ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 25 : ความขัดแย้งที่บ้านเดี่ยวในเขตตาดผ้าห่มใต้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ม.ค. 58

            ตัวเลขสีเขียวเรืองแสงบนหน้าจอนาฬิกาปลุกที่โต๊ะข้างเตียงบอกเวลาตีสามสิบห้านาทีแล้ว แต่จ้าดยังนอนไม่หลับ

 

            ความตายรอบสองของสายยังคงวนเวียนมาหลอกหลอนจิตใจ ไม่ใช่เฉพาะเขา แต่ทั้งกล้วย นาง ฟ้า หรือแม้แต่ยูคิที่เพิ่งจะเจอหญิงชราเพียงสองครั้ง คำถามที่ยากจะหาคำตอบดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในโสตประสาทของหลานชายหมอผีใหญ่ และเขาก็แน่ใจว่าคำถามนี้คงจะดังอยู่ในหัวของราชินีตานีเช่นเดียวกัน

 

            คำถามที่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไป มันถูกต้องและดีที่สุดแล้วหรือ.....

 

            อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มหน้าดุถึงกับนอนไม่หลับเสียทีเดียว แต่ในคืนนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่รบกวนทั้งจิตใจและร่างกายของเขา เรื่องที่ทำให้สิ่งอื่นๆในหัวหายไปหมด เรื่องที่ปั่นให้ท้องปวดมวนราวกับมีงูจงอางนับสิบตัวอัดกันอยู่ในกระเพาะ เรื่องที่เกี่ยวพันไปถึงอนาคตทั้งอันใกล้และอันไกลของเขา......

 

            แปดโมงเช้าวันพรุ่งนี้ คะแนนสอบพื้นฐานวิศวกรรมจะออก

 

            เด็กหนุ่มพลิกตัวก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเนือยสุดขีดมองดูคล้ายซอมบี้ลุกออกจากโลง เขารู้ตัวว่าคงนอนไม่หลับแน่แล้วคืนนี้ หลานชายหมอผีใหญ่ลุกขึ้น บิดขี้เกียจซ้ายทีขวาทีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ก่อนจะเดินลากเท้าไปเปิดประตูห้องออกไปยังโถงทางเดิน ลงไปข้างล่างน่าจะมีอะไรให้ทำมากกว่านอนบิดไปบิดมาอยู่บนเตียง อย่างน้อยก็ไปเอาแลปท็อปที่เขาทิ้งไว้ข้างล่างขึ้นมาเล่นบนห้องก็ยังดี.....

 

            แต่เมื่อเดินลงบันไดมาได้ครึ่งทาง จ้าดก็ชะงักเมื่อเห็นเด็กสาวหน้าจืดในชุดนอนผ้าแพรสีเขียวนั่งอยู่ข้างโต๊ะอุ่นขา มือถูผ้าขี้ริ้วเปื้อนน้ำมันเป็นสีกระดำกระด่างเช็ดไปตามชุดเครื่องลั่นไกและสปริงตัวใหญ่ยาวเกือบฟุตของ TM107 เหมือนที่เธอเคยทำอยู่เป็นประจำ หากดวงตาเรียวมองเหม่อออกไปยังเกล็ดหิมะที่หมุนวนเป็นเกลียวท่ามกลางสายลมแรงด้านนอกอย่างใจลอย

 

            “กล้วย ยังไม่นอนอีกเหรอ”

 

            ราชินีตานีสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันมามองเพื่อนหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงไปขัดปืนต่อ

 

            “กล้วย นอนพักบ้างเถอะน่า กล้วยเป็นแบบนี้มาอาทิตย์นึงแล้วนะ” จ้าดเดินไปคุกเข่าลงข้างตัวเพื่อนสาว “ถึงจะเป็นตานี แต่ไม่พักผ่อนเลยแบบนี้เราก็ไม่คิดว่ามันจะดีเท่าไหร่นะ”

 

            “จ้าด ข้าเจ้าลองใช้ที่เก็บอาวุธที่อุ๊ยสายหื้อมาแล้ว”

            คิ้วรกๆของเด็กหนุ่มหน้าดุขมวดเข้าหากันอย่างประหลาดใจระคนงุนงง ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านหลังจากเหตุการณ์วันนั้น กล้วยไม่ยอมแตะวัตถุทรงกระบอกสีเงินนั่นอีกเลย

 

            “นั่นบ่แม่นที่เก็บอาวุธเปล่าๆเน่อ” กล้วยพูดต่อเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มเงียบไป “ข้างในมีปืนเป็นสิบกระบอก ทั้งกระบอกที่ข้าเจ้าเคยบอกอุ๊ยสายเปิ้นว่าอยากได้ ทั้งกระบอกที่อุ๊ยสายอู้ว่าจะเอามาหื้อหมู่เฮาดูอาทิตย์หน้า แล้วยังกระสุนอีกเป็นพันนัด..... อุ๊ยสายยกหื้อข้าเจ้าหมดเลย.....”

            “อุ๊ยสายอาจจะเตรียมมาเพื่อรบก็ได้นี่”

            “แล้วนี่ล่ะ หมายความว่าจะได”

 

            เด็กสาวหน้าจืดยื่นกระดาษยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งใส่หน้าเพื่อนหนุ่ม จ้าดรับมาคลี่ออกดู มันเป็นกระดาษเอสี่ ลายมือเป็นระเบียบอย่างที่คนแก่จะพึงเขียนสองสามบรรทัดเขียนเอาไว้บนด้านหนึ่งด้วยหมึกสีดำ หมึกนั้นเลือนและเปรอะเป็นด่างดวงเหมือนมีน้ำอะไรหยดใส่จนแทบอ่านไม่ออก

 

            “ถึงท่านกล้วย

            ถ้าท่านกล้วยได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ก็แปลว่าอุ๊ยคงบ่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว

            อุ๊ยฮู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้น และอุ๊ยก็ฮู้อยู่แล้วว่าท่านกล้วยจะตัดสินใจจะได แต่อุ๊ยก็บ่เสียใจที่อุ๊ยยะจะอี้ อุ๊ยยินดีเสียสละร่างนี้เพื่อสอนสิ่งที่สำคัญกว่าหน้าที่หื้อท่านกล้วย สิ่งที่ถ้าท่านกล้วยบ่ฮู้บ่เข้าใจ ท่านกล้วยคงจะต้องลำบากกว่าตอนนี้

 

            ปืนและอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ในที่เก็บ อุ๊ยยกหื้อท่านกล้วย ใช้หื้อดี กอบกู้เผ่าพันธุ์ของท่านกล้วยหื้อได้ และนำความสงบสุขกลับมาหื้อภูตผีและมนุษย์ชาวตานนะคอนอีกครั้ง อุ๊ยเชื่อว่าท่านกล้วยยะได้ แต่บ่ว่าจะได อุ๊ยจะคอยหื้อกำลังใจท่านกล้วยจากโลกหลังความตายเสมอ

 

            ฮัก

            พ.อ. สายคำ สะหวันพา”

 

            “ทั้งที่เปิ้นใจดีกับหมู่เฮา..... ใจดีกับข้าเจ้าขนาดนั้น.....” เสียงของกล้วยเริ่มมีเสียงสะอื้นแทรกเข้ามาแล้ว ดวงตาเรียวเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใสที่รื้นขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ “แต่หมู่เฮากลับ..... ข้าเจ้ากลับคึดว่าเปิ้นเป็นผีร้าย ข้าเจ้ากลับคึดว่าต้องส่งเปิ้นไปโลกเบื้องหลัง ข้าเจ้ากลับยิงเปิ้นจะอั้น..... ข้าเจ้าบ่ฮู้ว่าจะชดใช้ความผิดนี้จะไดดีแล้ว.....”

            “กล้วย พอได้แล้วน่า เลิกโทษตัวเองได้แล้ว” หลานชายหมอผีใหญ่แตะมือเพื่อนสาวหวังจะปลอบ แต่อีกฝ่ายกระชากมือกลับทันที

            “นายจะฮู้อะหยัง นายเพิ่งจะฮู้จักเปิ้นแค่สองสามเดือน จะมาฮู้อะหยังกับความเจ็บปวดของข้าเจ้า !?” เด็กสาวหน้าจืดกระชากเสียง แต่เสียงของเธอก็มืดมนลงอย่างฉับพลันในประโยคต่อมา “ทั้งที่ข้าเจ้าแทบบ่เหลือผู้ได๋ที่ข้าเจ้าฮักอีกแล้ว.... แต่ข้าเจ้ากลับ..... ข้าเจ้ากลับทำร้ายคนที่ฮักไปกับมือ..... ฆ่าคนที่ฮักไปกับมือ..... สุดท้ายแล้วข้าเจ้าก็เป็นได้แค่ราชินีห่วยแตกที่ได้แต่สร้างหายนะ บ่แม่นแค่ยะหื้อทั้งเผ่าล่มสลาย แต่แค่ชีวิตของคนที่ข้าเจ้าฮักข้าเจ้าเคารพก็ยังทำลายลงไปกับมือ..... ข้าเจ้าน่าจะสิ้นอายุไปหื้อพ้นๆซะดีกว่า !

 

            กล้วยสูดหายใจลึกทำท่าจะพูดต่อ แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อข้อมือของเธอถูกมือใหญ่ของเพื่อนหนุ่มคว้าหมับอย่างแรงจนเกือบเจ็บ เด็กสาวหันขวับไปมองเขาอย่างตกใจ แล้วก็เห็นว่าในดวงตาตี่สีดำที่จ้องเธอเขม็งนั้นฉายประกายกล้า

 

            “กล้วย อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ” จ้าดเน้นเสียง “คิดว่ากล้วยสิ้นอายุไปแล้วอุ๊ยสายจะดีใจงั้นเหรอ คิดว่ากล้วยสิ้นอายุไปแล้วจะลบล้างทุกอย่างได้งั้นรึไง”

            “แล้วนายจะหื้อข้าเจ้ายะจะได” ตานีสาวย้อนถามด้วยเสียงสะอื้น “ข้าเจ้าต้องยิงกล้วยหื้อแกนวิญญาณข้าเจ้าแหลกสลายไปโลกหลังความตายอย่างทรมานแม่นก่อ ถึงจะอั้นข้าเจ้าก็ยินดี....”

            “ไม่ช่าย.....!” หลานชายหมอผีใหญ่ว้าก ตกใจไม่น้อยที่เพื่อนสาวตีความคำพูดของเขาผิดจากความหมายเดิมไปคนละโยชน์ “เราหมายถึง กล้วยคิดเหรอว่าอุ๊ยสายอยากให้กล้วยสิ้นอายุ กล้วยก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าอุ๊ยสายเขียนในนี้ว่าอะไร !? อุ๊ยสายอยากให้กล้วยกอบกู้เผ่าตานี ไม่ใช่อยากให้สิ้นอายุตามไปนะ !

            “แต่..... แต่ข้าเจ้า.....”

            “ถ้ากล้วยอยากจะชดใช้ความผิด กล้วยก็ทำอย่างที่อุ๊ยสายขอร้องสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุพูดต่อทันที “ยืดหยุ่นบ้าง กรณีไหนที่ไม่จำเป็นต้องส่งไปโลกหลังความตาย กรณีที่ภูตผีป้องกันตัว หรือแค่ปรากฏตัวออกมาเฉยๆไม่ได้ต้องการจะทำร้ายหรือก่อกวนมนุษย์ก็ละเว้นให้เขาไว้บ้าง เราก็เห็นด้วยกับอุ๊ยสายนะเรื่องนี้ ถ้าทำได้ล่ะก็ บางทีเหตุการณ์สวนกล้วยแตกครั้งนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ”

            “แต่มันบ่แม่นเรื่องง่ายๆเน่อจ้าด” ราชินีตานีแย้งทั้งน้ำตา “ลองคึดดูสิ ไปถามอาชญากรว่าผู้ได๋เริ่มก่อน เปิ้นก็ต้องอู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อนอยู่แล้ว และบางทีอีกฝ่ายก็โต้แย้งบ่ได้ด้วยเพราะเปิ้นตายไปแล้วหรือมองบ่หันหมู่เฮา หรือถึงจะมองหัน แต่นายคึดว่าหมู่เฮาจะถามจนได้สถานการณ์แต๊ๆออกมาจะอั้นก๋า แล้วถ้ามนุษย์ผิดแต๊ๆ แล้วหมู่เฮาจะยะจะได จะลงโทษเปิ้นก๋า ก็ยะบ่ได้อีก แล้วสุดท้ายหมู่ผีร้ายก็จะทำร้ายเปิ้นอีกจนได้ คึดน่ะได้เน่อ แต่ตอนยะมันบ่ง่ายเน่อจ้าด”

            “มันก็จริงแหละที่กล้วยว่ามา” หลานชายหมอผีใหญ่ยอมรับ “แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่เถรตรงแหนวแบบไม่มีการยืดหยุ่นเลยแบบนี้ เราเข้าใจว่ากล้วยซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่ได้รับมา เราเข้าใจว่ากล้วยคิดว่าหน้าที่นี้คือเหตุผลที่มีตานีอยู่ แต่มันก็เหมือนสายกีตาร์..... ไม่สิ เหมือนกับสปริงปืนที่กล้วยขัดอยู่นั่นแหละ”

 

            จ้าดชี้ไปยังสปริงเหล็กกล้าที่กล้วยยังคงถืออยู่ในมือ

 

            “ลองคิดดูสิ ถ้าสปริงมันแข็งเกินไป ตึงเกินไป ปืนก็ทำงานได้ไม่ดีหรืออาจจะพังเร็วขึ้น แต่ถ้ามันหย่อนลงมาสักนิดให้พอดีๆ ปืนก็ใช้งานได้ดีถูกมั้ย เหมือนกันนั่นแหละ” เด็กหนุ่มพูดต่อ “ทั้งเรื่องนี้ เรื่องอุ๊ยสาย และเรื่องอื่นๆของกล้วย ทั้งกับคนอื่น กับพวกภูตผี และกับตัวกล้วยเอง ถ้ากล้วยลองลดความตึงลงมาบ้าง เราว่ากล้วยจะมีความสุขขึ้นกว่านี้เยอะเลยล่ะ”

 

            กล้วยไม่ตอบ เธอก้มหน้าลง เธอรู้ว่าเพื่อนหนุ่มพูดถูก บางทีเธออาจจะตรงไปตรงมาเกินไปจริงๆก็ได้..... แต่การทำสิ่งที่ทั้งอุ๊ยสายและจ้าดพูดให้เป็นจริงนั้นยากยิ่งกว่ายากมากนัก และมันจะพอสำหรับการชดใช้ความผิดที่เธอได้กระทำลงไปจริงหรือ.....

 

            “กล้วย เรารู้ว่ามันยากอยู่ โดยเฉพาะสำหรับกล้วยด้วยแล้ว” จ้าดเอื้อมมือไปแตะมือเพื่อนสาวอีกครั้ง และดีใจที่อีกฝ่ายไม่กระชากออกไปอีก “ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละนิดก็ได้ อย่างน้อย เลิกโทษตัวเองเรื่องอุ๊ยสายเถอะ”

            “จ้าด ข้าเจ้าเข้าใจว่าจ้าดอยากจะอู้ว่าจะได” ตานีสาวเอ่ยเสียงเครือ “เรื่องอื่นข้าเจ้าจะพยายาม.... แต่อุ๊ยสายเป็นผู้มีพระคุณของข้าเจ้า เป็นคนที่ข้าเจ้าฮักที่สุดรองจากแม่..... อย่างน้อย ข้าเจ้าขอเศร้ากับความตายของอุ๊ยสายต่อไปอีกสักหน่อยได้ก่อ..... อย่างน้อยก็เพื่อแสดงความอาลัยกับอุ๊ยสายเป็นครั้งสุดท้าย คงจะเข้าใจเน่อ”

            “อะ.... อื้ม.....” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า “แต่ก่อนอื่น กล้วยนอนก่อนเถอะ กล้วยนอนน้อยมาหลายวันแล้ว เดี่ยวจะแย่เอา ถึงจะเป็นตานีก็เถอะ เราว่าพักผ่อนน้อยๆติดต่อกันหลายๆวันก็คงไม่ดีหรอก”

 

            กล้วยนิ่งไปอีกอึดใจหนึ่งราวกับกำลังคิดว่าจะเชื่อฟังเพื่อนหนุ่มหรือว่าจะนั่งอยู่ต่อไปดี แต่ในที่สุด เธอก็ยัดสปริงกลับเข้าไปในชุดเครื่องลั่นไกก่อนจะประกอบมันเข้ากับตัวปืนอีกครั้ง เด็กสาวหน้าจืดถอยตัวลุกขึ้นจากโต๊ะอุ่นขา ก่อนจะหันมายิ้มบางๆให้เพื่อนหนุ่มทั้งที่ใบหน้าของเธอยังคงเปียกชื้นด้วยน้ำตา

 

            “ขอบใจมากเน่อจ้าดที่อุตส่าห์มาปลอบข้าเจ้า งั้นข้าเจ้าขึ้นไปนอนก่อนเน่อ”

            “อื้ม ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่มองตามเพื่อนสาวจนเธอเดินลับหายมุมบันไดไปก่อนจะถอนหายใจเฮือก ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจเพื่อนสาว ศักดิ์ศรีของราชินีตานี รวมทั้งเหตุการณ์ร้ายต่างๆที่เธอผ่านมานับไม่ถ้วนคงหล่อหลอมให้เด็กสาวหน้าจืดกลายเป็นแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว มิหนำซ้ำยังนำมาซึ่งความทุกข์ยิ่งขึ้นไปอีก เขาก็ได้แต่หวังว่าหากตานีสาวหย่อนกฎที่เธอพันธนาการตัวเองเอาไว้ลงมา เธอก็คงจะมีความสุขขึ้นบ้าง เพียงสักนิดก็ยังดี.....

 

            แต่ถอนหายใจยังไม่ทันหมดปอด หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท คอมพิวเตอร์แลปท็อปที่เขาตั้งใจจะลงมาเอานั้นส่งไปซ่อมอยู่เนื่องจากแรมเกิดไหม้เอาดื้อๆขณะเล่นเกมวางแผนการรบสุดโปรด คอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ก็ถูกล้างเครื่องให้กล้วย นางและยูคิใช้จนแทบไม่เหลือเกมหรืออะไรที่เขาจะเล่นได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำโทรทัศน์ก็คงไม่มีรายการอะไรน่าสนใจอีกแล้วด้วย ซ้ำร้าย คนสุดท้ายที่เขาจะคุยด้วยได้ก็เพิ่งปิดประตูห้องนอนไปเมื่อกี้นี้เอง แล้วเขาจะทำอะไรไม่ให้หลับจนเช้าได้กัน.....

 

            “ไม่ เราจะต้องไม่หลับ เราจะต้องรอดูผลสอบพื้นฐานวิศวะ ไม่ เราจะต้องไม่หลับ.....”

            จ้าดพึมพำราวกับกำลังสวดมนต์สะกดจิตตัวเอง แต่ดูจะไร้ผล ยิ่งพูด ร่างของเขาก็ยิ่งเอนลงไปเรี่ยโต๊ะอุ่นขามากขึ้น ในที่สุด หลังจากพูดจบรอบที่สิบ หัวของเด็กหนุ่มหน้าดุก็ฟุบลงกับโต๊ะอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับสติที่ดับวูบ.....

 

 

            “จ้าด จ้าด ตื่นได้แล้ว วันนี้ผลสอบเธอออกไม่ใช่เหรอ !?

            เสียงหวานๆของนางและแรงเขย่าตัวที่ไหล่ปลุกให้หลานชายหมอผีใหญ่ตื่นจากห้วงนิทรา จ้าดสะบัดหัวอย่างง่วงงุน อ้าปากหาวก่อนจะถอยตัวลุกออกจากโต๊ะอุ่นขา เขาฝันไม่ดีเลย ในความฝัน เขาได้คะแนนเพียงสามสิบจากร้อย ไม่มีโอกาสได้เรียนคณะวิศวะ พ่อแม่โทรศัพท์ทางไกลมาต่อว่าจากเชียงหลวง แล้วสุดท้ายเขาก็ต้องกลายเป็นเด็กซิ่ว.....

 

            ทุกคนในบ้านดูจะลุ้นระทึกพอๆกับเขา กล้วยเดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ท่าทางกระวนกระวายแม้ผลการเรียนระดับเธอน่าจะผ่านได้อย่างสบายๆก็ตาม แม้แต่ยูคิและนางซึ่งไม่ได้สอบก็ดูจะกังวลไม่แพ้กัน เด็กสาวชาวฮิมิตสึยืนอยู่ใกล้ๆทางเดินของเด็กสาวหน้าจืด มือทั้งสองกอดอกขณะดวงตาหลังกรอบแว่นจ้องมองรุ่นพี่สาวสลับกับจอคอมพิวเตอร์ซึ่งหันหลังเฉียงๆให้เด็กหนุ่ม ตานีสาวคนสวยเมื่อปลุกเพื่อนหนุ่มเสร็จก็กระเถิบไปนั่งที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะอุ่นขา นิ้วมือเคาะพื้นเป็นจังหวะขณะดวงตามองเหม่อไปไกล

 

            “นี่กี่โมงแล้ว” เป็นคำแรกที่ลอดออกจากริมฝีปากของจ้าดด้วยเสียงงัวเงีย

            “เก้าโมง” ราชินีตานีตอบเสียงเครียด

            “เก้าโมง !?” เด็กหนุ่มทวนคำเสียงสูง เขากระโจนไปทิ้งตัวลงที่เก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ทันที “แล้วกล้วยดูผลรึยัง ได้เท่าไหร่ !?

            “ยัง ข้าเจ้าว่าจะรอนาย”

 

            “อะ.... อ้าว เหรอ.....” หลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งกำลังจะกดเปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ชะงักกึกเมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อนสาว “งั้นกล้วยจะดูก่อนมั้ย”

            “บ่เป็นอะหยัง นายดูไปเถอะ นายน่าจะลุ้นกว่าข้าเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบรัวเร็ว “อีกอย่าง ถ้านายหันคะแนนข้าเจ้า นายอาจจะ เอ่อ.... เสียกำลังใจ.....”

 

            “คร้าบๆแม่คนเก่ง”

            จ้าดลากเสียง แค่นหัวเราะอย่างเครียดๆพลางพรมนิ้วป้อนรหัสประจำตัวสอบและรหัสผ่านของเขาลงในเว็บของสำนักงานคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของรัฐเวียงตานก่อนจะกดปุ่มป้อนคำสั่ง หน้าจอเว็บเบราเซอร์เปลี่ยนเป็นสีขาวทันทีขณะมันเริ่มโหลดข้อมูล แต่ก่อนที่จะทันได้เห็นอะไร จ้าดก็เกือบล้มคะมำหน้าทิ่มเมื่อกล้วย นางและยูคิต่างก็มาอัดกันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ดวงตาทั้งสี่คู่จ้องจอเขม็ง รอให้ตัวเลขคะแนนปรากฏขึ้น.....

 

            “เซิร์ฟเวอร์ทำงานหนักเกินไป โปรดลองใหม่ภายหลัง”

 

            เด็กสาวหน้าจืด เด็กสาวชาวฮิมิตสึและเด็กสาวทรงโตเข่าอ่อนทรุดลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งกลิ้งตกจากเก้าอี้ลงไปกองม้วนๆขยุกขยุยเหมือนร่างที่เขาเคยเจอในอุดมชัยพลาซ่า เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับ ทั้งเจ็บทั้งขำทั้งเซ็งกับการทำงานของหน่วยราชการ ทั้งๆที่รู้ว่าวันนี้นักเรียนจะถล่มเว็บ เช่าเซิร์ฟเวอร์ชั่วคราวมาเปิดเพิ่มสักตัวสองตัวมันจะตายหรืออย่างไร

 

            “เอาเถอะ ถือว่ายืดเวลาตายไปสักหน่อยก็แล้วกัน” ตานีคนสวยหัวเราะเบาๆก่อนจะยันตัวลุกขึ้น “เดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารเช้ามาให้ก่อนก็แล้วกัน กินไว้ก่อนจะได้พร้อมรับผลคะแนน”

            “จะกินไม่ลงเอาน่ะสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุพึมพำ

 

            กล้วยและจ้าดผลัดกันเข้าเว็บตลอดเวลาที่นางทำอาหาร แต่ผลก็เป็นเช่นเดิม ไม่มีอะไรขึ้นมานอกจากข้อความชวนโมโหสีดำบนพื้นขาวนั้น มิไยที่ยูคิจะรวบรวมความกล้าและภาษาสารขัณฑ์ซึ่งดีขึ้นบ้างของเธอโทรไปถามที่สำนักงานถึงที่ คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงต้องรอให้เว็บกลับมาใช้การได้เท่านั้น ทำเอาจ้าดแทบจะพุ่งไปว้ากเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากกล้วยไม่รั้งเขาเอาไว้ เด็กหนุ่มอาจได้ลงข่าวหน้าหนึ่งด้วยข้อหาหยาบคายกับพนักงานรับโทรศัพท์ก็เป็นได้.....

 

            เวลาล่วงผ่านจากเช้าเป็นสาย เที่ยง บ่าย เย็น และในที่สุด ท้องฟ้ากลางฤดูหนาวก็สิ้นแสงดวงอาทิตย์ แต่เว็บของสำนักงานคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาก็ยังคงเหมือนเดิม มีข่าวออกมาตลอดทั้งวันว่าทั้งนักเรียนและผู้ปกครองต่างเข้าไปโวยถึงสำนักงาน พร้อมๆกับข่าวว่าทางสำนักงานกำลังพยายามเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่งจะเช่ามาเป็นกรณีพิเศษเข้ากับระบบ แต่จ้าดไม่ค่อยเชื่อข่าวหลังมากนัก เพราะมันออกมาตั้งแต่เที่ยง แต่ตอนนี้จะหกโมงเย็นอยู่แล้วเว็บก็ยังคงแสดงผลเป็นข้อความกวนประสาทหนึ่งบรรทัดเช่นเดิม หากไม่ใช่ไม่ได้ซื้อเซิร์ฟเวอร์มาจริง สำนักงานนี้ก็คงต้องเปลี่ยนช่างระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ยกชุดเสียแล้ว.....

 

            ในที่สุด นาฬิกาก็บอกเวลาหกโมงเย็น และจ้าดก็ออกอาการโมโหจริงๆออกมาเป็นครั้งแรก เด็กหนุ่มเดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องโถงของบ้านเหมือนที่กล้วยทำเมื่อเช้าไม่มีผิดเพี้ยน อย่างไรก็ตาม ราชินีตานีก็ไม่ได้มีสีหน้าบูดบึ้งราวกับพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อเช่นนี้ แขนทั้งสองของหลานชายหมอผีใหญ่กอดอกแน่น ฟันกรามขบกันดังกรอดๆไม่ขาดช่วง เขานอนไม่หลับ กินไม่ลง แถมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรมาตั้งแต่เมื่อวาน แล้วนี่เขาจะต้องมารอลุ้นแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน

 

            เข็มสั้นของนาฬิกาค่อยๆเดินคล้อยจากหกโมงเป็นหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม และสี่ทุ่ม ขณะบรรยากาศภายในบ้านเดี่ยวสองชั้นค่อยๆตึงเครียดและเพิ่มอุณหภูมิขึ้นทุกขณะราวกับเป็นเตาอบ ไม่มีใครพูดอะไรกับใคร แม้แต่ยูคิและนางเองก็เงียบพอๆกับผู้เข้าสอบทั้งสองซึ่งวนไปเวียนมาคอยเช็กเว็บทุกๆห้านาที ต่างคนต่างรอคอยเวลาที่ตัวเลขคะแนนจะปรากฏขึ้นมาบนหน้าเว็บ......

 

            “คะแนนออกแล้ว !

            จู่ๆเด็กสาวหน้าจืดก็โพล่งออกมาเมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาห้าทุ่มตรงพอดี จ้าดกระโจนทีเดียวก็ถึงตัวเพื่อนสาว ตามมาติดๆด้วยนางและยูคิ ดวงตาตี่จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งบัดนี้ไม่ได้เป็นสีขาวและมีข้อความบอกความผิดพลาดอีกแล้ว หากเต็มไปด้วยตัวอักษรและตัวเลข และเมื่อสัญญาณภาพจากจอประสาทตาถูกประมวลผลในสมองเรียบร้อย หลานชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องอ้าปากค้าง

 

            นางสาว ณัฐณิช ณ ตานนะคอน

            เลขประจำตัว 54070121071025

            ฟิสิกส์ 496/500            เคมี 463/500   ชีววิทยา 449/500        คณิตศาสตร์ 487/500

            ผลคะแนนพื้นฐานวิศวกรรม 94.75/100

            คะแนนเฉลี่ยจังหวัดตานนะคอน 78.67  คะแนนเฉลี่ยรัฐเวียงตาน 72.81

            คะแนนเฉลี่ยสารขัณฑ์ 68.41    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 12.11

 

            “ยะได้แล้ว !

            กล้วยกำมืออย่างมีชัย รอยยิ้มกว้างซึ่งไม่มีให้เห็นบ่อยนักทำให้ใบหน้าของเธอดูสว่างไสวผิดกับเด็กสาวผู้มืดมนเมื่อคืนลิบลับ ยูคิกอดรุ่นพี่สาวจากด้านหลังอย่างดีใจ ขณะนางซึ่งฐานะต่างกับเด็กสาวหน้าจืดเกินกว่าจะกอดได้เอ่ยแสดงความยินดีอย่างตื่นเต้น แต่ราชินีตานีกลับหันมาหาเพื่อนหนุ่มซึ่งยิ้มฝืนๆให้เธออยู่ข้างๆ กล้วยกดย้อนกลับไปหน้าใส่รหัสผู้เข้าสอบ ลุกขึ้นและผลักเขาลงนั่งบนเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์แทนที่เธอ

 

            “เอาสิจ้าด ดูคะแนนนายสิ”

            “เอ่อ.... เราว่าเรายังไม่ดูดีกว่า” จ้าดตอบอ้อมแอ้ม “ราว่าคะแนนเราคงไม่สวย.... เราไม่ค่อยอยากให้ทุกคนดูเท่าไหร่”

            “ดูๆไปเหอะ จะไดท้ายสุดหมู่เฮาก็ต้องฮู้อยู่ดี” ตานีสาวคนสวยตบไหล่เพื่อนหนุ่มเหมือนจะให้กำลังใจ แต่หลานชายหมอผีใหญ่กลับรู้สึกเหมือนถูกดูดกำลังใจออกไปมากกว่า “เอ้า ใส่รหัสสิ”

            “จะดีเหรอ.....”

            “ใส่ๆไปเหอะ จะได้ฮู้ๆแล้วก็จบๆกัน”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอิดออดเล็กน้อย แต่เมื่อมีแรงกดดันจากสามสาวรอบตัว เขาก็ป้อนรหัสเข้าเว็บทีละตัวก่อนจะกดปุ่มป้อนคำสั่ง หลานชายหมอผีใหญ่หลับตาขณะหน้าจอคอมพิวเตอร์เริ่มโหลดข้อมูลก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่การลืมตาครั้งนี้กลับเป็นการลืมตาค้าง.....

 

            นาย จัตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรม

            เลขประจำตัว 54070121094533

            ฟิสิกส์ 142/500            เคมี 208/500   ชีววิทยา 281/500        คณิตศาสตร์ 154/500

            ผลคะแนนพื้นฐานวิศวกรรม 39.25/100

            คะแนนเฉลี่ยจังหวัดตานนะคอน 78.67  คะแนนเฉลี่ยรัฐเวียงตาน 72.81

            คะแนนเฉลี่ยสารขัณฑ์ 68.41    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 12.11

 

            ร่างของจ้าดแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหินไปสามรอบกว่าๆ ขนแขนลุกซุ่ขณะความหนาวเย็นแล่นวาบไปตามไขสันหลังก่อนจะกระจายออกตามเส้นประสาทไปทั่วสรรพางค์กาย สามสิบเก้า..... น้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยประเทศเกินสองเท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเสียอีก* แบบนี้ไม่ต้องพูดถึงวิศวกรรมอากาศยานของมหาวิทยาลัยตานนะคอนที่เขาอยากเข้าเลย วิศวะกเฬวรากที่ไหนก็ไม่รับเข้าทั้งนั้น

 

            เบื้องหลังหลานชายหมอผีใหญ่ สีเลือดบนใบหน้าของเด็กสาวหน้าจืดและนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวฮิมิตสึหายวับ ยูคิยกมือขึ้นปิดปาก ในขณะที่กล้วยก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างลืมตัว ดวงตาเรียวเบิกกว้าง จ้องมองตัวเลขบนจออย่างตกตะลึงไม่แพ้เพื่อนหนุ่ม แม้เธอจะพอรู้จากการพยายามติวให้จ้าดว่าผลคงออกมาไม่ดีแน่ แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะเลวร้ายขนาดนี้....

 

            มีเพียงนางเท่านั้นที่ดูจะไม่ตกใจกับเหตุการณ์นี้เลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเหมือนเนื้อทรายที่สะท้อนแสงสีขาวจากจอคอมพิวเตอร์หรี่ลง คิ้วบางขมวดเข้าหากันน้อยๆราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

 

            “จ้าด เอ่อ....” เด็กสาวหน้าจืดพยายามนึกหาคำปลอบเพื่อนหนุ่ม แต่ก็นึกไม่ออกเลยสักคำ โดยเฉพาะเมื่อเธอได้คะแนนมากกว่าเขาถึงเกือบสามเท่าตัวเช่นนี้ “บ่เป็นอะหยังเน่อจ้าด ข้าเจ้า.... ข้าเจ้าเคยหันว่าวิศวะของมหาวิทยาลัยตานนะคอนก็มีสอบตรงอยู่ ลองพยายามใหม่ดูเน่อ”

 

            ตานีสาวแตะไหล่เพื่อนหนุ่มเบาๆ แต่เธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่ออีกฝ่ายสะบัดมันออกอย่างไม่ไยดี จ้าดหมุนเก้าอี้กลับมาประจันหน้าเพื่อนสาว ใบหน้าดุแดงก่ำ กรามขบกันแน่นเป็นสันนูน ดวงตาตี่ฉายประกายกล้าอย่างดุร้าย

 

            “กล้วยน่ะเงียบๆไปเถอะ ที่เราได้คะแนนต่ำแบบนี้ก็เป็นเพราะกล้วยนั่นแหละ !

            “ยะหยังอู้จะอี้ล่ะจ้าด” คิ้วของเด็กสาวหน้าจืดขมวดเข้าหากันตามเด็กสาวคนสวยแล้ว “ข้าเจ้าเป็นสาเหตุตรงได๋”

            “ก็ถ้าเราไม่ต้องออกไปปราบผีกับกล้วย เราก็มีเวลาอ่านหนังสือได้มากขึ้นกว่านี้ แล้วก็ต้องทำคะแนนได้มากกว่านี้แน่นอน แต่นี่อะไร ทุกคืนๆเดี่ยวก็ออกไปปราบผี กลับมาก็ตีสองตีสาม แล้วจะให้เราเอาเวลาไหนไปอ่านหนังสือ !?

            “ข้าเจ้าก็อู้แล้วบ่แม่นก๋าว่านายบ่ต้องมากับข้าเจ้าก็ได้ !?” เสียงของราชินีตานีเริ่มแข็งขึ้นบ้าง “อู้แล้วอู้อีก เตือนแล้วเตือนอีก ข้าเจ้าแทบจะบังคับหื้อนายอยู่บ้านด้วยซ้ำ แต่นายก็ขอมากับข้าเจ้าทุกที แล้วจะมาโทษข้าเจ้าได้จะได !?

            “แล้วมันรบกวนสมาธิมั้ยล่ะเวลากล้วยกับนางแล้วก็ยูคิเตรียมตัวจะไปน่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ไม่ยอมแพ้ “ทั้งเตรียมกระสุนเตรียมเปลี่ยนชุด เสียงก็ดัง แล้วยังกลับมาดึกๆดื่นๆเราต้องมาเปิดให้ทุกที จะนอนก็ไม่ได้นอน วุ่นวายกันไปหมด แล้วจะให้เราเอาสมาธิที่ไหนไปอ่านหนังสือล่ะ !?

            “รุ่นพี่จ้าดคะ ฉันมีกุญแจบ้านนะคะ อย่าลืมสิ” ยูคิตัดสินใจเข้าช่วยรุ่นพี่สาว “แล้วฉันก็ไม่เคยเรียกรุ่นพี่ให้ลงมาเปิดเลย รุ่นพี่เห็นพวกฉันกลับมาก็ลงมาเปิดให้เองทุกครั้ง”

            “แต่มันก็ยังรบกวนอยู่ดี เข้าๆออกๆบ้าน จะไปกันทีก็วิ่งกันโครมครามหยิบปืนเติมกระสุน ไม่รู้จักเกรงใจไม่รู้จักเลยว่าคนอื่นเขาจะสอบ !

            “แต่วันนั้นนายเป็นคนอู้ปลอบข้าเจ้าเองบ่แม่นก๋าว่าข้าเจ้าบ่ได้รบกวนนาย !?

            “ก็แค่ตอบไปตามมารยาทแค่นั้นเอง รู้จักมั้ย ตามมารยาท !” จ้าดตอบหน้าตาเฉย “ที่จริงมันรบกวนมากๆ มากที่สุดเท่าที่เคยถูกกวนมาเลยด้วยซ้ำ ไม่งั้นเราไม่ได้คะแนนออกมาแบบนี้หรอก !

            “อย่ามาแก้ตัวเลยจ้าด ข้าเจ้าว่าที่นายบ่ได้อ่านหนังสือเพราะนายเล่นเกมมากเกินไปมากกว่า” กล้วยโต้ ใบหน้าที่ซีดเซียวจนดูราวกับหิมะเมื่อครู่ บัดนี้เริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธที่ไม่น้อยไปกว่าคู่กรณี ความสุขที่ได้รู้คะแนนของเธอหายวับไปทันที “อย่าคิดเน่อว่าข้าเจ้าบ่ฮู้ นางก็ฮู้ ยูคิก็ฮู้ ฮู้กันทุกคนว่านายขึ้นห้องไปเล่นเกม ข้าเจ้าจะติวหื้อนายก็ขอพักแล้วพักอีกจนในที่สุดก็บ่ได้ติว ข้าเจ้าอุตส่าห์ช่วย แต่นายบ่รับ แล้วจะมาอู้จะอี้ได้จะได !?

 

            “ทำไมจะไม่ได้ล่ะเพคะองค์ราชินี ในเมื่อมนุษย์คนนี้น่ะอยากจะหาเรื่องให้องค์ราชินีออกไปจากบ้านนี้อยู่แล้ว”

            จู่ๆเสียงหวานของนางก็แทรกเข้ามากลางบทสนทนา เด็กสาวคนสวยยืนกอดอกพิงผนังอยู่ห่างออกไปสองสามเมตร รอยยิ้มหวานแต่แฝงเอาไว้ด้วยความเย็นเยียบฉาบอยู่บนริมฝีปาก กล้วยมองเธออย่างสงสัย แต่จ้าดชะงัก เขาพลาดแล้วที่เปิดโอกาสนี้ให้นาง.....

 

            “นางหมายความว่าจะได” ราชินีตานีถามด้วยเสียงเบาลง คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วยิ่งเคลื่อนที่เข้าหากันจนน่ากลัวว่ามันจะพันกันเข้าจนได้ “หาเรื่องหื้อออกจากที่นี่อยู่แล้ว หมายความว่าจะได”

            “องค์ราชินีคงไม่รู้สินะเพคะ” เด็กสาวคนสวยตอบด้วยเสียงหวานเช่นเดิม แต่เช่นเดียวกับรอยยิ้ม มันแฝงความเย็นเยือกจนหลานชายหมอผีใหญ่ขนลุก “แต่หม่อมฉันรู้ รู้มาตลอดด้วย ว่าหมอนี่น่ะติดต่อกับกล้ายมานานแล้ว เป็นประจำด้วย สงสัยข้อมูลขององค์ราชินีจะรั่วไปเยอะแล้วล่ะเพคะ.....”

 

            กล้วยหันขวับกลับมาหาเพื่อนหนุ่มทันที ดวงตาเรียวเรืองแสงสีเขียวอย่างน่าขนลุก

 

            “จ้าด แต๊ก๋า”

            “เปล่ากล้วย ไม่เคยเลย !” เด็กหนุ่มหน้าดุละล่ำละลักตอบ ความโกรธเมื่อครู่หายไปหมดสิ้นเมื่อความตกใจและหวาดหวั่นเข้าบดบัง “เราไม่เคยไปหากล้ายเลยสักครั้ง นางเอาอะไรมาพูดน่ะ !?

            “จะแก้ตัวเหรอ มนุษย์” นางถามกลับเสียงเย็นเฉียบ หลานชายหมอผีใหญ่สะดุดเมื่อพบว่าเธอไม่ได้เรียกชื่อเขา “ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันรู้อยู่แล้วว่ามนุษย์คนนี้ต้องปฏิเสธ แต่หม่อมฉันมีหลักฐาน”

 

            ตานีคนสวยคว้าแลปท็อปของเธอซึ่งวางอยู่บนโต๊ะอุ่นขา ลากนิ้วเรียกไฟล์วิดีโอหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จ้าดอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่ามันเป็นวิดีโอของเขาและกล้ายกำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียดในห้องนอนที่เต็มไปด้วยรูปของเด็กสาวหน้าจืด มันถ่ายจากมุมสูงและมีมุมมองแคบ ราวกับกล้องถูกซ่อนเอาไว้ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆมุมฝ้าเพดาน เสียงสนทนาเบาและพร่าจนฟังไม่ออก แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับกล้วยแล้วที่จะเชื่อว่าเพื่อนหนุ่มทรยศเธอ.....

 

            “จ้าด ทั้งที่ข้าเจ้าไว้ใจนาย !” เด็กสาวหน้าจืดยกมือขึ้นชี้หน้าฝ่ายตรงข้ามซึ่งยังคงอ้าปากค้าง “ข้าเจ้าอุตส่าห์เชื่อใจ ข้าเจ้าอุตส่าห์คึดว่านายจะช่วยข้าเจ้าได้ แต่นายกลับ..... นายกลับยะจะอี้ !

            “เดี๋ยวก่อน กล้วย ฟังก่อน !” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามพูด “กล้ายไม่ได้เป็นคน เอ้อ ไม่ได้เป็นตานีที่ไม่ดีนะ เขาพยายามช่วยกล้วยมาตลอดด้วยซ้ำ ที่จ้องจะทำร้ายกล้วยน่ะนางต่างหาก !

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุชี้ไปยังนาง แต่ตานีคนสวยกลับยิ้ม มือยังคงกอดอกพิงผนังบ้านอย่างไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

 

            “นายเอาอะไรมาพูด” เธอตอบเสียงนุ่ม “จะพูดทั้งทีก็ให้มันมีหลักฐานหน่อยมนุษย์ ไม่มีหลักฐานใครเขาจะไปเชื่อ ดูอย่างฉันสิ มีหลักฐานพร้อม ชัดเจน ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุดหรอก !

            “กล้วย กล้ายบอกเราว่านางอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนะ !” เสียงของจ้าดเริ่มมีแววอ้อนวอน “เราอธิบายได้ เรา.....”

            “หุบปาก บ่าจ้าดง่าว บ่าผีบ้า บ่าจ้าดวอก บ่าจ้าดหมา !” กล้วยระดมคำด่าภาษาพื้นเมืองตานนะคอนใส่ฝ่ายตรงข้ามราวกับยิงปืนกล “ข้าเจ้าบ่เคยคึดเลยว่านายจะเป็นตนจะอี้ ! ข้าเจ้าบ้าเองที่มาขอหื้อนายช่วย บ่าจ้าดง่าว ! ข้าเจ้าก็เคยเล่าแล้วบ่แม่นก๋าว่ากล้ายยะอะหยังข้าเจ้าไว้บ้าง ที่เล่าไปบ่เข้าหัวนายเลยก๋า !?

            “จริงๆนะคะรุ่นพี่กล้วย” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึขัดขึ้น “พวกนั้นว่าจ้างฉันฉันเลยรู้ รุ่นพี่นาง.....”

            “เธอน่ะเงียบไปเลย !

 

            ตานีสาวทรงโตสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ขากรรไกรบนและล่างของสาวแว่นก็งับเข้าหากันดังกรึบ เฉียดลิ้นไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตร เธอพยายามพูดอีกครั้ง แต่มันติดหนึบราวกับมีแม่เหล็กยึดไว้ แม้จะเอามือง้างก็ยังไม่ออก

 

            “เอาล่ะจ้าด มีอะไรจะแก้ตัวอีกมั้ย” นางหันกลับมาหาเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในบ้าน ดวงตาเรืองแสงสีเขียวสว่างอย่างมุ่งร้าย

            “จริงๆนะกล้วย ! กล้ายมีหลักฐานทั้งหมดเลย ถ้าเราไปหากล้ายด้วยกัน.....”

            “ข้าเจ้าจะไปหากล้ายยะหยัง ไปหาหื้อเปิ้นฆ่าข้าเจ้าก๋าบ่าจ้าดง่าว !?” เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับด้วยเสียงตะโกน “จะบอกหื้อเน่อจ้าด แม้แต่เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมากล้ายยังพยายามจะฆ่าข้าเจ้าอยู่เลย ข้าเจ้าหันกระสุน เปิ้นยิงมาเฉียดหัวข้าเจ้า แล้วนายเอาอะหยังมาอู้ว่าเปิ้นช่วยข้าเจ้ามาตลอด ฝันเอาก๋า !?

            “กล้วย แต่.....”

            “นายมันสึ่งตึง จ้าดง่าว จ้าดวอก แล้วยังทรยศ กลับกลอก ตีสองหน้าจะอี้อีก !” เสียงของกล้วยเบาลง แต่ยามนี้มันแฝงด้วยความรังเกียจอย่างชัดเจน “แล้วฮู้ไว้ซะเน่อ ข้าเจ้าน่ะเกลียดคนทรยศตีสองหน้าที่สุด ! ข้าเจ้าจะบ่อยู่กับนายแล้ว บ่อยากหันหน้า บ่อยากฮู้ว่านายมีตัวตนอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว !

            “ก็เอาซี่ คุณราชินีเอาแต่ใจ ตามใจเจ๊เลยครับ จะไปไหนก็ไป ! ผมไม่ห้ามหรอก ดีซะอีก ไม่วุ่นวาย แล้วก็ไม่ต้องมีคนหูเบาชนิดอันตรายแบบนี้อยู่ในบ้านด้วย !” หลานชายหมอผีใหญ่ออกอาการน็อตหลุดบ้างเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่ฟังเขาแน่แล้ว “ฉลาดซะเปล่า แต่ดันทำอะไรไม่ได้ เชื่อคนก็ง่าย นิสัยเชื่อคนง่ายนี่ทำเสียเพื่อนไปกี่ตนแล้วล่ะครับเจ๊ แต่ถ้าจะให้เดาคงหลายอยู่นะ หูเบาขนาดนี้ แปลกมากที่ยังเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ !

            “นี่นายจะสอนข้าเจ้าก๋า !?” ตานีสาวแหว “ฮู้ไว้ซะเน่อว่า....”

            “สุดท้ายแล้วเจ๊ก็เป็นได้แค่ราชินีไร้ความสามารถ ทำอะไรไม่เป็น เอาแต่ใจ แถมยังขาดความยั้งคิดสุดขีดนั่นแหละครับ แล้วยังคร่าชีวิตคนที่ตัวเองรักกับมือด้วย !” จ้าดตะเบ็งเสียงกลบเพื่อนสาวจนมิด “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเผ่าพันธุ์ถึงล่มสลาย ก็เล่นได้ผู้นำห่วยแตกแบบนี้ อย่าฝันจะกอบกู้เผ่าพันธุ์เลย กอบกู้ไปเดี๋ยวมันก็ล่มสลายอีกเหมือนเดิมนั่นแหละ !

 

            เผียะ

            ใบหน้าดุของเด็กหนุ่มหันขวาเก้าสิบองศาในฉับพลันเมื่อฝ่ามือของกล้วยหวดเข้าใส่เต็มแรง จ้าดหันขวับกลับมาจ้องหน้าตานีสาวอย่างโกรธเคือง แต่แล้วดวงตาตี่ก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นน้ำใสไหลรินจากดวงตาเรียวที่เรืองแสงสีเขียวของอีกฝ่าย หลานชายหมอผีใหญ่ตระหนักได้ทันทีว่าเขาทำเกินไปแล้ว.....

 

            “กล้วย.....”

            จ้าดอ้าปากจะขอโทษ แต่เด็กสาวหน้าจืดรีบปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนจะหันหลังขวับไปเรียกเพื่อนสาวซึ่งยังคงยืนกอดอกพิงผนังอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร

 

            “นาง เคลื่อนที่ในพริบตาไปพร้อมกระเป่า ไปหื้อพ้นๆจากที่นี่ !

            “กล้วย อย่าเพิ่ง.....”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ลุกพรวดจากเก้าอี้หมายจะคว้าแขนเพื่อนสาวเอาไว้ แต่ก็คลาดไปเพียงเสี้ยววินาที กล้วยและนางหายตัวไปแล้ว พร้อมกับถุงปืนและอุปกรณ์ต่างๆของทั้งสองที่วางอยู่ในมุมหนึ่งของบ้าน เสียงโครมครามจากชั้นบนบอกให้เด็กหนุ่มรู้ว่าของในห้องของตานีสาวทั้งสองก็คงหายไปด้วย จ้าดชะงักค้างในท่าเอื้อมมือ หัวใจร่วงวูบและหมุนคว้างราวกับอวัยวะในร่างของเขาหายไปหมด ตานีสาวไปเสียแล้ว ไปกับผู้ที่อันตรายที่สุดสำหรับเธอ.....

 

            “รุ่นพี่จ้าด ทำไมพูดแบบนั้นคะ !?

            เด็กหนุ่มหน้าดุสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงเขียวแหวมาจากข้างตัว ดูเหมือนการหายตัวไปของนางจะทำให้พลังที่ยึดขากรรไกรของเด็กสาวชาวฮิมิตสึเอาไว้คลายลงด้วย นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวกรากเข้าหารุ่นพี่หนุ่ม มือทั้งสองคว้าไหล่ของเขาก่อนจะบีบแน่น ดวงตาหลังกรอบแว่นสีดำแข็งกร้าวและจ้องตาเขาเขม็ง ผิดกับยูคิผู้แสนขี้อายคนเดิมลิบลับ

 

            “รุ่นพี่จ้าดก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่ารุ่นพี่นางรุ่นพี่กล้วยจ้องจะเอาชีวิต ฉันก็หลายครั้งบอกไปแล้ว !” เด็กสาวชาวฮิมิตสึพูดพลางเขย่าตัวหลานชายหมอผีใหญ่อย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเขาเป็นตู้ขายน้ำอัตโนมัติที่ไม่ยอมคายน้ำออกมาให้ “แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงกันคะ รุ่นพี่กล้วยแบบนี้อยู่ในอันตรายปล่อยเหรอคะ !?

 

            จ้าดอึกอัก เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดีเช่นเดียวกัน เด็กหนุ่มรู้ว่าเขาผิดที่พูดออกไปแบบนั้น ผิดตั้งแต่ที่เขาพาลใส่เธอว่าเป็นต้นเหตุให้ได้คะแนนสอบน้อยแล้วด้วยซ้ำ ทั้งๆที่เขาทำตัวเองแท้ๆ.....

 

            แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดอีกฝ่ายก็พยายามเข้าครอบงำสมองของเขาเหมือนเมฆมืด ความคิดที่พร่ำบอกเขาว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปนั้นถูกต้องทั้งหมด กล้วยนั่นแหละเป็นตัวการของเหตุการณ์ทั้งหมด หากตานีสาวไม่มาอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีเรื่องให้เขาต้องมาปวดหัว ไม่ต้องออกไปปราบผีดึกๆดื่นๆทุกคืน ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้เขาขึ้นไปนอนหรืออ่านหนังสือทั้งที่ยังไม่พร้อม และที่สำคัญที่สุด ฟ้าก็คงไม่ปฏิเสธเขาแบบนั้น.....

 

            “ก็ปล่อยเขาไปสิ” ในที่สุด ความคิดฝ่ายมืดก็มีชัยเหนือเหตุผลของหลานชายหมอผีใหญ่อย่างสมบูรณ์ “เขาอยากไปก็ให้เขาไป เราไม่เดือดร้อนนี่ แล้วยูคิก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไรเลย แรกเริ่มเดิมทีพวกเรากับเขาก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันอยู่แล้ว ก็แค่วิญญาณอีกตนที่จะต้องหายไปอยู่ในโลกหลังความตาย อย่าไปสนใจเลย”

            “จะไม่ให้สนใจได้ยังไงคะ !?” เด็กสาวถามกลับ ตกใจเมื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของรุ่นพี่หนุ่ม “นี่รุ่นพี่เป็นอะไรไปคะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ !?

            “แล้วจะให้ทำยังไงได้ ตอนนี้เขาอยู่ไหนกันยูคิรู้รึไง !?” จ้าดกระแทกเสียง ทำเอายูคิชะงัก “พอแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว เราจะเล่นเกม อย่ามากวน”

 

            ขาดคำ เด็กหนุ่มหน้าดุก็หันเก้าอี้กลับเข้าหาคอมพิวเตอร์ มือกระแทกปุ่มปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ซึ่งยังคงค้างหน้าผลคะแนนอันน่าอดสูของเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองก่อนจะเรียกเกมไพ่ขึ้นมาเล่น ยูคิขมวดคิ้วมองเขาอย่างขัดใจระคนกังวล แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเธอแน่แล้วเด็กสาวก็เบือนหน้ามองออกไปยังพายุหิมะด้านนอก ในใจนึกเป็นห่วงกล้วย ขอให้เธอยังปลอดภัยด้วยเถอะ.....

 

 

            “บ้าที่สุด บ่าจ้าดง่าว บ่าจ้าดหมา บ่าจ้าดวอก !

            ท่ามกลางม่านหิมะที่โปรยปรายบนเนินเขาทางตะวันตกของเมืองตานนะคอน เด็กสาวหน้าจืดยังคงพร่ำด่าเพื่อนหนุ่มอยู่ตลอดเวลาแม้จะอยู่ห่างกันกว่าสิบกิโลเมตร หากดวงตาเรียวกลับมีน้ำรื้นจนปริ่มขอบ นางดูจะสังเกตเห็น เธอเคลื่อนตัวเข้ามาชิดผู้บังคับบัญชาสาวก่อนจะเอ่ยถามเสียงนุ่ม

 

            “องค์ราชินี เป็นอะไรไปรึเพคะ”

            “ข้าเจ้า..... ข้าเจ้าบ่คึดเลยว่าบ่าจ้าดง่าวนั่นจะหักหลังข้าเจ้าได้จะอี้ !” ราชินีตานีตอบอย่างขมขื่น “ทั้งที่ข้าเจ้าไว้ใจ..... ทั้งที่ข้าเจ้าคึดว่าเปิ้นจะช่วยข้าเจ้ากอบกู้เผ่าพันธุ์ได้แต๊ๆ แต่เปิ้นกลับมายะจะอี้ !

            “งั้นก็อย่าทรงคิดถึงมันเลยเพคะ มันก็เป็นแค่มนุษย์ องค์ราชินีลืมแล้วรึเพคะว่าบรรพบุรุษของเราสอนกันมาว่ามนุษย์น่ะไว้ใจไม่ได้แค่ไหน ออกมาได้ตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีแล้วล่ะเพคะ”

            “นาง อย่าทิ้งข้าเจ้าไปอีกตนเน่อ” กล้วยหันมามองเพื่อนสาวข้างกาย แววอ้อนวอนฉายชัดอยู่ในดวงตาเรียว “หมู่เฮาเหลือกันอยู่สองตนแล้ว อย่าทิ้งข้าเจ้าไป..... อย่าทรยศข้าเจ้าไปแบบกล้ายหรือแบบบ่าจ้าดง่าวนั่นเน่อ”

            “แน่สิเพคะองค์ราชินี” เด็กสาวคนสวยหัวเราะในลำคอเบาๆ ขณะริมฝีปากเหยียดเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น “หม่อมฉันไม่มีทางทิ้งพระองค์ไปไหนอยู่แล้ว......”

 

 

            “เอ้าเฮ ชนะอีกแล้ว !

            เด็กหนุ่มหน้าดุหมุนไปหมุนมาอย่างดีใจอยู่ในเก้าอี้นวมเมื่อเกมไพ่แสดงหน้าจอฉากโบนัสหลังเล่นจบให้เขาดูเป็นครั้งที่ยี่สิบในคืนนี้ ยูคิซึ่งนั่งอยู่ในโต๊ะอุ่นขาเหลียวมองเขาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปกุมขมับต่อ เกือบสองชั่วโมงแล้วที่กล้วยหายตัวไป และเธอก็รู้ดีว่ายิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่ตานีสาวจะอยู่รอดก็น้อยลงเท่านั้น แต่ยามนี้ สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงนั่งภาวนาและรอให้เด็กหนุ่มหน้าดุรู้สึกตัวเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนจะคงไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน เธอพยายามไม่คิดว่ารุ่นพี่สาวจะอยู่ในสภาพเช่นใด หรือไปโลกหลังความตายแล้วเมื่อพวกเธอไปช่วย......

 

            แต่อึดใจต่อมา ห้วงความคิดของยูคิและสมาธิในการดูฉากจบของจ้าดก็มีอันต้องแตกกระเจิงเมื่อกระจกของประตูหน้าบ้านแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แม้ลมหนาวอุณหภูมิเกือบลบสี่สิบองศาเซลเซียสที่พัดวูบเข้ามาแทบจะทำให้เด็กหนุ่มหน้าดุแข็งไปทั้งร่างในฉับพลัน แต่เขาก็คว้ามีดอีโต้คู่ใจซึ่งวางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์มาเตรียมพร้อมเอาไว้ในมือทันที นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึเองก็ยืดลำแสงสีฟ้าออกเป็นดาบเล่มใหญ่ก่อนจะยกมันถือเอาไว้ในระดับคิ้วเตรียมพร้อมฟันทุอย่างที่จะก้าวผ่านประตูเข้ามาได้ทันที

 

            แต่เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่นอกประตูเป็นใคร หลานชายหมอผีใหญ่ก็ลดอีโต้ลง ปากอ้าค้างด้วยความประหลาดใจขณะดวงตาตี่เบิกกว้างจ้องมองเด็กสาวผมหางม้าในชุดตะเบงมานคอมมานโดสีเทาเบื้องหน้า

 

            “กล้าย ทำไมถึงมาที่นี่ !?

            ตานีสาวไม่ตอบ เธอสลัดรองเท้าบู๊ตทิ้ง ก้าวฉับๆเข้ามาหาเด็กหนุ่มหน้าดุ และก่อนที่จะมีใครทันได้ทำอะไร เธอก็ฟาดพานท้ายปืนไรเฟิลจู่โจมเข้าใส่ท้ายทอยของจ้าดเต็มแรงจนเขาร่วงลงไปกองกับพื้น ยูคิสืบเท้าเงื้อดาบขึ้นสูงเหนือหัวทันที แต่เธอก็ชะงักเมื่อกล้ายยกมือขึ้นห้ามเธอโดยไม่หันมามองเธอสักนิด ดูเหมือนสมาธิและพลังทั้งหมดของตานีสาวผมหางม้าในยามนี้จะทุ่มลงไปกับการตะเบ็งเสียงถามหลานชายหมอผีใหญ่เท่านั้น

 

            “นายยะอะหยังของนาย !? ยะหยังถึงปล่อยหื้อกล้วยไปกับนาง !?

 

            ความโกรธในใจของเด็กหนุ่มหน้าดุลุกโชนขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถามของผู้มาเยือน

 

            “ก็เขาอยากไปมากนัก เราก็เลยปล่อยเขาไปไง !” จ้าดตอบ “แล้วถ้าจะบอกว่าเราเป็นคนผิดน่ะไม่ต้องพูดเลย เราเบื่อจะฟังแล้ว ถ้าจะมาพูดแค่นั้นล่ะก็กลับสวนกล้วยไปเลยไป !

            “ข้าบ่ได้จะมาอู้เรื่องนั้น” กล้ายตอบเสียงเย็น

            “แล้วเรื่องอะไรล่ะ รีบพูดมาเร็วๆเราจะเล่นเกมต่อ”

 

            “นางจับตัวกล้วยไปแล้ว”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

*ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน/ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation – SD) เป็นค่าตัวเลขในเชิงสถิติ ใช้บ่งบอกความกระจายของชุดข้อมูล SD ต่ำแสดงว่าข้อมูลนั้นเกาะกลุ่มกันมาก แต่ถ้า SD สูงแปลว่ามีการกระจายตัวกันมาก เช่นมีคนได้คะแนนสูงมากพอๆกับคนที่ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ค่านี้ยังสามารถใช้ตัดเกรดได้ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #66 wat_r (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 01:12
    ชอบตอนนี้แฮะ ดราม่ามาเต็ม
    อ่านตรงผลสอบนี่ลุ้นจนหัวใจเต้น นึกไปถึงสมัยเรียน สมัยลุ้นผล แอบสบถเรื่องการทำงานและเซอฟเวอร์เหมือนกัน 555 แอบเหน็บ

    สมองไม่กรพดิกเรื่องภาษาเลย เศร้า ลองใหม่...
    จ้าดยะจะอี้ได้จะได๋ ไล่หื้อกล้วยออกไป ใจร้ายแต๊ๆ ฮู้ทั้งฮู้ว่านางเปิ้นเป็นคนฮ้าย
    โอ้ย! ยากแฮะ ปาดเหงื่อ เริ่มรู้สึกว่าตนเองง่าวเรื่องภาษา 555
    ยิ่งอ่านยิ่งชอบกล้ายแฮะ ห้าวๆ ดี ชอบดึงหางม้าคนเล่นด้วย ฮ่าาาา
    #66
    1
    • #66-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 25)
      8 พฤษภาคม 2558 / 21:58
      เป็นประสบการณ์ตรงของผมครับ จำได้ว่าวันนั้นนอนไม่หลับ กินไม่ลง (แต่พออารมณ์ตีกลับก็กินมาม่าไปสองชามใหญ่นะถ้าจำไม่ผิด) นั่งอยู่แต่หน้าคอม กดรีเฟรชตลอดเวลา แต่ผลไม่ยอมออกสักที จนในที่สุดต้องโทรขอให้เพื่อนที่เรียนอยู่แล้ว (ผมซ้ำ ม.6 เพราะไปแลกเปลี่ยน) ดูให้ แต่พอมันบอกว่าติดก็ยังไม่เชื่อ ต้องนั่งรถไปดูเองถึงที่ สรุปมหาลัยบอกผลออกเก้าโมง ได้รู้จริงๆบ่ายสองโน่น หัวใจจะวายเอา....
      #66-1