ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 26 : ความช่วยเหลือที่กำลังมุ่งหน้าไปหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ม.ค. 58

            “ว่าไงนะ !?

            “ว่าอะไรนะคะ !?

จ้าดและยูคิอุทานออกมาพร้อมๆกันทันทีที่ขาดคำของกล้าย ตานีสาวหันขวับมามองนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวฮิมิตสึอย่างงุนงงแกมระแวงราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเธออยู่ที่นั่นด้วย สาวแว่นเองก็จ้องกลับไปด้วยสายตาแบบเดียวกัน

 

            “จ้าด แม่หญิงคนนี้เป็นผู้ได๋”

            “อะ อ๋อ เอ่อ เขาชื่อยูคิน่ะ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากฮิมิตสึ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ เขาเพิ่งนึกได้ว่าสองคนนี้ยังไม่เคยเจอกันมาก่อน “เขาเคยเป็นมือสังหารรับจ้างให้ฝ่ายผีร้าย แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้วนะ เรารับรองความเชื่อใจได้ ยูคิ นี่กล้าย เพื่อนของกล้วย”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึค้อมหัวลงคำนับรุ่นพี่สาวเล็กน้อย ตานีสาวผมหางม้าค้มหัวตอบ แต่ดวงตาของเธอยังคงจับจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ไว้ใจนัก แค่เคยทำงานให้ศัตรูก็น่าระแวงพอแล้ว ยิ่งกว่านั้น เธอรู้สึกถึงไอพลังงานวิญญาณแปลกๆที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กสาว มันเย็นเยือกจนเธอขนลุกขึ้นไปถึงไขสันหลังตรงกันข้ามกับไอพลังงานวิญญาณอุ่นๆของมนุษย์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง เด็กสาวขมวดคิ้ว หรือว่าเธอจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เท่าที่ดูภายนอกก็มนุษย์แท้ๆนี่.....

 

            “ถ้าอู้ว่าเคยยะการหื้อหมู่ผีร้ายก็แปลว่าต้องฮู้เรื่องตานีแล้วแม่นก่อ” กล้ายเอ่ยถามรุ่นน้องสาว

            “รู้ค่ะ” ผู้ถูกถามตอบเบาๆ เธอก็รู้สึกระแวงฝ่ายตรงข้ามไม่น้อยกว่าที่อีกฝ่ายระแวงเธอ แต่ออกไปทางหวาดเสียมากกว่า จิตใต้สำนึกบอกว่าผู้หญิงคนนี้มีพลังและลักษณะคล้ายกับนางมาก มากจนเธออดตื่นกลัวไม่ได้

            “แล้วที่บอกว่ากล้วยถูกนางจับตัวไป กล้ายรู้ได้ยังไง” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อ

            “ก็นี่จะได !

 

            ตานีสาวผมหางม้าดึงแลปท็อปสีเขียวของเธอออกจากเป้สะพายหลังของตะเบงมานคอมมานโดก่อนจะยื่นใส่หน้าจ้าด เด็กหนุ่มต้องถอยออกมาหนึ่งก้าวจึงจะโฟกัสหน้าจอได้ทั้งหมด ขณะยูคิขยับสวนเข้ามาดูอย่างสนใจ มันเป็นโปรแกรมติดตามการเคลื่อนไหวของวิญญาณที่กล้ายเคยเปิดให้ดูเมื่อครั้งเขาไปสวนกล้วยครั้งแรกนั่นเอง ทั้งเมืองยังคงเต็มไปด้วยจุดสีแดงซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตธรรมดาและจุดสีน้ำเงินซึ่งหมายถึงวิญญาณธรรมดาเรียงกันจนดูเป็นปื้น มีบางจุดที่เป็นสีม่วงซึ่งหมายถึงผีร้ายอยู่ประปราย แต่ไม่มีที่ใดเลยที่แสดงผลเป็นสีเขียวซึ่งหมายถึงตานี

 

            “ไหน ไม่เห็นมีสัญญาณของกล้วยเลยนี่”

            “ก็บ่มีน่ะสิบ่าจ้าดง่าว ทั้งที่ปกติต้องมี” กล้ายด่าเพื่อนหนุ่มด้วยคำที่อดีตเพื่อนสาวของเธอโปรดปราน “ตอนห้าทุ่มนิดๆ ข้าหันกล้วยกับนางออกจากบ้านนี้ไป แล้วจู่ๆก็หายวับไปทั้งคู่ จะหื้อข้าคึดเป็นอะหยังได้อีกล่ะ”

            “เขาอาจจะหายตัวไปที่อื่นนอกขอบเขตของแผนที่ก็ได้นี่” หลานชายหมอผีใหญ่สันนิษฐาน

            “แล้วคึดว่าข้าบ่ได้เช็กก๋า ข้าเช็กหมดแล้ว ในรัศมียี่สิบกิโลเมตรที่พลังที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้จะเคลื่อนที่ในพริบตาไปได้ แต่บ่มีเลย ข้าเลยคึดว่าคงต้องมีผู้ได๋ปกปิดสัญญาณนี้เอาไว้แน่ๆ” เด็กสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธตอบเน้นเสียง “และอีกอย่าง ที่ข้าแน่ใจ ก็เพราะว่านี่ !

 

            กล้ายกระแทกนิ้วใส่ปุ่มหนึ่งที่แถวบนของคีย์บอร์ด ดูเหมือนมันจะเป็นปุ่มเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลของโปรแกรมเพราะปื้นสีแดง น้ำเงินและม่วงหายวับไปทันที เหลือเพียงจุดสีเขียวจุดเดียวอยู่ทางตะวันตก ลึกเข้าไปในเขตป่าสนของดอยเวียงตาน ห่างจากใจกลางเมืองไปทางตะวันตกเกือบสามสิบกิโลเมตร

 

            “นี่มัน.....”

            “ข้าบันทึกรูปแบบพลังงานวิญญาณของกล้วยเอาไว้ในโปรแกรมนี่เป็นพิเศษ และใช้ช่วงคลื่นพิเศษในการรับสัญญาณเพื่อหื้อสามารถติดตามตัวเปิ้นได้ตลอดเวลา บ่มีผู้ได๋ฮู้ว่าช่วงคลื่นนี้เป็นเท่าได๋ ก็เลยบ่มีผู้ได๋ปกปิดหรือแปลงสัญญาณนี้ได้..... ยะหยังมองข้าจะอั้นล่ะจ้าด”

 

            เด็กสาวผมหางม้าชะงักกลางประโยคเมื่อเห็นดวงตาของหลานชายหมอผีใหญ่หรี่ลงและฉายประกายแปลกๆ ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจอะไรบางอย่างกับความเหนื่อยใจ

 

            “คือเราก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะ แต่ทำแบบนี้น่ะมันสตอล์กเกอร์ชัดๆ”

            “บ่แม่นเน่อ !” ตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธตอบทันควัน แต่แม้ปากจะพูดแบบนั้น ปื้นสีแดงเข้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออย่างห้ามไม่อยู่ “ข้าบ่แม่นสตอล์กเกอร์ซะหน่อย ! ข้าแค่....”

            “สโตรุก้า ?” ยูคิออกเสียงตามสำเนียงฮิมิตสึ “ที่เป็นคนที่ชอบสะกดรอยตามคนที่ชอบน่ะเหรอคะ”

            “เงียบไปเลยนะบ่าละอ่อนต่างชาติ !” เด็กสาวผมหางม้าเริ่มออกอาการสติแตก “ที่ข้าต้องยะจะอี้ก็เพราะฮู้ว่าสักวันต้องเกิดเรื่องจะอี้ขึ้นจะได ถึงต้องมีสิ่งที่ติดตามตัวเปิ้นได้ตลอดเวลาจะอี้ ข้าบ่ได้มีเจตนาอะหยังบ่ดีเลยเน่อ!

 

            ไร้ผล ดวงตาของจ้าดยังคงหรี่อยู่เหมือนเดิม มิหนำซ้ำดวงตากลมหลังกรอบแว่นสีดำก็เริ่มหรี่ตามแล้วด้วย กล้ายหันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะดัดเสียงแข็งเหมือนเดิม

 

            “ช่างเรื่องนี้เถอะ ตอนนี้บ่แม่นเวลาเน่อ!” ตานีสาวพับแลปท็อปเก็บในเป้สะพายหลัง “ไปกันเถอะ หมู่เฮาต้องไปช่วยกล้วย !

            “จะไปช่วยทำไม” หลานชายหมอผีใหญ่ทิ้งตัวกลับลงไปนั่งบนเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ จิตใจฝ่ายมืดครอบงำเขาอีกครั้ง “ช่วยไปก็ยุ่งยากวุ่นวายเปล่าๆ แล้วเขาก็ไม่ได้อยากเห็นหน้าเราด้วย ปล่อยเขาไปเถอะ”

            “จนป่านนี้อย่างนี้พูดอีกเหรอคะรุ่นพี่จ้าด!?

            “นายอู้อะหยังออกมาฮู้ตัวก่อ !?” กล้ายแหวเกือบจะพร้อมๆกับนักเรียนแลกเปลี่ยนรุ่นน้อง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างวาบ “ข้าอุตส่าห์เชื่อมั่นในตัวนาย.... กล้วยอุตส่าห์เชื่อมั่นในตัวนาย แต่พอเปิ้นเดือดร้อนขึ้นมาแต๊ๆ นายมาอู้จะอี้ก๋า !?

            “แล้วที่รุ่นพี่ได้คะแนนน้อยน่ะไม่ใช่ความผิดของรุ่นพี่กล้วยเลยด้วยซ้ำ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึเสริมรุ่นพี่ต่างเผ่าพันธุ์ทันที “รุ่นพี่เองก็รู้นี่คะว่ารุ่นพี่กล้วยไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด ที่ผิด.....”

            “รู้แล้ว รู้แล้ว ! เราผิด โอเคมั้ย ทุกอย่างเลย !” หลานชายหมอผีใหญ่กระแทกเสียง “แต่เราไม่อยากไปช่วยกล้วย โอเคมั้ย!? ถ้าอยากจะไปช่วยกันนักก็ไปกันสองคนซิ่ ! ยูคิก็มีดาบที่ฟันได้ทั้งผีทั้งคนแถมเปลี่ยนรูปร่างได้อยู่แล้ว จับคู่กับกล้ายก็ไร้เทียมทานแน่ๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องพึ่งเราเลยสักนิด !

            “ก็แต๊ที่นายเป็นบ่าจ้าดง่าว รบก็บ่เก่ง ยะอะหยังก็บ่ได้ ไร้ฝีมือ” กล้ายได้ทีใส่ชุดใหญ่จนเด็กหนุ่มหน้าดุสะอึก “แต่บ่ว่าจะได กล้วยก็ไว้ใจนาย แล้วนายฮู้ก่อว่าการที่ตานีที่เคยมีเรื่องเลวร้ายกับมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์จะมาไว้ใจมนุษย์ถึงขั้นยอมขอความช่วยเหลือ ยอมระบายยอมอู้เรื่องต่างๆหื้อฟังน่ะมันยากเท่าได๋ ที่เปิ้นยอมรับนายจะอี้แปลว่าเปิ้นเชื่อในตัวนาย เปิ้นไว้ใจนาย แล้วนายจะทรยศความไว้วางใจนี่ได้ลงคอก๋า !? คึดดูสิ ถ้านายไว้ใจผู้ได๋มากๆ แล้วเปิ้นหักหลังนาย นายจะฮู้สึกจะได !?

 

            จ้าดชะงัก เขาฮึดฮัดหันรีหันขวางอยู่อึดใจหนึ่ง แต่ในที่สุดก็พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

 

            “ก็ได้ เราจะไปด้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “แต่เราจะไปที่นั่นกันยังไง บ้านเราไม่มีรถนะ หรือว่ากล้ายจะขโมยรถบ้านข้างๆเหมือนที่นางทำตอนกระสือบุก”

            “ข้าบ่ยะอะหยังสิ้นคิดจะอั้นหรอก เดี๋ยวนายก็หันเอง” เด็กสาวผมหางม้าตัดบทเอาดื้อๆ “ข้าหื้อเวลาสิบนาที เตรียมตัวหื้อพร้อมทั้งสองคน เอาอาวุธหรือสิ่งที่คึดว่าใช้ต่อสู้ได้ไปหื้อมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตกลงก่อ”

            “ได้ค่ะ”

            “ก็ได้ๆ”

 

            เกือบสิบนาทีต่อมา จ้าดและยูคิก็กลับลงมาชั้นล่างอีกครั้งในสภาพพร้อมรบ เด็กสาวชาวฮิมิตสึอยู่ในชุดพรางหิมะสีขาวซึ่งเป็นชุดรบชุดเดียวของเธอ ด้ามสีเงินของดาบลำแสงคู่ใจโผล่พ้นที่เก็บซึ่งติดอยู่ที่เข็มขัดออกมาเล็กน้อย ขณะหลานชายหมอผีใหญ่อยู่ในชุดเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหารซึ่งเพิ่งจะฝึกจบไปเมื่อต้นปี อีโต้เล่มใหญ่ที่สุดในบ้านและมีดอีกสามเล่มจากคอลเล็กชั่นของปู่และตาเสียบอยู่ในเข็มขัดใต้เสื้อนอก ที่คอห้อยพระเครื่องเลี่ยมทองนับสิบเส้น พร้อมตะกรุด ปลัดขิกและเครื่องรางของขลังซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากคอลเล็กชั่นเก่าแก่ของสองหมอผีใหญ่อีกเพียบแปล้ ตานีสาวซึ่งยืนกอดอกรออยู่ที่ประตูบ้านมองเขาอย่างหงุดหงิดปนขำก่อนจะส่ายหน้า

 

            “จ้าด หมู่เฮาจะไปรบกับนางเน่อ และนางก็เป็นตานี บ่แม่นผี บ่ย่านพระหรอก” กล้ายเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ถอดออก มันยะหื้อบ่คล่องตัวเปล่าๆ”

            “แต่นางเป็นฝ่ายผีร้าย ก็อาจจะเรียกผีร้ายมาก็ได้นี่”

            “แล้วระหว่างสู้ได้ลำบากขึ้นนิดหน่อย กับหนักจนรบบ่ไหว นายจะเลือกอะหยัง” ตานีสาวถามกลับ “ถอดออกซะ อย่าชักช้า หมู่เฮาต้องไปกันแล้ว”

            “เอ้า ก็ได้ๆ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ถอดพระเครื่องและเครื่องรางทั้งหลายแหล่ซึ่งหนักรวมกันเกือบสองกิโลกรัมออกจากคอใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะคอมพิวเตอร์ เขารีบใส่รองเท้าบู๊ตหนังและผูกเชือกอย่างรวดเร็ว ล็อกประตูบ้านอย่างแน่นหนาก่อนจะวิ่งเหยาะๆตามเด็กสาวทั้งสองซึ่งเดินออกไปนอกรั้วบ้านแล้ว แต่เมื่อเห็นสิ่งที่จอดอยู่หน้าบ้าน เขาก็ต้องอ้าปากค้าง

 

            สิ่งที่จอดอยู่หน้าบ้านดูเหมือนรถขับเคลื่อนสี่ล้อสีพรางหิมะคันโต แต่รูปทรงของมันดูล้ำสมัยและแปลกประหลาดจนเด็กหนุ่มเชื่อว่าถึงเขาจะไม่รู้จักตานีมาก่อน เขาก็น่าจะพอรู้ว่ารถคันนี้ไม่ใช่ฝีมือการออกแบบของมนุษย์ ไฟหน้าโปรเจกเตอร์*ด้านละสองดวงซ่อนอยู่ในกรอบแก้วที่ถูกปิดด้วยสติกเกอร์ลายพรางหิมะ ประตูด้านคนขับเปิดขึ้นด้านบนเหมือนปีกนก มิหนำซ้ำยังมีสิ่งที่ดูเหมือนปีกจริงๆอยู่ตลอดแนวหลังคาด้วย ประตูท้ายรถที่เปิดออกจนสุดทำให้เด็กหนุ่มพอจะมองเห็นว่าด้านท้ายรถเองก็ดูล้ำสมัยพอๆกับด้านหน้า หากเอารถคันนี้ขึ้นงานมอเตอร์โชว์ล่ะก็คงได้ขายดิบขายดีแน่ๆ

 

            แต่ที่ทำให้มันดูผิดไปจากรถปกติมากที่สุดคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า มันคือปืนกลเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วที่โผล่ปากกระบอกออกมานอกที่เก็บรูปร่างเพรียวลมเล็กน้อย ถึงจะบอกว่าเป็นรถของตานีก็เถอะ แต่ถ้าตำรวจมาเห็นเข้าจะไม่ถูกข้อหาพกพาอาวุธสงครามหรือนี่

 

            “งงอะหยังยะบ่าจ้าดง่าว นี่แหละรถมาตรฐานของตานีทุกตนที่อายุมากกว่าสิบหกปี” กล้ายอธิบายเมื่อเห็นขากรรไกรที่ตกห้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลกของเพื่อนหนุ่ม พลางโยนเป้สะพายหลังของเธอใส่ที่เก็บของหลังรถ “เอ้า ขึ้นรถ ไปกันได้แล้ว !

            “เดี๋ยวๆกล้าย อย่าบอกนะว่าจะขับรถติดอาวุธสงครามนี่เข้าเมืองตานนะคอนน่ะ!?” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเสียงสูง ขณะยูคิซึ่งไม่เรื่องมากเหมือนรุ่นพี่หนุ่มตะกายขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังเรียบร้อยแล้ว

            “ก็เออสิ” ตานีสาวตอบห้วนๆ พร้อมกับกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง“ยะหยังก๋า ตอนข้าขับมาก็บ่หันมีอะหยัง”

            “แต่มีปืนหราแบบนี้เดี๋ยวก็โดนตำรวจเรียกหรอก”

            “ช่างเถอะน่า เปิ้นมองบ่ทันหรอก ข้าขับเร็วอยู่แล้ว”

            “หวาย.....”

 

            ทันทีที่ก้าวขึ้นนั่งบนเบาะหุ้มผ้าสีเขียวอ่อน เด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องอ้าปากค้างอีกครั้งเมื่อเห็นแผงหน้าปัดที่เต็มไปด้วยมาตรวัดและหน้าจอจนดูเหมือนเครื่องบินมากกว่าจะเป็นรถ แม้แต่บนกระจกหน้ารถก็ยังมีมาตรวัดและข้อมูลอื่นๆฉายเป็นแสงสะท้อนสีเขียวอยู่ด้วย ตรงกลางแผงหน้าปัดมีจอมอนิเตอร์ขนาดสิบสี่หรือไม่ก็สิบห้านิ้วซึ่งกำลังแสดงผลโปรแกรมเดียวกับที่ตานีสาวเปิดให้เขาดูเมื่อครู่ จ้าดเริ่มรู้สึกอิจฉาเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ตานนะคอนขึ้นมาตงิดๆที่มีรถคันหรูขนาดนี้ใช้ฟรีๆ เขาชักอยากตายไปเกิดเป็นตานีบ้างเสียแล้วสิ....

 

            กล้ายกดที่หน้าจอสัมผัสสองสามครั้ง แล้วเส้นทางไปยังจุดนั้นก็ปรากฏขึ้นเป็นเส้นสีส้มทาบทับบนท้องถนนของเมืองตานนะคอน เด็กสาวผมหางม้ามองซ้ายมองขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าประตูทั้งสี่ปิดสนิทและผู้โดยสารทั้งสองคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยดีแล้ว ก่อนจะใส่เกียร์และกระทืบคันเร่งจนจมพื้น พารถคันโตพุ่งไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ มุ่งหน้าไปยังดอยเวียงตานซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงาทะมึนของเทือกเขาตานปันน้ำที่สูงตระหง่านเงื้อมอยู่เหนือตัวเมืองเบื้องหน้า.....

 

 

            “โอย......”

            กล้วยครางอย่างมึนงง หัวของเธอปวดหนึบและหมุนติ้วราวกับเพิ่งลงจากรถไฟเหาะ เปลือกตาหนักจนแทบลืมไม่ขึ้น สัมผัสจากในหู ข้อมือและข้อเท้าบอกว่าเธออยู่ในท่ายืนและถูกอะไรบางอย่างตรึงเอาไว้ แม้จะมึนงงระคนอ่อนเพลีย แต่เด็กสาวก็ยังมีสติพอที่จะถามตัวเองว่าเธอมาอยู่ในสภาพนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่และได้อย่างไร ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือเธอกำลังเดินอยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะกับนาง....

 

            แม้จะลำบากยากเย็นราวกับเข็นครกขึ้นเทือกเขาตานปันน้ำ ราชินีตานีก็ค่อยๆเผยอเปลือกตาขึ้น แสงสว่างจากภายนอกทำให้เธอต้องหยีตาอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อดวงตาสีดำประกายเขียวลดขนาดรูม่านตาให้เหมาะสมแล้ว ดวงตาเรียวก็เบิกกว้างเมื่อพบว่าเธอไม่ได้อยู่บนเนินเขาทางตะวันตกของตานนะคอนอีกแล้ว หากถูกมัดแน่นหนาอยู่บนยกพื้นกลางห้องขนาดเกือบยี่สิบคูณยี่สิบเมตรในท่ายืนกางแขน ลำแสงสีฟ้าพุ่งเป็นลำขึ้นมาจากยกพื้นล้อมรอบตัวเธอไว้เหมือนอยู่ในหลอดแก้ว ในห้องไม่มีใครอยู่ แต่เธอจับสัมผัสวิญญาณเข้มข้นได้อย่างชัดเจน หรือว่าเธอจะเสียทีพวกผีร้ายเข้าแล้ว.....

 

            กล้วยพยายามดิ้น แต่ไร้ผล เชือกซึ่งดูเหมือนจะเป็นเชือกเสริมพลังงานวิญญาณรัดแขนขาเธอเอาไว้แน่นจนขยับไม่ได้เลยสักมิลลิเมตรเดียว ตานีสาวพยายามเคลื่อนที่ในพริบตา แต่ก็ไร้ผลอีกเช่นกัน ซึ่งเธอไม่แปลกใจนัก หากจับตัวเธอมาโดยไม่ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาก็ถือว่าโง่เต็มที

 

            “ฟื้นแล้วกากล้วย”

            เด็กสาวหน้าจืดหันหัวซึ่งเป็นอวัยวะเดียวที่เธอขยับได้ในตอนนี้ไปทางต้นเสียงซึ่งอยู่ทางขวาของเธอ แล้วหัวใจของเธอก็โลดขึ้นในอกเมื่อเห็นนางเดินลากเท้าช้าๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ตานีคนสวยยังคงอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโดและไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย อารามดีใจทำให้กล้วยลืมสังเกตไปเสียสนิทว่าคำพูดของอีกฝ่ายแปลกไปจากเดิม

 

            “นาง นาง ช่วยข้าเจ้าออกไปที !

            ปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กสาวหน้าหวานมีเพียงรอยยิ้มหวานเหมือนใบหน้า กล้วยชะงัก มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว

 

            “นาง” เสียงของราชีนีตานีเบาลง คิ้วบางขมวดเข้าหากัน “ยะหยังถึงบ่ช่วยข้าเจ้าล่ะ”

            “ยะหยังข้าถึงจะต้องช่วยกล้วยด้วย” นางตอบเป็นภาษาเวียงตาน “ในเมื่อข้ากับกล้วยเป็นศัตรูกัน”

            “หมายความว่าจะได” เด็กสาวหน้าจืดถาม แม้ความเข้าใจอันน่าสะพรึงกลัวจะเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างในจิตใจแล้วก็ตาม “นางคงบ่อู้ว่า......”

            “แม่น” ตานีคนสวยตอบราวกับอ่านใจอีกฝ่ายได้ “แต๊ๆแล้ว ข้าเองนี่แหละที่อยู่ฝ่ายผีร้าย ข้าเองนี่แหละที่ทรยศกล้วย บ่แม่นกล้าย หรือจ้าด หรือผู้ได๋ทั้งสิ้น ฮู้จะอี้แล้วจะยะจะไดต่อล่ะเพคะ องค์ราชินี.....”

            “นางหลอกข้าเจ้าเล่นแม่นก่อ” กล้วยพูดอย่างไม่เชื่อหู หัวเราะเบาๆอย่างปลอบใจตัวเอง “ข้าเจ้าบ่ขำด้วยเน่อนาง อย่าล้อเล่นจะอี้”

            “ถ้าคึดว่าข้าล้อเล่น ก็แล้วแต่เน่อ” เด็กสาวหน้าหวานตอบเสียงเรียบ “แต่ที่แน่ๆ อย่างช้าอีกหกชั่วโมงนับจากนี้ ข้าจะฆ่ากล้วยด้วยมือของข้าเอง ถ้ากล้วยบ่ยอมยะตามที่ข้าสั่ง”

 

            ราชินีตานีนิ่งอึ้งเมื่อตระหนักว่าอีกฝ่ายพูดความจริง ความโกรธแค้น ความเสียใจ และความหวาดหวั่นพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอกแบนๆพร้อมกัน กล้วยขบกรามกรอด ไม่ใช่ด้วยความโกรธฝ่ายตรงข้าม แต่ด้วยไม่ต้องการให้ความรู้สึกทั้งสามกระอักออกมาทางปาก โดยเฉพาะความเสียใจที่เธอมองกล้ายผิดไป หรือว่านี่คือสิ่งที่กล้ายพยายามจะบอกเธอตลอดมาจนกลายเป็นตามตื๊อ หรือว่านี่คือสิ่งที่กล้ายพยายามจะปกป้องเธอตลอดมา แต่เธอกลับมองว่ากล้ายต้องการจะทำร้ายเธอ นี่เธอทำอะไรลงไป.....

 

            “นางยะจะอี้ยะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดพยายามคุมเสียงให้เรียบ “ยะหยังถึงไปเข้ากับหมู่ผีร้าย ยะหยังถึงได้ทำลายตานี หมู่เฮายะอะหยังหื้อนางเจ็บแค้นก๋า”

            “เอาทีละเรื่องเน่อกล้วย” นางตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆราวกับกำลังนั่งกินหม่าม้าอยู่บ้านจ้าดยังไงยังงั้น “ข้าเข้ากับผีร้าย แต่ข้าบ่ได้ทำลายเผ่าพันธุ์ตานี ข้าบ่ได้ทรยศเผ่าพันธุ์ ข้าเองก็ฮักตานีเหมือนที่กล้วย หรือที่คนอื่นๆฮัก”

            “ถ้าจะอั้น ผู้ได๋ล่ะที่บอกตำแหน่งปืนใหญ่หื้อหมู่ผีร้าย นางเองก็ฮู้บ่แม่นก๋าว่าถ้าบ่มีผู้ได๋บอกพิกัดสถานที่หื้อหมู่ผีร้าย หมู่เปิ้นบ่มีวันยิงได้แม่นยำจะอั้น”

            “แม่ของข้า” เด็กสาวคนสวยเน้นเสียง

            “น้าแสนก๋า !?” กล้วยทวนชื่อแม่ของนางอย่างไม่เชื่อหู

            “แม่น” ตานีผู้ใช้ปืนลูกซองเป็นอาวุธพยักหน้า “แต๊ๆแล้ว แผนนี้เป็นแผนของแม่ข้า แม่ข้าต้องการตำแหน่งราชินีตานีเพราะหมู่เฮาเป็นเชื้อสายของราชินีมาตั้งแต่ยุคราชินีมุกที่สอง** แม่ข้าฆ่าแม่กล้วย..... ราชินีซอที่สี่ แม่ข้าสั่งหื้อข้าตีสนิทกับกล้วย และแม่ข้านี่แหละที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายผีร้าย เพื่อจะหาทางฆ่ากล้วย ยึดอำนาจของตานี แล้วตั้งตัวเองหรือบ่อั้นก็ข้าเป็นราชินีตานีแทน โดยอ้างว่ากล้วยอู้จะอั้นก่อนสิ้นอายุ แต่จะนับว่าโชคร้ายหรือโชคดีข้าก็บ่ฮู้ ที่แม่ข้าสิ้นอายุเพราะโดนผีร้ายฆ่า คงเป็นกรรมตามสนองล่ะมั้ง.....”

            “แต่ในเมื่อแม่นางสิ้นอายุไปแล้ว แล้วยะหยังนางถึงจะต้องยะจะอี้อีกล่ะ” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดดังขึ้นและสูงขึ้น “แล้วในเมื่อนางเองก็ฮู้ว่าแม่นางยะผิด ยะหยังถึงได้ยอมยะตามคำสั่งเปิ้นล่ะ”

            “เพราะข้าเองก็มีความแค้นส่วนตัวต่อตานี.... ต่อกล้วยเหมือนกันจะได” ตานีสาวคนสวยยังคงตอบด้วยเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่ราชินีตานีรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิของมันลดฮวบ

            “ยะหยัง ข้าเจ้าไปยะอะหยังหื้อนางเจ็บแค้นก๋า” กล้วยสวนกลับ “ข้าเจ้าน่ะบ่เท่าได๋ แต่ตานีไปยะอะหยังหื้อนางแค้นถึงขั้นต้องทำลายกันทั้งเผ่าพันธุ์จะอี้ ช่วยอู้หื้อข้าเจ้าฟังหน่อยเถอะ !

 

            “ก็เพราะนโยบายการปฏิบัติกับภูตผีปีศาจของตานีนั่นแหละ”

 

            กล้วยนิ่งเงียบ คำพูดนี้ตอบคำถามในใจของเธอได้นับสิบคำถาม

 

            “ตลอดชีวิตตานีของข้า ข้าหันมานับบ่ถ้วน..... ทั้งภูตผีปีศาจที่แค่ปรากฏตัวตามปกติ แต่มนุษย์ย่านไปเอง แล้วสุดท้ายภูตผีปีศาจตนนั้นก็ถูกยิง.... ทั้งภูตผีปีศาจที่ทำร้ายมนุษย์เพราะป้องกันตัว เพราะมนุษย์มารุกรานมารบกวนเปิ้นก่อน แต่ก็ถูกยิงทั้งที่บ่มีความผิด.... บางตนถูกยิงจนหายไปอย่างทรมาน บางตนร้องขอชีวิต และบางตนก็เป็นผีที่หมู่เฮาฮัก..... อย่างอุ๊ยสายจะไดล่ะ !

 

            วลีสุดท้ายของนางก้องสะท้อนผนังห้องไปมาราวกับจะตอกย้ำมันเข้าไปในสมองของกล้วย แต่เด็กสาวหน้าจืดก็ยังคงนิ่งเงียบ รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

 

            “แม่ข้าฮู้เรื่องที่ข้าสงสารผีและบ่ชอบนโยบายนี้ดี” นางเล่าต่อ ด้วยเสียงที่ลดความร้อนแรงจากเมื่อครู่ “แม่ข้าใช้เหตุผลนี้หว่านล้อมข้า บอกว่าสิ่งที่ตานียะอยู่ผิด ถ้าข้าได้เป็นราชินีแล้วข้าจะสามารถแก้ไขกฎนี้ได้ ซึ่งก็ได้ผล ข้ายอมทำตามคำสั่งของแม่ทุกอย่าง บ่นึกเฉลียวใจอะหยังเลยว่าความตั้งใจแต๊ๆของแม่บ่ได้เป็นจะอั้น”

            “ข้าเพิ่งจะมาฮู้ว่าแต๊ๆแล้วแม่คึดอะหยังก็ตอนก่อนสวนกล้วยแตก ที่แม่บอกตำแหน่งอาคารสำคัญๆหื้อหมู่ผีร้าย” เด็กสาวคนสวยพูด “ข้าเองก็บ่เห็นด้วย ข้าเองก็บ่พอใจเหมือนกันที่แม่ยะจะอี้ แต่ข้าก็บอกตัวเองว่ามันเป็นสิ่งที่ตานีสมควรได้รับแล้วจากการเข่นฆ่าภูตผีปีศาจอย่างบ่เป็นธรรม ก็ถือเป็นกรรมตามสนอง..... ซึ่งแม่ข้าก็ได้รับผลกรรมไปแล้ว อย่างสาสมด้วย”

            “แต่ก็น่าเสียดาย ที่สุดท้ายราชินีตานีก็บ่สิ้นชีวิต แถมยังเดินหน้าปราบผีร้ายด้วยวิธีเดิมต่อไปอีก” เสียงของนางกลับไปเย็นเยือกอีกครั้ง “และสุดท้ายก็พรากเอาชีวิตหลังความตายของคนที่ข้าฮักไป.... ข้ายอมบ่ได้”

            “นาง ข้าเจ้าเข้าใจเน่อว่านางฮู้สึกจะได ว่านางต้องการอะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยขึ้นบ้าง “แต่ยะหยังนางต้องไปเข้ากับหมู่ที่ทำลายเผ่าพันธุ์หมู่เฮาด้วย การจะยะสิ่งที่นางต้องการน่ะบ่ต้องยะจะอี้ก็ได้นี่ !

            “กล้วยคึดก๋าว่าในสถานการณ์จะอี้ ข้าจะรอดเงื้อมมือของหมู่ผีร้ายไปได้” ตานีสาวคนสวยตอบ “และในเมื่อแม่ข้าสร้างเส้นสายความดีความชอบเอาไว้ในฝ่ายผีร้ายอยู่แล้วก็เป็นหลักประกันว่าข้าจะปลอดภัยจากหมู่เปิ้นอย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง ซื้อเวลาหื้อข้ายะในสิ่งที่ต้องยะได้บ้าง แต่เชื่อข้าเถอะ ถ้าเป็นไปได้ข้าก็บ่อยากเข้าร่วมกับฝ่ายผีร้ายหรอก”

            “เอาเป็นว่าข้าเจ้าเชื่อนางละกัน” กล้วยตอบ เธอรู้ดีว่าถึงนางจะโกหก เธอก็ไม่มีทางมองออกอยู่ดี “แล้วที่นางอู้ว่าที่หมู่เฮายะอยู่บ่ยุติธรรม แล้วนางจะยะจะไดหื้อยุติธรรมขึ้น”

            “ก็ต้องมีการสอบสวนหรืออย่างน้อยก็ถามผีที่ยะผิดว่ายะหยังถึงยะจะอั้น บ่แม่นหันว่ายะผิดปั๊บยังบ่ฮู้อะหยังเลยก็ยิงแล้วจะอี้”

            “ถ้าจะหื้อยุติธรรมแต๊ ก็ต้องถามมนุษย์คู่กรณีด้วย” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบอย่างใจเย็น “แล้วนางคึดว่านางจะปรากฏตัวต่อหน้ามนุษย์อย่างเปิดเผยได้ก๋า แล้วคึดว่ามนุษย์ที่บางคนย่านผีจนเข้าเส้นจะอยู่หื้อนางสอบสวนก๋า แล้วคึดว่ามนุษย์จะย่านหรือบ่ย่านจะเชื่อถือการสอบสวนและตัดสินคดีของผีก๋า หรือจะอู้ว่าถามแค่ผีอย่างเดียวก็พอ ก็เหมือนศาลถามแต่จำเลยบ่มีโจทก์ จำเลยที่ได๋เปิ้นจะรับผิด แนวคึดของนางน่ะดี ข้าเจ้าเองก็หันด้วยบางส่วน บางครั้งข้าเจ้าเองก็สงสารผีบางตนเหมือนกัน แต่การนำไปใช้น่ะมันบ่ง่ายเน่อแนวคึดนี้อุดมคติเกินไป แล้วยังมีเรื่องสัญญากับโลกหลังความตายอีก....”

            “แต่ถ้าบ่เริ่มยะ แล้วเมื่อได๋จะได้ยะ” นางสวนกลับ “หรือกล้วยจะอู้ว่าหื้อเป็นจะอี้ต่อไป ก็อย่างที่กล้วยหันอยู่นี่แหละ ผีร้ายบ่พอใจ แล้วก็ต้องเกิดเหตุการณ์โจมตีสวนกล้วยหรือสวนกล้วยแตกจะอี้ไปเรื่อยๆ กล้วยจะเอาจะอั้นกา”

            “ข้าเจ้าก็บ่ได้อู้ว่าจะเอาจะอั้น แต่ข้าเจ้าว่าแนวคึดนี้มันบ่แม่นอยากยะก็ยะได้เลย มันติดอุปสรรคหลายอย่าง และหลายอย่างก็เป็นอุปสรรคใหญ่ชนิดมหึมาเลยด้วย ถ้ารีบยะไปแทนที่จะดีขึ้นจะกลายเป็นแย่ลงเอาเน่อนาง”

            “ข้ายะได้” นางตอบหนักแน่น “ข้ามั่นใจว่าข้ายะได้ แต่กล้วยต้องร่วมมือกับข้า เพราะถ้าข้ายะแบบข้า แต่กล้วยยะแบบที่กล้วยเคยยะ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็บ่มีทางสำเร็จ”

            “จะหื้อข้าเจ้าร่วมมือเลยดื้อๆคงบ่ได้หรอก นางเองก็ยังบ่ตอบคำถามข้าเจ้าตั้งหลายข้อ ช่องโหว่ก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ นางจะอู้เฉยๆว่ายะได้น่ะบ่ได้หรอกเน่อ”

            “สรุปว่ากล้วยจะบ่ร่วมมือกับข้าเจ้าแต๊ๆแม่นก่อ”

            “ถ้าที่นางคึดเอาไว้มีแค่นั้น ข้าเจ้าก็คงร่วมมือด้วยบ่ได้หรอก”

 

            “ถ้าจะอั้นก็ เตรียมตัวสิ้นอายุได้เลย !

            ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวเบิกกว้างเมื่อเห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เบื้องหน้าควักปืนลูกซองที่สะพายอยู่บนหลังมาดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงก่อนจะยกขึ้นประทับบ่า ปากกระบอกเล็งตรงมายังกลางหน้าผากของเธอ แต่วินาทีต่อมา เด็กสาวหน้าจืดก็เปลี่ยนจากเบิกตากว้างอย่างตกใจระคนไม่อยากเชื่อเป็นจ้องสวนดวงตาโตที่มองผ่านศูนย์หลังและศูนย์หน้ามายังเธอ เธอผ่านสนามรบมามาก เหตุการณ์แค่นี้ไม่ทำให้เธอกลัว แม้จะรู้ว่าไม่มีทางหลบพ้นแน่นอนก็ตาม ตานีสาวกลั้นหายใจ รอเวลาที่นิ้วชี้ขาวจะเหนี่ยวไก.....

 

            “ข้ายังบ่ยิงกล้วยตอนนี้หรอก” ในที่สุด นางก็กลับเป็นฝ่ายลดปืนลงเสียเอง “ข้าหื้อเวลากล้วยจนถึงหกโมงเช้า อีกหกชั่วโมง กล้วยมีทางเลือกสามทาง จะร่วมมือกับข้า จะยอมสิ้นอายุด้วยตัวเอง หรือจะรอหื้อข้าส่งวิญญาณกล้วยไปโลกเบื้องหลัง ก็แล้วแต่กล้วยจะเลือก ข้าจะมาหากล้วยอีกครั้งตอนตีสาม และครั้งสุดท้ายตอนหกโมง หวังว่าคงจะเลือกทางเลือกที่เหมาะสมเน่อ”

 

            “นาง เดี๋ยว นาง !

            กล้วยร้องเรียกเพื่อนสาว หรือที่ถูกควรจะเป็นอดีตเพื่อนสาว แต่นางไม่สนใจ เธอออกจากห้องไปทางประตูที่ตั้งอยู่หน้ากล้วยพอดีก่อนจะเลื่อนมันปิดดังโครมใหญ่ ทิ้งให้กล้วยตกอยู่ในห้วงความคิดอันสับสน

 

            เธอรู้ดีว่าเพื่อนสาวคนสวยรู้สึกยังไง แม้แต่เธอ บางครั้งก็ยังนึกสงสารผีที่ไม่ได้ทำอะไรผิด หรือผีที่ทำร้ายมนุษย์เพื่อป้องกันตัวเหมือนอย่างที่นางสงสาร อันที่จริง แม่ของเธอ หรือราชินีซอที่สี่แห่งตานีก็เคยเล่าให้เธอฟังว่าคิดจะเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติการและผ่อนปรนกฎเพื่อให้ภูตผีและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขแทนที่จะมากลัวหรืออาฆาตกันแบบนี้ แต่น่าเสียดายที่แม่ของเธอไม่เคยบอกแผนการดำเนินการหรือวิธีการดำเนินการด้วยคงคิดว่าเธอยังเด็กเกินไป และเธอก็ไม่คิดว่าเธอ หรือแม้แต่นางจะมีอำนาจ กำลัง อาวุธยุทโธปกรณ์หรือวุฒิภาวะพอจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ มันเป็นอุดมคติเกินไปจริงๆ....

 

            แต่เพียงไม่นาน ความคิดของกล้วยก็เปลี่ยนมายังเพื่อนๆของเธอ เป็นความผิดของเธอแท้ๆ ทั้งกล้ายและจ้าดถึงได้เสียใจ หากเธอใจเย็นกว่านี้ หากเธอยั้งคิดให้มากกว่านี้ หากเธอฉลาดกว่านี้ หากเธอหัดเกรงใจคนอื่นมากกว่านี้ เรื่องทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น.....

 

            น้ำใสค่อยๆเอ่อท้นปริ่มขอบตาเรียว ก่อนจะไหลลงมาเป็นสายบนแก้มขาว

 

            “กล้าย จ้าด ข้าเจ้าผิดไปแล้ว.....”

 

 

            “รุ่นพี่จ้าดคะ”

            “อะไร อะไร !?

จ้าดละล่ำละลักตอบเสียงเรียกของรุ่นน้องสาวที่เบาะหลัง เขากำลังอยู่ในอาการช็อกซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ทั้งหมดมาจากฝีมือการขับรถของตานีสาววัยรุ่นใจร้อน อันที่จริงเด็กสาวผมหางม้าก็ไม่ได้ขับแย่อะไรนักหรอก แต่นั่นคือเมื่อเทียบกับมาตรฐานนักขับรถแข่งที่ตีนน่ากลัวไม่แพ้กองบินร่วมกระสือกระหัง มาตรวัดความเร็วดิจิตอลและตัวเลขความเร็วที่เรืองแสงอยู่บนกระจกหน้ายังไม่ลดลงน้อยกว่าเลขแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยแม้จะมีทางโค้งหักศอกขึ้นเขาลงเขาตลอดเส้นทางขนาดสองเลนที่ด้านหนึ่งเป็นเหวลึก เธอพุ่งเฉียดรถพ่วงสิบแปดล้อชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดสีรถแทบถลอกไปคันหนึ่งแล้ว และดูท่าจะยังมีอีกหลายคัน โดยเฉพาะเมื่อถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าข้ามเทือกเขาที่สำคัญเสียด้วย

 

            “รุ่นพี่จ้าด ช่วยเล่าเรื่องของรุ่นพี่กล้วยให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

            “ยูคิก็รู้อยู่แล้ว โอ้ย..... ไม่ใช่เหรอ” ประโยคของหลานชายหมอผีใหญ่ถูกขัดจังหวะเหมือนตานีสาวสาดโค้งซ้ายอย่างแรงจนเขาแทบจะถูกอัดแบนติดประตู

            “ฉันรู้แค่ว่ารุ่นพี่กล้วยเป็นราชินีของวิญญาณผู้พิทักษ์เมืองตานนะคอน แล้วก็ถูกพวกผีร้ายที่ไม่พอใจไล่ฆ่า รุ่นพี่นางก็ไปเข้ากับฝ่ายผีร้าย แต่เรื่องราวมันเป็นมายังไง ทำไมรุ่นพี่กล้วยต้องมาอยู่กับรุ่นพี่จ้าด ทำไมรุ่นพี่กล้วยถึงได้ดูเศร้าๆ แล้วรุ่นพี่กล้ายเป็นใครกัน รุ่นพี่จ้าดเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้มั้ยคะ”

 

            จ้าดหันไปมองเด็กสาวผมหางม้าผู้กำลังขะมักเขม้นกับการปาดซ้ายป่ายขวาอย่างขะมักเขม้นเป็นเชิงขออนุญาต แต่เมื่อเห็นว่ากล้ายไม่ได้ห้ามอะไร เด็กหนุ่มก็เริ่มเล่า

 

            “รุ่นพี่กล้วยน่ะเป็นราชินีของเผ่าตานี เผ่าพันธุ์วิญญาณที่ปกป้องเมืองนี้จากผีร้ายมาเจ็ดร้อยกว่าปีแล้ว ปกติหน้าที่ก็อย่างที่ยูคิเห็น กำจัดผีร้ายที่รบกวนหรือทำร้ายมนุษย์ ยูคิคงนึกภาพออกนะว่าพวกผีร้ายจะไม่พอใจแค่ไหน แล้วยังมีเรื่องเกี่ยวกับผีที่ทำร้ายคนโดยไม่ได้ตั้งใจหรือป้องกันตัวอีก ก็ยิ่งสั่งสมความไม่พอใจจนกระทั่งพวกมันบุกเข้าสวนกล้วย ฆ่าตานีไปเยอะแยะ เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตนอย่างที่เห็นนี่แหละ”

            “แล้วรุ่นพี่กล้ายคนนี้เป็นใครกันคะ แล้วรุ่นพี่นางเกี่ยวอะไรกับรุ่นพี่กล้วย” สาวแว่นถามต่อ

            “อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นปัญหาภายในของตานีช่วงก่อนหน้านี้ จริงๆตอนแรกน่ะรุ่นพี่กล้ายกับรุ่นพี่กล้วยน่ะสนิทกันชนิดตัวแทบจะติดกันเลยด้วยซ้ำ แต่เรื่องมันก็เริ่มต้นด้วยแม่ของรุ่นพี่กล้ายถูกฆ่า มีกระแสข่าวว่าคนที่ฆ่าแม่ของรุ่นพี่กล้ายก็คือแม่ของรุ่นพี่กล้วย หรือก็คือราชินีองค์ก่อนเพราะกลัวว่าจะแย่งสมบัติ หลังจากนั้นไม่นานแม่ของรุ่นพี่กล้วยก็ถูกฆ่าด้วยเหมือนกัน รุ่นพี่กล้ายเลยถูกเพ่งเล็งว่าเป็นฆาตกรที่ล้างแค้นให้แม่” จ้าดพักหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ประกอบกับรุ่นพี่กล้ายที่ เอ่อ ที่มีนิสัยเป็นสตอล์กเกอร์แบบนี้.....”

 

            กล้ายสะดุ้งเฮือกจนรถเหวี่ยงวูบ เฉียดไฟหน้ารถสิบแปดล้อที่วิ่งสวนมาไปนิดเดียว เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวชาวฮิมิตสึได้ยินเสียงล้อบดถนนยาวเหยียดแสบแก้วหู แม้เขาจะแน่ใจว่ารถคันนี้มีระบบป้องกันล้อไถลก็ตาม

 

            “ผู้ได๋เป็นสตอล์กเกอร์ยะ !?” คนขับที่เพิ่งเฉียดตายมาหมาดๆแหวลั่นรถ

            “คร้าบๆ ไม่ใช่สตอล์กเกอร์ก็ได้คร้าบ” หลานชายหมอผีใหญ่รีบจบประเด็นด้วยกลัวว่าหากต่อความยาวสาวความยืด คราวหน้าอาจไม่ใช่แค่เฉียด แต่ชนประสานงาเลยก็เป็นได้ “ก็..... นะ ก็เพราะรุ่นพี่กล้ายเขาเป็นซะแบบนี้ รุ่นพี่กล้วยก็เลยไม่ชอบ แล้วก็เลยเถิดไปคิดว่ารุ่นพี่กล้ายจ้องจะหาทางทำร้าย แล้วจังหวะนั้นรุ่นพี่นางก็เข้ามาตีสนิทกับรุ่นพี่กล้วยพอดี รุ่นพี่กล้วยก็เลยไว้วางใจรุ่นพี่นางมาก ส่วนรุ่นพี่กล้ายก็ถูกระแวง ถูกรังเกียจ ไม่ใช่แค่จากรุ่นพี่กล้วย แต่จากเกือบทั้งเผ่าตานีเลย”

            “โหดร้าย.....”

            “แต่ก็อย่างที่เห็นๆกันว่ารุ่นพี่กล้วยไว้ใจคนผิด”จ้าดเน้นเสียง “แต่เขาก็ยังเชื่ออยู่ได้ หูเบาแบบนี้น่าจะปล่อยให้สิ้นอายุไปเลยก็ดีแล้ว”

 

            กล้ายกระแอมอย่างข่มขวัญ แต่ยูคิไวกว่า เธอปกป้องรุ่นพี่สาวทันที

 

            “แต่รุ่นพี่กล้วยก็ยังสู้นะคะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวสู้ “ทั้งที่เจอเรื่องร้ายแรงมาขนาดนั้น พี่เขาก็ยังสู้ ก็ยังเข้มแข็งแบบนั้น....”

            “เข้มแข็งเหรอ เขาทำเป็นเข้มแข็งมากกว่า” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงหนัก “จริงๆกล้วยน่ะเปราะบางและอ่อนแอมากด้วยซ้ำ ไม่ใช่ด้านฝีมือ แต่ด้านอารมณ์.... คงเพราะเรื่องพวกนี้นี่แหละ แต่ไม่รู้ทำไม เขาก็พยายามปกปิดมันเอาไว้แล้วทำท่าเป็นเข้มแข็ง คงเพราะมีศักดิ์ศรีราชินีค้ำคอล่ะมั้ง....”

            “แล้วนายฮู้จะอี้แล้วยังจะปล่อยเปิ้นหื้อโดนนางทรมานอยู่อีกก๋า”

            “ช่างเราสิ”

 

หลานชายหมอผีใหญ่ตัดบท เขารู้ดีว่าเขาทำผิด แต่ก็เหมือนกับกล้วยที่มีทิฏฐิของราชินี เขาเองก็มีทิฏฐิของเขาเหมือนกัน แม้จะเป็นมิจฉาทิฏฐิงี่เง่าที่อาจทำให้เขาสูญเสียเพื่อนคนสำคัญไปก็ตาม.....

 

            “แต่ฉันก็ยังคิดว่ารุ่นพี่กล้วยเข้มแข็งมากเลยล่ะค่ะ” ยูคิยังคงยืนยันคำเดิม ประโยคต่อมาของเธอเบาลง “ถ้าเกิดได้คนอย่างรุ่นพี่กล้วยมาสักคน เผ่าของฉันก็คง.....”

            “หา เผ่า ?” เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำอย่างประหลาดใจ

            “อ๋อ ปละ เปล่าค่ะ” สาวแว่นรีบพูด“สงสัยฉันจะใช้คำผิด อย่าใส่ใจเลย”

 

จ้าดพยักหน้าว่าเข้าใจ ก่อนจะหันกลับไปใจหายใจคว่ำกับเที่ยวรถสู่นรกดอยเวียงตานต่อ ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวชาวฮิมิตสึไม่ได้สังเกตเลยว่าคิ้วบางของพนักงานขับรถขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยระคนระแวง เด็กสาวผมหางม้ารู้สึกตั้งแต่เจอกับยูคิครั้งแรกแล้วว่าเธอมีออร่าบางอย่างแปลกๆ หรือว่าลางสังหรณ์ของเธอจะถูก.....

 

ห้านาทีและเกือบยี่สิบโค้งต่อมา กล้ายก็หักพวงมาลัยอย่างแรง รถคันโตเหินทะยานพุ่งออกจากถนนไปร่วงตุ้บลงกับพื้นหิมะจนผู้โดยสารทั้งสองที่ไม่คุ้นกับการขับรถสุดหรรษาเช่นนี้คอย่นไปตามๆกัน แต่กล้ายดูจะไม่สนใจ เธอกดคันเร่งอีกครั้ง พารถขับเคลื่อนสี่ล้อตะกุยตะกายหิมะไปตามเนินเขาที่มีพุ่งไม้ขึ้นประปรายอย่างไม่กลัวรถจะเสียหายเลยสักนิด

 

            “เบาๆหน่อยก็ได้ครับเจ๊ ไม่กลัวรถจะพังเลยรึไง”

            “แค่นี้เล็กน้อย” เจ้าของรถตอบหน้าตาเฉย “รถคันนี้สร้างด้วยความแข็งแรงพอๆกับรถหุ้มเกราะ เจอแค่นี้บ่พังหรอก ต้องเจอขนาดผีเปรตเหยียบหรือโขมดกระโดดถีบนั่นแหละถึงจะเสียหายได้”

            “งั้นดูท่าคอผมจะพังก่อนได้ไปช่วยกล้วยนะครับเจ๊”

 

            เด็กสาวผมหางม้าเพียงหัวเราะเครียดๆ ก่อนจะขับรถลุยหิมะต่อไป เกือบสิบห้านาทีต่อมา อาคารสูงห้าชั้นเก่าๆสร้างด้วยคอนกรีตที่กลายเป็นสีเทา ซึ่งดูจะเคยเป็นสถานีตรวจอากาศหรือไม่ก็สถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์อะไรสักอย่างก็ปรากฏขึ้นในม่านหิมะเบื้องหน้า กล้ายดับไฟหน้าเมื่อหน้าจอร้องเตือนว่าเข้ามาอยู่ในรัศมีร้อยเมตรจากเป้าหมาย เธอค่อยๆพารถคันโตเคลื่อนไปข้างอาคารนั้นซึ่งเป็นจุดเดียวกับตำแหน่งของกล้วยในหน้าจอด้วยการแตะคันเร่งอย่างเบาที่สุด ก่อนจะดับเครื่องและเปิดประตูลงจากรถอย่างเงียบเชียบ

 

            “เป็นที่ซ่อนที่ใช้ได้นี่ ทั้งใหญ่ทั้งมืดทั้งซับซ้อน” กล้ายพึมพำ เธอคว้าเป้สะพายหลังจากที่นั่งเบาะหลัง ดึงแลปท็อปโยนทิ้งเอาไว้ในรถและควักปืนไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดของเธอออกมาใส่ซองกระสุนและเปิดห้ามไกพร้อมยิง เด็กสาวดูจนแน่ใจว่ามนุษย์ทั้งสองลงจากรถเรียบร้อยแล้วจึงล็อกรถอย่างแน่นหนาก่อนจะกดปุ่มหนึ่งบนรีโมต ในเวลาเพียงไม่ถึงวินาที รถทั้งคันก็กลืนไปกับป่าด้านหลังชนิดไม่เดินเตะก็ไม่รู้ว่ามันจอดอยู่ตรงนั้น

 

            “ตานีจะล้ำสมัยไปถึงไหนกันเนี่ย.....” หลานชายหมอผัีใหญ่พูดอย่างทึ่งๆ

            “ไว้จบงานนี้ข้าจะเอาอย่างอื่นมาหื้อดูอีกเยอะๆเลยก็ได้” ตานีสาวอมยิ้ม ส่วนหนึ่งเพราะนี่เป็นสิ่งที่เธอมีส่วนช่วยออกแบบด้่วย แต่ประโยคถัดมาของเธอก็กลับเข้าโหมดเครียดตามเดิม “แต่ตอนนี้ไปกันก่อนเหอะ กล้วยจะเป็นจะไดบ้างก็บ่ฮู้ และหมู่เฮาจะเจออะไรบ้างก็บ่ฮู้ พร้อมเน่อทั้งสองคน อาวุธ ใจ ร่างกาย”

            “พร้อม”

            “พร้อมค่ะ”

            “จะอั้นตามข้ามา พยายามกระซิบ อย่าใช้โทรจิตเน่อ นางหรือผีขั้นสูงอื่นๆอาจจะจับได้”

 

            สองมนุษย์หนึ่งตานีวิ่งเลียบผนังคอนกรีตสีเทาที่สูงตระหง่านเงื้อมเหนือหัวไปยังด้านหลังอาคาร กล้ายลองดันประตูเหล็กเก่าคร่ำคร่าซึ่งเป็นประตูเดียวที่มี แล้วก็พบว่ามันเปิดออกอย่างง่ายดาย จ้าดอุทานเบาๆอย่างดีใจ แต่เด็กสาวผมหางม้ากลับหันมาส่งสายตาดุๆให้ นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับเธอเท่าใดนัก มันแสดงว่าศัตรูมั่นใจมากว่าพวกเธอจะฝ่าแนวป้องกันที่เหลือเข้ามาไม่ได้ หรือที่เป็นไปได้มากกว่านั้น มันคือกับดักที่ล่อให้พวกเธอเข้าไป

 

            แต่ยามนี้ ถ้าไม่ฝ่าดงกับดักเข้าถ้ำเสือ ก็คงไม่ได้ลูกกวางที่เสือจับไปคืนมาแน่นอน

 

            “ระวังตัวเน่อ”

            กล้ายกระซิบบอกสหายร่วมรบทั้งสองก่อนจะย่องผ่านประตูเข้าไปด้านใน ปืนไรเฟิลประทับบ่าพร้อมยิงได้ตลอดเวลา ยูคิตามเข้าไปติดๆ ปิดท้ายด้วยหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งระวังหลังให้ ก่อนที่เด็กหนุ่มจะดึงประตูเหล็กปิดอย่างเยามือเพื่อไม่ให้ใครที่อาจตามมาสังเกตได้

 

            ด้านในของอาคารมืดมิด อากาศเหม็นอับจนยูคิต้องย่นจมูก ฝุ่นลอยไปลอยมามองเห็นได้ชัดเจน กล้ายตัดสินใจเปิดไฟฉายที่ปืนด้วยคิดว่ายังไงๆนางก็คงรู้แล้วว่าพวกเธอเข้ามา ยูคิเห็นรุ่นพี่สาวใช้แสงสว่างก็ยืดดาบลำแสงของเธอออกจากด้ามทันที ขณะจ้าดเองก็เอาโทรศัพท์มือถือมาช่วยส่องด้วย แม้มันจะสว่างสู้สองอย่างแรกไม่ได้ก็ตาม

 

            เมื่อมีแสงสว่าง โถงชั้นล่างของอาคารก็ปรากฏขึ้นต่อสายตา ดูท่ามันคงจะเป็นสถานีวิจัยอะไรสักอย่างจริงๆด้วย เพราะมีซากคอมพิวเตอร์เมนเฟรมยุคเมื่อยี่สิบปีที่แล้วตั้งอยู่เต็มไปหมดพร้อมทั้งเครื่องมือรับสัญญาณแปลกๆ ทั้งหมดมีฝุ่นจับหนาจนดูเป็นสีน้ำตาล มีบ้างที่ถูกน้ำแข็งเกาะเป็นปื้นสีขาว อย่างไรก็ตาม ไม่มีวี่แววของสิ่งเคยมีชีวิตหรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตในนี้สักอย่างเดียว

 

            “ชั้นบนมั้ง” จ้าดกระซิบบอกหัวหน้าหมู่ปืนเล็ก

            “ก็คงงั้น” ตานีสาวพยักหน้า “งั้นขึ้นไปข้างบนกัน เงียบๆเน่อ”

 

            แต่ก่อนที่ทั้งสามจะก้าวขา เสียงคำรามแหลมสูงเหมือนลิงผสมหมาบ้าก็ดังขึ้นจากเหนือหัว แล้วสองมนุษย์หนึ่งตานีก็มีอันต้องแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเมื่อร่างดำๆขยุกขยุยดีดตัวจากเพดานลงมาใส่พวกเขาหมายจะทึ้งหนังหัวให้เปิดถึงกะโหลก สามหน่วยช่วยเหลือสาดแสงไปยังร่างนั้นทันที แล้วจ้าดก็ยิ้มออกเมื่อเห็นว่ามันคือร่างแหลกเหลวไหม้เกรียมมองแขนขาแทบไม่ออกที่เขาเคยเจอในอุดมชัยพลาซ่าเมื่อสองเดือนก่อนนั่นเอง มาตนเดียวแบบนี้ไม่ต้องถึงมือกล้ายด้วยซ้ำ แค่เขาคนเดียวก็บั่นคอมันขาดกระเด็นได้แล้ว

 

            “กล้ายไม่ต้อง เราจัดเอง !

            “อย่าประมาทสิบ่าจ้าดง่าว!

            ช้าไป หลานชายหมอผีใหญ่กระโจนเข้าหาฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว อสุรกายร่างไหม้เกรียมแยกเขี้ยวก่อนจะดีดตัวเข้าใส่เด็กหนุ่มอย่างดุร้าย แต่นั่นก็ทำให้มีดในมือของเด็กหนุ่มใช้ได้สะดวกขึ้นเท่านั้น เสี้ยววินาทีต่อมา คอสีดำอมช้ำเลือดช้ำหนองของมันก็ขาดสะบั้นออกจากบ่าไปร่วงตุ้บลงเบื้องหลัง ร่างไร้หัวร่วงลงกับพื้นเช่นกัน กลิ้งขลุกๆไปสองสามรอบ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงหายไปกับอากาศอุดมฝุ่น

 

            “เห็นมั้ย ง่ายนิด.....”

            เสียงของจ้าดขาดหายไปในลำคอเมื่อเสียงตุ้บดังขึ้นจากด้านหลังเป็นตับ เด็กหนุ่มหันขวับ แล้วไขสันหลังของเขาก็เย็นวาบเหมือนถูกราดด้วยมีเทนเหลวเมื่อเห็นร่างแหลกเหลวไหม้เกรียมนับสิบๆร่างร่วงลงมาจากเพดานเหมือนห่าฝน ก่อนจะปิดท้ายด้วยร่างใหญ่ที่สุดที่ร่วงทะลุเพดานลงมากองอยู่กับพื้นอย่างเท่จนตึกสะเทือนไปทั้งหลัง มันดูพิลึกพิลั่นและน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าพวกลูกน้องด้วยแขนขาที่มีแปดแทนที่จะเป็นสี่และขนาดตัวยาวเกือบหกเมตร ยูคิเผลอก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างลืมตัว แม้กระทั่งกล้ายก็ยังอ้าปากค้างเมื่อทั้งหมดยิ้มแยกเขี้ยวอวดฟันเหลืองที่แหลมคมราวกับใบเลื่อย เป็นสัญญาณว่าพร้อมจะโจมตี.....

 

            อย่างนี้ไม่ดีแน่

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ไฟหน้าแบบที่เป็นโคมทรงกระบอกมีเลนส์หนาๆอยู่ด้านหน้า แทนที่จะเป็นหลอดเล็กๆแล้วสะท้อนกับกระจกในครอบไฟหน้า (รีเฟลกเตอร์) ตัวอย่างของไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ก็เช่นในมาสด้า3 รุ่นปัจจุบันและก่อนหน้า และโตโยต้าคัมรี่รุ่นปัจจุบันและก่อนหน้า

 

**ราชินีมุกที่สอง อยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 3934 – 3956 ราชินีมุกมีลูกสองตน ซึ่งเป็นที่มาของสายของกล้วยและของนาง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น