ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 35 : งานเทศกาลที่น่าตื่นเต้นจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ม.ค. 58

            สัตว์กีบตัวยักษ์ไม่พุ่งเข้ามาโจมตีทันที หากเคาะกีบเท้ากับพื้นดังตุ้บๆต่อไปราวจะดูเชิง กล้วยฉวยโอกาสเหวี่ยงปากกระบอกปืนไปยังกระจกหน้าต่างที่แตกร้าวของตึกที่อยู่ใกล้ที่สุด ราชินีตานีเหนี่ยวไกจนมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะกระชากข้อมือฟ้าและยูคิเผ่นแน่บเข้าไปในตึกทันที กล้ายคว้าคอเสื้อกันหนาวสีขาวของจ้าดพุ่งตามไปติดๆ เบื้องหลังเธอ ควายธนูและกระสือที่ต่างก็เสียหมากันทั้งคู่โถมตัวเข้าใส่ช่องเปิดของกระจกหวังจะแทรกตัวตามมา แต่ช่องนั้นเล็กเกินกว่าทีควายธนูหน้ากว้างเกือบสองเมตรจะเข้ามาได้ มันจึงได้แต่โถมตัวใส่ตึกอย่างสิ้นหวัง โดยมีกระสือที่ถูกขวางทางส่งเสียงด่าล้งเล้งเหมือนแม่ค้าปากตลาดอยู่เบื้องหลัง

 

            “แล้วนี่เรา.... จะวิ่งไปไหนเนี่ยกล้วย โอ๊ย” เด็กสาวหน้าคมร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อจู่ๆเพื่อนสาวก็หักเลี้ยวไปตามทางเดินแคบๆในตัวอาคารอย่างฉับพลันจนแขนของเธอลั่นกร๊อบ “ผีร้ายพวกนั้น.... ก็เข้ามาไม่ได้แล้ว.... เราอยู่ในตึกนี้ไป.... จนพวกมันจะกลับไปไม่ได้เหรอ.....”

            “ควายธนูเข้ามาบ่ได้ แต่สักพักเดี๋ยวกระสือก็เข้ามาได้เน่อ ถึงหมู่เปิ้นจะโง่กว่ามนุษย์ก็เถอะ” กล้วยตอบเสียงหนักๆ “แต่จะไดก็ตาม หมู่เฮาต้องออกจากตึกนี้หื้อเร็วที่สุด ที่นี่เป็นตึกสำนักงาน ทางเดินวกวน ถ้าหมู่เฮาเจอผีร้ายดักหน้าล่ะก็เสร็จแน่ !

            “แต่ข้าว่าอยู่ในตึกนี้น่าจะปลอดภัยกว่าเน่อกล้วย !” เสียงตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธแย้งมาจากด้านหลัง “แล้วถ้าข้าจำบ่ผิด ตึกนี้เป็นตึกวิจัยเคมี ชั้นบนๆมีประตูนิรภัยปิดล็อกทุกด้านบ่แม่นก๋า !

            “เออ แม่น!

 

            กล้วยพูดราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ ตึกนี้เป็นตึกวิจัยเคมี ชั้นบนๆของตึกนี้มีประตูกันแก๊สและสารพิษ ซึ่งเป็นประตูเหล็กหนาปึ้กปิดขวางบันไดทั้งขึ้นและลงไว้อย่างแน่นหนา ต่อให้กระสือมากี่ตัวก็ไม่มีทางเข้ามาได้แน่นอน

 

            “แต่ว่า กระจกชั้นบนมีรอยแตกจนกระสือเข้ามาได้ ก็เท่ากับหมู่เฮาติดกับเลยเน่อ !” เด็กสาวหน้าจืดแย้ง “หมู่เฮาน่ะบ่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ ห่วงแต่ฟ้ากับจ้าดนี่สิ ถ้าหมู่เปิ้นโดนกัดหรือโดนน้ำลายเข้าจะแย่”

            “เราน่ะไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง.... เพราะผีร้ายกัดไม่เข้าอยู่แล้ว....” ฟ้าพูดเสียงหอบ “แต่จ้าดนี่สิ.....”

            “แต่ถ้าเป็นจะอั้น ออกไปก็ต้องเสี่ยงมากกว่าอยู่แล้วสิ ถ้าหมู่เปิ้นเกิดใช้ระเบิดน้ำลายหรืออะหยังเหมือนคราวที่แล้วล่ะ”

            “มันก็.... แต๊ล่ะเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดยอมรับหลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง “จะอั้นก็วิ่งขึ้นไปชั้นบน ทุกคนตกลงก่อ”

            “จะทำอะไรก็ทำเหอะ ขอให้รอดก็พอ !

 

            ฟ้าร้องออกมาอีกครั้งเมื่อเพื่อนสาวกระชากเธอเปลี่ยนเส้นทางอย่างกะทันหัน มุ่งหน้าไปยังบันไดที่พับทบกันไปทบกันมาทอดขึ้นสู่โถงเวิ้งว้างและมืดมิดราวกับปล่องเหมืองร้าง เด็กสาวหน้าคมทันเห็นแสงเรืองๆของกระสือที่อีกฟากของทางเดินแวบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะรวบรวมกำลังขากระโจนขึ้นบันไดทีละสองขั้นตามสหายร่วมรบทั้งสี่ขึ้นไปยังชั้นบน

 

            “ทุกคน..... ขอโทษนะ.....” จ้าดเอ่ยเสียงกระหืดกระหอบหลังจากตะเกียกตะกายขึ้นบันไดมาห้าชั้น “ถ้าเราไม่อุ้มเด็กคนนั้นมา.... พวกเราก็คงไม่.....”

            “ไม่ใช่ความผิด.... ของจ้าดหรอกน่า... จ้าดทำสิ่งที่ควรทำแล้ว.....” เด็กสาวหน้าคมให้กำลังใจเพื่อนหนุ่มด้วยเสียงเหนื่อยหอบพอๆกัน “แต่ทีหลัง.... ช่วยคิดถึงคนอื่นบ้าง..... เสียงอะไรน่ะ.....”

 

            จู่ๆก็มีเสียงอะไรบางอย่างแหลมสูงดังเสียดแก้วหู แล้วตามมาด้วยเสียงคำรามครืนดังกึกก้องจนตึกกรุกระจกสั่นสะเทือนไปถึงฐานราก สองคนสามตนหันขวับมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็เห็นเปลวเพลิงสีน้ำเงินม่วงเป็นริ้วๆเหมือนเพชรพุ่งผ่านท้องฟ้ายามราตรีไปพร้อมกับเสียงดังกระหึ่มอีกครั้ง ฟ้าและยูคิขมวดคิ้วอย่างงุนงง แต่ตานีเจนศึกทั้งสองและจ้าดผู้รักเครื่องบินเป็นชีวิตจิตใจรู้ทันทีว่านั่นคืออะไร

 

            “ทหารอากาศ ! กองบินเวียงตานมาช่วยแล้ว !

            เสียงคำรามครืนดังขึ้นซ้ำอีกครั้ง และครั้งนี้ทั้งห้ามองเห็นเครื่องบินรบรูปร่างล้ำสมัยสีเทาดำสี่ลำบินเกาะหมู่ผ่านเหนือหลังคาหักพังของเขตเมืองตานี มุ่งหน้าไปยังเหล่าเปรตที่มองเห็นอยู่ลิบๆ เครื่องบินทั้งสี่กดหัวลดระดับเพดานบินเล็กน้อย ก่อนที่จรวดนำวิถีจะพุ่งออกจากช่องเก็บอาวุธใต้ท้องเครื่องบินสองลำหน้าตรงไปยังฝูงอสุรกายร่างโย่งเบื้องหน้า ลูกหนึ่งปะทะดวงตากลมบานของตนหนึ่งอย่างแม่นยำก่อนจะระเบิดตูมจนหัวเปรตเคราะห์ร้ายแหลกเป็นชิ้นๆ ส่วนอีกลูกถูกมือขนาดเท่าใบลานปัดทิ้งเหมือนตบวอลเล่ย์จนกระเด็นไประเบิดใส่สนามหญ้าหน้าบ้านใครสักคนแถวๆเขตช้างคลาน

 

            “กองบินเวียงตานมาช่วย ! พวกเรารอดแล้ว !

            ชาวเมืองตานนะคอนทั้งสองดูโล่งอกจนวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสามหันไปมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก กองบินที่ห้าหรือกองบินเวียงตานซึ่งมีฐานบินอยู่ที่ท่าอากาศยานเวียงตานทางตะวันตกเฉียงใต้ของตานนะคอนเป็นกองบินรบที่มีขีดความสามารถอันดับต้นๆของสารขัณฑ์ และเป็นหนึ่งในกองบินรบที่มีเครื่องบินรบเทคโนโลยีล้ำยุคประจำการอยู่มากที่สุด นักบินของกองบินนี้เคยปฏิบัติการในสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมาหลายครั้ง และทุกครั้งจบลงด้วยชัยชนะโดยไม่มีเครื่องตกเลยสักลำ ขนาดฝูงบินรบและปืนต่อต้านอากาศยานเป็นร้อยยังรอดมาได้ แล้วกะอีแค่อสุรกายไม่กี่สิบตนจะตึงมือแค่ไหนกันเชียว.....

 

            “อย่าเพิ่งวางใจ รีบขึ้นไปก่อน อีกชั้นเดียวก็จะมีประตูนิรภัยแล้ว !

            กล้วยสั่งเสียงเฉียบขาด สองมนุษย์กัดฟันข่มความปวดร้าวในกล้ามเนื้อขาตะกายขึ้นบันไดตามวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสามขึ้นไปยังชั้นถัดไป ชั้นนี้เป็นลานโล่งเกือบทั้งชั้น มีเพียงห้องน้ำและห้องเล็กๆอีกห้องที่ดูเหมือนจะเป็นห้องควบคุมระบบอาคารซุกตัวอยู่ที่มุมหนึ่งเท่านั้น

 

            ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธกวาดมองกระจกหน้าต่างอย่างรวดเร็วให้แน่ใจว่าไม่มีบานไหนแตกร้าวให้กระสือเล็ดลอดเข้ามาได้ ขณะราชินีตานีให้สัญญาณอีกสามสหายร่วมรบให้รออยู่กับที่กล้วยวิ่งไปยังห้องระบบควบคุมอาคาร สับสวิตช์สตาร์ตเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน ก่อนจะดึงสวิตช์ตัวใหญ่ที่สุดในห้องลงดังกึ้ง เธอใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อได้ยินเสียงกลไกประตูฉุกเฉินครางหึ่งๆขึ้นมาทันที ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระแทกหนักๆเมื่อแผ่นเหล็กหนาเกือบเมตรเลื่อนปิดช่องบันไดขึ้นลงตึกจนมิด

 

            อย่างน้อยตอนนี้พวกเธอก็ปลอดภัยจากเหล่าผีร้ายแล้ว.....

 

            สถานการณ์ด้านนอกยังคงดุเดือด เครื่องบินรบทั้งแปดลำยังคงบินวนยิงจรวดนำวิถีเข้าใส่ผีร้ายอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้ามืดมิดของเวลาเกือบหกโมงฤดูหนาวถูกจุดสว่างเป็นระยะเมื่อจรวดเข้าปะทะเป้าหมาย บวกกับแสงจากเปลวเพลิงที่เริ่มลุกไหม้บ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างที่เสียหายทั้งจากเปรตเหยียบและจากจรวดที่โดนเปรตตบโฟร์แฮนด์แบ็คแฮนด์ลงไประเบิดที่พื้น เด็กสาวหน้าจืดยืนมองสถานการณ์การรบอยู่ข้างหน้าต่าง ดวงตาที่ส่องประกายสีเขียวมีน้ำตาแห่งความเจ็บปวดรื้นจนปริ่มขอบ ริมฝีปากบางเม้มแน่น การปกป้องเมืองนี้เป็นหน้าที่ของเธอ แต่ยามนี้สิ่งเดียวที่เธอทำได้กลับมีเพียงยืนมองดูมันถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา.....

 

            “กล้วย เป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าไม่ดีเลย”

            ราชินีตานีสะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกจากด้านหลัง จ้าดนั่นเอง เขาเดินมายืนข้างเพื่อนสาว ใบหน้าดุมีแววเป็นห่วง เบื้องหลังเธอ กล้าย ฟ้าและยูคินั่งล้อมวงกันอยู่ที่พื้นกลางชั้น สีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนจะกำลังปรึกษาอะไรกันอยู่

 

            “อะ.... อ้อ บ่เป็นอะหยังหรอก” ราชินีตานีรีบป้ายน้ำตาออกจากดวงตาเรียว “แค่..... แค่เจ็บใจ ที่ยะอะหยังหมู่ผีร้ายบ่ได้เลย”

            “อย่าโทษตัวเองเลยกล้วย เรามีกันอยู่เท่านี้ ทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว” หลานชายหมอผีใหญ่แตะไหล่เพื่อนสาวเป็นเชิงปลอบ “อีกอย่าง ตอนนี้พวกทหารก็เริ่มขยับแล้วด้วย เดี๋ยวก็คงจะเรียบร้อยแหละ กล้วยเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ก็น่าจะรู้นี่ว่าทหารของรัฐเวียงตานน่ะไม่ใช่เล่นๆ”

            “แต่นั่นแหละที่ข้าเจ้ากังวลอยู่” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “โดยเฉพาะเครื่องบินรบนี่.....”

            “หา ทำไมล่ะ” คิ้วรกขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “VA-48 นี่เป็นเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุดแล้วก็สมรรถนะดีที่สุดในโลกลำนึงเลยนะ กล้วยก็น่าจะรู้นี่”

            “ข้าเจ้าฮู้” แววรำคาญเล็กน้อยเจืออยู่ในน้ำเสียงของกล้วย “แต่ว่า....”

 

            “กล้วย มานี่หน่อย จ้าดด้วย”

            คำตอบของราชินีตานีถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกของกล้าย

 

            “กล้วย” ตานีสาวผมหางม้าถามทันทีที่เพื่อนทั้งสองนั่งลงในวง “มีความจำเป็นมากก่อที่จะต้องหนีไปทางเขตหมายตาน แล้วอ้อมโลกปิ๊กบ้านแบบที่หมู่เฮาวางแผนเอาไว้ตอนแรก”

            “ถ้าหมู่เฮาอยู่ที่นี่ก็บ่น่าจะจำเป็นแล้ว อยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าอย่างที่กล้ายอู้นั่นแหละ” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่ข้าเจ้ากังวลอะหยังนิดหน่อย เกี่ยวกับเครื่องบินรบนั่น”

            “หมายถึงเหตุการณ์จะอั้นก๋า” กล้ายดูจะเข้าใจประเด็นของเพื่อนสาว “ก็แม่น ถ้าเกิดเหตุการณ์จะอั้นขึ้นแต๊ๆ ก็บ่ฮู้หมู่ผีร้ายจะย้อนกลับมาหาหมู่เฮาอีกก่อ”

            “เดี๋ยวๆครับเจ๊” หลานชายหมอผีใหญ่ขัดขึ้น “กังวลอะไรกัน บอกให้คนอื่นรู้เรื่องบ้างสิ ไม่ใช่รู้กันอยู่แค่สองคน เครื่องบินนั่นมันมีอะไรงั้นเรอะ”

            “ข้าเจ้าบ่ปฏิเสธหรอกว่าเครื่องบินรุ่นนั้นประสิทธิภาพเยี่ยม” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่เครื่องบินรุ่นนี้..... บ่สิ เครื่องบินรบทุกลำมีจุดอ่อนร้ายแรงเมื่อสู้กับกองบินร่วมกระสือ-กระหังทั้งนั้น”

            “หมายความว่ายังไง ที่ว่าเครื่องบินทุกลำ” ฟ้าถามบ้าง

            “กองบินร่วมฯถูกฝึกมาว่าถ้าเจอเครื่องบินเมื่อได๋ หื้อพยายามพุ่งเข้าไปในท่ออากาศเข้าของเครื่องยนต์” ตานีสาวผมหางม้าอธิบาย

            “แบบนั้นก็ตายสิ” เด็กสาวผมสั้นทำหน้าขนลุก “ตายอนาถด้วย โดนใบพัดสับเป็นชิ้นๆ”

            “ถึงตาย เครื่องยนต์ก็ตายด้วย” กล้วยตอบ “มวลของกระสือกระหัง โดยเฉพาะกระหังติดเจ็ตนั่นมากพอจะทำลายเครื่องยนต์ได้ทั้งเครื่อง แล้วกระสือกับกระหังก็โดนล้างสมองจนบ่มีความฮู้สึกย่านตายอีกแล้วด้วย อย่างเดียวที่นักบินยะได้ก็คือพยายามบินหลบ แต่เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน บ่แม่นเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินรบครองอากาศ* ความว่องไวในการบินจะน้อยกว่า ข้าเจ้าเลยกังวลว่า..... จะหลบบ่พ้นเอา”

            “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่ากล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่พูด พยายามทำใจให้เชื่อแบบนั้นด้วย “นักบินของกองบินเวียงตานฝีมือดีทั้งนั้นแหละ”

            “แต่ที่สวนกล้วยแตกก็เพราะหมู่เปิ้นเน่อ !” กล้วยเถียง “เครื่องบินรบตานีทุกลำที่บินขึ้นไปโดยหมู่เปิ้นพลีชีพจนร่วงหมด แล้วหมู่เปิ้นก็ยกพลภาคพื้นดิน..... นั่นไง ลำนั้น !

 

            จู่ๆเด็กสาวหน้าจืดก็ชี้ออกไปนอกหน้าต่าง ทุกคนหันขวับตามโดยอัตโนมัติ แล้วก็เห็นเครื่องบินรบสีเทาดำลำหนึ่งมีเปลวไฟสีเหลืองส้มพุ่งออกจากท่อไอเสียก่อนจะดับวูบ มันเอียงซ้ายทีขวาทีพร้อมกับค่อยๆลดระดับลงเหนือเขตเมืองตานี ฟ้าอ้าปากค้าง ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เครื่องบินรบลำละพันล้าน โดนกระสือตนเดียวทำร่วงเนี่ยนะ.....

 

            “เอ๊ะเดี๋ยว ทำไมมันบินวนอยู่ตรงนี้ล่ะ !?” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วจ้องมองเครื่องบินที่ลดระดับลงเรื่อยๆ จนแทบจะชนหลังคาตึกอยู่แล้ว “ปกติถ้าจะสละเครื่องบินเขาจะบินไปตกตรงที่ไม่มีคนหรืออะไรอยู่ไม่ใช่เรอะ !?

            “ตรงนี้แหละ ที่ที่ไม่มีคนอยู่” กล้วยตอบเสียงเครียด เธอสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น “ที่ข้าเจ้ายะหื้อตึกปรากฏขึ้นมาน่ะมีผลเฉพาะในรัศมีห้าสิบเมตรรอบตัวข้าเจ้าเท่านั้น ออกนอกเขตนั้นไปจะมองหันที่นี่เป็นทุ่งหญ้าว่างเปล่า....”

            “งั้นก็แปลว่า.....”

            “นักบินเปิ้นคึดจะทิ้งเครื่องตกลงตรงนี้จะได ! ทุกตนหมอบ !

 

            ไม่ทันขาดคำราชินีตานี เครื่องบินรบลำยุคก็พุ่งลงมาเฉียดตึกที่ทั้งห้าอยู่ชนิดแทบจะได้กลิ่นน้ำมัน จ้าดทันเห็นเปลวไฟสีส้มพุ่งออกจากหัวเครื่องเมื่อนักบินดีดตัวออก ไม่กี่วินาทีต่อมา เครื่องบินยาวเกือบยี่สิบเมตรก็พุ่งเข้าชนตึกสี่ชั้นที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตร น้ำมันที่เหลือเกือบเต็มถังระเบิดเป็นลูกไฟดวงใหญ่ แสงสว่างวาบจ้าจนทุกคนต้องหลับตา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปรี๊ยะลั่นเมื่อกระจกที่โดนทั้งความร้อนและแรงอัดกระแทกยิ่งกว่าน้ำหนักเปรตและควายธนูรวมกันแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลมร้อนระอุเหม็นกลิ่นน้ำมันฉุนกึกหอบเศษกระจกชิ้นเล็กเหมือนเม็ดทรายหยาบๆมาปะทะทั้งห้าจนแสบไปทั้งตัว

 

            “แค่ก.... ทุกคนปลอดภัยดีรึเปล่า !?” ฟ้าส่งเสียงเรียกท่ามกลางควันดำซึ่งเริ่มลอยเอื่อยๆเข้ามาในตึกที่เปิดโล่งมากขึ้นเรื่อยๆ

            “ปลอดภัยค่ะ !” เสียงวิญญาณหิมะสาวตอบกลับมาเป็นคนแรก

            “ยังไม่ตาย” จ้าดคำรามตอบกลับมาเป็นคนที่สอง

            “แต่ถ้าบ่รีบหนี หมู่เฮาตายแน่ !” เสียงเฉียบขาดของราชินีตานีดังฝ่าม่านควันมาจากที่ไกลออกไปเล็กน้อย “ไปเหอะ หมู่กระสืออาจจะลอยขึ้นมาเมื่อได๋ก็....”

 

            จู่ๆเสียงของราชินีก็ขาดหายไป หลานชายหมอผีใหญ่รีบตะโกนถามอย่างตื่นตระหนก

 

            “กล้วย ทำไมเงียบไป เกิดอะไรขึ้น !?

            “ห้องสวิตช์.....” กล้วยตอบกลับมาเสียงสั่น “ห้องสวิตช์.... โดนระเบิดเมื่อกี้อัดปลิวไปแล้ว !

            “ว่าไงนะ !?

 

            ไม่ทันขาดคำ แสงสว่างสีส้มแดงก็ค่อยๆลอยพ้นพื้นที่มีแต่เศษกระจกขึ้นมาเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้น มันคงจะดูสวยไม่น้อยหากไม่ใช่แสงจากเครื่องในของกระสือนับสิบตนที่แสยะยิ้มเผล่เมื่อเห็นเหยื่อเบื้องหน้าติดกับของตัวเองเข้าอย่างจัง

 

            “รุ่นพี่คะ.... เอายังไงดี.....”

 

            กล้ายมองฝ่ายตรงข้ามที่ค่อยๆเพิ่มจากสิบตนเป็นสิบห้าและยี่สิบภายในเวลาไม่กี่วินาที ก่อนจะตอบรุ่นน้องสาวสั้นๆ

            “กระโดดตึก”

 

            กระสือแยกเขี้ยวคำรามเสียงแหลมก่อนจะลอยเข้ามาเป็นแถวเหมือนทหารม้ายุคกลางเข้าจู่โจมข้าศึก แต่ก็ยังช้ากว่าเด็กสาวผมหางม้าที่มือหนึ่งคว้าตัวเพื่อนสาวหน้าคมเหวี่ยงขึ้นบ่าขณะอีกมือกราดยิงไรเฟิลจู่โจมจนกระจกอีกด้านของตึกแตกกระจาย ฟ้าอ้าปากจะถามว่าตานีสาวกำลังจะทำอะไร แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นกรีดร้องแบบไม่มีเสียงเมื่อกล้ายวิ่งก้าวยาวๆ ก่อนจะถีบตัวกระโดดออกจากตึกลงสู่พื้นหิมะเบื้องล่าง เหนือขึ้นไปไม่กี่เมตร ราชินีตานีผู้แบกหลานชายหมอผีใหญ่ไว้บนหลังร่วงตามลงมาติดๆ ส่วนเด็กสาวชาวฮิมิตสึเคลื่อนที่ในพริบตาไปรออยู่ที่พื้นเรียบร้อยแล้ว

 

            ไม่ถึงวินาทีต่อมา ตานีทั้งสองก็ร่วงลงพื้นดังแอ้ก ปล่อยมนุษย์บนหลังหล่นตุ้บ แรงกระแทกทำเอาพวกเธอจุกแม้จะใช้พลังเบรกกลางอากาศแล้วก็ตาม ฝูงกระสือกำลังลอยตามลงมาติดๆ พร้อมๆกับที่ควายธนูควบกระดุบๆมาจากด้านหลังจนแผ่นดินสะเทือน หัวที่มีลายยันต์ก้มต่ำ เขายาวโง้งชี้ไปด้านหน้าเตรียมทิ่มแทง แม้พวกมันจะชนซ้ายทีขวาทีจนบางตัวล้มกลิ้งด้วยมองไม่เห็นตึกที่ล่องหนอยู่ แต่ตัวที่เหลือรอดก็ควบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ.....

 

            “วิ่ง !

            ไม่ต้องรอให้กล้วยพูดจบ ห้าสหายร่วมรบก็ใส่เกียร์หมาไปตามทางแคบๆที่ลัดเลาะระหว่างอาคารสำนักงานหักพังอย่างไม่คิดชีวิต ตานีทั้งสองยิงข้ามไหล่เป็นระยะหวังว่าสักลูกจะเข้าตาซึ่งเป็นจุดอ่อนด้านหน้าเพียงจุดเดียวของสัตว์กีบอาคมร่างยักษ์ได้ แต่ก็ดูเหมือนไม่มีนัดใดเข้าเป้า เพราะเสียงฝีเท้ายังคงดังเท่าเดิม มิหนำซ้ำยังอาจจะมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีกเหมือนมันโมโห ฟ้าเริ่มคิดเลือกวิธีตาย จะโดนเขาควายธนูเสียบตายดี หรือว่าจะโดนกระสือถ่มน้ำลายเข้าปากแล้วกลายเป็นกระสือดี.....

 

            “กล้วย ปิดเครื่องรบกวนคลื่นปกปิดพื้นที่ดีกว่า !

            กล้ายตะโกนบอกเพื่อนสาวท่ามกลางเสียงสนั่นหวั่นไหวจากกีบเท้าของฝูงควายตัวยักษ์ พวกเธอวิ่งมาเกือบสองกิโลเมตรแล้ว พละกำลังเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที โดยเฉพาะจ้าดและฟ้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนมวลร่างกายเป็นพลังงานเพื่อลดแรงได้เหมือนวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสาม ใบหน้าดุของจ้าดแดงก่ำเหมือนจะระเบิด เหงื่อโชกจนเสื้อกันหนาวแทบจะกลายเป็นผ้าชุบน้ำ แม้แต่ฟ้าที่เล่นกีฬาเก่งและทนกว่าหลานชายหมอผีใหญ่ผู้เอาแต่นั่งเล่นเกมก็ยังดูท่าทางเหมือนจะล้มลงไปได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะปิดหรือไม่ปิดระบบรบกวนคลื่น ไม่ช้าก็เร็วพวกเธอก็คงต้องแบกสองคนนี้ไปแน่นอน

 

            “ปิดเถอะกล้วย !” เด็กสาวผมหางม้าย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์ “หมู่เฮาจำเส้นทางได้อยู่แล้วบ่แม่นก๋า แล้วหมู่เฮาก็มีอุปกรณ์กราดตรวจด้วยพลังงานวิญญาณอยู่แล้วนี่ !

            “แล้วสามคนนั้นจะยะจะไดล่ะ !?” เด็กสาวหน้าจืดหมายถึงผู้ที่ไม่ใช่ตานีอีกสามคน ซึ่งแน่นอนว่าจำทางไม่ได้และไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่างพวกเธอ หากปิดระบบรบกวนคลื่นซึ่งทำให้อาคารทั้งหมดหายไปจากสายตา รับรองว่าได้มีชนกันหัวร้างข้างแตก ดีไม่ดีจะน็อกเอาก่อนโดนควายธนูขวิดเสียอีก

            “หมู่เฮาก็แบกสิ หมู่เฮาแบกไหวอยู่แล้วบ่แม่นก๋า แล้วฟ้ากับจ้าดเปิ้นก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้วด้วย แบกไปจะเร็วกว่าอีกเน่อ !

            “แล้วยูคิล่ะจะยะจะได”

            “ก็เคลื่อนที่ตามหมู่เฮามาอย่าหื้อหลุด ตกลงก่อยูคิ”

            “ได้ค่ะ”

            “จะอั้นจะกดล่ะเน่อ !

 

            กล้วยดึงลูกบอกลูกเดิมออกจากกระเป๋า กดปุ่มสีแดงอีกครั้งก่อนจะคว้าจ้าดเหวี่ยงขึ้นหลังและหักเลี้ยวอย่างฉับพลัน กล้ายดึงเด็กสาวหน้าคมขึ้นหลังก่อนจะเลี้ยวตามไปติดๆ ขณะซากตึกมืดทะมึนรอบตัวกลายเป็นทุ่งหิมะว่างเปล่าในฉับพลัน ควายธนูหลายตัวเบรกไม่ทันก็พุ่งเข้าปะทะผนังซีเมนต์ ก่อนจะถูกเพื่อนร่วมฝูงด้านหลังซึ่งก็เบรกลื่นพอๆกันอัดก๊อบปี้จนบี้แบนก่อนจะแตกสลายกลายเป็นรูปปั้นควายดินเผาอย่างเดิม สูงขึ้นไปเบื้องบน กระสือเกือบสิบตัวร่องผล็อยเหมือนนกโดนยาเบื่อเมื่อชนเปรี้ยงเข้ากับหน้าต่างกระจกของตึกล่องหน

 

            อย่างไรก็ตาม สัตว์กีบพยนต์ร่างยักษ์ก็ยังหาทางเล็ดลอดถนนอันคดเคี้ยวของตรอกซอกซอยในเมืองตานีวิ่งไล่ตามห้าสหายร่วมรบได้อยู่ดี มิไยที่กล้วยจะเลือกเส้นทางซิกแซ็กมากเพียงใด หรือแม้จะมีควายธนูที่สิ้นฤทธิ์จากการเบรกไม่ทันมากเพียงใด ก็ยังมีสัตว์กีบร่างยักษ์ที่ไล่ตามพวกเขาอยู่ดีราวกับมันเกิดใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ มิหนำซ้ำความเร็วของพวกมันก็ไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ทั้งเด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวผมหางม้าผู้แบกน้ำหนักร่วมร้อยกิโลอยู่บนหลังเริ่มอ่อนล้าลงทุกขณะ หากพวกเธอยังหาวิธีหลุดจากเหล่าผีร้ายไม่ได้นอกจากวิ่งไปเรื่อยๆแบบนี้ล่ะก็ พวกเธอคงได้โดนรุมทึ้งอยู่แถวๆนี้แหละ.....

 

            “นั่นวงแหวนเวียงวังไม่ใช่เหรอ”

            ฟ้าถามขึ้นเมื่อมาถึงถนนแปดเลนอันมืดมิดและว่างเปล่าmujคั่นระหว่างเขตทุ่งเมืองซึ่งเป็นเมืองตานีชั้นใน กับเขตช้างม่อยซึ่งเป็นเขตเมืองตานีชั้นนอก ทั้งที่ข่าวนี้น่าจะทำให้ตานีทั้งสองใจชื้นเพราะใกล้ถึงที่หมายมากขึ้น แต่สมองของทั้งเด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวผมหางม้ากลับตึงเขม็งมากกว่าเก่า โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดสองฝ่ายยิงปืนใหญ่ใส่กันตูมตามอยู่ในหัว ระหว่างความคิดที่บอกให้อยู่ในเขตเมืองตานีชั้นในต่อไป กับความคิดที่บอกให้ข้ามถนนออกไปยังเขตเมืองตานีชั้นนอก

 

            หากพวกเธอวิ่งวนอยู่ในหมายตานซึ่งเป็นพื้นที่เมืองตานีชั้นใน อย่างน้อยก็ยังพอมีตึกน้อยใหญ่และทางซับซ้อนที่พอจะสกัดสัตว์กีบพยนต์และอสุรกายที่มีแต่หัวกับไส้เอาไว้ได้บ้าง แต่ช้างม่อยซึ่งเป็นพื้นที่เมืองตานีชั้นนอกนั้นแทบไม่มีตึกสูงเลย แม้จะมีอาคารใหญ่ๆที่พอใช้เป็นที่กำบังได้ แต่อาคารเหล่านั้นแทบไม่มีชัตเตอร์กั้นโถงบันไดแบบตึกที่พวกเธอขึ้นไปอยู่เมื่อเกือบยี่สิบนาทีที่แล้วเลยสักตึก การออกไปยังเขตช้างม่อยก็เท่ากับออกไปยังพื้นที่โล่งให้กระสือเลือกโฉบเล่นได้ตามสบาย ตานีเด็กๆก็ยังรู้ว่านั่นเป็นชัยภูมิที่เสียเปรียบขนาดไหน

 

            แต่ในทางกลับกัน ที่โล่งก็หมายถึงพวกเธอจะสามารถเรียกอาวุธหนักออกมาใช้ได้ ในขณะที่ตรอกแคบๆของเขตเมืองตานีชั้นในนั้นไม่ต้องพูดถึงอาวุธหนักเลย แค่ TM107 กระบอกเขื่องของกล้วยก็ยังแทบควักออกมาใช้ไม่ได้ด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่สุด ตานีเจนศึกทั้งสองก็รู้ดีว่าผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังผีร้ายถือครองพลังเรียกปีศาจของราชินีตานีอยู่ และพวกเธอก็แน่ใจว่าเขาคงเรียกอสุรกายเหล่านี้ออกมาเรื่อยๆ และคงไม่ปล่อยพวกเธอไปง่ายๆแน่ หากยังวิ่งวนอยู่ในพื้นที่เมืองตานีชั้นในแบบนี้ ก็เท่ากับเป็นการเผาผลาญพลังงานวิญญาณไปเรื่อยๆ รอเวลาตายเท่านั้น

 

            “กล้วย กล้าย มันมาแล้วนะ !

            เด็กสาวหน้าคมร้องบอกเพื่อนสาวทั้งสองอย่างขวัญเสีย ฝูงควายธนูอยู่ห่างออกไปเบื้องหลังพวกเขาเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตร และกระสือก็กำลังลดระดับพุ่งตรงลงมาเหมือนเครื่องบินพลีชีพ พวกเธอมีเวลาให้ตัดสินใจอีกไม่กี่วินาทีแล้ว.....

 

            “ข้ามไป !

            ตานีสาวทั้งสองโพล่งออกมาแทบจะพร้อมกัน ก่อนจะออกวิ่งสุดฝีเท้าข้ามถนนวงแหวนเวียงวัง ฝูงกระสือทิ้งตัวลงมาจู่โจมเหมือนระเบิดมีชีวิต ส่วนสัตว์กีบมนตราขนาดเท่ารถตู้ก็ควบลงกีบหนักๆจนพื้นถนนคอนกรีตสะเทือน แต่ไม่มีใครสนใจจะยิงคุ้มกันอะไรอีกต่อไปแล้ว หากหยุดตอนนี้แม้ไม่กี่วินาที ไม่ถูกกระสือทึ้งร่างก็คงแหลกเหลวอยู่ใต้ฝีเท้าควายธนูแน่นอน

 

            “โอ๊ย !

            แม้จะระวังตัวอย่างสุดชีวิต ขาที่รับน้ำหนักเกือบสามเท่าของน้ำหนักตัวมาตลอดเกือบยี่สิบนาทีของกล้วยก็ทรุดฮวบลงจนได้ แรงเฉื่อยเหวี่ยงร่างของเธอและจ้าดที่อยู่บนหลังลงกระแทกกับพื้นถนนดังอั้กก่อนจะกลิ้งหลุนๆไปกระแทกทางเท้าซ้ำ หลานชายหมอผีใหญ่รู้สึกถึงรสเลือดสดๆในปาก แต่ไม่มีเวลาให้มาโอดครวญอีกแล้ว เขาและกล้วยรีบยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ยังช้ากว่าอสุรกายที่มีแต่หัวกับไส้ น้ำลายที่มีพิษถึงตายไหลหยดย้อยเหมือนหมาบ้าขณะมันพุ่งเข้าหาเหยื่อทั้งสองด้วยความเร็วสูง ปากอ้ากว้างคล้ายแสยะยิ้มอย่างสะใจ.....

 

            “จ้าด !?

            “ไม่นะ !

            แต่ก่อนที่เขี้ยวแหลมจะเจาะทะลุผิวหนังของเด็กหนุ่มหน้าดุ ทั้งผีกระสือและควายธนูที่วิ่งดาหน้ากันเข้ามาก็หยุดชะงักพร้อมๆกันเหมือนของเล่นถ่านหมด พวกมันนิ่งอยู่สองสามวินาที ก่อนที่ทั้งหมดจะดาหน้ากันกลับเข้าไปในเขตหมายตาน กล้ายรีบยกปืนขึ้นเหนี่ยวไกสาดกระสุนไหล่หลังไปทันที แต่ช้าเกินไป ผีร้ายทั้งหมดหายเข้าไปในหมู่ตึกเรียบร้อยแล้ว

 

            “จ้าด กล้วย เป็นอะไรรึเปล่า !?

            “มะ.... ไม่เป็นไร” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงสั่น อะดรีนาลีนยังคงฉีดพล่านอยู่ในกระแสเลือด พอๆกับที่กลิ่นปากกระสือยังติดอยู่ในทางเดินหายใจ “กล้วยล่ะ เป็นอะไรรึเปล่า”

            “บ่เป็นอะหยัง” ราชินีตานีพูดหอบๆ “สุมาเน่อจ้าด สุมาเน่อทุกคน....”

            “ไม่เป็นไรหรอกกล้วย แบกจ้าดมาได้ขนาดนี้ถือว่าสุดยอดแล้วล่ะ” ฟ้าปลอบใจเพื่อนสาวผู้มีสีหน้าโกรธตัวเอง

            “ว่าแต่.... พวกมันไปไหนกัน”

            “ข้าก็บ่ฮู้” ตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธตอบ เธอเองก็งุนงงพอๆกับเพื่อนสาว กระสือที่กำลังจะงับเหยื่อแล้วจู่ๆก็ผละไปเฉยๆนั้นไม่เคยมีเลยในประวัติศาสตร์การปราบผี “มันผิดปกติ.... ผิดปกติมาก.....”

            “หรือพวกมันจะหลอกให้เราตายใจคะ” ยูคิสันนิษฐาน “ทำเป็นกลับไปให้เราสบายใจก่อน แล้วค่อยมาโจมตีตอนเราเผลอ”

            “บ่น่า” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้าน้อยๆ “หมู่ผีฮู้กันดีว่า รบกับตานีห้ามหันหลังเพราะตานีอาจจะควักอาวุธอะหยังประหลาดๆออกมายิงได้ทุกเวลา ถ้าระดับกองกำลังผีร้ายบ่ฮู้เรื่องนี้ก็แปลกแล้วล่ะ ข้าเจ้าว่าถ้าบ่แม่นแผนอื่น หมู่เปิ้นก็อาจจะปิ๊กไปเลยแต๊ๆมากกว่า”

            “แล้วเราจะเอาไงต่อ”

            “ตามแผนเดิม” กล้วยตอบ ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยล่วงหน้า เขาอุตส่าห์คิดว่าเพื่อนสาวจะเปลี่ยนแผน แต่สุดท้ายก็ยังต้องเดินเป็นสิบกิโลเหมือนเดิม “ตอนนี้หมู่เฮาน่าจะลดความเร็วลงมาเป็นเดินได้แล้ว แต่ก็ต้องระวังตัวหื้อมากขึ้นกว่าเดิมเน่อ”

 

            กล้วยหยิบบอลลูกเดิม หรือที่กล้ายเรียกว่าเครื่องรบกวนคลื่นปกปิดพื้นที่ขึ้นมาเปิดสวิตช์ให้สิ่งก่อสร้างรอบๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่พวกมันไม่ใช่ตึกสูงที่ตั้งเบียดเสียดกันเหมือนในเขตหมายตานอีกแล้ว หากเป็นอาคารเตี้ยๆ สูงไม่เกินสามชั้นที่ตั้งห่างๆกันและสนามหญ้ากว้าง ป้ายเหล็กขัดเงาแผ่นใหญ่ซึ่งบัดนี้บุบเบี้ยวและฝังอยู่ในหิมะครึ่งหนึ่งฉลุเป็นตัวอักษรเวียงตาน จ้าดซึ่งพอจะเช้าใจภาษานี้หลังจากอยู่กับตานีทั้งสองมาสี่เดือนอ่านมันช้าๆ

 

            “โรง.... เรียน.... ตานี.....” เด็กหนุ่มหน้าดุขมวดคิ้วก่อนจะหันไปหากล้ายซึ่งยืนอยู่ข้างตัว “กล้าย หรือว่านี่จะเป็น....”

            “แม่น โรงเรียนที่หมู่เฮาเรียน” ตานีสาวผมหางม้าตอบ หางเสียงมีแววเศร้าสร้อย แต่เธอก็รีบกลบเกลื่อนมันอย่างรวดเร็วในประโยคต่อมา “ไปกันเถอะ ย่างทะลุโรงเรียนไปเลย เป็นทางที่ใกล้ที่สุดแล้ว”

 

            ลมหนาวยามค่ำคืนพัดแรงราวพายุ ขณะมนุษย์สองคนและวิญญาณผู้พิทักษ์อีกสามตนเดินย่ำหิมะหนาเลียบอาคารเรียนที่มืดมิดออกไปทางตะวันตกเรื่อยๆ

 

            กล้ายมองเข้าไปในห้องเรียนที่เธอเคยเรียน น้ำตาแห่งความคิดถึงค่อยๆรื้นขึ้นในดวงตาที่เรืองแสงสีเขียว เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ที่นี่ยังเต็มไปด้วยชีวิต เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เต็มไปด้วยเพื่อนๆของเธอ แต่บัดนี้มันกลับไร้ชีวิต เหลือเพียงโต๊ะเก้าอี้และอุปกรณ์การเรียนที่พังเละเทะ ทุกสิ่งพังทลายหมดแล้ว ทุกคนหายไปหมดแล้ว เพื่อนของเธอ แม่ของเธอ ไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว.....

 

            แต่ความรู้สึกที่แผดเผาอยู่ในหัวใจของราชินีตานีกลับเป็นความรู้สึกผิด ห้องแล้วห้องเล่า หน้าต่างบานแล้วบานเล่าที่ผ่านไปราวกับเชื้อเพลิงที่โหมไฟนั้นจนร้อนจ้าราวกับไฟนรก เผาไหม้ทั้งหัวใจและพลังกายของเธอจนแทบจะเดินต่อไปไม่ไหว เสียงของตัวเธอเองเพียรย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัว หากเธอไม่หูเบาเชื่อใจนางง่ายเกินไป หากเธอผิดสังเกตสิ่งต่างๆให้เร็วกว่านี้ หากเธอสั่งการกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ หรือเพียงหากเธอเข้มแข็งกว่านี้สักนิด เผ่าพันธุ์ตานีก็คงไม่ล่มสลาย ทุกตนก็คงไม่ต้องสิ้นอายุ เมืองตานนะคอนก็คงไม่เสียหายแบบนี้.... ทุกอย่างเป็นความผิดของเธอ ความผิดของเธอทั้งหมด......

 

            “กล้วย กล้าย ไม่เป็นไรหรอก อย่าเศร้าเลย” เด็กสาวหน้าคมแตะแขนเพื่อนสาวทั้งสองราวอ่านความคิดของพวกเธอออก “มีพังได้ สักวันมันก็ต้องกลับมาดีเหมือนเดิมได้.....”

            “ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ก็ดี....” กล้วยตอบเบาๆ พยายามกดเสียงร่ำไห้ซึ่งจ่ออยู่ที่คอหอยกลับลงไปในปอด “แต่ฟ้าก็ฮู้นี่..... ทุกอย่างจบแล้ว ทุกตนจากไปแล้ว บ่มีทางจะกลับคืนมาอีก.....”

            “แต่กล้วยกับกล้ายก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เหรอ” ฟ้าพูดอย่างอ่อนโยน “ถึงตานีจะเอากลับมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยกล้วยกับกล้ายก็ยังมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ได้นี่จริงมั้ย อย่าเสียใจเลย รอดชีวิตมาได้ก็เป็นเรื่องน่าดีใจแล้วล่ะ”

            “ขอบใจเน่อฟ้าที่ปลอบใจหมู่เฮา” เด็กสาวผมหางม้ายิ้มเศร้าๆให้เพื่อนสาว “แต่....”

 

            “กล้วย กล้าย อีกไกลมั้ยกว่าจะถึง เราขาลากแล้ว !

            อารมณ์เศร้าปนซึ้งของสามสาวมีอันต้องสะดุดหยุดลงเมื่อเสียงแหบแห้งของจ้าดเรียกมาจากด้านหลังแถว

 

            “อะหยัง แค่นี้บ่นไปได้” กล้ายดุเสียงเขียว “ดูฟ้ากับยูคิเปิ้นซิยังบ่หันบ่นอะหยังเลย เป็นป้อจายซะเปล่าสำออยแต๊ๆ”

            “ก็ยูคิเขาเป็นวิญญาณนี่ครับเจ๊ !” หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับ ดวงตาตี่มองรุ่นน้องสาวที่กึ่งเดินกึ่งลอยอยู่ข้างหน้าอย่างอิจฉา

            “หรือนายอยากจะเป็นวิญญาณอย่างเปิ้นล่ะ ข้าจะได้สงเคราะห์หื้อ”

            “ไม่เอาคร้าบ” จ้าดเสียงอ่อยลงทันที เขาไม่อยากเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายถือปืนพร้อมอยู่ในมือแล้วเช่นนี้ “แต่เราถามจริงๆนะ อีกไกลรึเปล่ากว่าเราจะเลี้ยวลงไปทางสนามบิน”

            “อีกสักประมาณสามกิโล” คำตอบของเด็กสาวหน้าจืดทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่แทบทรุด “ไปถึงวงแหวนเลียบดอยแล้วหมู่เฮาค่อยเดินเลียบถนนไปเรื่อยๆ ถ้าดูแล้วบ่มีผีร้ายอยู่ก็น่าจะหารถที่ถูกทิ้งแถวนั้นสักคันขับกลับบ้านได้ เพราะข้าเจ้าก็ว่าถ้าเดินกลับบ้านแต๊ๆ กว่าจะถึงก็คงเช้าพอดี”

            “แล้วใครให้เดินมาทางนี้ตั้งแต่แรกล่ะคร้าบเจ๊”

            “ก็อู้ไปแล้วไงว่าหมู่เฮาต้องเลี่ยงตัวเมืองหื้อมากที่สุด” เสียงเศร้าหมองเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วของกล้วย ยามนี้เปลี่ยนเป็นฉายแววรำคาญเสียแล้ว “ถ้าเดินบ่ไหว จะหื้อข้าเจ้าแบกขึ้นหลังอีกทีก็ได้ จะเอาก่อ”

            “ไม่เป็นไรๆ เดินไหวคร้าบ.....”

 

            ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากนั้น ทุกคนย่ำหิมะต่อไปเงียบๆ มีเพียงเสียงลมกรรโชกและเสียงหวอไฟไหม้จากที่ไกลๆให้ได้ยินเท่านั้น ดูเหมือนเปรตซึ่งเทอะทะเกินกว่าจะรบได้สะดวกจะยกทัพกลับฐานไปหมดแล้ว ควายธนูและกระสือก็หายเงียบไปเช่นเดียวกัน เด็กสาวหน้าจืดภาวนาขอให้พวกมันกลับฐานไปกับเพื่อนร่วมงานด้วย พวกเธอจะได้กลับบ้านสักที วันนี้ยาวนานมากพอแล้วสำหรับเธอ.....

 

            “รุ่นพี่กล้วยคะ นั่นอะไร”

            จู่ๆวิญญาณหิมะสาวก็เอ่ยขึ้น พร้อมกับชี้มือไปยังช่องว่างระหว่างหมู่ตึกข้างหน้าซึ่งมีหิมะฟุ้งกระจายดูคล้ายม่านควัน ทั้งกล้วยและกล้ายยกปืนขึ้นประทับบ่า ดวงตามองผ่านกล้องเล็ง แล้วสีเลือดน้อยนิดบนใบหน้าของพวกเธอก็หายวับ

 

            “ควายธนูดักรอหมู่เฮาอยู่ !

            “จะวิ่งอีกเรอะ !?

            “หรืออยากจะอยู่หื้อเปิ้นเหยียบเล่นตรงนี้ล่ะ !?” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับพลางดึงที่เก็บอาวุธทรงกระบอกออกมาจากถุงปืน “ทุกคนล่วงหน้าไปก่อน ข้าจะลองใช้ปืนกลยิงสกัดเปิ้นดู !

            “เดี๋ยวก็โดนเหยียบหรอกค่ะรุ่นพี่กล้าย !

            “บ่ลองก็บ่ฮู้แหละ”

            “แต่กระสุนหมดแล้วบ่แม่นก๋ากล้าย” ราชินีตานีท้วง เธอเองก็ดึงอุปกรณ์เก็บอาวุธออกมาเช่นเดียวกันแม้จะรู้ดีว่าปืนใหญ่ของเธอไม่มีกระสุนเหลืออยู่อีกแล้ว

            “ยังเหลืออีกร้อยกว่า คงพอยิงได้บ้างแหละ” กล้ายตอบ “กล้วยบ่ต้องเรียกปืนใหญ่ออกมา วิ่งไปก่อนเร็ว !

            “จะหื้อข้าเจ้าทิ้งกล้ายไว้ได้จะได.....”

            “ถ้าบ่ไหวข้าจะเคลื่อนที่ในพริบตาตามไปเอง ไปสิ เร็ว !

 

            กล้วย ฟ้า ยูคิและจ้าดออกวิ่งไปตามถนนแคบๆเส้นหนึ่งที่ตัดเลียบรั้วระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยตานีมุ่งหน้าลงใต้ไปทางสนามบิน ขณะกล้ายเรียกปืนกลหกลำกล้องของเธอออกมาตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นหิมะก่อนจะกระโดดขึ้นยืนประจำที่ยิง กระสุนร้อยกว่านัดหมายความว่าเธอสามารถยิงกราดได้เพียงครั้งเดียว เด็กสาวกดหน้าจอสัมผัสตั้งระยะควงส่ายให้กราดยิงโดนทั่วทั้งฝูง ก่อนจะตบปุ่มยิงอย่างไม่ปรานีปราศรัย

 

            เกิดเสียงฟืดเมื่อกระสุนร้อยนัดถูกยิงออกไปภายในเวลาเพียงสองวินาที ปืนสะบัดอย่างแรงตามคำสั่งจนกล้ายแทบล้มหัวทิ่ม แต่แล้ว เด็กสาวผมหางม้าก็ต้องอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อกระสุนที่ควรจะทะลุผ่านร่างของสัตว์กีบร่างยักษ์ไปกลับกระเด้งออกเหมือนปาข้าวสารยังไม่เสกใส่ผียังไงยังงั้น พวกมันยังคงวิ่งตรงเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วเท่าเดิม ไม่แสดงอาการเจ็บ คัน หรือแม้แต่รู้สึกสักนิดว่ามีอะไรมาถูกตัวเลยแม้แต่น้อย ความแตกต่างเดียวระหว่างก่อนยิงกับหลังยิงคือหัวที่ก้มลงต่ำจนเขาแหลมชี้มาข้างหน้า พร้อมจะกวาดทั้งปืนทั้งกล้ายให้กระเด็นในครั้งเดียว

 

            ไวเท่าความคิด กล้ายเรียกปืนกลับเข้าเก็บก่อนจะหายตัววับ วินาทีต่อมา ร่างหนักเกือบสองตันก็บดขยี้ตำแหน่งที่เธอเคยยืนอยู่จนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ฝูงควายธนูกระทืบกีบชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นว่าเป้าหมายหายไป แต่มันก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีกครั้งแทบจะทันทีเมื่อตำแหน่งศัตรูถูกเจ้านายของมันส่งผ่านโทรจิตตรงเข้ามายังสมอง คราวนี้มาพร้อมกับคำสั่งในการแปรขบวนแถวด้วยเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ชนกันเองจนเจ๊งเองเหมือนเมื่อครู่นี้อีก สัตว์กีบตัวยักษ์จัดแถวตอนเรียงสองอย่างรวดเร็วราวกับนักศึกษาวิชาทหารยามจ่าเรียกแถว ก่อนจะออกวิ่งหิมะตลบตามเป้าหมายไป

 

            “บ่ได้ผลก๋ากล้าย !?” กล้วยยิงคำถามใส่เพื่อนสาวทันทีที่เธอปรากฏตัว

            “บ่” ตานีสาวผมหางม้าตอบเสียงเครียด “แต่ข้าว่ามันแปลก..... ยะหยังควายธนูถึงได้มาดักหน้าหมู่เฮาจะอี้”

            “ฉันบอกแล้วไงคะว่ามันหลอกให้พวกเราตายใจ”

            “ยูคิ บ่มีผู้ได๋ในโลกที่จะถอนกำลังวกไปดักหน้าตอนกำลังจะจับเหยื่อได้หรอกเน่อ” กล้ายแย้งรุ่นน้องสาว “หรือถ้าจะตีกระหนาบ ก็แบ่งควายธนูส่วนหนึ่งมาดักหน้าหมู่เฮาแล้วบีบจากทั้งสองทางก็ได้ บ่หันจะต้องยะจะอี้”

            “หรือว่าที่พวกมันทำ.... ไม่ใช่การมาดักหน้าเรา.... แต่เพราะพวกมัน.... ไม่อยากให้เราเข้าไปทางนั้นล่ะ”

            “หมายความว่าจะได” ราชินีตานีขมวดคิ้วถามเพื่อนหนุ่มซึ่งวิ่งกระหิดกระหอบอยู่เยื้องหลังเธอไปเล็กน้อย

            “พวกมัน.... อาจจะมีอะไร.... ที่ไม่อยากให้พวกเราเข้าไปเห็นในนั้นก็ได้....” หลานชายหมอผีใหญ่อธิบาย “หรือไม่ก็.... เมืองตานีอาจจะยัง.... เหลืออะไรที่ใช้การได้.... อะไรที่กำจัดพวกมันได้.... อย่างมีประสิทธิภาพ.... จนพวกมันต้องรีบ.... ไล่พวกเราออกมา.....”

            “ก็จริงนะกล้วย....” เด็กสาวหน้าคมสนับสนุนเพื่อนหนุ่มอีกแรง “แล้วแถวนี้.... มีอะไรที่เข้าข่ายแบบนั้นบ้างรึเปล่า.....”

 

            ตานีทั้งสองหันไปมองหน้ากันทั้งๆที่วิ่งอยู่ ก่อนจะอุทานออกมาพร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมาย

 

            “โรงเก็บรถถัง !?

            “แล้วก็ฐานบินด้วย !

            “แม่น ถ้าเกิดเอารถถังออกมาได้ แค่ควายธนูก็ทับสบายๆ” เสียงของเด็กสาวผมหางม้าฟังดูมีความหวังขึ้นทันทีทันใด “แล้วก็บ่ต้องย่านกระสือ ขนาดเปรตยังบ่ค่อยย่านเลย !

            “แต่.... จะฝ่าพวกมัน.... ไปยึดโรงเก็บรถถังกับสนามบินเนี่ยนะ” จ้าดย้อนถาม “ขนาดตอนนี้.... พวกเรายังจะเอาตัวไม่รอดเลยนะ.... นับประสาอะไรกับฝ่าสวนควายธนูไป.... ได้โดนเหยียบเละก่อนสิ.....”

            “พอเรื่องอันตรายที่ตัวเองอยากยะล่ะยะจัง แต่พอมาจะอี้ดันบ่น จะเอาอะหยังก็เอาสักอย่างสิยะบ่าจ้าดง่าว !” ราชินีตานีกัดเพื่อนหนุ่มหนึ่งกร้วมด้วยความแรงน้องๆฟันกระสือ ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์ “แต่ข้าก็หันด้วยกับจ้าดเน่อ ตอนนี้หมู่เฮาก็จะบ่รอดกันอยู่แล้ว บ่มีทางฝ่าเข้าไปที่โรงเก็บรถถังได้หรอก อาวุธหนักหมู่เฮาก็ใช้บ่ได้แล้วด้วย แล้วอีกอย่าง หมู่ผีร้ายฮู้พิกัดทั้งสองอย่างเน่อ ถ้าหมู่เปิ้นเกิดใช้ฐานปืนใหญ่ยิงถล่มล่ะก็ศพบ่สวยแน่ !

 

            “ก็ยึดฐานปืนใหญ่ซะสิ”

กล้ายตอบหน้าตาเฉย ทำเอาเพื่อนร่วมงานสาวอ้าปากค้าง

 

            “หา !?

            “ตอนนี้ผีร้ายคงกำลังระดมพลไล่ตามหมู่เฮาด้วยทุกอย่างที่เปิ้นมี คงบ่แบ่งกำลังไปดูหอปืนใหญ่มากนัก และหอปืนก็มีทางเข้าออกทางเดียว หน้าต่างบ่มี แถมเล็กกว่าตัวควายธนูด้วย ถ้าหมู่เฮาเข้าไปได้ก็ปลอดภัยไปขั้นหนึ่งแน่ๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าวิ่งจะอี้ล่ะ” เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย “อีกอย่าง หมู่เฮาก็จะยิงสนับสนุนตอนบุกเข้าไปยึดโรงเก็บรถถังได้ด้วยเหมือนกันเน่อ”

 

            กล้วยหันมองไปยังหอคอยคอนกรีตที่สูงทะมึนทาบทับสีน้ำเงินอมเทาของหิมะบนเทือกเขาตานปันน้ำทางขวามือของทุกคน ห่างออกไปราวห้าร้อยเมตร สมองประมวลผลข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกอย่างรวดเร็ว

 

            “ก็แม่น.... ถ้ามีอะหยังหลุดเข้าไปแล้วหมู่เฮาต้านบ่ไหวก็กระโดดลงมาจากดาดฟ้าก็ได้” ในที่สุดเธอก็พยักหน้า “แต่จะอั้นก็หมายความว่ายึดแล้วต้องยิงหอปืนใหญ่หออื่นหมดเลยเน่อ จะดีก๋า”

            “กล้วยจะเก็บไว้ยะอะหยังล่ะ คนคุมก็บ่มีแล้ว”

            “แล้วคนอื่นล่ะว่าจะได” ราชินีตานีหันมาถามหนึ่งวิญญาณหิมะและอีกสองมนุษย์เบื้องหลังเธอ

            “เอายังไงก็เอา.... ขอให้รอดแล้วก็ไม่ต้องวิ่งกลับบ้านก็พอ.....”

 

            ทั้งห้าเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าสู่หอปืนใหญ่ ฝูงควายธนูที่วิ่งอยู่เบื้องหลัง หรืออย่างน้อยก็ผู้ที่บังคับมันอยู่ดูจะรู้ว่าพวกเขากำลังจะทำอะไรเพราะเสียงฝีเท้าของพวกมันหนักขึ้น ถี่ขึ้น มิหนำซ้ำยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆอย่างช้าๆ หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากหอบหายใจ พยายามบังคับขาที่ปวดร้าวจนกล้ามเนื้อแทบละลายออกมาเป็นโปรตีนเชิงเดี่ยวให้วิ่งต่อไปเรื่อยๆ หวังว่าเขาจะเข้าไปในหอคอยปืนใหญ่ได้ก่อนที่เขาแหลมๆนั่นจะมาเสียบก้น ไม่เช่นนั้นคงเสียชาติเกิดมาเป็นชายแน่ๆ.....

 

            แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องผิดหวัง แม้ตานีทั้งสองจะพยายามยิงสกัดเท่าไหร่ก็ตาม เพียงไม่ถึงสิบเมตรจากหน้าประตูหอปืนใหญ่ ควายธนูก็เข้าถึงตัวพวกเขาจนได้

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ผู้วิ่งอยู่รั้งท้ายโดนเป็นคนแรก แม้จะไม่ได้ถูกเขาเสียบก้นอย่างที่กลัวไว้ แต่แรงกระแทกที่เทียบได้กับรถบรรทุกชนก็อัดกระแทกเด็กหนุ่มจนกระเด็นลอยข้ามหัวสหายร่วมรบทั้งสี่ไปกระแทกเข้ากับผนังคอนกรีตของหอปืนใหญ่ ก่อนจะร่วงตุ้บลงมากองอยู่กับพื้นหิมะข้างๆทางเข้าหอ ความเจ็บปวดแล่นแปลบจากชายโครงผ่านไขสันหลังขึ้นไปยังสมองจนเด็กหนุ่มแทบหมดสติ ซี่โครงคงจะหัก.... เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นหวังจะไปช่วยเพื่อนสาวทั้งสี่ แต่ร่างกายที่ปวดร้าวไปทุกส่วนไม่ยอมฟังคำสั่งเลยแม้แต่น้อย

 

            “กล้วยเข้าไปในหอก่อน ตรงนี้ข้าต้านไว้เอง !

            “อื้ม !

            กล้ายกระชากเพื่อนสาวหน้าคมมาหลบหลังเธอก่อนจะเหนี่ยวไกสาดกระสุนใส่ฝ่ายตรงข้ามโดยไม่จำเป็นต้องเล็ง แต่ก็เช่นเดิม กระสุนหัวเหล็กกล้าเสริมพลังงานวิญญาณกระเด็นออกมาราวกับยิงถูกเพชร นัดหนึ่งพุ่งเข้าหากลางหน้าผากเธอจนตานีสาวต้องรีบก้มลงหลบ และกว่าเธอจะเงยหน้าขึ้นมาได้อีกครั้ง ควายธนูสามตัวก็รุมซัดทั้งเธอทั้งฟ้ากระเด็นไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างจ้าดเรียบร้อยแล้ว

 

            “กล้าย !?

            “เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ !

            ยูคิเรียกลำแสงสีฟ้าออกมาเปลี่ยนเป็นดาบยาวเกือบสามเมตร เด็กสาวเงื้อสุดแขนก่อนจะเหวี่ยงวูบขวางลำหมายตัดสัตว์กีบสีดำทะมึนที่วิ่งดาหน้าเข้ามาให้ขาดเป็นสองท่อน แต่แทนที่ดาบเรืองแสงจะตัดผ่านเป้าหมายเหมือนอย่างเคย มันกลับแฉลบออกเหมือนฟันถูกเหล็ก วิญญาณหิมะสาวมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่จะเคลื่อนที่ในพริบตาหนีก่อนที่จะถูกบดขยี้อยู่ใต้กีบเท้าที่รับน้ำหนักข้างละเกือบครึ่งตัน

 

            สาวแว่นขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ดาบลำแสงของเธอพิสูจน์มาแล้วว่ามีพลังงานมากพอที่จะตัดแม้เพชรได้อย่างง่ายดายพอๆกับตัดเต้าหู้ แต่กลับฟันสัตว์กีบพยนต์เหล่านี้ไม่เข้าเลยแม้แต่น้อย เธอเคลื่อนที่ในพริบตาไปถีบกำแพงคอนกรีตของหอคอยก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง ดาบเรืองแสงถูกเปลี่ยนรูปร่างเป็นเคียว ง้าว ขวาน หรือแม้แต่กรรไกรเล่มยักษ์ แต่ผลก็เหมือนเดิมทุกประการ ควายธนูไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

 

            “แล้วถ้าเป็นแบบนี้ล่ะว่าไง”

            ยูคิพึมพำ ลำแสงสีฟ้าสว่างเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นธนูคันใหญ่ เด็กสาวใช้กำแพงหอปืนใหญ่ส่งตัวขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง ดวงตาหลังกรอบแว่นสีดำเล็งตรงไปยังควายธนูตัวที่อยู่ใกล้รุ่นพี่ทั้งสามมากที่สุดขณะมือขวาง้างสายธนูด้วยแรงทั้งหมดที่เธอมี....

 

            แต่ก่อนที่ธนูจะถูกดีดออกไป วิญญาณหิมะสาวก็ต้องชะงักเมื่อกระสือตนหนึ่งลอยมางับกร้วมเข้าที่ไหล่ขวา ยูคิสะบัดมันออก มือกดแผลถูกกัดที่มีเลือดไหลซิบๆก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศ คันธนูเปลี่ยนเป็นดาบสั้นผ่ากลางหัวอสุรกายจนขาดเป็นสองซีก เลือดสีแดงคล้ำสาดกระจายพร้อมกลิ่นคาวฉุนกึกขณะเศษซากของมันร่วงลงไปท่ามกลางหมู่สัตว์กีบร่างยักษ์

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึหันกลับมายังรุ่นพี่ทั้งสามซึ่งยามนี้ถูกฝูงควายธนูกลืนจนแทบมองไม่เห็นหวังจะเคลื่อนที่ในพริบตาไปช่วย แต่กระสืออีกตนก็พุ่งเข้ามาฝังเขี้ยวลงที่แขนซ้าย ก่อนจะตามมาด้วยอีกตนที่ต้นขาขวา ยูคิกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามหมุนตัวกลางอากาศเพื่อสลัดมันออก แต่กระสือสองตนนี้ไม่ปล่อยง่ายๆเหมือนตนที่แล้ว พวกมันยิ่งออกแรงฝังเขี้ยวลงไปอีก ก่อนที่ตนหนึ่งจะตัดสินใจผละออกไปโดยไม่ลืมฉีกเนื้อก้อนใหญ่จากต้นแขนของเด็กสาวชาวฮิมิตสึดังควาก

 

            เลือดไหลพรั่งพรูออกจากแผลลึกจนชุ่มเสื้อกันหนาวสีขาว ยูคิกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่นั่นกลับยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงเมื่อเหล่ากระสือที่ลอยตามๆกันมารู้แล้วว่าเป้าหมายใดกำลังอ่อนแอ ตนหนึ่งกัดหมับที่ไหล่ซ้ำแผลเก่า ตนหนึ่งงับต้นแขนขวาเต็มคำ อีกตนฝังเขี้ยวของมันลงบนแก้มขาว อย่างสิ้นหวัง เด็กสาวพยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้นเธอก็ยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อยๆ น้ำลายกระสือไม่เป็นอันตรายกับวิญญาณถึงขั้นแตกสลายก็จริง แต่มันก็ทำให้พลังงานวิญญาณอ่อนกำลังลงอย่างมาก วิญญาณหิมะสาวแทบไม่มีแรงร้องเมื่อถูกกระสือตนที่สี่กัดที่เอว หรือว่าเธอจะไม่รอดคืนนี้.....

 

            ลึกเข้าไปในหอปืนใหญ่ ราชินีตานีก็กำลังรับศึกหนักพอๆกัน กล้ายพูดถูก กำลังผีร้ายที่เฝ้าหอคอยอยู่นั้นมีไม่มาก หากล้วนเป็นผีพลังสูง มิหนำซ้ำการที่เธอเป็นฝ่ายบุกก็ทำให้เธอตกอยู่ภายใต้พลังของมัน หรือพูดอีกอย่างคือถูกมันหลอกเข้าอย่างจัง เด็กสาวหน้าจืดกราดกระสุนปืนยิงกดไปทั่วหอคอยขณะเธอเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นบันไดไปชั้นแล้วชั้นเล่า โดยมีเงาดำแวบเข้าแวบออกอยู่รอบตัวเธอ

 

            และก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นหกซึ่งเป็นชั้นเกือบสูงสุด ตานีสาวก็พลาดท่าให้ผีร้ายจนได้เมื่อมันคว้าข้อเท้าเธอก่อนจะโยนลงไปในช่องว่างกลางบันไดวน กล้วยเคลื่อนที่ในพริบตาอีกครั้งหมายจะขึ้นไปยังดาดฟ้าในครั้งเดียว แต่ร่างกายที่ควรจะกลายเป็นพลังงานของเธอกลับไม่ตอบสนอง เด็กสาวหน้าจืดพยายามใช้พลังเบรกตัวเอง แต่ช้าเกินไปแล้ว.....

 

            วินาทีต่อมา ร่างของราชินีตานีก็กระแทกพื้นชั้นล่างสุดดังพลั่ก แม้จะไม่ถึงกับสิ้นอายุ แต่ก็ทำเอาเธอจุกจนแทบลุกไม่ขึ้น และก่อนที่เธอจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เงาร่างสีดำสามร่างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พวกมันย่างสามขุมเข้าหาเธอ มือดึงอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนมีดออกมาจากเข็มขัด

 

            พริบตาต่อมา ร่างแรกก็เคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นคร่อมเธอ มีดเงื้อหมายจ้วงแทงดวงตาเรียว เด็กสาวหน้าจืดยกปืนขึ้นรับได้ทันท่วงที เธอเหวี่ยงพานท้ายปืนกระแทกฝ่ายตรงข้ามออกจากตัวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นเหนี่ยวไกสาดกระสุนใส่อีกสองร่างที่หายตัวสลับกับปรากฏตัวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองร่างหายตัวไปก่อนที่กระสุนจะเข้าเป้า ตานีสาวกดสลักปลดซองกระสุนเดิมแล้วคว้าซองใหม่มาเสียบในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาทีก่อนจะกราดยิงอีกครั้ง แต่ยิงไปได้เพียงไม่ถึงห้านัด เธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีดปลายแหลมแทงฉึกเข้ากลางแผ่นหลัง

 

            เงาร่างสีดำเงื้อจะแทงซ้ำ แต่เป้าหมายกลับขยับออกก่อนจะเหวี่ยงพานท้ายปืนมาตบขมับมันจนกระเด็น กล้วยล้วงยาสมานแผลจากในถุงปืนมากรอกใส่ปากก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาหมายจะเริ่มไต่กลับขึ้นไป แต่ร่างกายของเธอก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ฝ่ายตรงข้ามเห็นคู่ต่อสู้ชะงักก็กะซวกมีดเข้ากลางหลังเธออีกแผล กล้วยกัดฟันข่มความเจ็บปวดหันหลังกลับไปหมายจะฟาดอีกสักเปรี้ยง แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับหายตัววับไปโผล่อีกครั้งข้างหลังเธอก่อนจะแทงรวดเดียวสองแผลจนเด็กสาวหน้าจืดแทบทรุด การที่เธอเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้ในขณะที่คู่ต่อสู้ทำได้ทำให้เธอตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างร้ายแรง หรือเธอจะคิดผิดที่เข้ามาในนี้....

 

            ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตรด้านนอกหอคอย หนึ่งตานีสองมนุษย์กำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเช่นกัน แม้ควายธนูจะวิ่งกันอลหม่านจนไม่มีตัวไหนขวิดพวกเขาได้ แต่กีบเท้าที่ย่ำลงบนพื้นแทบทุกตารางนิ้วก็เป็นอันตรายถึงชีวิตอยู่ดี ทั้งสามพยายามกลิ้งลอดใต้ร่างใหญ่ยักษ์ที่ผ่านหัวไปตัวแล้วตัวเล่าไปยังหอคอย แต่ไปได้เพียงไม่ถึงเมตรก็ถูกเตะกลับออกมาห่างกว่าเดิม บางครั้งกีบเท้าที่มีน้ำหนักลงเกือบครึ่งตันก็เหยียบลงมาตรงๆจนไส้แทบทะลัก

 

            กล้ายพยายามยิงต่อสู้ฝูงสัตว์กีบแม้จะรู้ว่าไม่ได้ผล แต่ยังไม่ทันได้ยิง ควายธนูตัวหนึ่งก็เตะปืนกระเด็นลอยไปไกล อีกตัวเหยียบมันดังกร๊อบจนแหลกเละในครั้งเดียว ก่อนที่อีกตัวจะเหยียบลงบนแขนขวาของเธอตรงๆจนกระดูกหักเสียงเหมือนปืนลั่น ห่างออกไปไม่มากนัก ฟ้าร้องลั่นเมื่อชายโครงถูกเตะอย่างแรง เด็กสาวผมหางม้าพยายามจะคลานไปช่วยเธอ แต่กลับถูกเตะออกมานอนกองอยู่ข้างจ้าๆจ้าดผู้ดูจะอาการหนักที่สุดด้วยทั้งซี่โครงหักและขาหัก กล้ายเม้มปาก ฟันกัดริมฝีปากด้านในแน่นจนเธอได้รสเลือด ทั้งเจ็บทั้งแค้นใจตัวเอง เธอเป็นคนเสนอให้มาที่นี่ ทุกคนต้องมาตายกันอยู่ที่นี่ก็เพราะเธอ.....

 

            จู่ๆเสียงกระแทกหนักๆก็ดังขึ้นเหนือหัวตานีสาวผมหางม้า พร้อมๆกับที่หอคอยปืนใหญ่สั่นสะเทือนไปถึงฐานรากราวกับแผ่นดินไหว กล้ายเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจระคนหวาดผวา หรือกองกำลังผีร้ายจะเอาปืนใหญ่บนหออื่นยิงมาถล่มหอนี้เสียแล้ว.....

 

            แต่สิ่งที่ร่วงลงมาไม่ใช่อิฐ คอนกรีต หรือเศษซากปืนใหญ่ที่ยอดหอ หากเป็นสัตว์กีบสีดำสนิทตัวเท่ารถตู้ที่ร่วงลงมากระแทกโครมลงกับพื้นห่างจากตัวเธอไปเพียงไม่ถึงสิบเมตร เสียงฝีเท้าที่หยุดลงในฉับพลันขณะควายธนูทั้งฝูงมองซ้ายมองขวาหาว่าเกิดอะไรขึ้น ฟ้ารีบฉวยโอกาสนี้ตะเกียกตะกายเข้าหาสหายร่วมรบทั้งสองทันที บนท้องฟ้า ควายธนูลอยละลิ่วมากระแทกหอคอยห้าตัวรวดในครั้งเดียว คราวนี้มันไม่ร่วงลงมากระแทกพื้นให้หวาดเสียวหัวเล่นอีกแล้ว แต่แตกสลายกลายเป็นรูปปั้นดินเผาแทบจะในทันที

 

            “อะไร.... น่ะ....” เด็กสาวหน้าคมถามเสียงแผ่ว ชายโครงที่ถูกเตะยังเจ็บร้าวราวกับถูกรถบรรทุกชน “เกิด.... อะไรขึ้น.....”

            “ข้าก็บ่ฮู้เหมือนกัน”

 

            สูงขึ้นไปบนฟ้าที่มีควายบินว่อน ยูคิยังคงโดนงับติดปากกระสือ สติของเธอเลือนรางลงเรื่อยๆ พร้อมกับพลังงานวิญญาณที่สลายและไหลออกจากตัวเธอไปกับเลือดที่ชุ่มโชกเสื้อกันหนาวจนหยดลงบนพื้นหิมะต่ำลงไปเกือบสิบเมตรเบื้องล่าง แต่ก่อนที่เด็กสาวจะหมดสติ ลูกดอกเหล็กนัดหนึ่งก็พุ่งเข้าเสียบกลางหน้าผากของกระสือตนที่งับแก้มของเธออยู่จนทะลุในครั้งเดียว

 

            กระสือสามตนที่เหลือปล่อยวิญญาณหิมะสาวทันที ร่างของเธอร่วงลงพื้นเหมือนตุ๊กตาผ้าที่ขาดวิ่นขณะอสุรกายที่มีแต่หัวกับไส้ลอยตรงรี่ไปยังมือปืนผู้ลั่นไกกระสุนลูกดอกเมื่อครู่ แต่กระสุนลูกดอกอีกสามนัดก็ปลิวมาเจาะร่างของพวกมัน บ้างโดนหัวใจ บ้างโดนปอด ตนหนึ่งที่เคราะห์ร้ายกว่าเพื่อนโดนเสียบเข้าไปกลางลูกตา พวกมันกรีดร้องแหลมยาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วิญญาณร้ายจะหลุดออกจากร่าง.....

 

            ควายธนูหน้าฝูงเริ่มตระหนักถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันเริ่มจัดแถวก่อนจะวิ่งดาหน้าเข้าหาผู้มาใหม่ แต่สัตว์กีบร่างยักษ์ที่แม้แต่ปืนกลขนาดสามสิบมิลลิเมตรยังทำอะไรไม่ได้กลับถูกกวาดลอยขึ้นฟ้าอย่างง่ายดายทีละห้าหกตัว ในที่สุด ฝูงควายที่เคยอัดกันอย่างหนาแน่นก็เริ่มมีช่องว่าง เด็กสาวผมสั้นพยายามเขม้นมองลอดช่องไปด้วยความอยากรู้ แล้วดวงตาคมก็เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาช่วยพวกเธอเป็นใคร....

 

            เบื้องหลังแถวฝูงควายธนูที่ดาหน้าวิ่งกันหิมะฟุ้งตลบ เสือหิมะลายพาดกลอนสีขาวตัวใหญ่มหึมาเหวี่ยงอุ้งเท้าหน้าของมันกวาดสัตว์กีบที่ตัวเล็กกว่ามันเกือบสิบเท่าขึ้นฟ้าแถวแล้วแถวเล่า สัตว์กีบพยนต์ซึ่งยามนี้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบพยายามเอาเขาแหลมวิ่งเข้าขวิด แต่ยังไม่ทันเข้าถึงตัวฝ่ายตรงข้าม มันก็ถูกอุ้งเท้าปัดจนกระเด็นเหมือนปัดตัวหมากรุก เบื้องหลังเสือโคร่งหิมะ กลุ่มคน.... หรืออาจจะไม่ใช่คนจำนวนหลายสิบถือปืนลูกดอกที่คุ้นตาเธอมาก แต่ละกระบอกชี้ขึ้นฟ้า ปล่อยลูกดอกเหล็กปลิวว่อนเข้าใส่ฝูงกระสือที่ยังเหลืออยู่เพียงไม่กี่สิบตนบนฟ้า

 

            เพียงไม่กี่นาที สัตว์กีบร่างยักษ์ก็หายวับไปหมดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเอาไว้เพียงรอยกีบที่ย่ำจนหิมะละลายเห็นพื้นคอนกรีตเบื้องล่าง และเศษซากของอสุรกายผู้ขาดแคลนลำตัวตั้งแต่ช่วงคอลงไปที่กระจายเกลื่อนพื้น ส่งกลิ่นคาวเลือดเน่าๆเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

            เสือหิมะกวาดศพศัตรูออกไปข้างๆอย่างไม่แยแส มันก้าวเดินหลบยูคิซึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้นอย่างระมัดระวังเข้ามาหาฟ้า กล้ายและจ้าด ก่อนที่ร่างเสือจะค่อยๆหดเล็กลงและเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเด็กสาวคนหนึ่งในชุดกันหิมะลายพาดกลอน เด็กสาวผู้มีลายเปื้อนสีขาวดำบนแก้ม มีหูเหมือนเสือ และมีใบหน้าที่คุ้นตาเด็กสาวหน้าคมเหลือเกิน.....

 

            “หมิง !?

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เครื่องบินรบครองอากาศ (Air Superiority Fighter) – เครื่องบินที่มีหน้าที่เข้ายึดครองพื้นที่ใดๆทางอากาศ เปรียบได้กับทหารที่มีหน้าที่เข้ายึดพื้นที่ เครื่องบินจำพวกนี้จะใหญ่กว่าเครื่องบินรบหลากภารกิจ (Multi-Role Fighter) และติดอาวุธมากกว่า มีพิสัยบินมากกว่า และแพงกว่า เครื่องบินรบครองอากาศจะเน้นประสิทธิภาพด้านอาวุธ ความเร็วและพิสัยบิน โดยลดความสามารถด้านความว่องไวหรือการรบในระยะใกล้ลง ตัวอย่างของเครื่องบินประเภทนี้เช่น Boeing F-15 และเพราะเครื่องบินประเภทนี้มีความว่องไวไม่มาก กล้วยจึงกังวลว่ามันจะหักเลี้ยวหลบกระสือไม่ทัน ซึ่งก็ไม่ทันจริงๆเสียด้วย.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น