืม.....” จ้าดขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดระคนประหลาดใจ “แปลกแฮะ ปกติปัญหาจะเริ่มเกิดตอนที่อยู่ไปได้สักสามหรือสี่เดือน นี่เพิ่งเดือนเดียวเอง แล้วอย่างยูคิก็ไม่น่าจะทำอะไรให้เขาไม่พอใจอยู่แล้วด้วย.....”

            “หรือว่าเพราะฉันกลับดึกบ่อยคะ” วิญญาณหิมะสาวพยายามเดา “ถึงรุ่นพี่กล้วยจะบอกไปว่าอยู่ชมรม แต่เขาอาจจะโทรไปเช็กที่โรงเรียนแล้วก็รู้แล้วก็ได้นะคะว่าไม่จริง.....”

            “ถ้าเป็นแบบนั้นน่ะเรื่องใหญ่แน่ คงไม่ใช่แค่เย็นชาลงเฉยๆแบบนี้หรอก เชื่อเราเหอะ เราเคยเจอมาแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุแค่นหัวเราะ เขายังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ระเบิดลงเมื่อเขาบอกที่บ้านว่าจะไปเรียนพิเศษ แต่กลับโดดเรียนไปนั่งเล่นเกมและเข้าสายหลายครั้งจนทางโรงเรียนโทรไปบอกที่บ้าน “แต่เรื่องกลับดึกบ่อยนี่อาจจะเป็นไปได้ก็ได้นะ บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่ายูคิไม่มีส่วนร่วมกับครอบครัวเท่าที่ควร”

            “แต่วันเสาร์อาทิตย์ฉันก็พยายามอยู่กับเขาตลอดนะคะ รุ่นพี่จ้าดก็น่าจะสังเกตนี่คะว่าเสาร์อาทิตย์ถ้าไม่มีภารกิจปราบผีฉันก็ไม่มาหา” ยูคิท้วง ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นกุมขมับและถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ.... หรือว่าฉันจะไม่เหมาะกับชีวิตแบบนี้ หรือว่าฉันควรจะกลับไปฮิมิตสึ ไปปราบผีอย่างที่ฉันควรจะทำดี.... ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว.....”

 

            วิญญาณผู้พิทักษ์แห่งเมืองยูคิชิมะฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างสิ้นหวัง แต่หลานชายหมอผีใหญ่กลับสะกิดใจอะไรบางอย่างในคำพูดของรุ่นน้องสาวเบื้องหน้า

 

            “ปราบผี.... ผี.... ใช่ !” จู่ๆจ้าดก็ทุบโต๊ะเปรี้ยงจนรุ่นน้องสาวสะดุ้งเฮือก “ยูคิ ตั้งแต่อยู่บ้านนั้นมา ยูคิเคยเห็น.... เห็นอะไรแปลกๆบ้างรึเปล่า”

            “รุ่นพี่จ้าดจะบอกว่าในบ้านนั้นมีผีเหรอคะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวถามรัวเร็ว ท่าทางหวาดกลัวขึ้นมาทันที

            “เปล่าๆ ไม่ใช่ แค่ถามดูเฉยๆ” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบกลบเกลื่อน เขาลืมไปเสียสนิทว่ารุ่นน้องสาวผู้นี้กลัวผีแบบหลอกหลอนเข้าไส้ แต่ปีศาจมากันเป็นร้อยดันไม่กลัวสักนิด “แล้วสรุป เห็นอะไรแปลกๆบ้างรึเปล่าล่ะ”

            “ไม่นะคะ” ยูคิส่ายหน้า แต่เธอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ้อ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เหมือนฉันเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างหลังโฮสแม่ค่ะ แต่พอหันไปมองอีกทีมันก็หายไปแล้ว ทำเอาฉันกลัวไปตั้งสัปดาห์แน่ะค่ะ”

            “ถ้าให้เดา ครอบครัวเริ่มเย็นชากับยูคิหลังจากวันนั้นรึเปล่า”

            “ฉันไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่น่าจะประมาณนั้น” เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบอย่างไม่มั่นใจนัก ก่อนที่คิ้วบางจะขมวดเข้าหากันเมื่อเธอพอจะเดาอะไรบางอย่างออก “รุ่นพี่จ้าดกำลังจะบอกว่าผีในบ้านทำให้โฮสฉันเปลี่ยนไปงั้นเหรอคะ”

 

            “ไม่รู้สิ เดี๋ยวลองถามกล้วยดูให้ แต่เราว่าน่าจะเป็นไปได้อยู่นะ”

            หลานชายหมอผีใหญ่สันนิษฐาน แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้าง้ำของรุ่นน้องสาว

 

            “ไหนรุ่นพี่จ้าดบอกว่าในบ้านนั้นไม่มีผีไงคะ”

            “อ๋อ ไม่มีๆ เราพูดเล่น !” เด็กหนุ่มละล่ำละลักกลบเกลื่อน แต่ดูเหมือนข้าวสารจะกลายเป็นข้าวสุกจนไหม้ไปเสียแล้ว “ไม่มีอะไรจริงๆ ยูคิอาจจะตาฝาดไปก็ได้มั้ง.....”

            “ไม่ต้องมาแก้ตัวหรอกค่ะ รุ่นพี่รู้กันมาตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ยล่ะคะ ทำไมถึงไม่บอกฉัน แย่ที่สุด !

 

            วิญญาณหิมะสาวสะบัดหน้าทำแก้มป่องอย่างงอนๆ แล้วจ้าดก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าหัวใจของเขากระตุกอย่างแรงเหมือนถูกกระชาก พอมองดูดีๆ รุ่นน้องสาวผู้เงียบและนิ่งราวกับหิมะคนนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันนี่นา.....

 

            “แน่ะ ยิ้มกรุ้มกริ่มอะหยังอยู่ก๋า”

            “เฮ้ย !?

            หลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้งเฮือกจนโต๊ะสะเทือนเมื่อจู่ๆเสียงเจือสำเนียงเชียงพิงค์ก็ดังขึ้นด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองต้นเสียงก็ต้องสะดุ้งเฮือกอีกครั้งเมื่อจ๊ะเอ๋กับดวงตาสีเขียวเรืองแสงที่จ้องมองเขาอยู่ในระยะประชิด ริมฝีปากของเจ้าของดวงตาแสยะยิ้มหวานหากเย็นเยือกจนเด็กหนุ่มขนลุก เบื้องหลังเธอ หมิงยืนปิดปากหัวเราะคิกคักอยู่ข้างกล้วยซึ่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ริมฝีปากบางเปื้อนยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่

 

            “แหมๆ อู้ว่าจะไปนอน แต่แต๊ๆมานั่งจู๋จี๋กันสองคน หวานกันจังเน่อ ยะอะหยังกันไปบ้างแล้วล่ะ”

            “บ่ได้ยะอะหยังทั้งนั้นแหละ !” จ้าดสวนกลับทันควัน “ทำไมต้องพูดแบบนี้ทุกที ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้คิดอะไรกับยูคิ !

            “เอ๋ เอ๋ เอ๋ !?” ผู้ถูกอ้างอิงอ้าปากค้างอย่างงุนงง ผู้หลุดปากเย็นสันหลังวาบ ขณะรอยยิ้มบนใบหน้าของภูตผีปีศาจทั้งสามยิ่งกว้างขึ้นไปอีก “หมายความว่าไงคะ ใครคิดอะไรกับฉัน ?”

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละยูคิ กล้ายเข้าใจผิดไปเอง !

            “แหมๆ บ่ต้องกลบเกลื่อนหรอกน่า นี่แหละโอกาสเหมาะแล้ว สารภาพฮักกับเปิ้นไปสิ”

            “บอกว่าหมิงกวนประสาทเซ้าซี้น่ารำคาญ เจ๊เองก็น่ารำคาญพอๆกันแหละครับโว้ย !” จ้าดโวยอย่างหมดความอดทน “แล้วนี่จะยกโขยงขึ้นมาทำไมกันตอนนี้มิทราบ”

            “ยะหยัง อยากหื้อขึ้นมาหลังจากนี้จะได้ยะอะหยังได้อีกเยอะๆก๋า แหม จะเร็วไปหน่อยมั้ง....”

 

            คำตอบของตานีสาวผมหางม้าแทบทำเอาจ้าดกลายร่างเป็นสมิงไปงับหัวเธอให้รู้แล้วรู้รอด ยูคิยังคงเหลียวซ้ายแลขวาอย่างตามสถานการณ์ไม่ทัน ตานีทั้งสองหัวเราะกันคิกคัก ส่วนสมิงสาวแห่งป่าแสนคำนั้นลงไปขำกลิ้งอยู่กับพื้นเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับ แทบอยากจะแทรกพื้นปูนหนีไปให้พ้นๆ เขาพอจะรู้ว่าผู้หญิงอยู่ด้วยกันเยอะๆแล้วจะวุ่นวาย แต่นี่มันมากเกินไปแล้ว.....

 

            “เอาน่าๆ แค่ล้อเล่นกันขำๆ อย่าซีเรียสเลยน่าจ้าด” ในที่สุด กล้วยก็เอ่ยขึ้นหลังจากหัวเราะกันจนปวดท้องไปหมดแล้ว “หมู่เฮาแค่จะขึ้นมาบอกว่าจะลองเอารถถังออกไปขับดู อาจจะบ่อยู่สักชั่วโมงสองชั่วโมงเน่อ”

            “ครับๆ ไปได้เลยครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ขับไล่ไสส่งด้วยความเต็มใจ “จะไปไหนก็เชิญเลยครับ รีบๆไปเลยครับ ไม่ต้องห่วงผม”

            “ถ้าหิว มีอาหารอยู่ในตู้เย็นเน่อ แล้วก็ถ้าจะติดต่อหมู่เฮา จะใช้โทรศัพท์หรือใช้วิทยุสื่อสารในห้องควบคุมกลางก็ได้ ใช้บ่ยากหรอก” เด็กสาวหน้าจืดพูดเหมือนแม่สั่งเสียลูกก่อนออกไปทำงาน “ถ้ามีอะหยังผิดปกติเรียกหมู่เลยทันทีเน่อ แล้วก็อย่ายะอะหยังเกินเลยกับน้องเปิ้นล่ะ” ประโยคสุดท้ายราชินีตานีพยักเพยิดไปทางวิญญาณหิมะสาวพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “ไปได้แล้ว ไป๊ !

            “รุ่นพี่จ้าดคะ ฉันเองก็คงต้องไปด้วยเหมือนกัน” ยูคิเอ่ยขึ้นบ้างหลังจากสองตานีหนึ่งสมิงออกจากห้องอาหารไปหมดแล้ว “รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆว่าครอบครัวจะกลับกันมาแล้ว ถ้าเขาเห็นว่าฉันไม่อยู่บ้านอาจจะมีปัญหาก็ได้”

            “ได้ๆ กลับดีๆก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มหน้าดุเหนื่อยหน่ายทั้งกายใจเกินกว่าจะพูดอะไรต่อได้ แม้ใจจริงจะอยากให้รุ่นน้องสาวอยู่ต่อเพื่อคุยเรื่องผีในบ้านของเธอก็ตาม “เดี๋ยวเรื่องผีเราลองถามกล้วยให้ แต่ถ้ามีอะไรผิดปกติโทรมาได้ทันทีเลยนะ”

            “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะรุ่นพี่จ้าด”

 

            วิญญาณหิมะสาวลุกขึ้นจากโต๊ะ เธอค้อมหัวลารุ่นพี่หนุ่มเล็กน้อย ก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับไป

 

            จ้าดถอนหายใจเฮือกเมื่อความเงียบกลับมาเยือนโรงเก็บรถถังอีกครั้ง เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจสองสามกร๊อบก่อนจะเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอน เด็กหนุ่มกำลังจะกระโดดเอาพุงกระแทกลงบนเตียงสปริงเหมือนนักมวยปล้ำ แต่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็ส่งแรงสั่นสะเทือนมาเบรกเอาไว้เสียก่อน หลานชายหมอผีใหญ่ล้วงมันออกมาดูอย่างหงุดหงิด เตรียมพร้อมจะว้ากใส่ใครก็ตามที่โทรมาขัดความสุขของเขาได้ทันที แต่เมื่อเห็นชื่อผู้โทรที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เด็กหนุ่มหน้าดุก็เย็นสันหลังวาบ

 

            แม่ของเขาเอง

 

            “ครับแม่” หลานชายหมอผีใหญ่รีบกดรับ

            “จ้าด ทำไมไม่รับโทรศัพท์แม่ นี่พ่อแม่เห็นข่าวทางทีวีก็เป็นห่วงจะแย่อยู่แล้วรู้มั้ย !?

            “ขอโทษครับๆ ผมปิดเสียงไว้ สงสัยมันสั่นแล้วผมไม่รู้สึก” จ้าดละล่ำละลักแก้ตัวเมื่อเสียงที่ปลายสายกระหน่ำใส่เขาเหมือนพายุหิมะเดือนธันวาคม “แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมปลอดภัยดี บ้านก็ปลอดภัยดี ที่พังมีแค่เมืองตานนะคอนฝั่งตะวันตกเท่านั้นแหละครับ”

            “จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ก็ฝั่งตะวันตกน่ะโรงเรียนลูกไม่ใช่รึไง แล้วเมื่อวานก็มีงานประจำปีอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ พ่อกับแม่กลัวแทบตายว่าลูกจะเป็นอะไรไปน่ะ !

            “ตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้วครับแม่ ผมปลอดภัยดี ทุกอย่างปลอดภัยดีครับ จริงๆครับแม่”

            “ไม่รู้ล่ะ นี่แม่อยู่บนรถไฟหัวจรวดเนี่ย พอเขาเปิดเดินรถพ่อกับแม่ก็ขึ้นขบวนแรกมาเลย”

            “หา !?” ขากรรไกรของหลานชายหมอผีใหญ่ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเมื่อได้ยินคำตอบจากปลายสาย “แล้วตอนนี้ถึงไหนแล้วครับ”

            “ออกจากเชียงม่วนมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว”

 

            หัวใจของเด็กหนุ่มร่วงวูบลงไปกระแทกฝ่าเท้า เชียงม่วนอยู่ห่างจากตานนะคอนไปทางใต้เกือบสามร้อยกิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟความเร็วสูงหัวจรวดเมื่อคำนวณเวลาจอดที่สถานีเขลางค์แล้วคือเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง หากออกจากเชียงม่วนมาแล้วครึ่งชั่วโมง ก็เท่ากับเหลือเวลาอีกชั่วโมงเดียวจะมาถึงตานนะคอน และใช้เวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในการจับแท็กซี่หรือขึ้นรถไฟใต้ดินกลับไปบ้าน.....

 

            “เตรียมบ้านเอาไว้ด้วยนะจ้าด อย่าให้กลับไปเจอบ้านเละเทะเหมือนคราวที่แล้วอีกล่ะ”

            “ครับๆแม่”

 

            จ้าดแทบไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายของบุพการี เขารีบกดวางก่อนจะกดโทรออกไปหาราชินีตานีซึ่งรับแทบจะทันที

 

            “มีอะหยังจ้าด”

            “กล้วย มีเรื่องด่วน กลับมาเดี๋ยวนี้เลย”

            “เกิดอะหยังขึ้น” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภาพไฟไหม้หรือผีบุกโรงเก็บรถถังผุดขึ้นมาในสมองทันที “มีอะหยัง ฉุกเฉินแค่ไหน”

            “ฉุกเฉินมาก” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเน้นเสียง “ร้ายแรงมากด้วย”

            “แล้วมันอะหยังล่ะ !?

 

            “พ่อแม่เรากำลังจะกลับมาบ้าน.....”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น