ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 27 : ความช่วยเหลือที่ร่วงหล่นลงไปกับพื้นคอนกรีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ม.ค. 58

            “วิ่ง !

            สิ้นเสียงของกล้าย สองมนุษย์หนึ่งตานีก็สวมวิญญาณเสือชีตาห์เผ่นกลับไปตามทางเก่า ตานีสาวซึ่งเป็นตนเดียวที่ใช้อาวุธระยะไกลกราดยิงใส่ฝูงอสุรกายร่างแหลกเหลวที่กำลังตะกุยตะกายเข้าหาอย่างกระหายเลือด แต่เธอก็ตระหนักดีว่ากระสุนสามสิบนัดในซองกระสุนไม่มีทางพอที่จะเก็บทั้งหมดนี้ได้แน่โดยเฉพาะตัวใหญ่ และกว่าจะเปลี่ยนซองกระสุนได้ เธอก็คงโดนผีร้ายงับคอจนสลายไปเรียบร้อยแล้ว....

 

            “รุ่นพี่กล้าย ประตูเปิดไม่ได้ค่ะ !

            ยูคิซึ่งวิ่งเร็วที่สุดด้วยไม่มีน้ำหนักถ่วงแถวๆหน้าอกร้องอย่างเสียขวัญเมื่อลองกระแทกประตูเหล็กที่เมื่อครู่นี้ยังเปิดได้อย่างง่ายดาย แต่ยามนี้มันกลับติดแน่นราวกับมีใครลั่นดาลพร้อมติดล็อกเหล็กกล้าเอาไว้อย่างแน่นหนา สามสหายร่วมรบดันหลังชิดกับเนื้อเหล็กเย็นเฉียบของประตู อาวุธทั้งสามเตรียมพร้อมอยู่ในมือ แม้จะรู้ดีว่ามันคงซื้อเวลาให้ได้ไม่มาก.....

 

            “กล้าย บันได !

ทันใดนั้น เด็กหนุ่มหน้าดุก็ชี้มือเข้าไปในเงามืดที่อีกด้านหนึ่งของห้อง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวตวัดไปทางที่หลานชายหมอผีใหญ่ชี้ แล้วใจเธอก็มามากขึ้นเป็นกองเมื่อมองเห็นบันไดทอดยาวขึ้นไปยังชั้นบน มันมีฝุ่นจับเขรอะ ราวก็ผุพังเป็นสนิมจนไม่น่าจะรับแรงอะไรได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังมีเหล่าร่างไหม้เกรียมหมอบรออยู่นับสิบ แต่ยามนี้มันดูจะเป็นทางรอดเดียวสำหรับพวกเธอ กล้ายตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

 

            “นับถึงสามแล้ววิ่งเลยเน่อ อะหยังขวางฆ่าหื้อหมด หนึ่ง สอง สาม !

            ขาดคำ เด็กสาวผมหางม้าก็ถอดซองกระสุนที่หมดเกลี้ยงแล้วออกเหวี่ยงเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม และก่อนที่เหล่าอสุรกายจะตั้งสติได้ สองมนุษย์หนึ่งตานีก็โกยอ้าวมุ่งหน้าไปยังบันได ร่างแหลกเหลวที่หมอบรออยู่ดีดตัวเข้าใส่พวกเขาเหมือนเอเลี่ยนเจอเหยื่อ แต่ด้วยความที่เหยื่อเคลื่อนที่ก็ทำให้พวกมันซึ่งก็ไม่ได้ฉลาดหรือตาดีพอจะกะระยะอะไรได้มากนักพลาดเป้าไปไกล ตนที่ไม่พลาดเป้าก็ถูกประเคนทั้งดาบลำแสง อีโต้และกระสุนปืนไรเฟิลจนแตกสลายไปอย่างง่ายดาย

 

            ในที่สุด ทั้งสามก็มาถึงบันได กล้ายไล่มนุษย์ทั้งสองให้ขึ้นไปชั้นบนขณะยิงพลางถอยพลาง ผีร้ายเริ่มล่าถอย ตานีสาวผ่อนลมหายใจเล็กน้อยอย่างโล่งอกด้วยคิดว่ามันคงเกรงอำนาจการยิงของเธอแล้ว แต่วินาทีต่อมา เธอก็รู้ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์.....

 

แขนไหม้เกรียมยาวเกือบสามเมตรฟาดเปรี้ยงเข้าใส่เธอ เด็กสาวถอยหลบได้ทันท่วงที มันจึงพลาดไปฟาดถูกตีนบันไดคอนกรีตจนแตกกระจาย บันไดที่เหลือซึ่งไม่มีฐานรากยึดเริ่มแตกร้าว มือเท้าไวเท่าความคิด หลานชายหมอผีใหญ่เหวี่ยงรุ่นน้องสาวชาวฮิมิตสึขึ้นไปนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นคอนกรีตเย็นๆของชั้นสอง ก่อนจะตะกายกลับลงไปดึงกล้ายซึ่งเสียหลักจากแรงกระแทกขึ้นมา มือไหม้เกรียมและแหลกเละของอสุรกายเฉียดใบหน้าของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เด็กหนุ่มรีบเหนี่ยวตัวขึ้นไปยังชั้นสองอย่างเร็วที่สุดก่อนจะเหวี่ยงกล้ายลงไปกลิ้งกับพื้น วินาทีต่อมา มือขนาดมหึมาก็ฟาดบันไดที่เหลือจนถล่มลงทั้งแผงอย่างง่ายดายพร้อมฝุ่นคอนกรีตที่ฟุ้งตลบ

 

            “เฉียดไป” เด็กสาวผมหางม้าหายใจหอบถี่ แม้จะเป็นตานี แต่หากโดนฝ่ามือเมื่อกี้เข้าไปเต็มๆก็คงเจ็บหนักชนิดหยอดน้ำกล้วยคั้นเอาง่ายๆ “ขอบใจมากเน่อจ้าด”

            “หนูก็ขอบคุณเหมือนกันค่ะรุ่นพี่จ้าด” ยูคิยันตัวขึ้นมาค้อมหัวให้รุ่นพี่หนุ่ม

            “ไม่เป็นไรหรอก ปฏิกิริยาอัตโนมัติน่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะแหะๆ แต่ประโยคต่อมาของเขาก็มีแววเป็นการเป็นงานมากขึ้น “ว่าแต่ กล้ายกับยูคิว่าพวกเราปลอดภัยรึยัง มันไม่น่าจะขึ้นมาข้างบนนี้ได้จริงมั้ยถ้าไม่มีบันได”

            “แต่ตอนแรกมันหล่นลงมาจากข้างบนไม่ใช่เหรอคะ”

            “มันคงไม่เดินขึ้นไปเองหรอกมั้ง.....”

            “แต่ถ้าเปิ้นทุบบันไดทิ้งได้ง่ายๆจะอั้น ข้าว่าพังเพดานก็บ่น่าจะยากเท่าได๋เน่อ”

            “ไม่น่าหรอกมั้ง.....” คราวนี้จ้าดตอบเสียงอ่อยกว่าประโยคที่แล้วเสียอีก เขาไม่กล้าคิดว่าหากร่างยักษ์ยาวเกือบหกเมตรนั่นถล่มเพดานให้พวกเขาร่วงลงไปท่ามกลางทะเลร่างไหม้เกรียมแหลกเหลวที่มีฟันแหลมคม สภาพศพจะออกมาดูไม่จืดแค่ไหน “อีกอย่าง นางก็อยู่ในตึกนี้ไม่ใช่เหรอ มันคงไม่ทำอะไรผลีผลาม.....”

 

            เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปอย่างฉับพลันเมื่อกำปั้นขนาดใหญ่กว่าล้อรถบรรทุกกระแทกเปรี้ยงขึ้นมาจากชั้นล่างจนพื้นคอนกรีตแตกกระจาย เหล็กเส้นใหญ่ๆหงิกงอโผล่ออกมาจากรอยต่อยที่กว้างเกือบสองเมตร เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากค้างเหมือนเห็นผี อันที่จริงก็เห็นผีนั่นแหละ แต่เขาไม่คิดว่าผีจะบ้าพลังได้ขนาดนี้

 

“วิ่ง !

            ทั้งกล้าย ยูคิและจ้าดร้องออกมาพร้อมๆกัน ก่อนที่ต่างคนจะต่างเปิดแน่บไปยังอีกฟากหนึ่งของชั้นสองซึ่งเป็นลานโล่งมืดๆที่มีเศษซากผนังยิปซัมและข้าวของเครื่องใช้สำนักงานระเกะระกะไปหมด แต่ไม่มีใครสนแล้วว่าจะวิ่งชนหรือสะดุดอะไร สิ่งเดียวที่อยู่ในสมองของสองมนุษย์หนึ่งตานีมีเพียงหนีไปให้พ้นจากมือยักษ์ที่ต่อยทะลุพื้นขึ้นมาอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้น

 

            แต่วิ่งไปได้ครึ่งชั้น ตานีสาวผมหางม้าก็ลงส้นเท้าเบรกไถลไปกับพื้น ยังผลให้เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวชาวฮิมิตสึกระแทกหลังเธอดังอั้ก น้ำหนักตัวที่เบากว่ามนุษย์ทั่วไปทำเอาเธอกระเด็นไปเกือบเมตร เคราะห์ดีที่ยังตั้งหลักอยู่ แต่ก็ก่อให้เกิดความเจ็บปวดไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะจ้าดที่ชนเข้ากับแลปท็อปแข็งๆในเป้สะพายหลังของเธอเข้าอย่างจัง

 

            “จะหยุดทำไมครับเจ๊ จะให้มันตามมาอัปเปอร์คัตเราไปชนเพดานเรอะ!?

            “หัดสังเกตบ้างสิบ่าจ้าด” กล้ายสวนกลับ “นายบ่หันก๋าว่ามือนั่นมันบ่ได้ตามหมู่เฮาแล้วน่ะ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หันหลังกลับไป จริงเสียด้วย ทั้งที่พวกเขาวิ่งกันดังพอที่อสุรกายร่างแหลกเหลวขนาดยักษ์ตนนั้นจะได้ยินแน่นอน แต่มือที่ต่อยทะลุพื้นขึ้นมากลับไม่เคลื่อนที่ตามพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น หากต่อยสะเปะสะปะไปรอบๆชั้นสองโดยไม่มีทีท่าว่าจะเฉียดมาใกล้ที่โล่งตรงกลางที่ะวกเขายืนอยู่ด้วยซ้ำ จ้าดขมวดคิ้วรกๆเข้าหากันอย่างฉงนระคนครุ่นคิด อสุรกายตนนี้มันโง่จริงหรือแกล้งโง่ หูหนวกจริงหรือแกล้งทำเป็นหูตึงกันแน่.....

 

            “งั้นก็ช่างมัน” เด็กหนุ่มหน้าดุตัดสินใจ “พวกเราวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบนเลยดีกว่า”

            “แต่บันไดอยู่ตรงที่มันต่อยพอดีเลยนะคะ” สาวแว่นแย้ง

            “ระวังๆหน่อยก็คงบ่เป็นอะหยังหรอกมั้ง มันก็ต่อยทางโน้นอยู่” กล้ายพยักเพยิดไปทางผนังอาคารตรงข้ามกับฝั่งบันได “งั้นค่อยๆเน่อ อย่าหื้อเปิ้นได้ยิน”

 

            สามหน่วยช่วยเหลือค่อยๆย่องด้วยปลายเท้ามุ่งตรงไปยังบันไดซึ่งอยู่ห่างออกไปราวห้าสิบเมตรอย่างเงียบกริบ ผีร้ายเบื้องล่างดูจะไม่ได้ยิน หรือไม่ก็ได้ยินแต่ไม่สนใจ มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาและตั้งหมัดต่อยพื้นอีกฟากหนึ่งอย่างขะมักเขม้น เด็กสาวผมหางม้าถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อบันไดอยู่ห่างออกไปเบื้องหน้าไม่ถึงสิบเมตร แต่เมื่อเห็นตำแหน่งที่ฝ่ายตรงข้ามร่างยักษ์ต่อยขึ้นมา ความวิตกก็พุ่งพรวดเข้าเกาะกุมจิตใจเธอทันที

 

            “เร็ว วิ่ง !

            “อะไร เมื่อกี้ยังบอกให้เบาๆอยู่เลยไม่ใช่รึไง !?

            “เปิ้นบ่ได้จะต่อยหมู่เฮา เปิ้นต่อยคานรับน้ำหนักพื้น ! ถ้าเป็นจะอี้พื้น.....”

 

ประโยคสุดท้ายของกล้ายถูกกลบด้วยเสียงตึงสนั่นเหมือนมีอะไรหนักๆร่วงกระแทกพื้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามครืนพร้อมกับเสียงปริร้าวของคอนกรีต หัวใจตานีสาวร่วงวูบลงไปชั้นใต้ดินด้วยความเร่งมากกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกเสียอีก เธอรู้ดีว่าเสียงตึงแรกคือเสียงเหล็กเส้นด้านในคานคอนกรีตขาดออกด้วยน้ำหนักนับสิบๆตันของพื้น และเมื่อน้ำหนักสิบตันไม่มีอะไรรอบรับ มันก็คงไปไหนไม่ได้นอกจากร่วงลงเบื้องล่าง....

 

            “วิ่งไปที่บันได !

แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ด้วยสัญชาตญาณ ตานีสาวก็เคลื่อนที่ในพริบตาไปยืนอยู่บนบันไดเบื้องหน้าทันที ยูคิตามไปติดๆด้วยวิชาของเธอเอง ทิ้งให้จ้าดเคลื่อนที่ในพริบตาหอยทากด้วยลำแข้งของตัวเองอยู่เพียงลำพัง แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มหน้าดุจะตะเกียกตะกายไปถึงตีนบันได รอยแตกร้าวที่ขอบพื้นคอนกรีตใกล้เสาก็ขยายยาวออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามลั่น ก่อนที่พื้นคอนกรีตทั้งแผ่นจะร่วงลงไปต่อหน้าต่อตาเด็กสาวทั้งสอง

 

            “จ้าด !?

            “รุ่นพี่จ้าด !?

ระยะห่างระหว่างชั้นนั้นไม่สูงนัก ราวสองเมตรครึ่งเท่านั้น แต่มันก็พอจะทำให้ขาของเด็กหนุ่มหน้าดุเจ็บระบม แรงกระแทกที่ส่งจากกระดูกส้นเท้าผ่านขึ้นไปยังท้องทำให้เขาจุกแอ้กจนทรุดลงกับพื้น จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันตั้งตัวได้ กำปั้นขนาดยักษ์ก็อัดกระแทกเข้าเต็มๆลำตัวด้านหน้า ส่งเขาลอยละลิ่วไปกระแทกผนังดังอั้ก ก่อนจะรูดลงไปนอนกองแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

 

            “แย่....”

            ยูคิยืดดาบลำแสงสีฟ้าออกมาทันที เธอตั้งท่าจะกระโดดลงไปช่วย แต่ตานีสาวยกแขนกั้นเอาไว้ เธอยกปืนขึ้นประทับบ่าก่อนจะกราดยิงสกัดร่างใหญ่ยักษ์ที่ทำท่าจะเข้าไปซ้ำเพื่อนหนุ่มทันที กระสุนแกนเหล็กกล้าพุ่งเข้าเจาะเศษคอนกรีตจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยส่งฝุ่นฟุ้งกระจายเข้าตาขนาดเท่าฝาชีของผีร้าย มันชะงักก่อนจะเคลื่อนถอยหลัง กล้ายได้ทีเลื่อนเป้าไปยังกลางกระหม่อมหมายจะปลิดชีพ แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อจู่ๆฝูงผีร้ายร่างแหลกเหลวสีเทาอมเขียวก็ไต่ยั้วเยี้ยออกมาจากความมืดเหมือนแมลงสาบ ก่อนจะวิ่งรี่เข้าใส่หลานชายหมอผีใหญ่ที่ยังคงแน่นิ่งด้วยความเจ็บปวดอยู่ที่ริมผนังทันที

 

            “ยูคิ ลงไปกันเร็ว !

            “ค่ะ !

            สองเด็กสาวจากต่างโลกกระโดดลงไปในรอยแยกอย่างไม่ลังเล ตานีสาวผมหางม้าสาดกระสุนที่ยังเหลืออยู่ครึ่งซองของเธอไปรอบตัว ทั้งหมดเจาะทะลุร่างของผีร้ายราวกับเล็ง ยุคิเองก็ไม่ได้น้อยหน้า ลงพื้นได้เธอก็เปลี่ยนรูปอาวุธในมือจากดาบยาวเมตรนิดๆ เป็นดาบเล่มใหญ่ยาวเกือบสองเมตรก่อนจะกวาดวูบเหมือนไดโนเสาร์กวาดหาง ทั้งกระสุนและดาบสังหารผีร้ายให้หายวับไปทันทีเกือบยี่สิบตน แต่ยังคงมีผีร้ายจำนวนพอๆกันกำลังกลุ้มรุมเข้าไปหาจ้าดราวกับหมาป่าแย่งเหยื่อ.....

 

“ยูคิเข้าไปช่วยจ้าด ข้าจัดการบ่าจ้าดหมาตัวนี้เอง !

            “ค่ะ”

 

            สาวแว่นเคลื่อนย้ายในพริบตาเข้าประชิดตัวรุ่นพี่หนุ่ม ในขณะที่เด็กสาวผมหางม้าหันหลังขวับกลับมาประจันหน้ากับร่างสีกระดำกระด่างราวกับศพถูกไฟเผาไม่หมดดียาวเกือบหกเมตรซึ่งกำลังย่ำโครมครามเข้าหาเธอเหมือนกิ้งก่าติดเชื้อพิษสุนัขบ้า หมัดแรกประเคนเข้าใส่เธอตรงๆ ตานีสาวเคลื่อนที่ในพริบตาหลบอย่างง่ายดาย มือถอดเปลี่ยนซองกระสุนอย่างรวดเร็วก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาอีกครั้งไปดักหลังฝ่ายตรงข้าม และก่อนที่อสุรกายร่างยักษ์จะรู้ตัว กระสุนหัวเหล็กกล้าขนาดห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรหกนัดก็ชำแรกแทรกผ่านเนื้อเน่าๆเข้าไปฝังอยู่ในตัวของมันเสียแล้ว

 

ปีศาจร้ายกรีดร้องเสียงลั่นเหมือนช้างบาดเจ็บ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้เจ็บอะไรมากนัก ด้วยความเร็วอันน่าประทับใจสำหรับขนาดและน้ำหนักตัว มันกระโดดหมุนตัวกลับก่อนจะต่อยอีกหมัดเข้าใส่เด็กสาวผมหางม้าในพริบตา กล้ายเบี่ยงตัวหลบก่อนจะยิงสวน แต่คราวนี้อีกฝ่ายเริ่มฉลาดขึ้น มันโยกตัวหลบก่อนจะปล่อยหมัดอีกครั้งสองหมัดซ้อน คราวนี้เร็วกว่าครั้งแรกพอสมควรจนตานีสาวต้องทิ้งตัวกลิ้งหลบ

 

            เธอเคลื่อนย้ายในพริบตาอ้อมไปดักหลังฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่า แต่ยังไม่ทันที่นิ้วชี้จะได้เหนี่ยวไก จู่ๆกำปั้นขนาดใหญ่กว่าล้อรถบรรทุกก็ปลิวมาอัดกระแทกเต็มๆลำตัวด้านหน้าของเธอจนเด็กสาวล้มทั้งยืนในหมัดเดียว

 

            “อั่ก.....”

            กล้ายคราง ทั้งอกและท้องเจ็บร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆแต่โชคร้ายที่ความเจ็บปวดของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ก่อนที่เธอจะขยับตัวได้ หมัดที่สองก็ตามมาซ้ำ แล้วตามด้วยหมัดที่สาม กระดูกทั่วตัวตานีสาวลั่นกร๊อบ เลือดก้อนใหญ่พุ่งออกจากปากพร้อมกับพลังงานวิญญาณด้วยแรงกระแทกมหาศาลพอๆกับรถขับเคลื่อนสี่ล้อของเธอพุ่งชนด้วยความเร็วนับร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้ใจจะยังสู้ แต่ร่างกายของเธอไม่ตอบสนองต่อคำสั่งจากแกนวิญญาณเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่มันทำได้ในยามนี้คือนอนคว่ำหน้านิ่ง รอเวลาที่หมัดต่อไปจะอัดทะลวงเข้ามาทำลายแกนวิญญาณ

 

            “ดาเมะ !

            ก่อนที่หมัดขนาดเท่าล้อรถบรรทุกจะทันได้ทุบทำลายแกนวิญญาณของเด็กสาวผมหางม้า มันก็ขาดสะบั้นออกในพริบตาเมื่อง้าวลำแสงเหวี่ยงวูบเกือบสามร้อยหกสิบองศา ผีร้ายที่สูญเสียรยางค์ไปหนึ่งในแปดถอยกรูดอย่างเจ็บปวด นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวจากฮิมิตสึไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปง่ายๆ พริบตาเดียว ง้าวที่เรืองแสงสีฟ้าสว่างก็เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเคียวเล่มยาวเกือบสามเมตรก่อนจะเหวี่ยงแหวกอากาศด้วยความเร็วพอๆกับอาวุธเล่มก่อนจนร่างขยุกขยุยขนาดยักษ์ถึงกับต้องกลิ้งหลบเหมือนแมงมุมโดนเตะ คมเคียวบางเฉียบเฉือนผ่านปลายจมูกที่เละเทะจนแทบมองไม่ออกของมันไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตร

 

            ยูคิสืบเท้าเคลื่อนที่ตามเป้าหมายในพริบตา แต่ยังไม่ทันได้ออกอาวุธซ้ำ เด็กสาวในชุดขาวก็ต้องสำลักเมื่อมือสองคู่ร่วมแรงร่วมใจกันเค้นคอเธอราวกับจะบิดหลอดลมให้ขาดเสียให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องหันกลับไป สาวแว่นหดเคียวกลับก่อนจะพุ่งลำแสงออกไปด้านหลังแทน ตัดคออสุรกายเคราะห์ร้ายอย่างแม่นยำราวกับมอง หัวเน่าเฟะมองเห็นกระดูกกระดำกระด่างร่วงตุ้บลงกับพื้น ขณะร่างไร้หัวล้มลงดิ้นเร่าๆก่อนจะสลายกลายเป็นผุยผงภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไหร่นัก ยังเหลือมือที่บีบคอเธออย่างเอาเป็นเอาตายอยู่อีกคู่ และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ผีตนนี้ดูเหมือนจะรู้แกวจึงรีบพันขารอบเอวของสาวแว่นก่อนจะแนบลำตัวเข้ากับแผ่นหลังเธออย่างแน่นหนา ยูคิขบกรามกรอด หากมันแนบชิดตัวแบบนี้ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะแทงย้อนไปแบบตัวที่แล้วโดยไม่แทงตัวเองไปด้วย เด็กสาวเริ่มซวนเซเมื่อโลกค่อยๆมืดลง โพรงจมูกร้อนและแน่นราวกับจะระเบิด สติค่อยๆเลือนหาย.....

 

            เสียงอะไรแหวกผ่านอากาศไปเบาๆอยู่ด้านหลังเรือนผมสีดำสนิทของเธอ นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวพยายามหันไปมอง แต่ก็ต้องรีบหันขวับกลับมาแทบไม่ทันเมื่อของเหลวข้นๆสีแดงคล้ำจนเกือบดำพุ่งทะลักออกจากลำคอที่ถูกบั่นจนขาดสะบั้นของอสุรกายร่างแหลกเหลวราวกับน้ำพุ วินาทีต่อมา ทั้งแขนและขาของผีร้ายตนนั้นก็หลุดออกจากตัวเธอร่วงลงไปกองกับพื้น

 

            ยูคิไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะหันกลับไปมองคนที่มาช่วยเธออีกแล้วด้วยพอจะรู้ว่าเขาคือใคร ที่สำคัญกว่านั้น อสุรกายร่างยักษ์กำลังคืบคลานเข้าไปหากล้ายซึ่งยังคงนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษคอนกรีตอีกครั้งแล้ว เด็กสาวชาวฮิมิตสึพยายามไม่ใส่ใจอาการปวดระบมที่คอ เธอเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าหาเบื้องหลังของเป้าหมาย

 

            ผีร้ายยาวหกเมตรดูจะรู้ตัวว่ามีอันตรายอยู่ใกล้ๆ มันเหวี่ยงแขนพร้อมกำปั้นอีกข้างซึ่งก็ใหญ่โตพอๆกับข้างที่ถูกตัดไปแล้วเรี่ยพื้นหวังจะกวาดศัตรูของมันให้กระเด็นไปกระแทกผนัง แต่มันกลับต้องเป็นฝ่ายกรีดร้องเสียงแหลมราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บเสียเองเมือแขนข้างนั้นถูกอีโต้ตัดสะบั้นในครั้งเดียวเหมือนสับขาหมูก่อนที่จะถึงตัวเด็กสาวชาวฮิมิตสึเสียอีก ยูคิดูงงๆเมื่อเป้าหมายโดนแย่งไปต่อหน้าต่อตา แต่เธอก็เรียกสติกลับมาได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วก่อนจะใช้ความเร็วกระโดดไต่ทั้งแขนและขาที่ป่ายสะเปะสะปะของผีร้ายร่างยักษ์เข้าไปหาหัวของมันที่กลางลำตัวภายในไม่กี่วินาที

 

            ดวงตาสีแดงก่ำขนาดเท่าฝาชีของอสุรกายร่างแหลกเหลวเบิกโพลงเมื่อเห็นศัตรูมายืนอยู่ตรงหน้าในระยะเผาขน มันพยายามสลัดตัว แต่นั่นก็ไม่ทำให้มือสังหารมืออาชีพจากแดนไกลกังวล เธอเลี้ยงสมดุลร่างกายอย่างชำนาญราวกับนักกายกรรมขณะดาบลำแสงยืดออกเป็นหอกยาวเกือบสี่เมตร ดวงตากลมหลังกรอบแว่นสีดำเล็งตรงไปยังดวงตาของอีกฝ่ายที่เหลือกลานด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเสียบหอกเล่มโตลงไปที่กลางดวงตาสีแดงก่ำจนมิดด้าม

 

            ร่างแหลกเหลวของปีศาจแปดขาสะบัดอย่างแรงจนยูคิถึงกับเซแซ่ดๆ รยางค์ที่เหลืออยู่หกป่ายเปะปะสลับกับทุบมั่วซั่วลงใส่บริเวณรอบๆ หมัดหนึ่งเฉียดร่างของกล้ายไปอย่างน่าหวาดเสียง เด็กสาวชาวฮิมิตสึเห็นท่าไม่ดีรีบตะโกนบอกรุ่นพี่หนุ่มซึ่งยืนจดๆจ้องๆหาจังหวะตัดแขนขาฝ่ายตรงข้ามอยู่เบื้องล่าง

 

            “รุ่นพี่จ้าด ช่วยรุ่นพี่กล้ายแล้วไปหารุ่นพี่กล้วย ตรงนี้ฉันจัดการเอง !

            “จะให้เราปล่อยให้ผู้หญิงสู้อยู่คนเดียวเนี่ยนะ !?

            “ตอนนี้ลืมเรื่องผู้หญิงผู้ชายไปก่อนเถอะค่ะ !” สาวแว่นผู้มีประสบการณ์รบมากกว่ารุ่นพี่หนุ่มหลายเท่าสวนกลับ “เป้าหมายของเราคืออะไร คือช่วยรุ่นพี่กล้วยใช่มั้ยคะ ไปทำเป้าหมายให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับมาช่วยฉัน !

            “โอเคๆก็ได้ !

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งมีแผลถูกกัดอยู่สี่ห้าแห่งกระชับมืดอีโต้ในมือก่อนจะพุ่งลอดแขนขาที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเข้าไปหากล้ายอย่างทุลักทุเล แต่ไปไม่ทันถึงไหน แขนข้างหนึ่งก็เหวี่ยงมากระแทกหน้าเขาจนแทบน็อกกลางอากาศ เด็กหนุ่มหน้าดุขบกรามกรอด มือป้ายเลือดกำเดาที่เริ่มไหลออกมาจากจมูกพร้อมกับถ่มเลือดจากปากที่แตกลงพื้น ไอ้ปีศาจตนนี้ ช่วยกล้วยได้เมื่อไหร่ล่ะก็เขาจะสับมันเป็นชิ้นๆให้ได้ !

 

            แต่ดูเหมือนจ้าดจะไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นเสียแล้ว หลังจากอาละวาดอยู่นานเกือบสามนาที แขนทั้งหกของอสุรกายร่างแหลกเหลวก็ร่วงตุ้บลงกับพื้นจนฝุ่นคอนกรีตฟุ้งตลบ ดวงตาสีแดงค่อยๆหรี่แสงก่อนจะปิดลง แล้วร่างยักษ์หนักนับสิบตันก็ทิ้งตัวลงจนตึกสั่นคลอนไปถึงฐานราก พื้นคอนกรีตที่ยังไม่ถล่มส่งเสียงคำรามก่อนที่แท่งคอนกรีตหนาเกือบสองเมตรจะร่วงลงมาทับมันอย่างแรง เด็กสาวชาวฮิมิตสึถอนตัวออกมาได้ทันพอดี

 

            “รุ่นพี่จ้าดคะ รุ่นพี่กล้ายเป็นไงบ้าง”

            สาวแว่นกรากเข้าหาหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งกำลังแบก.... หรือถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นลากเพื่อนสาวถูลู่ถูกังไปตามพื้นมากกว่า

 

            “ไม่รู้ รู้แต่ว่าแย่พอสมควร”

จ้าดตอบ ดวงตาตี่เหลือบมองใบหน้าของตานีสาวผมหางม้าเล็กน้อย มันยังคงบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและซีดขาวราวกับกระดาษ ถึงอย่างหลังอาจจะเป็นเพราะฝุ่นปูนก็ตาม

 

            “จ้าด ยูคิ ทิ้งข้าไว้ตรงนี้.....” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงดังลอดออกมาจากริมฝีปากบาง

            “ตลก ทิ้งไว้ก็สิ้นอายุสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบทันควัน

            “ภารกิจคราวนี้จุดประสงค์คือช่วยกล้วย....” กล้ายพูดอย่างยากลำบาก “ทำจุดประสงค์ให้สำเร็จก่อน ข้าจะเป็นจะไดก็ช่าง.....”

            “โว้ย รำคาญ !”จู่ๆหลานชายหมอผีใหญ่ก็ว้ากขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “ทั้งสองคนนั่นแหละ เอาแต่พูดว่าจุดประสงค์ๆอยู่ได้ ถึงจุดประสงค์จะเป็นแบบนั้นจริงเราก็ไม่ไปหรอก จะให้ทิ้งคนนึงไว้ให้ต่อสู้เองตามลำพัง อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้เพื่อไปช่วยอีกคนนึงเนี่ยนะ ไร้สาระเรือหาย !

            “แต่บางทีมันก็เป็นทางที่ดีที่สุดนะคะรุ่นพี่จ้าด !” ยูคิเถียง “เหมือนอย่างเมื่อกี้ ฉันสู้เก่งกว่ารุ่นพี่จ้าดอยู่แล้ว เอาตัวรอดได้แน่ ถ้ารุ่นพี่จ้าดล่วงหน้าไปช่วยรุ่นพี่กล้วยก็จะไม่เสียเวลานะคะ !

            “เอาตัวรอดได้ตรงไหน โดนบีบคอซะแทบหักแบบนั้นเนี่ยนะเอาตัวรอดได้”

            “เอ่อ ไอ้นั่นมันก็.....” ปื้นสีแดงปรากฏบนผิวขาวซีดเหมือนหิมะของเด็กสาว เธอดูโกรธตัวเอง “ช่างเถอะ บางทีมันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นี่คะ !?

            “แล้วยูคิจะบอกให้เราทิ้งกล้ายไว้ตรงนี้งั้นเหรอ !?

 

            นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชะงักกึก แม้เธอจะพูดแบบนั้น แต่การปฏิบัติยากกว่าทฤษฎี

 

            “เห็นมั้ย” เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยอย่างมีชัยเมื่อเห็นท่าทีของรุ่นน้องสาว “ไปกัน.....”

 

            ประโยคของหลานชายหมอผีใหญ่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคอนกรีตครูดกับพื้นดังครืด วินาทีต่อมา แท่งคอนกรีตหนักเกือบสิบตันก็ล้มตึงจนพื้นสั่นสะเทือน แล้วร่างแหลกเหลวไหม้เกรียมของอสุรกายร่างใหญ่ยักษ์ก็ค่อยๆแหวกกองเศษซากคอนกรีตออกมาอย่างช้าๆราวกับมีใครกดภาพสโลว์โมชัน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของหน่วยช่วยเหลือทั้งสาม รู้ตัวอีกที มันก็แยกเขี้ยวแหลมคมยิ้มกว้าง ก่อนจะพุ่งตรงรี่เข้ามาหาพวกเขาเสียแล้ว.....

 

            ไวเท่าความคิด จ้าดเหวี่ยงร่างตานีสาวขึ้นหลัง ก่อนที่ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำจะเผ่นแน่บกันไปคนละทิศคนละทาง แต่ผีร้ายร่างยักษ์ไม่สนใจสาวแว่นผู้ถือดาบเรืองแสงเลยแม้แต่น้อย มันหันขวับ ดวงตาที่สะท้อนแสงเป็นมันวาวจ้องมองเด็กหนุ่มที่วิ่งไปรอบๆอย่างจนตรอกด้วยแววตาขบขัน ก่อนที่มันจะออกตัวเคลื่อนที่ไล่ตามไปเหมือนแมงมุมยามเห็นเหยื่อหลงมาติดใย

 

            “ยูคิฆ่ามันไปแล้วไม่ใช่เรอะ!?

            “วาคารัง..... ฉันไม่รู้ !” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวหลุดภาษาตัวเองออกมาเล็กน้อย “ฉันก็ไม่ได้บอกว่ามันตาย !

“เปิ้นบ่ตายหรอก” จู่ๆกล้ายก็เอ่ยขึ้น “ผีร้ายหมู่นี้ต้องยิงหัว หรือบ่อั้นก็ตัดคอหรือตัดท่อนลำตัวเท่านั้น เปิ้นถึงจะสลายไปได้”

            “แล้วจะยิงหัวมันยังไงล่ะ !?

 

            จ้าดย้อนถาม ใบหน้าที่ผิดรูปร่างของอสุรกายร่างยักษ์จมลึกและกลืนไปกับส่วนอื่นๆของร่างกายจนแทบไม่มีส่วนหัวโผล่ออกมาเลย แถมยังอยู่ในมุมเงยและถูกลำตัวและแขนขาส่วนอื่นบังจนแทบมองไม่เห็น เด็กหนุ่มเชื่อว่าต่อให้เป็นกล้วยมาก็เถอะ ยิงจากมุมแบบนี้ก็คงไม่มีทางโดน

 

            “จะไดก็ต้องลองดู”

            กล้ายกัดฟันข่มความเจ็บปวดยกปืนขึ้นประทับบ่าก่อนจะกราดยิงออกไปทีละสามนัดสี่ชุดติดๆกัน แต่ก็ทำได้เพียงหยุดฝ่ายตรงข้ามให้ชะงักเอาไว้ชั่วครู่เท่านั้น ไม่มีวี่แววว่าจะสร้างความเสียหายให้มันได้เลยแม้แต่น้อย

 

            “คงต้องลองตัดเปิ้นทั้งตัวดูแล้วล่ะ” ตานีสาวพึมพำ “บอกยูคิหื้อที ดาบเปิ้นน่าจะยืดยาวพอจะฟันทั้งตัวได้”

            “ยูคิ !” หลานชายหมอผีใหญ่ตะโกนเรียกรุ่นน้องสาวซึ่งกำลังวิ่งไปมาหาจังหวะเข้าจู่โจมปีศาจร่างแหลกเหลวอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง “จะฆ่าผีตนนี้ให้ได้ต้องฟันมันทีเดียวขาดสองท่อน ดาบยูคิฟันไหวมั้ย”

            “ไม่ไหวค่ะ !” เสียงตอบกลับมาพร้อมกับหัวใจของทั้งจ้าดและกล้ายที่ร่วงลงไปอยู่ที่ฝ่าเท้าอีกครั้ง “ตัวมันยาวเกินไป ดาบของฉันยาวได้มากที่สุดแค่สามเมตร !

            “แต่เมื่อกี้มีหอกยาวตั้งเกือบสี่เมตรไม่ใช่เหรอ !?

“ส่วนที่สร้างความเสียหายได้มีแค่ใบหอกยาวเมตรเดียวค่ะ !

 

            “โอ๊ย งั้นจะทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี.....!

            หลานชายหมอผีใหญ่พึมพำกับตัวเองเหมือนคนบ้า แม้ตานีสาวจะเบากว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ขาของเขาก็เริ่มอ่อนแรงลงแล้ว หากยังต้องวิ่งเต็มสปีดเพื่อหนีผีร้ายที่เหมือนจะติดโรคพิษสุนัขบ้าด้วยความเร็วขนาดนี้ต่อไป เขาคงทนได้อีกไม่ถึงห้านาที จะไม่มีวิธีไหนเลยหรือที่พวกเขาจะรอดจากเงื้อมเขี้ยวและเงื้อมหมัดของมันไปได้.....

 

            “ยูคิ ไต่ขึ้นไปแทงมันจากข้างบนเหมือนเมื่อกี้ได้มั้ย!?

            “เคลื่อนที่เร็วแบบนี้คงไม่ได้หรอกค่ะ !” สาวแว่นร้องตอบ ที่ฝ่าพายุหมัดเข้าไปได้เมื่อครู่นี้ก็ถือว่าโชคช่วยพออยู่แล้ว

            “ลองดูน่า....”

            “บ่มีประโยชน์หรอกจ้าด” กล้ายขัดด้วยเสียงแหบแห้ง “ถึงจะขึ้นไปได้ ก็สับหื้อขาดสองท่อนบ่ได้อยู่ดี”

            “ก็ให้ปืนยูคิไปสิ”

            “บ่ได้ !” เสียงของเด็กสาวผมหางม้าแข็งขึ้นมาทันที “ปืนนี่เป็นของข้า ข้าหื้อคนอื่นบ่ได้ !

            “เอามาเหอะน่า หรือว่าอยากจะสิ้นอายุอยู่ตรงนี้ !?

 

            โดยไม่รอคำอนุญาตจากตานีสาว จ้าดเอื้อมมือไปคว้าปืนไรเฟิลจู่โจมหน้าตาประหลาดของเพื่อนสาวก่อนจะเหวี่ยงข้ามพื้นที่รบไปให้นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวซึ่งกระโดดขึ้นรับเอาไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะออกแรงถีบเท้ากระโดดเหนี่ยวขาข้างหนึ่งที่ยกขึ้นสูงของอสุรกายร่างยักษ์เอาไว้ กล้ายอ้าปากจะโวย แต่ท่าทางที่คล่องแคล่วของรุ่นน้องสาวและความเจ็บปวดจากทั้งร่างกายที่พุ่งเข้าสู่สมองอีกครั้งก็ทำให้เธอกลืนคำโวยวายลงคอไป บางทีให้เด็กสาวคนนี้ช่วยอาจจะใช้ได้ก็ได้....

 

            ยูคิกระโดดจากขาที่เธอเกาะอยู่ลงมาบนลำตัวที่เต็มไปด้วยปุ่มปมและกระดูกผิดรูปร่างของเป้าหมาย ดูเหมือนความขะมักเขม้นในการวิ่งไล่ล่าหลานชายหมอผีใหญ่และตานีสาวผมหางม้าจะบดบังสัมผัสถึงอันตรายที่เคยมีเต็มเปี่ยมเมื่อครู่ของผีร้ายตนนี้ไปหมด นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวค่อยๆย่องไปตามผิวหนังสีเทากระดำกระด่าง มือยกปืนยาวขึ้นประทับบ่า ดวงตาหลังกรอบแว่นสีดำเล็งตรงผ่านกล้องไปยังตำแหน่งระหว่างดวงตาที่ข้างหนึ่งถูกแทงจนทะลุ.....

 

            อย่างฉับพลัน อสุรกายร่างแหลกเหลวเบรกกะทันหันเหมือนรถประจำทางเจมอเตอร์ไซค์ปาดหน้ากลางสี่แยกทุ่งไหหิน แรงเฉื่อยกระชากตัวนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเคราะห์ร้ายกระเด็นไปร่วงตุ้บบนพื้นเปื้อนฝุ่นเบื้องหน้า และเมื่อเธอลุกขึ้นมาอีกครั้ง ปากที่มีเขี้ยวแหลมปานใบมีดโกนเรียงกันเป็นตับก็จ่ออยู่เบื้องหลังเธอแล้ว.....

 

“ยูคิระวัง !

จ้าดเอาตัวเข้าปะทะรุ่นน้องสาว เฉียดเขี้ยวแหลมที่งับเข้าหากันดังกั้บไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แต่นั่นก็ทำให้เขา เธอ รวมทั้งตานีสาวบนหลังล้มกลิ้งหลุนๆไปหลายตลบ เด็กหนุ่มหน้าดุยันตัวลุกขึ้นทันทีที่ทำได้ เขาคว้าตัวกล้ายซึ่งอยู่ใกล้ตัวกว่าขึ้นหลังอีกครั้ง ก่อนจะตรงรี่เข้าหายูคิและก้มลงไปกระซิบกับเธออย่างรวดเร็ว

 

            “ยูคิ กล้าย แผนนี้น่าจะใช้ได้ ทำตามนี้นะ เราจะเป็นเหยื่อล่อให้เอง”

            ขาดคำของหลานชายหมอผีใหญ่ ผีร้ายก็เข้าจู่โจมอีกครั้ง และสามหน่วยช่วยเหลือก็แตกกระจายไปคนละทิศคนละทางอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้สะเปะสะปะเหมือนเดิมอีกแล้ว จ้าดพุ่งสวนผีร้ายซึ่งเหวี่ยงหมัดเฉียดใบหน้าของเขาออกไปด้านหลัง อีโต้ในมือเฉาะปั้กเข้าใส่ท่อนขาจนผีร้ายหลุดเสียงร้องออกมาสั้นๆด้วยความเจ็บปวด มันหันหลังกลับก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไล่เขาอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจเด็กสาวในชุดขาวที่แบกรุ่นพี่สาวไปซ่อนอยู่หลังเสาต้นใหญ่ที่สีลอกล่อนเป็นแผ่นๆเลยแม้แต่น้อย

 

            “วิธีนี้จะใช้ได้แน่เหรอคะรุ่นพี่กล้าย” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำพูดอย่างไม่มั่นใจนัก “ฉันว่ามันออกจะ....”

            “ข้าก็บ่ฮู้เหมือนกัน” ตานีสาวส่ายหน้า “แต่ในเมื่อบ่มีวิธีอื่นแล้วก็ยะๆไปเถอะ”

 

ดาบเรืองแสงสีฟ้าสว่างถูกยืดออกจนยาวสามเมตรซึ่งเป็นความยาวที่มากที่สุดของมัน ยูคิโยกมันไปมาราวกับจะให้ชินมือเล็กน้อย ก่อนจะนาบมันลงกับคานคอนกรีตเหนือหัวและตั้งต้นเฉือนมันออกทีละนิดๆ อย่างช้าๆ ก้อนคอนกรีตและเศษคอนกรีตร่วงกราวลงกับพื้น แต่ไม่มีอะไรเข้าหูหรือเข้าตาอสุรกายร่างไหม้เกรียมอีกแล้ว ยามนี้ในสมองที่เน่าเปื่อยจนแทบไม่เหลือประสิทธิภาพของมันมีเพียงเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น....

 

            ในที่สุด คานคอนกรีตเบื้องบนก็ถูกเหลาจนกลายเป็นรูปลิ่มราวกับกิโยตีนเล่มยักษ์ เด็กสาวทั้งสองมองตากัน และเมื่อกล้ายพยักหน้า ยูคิก็ผิวปากเรียกรุ่นพี่หนุ่มเสียงดังก้องไปทั้งชั้น

 

หลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งกำลังวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามหันหลังกลับก่อนจะพุ่งสวนฝ่ายตรงข้ามออกไปด้านหลังอีกครั้ง ผีร้ายกลับร่างใหญ่โตของมันก่อนจะไล่กวดตามอย่างไม่ลดละ โดยไม่รู้เลยว่ามีอะไรรอมันอยู่เบื้องหน้า.....

 

ทันทีที่จ้าดวิ่งผ่านใต้คานซึ่งถูกลับเป็นรูปลิ่ม กล้ายก็กราดยิงด้านหนึ่งของคานคอนกรีตครั้งเดียวหมดซองกระสุนจนพรุนไปทั้งแถบ พร้อมๆกับที่ดาบยาวของยูคิเหวี่ยงผ่านอีกด้านหนึ่งของคาน ตัดเหล็กเส้นทั้งหมดที่ยึดมันเอาไว้ คานคอนกรีตหนักนับสิบตันลอยค้างอยู่กลางอากาศชั่วครู่ราวกับมีพลังลึกลับยกมันเอาไว้ ก่อนที่จะร่วงลงสับกลางลำตัวกว้างเกือบสี่เมตรของปีศาจร่างไหม้เกรียมขาดออกเป็นสองท่อนในพริบตา

 

เสียงกรีดร้องโหยหวนแหลมยาวดังกรีดอากาศหนาวเย็นเยือก เสียดแทงแก้วหูสองมนุษย์หนึ่งตานีจนต้องยกมือขึ้นปิดหูอย่างลืมตัว เลือดสีแดงคล้ำฉีดพุ่งเป็นสายออกจากเส้นเลือดใหญ่ที่ถูกตัดขาดของผีร้ายตัวยักษ์ราวกับน้ำพุ มันบิดตัวไปมาอย่างทรมาน ดวงตาสีแดงฉานเบิกโพลงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะแตกสลายหายไปกับอากาศธาตุ

 

            “เฮ่อ ในที่สุดก็ตายได้ซะที.....”

            จ้าดเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแม้นั่นจะทำให้กางเกงวอร์มของเขากลายเป็นสีเทาในฉับพลัน ยูคิเอนตัวพิงเสาที่สีหลุดล่อนพลางหดดาบเก็บ ส่วนกล้ายเอนตัวกลับลงไปกับพื้นตามเดิม เธอจะควักยาสมานแผลสำหรับตานีที่เสียบเอาไว้ในกล่องยาที่เข็มขัดขวดหนึ่งกลิ้งไปให้เพื่อนหนุ่มซึ่งมีแผลถูกกัดก่อนจะหยิบอีกขวดขึ้นดื่มเอง ทั้งสามหายใจหอบราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ ปีศาจชุดแรกก็เล่นเอากระอักซะขนาดนี้แล้ว พวกเขาจะไปถึงตัวกล้วยได้หรือเปล่าหนอ....

 

            “ไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ” ในที่สุด กล้ายก็เอ่ยขึ้นหลังจากความเจ็บปวดทั้งร่างกายเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้ว

            “จะไปไหนได้ล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม “พื้นชั้นบนก็พังหมดแล้ว บันไดที่ยื่นลงมาก็ถล่มด้วยเหมือนกัน จะขึ้นไปอีกทีก็ต้องขึ้นไปชั้นสามเลย หรือกล้ายจะใช้พลังส่งยูคิกับเราขึ้นไป”

            “เปล่า ข้าหมายถึงหาที่กำบัง หมู่เฮาบ่ฮู้นี่ว่าจะมีตัวอะหยังโผล่มาอีกก่อ” ตานีสาวตอบ “อีกอย่าง.... ข้ากำลังคึดว่ากล้วยอาจจะบ่ได้อยู่บนนั้น”

            “หา” คิ้วรกๆของจ้าดขมวดเข้าหากันขณะเขาสะโหลสะเหลลุกขึ้น ไม่รู้ว่าด้วยความระบมและความเจ็บแผลถูกกัดที่ยังไม่สมานดีหรือด้วยความฉงนสงสัยกับคำพูดของเพื่อนสาวกันแน่ “ทำไมกล้ายคิดว่างั้นล่ะ”

            “ข้าบ่คึดว่านางจะอยากหื้อกล้วยสิ้นอายุ อย่างน้อยก็ตอนที่หมู่เฮายังอยู่ เพราะอย่างน้อยก็ใช้เป็นตัวประกันหรือเป็นโล่ได้ แล้วยังใช้เป็นตัวเรียกลูกฮึดของหมู่เฮาหื้อทุ่มกำลังบุกเข้าไปช่วยได้” เด็กสาวผมหางม้าอธิบายเสียงเป็นการเป็นงานพลางเดินนำมนุษย์ทั้งสองไปซุ่มอยู่หลังกองคอนกรีตสูงท่วมหัวใกล้กับผนังตึก “เพราะจะอั้น ถ้าเปิ้นอยู่ข้างบนแต๊ ก็บ่น่าจะสั่งหื้อหมู่ผีร้ายอัดซะเละจะอี้ เพราะตึกอาจจะถล่มลงมาได้ตลอดเวลา”

            “ผีพวกนี้อาจจะไม่ฟังคำพูดของรุ่นพี่นางมั้งคะ” สาวแว่นสันนิษฐานบ้าง

            “บ่น่าเป็นไปได้” กล้ายส่ายหน้า “ยูคิก็เล่าหื้อข้าฟังเองบ่แม่นก๋าว่าก่อนที่กล้วยจะออกจากบ้าน ยูคิโดนพลังของนางควบคุมเอาไว้ ผีหมู่นี้ควบคุมง่ายกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า บน่าเป็นไปได้ที่หมู่เปิ้นจะหลุดการควบคุม”

            “พูดง่ายๆคือกล้ายจะบอกว่ากล้วยกับนางอยู่ในชั้นใต้ดินของตึกนี้ ?” หลานชายหมอผีใหญ่สรุป

            อีกฝ่ายพยักหน้า “น่าจะเป็นจะอั้นมากกว่าจะอยู่ข้างบนแหละ”

            “แต่เราว่ามันดูลอยๆโหวงเหวงชอบกลอยู่นา ทฤษฎีที่กล้ายว่ามาน่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุหรี่ตาลง ก่อนจะรีบพูดเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าจะโวย “เอ้อ งั้นก็ใช้โปรแกรมนั่นหาตำแหน่งของกล้วยสิ ดีกว่ามานั่งเดากันอยู่อย่างนี้ตั้งเยอะ”

            “ถ้าใช้ได้ข้าก็ใช้ไปตั้งแต่แรกแล้วย่ะบ่าจ้าดง่าว” กล้ายด่าเลียนแบบเพื่อนสาว “ประเด็นคือใช้บ่ได้ โปรแกรมนั่นหาได้แต่ตำแหน่งในแนวระนาบ ตำแหน่งแนวดิ่งยังมีแค่เป็นเวอร์ชั่นทดลอง แล้วก็บ่แม่นยำนักด้วย บางทีบอกผิดไปเป็นสองสามเมตรก็มี”

            “นั่นน่ะนะเรียกไม่แม่นยำ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถามกลั้วหัวเราะ“ระดับความแม่นยำขนาดสองสามเมตรนี่เราว่าเยี่ยมมากแล้วนะ”

            “แต่สองเมตรสามเมตรนั่นก็ผิดกันเป็นชั้นเลยเน่อ !

            “แต่ตอนนี้ชั้นบนก็สูงจากเราไปเกือบสิบเมตร” จ้าดแย้ง “และถ้าตึกนี้มีชั้นล่างจริงก็คงต่ำจากเราลงไปสองสามเมตรโน่น คลาดเคลื่อนแค่สองสามเมตรไม่มีผลอะไรหรอกน่า ใช้ๆไปเหอะ ดีกว่าเราไปผิดทางแล้วต้องเสียเวลา”

 

            “ก็ได้ ถ้าผิดข้าบ่ฮู้ด้วยเน่อ!

กล้ายวางปืนลงข้างตัว ดึงแลปท็อปออกมารันโปรแกรมแล้วป้อนคำสั่งอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์สีดำคาดเขียวประมวลผลอยู่สักครู่ ก่อนที่ตัวเลขความสูงจะปรากฏขึ้นข้างๆจุดสีเขียวที่มีชื่อของกล้วยซึ่งซ้อนทับกับจุดที่พวกเขาอยู่พอดี

 

            “กี่เมตรกล้าย” เด็กหนุ่มหน้าดุถามขึ้นทันที ตัวเลขบอกความสูงเป็นตัวเวียงซึ่งเขาอ่านไม่ออก

            “ติดลบสิบห้า” ริมฝีปากของตานีสาวผมหางม้าเหยียดยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง เธอพับแลปท็อปเสียบกลับใส่ด้านหลังเสื้อก่อนจะหันมายิ้มเหยียดๆให้หลานชายหมอผีใหญ่ “หันก่อ ข้าคึดถูก”

            “เออๆ รู้แล้วจ้าๆ ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นก็ได้” จ้าดรีบเบรกเพื่อนสาวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน “แต่เดี๋ยวๆ ติดลบสิบห้านี่มันไม่ลึกไปหน่อยเหรอ”

            “บ่ฮู้เหมือนกัน” ท่าทางสะใจของเด็กสาวถูกแทนที่ด้วยความกังวล “ก็เป็นไปได้ว่าที่นี่มีชั้นใต้ดินหลายชั้น เพราะถึงจะหักค่าความบ่แน่นอนออกไปแล้วก็ยังเหลือสิบเอ็ดสิบสองเมตรอยู่ดี”

            “ถ้างั้นก็แปลว่ายังมีอะไรขวางหน้าเราอยู่อีกเยอะเลยสิ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงหนักก่อนจะลุกขึ้น “งั้นรีบไปกันเหอะ ยิ่งช้าจะยิ่งแย่”

 

            สามหน่วยช่วยเหลือเฉพาะกิจหาทางลงชั้นใต้ดินซึ่งเป็นทางลาดเล็กๆซ่อนอยู่ริมผนังเยื้องไปด้านหลังตึกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก อันที่จริงมันก็อยู่ข้างๆประตูที่เข้ามานั่นแหละ แค่ไม่มีใครมองและไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงนั้น เด็กหนุ่มหน้าดุแอบถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยใจลับหลังเด็กสาวทั้งสอง ถ้าพวกเขาหามันเจอเร็วกว่านั้นก็คงไม่ต้องมาเปลืองทั้งเวลาทั้งแรงกับเหล่าอสุรกายร่างแหลกเหลวแล้ว

 

ชั้นบนว่ามืดแล้ว ชั้นใต้ดินยิ่งมืดกว่าชั้นบน มิหนำซ้ำจากภาพที่สามหน่วยช่วยเหลือพอจะมองเห็นจากแสงสลัวที่ส่องลอดปล่องบันไดลงมา ชั้นนี้ก็ดูจะไม่ใช่ลานโล่งเหมือนชั้นบน หากเป็นทางเดินแคบๆที่ขนาบข้างด้วยผนังคอนกรีต เศษทั้งเครื่องมือวิทยาศาสตร์หักพัง กระดาษเอกสารและวัสดุก่อสร้างที่หมดอายุขัยกระจายเกลื่อนเต็มพื้น ที่แย่ที่สุดก็คือ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ากล้วยและนางอยู่ที่ชั้นนี้ การจะใช้ไฟฉายหรือแม้แต่ดาบของยูคิก็เสี่ยงต่อการถูกตานีคนสวยส่องด้วยช็อตกันทั้งนั้น ทั้งสามจึงจำเป็นต้องค่อยๆเดินเลาะผนังไปเหมือนคนตาบอด แต่ก็ยังไม่วายสะดุดข้าวของที่วางเกลื่อนเต็มพื้นจนแทบล้มหน้าทิ่มอยู่ดี

 

            “โอ๊ย จ้าด เจ็บ !”ตานีสาวผู้ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธร้องออกมาเมื่อจ้าดล้มกระแทกเธอเป็นครั้งที่สิบในเวลาไม่ถึงห้านาที “จะล้มบ่อยเกินไปแล้ว อย่าบอกเน่อว่านายจงใจจะยะอะหยังข้า !

            “โถเจ๊ เจ๊ก็ไม่ได้มีเนื้อมีหนังไปมากกว่ากล้วยนักหรอกน่า อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”

            “แก.....”

            “รุ่นพี่กล้ายก็อย่าไปคิดอะไรมากเลยค่ะ” ยูคิรีบกระซิบห้ามศึกเมื่อเห็นว่าสองคนข้างหน้าเธอกำลังจะเข้าห้ำหั่นกันเองในความมืดอยู่แล้ว “รุ่นพี่จ้าดอยู่บ้านก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว โดนรุ่นพี่กล้วยฟาดไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ยกเว้นให้เขาบ้างเถอะค่ะ”

            “สมควร ไปล้อเล่นกับกล้วย เปิ้นยิ่งมีปมด้อยมากกว่าข้าอีก อย่างน้อยข้าก็ยังพอมี เอ่อ....”

            “พอๆช่างมันเถอะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตัดบท “ไม่ค่อยอยากรู้หรอกว่าใครใหญ่กว่าใคร เล็กๆกันทั้งนั้น”

            “ก็นายเป็นคนเริ่มก่อนบ่แม่นก๋าบ่าจ้าดง่าว!?” กล้ายแหว แต่ยังคงรักษาระดับเสียงกระซิบเอาไว้ “แล้วข้าก็บ่ได้เล็กด้วย ไปว่ายูคิโน่น !

            “อะไรกันน่ะคะรุ่นพี่กล้าย....!?

            “แต่เราว่าบรรยากาศนี้มันคุ้นๆตายังไงชอบกล....” จ้าดตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องเสียเองก่อนที่ทีมช่วยเหลือจะวงแตก “ใช่ มันเหมือนเกมที่เราเคยเล่นเลย เกมยิงซอมบี้ชื่อไรท์บีฟอร์เดธ....”

            “ไรทสึบีโฟรุเดสึเหรอคะ ฉันก็เคยเล่นเหมือนกัน” เสียงของยูคิกระซิบอย่างตื่นเต้นมาจากข้างหลังเขา “สนุกมากเลย รุ่นพี่มีที่บ้านรึเปล่าคะ เผื่อวันหลังจะได้เล่นกันได้”

            “มีสิ มีๆ แหม น่าจะบอกตั้งแต่ก่อนหน้านี้จะได้แลนเล่นกัน....”

            “โอ๊ย.... จะมาอู้อะหยังเรื่องเกมกันตอนนี้ล่ะบ่าสองคนนี้” ในที่สุดตานีสาวผมหางม้าก็ทะลุกลางปล้องขึ้นมาด้วยความรำคาญ “มีสมาธิกับเหตุการณ์ข้างหน้าหน่อยเถอะ จะมีตัวอะหยังโผล่ออกมาก็ยังบ่ฮู้เลย”

            “ก็พูดเฉยๆน่า.....” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงเป็นเชิงล้อเล่น “แต่มันเหมือนจริงๆนะ มีด่านนึงเหมือนแบบนี้เป๊ะเลย เดินๆไปก็จะมีเสียงร้องไห้ลอยมา เดินต่อไปสักพักก็จะมีผีดิบผู้หญิงนั่งร้องไห้กระซิกๆอยู่ เข้าไปใกล้ๆก็จะมีคำว่า คุณทำให้แม่มดสะดุ้งเข้าให้แล้ว !’ แล้วมันก็จะกระโจนเข้ามากระซวกอก.....”

            “หยุดอู้ได้แล้วจ้าด” กล้ายดุเสียงแข็ง “บ่เคยได้ยินก๋าเข้าป่าอย่าถามหาเสือ ข้ามเรืออย่าถามหาพราย....”

 

จู่ๆกล้ายก็หยุดกึกจนเด็กหนุ่มหน้าดุกระแทกเธอดังอั้ก ก่อนจะถูกนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชนซ้ำ แม้ตัวของทั้งคู่จะไม่หนักนัก แต่ก็ทำหลานชายหมอผีใหญ่ที่ถูกอัดเป็นแซนด์วิชจุกได้ไม่น้อย จ้าดอ้าปากจะถาม แต่ตานีสาวยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเขาเอาไว้ได้ทัน

 

“จุ๊ๆ ฟัง !

            เสียงร้องไห้กระซิกๆ ดังแว่วมาตามอากาศเย็นที่หมุนเวียนอยู่ในชั้นใต้ดิน มันแหลมเล็กและแผ่โหย แต่กลับทำให้ไขสันหลังของทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวชาวฮิมิตสึค่อยๆจับตัวเป็นน้ำแข็งไล่ตั้งแต่ก้นกบขึ้นมาถึงสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตานีสาวเองก็ทั้งตกใจและวิตกไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ดีว่านั่นเป็นเสียงร้องของอะไร.....

 

            “ปอบไห้” กล้ายกระซิบด้วยเสียงแผ่วกว่าธรรมดา “ระวังหื้อดีล่ะ อย่าหื้อเกิดเสียงหรืออย่าหื้อเปิ้นหันความเคลื่อนไหวอะหยังทั้งสิ้น บ่อั้นเรื่องใหญ่แน่”

            “ปอบไห้ ?” สาวแว่นทวนคำอย่างสงสัย แม้เธอจะพอรู้จากน้ำเสียงของรุ่นพี่สาวว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็ก “คืออะไรเหรอคะ”

            “ปอบเป็นผีดิบปรสิตชนิดหนึ่ง ดำรงชีวิตด้วยการสิงคน แล้วค่อยๆกัดกินเครื่องในของเจ้าของร่างจนแห้งตาย” ผู้ถูกถามอธิบายรัวเร็ว “ปอบปกติจะอยู่กับร่างเดิมจนตายแล้วค่อยเปลี่ยนไปสิงร่างใหม่ แต่ปอบไห้หรือเรียกอีกอย่างว่าปอบกัด จะเปลี่ยนร่างสิงด้วยการกัด กัดเมื่อได๋ร่างเดิมจะตายทันที แล้วปอบจะเข้าไปสิงร่างใหม่ แถมยังมีความสามารถทางกายสูง อันตรายมาก ขนาดตานียังย่านเลย ถ้าเป็นไปได้ก็หื้อหน่วยอาวุธระยะไกลจัดการตลอด”

 

            จ้าดหันไปมองตารุ่นน้องสาว แม้จะไม่เห็นตัว แต่เขาก็พอรู้ว่าอีกฝ่ายจ้องกลับมาด้วยแววตาหวาดกลัวระคนอึ้งเหมือนกัน อะไรมันจะเหมือนผีดิบตัวแม่มดในเกมขนาดนี้.....

 

            “แล้วอันตรายขนาดนี้จะผ่านมันไปได้ยังไง”

            “ก็ข้าอู้อยู่นี่จะไดว่าหื้อเดินผ่านไปเงียบๆ อย่าไปยะอะหยังหื้อเปิ้นฮู้ตัวเด็ดขาด”

            “รุ่นพี่กล้ายยิงมันเลยไม่ได้เหรอคะ” ยูคิเสนอขึ้นบ้าง

            “ข้าบ่อยากเสี่ยง ปอบตายยาก และถ้าเปิ้นบ่ตายก็เรื่องใหญ่อีก” ตานีสาวตอบเสียงหนัก “อีกอย่าง ข้ายังมองบ่หันตัวเปิ้นเลย จะเสี่ยงยิงไปมั่วๆย่านสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่”

 

            “อ้าว ยังไม่เห็นตัวมันแล้วรู้ได้ยังไงว่ามันอยู่ตรงไหน” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วถาม “ไม่ใช่เดินๆไปจ๊ะเอ๋กับมันพอดีนะ”

            “ก็ฮู้ได้แค่ระยะห่างจากเปิ้นมาถึงหมู่เฮานั่นแหละ” กล้ายตอบเสียงเครียด “ตอนนี้ประมาณยีสิบเมตร ถ้าหมู่เฮาเข้าใกล้เปิ้นเกินสิบเมตรแล้วยังมีแต่ทางเดินแคบๆจะอี้ หมู่เฮาจะเปลี่ยนไปหาทางอื่น ตกลงก่อ”

            “โอเค”

            “ได้ค่ะ”

            “งั้นไป อย่าลืมเน่อ เงียบที่สุด”

 

เสียงร่ำไห้ยังคงดังต่อเนื่อง ขณะสองมนุษย์หนึ่งตานีค่อยๆย่างเท้าอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินเบื้องหน้า ทั้งสัมผัสพลังงานวิญญาณและโสตประสาทของกล้ายบอกให้รู้ว่าสิ่งเคยมีชีวิตที่เรียกว่าปอบไห้เบื้องหน้ากำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โชคยังดีที่เดินไปได้เพียงไม่ถึงห้าเมตร ทางเดินก็ขยายออกเป็นห้องอย่างที่กล้ายพูดเอาไว้จริงๆ และเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่กลางห้อง ขนแขนของมนุษย์ทั้งสองก็ลุกเกรียวอย่างช่วยไม่ได้....

 

บนพื้นที่ว่างกลางเศษซากปรักหักพังและสายไฟระโยงระยางร่างหนึ่งนั่งคุดคู้ตัวสั่นระริกร้องไห้กระซิกๆเหมือนเด็กที่เพิ่งหกล้มเข่าถลอก หากร่างนั้นตรงกันข้ามกับคำว่าเด็กโดยสิ้นเชิง มันดูเหมือนหญิงชราอายุนับร้อยปี รอยเหี่ยวย่นปกคลุมทั่วผิวหนังสีซีดขาวที่ดูแข็งกระด้างราวกับถูกแช่อยู่ในฟอร์มาลีนมานานหลายวัน ผมสีขาวกระเซอะกระเซิงมีเศษอิฐเศษปูนติดอยู่เต็มไปหมด มือทั้งสองของมันยกขึ้นปิดหน้า อย่างไรก็ตาม ทั้งสามก็ยังพอจะมองเห็นว่ามีของเหลวสีเข้มหยดลงมาจากปากของมันเป็นทาง

 

จ้าดเหลียวมองตานีสาว คำตอบของอีกฝ่ายคือสายตาดุๆที่จ้องตอบเขม็งก่อนที่เธอจะหันกลับไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มหน้าดุกลืนน้ำลายเหนียวๆที่ค้างอยู่ในปากลงคออย่างเงียบที่สุดก่อนจะย่องต่อ ขณะหัวใจก็โยนตัวกระแทกซี่โครงดังตุ้บถี่รัวจนเด็กหนุ่มนึกกลัว ผีปอบคงไม่ได้ยินหรอกใช่ไหม ก็มันร้องไห้อยู่นี่นา.....

 

แต่ดูเหมือนฝันร้ายในคืนนี้จะยังเพิ่งเริ่มต้น จู่ๆโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงวอร์มก็สั่นกราวราวกับมีกุมารทองสิงจนเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก ลำพังเสียงการสั่นนั้นเบาเกินกว่าที่ปอบจะได้ยินก็จริง แต่มันก็ดึงพลังงานหยดสุดท้ายออกจากแบตเตอรี่ที่จ้าดไม่ได้ชาร์จมาหลายวัน และเมื่อแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง โทรศัพท์ก็ส่งสัญญาณดังๆออกมาสามครั้งติดๆกันก่อนจะดับวูบ

 

            กล้ายหันขวับ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองจ้าดซึ่งอยู่ในอาการตกใจสุดขีดราวจะสูบเลือดสูบเนื้อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น ที่กลางห้อง อสุรกายในร่างหญิงชราเงยหน้าขึ้น มันหันขวับมาหาสามหน่วยช่วยเหลือราวกับมองเห็น ดวงตาที่มีแต่ตาขาวสว่างวาบอย่างน่าขนลุก ก่อนที่มันจะแยกเขี้ยวที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉานอย่างดีใจที่เห็นเหยื่อเดินเข้ามาหาถึงตรงหน้า

 

            จ้าดทำปอบสะดุ้งเข้าให้แล้ว.....

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น