ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 24 : ความขัดแย้งที่แฝงอยู่ในกระสุนหัวทำลายวิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ม.ค. 58

            “อุ๊ยฮู้อยู่แล้วว่าสักวันวันนี้ต้องมาถึง วันที่หมู่เฮาต้องมาสู้กันเอง.....”

            แม่ค้าอาวุธชราในชุดปฏิบัติการแบบทหารสีขาวเอ่ยช้าๆ ดวงตาที่มีแววฝ้าฟางฉายประกายกล้าขณะจ้องมองมายังสามมนุษย์สองตานี เสียงของเธอไม่ใช่เสียงเนิบๆเปี่ยมอารมณ์ขันและความอารีเหมือนที่ตานีทั้งสองและมนุษย์ทั้งสามเคยได้ยินอีกแล้ว หากเป็นเสียงที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แต่กลับทำให้หน่วยจู่โจมทั้งห้าเย็นวาบไปถึงสันหลังเมื่อสัมผัสถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาพร้อมกับมัน อำนาจที่หนักแน่นและแรงกล้ายากจะขัดขืนที่มีเพียงทหารหาญเจนสนามรบหรือฆาตกรโหดเลือดเย็นเท่านั้นจะพึงมี.....

 

            “อุ๊ยสาย.....” สิ่งที่ลอดออกมาจากริมฝีปากบางของราชินีตานีมีเพียงเสียงแผ่วเบาจนแทบกลายเป็นกระซิบ “ยะหยัง.... ยะหยังอุ๊ยสายถึงได้ยะจะอี้.....”

            “กลับกัน อุ๊ยต้องเป็นฝ่ายถามท่านกล้วยมากกว่า” สายย้อนด้วยเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม “ยะหยังท่านกล้วยถึงได้ทำร้ายหมู่เฮา ทั้งที่มนุษย์หมู่นั้นมาคุกคามหมู่เฮาก่อนแต๊ๆ......”

            “หมายความว่ายังไงคะ” นางขมวดคิ้ว “มนุษย์มาคุกคามก่อน หมายความว่าคนพวกนี้....”

            “ท่านนางคงเคยได้ยินแม่นก่อ ที่ว่าสส.รัฐเวียงตานคนนี้เปิ้นเสนอญัตติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณะของป่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของตานนะคอนที่อุ๊ยอยู่หื้อบริษัทเอกชนเพื่อแบ่งขาย”

            “เคยได้ยินอยู่ค่ะ” นางพยักหน้า “และหนูก็เข้าใจว่าอุ๊ยสายกับผีๆทั้งหลายค้าขายอยู่ตรงนั้นมานาน จะไล่ที่ไปก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา อุ๊ยสายไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลยนี่คะ”

            “แล้วเท่าที่ผมได้ยิน ที่ดินนั่นเขาบอกว่าจะให้เอกชนทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอครับ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดขึ้นบ้าง “แล้วที่ดินตรงนั้นก็เป็นที่สาธารณะอยู่แล้วด้วย อุ๊ยสายจะถือเป็นของตัวเองไม่ได้นะครับ”

            “ถ้าเปิ้นจะเอาไปยะพิพิธภัณฑ์อะหยังนั่นก็บ่มีผู้ได๋ว่าหรอก” เสียงเฉียบขาดของแม่ค้าอาวุธชราแทรกขึ้นจนเด็กสาวผู้ใช้สนับมือเป็นอาวุธต้องหยุดพูด “แต่.... จ้าดเชื่อจะอั้นแต๊ๆก๋า เชื่อว่าเปิ้นจะยะพิพิธภัณฑ์นั่นแต๊ก๋า.....”

            “เอ่อ.... ก็.... เขาบอกมาอย่างงั้น.....”

            “จะอั้นลองฟังนี่ดู”

 

            หญิงชราหยิบอะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนเครื่องเล่นเอ็มพีสามสีเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อลายพราง เธอกดปุ่มเพียงครั้งเดียว เสียงแบนๆเจือสำเนียงจีนของสุวันโน และเสียงประจบประแจงของสักดิพอนนายหน้าค้าที่ดินก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ

 

            “เป็นไงครับท่านสุวันโน ที่ดินแถวนี้”

            “ถ้าไม่นับเลื่องต้องมาถางป่าอีกก็ถือว่าสวยช้ายล่าย คุณสักดิพองว่าขายตาลางวาละเท่าหล่ายนะ”

            “สำหรับท่านสส.สุวันโน ผมลดให้จากตารางวาละห้าแสนเบี้ยเหลือตารางวาละหมื่นเลยครับ แต่ท่านก็.... อย่าลืมนะครับว่าต้องยกเว้นภาษีให้ผมด้วย”

            “เออน่า ผมไม่ลืมหล็อก”

            “ท่านแน่ใจนะครับว่าท่านจะยกเว้นภาษีให้ผมได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าพอผมโอนให้ท่านไปแล้วมีบิลเรียกเก็บภาษีมาที่บ้านผมนา....”

            “คุงสักดิพอง ละวังปากเอาไว้บ้าง บอดี้การ์กผมอยู่ข้างหลังน่อ”

            “อะ.... เอ่อ.... ขอโทษด้วยครับท่าน....”

            “เอาเถอะ ผมไม่ทำคุงหรอกน่า คุงเป็งลูกของลูกน้องคงสำคังของผมนี่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า.... ขนากทำให้พื้นที่ป่าสงวงผืงนี้กลายเป็งทรัพย์สิงของคุงผมยังทำล่าย นับปะสาอะไลกับแค่ยกเว้งภาษี จริงๆผมจะทำให้ทั้งป่านี้เป็งของผมฟรีๆเลยก็ยังล่าย แต่นี่เห็งแก่คำขอล้องของเตี่ยคุงนะ”

            “ขอบพระคุณมากครับท่าน ท่านจะดูต่ออีกมั้ยครับ หรือว่าจะกลับบ้านเลย”

            “ผมเคยเห็งพื้งที่โล่งๆในป่านี้ตองนั่ง ฮ. ไปเชียงพิงค์ คุณพอจะลู้ตำแหน่งมั้ย ผมอยากจะซื้อที่ดินแถบนั้งมากกว่า น่าจะเหมาะกับคองโดแล้วก็อาคางสำนักงางผมจะสร้าง แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าโค่งต้นไม้ล่วย”

            “อ๋อ ทราบครับ เชิญตามมาเลยครับท่าน”

 

            มาถึงเท่านี้ แม่ค้าอาวุธวัยดึกก็กดหยุดเล่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกวาดใบหน้าของหน่วยจู่โจมทั้งห้าทีละคนอย่างช้าๆ

 

            “ได้ยินแล้วแม่นก่อ” เสียงของเธอยิ่งลดอุณหภูมิลงไปอีกอย่างน่ากลัวว่าอีกสักพักคอที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นคงจะจับเป็นน้ำแข็ง “บ่แม่นแค่เอาที่ดินสาธารณะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือหากำไรเข้าตัว แต่เปิ้นยังจะหนีภาษีที่ควรจะได้เอาไปพัฒนาเมืองตานนะคอน พัฒนารัฐเวียงตาน พัฒนาประเทศ ถึงที่ดินผืนนั้นจะบ่แม่นของอุ๊ยหรือของผีตนไหน แต่ถ้าต้องออกไปจากป่าที่หมู่อุ๊ยฮักเพื่อหื้อเปิ้นเอาไปยะจะอี้ บ่มีผีตนไหนยอมได้หรอก”

            “แต่.... ยะหยังบ่ปล่อยหื้อเป็นหน้าที่ของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเปิ้นล่ะเจ้า !?” กล้วยถาม เสียงของเธอสั่นน้อยๆ “ถ้าเปิ้นเอาไปยะประโยชน์ส่วนตัวจริง คนตานนะคอนก็ต้องประท้วงแน่ หรืออย่างน้อยที่สุดในสภารัฐก็ต้องมีอภิปรายกัน แล้วเปิ้นก็จะถูกลงโทษอยู่ดี มันบ่แม่นเรื่องเลยเน่อเจ้าที่จะมาฆ่าเปิ้นจะอี้ !

            “สะอ่อนเกินไป” หญิงชราส่ายหน้าช้าๆ “อุ๊ยฮู้ว่าท่านกล้วยเป็นคนตรงไปตรงมา แต่อย่าคึดว่าโลกจะตรงไปตรงมาเหมือนท่านกล้วยเน่อ”

            “หมายความว่าจะได” คิ้วบางของราชินีตานีขมวดเข้าหากัน “ที่ข้าเจ้าอู้ไปก็เป็นขั้นตอนตามปกติบ่แม่นกาเจ้า”

            “และที่อุ๊ยอู้ไปก็คือ พอปฏิบัติจริงแล้วมันบ่เป็นจะอั้นน่ะสิ” สายเน้นเสียง “ท่านกล้วยคงบ่ได้ดูถ่ายทอดประชุมสภารัฐเวียงตานตอนที่เปิ้นอภิปรายเรื่องนี้กันแม่นก่อ”

            “บ่.... บ่ได้ดูเจ้า”

 

            เด็กสาวหน้าจืดอึกอักเล็กน้อย ปกติเธอก็ไม่สนใจและไม่ชอบการเมืองของมนุษย์อยู่แล้ว เรื่องจะให้ดูถ่ายทอดสดคนเถียงกันด้วยเรื่องผลประโยชน์นั้นลืมไปได้ แม้เธอจะพอรู้ว่ารัฐเวียงตานเป็นหนึ่งในรัฐที่นักการเมืองซื่อสัตย์ที่สุดในสารขัณฑ์แล้วก็ตาม

 

            “แต่ก็คงฮู้แม่นก่อว่าตอนนี้พรรคฮักเวียงตานของสุวันโนเปิ้นมีเสียงข้างมากในสภา”

            “อันนี้ฮู้เจ้า”

            “จะอั้นก็ง่ายแม่นก่อล่ะ ตอนนี้เสนอแผนยะพิพิธภัณฑ์แล้วแบ่งขายที่ดินหื้อบริษัทที่มีหมู่เปิ้นควบคุมอยู่เบื้องหลัง ทำทีเป็นว่าบริษัทนั้นได้สัมปทานการก่อสร้าง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยหาเหตุล้มแผนก่อสร้างนั่นก็บ่หันจะยาก” แม่ค้าอาวุธชราร่ายยาว “อาจจะอู้ว่างบประมาณมากเกินไป บ่ก่อหื้อเกิดประโยชน์เท่าที่ควร แต่ในเมื่อยกเลิกตอนที่บริษัทเปิ้นได้สัมปทานไปแล้วก็ต้องมีค่าชดเชย ซึ่งอุ๊ยบอกได้เลยว่าเปิ้นต้องเสนอยกที่ดินป่าผืนนั้นหื้อบริษัท แล้วก็คงเสนอยกเว้นภาษีหื้อด้วย หลังจากนั้นบริษัทก็จะแบ่งจำหน่าย ได้เงินมาหื้อพรรคพวกแล้วก็ตัวเองกันสบายเลยล่ะ !"

            “แต่นั่นก็เป็นแค่การ.... การคิด เอ่อ.... การ....” นักเรียนแลกเปลี่ยนจากฮิมิตสึพูดบ้าง แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่รู้ว่าคำที่เธอต้องการจะพูดในภาษาสารขัณฑ์นั้นว่าอะไร

            “คาดเดา” ฟ้าต่อให้ “หนูก็เห็นด้วยกับยูคินะคะ นี่เป็นแค่การคาดเดา อุ๊ยสายจะเอามาเป็นเหตุผลในการฆ่าคนแบบนี้ไม่ได้นะคะ !

            “ก็แม่น เหตุการณ์หลังจากล้มแผนก่อสร้างนั่นเป็นสิ่งที่อุ๊ยคึดเอง คาดเดาเอง” วิญญาณหญิงชรายอมรับ “แต่ยะหยังจะคาดเดาบ่ได้ ฟ้าลองไปขุดข้อมูลดูก็ได้ว่าบริษัทได๋ได้สัมปทานที่ดินไป และเบื้องหลังบริษัทนั้นเป็นของผู้ได๋ อุ๊ยพนันยกปืนทั้งร้านหื้อเลยถ้าสุวันโนบ่ได้มีเอี่ยวกับบริษัทนั่น !

            “แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ฆ่าสุวันโนคนเดียวจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ” ตานีสาวคนสวยท้วง กล้วยเหลียวมองเธอแวบหนึ่งด้วยจู่ๆเสียงของเธอก็ลดอุณหภูมิลง “ถ้ามันทำกันเป็นขบวนการทั้งพรรคแบบนั้น จะหยุดให้ได้อุ๊ยสายก็ต้องตามไปฆ่าทั้งพรรคเลยสิคะ”

            “บ่ต้องยะถึงขนาดนั้นหรอกท่านนาง” สายตอบ ดวงตาที่มีฝ้าจางๆหันมาจับจ้องนิ่งที่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม “สุวันโนเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลสูงสุดของพรรคฮักเวียงตาน และยังเป็นคนเดียวที่อยู่เบื้องหลังบริษัทนั่นด้วย ถ้าสุวันโนบ่อยู่สักคน ถึงจะยะเป็นขบวนการเท่าได๋แผนนี้ก็จะล้มไปเอง”

 

            “แล้วยะหยังบ่แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของมนุษย์หื้อจัดการล่ะเจ้า”

            หญิงชราหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินคำพูดของอดีตลูกศิษย์สาว มันเป็นเสียงหัวเราะที่ยาวนาน หากไร้ซึ่งอารมณ์ขัน แต่กลับเต็มไปด้วยการประชดประชัน ความอัดอั้น และความคับแค้น.....

 

            “ท่านกล้วยคึดก๋าว่ามนุษย์จะฟังหมู่เฮา โดยเฉพาะในสถานการณ์จะอี้” ในที่สุดแม่ค้าอาวุธชราก็หยุดหัวเราะและพูดขึ้นอีกครั้ง “แค่โผล่ออกมาหื้อหันเปิ้นก็อาจจะย่านจนเข้าเส้นแล้วก็แจ้งท่านกล้วยหื้อมาเก็บหมู่เฮาแล้วก็ได้ หรือถึงเปิ้นจะเป็นคนตานนะคอนหันผีจนชิน เปิ้นจะเชื่อหมู่เฮาที่เป็นผี เป็นอดีตมนุษย์มากกว่ามนุษย์ด้วยกันเองที่มีตำแหน่งเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐที่หมู่เปิ้นเลือกกันเข้าไปเองก๋า”

            “มันก็ไม่แน่นี่คะ” เด็กสาวหน้าคมพยายามโต้ “อาจจะมีคนไม่เชื่อ แต่ถ้ามีคนเยอะๆมารวมตัวกันแจ้ง อย่างน้อยองค์กรอิสระก็ต้องเข้ามาตรวจสอบแน่ค่ะ”

            “แล้วฟ้าคึดก๋าว่ามนุษย์จะบ่แตกตื่นถ้าหมู่เฮาปรากฏตัวขึ้นทีละเยอะๆ” หญิงชราแค่นหัวเราะอย่างขมขื่น “และถึงจะยะหื้อตำรวจหรือองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบได้ สุวันโนก็มีเส้นสายมากพอที่จะขัดขวางหรือปิดปากหมู่เปิ้นได้สบายๆ ทั้งด้วยเงินและด้วยอาวุธ ตำรวจก็ยะอะหยังหมู่เปิ้นบ่ได้ ในสภาก็มีเสียงข้างมาก ถ้าบ่ยะจะอี้ก็ยะอะหยังบ่ได้แล้ว !

 

            ห้าหน่วยจู่โจมนิ่งอึ้ง ไม่มีใครเคยคิดว่านักการเมืองธรรมดาๆคนหนึ่งจะมีอำนาจและเล่นสกปรกได้ถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะมนุษย์ชาวตานนะคอนทั้งสองที่คุ้นเคยกับภาพลักษณ์นักการเมืองใจซื่อมือสะอาดที่ครองสภารัฐมาตั้งแต่พวกเขายังเด็ก เดี๋ยวนี้สภารัฐเวียงตานถูกคนเลวครอบงำแล้วงั้นหรือ....

 

            “จะอั้น อุ๊ยจึงอยากจะขอ” สายเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ แววเย็นเยียบหายไปจากน้ำเสียง “ขอหื้อท่านกล้วย ท่านนาง และทุกคนอย่าเอาผิดสิ่งที่หมู่ผีทั้งหลายรวมทั้งอุ๊ยยะในคืนนี้ และปล่อยหมู่เฮาปิ๊กไป หมู่เฮาบ่ได้อยากยะจะอี้ แค่ปกป้องผืนป่าอันเป็นที่ฮักของหมู่เฮา และผลประโยชน์ของรัฐเวียงตาน หวังว่าคงจะเข้าใจ”

 

            “บ่ได้หรอกเจ้า”

            “กล้วย !?

            “รุ่นพี่กล้วย !?

            “องค์ราชินีเพคะ !?

            นาง ฟ้า ยูคิและจ้าดหันขวับไปมองตานีสาวอย่างตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาวหน้าจืด หญิงชราผงะถอยเล็กน้อย แต่แล้วแววประหลาดก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาที่มีฝ้าจางๆ พร้อมๆกับที่ริมฝีปากเหี่ยวย่นยืดออกน้อยๆคล้ายจะยิ้ม

 

            “บ่แม่นว่าข้าเจ้าบ่เข้าใจความฮู้สึกของอุ๊ยสายและหมู่ผีทั้งหลายนะเจ้า” กล้วยพูดต่อเสียงเรียบ “แต่ความผิดก็ย่อมเป็นความผิด หน้าที่ก็ย่อมเป็นหน้าที่ ข้าเจ้าก็คงต้องส่งอุ๊ยสายและผีทั้งหลายในคืนนี้ไปโลกหลังความตายเจ้า”

            “เดี๋ยวสิกล้วย !” หลานชายหมอผีใหญ่เรียกเพื่อนสาวอย่างตกใจ “กล้วยจะยิงอุ๊ยสายงั้นเหรอ !?

            “ไม่ได้นะกล้วย” ฟ้าเข้าช่วยเพื่อนหนุ่มอีกแรง “ถึงอุ๊ยสายจะทำผิด แต่แกทำไปเพราะความจำเป็นนะ แล้วกล้วยก็เคยบอกว่าอุ๊ยสายเป็นผู้มีพระคุณของกล้วยไม่ใช่เหรอ จะยิงไม่ได้นะ !

            “วิธีการส่งภูตผีปีศาจไปโลกหลังความตายของตานีบ่ได้มีแค่ใช้ปืนยิงนี่” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ดวงตาของเธอยังคงจ้องลึกลงไปในดวงตาที่มีฝ้าจางๆของผีแม่ค้าอาวุธชรา “มีวิธีส่งพลังงานวิญญาณไปโลกหลังความตายอย่างนุ่มนวลเหมือนกัน”

            “แต่องค์ราชินีเพคะ โปรดทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งด้วยเพคะ.....”

            “จะทบทวนอะหยังอีกล่ะ เมื่อยะผิดก็ว่ากันไปตามผิด บ่ว่าสาเหตุของการยะผิดนั้นจะเป็นอะหยัง ความผิดก็ยังเป็นความผิดอยู่ดี” กล้วยตอบเสียงเฉียบขาด “แต่การจะส่งวิญญาณไปโลกหลังความตายแบบดีๆ วิญญาณตนนั้นต้องยินยอมและร่วมมือด้วย”

 

            ราชินีตานีหยุดเล็กน้อย ราวกับจะเน้นความสำคัญของประโยคสุดท้าย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่อ่อนลง

 

            “เพราะจะอั้น ข้าเจ้าขอร้องหื้ออุ๊ยสายและผีทั้งหลายยอมไปโลกหลังความตายแต่โดยดีเถอะเจ้า”

 

            ริมฝีปากเหี่ยวย่นเหยียดเป็นรอยยิ้มเต็มที่

 

            “แล้วถ้าอุ๊ยบ่ยอมล่ะ”

 

            เด็กสาวหน้าจืดชะงัก สายดูจะสังเกตเห็นจึงพูดต่อด้วยรู้ดีว่ากำลังได้เปรียบ

 

            “ถ้าอุ๊ยบ่ยอม ท่านกล้วยจะยะอะหยัง จะยิงอุ๊ยก๋า”

            “อุ๊ยสาย ข้าเจ้าบ่อยากยิงอุ๊ยสายเน่อเจ้า” แวววิงวอนเริ่มเจือเข้ามาในน้ำเสียงของราชินีตานี “อุ๊ยสายเป็นผู้มีพระคุณของหมู่เฮาตานี ช่วยสอนแล้วก็เมตตาหมู่เฮามาตลอด เวลาจะไป ข้าเจ้าก็บ่อยากยะหื้ออุ๊ยสายต้องเจ็บ ได้โปรดเถอะเจ้า”

            “แล้วยะหยังอุ๊ยต้องไปด้วย” หญิงชราย้อน ยังคงยิ้มราวกับจะกวนโมโหอีกฝ่าย “อุ๊ย.... บ่สิ หมู่เฮาทุกตนบ่ได้ยะอะหยังผิดร้ายแรงเลย แค่ฆ่านักการเมืองเลวๆคนหนึ่งที่จะสร้างความเสียหายหื้อเมืองตานนะคอน แค่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แค่ปกป้องผืนป่าที่หมู่เฮาฮัก มันผิดร้ายแรงขนาดที่หมู่เฮาจะอยู่บนโลกนี้ต่อไปบ่ได้เลยก๋า”

            “ข้าเจ้าเข้าใจเจ้า” กล้วยพยายามพูด “แต่อุ๊ยสายก็ต้องเข้าใจ มันเป็นหน้าที่ และมันเป็นข้อตกลงที่ภูตผีปีศาจทุกตนรู้ดี ว่าถ้าต้องการอยู่บนโลกมนุษย์ต่อไปต้องบ่รบกวนหรือยะร้ายผู้ที่อยู่บนโลกนี้ ในเมื่อผิดข้อตกลงนั้นแล้ว ข้าเจ้าก็ต้องยะหน้าที่ของข้าเจ้า”

 

            “เข้าใจล่ะ.....” เสียงของแม่ค้าอาวุธเบาลงอย่างน่ากลัว “การเจรจาล้มเหลว”

 

            ในพริบตา เงาร่างนับร้อยปรากฏพรึ่บขึ้นเบื้องหลังหญิงชราผมขาว เรียงแถวกันเป็นวงโค้งโอบล้อมหน่วยจู่โจมทั้งห้าเอาไว้เกือบรอบ บ้างดูเหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิต บ้างโปร่งใส และบ้างก็แหลกเละหรือผิดรูปไปจนดูแทบไม่ออกว่าเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ฟ้าผู้ไม่ถูกกับผีร้ายหน้าตาน่ากลัวถอยกรูดไปชนกับยูคิซึ่งก็ยืนตัวแข็งทื่อพอๆกับ มือของหลานชายหมอผีใหญ่กระตุกยกอีโต้ขึ้นเล็กน้อย ขณะกล้วยและนางยกปืนขึ้นเตรียมพร้อมตามสัญชาตญาณ แม้ตานีคนสวยจะไม่อยากทำเช่นนั้นก็ตาม

 

            “อุ๊ยสาย อย่ายะจะอี้เลยเจ้า !” ตานีสาววิงวอน เสียงของเธอสั่นน้อยๆ น้ำใสเริ่มเอ่อขึ้นในดวงตาเรียว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่ด้วยความอัดอั้น นี่เธอต้องมาสู้กับผู้มีพระคุณสูงสุดของเธอรองจากแม่จริงๆหรือ “ได้โปรดเถอะเจ้า ข้าเจ้าบ่อยากยิงผู้ได๋เน่อ โดยเฉพาะอุ๊ยสาย !

            “กล้วย พอเถอะ ปล่อยอุ๊ยสายกับผีพวกนี้ไปเถอะน่า” ฟ้าร้องบอกเพื่อนสาว พยายามไม่มองผีร่างแหลกเละเต็มไปด้วยเลือดที่ยืนอยู่ห่างจากเธอไปเพียงไม่ถึงเมตร “พวกเขาทำไปเพราะถูกบังคับ กล้วยก็ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “หม่อมฉันเห็นด้วยกับฟ้านะเพคะ ได้โปรดเถอะเพคะองค์ราชินี !

            “แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ความผิดก็ต้องเป็นความผิด ข้าเจ้าก็บ่อยากยะหรอก อุ๊ยสายก็สำคัญกับข้าเจ้าบ่น้อยไปกว่ากับนางหรือฟ้าหรอก ข้าเจ้าก็ฮักอุ๊ยสายเหมือนญาติผู้ใหญ่ของข้าเจ้า แต่นั่นก็บ่แม่นข้อยกเว้น” เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ ก่อนจะหันมาหาหญิงชราเบื้องหน้าอีกครั้ง “ขอร้องล่ะเจ้าอุ๊ยสาย ได้โปรด ยอมไปโลกหลังความตายเถอะนะเจ้า”

            “อุ๊ยก็ยังยืนยันคำเดิม ว่าอุ๊ยบ่ไป และจะบ่มีผีตนไหนไปด้วย” สายยืนยันหนักแน่น “ถ้าจะส่งผู้ได๋ไป ก็คงต้องเอาชนะหมู่เฮาก่อน.....”

            “อุ๊ยสาย อย่าเน่อเจ้า.....” น้ำใสที่เอ่อท้นในดวงตาเรียว ยามนี้ไหลอาบแก้มเป็นสายก่อนจะหยดลงสู่พื้นหิมะ “ได้โปรดเถอะ อย่าบังคับหื้อข้าเจ้าต้องยิงอุ๊ยสายเลย.....”

 

            “อย่างที่ตกลงกันไว้เน่อ”

            หญิงชราหันไปพูดกับร่างโปร่งใสสูงเกือบสองเมตรที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังเบาๆ ก่อนจะหันกลับมา ดวงตาที่มีฝ้าจางๆมองอดีตลูกศิษย์ผู้มีน้ำตานองหน้านิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่เปลี่ยนใจแน่นอนแล้ว เธอก็ถอนหายใจเฮือก

 

            “ถือว่าเป็นบทเรียนสุดท้ายที่อุ๊ยจะสอนท่านกล้วย ท่านนาง ฟ้า ยูคิ แล้วก็จ้าดละกัน” อุ๊ยสายเอ่ยเสียงเรียบ แต่เสียงของเธอก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับราดด้วยไนโตรเจนเหลวในประโยคต่อมา “การรบในเขตเมืองเมื่อมีฝ่ายตรงข้ามเกินร้อยตน เริ่มได้ !

 

            “ถอย !

            ห้าหน่วยจู่โจมแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเมื่อเหล่าภูตผีปีศาจผู้ก่อจลาจลต่อต้านการยึดพื้นที่ป่าไปใช้ประโยชน์ส่วนตนเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าประชิดตัวในเสี้ยววินาที ขณะนับสิบตนปรากฏตัวปิดทางเบื้องหลังเอาไว้เหมือนกำแพงสีเทาอมเขียว แต่มันก็พังทลายลงอย่างง่ายดายเมื่อดาบลำแสงสีฟ้าของยูคิเฉือนผ่านสามร่างจนขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียว ห้าหน่วยจู่โจมฉวยโอกาสนี้ออกตัววิ่งสุดฝีเท้ามุ่งหน้ากลับไปยังตึกแถวหลังเดิม กล้วยวิ่งอยู่รั้งท้ายสุด น้ำใสไหลจากดวงตาเรียวอาบแก้มขาวเป็นสาย มันไม่น่าจะกลายเป็นอย่างนี้เลย ไม่น่าเลยจริงๆ.....

 

            แต่วิ่งไปได้เพียงไม่กี่สิบเมตร น้ำตาของราชินีตานีก็กลายเป็นน้ำแข็งอย่างฉับพลันเมื่จู่ๆอะไรบางอย่างก็โผล่พรวดจากหิมะมาคว้าขาเธอหมับจนเด็กสาวหน้าจืดล้มกลิ้งหิมะกระจาย กล้วยพลิกตัวกลับก่อนจะพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ถูกกดติดพื้นหิมะอีกครั้งเมื่อร่างผอมแห้งสีเทาอมเขียวเป็นด่างดวงค่อยๆโผล่แทรกพื้นหิมะขึ้นมาคร่อมตัวเธอเอาไว้ เด็กสาวหลับตาตั้งสมาธิหวังจะเคลื่อนที่ในพริบตาให้หลุดจากการจับล็อก แต่แล้วดวงตาเรียวก็ต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งอย่างตกใจสุดขีด

 

            เธอเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้.....

 

            ร่างที่คร่อมตัวเธออยู่แสยะยิ้มแยกเขี้ยวเหลืองราวกับรู้สิ่งที่อยู่ในใจตานีสาว ก่อนที่รอยยิ้มแสยะจะเปลี่ยนเป็นอ้าปากกว้างหมายจะงับคอให้จมเขี้ยว แต่ก่อนที่มันจะทันได้ทำเช่นนั้น หัวของมันก็ขาดสะบั้นจากบ่าอย่างง่ายดายเมื่อนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึเคลื่อนที่เข้าประชิดก่อนจะตวัดดาบอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน ยูคิรีบดึงข้อมือรุ่นพี่สาวลุกขึ้นก่อนที่ทั้งสองจะออกวิ่งอีกครั้ง แต่ร่างดำทะมึนสูงเกือบสองเมตรสิบร่างปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าทั้งห้าเสียแล้ว.....

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึเงื้อขึ้นดาบอีกครั้ง พร้อมๆกับที่ตานีสาวคนสวยยกปืนลูกซองขึ้นชักส่งกระสุนเข้ารังเพลิง แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้ใช้อาวุธของพวกเธอ ผู้เคยมีชีวิตอยู่ทั้งสิบก็เคลื่อนเข้าประชิดตัวห้าหน่วยจู่โจมในระยะแทบจมูกชนจมูก ปิดทางการใช้ปืนหรือแม้แต่การฟาดด้วยพานท้ายโดยสิ้นเชิง นางเคลื่อนที่ในพริบตาถอยห่างจากคู่ต่อสู้หมายจะหยิบมีดที่ซ่อนอยู่ในเข็มขัด แต่ฝ่ายตรงข้ามเร็วกว่า มันเคลื่อนที่ตามอย่างว่องไวก่อนจะขยุ้มคอกระแทกตานีสาวจนล้มลงกับพื้น ร่างบวมอืดดำทะมึนแสยะปากโชว์ฟันเหลืองขณะมือที่เน่าจนหลุดล่อนมองเห็นกระดูกสีขาวเงื้อขึ้น หมายจะทะลวงกลางอกให้ถึงแกนวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใน....

 

            “ฝันไปเถอะ”

            ประกายสีเงินสว่างวาบเมื่อปังตอยาวเกือบฟุตวาดวูบตัดคอผีเคราะห์ร้ายขาดกระเด็นในพริบตา เก้าร่างที่เหลือส่งเสียงโหยหวนอย่างโกรธแค้นก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายมารุมหลานชายหมอผีใหญ่ สามตนพุ่งเข้ากดตานีสาวซึ่งตั้งท่าจะลุกขึ้นลงไปติดพื้นอีกครั้ง ขณะอีกหกตนตีกรอบล้อมหลานชายหมอผีใหญ่เอาไว้ ตนหนึ่งคว้าคอเขาหมับก่อนจะค่อยๆยกเด็กหนุ่มลอยขึ้นจากพื้น จ้าดพยายามดิ้น เล็บจิกลงไปในเนื้อแห้งกรังผอมติดกระดูกหวังจะแกะมือที่รัดรอบคอเขาเหมือนคีมเหล็กออก แต่มันกลับรัดแน่นขึ้น เด็กหนุ่มพยายามหายใจ แต่อากาศไม่ผ่านหลอดลมที่ถูกปิดกั้นของเขาลงไปยังปอดเลยแม้แต่น้อย....

 

            แต่ก่อนที่สติของหลานชายหมอผีใหญ่จะเริ่มเลือนราง แสงสีฟ้าก็สว่างวาบ แล้วเขาก็ร่วงตุ้บลงกับพื้นเมื่อแขนผอมแห้งของร่างดำทะมึนที่ยกเขาอยู่ขาดสะบั้น ยูคิเดินหน้าหมายฟันซ้ำ แต่คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามไม่ประมาทเหมือนครั้งที่แล้ว พวกมันหายตัววับ ตนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหลังนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวก่อนจะอัดหมัดตรงเข้าใส่กลางหลังจนสาวแว่นกระเด็น อีกตนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าก่อนจะเงื้อหมัดหมายรับช่วงต่อ แต่มันกลับต้องเป็นฝ่ายล้มกลิ้งเสียเองเมื่อแข้งของฟ้าลอยละลิ่วมาประเคนเข้าก้านคอ เด็กสาวหน้าคมบรรจงอัดขวาตรงเข้าใส่ครึ่งปากครึ่งจมูกของอีกร่างเบื้องหน้าเธอจนขากรรไกรเน่าเปื่อยลั่นกร๊อบ ดึงตานีคนสวยลุกขึ้นก่อนจะตะโกนก้อง

 

            “กล้วย นาง ถอยกลับไปหาที่ซุ่มยิง ตรงนี้ปล่อยมนุษย์จัดการเอง !

            “ข้าเจ้าเคลื่อนที่ในพริบตาบ่ได้ !” เด็กสาวหน้าจืดตะโกนบอกทั้งน้ำตา เธอพยายามเวี่ยงปืนยาวปัดป้องทั้งหมัด เท้า เข่าและศอกของร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ปักหลั่นสองร่างที่รุมเธออยู่ แต่ขนาดของปืนก็ทำให้การต่อสู้ทุลักทุเลจนน่าหวาดเสียว “เมื่อกี้ข้าเจ้าลองดูแล้ว บ่ได้เลย บ่ฮู้ว่าเป็นอะหยัง !

 

            “หมายความว่ายังไงเพคะ”

            นางร้องถามผู้บังคับบัญชา ไม่รอคำตอบ เธอลองเคลื่อนที่ในพริบตาหลบมือที่กำลังพุ่งเข้ามาคว้าคอเธอ แต่ร่างของเธอที่ควรจะกลายเป็นพลังงานแล้วเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าแสงกลับยังคงนิ่งสนิท คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างตกใจระคนงุนงง แต่เสี้ยววินาทีต่อมา มือดำทะมึนของผีร่างยักษ์ก็คว้าหมับเข้าที่คอของเธอเสียแล้ว.....

 

            “ปล่อยเขาเดี่ยวนี้นะ !

            ก่อนที่จะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น ร่างดำทะมึนก็ต้องเซแซ่ดๆเมื่อเด็กสาวหน้าคมกระโดดเข่าลอยใส่เต็มๆกลางท้ายทอย นางฉวยโอกาสนี้แกะมือที่รัดรอบลำคอออกก่อนจะร่วงตุ้บลงกับพื้นหิมะ ตานีคนสวยรีบยันตัวลุกขึ้น ดึงปืนลูกซองเข้าร่องไหล่ก่อนจะเหนี่ยวไกใส่ฝ่ายตรงข้ามที่ยังคงยืนนิ่งอย่างมึนงงอยู่เบื้องหน้าเจ็ดนัดซ้อน

 

            ร่างยักษ์ร้องโหยหวนแหลมสูงก่อนจะแตกสลายเป็นผุยผง แต่นั่นก็แค่หนึ่งตนจากสิบตนที่รุมพวกเขาอยู่ หรือถ้าจะมองในแง่ร้ายที่สุดล่ะก็ มันก็เป็นเพียงหนึ่งตนจากเกือบห้าร้อยตนที่อยู่ในบริเวณนี้ หากเพียงตนเดียวยังหืดขึ้นคอขนาดนี้ ห้าร้อยตนคงไม่ไหวแน่นอน.....

 

            “กล้วย นาง ถอยไปหาที่ซุ่มยิง !” ฟ้าย้ำ เธอกลิ้งตัวหลบหมัดของร่างที่เหลือเพียงโครงกระดูกเบื้องหน้าก่อนจะตะเบ็งเสียงพูดต่อ “อยู่ตรงนี้ปืนแทบจะใช้ไม่ได้เลย ออกไปซะ ตรงนี้พวกเรามนุษย์จะถ่วงเวลาเอาไว้ให้เอง !

            “แล้วจะให้ไปยังไงล่ะ !?” เด็กสาวหน้าหวานย้อน “ฉันกับองค์ราชินีเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้แล้วนะ !

            “ก็วิ่งไปสิ !” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบง่ายๆ

            “บ้า จ้าดง่าว !” นางยืมคำด่าของผู้บังคับบัญชามาใช้ชั่วคราว “นายไม่เห็นรึไงว่าพวกผีเคลื่อนย้ายในพริบตาได้น่ะ !

            “เออน่า เรามีวิธี” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบลอดไรฟัน เขาเพิ่งจะโดนเข่าของวิญญาณตรงหน้าอัดเข้าเต็มลิ้นปี่ จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดเหวี่ยงมีดอีโต้สวนจนมันขยับตัวถอยก่อนจะพูดต่อ “วิ่งไปเถอะน่า เร็วสิ !

            “ถ้ามั่นใจมากขนาดนั้นจะยอมเชื่อก็ได้ งั้นไปกันเถอะเพคะองค์ราชินี”

 

            ตานีสาวคนสวยพุ่งสวนผีร้ายที่จู่โจมเข้ามาออกไปด้านข้าง มือคว้าข้อมือของเด็กสาวหน้าจืดหมับก่อนจะลากเธอวิ่งออกจากวงล้อมของเหล่าภูตผีมุ่งหน้าไปยังหมู่ตึกแถวที่มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มในม่านหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง

 

            เหล่าผีทั้งหลายดูจะลืมมนุษย์ทั้งสามไปทันที พวกมันถาโถมตามตานีทั้งสองไปราวกับคลื่นสึนามิ แต่ก่อนที่จะมีตนใดไปถึงตัวของวิญญาณผู้พิทักษ์ตานนะคอนทั้งสอง ม่านแสงสีแดงก็กางวูบขวางกั้นพวกมันเอาไว้ ก่อนจะขยายล้อมกรอบพื้นที่เป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบร้อยห้าสิบเมตรอย่างรวดเร็ว ภูตผีหลายตนหยุดกึกอย่างไม่ไว้วางใจ แต่หลายตนก็ตัดสินใจพุ่งฝ่าม่านแสงไปอย่างไม่เกรงกลัว หากก็ต้องตระหนักในวินาทีต่อมาว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ ทันทีที่สัมผัสกับแสงสีส้ม ร่างของมันก็ถูกเปลวเพลิงสว่างโชติช่วงอาบในพริบตาราวกับมีใครราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา ก่อนที่จะหายไปโดยไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยวของพลังงานวิญญาณ.....

 

            เบื้องหลังเหล่าภูตผีปีศาจนับร้อย ริมฝีปากของหญิงชรากระตุกขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังจะยิ้ม

 

            “ม่านกั้นพลังงานวิญญาณ ได้ของดีมาจากปู่สิเน่อจ้าด..... บ่เสียแรงที่เอาอุปกรณ์สกัดการถ่ายเทพลังงานออกมาใช้”

 

            “เอ้า คู่ต่อสู้ของแกอยู่ทางนี้เว้ย !

            ยังไม่ทันที่เหล่าวิญญาณที่เหลืออยู่จะหายตื่นตระหนก คอของร่างดำทะมึนร่างหนึ่งก็ลั่นกร๊อบก่อนจะหลุดห้อยต่องแต่งเมื่อเข่าลอยของฟ้าอัดกระแทกเข้าเต็มๆขมับ มันเซไปสองสามก้าวแต่ไม่ล้ม มือรีบบิดคอกลับเข้าที่ก่อนจะสืบเท้าเข้าหาเด็กสาวหน้าคมอย่างข่มขวัญ ฟ้าเดินฟุตเวิร์กถอยก่อนจะย่อตัวหมายจะออกจระเข้ฟาดหางใส่ฝ่ายตรงข้ามที่สูงกว่าเธอเกือบฟุตให้หมอบ แต่แล้วเธอก็ต้องล้มกลิ้งเมื่อร่างโชกเลือดที่เคลื่อนที่เข้ามารออยู่เบื้องหลังเตะปัดขาเธออย่างแรงจนหมุนคว้างกลางอากาศ ร่างที่แดงฉานไปด้วยเลือดและร่างดำทะมึนไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้ลุกขึ้นได้อีกครั้ง พวกมันกระโจนเข้าทับเด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธจนเธอร้องแอ้บเหมือนคางคกถูกรกทับ ก่อนที่มือทั้งสี่ข้างจะกดลงบนลำคอ....

 

            “เหนียวนักใช่มั้ยแม่หนู ผีกัดไม่เข้าแทงไม่เข้าใช่มั้ย เจอน้ำหนักกดทับแบบนี้เข้าไปเป็นไงล่ะ !?

            แต่ยังไม่ทันขาดคำ คอที่เพิ่งจะกลับเข้าที่เมื่อไม่ถึงนาทีที่แล้วของวิญญาณร่างดำทะมึนก็ขาดสะบั้นเมื่อยูคิวาดดาบลำแสงสีฟ้าเข้าเฉาะมันอย่างแม่นยำ เธอขยับจะฟันร่างโชกเลือดด้วย แต่สิ่งที่ดาบลำแสงสีฟ้าฟาดผ่านก็มีเพียงอากาศธาตุ พริบตาต่อมา นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวก็ต้องร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อฝ่ามือบานใหญ่เมื่อใบลานของคู่ต่อสู้ฟาดเปรี้ยงเข้าที่แก้มจนหน้าหัน เด็กสาวชาวฮิมิตสึขบกรามกรอดหมุนตัวฟันสวนกลับ แต่ฝ่ายตรงข้่ามก็หายวับไปอีกครั้ง ยูคิขบกรามกรอดอย่างโกรธจัด มือ้ายลูบแก้มที่เริ่มบวมแดงเป็นปื้นเบาๆ บังอาจมาตบหน้าของสาวแว่นคนนี้ มันต้องสลายไปสถานเดียว !

 

            แต่พูดง่ายกว่าทำหลายเท่า แม้จะโกรธแค้นจนหัวแทบลุกเป็นไฟและเหวี่ยงดาบฟาดฟันด้วยความเร็วที่มนุษย์ธรรมดามองไม่ทัน ยูคิก็ยังไม่สามารถตามความเร็วเทียบเท่าแสงของเหล่าผู้เคยมีชีวิตอยู่ได้ทัน เพียงไม่กี่ดาบเธอก็ถูกชกจนกระเด็นอีกครั้ง คราวนี้เข้าครึ่งจมูกครึ่งปาก เด็กสาวชาวฮิมิตสึคราง ทั้งเจ็บปวดและโกรธแค้น ทั้งโกรธฝ่ายตรงข้ามและตัวเอง มือสังหารมืออาชีพจากฮิมิตสึอย่างเธอทำไมถึงทำอะไรผีพวกนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

 

            ด้านจ้าดเองก็รับศึกหนักไม่แพ้เพื่อนและรุ่นน้องสาว อันที่จริงดูจะหนักกว่าด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเหล่าภูตผีเห็นว่าเขาเป็นผู้ชายหรือว่าอะไร แต่เงาร่างที่รุมล้อมเขาอยู่ดูจะมีฝีมือมากกว่าที่เข้าเล่นงานสองสาวอย่างเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มหน้าดุต้องหลบจนข้อต่อลั่นกร๊อบนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก หัว ฟัน ลำตัว และแม้กระทั่งสะโพก ซึ่งอย่างหลังสุดเป็นของผีท่าทางตุ้งติ้งถูกซัดเข้าใส่เขาราวกับยืนอยู่บนสังเวียนมวยชิงแชมป์โลก ที่แย่ที่สุดก็คือ แม้จะทั้งหลบและทั้งเหวี่ยงปังตอเท่าใดก็ดูเหมือนจะไม่โดนเหล่าผีที่รุมล้อมอัดเขาอยู่เลยแม้แต่น้อย หลานชายหมอผีใหญ่เริ่มรู้สึกว่าเขาคิดผิดที่บอกให้ตานีทั้งสองออกไปซุ่มยิงเสียแล้ว....

 

            “กล้วย นาง เร็วเข้าเซ่......!

 

 

            ห่างออกไปเกือบสามร้อยเมตร กล้วยยืนนิ่งอยู่กลางดาดฟ้าของตึกแถวริมถนนแปดเลนไมไกลจากตึกแถวที่พวกเธอใช้ซุ่มยิงเมื่อเกือบยี่สิบนาทีที่แล้วนัก ดวงตาเรียวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา หากร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา ริมฝีปากเม้มแน่นและสั่นระริก มือทั้งสองกอดปืนไรเฟิลยาวแนบอกราวกับมันจะช่วยบรรเทาความเศร้า ความอัดอั้น และความรู้สึกผิดที่แผดเผาอยู่ในใจยามนี้ได้ ทำไม ทำไมเรื่องต้องกลายเป็นแบบนี้ ทำไมเธอต้องมาสู้กับหนึ่งในผู้มีพระคุณที่สุดของเธอ ทำไมเธอต้องมาสู้กับตนที่เธอรักด้วย ทั้งๆที่เธอเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตนแท้ๆ......

 

            “องค์ราชินี จะยะอะหยังก็รีบยะเถอะเพคะ !

            นางนอนหมอบอยู่บนแถบปูนริมดาดฟ้า ดวงตาโตเหมือนเนื้อทรายจ้องมองผ่านเลนส์กล้องส่องทางไกลไปยังการต่อสู้ระหว่างคู่สงครามจากคนละโลกเบื้องหน้า มนุษย์ทั้งสามเริ่มเสียเปรียบและถอยร่นมาเรื่อยๆแล้ว หากกล้วยยังไม่ยิงสนับสนุนล่ะก็ พวกเขาคงยันเอาไว้ได้อีกไม่นาน......

 

            เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เด็กสาวคนสวยก็เอี้ยวตัวหันไปมองผู้บังคับบัญชา คิ้วบางขมวดเข้าหากันเมื่อเธอเห็นเจ้านายยังคงยืนนิ่ง นางลุกขึ้นเดินไปหาราชินีตานี ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ

 

            “องค์ราชินีเป็นอะไรไปเพคะ”

            “นาง ข้าเจ้ายะจะอี้ดีแล้วก๋า....” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดสั่นเทาด้วยแรงสะอื้น “ยะหยัง.... ยะหยังข้าเจ้าถึงต้องยิงอุ๊ยสาย.... บ่แม่นแค่อุ๊ยสาย ทั้งบ่าจ้อง อุ๊ยคำ แสน แก้ว บ่าทอง หยาด.... ยะหยังข้าเจ้าต้องมายิงหมู่เปิ้นด้วย ทั้งที่หมู่เฮาเพิ่งจะเจอกันเมื่อเย็นนี้แต๊ๆ.....”

            “เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ องค์ราชินียิงสนับสนุนพวกมนุษย์ก่อนเถอะเพคะ หรืออย่างน้อยก็ยิงคุ้มกันให้พวกเขาถอยกลับมา ไม่งั้นพวกเขาไม่รอดแน่เพคะ”

            “แต่.... ข้าเจ้า.... ข้าเจ้ายิงอุ๊ยสายบ่ได้..... ข้าเจ้ายิงผีหมู่นั้นบ่ได้......”

            “องค์ราชินีเพคะ หม่อมฉันก็ไม่ได้อยากทำนักหรอก องค์ราชินีก็น่าจะรู้นี่เพคะว่าหม่อมฉันไม่อยากยิงภูตผีปีศาจที่ทำผิดเพราะโดนมนุษย์รังแกก่อน” เสียงของนางแข็งขึ้น “แต่ตอนนี้การรบมันเกิดขึ้นแล้ว แล้วองค์ราชินีก็สอนหม่อมฉันเองไม่ใช่หรือเพคะว่าถ้าการรบเริ่มขึ้นแล้ว ไม่ว่าศัตรูตรงหน้าจะเป็นใครก็ต้องยิงออกไปอย่างไม่ลังเล แล้วทำไมตอนนี้พระองค์ถึงได้ลังเลซะเองล่ะเพค

            “แต่..... อุ๊ยสาย..... ข้าเจ้าบ่อยากยิงอุ๊ยสาย.... บ่อยากยิงผีหมู่นั้น.... ข้าเจ้าอยากส่งเปิ้นไปโลกหลังความตายแบบดีๆกว่านี้.....”

            “ถ้าองค์ราชินีไม่อยากยิงก็ขอสงบศึกสิเพคะ หม่อมฉันมั่นใจว่าอุ๊ยสายพูดไม่ยากหรอก” เด็กสาวหน้าหวานตอบ “แต่ถ้าองค์ราชินีอยากจะยึดมั่นในกฎ ต้องการจะส่งอุ๊ยสายและผีพวกนั้นไปโลกหลังความตายตามหน้าที่ของพวกเรา องค์ราชินีก็ต้องยิงเพคะ จะมาครึ่งๆกลางๆ หวังลมๆแล้งๆว่าจะส่งพวกเขาไปได้น่ะไม่มีวันหรอกเพคะ ในเมื่อสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้แล้ว”

            “ข้าเจ้า.... แต่ข้าเจ้า.....”

            “พระองค์ต้องเลือกแล้วเพคะ จะยอมยิง จะขอสงบศึก หรือจะปล่อยให้สามคนนั้นตาย”

 

            ราชินีตานีนิ่งอึ้ง ริมฝีปากบางเม้มแน่น เธอรู้จักผีทุกตนที่กำลังต่อสู้อยู่เบื้องล่าง หลายตนใจดีกับเธอมาก หลายตนก็มีบุญคุณกับเธอมาก โดยเฉพาะสายผู้สอนวิชาอาวุธและการรบหลายอย่างให้เธอ ซ้ำยังช่วยดูแลและเป็นที่ปรึกษาให้เธอในยามที่แม่ของเธอตายจากไป หากเป็นไปได้ เธอก็อยากจะส่งพวกเขาไปยังโลกหลังความตายด้วยวิธีที่ดีกว่านี้ แต่นางก็พูดถูก เมื่อสงครามเริ่มแล้วก็ต้องรบให้จบ และที่สำคัญ ในฐานะราชินีตานี เธอจะทรยศต่อหน้าที่ไม่ได้......

 

            “นาง ดูลมหื้อข้าเจ้าด้วย”

            “อะ.... อ๋อ ได้เพคะ”

            แววผิดหวังน้อยๆเจืออยู่ในน้ำเสียงของเด็กสาวหน้าหวาน เธอเองก็คุ้นเคยกับผีในป่านี้มากพอๆกับกล้วย อาจจะมากกว่ากล้วยเสียด้วยซ้ำ เธอแอบหวังอยู่ลึกๆว่าราชินีตานีจะยอมปล่อยพวกเขาไป อย่างไรก็ตาม ตานีคนสวยก็วิ่งตามไปหมอบอยู่เคียงข้างเด็กสาวหน้าจืดซึ่งกางขาทรายก่อนจะตั้งปืนไรเฟิลกระบอกยาวเอาไว้บนแท่งคอนกรีต นางหยิบกล้องส่องทางไกลที่มีเครื่องวัดทิศทางลมติดอยู่ด้วยขึ้นส่อง ก่อนจะบอกความเร็วและทิศทางลมให้ผู้บังคับบัญชาด้วยเสียงดังฟังชัด

 

            “หนึ่ง เก้า สาม ศูนย์ หนึ่ง เก้า ทับ หก !

 

            เสียงปืนที่ถูกปิดกั้นด้วยเครื่องเก็บเสียงดังเบาๆราวกับคนจาม แต่อำนาจของกระสุนยังคงอยู่ เหล่าวิญญาณที่กลุ้มรุมมนุษย์ทั้งสามอยู่เบื้องล่างแตกกระเจิงกันไปคละทิศคนละทางเมื่อร่างโชกเลือดตนหนึ่งล้มลงกับพื้นก่อนจะแตกสลายหายไป แต่ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าปืนยิงมาจากทิศใด การหลบหนีจึงไม่ต่างอะไรกับการเคลื่อนที่ในพริบตาอย่างเดาสุ่มจนดูราวกับกะพริบ ไม่มีภูตผีปีศาจตนใดสนใจจะอัดมนุษย์ทั้งสามอีกแล้วแม้สภาพของฟ้า ยูคิและจ้าดจะสะบักสะบอมเต็มที ทุกตนทุ่มพลังกับการเคลื่อนที่ในพริบตาให้ถี่ที่สุด ภาวนาว่าจะหลบกระสุนได้.....

 

            แต่เอาเข้าจริง การเคลื่อนย้ายในพริบตานับสิบครั้งต่อวินาทีก็ไร้ผล แม้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใด แต่พื้นที่เพียงในวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางร้อยเมตร เมื่อเทียบกับผีห้าร้อยตนแล้วก็เรียกได้ว่าอัดกันแน่นเป็นปลากระป๋อง กระสุนแต่ละนัดที่กล้วยยิงออกไปจึงโดนผีอย่างน้อยก็หนึ่งตน บางครั้งก็เข้าหัวห้าตนพร้อมกันในนัดเดียว เพียงไม่ถึงสองนาที เหล่าปีศาจที่เคยมีกันอยู่เกือบสี่ร้อยตนก็เหลือเพียงไม่กี่สิบ ส่วนใหญ่ถอยร่นไปด้านหลังม่านพลังงานส่วนที่ครอบคลุมดงต้นสนที่มีหิมะปกคลุมหวังจะใช้มันเป็นเกราะกำบัง แม้จะรู้ว่าไม้เนื้ออ่อนแบบนั้นคงช่วยอะไรไม่ได้มากเมื่อเจอกระสุนปืนไรเฟิลที่ยิงด้วยความเร็วเหนือเสียงถึงสามเท่า......

 

            เมื่อเห็นว่าม็อบผีเริ่มล่าถอย กล้วยก็หยุดยิง เธอไม่ต้องการส่งเหล่าวิญญาณที่เธอรักและคุ้นเคยไปโลกหลังความตายด้วยวิธีทรมานอีกแล้ว ราชินีตานีหันมาพยักหน้าให้เพื่อนสาวซึ่งมีแววดีใจปรากฏชัดบนใบหน้า ทั้งสองยันตัวลุกขึ้น กล้วยปิดห้ามไกและพับขาทรายเก็บแนบตัวปืน ก่อนที่ทั้งสองจะปีนข้ามแท่นคอนกรีตเตรียมตัวกระโดดลงไปเบื้องล่าง

 

            แต่ในจังหวะที่สองตานีกำลังจะก้าวขาลงไป ลำแสงสีฟ้าก็พุ่งเฉียดเรือนผมสีดำประกายเขียวของกล้วยไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตรพร้อมกับเสียงแหวกอากาศดังชัดถนัดหู เด็กสาวหน้าจืดหันมองหน้าเพื่อนสาวข้างตัวเป็นเชิงถาม แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ ลำแสงสีฟ้าก็พุ่งมาอีกครั้ง คราวนี้มาต่อเนื่องราวกับกระสุนปืนกลจนตานีทั้งสองต้องทิ้งตัวลงหมอบราวกับแท่งคอกรีตเย็นเฉียบอีกครั้ง พวกเธอรู้ดีว่าลำแสงเหล่านี้คือกระสุนไรเฟิลหัวทำลายวิญญาณ มีผีเพียงไม่กี่ตนที่ถนัดการใช้ปืน ที่มีปืนเป็นของตัวเองก็น้อยยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก และผีที่มีปืนไรเฟิลพลังสูงที่ยิงกระสุนแบบนี้ได้เอาไว้ในครอบครองก็มีเพียงตนเดียวในตานนะคอน หรืออาจจะในรัฐเวียงตานทั้งรัฐ

 

            นั่นคือสาย

 

            ฟ้า จ้าด ยูคิ ปิ๊กมานี่ !’

กล้วยโทรจิตไปหาสามมนุษย์อย่างร้อนรน แม้กระสุนทำลายวิญญาณจะไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่เป็นสสารอื่นๆ แต่โดนเข้าไปก็อาจหมดสติได้ทันที แถมถ้าโดนเยอะๆก็อาจถึงขั้นสลบไปเป็นอาทิตย์ได้สบายๆ และถ้าสลบขึ้นมาตอนนี้จริงๆล่ะก็ รอดได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว

 

            ไม่ได้แล้ว พวกเราโดนยิงกดเอาไว้ โงหัวออกไปไม่ได้เลย !’ เสียงของหลายชายหมอผีใหญ่มีแววร้อนรนพอกัน

            ตอนนี้พวกนายอยู่ไหน !?’ ตานีคนสวยถามบ้าง ปลอดภัยกันดีรึเปล่า !?’

            หลบอยู่หลังแผงคอนกรีตกั้นถนนคราวนี้เป็นเสียงของฟ้า พวกเราปลอดภัย มีแผลกันนิดหน่อยแต่ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากหรอก

            งั้นรออยู่ตรงนั้นเน่อ ห้ามไปไหน หมอบหื้อต่ำที่สุด ข้าเจ้าจะยิงอุ๊ยสายเอง !’

            หมายความว่าไงน่ะกล้วยเด็กหนุ่มหน้าดุโทรจิตกลับไปทันควัน กล้วย คิดให้ดีๆนะ อุ๊ยสายเป็นผู้มีพระคุณของกล้วยนะ !’

            ผู้มีพระคุณหรือว่าอะหยัง ในเมื่อตอนนี้เปิ้นยะผิด ข้าเจ้าก็ต้องยิงราชินีตานีตอบเสียงเฉียบขาด แต่เสียงของเธอก็อ่อนลงในประโยคต่อมา แล้วข้าเจ้าก็บ่ยิงเข้าแกนวิญญาณอุ๊ยสายหรอก ข้าเจ้าจะเล็งขาเปิ้น แล้วค่อยไปส่งวิญญาณเปิ้นอีกที

            แบบนั้นจะไม่ยิ่งทรมานเหรอกล้วยฟ้าท้วง

            ก็เจ็บอยู่ แต่มันเทียบบ่ได้กับความเจ็บปวดตอนวิญญาณแตกสลายหรอก

 

            เด็กสาวหน้าจืดพูดช้าๆ อะไรบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกในลำคอเมื่อคิดว่าเธอจะต้องยิงหญิงชราผู้นี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว กล้วยหันมาหาเพื่อนร่วมงานซึ่งหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาทันทีอย่างรู้งาน แต่เธอก็เห็นน้ำใสเอ่อคลออยู่ในดวงตาคู่สวยของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจน

 

            “นาง ข้าเจ้าเข้าใจ.....” เสียงของราชินีตานีเริ่มสั่นเครือเมื่อเธอเอื้อมมือไปแตะไหล่เพื่อนสาวข้างตัว “แต่นางก็คงเข้าใจเหมือนกันเน่อว่านี่คืองาน.... แล้วก็ยังมีชีวิตของผู้บริสุทธิ์อีกสามคนแขวนอยู่ด้วย.... ข้าเจ้าจำเป็นต้องยิงอุ๊ยสายเปิ้นจริงๆ.....”

            “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ....” นางสะอื้นเบาๆ “ยิงเถอะเพคะ จะได้จบๆกันไป.....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดกางขาทรายก่อนจะยกปืนขึ้นตั้งบนแท่นคอนกรีตอีกครั้ง แนบหน้าที่มีน้ำตาจับแข็งเป็นเกล็ดลงกับพานท้าย ดวงตาเรียวมองผ่านกล้องตรงไปยังเป้าหมาย หญิงชรานั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหมู่ผีร้ายซึ่งต่างก็หมอบราบลงกับพื้นหิมะ มือทั้งสองถือปืนกลกระบอกใหญ่กราดยิงต่อเนื่อง ข้างตัววิญญาณแม่ค้าอาวุธ ปืนกลอีกสองกระบอกตั้งอยู่บนพื้นด้วยขาทรายและกำลังกราดยิงเต็มอัตราทั้งที่ไม่มีใครเหนี่ยวไก หญิงชราคงยังไม่รู้ตัวว่าเธอกำลังตกเป็นเป้า.....

 

            กล้วยพยายามกลั้นสะอื้นเพื่อไม่ให้ปืนสั่น เธอบิดปืนเล็งตรงไปยังขาขวาที่คุกเข่ายันบนพื้นหิมะ ริมฝีปากบางพึมพำเบาๆขณะนิ้วโป้งขวาบิดสวิตช์เปิดห้ามไก

 

            “อุ๊ยสาย ข้าเจ้าขอสุมาเจ้า....”

 

            ข้างตัวเธอ ตานีคนสวยโผล่หัวขึ้นมาจากแท่นคอนกรีตอย่างระมัดระวัง กระสุนทำลายวิญญาณผ่านเฉี่ยวหัวเธอไปลูกแล้วลูกเล่าในระยะเพียงไม่ถึงนิ้ว แต่เธอก็รักษากล้องให้มองตรงไปยังหญิงชราที่กระหน่ำยิงราวกับทหารมืออาชีพห่างออกไปสามร้อยเมตรเบื้องหน้า ดวงตามองเลขบอกตำแหน่งลมที่ส่องสว่างเป็นสีเขียวซ้อนอยู่กับภาพในกล้องนิ่ง

 

            แต่ทันใด นางก็รู้สึกผิดสังเกต กระสุนทำลายวิญญาณนั้นสามารถยิงทะลุแท่งคอนกรีตเบื้องหน้าเธอหรือแม้กระทั่งคอนกรีตกั้นถนนที่ฟ้า ยูคิและจ้าดหลบอยู่ได้สบายๆ แน่นอนว่าแม่ค้าขายอาวุธผู้มากด้วยประสบการณ์ไม่มีทางจะไม่รู้เรื่องนี้          แล้วทำไมเธอถึงไม่ยิงทะลุคอนกรีตมาเลยเล่า หรือว่าหญิงชราจะ....

 

            “นางขอลม”

            “อะ.... เพคะ สอง ศูนย์ ห้า ศูนย์ สอง ศูนย์ ทับ ห้า”

 

            ขาดคำ เด็กสาวหน้าหวานก็ปิดตาแน่น มือทั้งสองยกขึ้นปิดหู เธอไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากรู้ว่าผีหญิงชราถูกยิง....

 

            ตานีคนสวยไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่าเธอโงหัวขึ้น เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนทำลายวิญญาณเรืองแสงสีฟ้าก็พุ่งเข้าปะทะหน้าผากเธออย่างจัง แต่แทนที่มันจะพุ่งผ่านไปทำลายแกนวิญญาณภายใน มันกลับร่วงลงกับพื้นโดยไม่ทำอันตรายใดๆกับเธอเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวหน้าหวานขมวดคิ้วมองกระสุนนัดนั้นอย่างประหลาดใจแกมสงสัย แล้วความเข้าใจอันน่าหวาดหวั่นก็ผุดขึ้นมาในสมองของเธอ....

 

            “องค์ราชินีอย่าเพิ่งยิงเพคะ !

 

            ช้าไปเสียแล้ว ยังไม่ทันขาดพยางค์แรก ไกก็ถูกเหนี่ยว ส่งหัวกระสุนเหล็กกล้าอาบพลังงานวิญญาณเข้มข้นตรงไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วมากกว่าเสียงเกือบสามเท่า จังหวะนั้นเอง สายเอี้ยวตัวลงไปเปลี่ยนสายกระสุนให้ปืนกลข้างตัว กระสุนที่เล็งเอาเอาไว้ที่โคนขาจึงเจาะเข้ากลางอกของเธออย่างจัง.....

 

            “อุ๊ยสาย !?

            ตานีทั้งสองกรีดร้องอย่างขวัญเสียเมื่อหญิงชราในชุดพรางสีขาวยกมือขึ้นกุมอก ก่อนจะค่อยๆล้มหงายหลังลงไปนอนราบอยู่บนพื้นหิมะ กล้วยกระโดดลงจากตึกไปทันที เธอโทรจิตบอกมนุษย์ทั้งสามก่อนจะออกวิ่งสุดฝีเท้าไปยังร่างของวิญญาณแม่ค้าอาวุธซึ่งบัดนี้ถูกบดบังด้วยเหล่าผีที่เข้ามากลุ้มรุมกันรอบร่างของเธอ ในใจภาวนาให้หญิงชรายังไม่สลายไปก่อนที่เธอจะไปถึง.....

 

            เบื้องหลังราชินีตานี นางยังคงยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าตึก น้ำใสเอ่อท้นคลอเบ้าดวงตาหวานจนภาพหัวกระสุนที่ยังคงเรืองแสงสีฟ้าในมือเลือนราง มันเป็นกระสุนทำลายวิญญาณพลังงานต่ำที่แม้จะยิงสักกี่สิบนัดก็ทำอันตรายเธอไม่ได้แม้เพียงปลายก้อย เธอน่าจะรู้ดี สายไม่ได้คิดจะทำอะไรพวกเธอตั้งแต่แรกแล้ว แต่พวกเธอกลับ.....

 

            เหล่าภูตผีปีศาจที่มุงรอบร่างของวิญญาณแม่ค้าอาวุธแหวกออกเป็นทางเมื่อหน่วยจู่โจมทั้งห้ามาถึง สายยังคงนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นหิมะ หญิงชรายังไม่หายไป แต่ร่างที่เลือนรางลงเรื่อยๆของเธอก็บ่งบอกชัดว่าจวนเจียนเต็มทีแล้ว....

 

            “อุ๊ยสาย ข้าเจ้าขอสุมานักๆเจ้า....”

            กล้วยทรุดลงข้างตัวผู้หญิงที่เธอรักที่สุดที่ยังคงอยู่บนโลกใบนี้ มือซ้ายจับมือแม่ค้าอาวุธชราเอาไว้แน่น ขณะมือขวาพยายามใช้พลังของเธอห้ามพลังงานวิญญาณที่กำลังไหลออกจากตัวสายราวกับสายน้ำ แต่ไร้ผล ร่างของหญิงชรายังคงเลือนรางลงเรื่อยๆ

 

            “ท่านกล้วย....” ดวงตาที่มีฝ้าจางๆ เงยขึ้นมองหน้าอดีตลูกศิษย์สาว เสียงที่ดังลอดริมฝีปากเหี่ยวย่นออกมาแผ่วเบาและอ่อนระโหยจนแทบไม่ได้ยิน “ท่านกล้วย.... ท่านนาง.... และทุกๆคน.... ผ่านบททดสอบสุดท้ายของอุ๊ยแล้ว.....”

 

            “อย่าอู้สิเจ้า บ่อั้นอุ๊ยสายจะยิ่งเสียพลังงานมากขึ้นไปอีกนะเจ้า....”

            “บ่ต้องพยายามหรอกท่านกล้วย บ่มีประโยชน์.... ท่านนางก็ด้วย จ้าดก็ด้วย....” หญิงชราผลักมือของตานีทั้งสองและเด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งเข้ามาพยายามช่วยกล้วยอีกแรงออก “เป็นหลานชายหมอผีก็น่าจะฮู้นี่ ถ้าถูกทำลายแกนวิญญาณจะอี้ก็บ่มีทางช่วยได้.....”

            “ข้าเจ้าบ่ได้อยากจะยิงอุ๊ยสายเน่อเจ้า แต่.....”

            “อุ๊ยเข้าใจ....” ริมฝีปากเหี่ยวย่นเหยียดเป็นรอยยิ้มบางๆที่แฝงความอารี รอยยิ้มที่ตานีทั้งสอง คุ้นเคยมาตลอดตั้งแต่เด็ก “ยะหยังอุ๊ยจะบ่เข้าใจ.... คึดว่าอุ๊ยฮู้จักท่านกล้วยมานานเท่าได๋กัน....”

 

            ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงสะอื้นและเสียงร้องไห้เงียบๆ จากทั้งตานี มนุษย์ และเหล่าภูตผีปีศาจรอบข้าง

 

            “ทุกตนเตือนอุ๊ยแล้ว.....” แม่ค้าอาวุธในชุดพรางสีขาวถอนหายใจยาว “ทุกตนบอกอุ๊ยแล้วว่าอุ๊ยบ่จำเป็นต้องปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย เพราะอุ๊ยขายของแต่กับตานี ถ้าอุ๊ยมีเรื่อง อุ๊ยคงค้าขายลำบาก.... แต่อุ๊ยเองก็มีศักดิ์ศรีในฐานะผู้อาวุโสที่สุดของตลาด อุ๊ยจะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้บ่ได้....”

            “แต๊ๆแล้ว อุ๊ยก็ต้องขอโทษท่านกล้วย ท่านนาง ฟ้า จ้าด แล้วก็แม่หญิงจากแดนไกลด้วย ที่ยะหื้อต้องบาดเจ็บจะอี้.... ที่ต้องมาถูกยิง....”

            “อุ๊ยสายไม่ต้องใส่ร้ายตัวเองหรอกค่ะ !” นางโพล่งขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ “หนูดูกระสุนนี่แวบเดียวก็รู้แล้ว ถึงมันจะดูเหมือนกระสุนทำลายวิญญาณ แต่มันก็เป็นกระสุนพลังงานต่ำที่ทำอะไรพวกหนูไม่ได้ อุ๊ยสายยิงก็แค่เพื่อข่มขวัญ เพื่อให้พวกหนูถอยกลับไปเท่านั้นเอง !

            “ว่าจะไดนะ !?

            “พวกผีก็เหมือนกัน ทั้งๆที่จะฆ่าก็ใช้พลังฆ่าได้เลยด้วยซ้ำ แต่นี่กลับใช้แต่หมัดเท้าเข่าศอกหรือไม่ก็บีบคอ ไม่มีใครมีเจตนาจะทำอันตรายพวกหนูอยู่แล้วด้วยซ้ำ” เสียงของนางเริ่มมีแววสะอื้นปนอีกครั้ง “อุ๊ยสายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร.... ทุกตนทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันคะ อยากสลายไปมากนักรึไง !?

            “ความแตกล่ะสิเน่อจะอี้.....” ริมฝีปากของวิญญาณแม่ค้าอาวุธเหยียดเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง หากคราวนี้อ่อนแรงกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด “บ่มีผู้ได๋อยากสลายไปหรอก.... แต่อุ๊ยขอร้องหื้อทุกตนบ่ทำร้ายคนอื่นถึงตาย.... นอกจากบ่านักการเมืองแล้วก็หมู่ของเปิ้น.... อีกอย่าง อุ๊ยก็อยากหื้อนี่เป็นบทเรียนสุดท้ายที่อุ๊ยจะสอนท่านกล้วยและท่านนางด้วย.....”

            “อะไรกัน.....” กล้วยสะอึกสะอื้น น้ำใสไหลเป็นสายจากดวงตาเรียวผ่านแก้มขาวหยดลงบนเสื้อลายพรางของผีหญิงชรา “ข้าเจ้ายะอะหยังลงไป.... ยิงอุ๊ยสาย.....”

            “บ่ต้องรู้สึกผิดหรอกท่านกล้วย.... บ่สิ ทุกคนนั่นแหละ บ่ต้องรู้สึกผิดหรอก.....” เสียงของหญิงชราทอดยาวหายไปในสายลมแรง “บ่มีอะหยังในโลกหรอกที่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์หรือถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ท่านกล้วยยิงอุ๊ยก็ถือว่ายะถูกแล้วในมุมมองหนึ่ง แต่ในอีกมุมมองมันก็อาจจะยังบ่แม่น.... บ่มีสิ่งได๋ถูกเสมอหรอก สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนหรือทุกตน.... อย่าตึงเกินไป อย่าอ่อนเกินไป.... ใช้ไม้อ่อนบ้าง.... ลองมองในอีกมุมหนึ่งดูบ้าง.... เอาใจเปิ้นมาใส่ใจเฮาบ้าง.... ท่านกล้วยยังขาดเรื่องพวกนี้อยู่ ถ้าท่านกล้วยลองคึดถึงเรื่องพวกนี้บ้าง อุ๊ยรับรองว่าท่านกล้วยต้องเป็นราชินีที่ดีของตานี บ่แพ้แม่ของท่านเลย.....”

            “เข้าใจแล้วเจ้าอุ๊ยสาย ข้าเจ้าจะปรับปรุงตัวเจ้า....” เด็กสาวหน้าจืดบีบมือหญิงชราแน่น “อุ๊ยสายอย่าหายไปเลยเน่อเจ้า อยู่ต่อไปเถอะ นะเจ้า ข้าเจ้าขอร้อง.....”

            “ท่านกล้วยเป็นตานี.... ท่านกล้วยก็น่าจะฮู้ดีนี่..... ฮู้ดีกว่าบ่าจ้าดด้วย.....” เสียงของสายยิ่งแผ่วเบาลงไปอีก “ถึงเวลาที่อุ๊ยจะต้องไปแล้ว อุ๊ยก็ต้องไป.... บ่มีอะหยังมาห้ามได้หรอก.....”

            “อย่าเน่อเจ้าอุ๊ยสาย..... เมื่อแลงอุ๊ยสายยังอู้หื้อข้าเจ้ามาดูอาวุธใหม่เลยบ่แม่นก๋า จะมาหายไปเฉยๆจะอี้ข้าเจ้าบ่ยอมหรอก บ่ยอมเด็ดขาดเลย.....”

 

            กล้วยปล่อยโฮอย่างไม่นึกถึงมาดของราชินีตานีอีกแล้ว ภาพความทรงจำในอดีตผูดขึ้นมาในสมองทีละภาพราวจะกลั่นแกล้ง ภาพหญิงชราที่อุ้มเธอพาเดินดูทั่วเมืองตานนะคอน ภาพหญิงชราที่เป็นอาจารย์พิเศษสองวิชาอาวุธและสงครามในโรงเรียนตานี ภาพหญิงชราที่ยิ้มอย่างภูมิใจอยู่คู่กับแม่ของเธอในวันที่เธอจบการศึกษาชั้นประถม ภาพหญิงชราที่ลูบหลังเธอเบาๆอย่างปลอบโยนในพิธีศพของแม่ ภาพหญิงชราที่นั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้หวายหลังกองอาวุธนานาชนิด ทั้งหมดกำลังจะสลายไปต่อหน้าต่อตาเธอ..... เด็กสาวซบลงกับอกวิญญาณแม่ค้าอาวุธ จับมือเธอเอาไว้แน่น ความอบอุ่นที่อยู่ภายในนั้นกำลังหายไป อย่างช้าๆแต่มั่นคง.....

 

            ข้างตัวเธอ นางกุมมืออีกข้างของหญิงชราเอาไว้ ความเศร้าและความอาลัยในอกกลั่นออกมาเป็นเสียงร้องไห้เงียบๆ และน้ำตาที่เอ่อท้นลงมาตามแก้มขาว เบื้องหลังเธอ น้ำตาไหลอาบแก้มของฟ้าและยูคิเงียบๆ ขณะจ้าดเบือนหน้าไปทางอื่น แม้พวกเขาจะรู้จักสายเพียงช่วงสั้นๆเมื่อเทียบกับตานีทั้งสอง แต่พวกเขาก็ไม่อาจทนดูหญิงชราผู้อารีตนนี้หายไปเฉยๆได้.....

 

            รอบตัวห้าหน่วยจู่โจม เสียงร้องไห้ก็ดังระงมจากหมู่ภูตผีเช่นกัน ไม่มีอีกแล้วเสาหลักของตลาดนัดป่าตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่มีอีกแล้ว หญิงชราผู้ถูกเรียกว่าเจ้าแม่ผู้เป็นที่พึ่งของทุกๆตน.....

 

            “ก่อนที่อุ๊ยจะสลายไป..... อุ๊ยมีเรื่องจะขอร้อง.... ทั้งฝ่ายท่านกล้วยและฝ่ายหมู่เฮา.....” สายเอ่ยช้าๆ “ขอหื้อเรื่องวันนี้เลิกแล้วต่อกัน..... ขอหื้อชีวิตของอุ๊ยแทนชีวิตของผีร้ายทั้งหลาย และของมนุษย์และตานีทั้งห้านี้..... ขออย่าโกรธหรือคั่งแค้นต่อกัน..... ขอหื้อทั้งสองฝ่ายเข้าใจเหตุผลของกันและกัน.... ได้ก่อ ท่านกล้วย ท่านนาง ฟ้า จ้าด ยูคิ แล้วก็ผีจากป่าตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหลาย.....”

            “ได้เจ้า.....”

            “ได้ครับ”

            “ได้ค่ะ....”

 

            “และสุดท้าย อุ๊ยมีของจะหื้อท่านกล้วย.....”

เสียงของวิญญาณแม่ค้าเบาและช้าลงทุกขณะ เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อผ้าใบ ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างที่เป็นทรงกระบอกมนๆยาวเกือบสิบเซนติเมตรส่งให้กล้วยซึ่งรับไปถือเอาไว้มั่น

 

“นี่เป็นอุปกรณ์คงรูปพลังงานสำหรับเก็บอาวุธ...... มันจะช่วยแปลงอาวุธเป็นพลังงานแล้วเก็บไว้..... ท่านกล้วยจะได้บ่ต้องแบกถุงปืนย่างไปย่างมาหื้อคนอื่นสงสัยอีก..... และจะได้พกพาอาวุธใหญ่ๆได้สะดวกด้วย...... แล้วอุ๊ยก็ส่งแบบแปลน..... ของอุปกรณ์นี่ไปหื้อในเมลแล้วด้วยเน่อ..... อย่าลืมเปิดดู..... เผื่อจะเป็นประโยชน์.... หลังจากนี้....”

            “ขอบคุณเจ้าอุ๊ยสาย..... ขอบคุณแต๊ๆ.....”

            “หมดภาระแล้ว อุ๊ยคงต้องไปแล้ว.....” หญิงชราถอนหายใจยาว “อุ๊ยจะรอท่านกล้วยท่านนาง..... อยู่ที่โลกหลังความตายเน่อ.....”

            “อุ๊ยสาย....!?

            “ไม่นะ !

 

            ริมฝีปากของวิญญาณแม่ค้าอาวุธชราเหยียดเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของเธอจะค่อยๆจางหายไป วินาทีต่อมา ร่างของเหล่าภูตผีแห่งป่าตะวันออกเฉียงเหนือก็เลือนหายไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาวคล้ายเสียงกิ่งไม้ไหวเมื่อต้องลม เหลือเอาไว้เพียงสามมนุษย์สองตานี และเสียงสะอึกสะอื้นที่ดังบาดใจในม่านหิมะและลมหนาวของยามค่ำคืน.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #63 wat_r (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 14:25
    ถือเป็นบทเรียนสุดท้ายที่ดี... จากอุ้ยสาย หญิงชราผู้อารีและมองโลกได้อย่างเข้าใจ :)

    บางทีคำพูดก็ไม่อาจสั่งสอนใครได้เท่ากับการกระทำ และสถานการณ์ตรงหน้า แต่กว่าจะรู้ถึงสิ่งนั้น สิ่งที่รักก็ต้องจากไปอีกครั้ง

    แต่ก็เพื่อการเติบโตขึ้น และก้าวเดินต่อไป



    อา... เศร้าแฮะ แต่ก็คิดว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ เป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่ล้ำค่าของกล้วยและเหล่าเพื่อน

    #63
    1
    • #63-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 24)
      4 พฤษภาคม 2558 / 08:43
      สายเป็นพวก "มองโลกด้วยความเป็นจริง" ครับ ในขณะที่กล้วยเป็นฝ่าย "โลกสวย" คือมองว่าต้องทำตามอุดมคติให้ดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง อุดมคติบางทีมันก็ใช้ไม่ได้ เช่นเหตุการณ์นี้เป็นต้น

      สายและวิญญาณกลุ่มเพื่อนสายนี่ถ้ารบจริงๆขึ้นมาเก่งมากนะครับ ตานีและมนุษย์วัยรุ่นไม่กี่คนนี่ตายตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรกเลยแหละ
      #63-1