ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 23 : ความขัดแย้งที่ตลาดนัดวิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ม.ค. 58

            “ผีร้ายอู้จะอั้นก๋า”

            ผีหญิงชราผู้นั่งอยู่หลังอาวุธปืนนับร้อยกระบอกขมวดคิ้วถามเด็กหนุ่มผู้อายุอ่อนกว่าเธอนับร้อยปีซึ่งมาเยี่ยมเธอพร้อมกล้วย นาง ฟ้าและยูคิในเย็นวันจันทร์ถัดมา น้ำเสียงของเธอแฝงเอาไว้ด้วยความกังวล ยิ่งเมื่อเห็นเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมพยักหน้ายืนยันพร้อมๆกัน ใบหน้าที่เหี่ยวย่นอยู่แล้วก็ยิ่งยับยู่ยี่มากขึ้นเมื่อแม่อุ๊ยขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างวิตก ดวงตาที่มีฝ้าจางๆชำเลืองมองตานีสาวทั้งสองซึ่งกำลังเลือกซื้อชุดลำลองอยู่ที่อีกร้านห่างออกไปเกือบสิบเมตรก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “นึกแล้วว่าต้องเป็นเพราะสาเหตุนี้” หญิงชราถอนหายใจพลางส่ายหน้าช้าๆ “อุ๊ยก็อุตส่าห์เตือนท่านกล้วยแล้วว่ายะจะอี้หมู่ภูตผีปีศาจจะบ่ชอบเอา”

            “แล้วเราควรจะทำยังไงดีคะ” น้ำเสียงของฟ้าเป็นกังวลพอๆกับแม่ค้าอาวุธ “หนูควรจะบอกกล้วยรึเปล่าคะว่าให้เพลาๆลงบ้าง”

            “แต่ผมว่าบอกไปกล้วยก็คง....”

            “ก็แม่น” สายพยักหน้าให้เด็กหนุ่มหน้าดุ “บอกไปท่านกล้วยก็คงบ่ฟัง เปิ้นเถรตรงกับหน้าที่ของเปิ้นมาก ก็เป็นจะอี้แหละ มุมหนึ่งก็นับว่าดีที่เปิ้นแข็งขันแล้วก็ซื่อตรง แต่อีกมุม.... ก็อย่างที่หมู่เฮาหันๆกันอยู่ เปิ้นก็ต้องมาทรมานจะอี้....”

 

            “แปลว่ารุ่นพี่กล้วยผิดเหรอคะที่ทำแบบนี้”

นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวจากฮิมิตสึซึ่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นบ้าง เธอยังเกรงๆหญิงชราเบื้องหน้า ส่วนหนึ่งเพราะเป็นการพบกันครั้งแรก อีกส่วนคงเพราะไม่คุ้นกับการต้องมานั่งสนทนาซึ่งๆหน้ากับผีตัวเป็นๆในเวลาเย็นๆที่ฟ้าเริ่มมืดเช่นนี้

 

            “จะอู้จะอั้นก็บ่แม่นเน่อแม่หญิงจากฮิมิตสึ” แม่ค้าอาวุธชราขมวดคิ้วขณะหันมาหายูคิ แต่แล้วเธอก็ยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทีหวาดๆของอีกฝ่าย “ก็อย่างที่ผีตนนั้นอู้ว่าบางครั้งก็ถูกบังคับ บางครั้งก็ถูกรังแกรบกวนก่อน หรือบางครั้งบ่ได้ยะอะหยังเลย แค่ปรากฏตัวขึ้นมามนุษย์ก็ตีโพยตีพายโวยวายว่าผีหลอกแล้ว แล้วสุดท้ายก็โดนตานีเก็บ ถ้ามองจากด้านนี้ก็บ่แปลกหรอกที่หมู่ผีจะบ่พอใจ แต่อีกด้าน ท่านกล้วยและตานีทั้งหลายก็ใจดีมากแล้วที่ยอมยิงเฉพาะภูตผีที่ทำร้ายมนุษย์เท่านั้นทั้งที่แต๊ๆแล้วต้องยิงทั้งหมด จะไปว่าเปิ้นยะผิดก็คงบ่แม่น”

            “งั้นแปลว่าพวกผมควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเหรอครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ถาม “หรือพวกผมควรจะบอกกล้วยให้เพลาๆลงบ้าง”

            “บอกเปิ้นหื้อยืดหยุ่นบ้างก็พอ” สายตอบ “ข้อเสียของท่านกล้วยก็คือเถรตรงและแข็งกร้าวเกินไปนี่แหละ บ่แม่นว่าบ่ดีเน่อ แต่บางครั้งก็ยะหื้อเกิดเรื่องจะอี้ได้เหมือนกัน อีกอย่าง แข็งเกินไป กร้าวเกินไป สุดท้ายก็เครียดเกินไป แล้วก็ต้องมานั่งทุกข์ใจจะอี้แหละ”

            “ก็จริงนะคะ” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ “บางครั้งกล้วยก็เครียดมาก โทษตัวเองเกินไปจริงๆ”

            “จะอั้นแหละ” แม่ค้าอาวุธวัยดึกถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงเครียดกว่าเดิม “เอ้อ อีกเรื่อง อุ๊ยได้ยินว่ามีตานีเป็นสายหื้อฝ่ายผีร้าย เรื่องนี้แต๊ก๋า ฮู้บ้างก่อ”

 

            ฟ้าทำหน้างง แต่เด็กสาวชาวฮิมิตสึและเด็กหนุ่มหน้าดุหันมองหน้ากันทันที ทั้งสองต่างรู้ว่าในใจของอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่

 

            รุ่นพี่จ้าดคะ เราเรื่องรุ่นพี่นางยายสายควรจะบอกมั้ยนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเลือกใช้โทรจิตเพื่อไม่ให้ผู้ร่วมวงสนทนาอีกสองคนผิดสังเกต

            อย่าเพิ่งดีกว่า

            “บ่มีผู้ได๋ฮู้เลยก๋า” หญิงชราเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบแถมตีหน้างง

            “แล้วอุ๊ยสายคิดว่ามีรึเปล่าคะ” เด็กสาวหน้าคมถามกลับ

            “ถ้าถามอุ๊ย อุ๊ยคึดว่ามี” สายตอบช้าๆ “บ่อั้นสวนกล้วยคงบ่แตกเร็วจะอี้ บ่สงสัยบ้างก๋า ตานีที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้กับภูตผีปีศาจจะอั้น ยะหยังถึงมาแพ้ได้ง่ายๆจะอี้”

            “กล้วยก็.... เคยบอกว่ามีคนทรยศนะครับ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดอย่างระมัดระวัง “มีคนทรยศบอกข้อมูลและพิกัดของสถานที่ต่างๆให้ผีร้ายรู้จนทำลายได้ง่ายๆ ตานีเลยขาดกำลังรบ”

            “แต๊ก๋า” ผีแม่ค้าอาวุธผู้รู้จักตานีทุกตนดีขมวดคิ้ว “แต่อุ๊ยคึดบ่ออกเลยเน่อว่าจะเป็นตานีตนไหนได้ และคึดบ่ออกด้วยว่าเปิ้นยะไปยะหยัง บ่มีเหตุผลอะหยังเลยที่จะยะจะอั้น จะบอกว่าอยากได้อำนาจของราชินีก๋า แล้วมันคุ้มกันก๋าที่ต้องเสียตานีไปเกือบหมดจะอี้ ต้องเสียที่อยู่ และที่สำคัญที่สุดคือไว้ใจหมู่ผีร้ายบ่ได้มากนักด้วย วันดีคืนดีหมู่ผีชั้นต่ำก็อาจจะหลุดการควบคุมไปโค่นต้นกล้วยเมื่อได๋ก็ได้ บ่คุ้มเลยด้วยประการทั้งปวงที่จะยะจะอั้น”

            “ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

 

            จ้าดเหลียวมองเด็กสาวชาวฮิมิตสึอีกครั้ง แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกันด้วยดวงตาที่สะท้อนคำถามเดียวกันกับเมื่อครู่ เด็กหนุ่มเม้มปากอย่างครุ่นคิด แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็พยักหน้า

 

            “อุ๊ยสายคะ”

            “ว่าจะได แม่หญิงจากฮิมิตสึ”

            “คือ ฉันคิดว่าฉันรู้ตัว.....”

 

            “ซื้อเสร็จแล้ว ไปกันเถอะ !

            ยูคิต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ ตานีสาวทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้นหลังผีหญิงชรา ดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำตวัดมองนางอย่างหวาดกลัวก่อนจะหลบวูบลงต่ำ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ทันสังเกตอาการนี้ของเธอ หรือไม่ก็คงชินไปแล้วเพราะนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวทำแบบนี้ทุกครั้งตั้งแต่ย้ายเข้ามาในบ้าน

 

            “อ้าว จะไปแล้วก๋าท่านกล้วย บ่ซื้ออะหยังของอุ๊ยอีกก๋า” แม่ค้าอาวุธหันขวับไปหาบุคคลผู้มีกำลังซื้อมากกว่าตามสัญชาตญาณตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

            “โธ่อุ๊ยสาย จะหื้อข้าเจ้าซื้ออะหยังอีกล่ะเจ้า” กล้วยโอด “วันนี้ข้าเจ้าก็ซื้อ .50BMG ไปสามร้อยนัด 7.62 อีกสองร้อยนัดแล้ว จะถือบ่ไหวอยู่แล้วเนี่ย”

            “แหม ก็หันนานๆท่านกล้วยจะมาทีก็อยากหื้อซื้อมากกว่านี้หน่อย”

            “แหม อุ๊ยสายก็รู้นี่คะว่ายังไงพวกเราก็ต้องมาอีกอยู่แล้ว” ตานีสาวคนสวยตอบยิ้มๆ “เอาเป็นว่าถ้าอุ๊ยสายพูดแบบนี้หนูจะมาให้บ่อยขึ้นก็แล้วกันนะคะ”

            “จะอั้นก็ดีเลย....”

            “แต่มาเฉยๆ ไม่ซื้อนะคะ”

            “อ้าว....” หญิงชราหน้าจ๋อยเมื่อโดนลูกค้าประจำย้อนเกล็ด “แต่มาอีกบ่อยๆก็ได้เน่อ อุ๊ยทั้งคิดถึงทั้งเป็นห่วง ยิ่งเหลือตานีอยู่แค่นี้ด้วยแล้ว อุ๊ยก็อยากหันหน้าบ่อยๆ จะได้อุ่นใจว่ายังสบายดีกันอยู่”

            “ได้เจ้า” เด็กสาวหน้าจืดลากเสียงเล็กน้อยอย่างหยอกล้อ “งั้นไว้อาทิตย์หน้าข้าเจ้าจะมาอีกก็แล้วกันเน่อเจ้า”

            “แล้วอุ๊ยจะเตรียมของไว้รอเน่อ อาทิตย์หน้าจะมีวิญญาณเอาของใหม่มาหื้อจากสหัสวารีด้วย ได้ยินว่าเป็นปืนลูกซองอัตโนมัติ ท่านนางต้องชอบแน่ๆ” แม่ค้าวัยดึกยังไม่วายโปรโมตสินค้าล่วงหน้า ก่อนจะหันไปหาสาวแว่นจากฮิมิตสึเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เอ้อ เมื่อกี้มีอะหยังจะอู้กับอุ๊ยบ่แม่นก๋า”

            “อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” ยูคิปฏิเสธทันควันก่อนจะโค้งอำลาอีกฝ่าย “ลาก่อนนะคะ วันหลังคงได้พบกันอีก”

            “บุญรักษาเน่อทุกคน ไว้เจอกันเน่อ”

 

            กล้วย นาง ฟ้าและจ้าดยกมือไหว้ลาสายก่อนจะหันหลังเดินลุยหิมะออกไปจากตลาดกลางป่าสน แม่ค้าชราถอนหายใจยาวพลางมองตามหลังไปเหมือนเคย แต่ก่อนที่ทั้งห้าจะลับสายตา พลังงานวิญญาณของหญิงชราก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามายังป่าสน สายลุกขึ้น ใช้พลังวิญญาณเลื่อนเก้าอี้หวายเก็บขณะมือคว้าปืนไรเฟิลจู่โจมในลังขึ้นมาใส่ซองกระสุนดังแกร๊ก ดวงตาที่มีฝ้าจางๆฉายแววแข็งกร้าวเมื่อจ้องมองออกไปทางชายป่า ดูท่าคืนนี้เธอจะมีเรื่องให้ทำเสียแล้ว.....

 

 

            เสียงรองเท้าบู๊ตย่ำหิมะหนาดังสวบสาบขณะชายสี่คนเดินอาดๆเข้ามาในป่าสนที่เริ่มทอดเงาทะมึนทาทาบท้องฟ้าสลัว สองคนร่างสูงใหญ่กำยำเหมือนนักเพาะกาย คนหนึ่งร่างสันทัดและใส่เสื้อหนาวทับชุดสูทผูกเนคไทเรียบร้อย ในขณะที่คนสุดท้ายที่เดินอยู่หน้าสุดเคียงข้างชายคนที่สามดูมีอายุมากกว่าคนอื่นๆด้วยหัวที่ล้านไปครึ่งใบและแว่นตากรอบเหล็ก เสื้อกันหนาวสีดำตัวใหญ่ที่ปักตราสภารัฐเวียงตานยิ่งทำให้เขาดูภูมิฐานยิ่งขึ้นไปอีก ดวงตาหลังเลนส์สีชาเหลียวมองไปตามหมู่ต้นสนและพื้นที่ป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ บางครั้งก็หรี่ลงอย่างครุ่นคิด

 

            “เป็นไงครับท่านสุวันโน ที่ดินแถวนี้” ชายร่างสันทัดหันไปพูดกับชายวัยกลางคน ฟังจากเสียงที่แฝงแววประจบสอพลออยู่พองามก็พอจะเดาได้ว่าฝ่ายหลังน่าจะมีตำแหน่งสูงเอาการอยู่

            “ถ้าไม่นับเลื่องต้องมาถางป่าอีกก็ถือว่าสวยช้ายล่าย” ผู้ถูกถามตอบ เสียงของเขาแบนและฟังดูเหมือนมีเสลดติดอยู่เต็มคอ แถมยังมีสำเนียงผู้อพยพจากเยว่จนฟังยากพอสมควร “คุณสักดิพองว่าขายตาลางวาละเท่าหล่ายนะ”

            “สำหรับท่านสส.สุวันโน ผมลดให้จากตารางวาละห้าแสนเบี้ยเหลือตารางวาละหมื่นเลยครับ” สักดิพอนพูดด้วยเสียงประจบประแจงยิ่งกว่าเดิมขณะหั่นราคาลงไปเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ แต่ยังไงเขาก็ไม่เดือดร้อน ในเมื่อที่ดินผืนนี้ได้มาฟรี “แต่ท่านก็.... อย่าลืมนะครับว่าต้องยกเว้นภาษีให้ผมด้วย”

            “เออน่า ผมไม่ลืมหล็อก” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวัยกลางคนตอบห้วนๆ

            “ท่านแน่ใจนะครับว่าท่านจะยกเว้นภาษีให้ผมได้จริงๆ” ชายในชุดสูทถามขึ้นอีกครั้งราวกับไม่มั่นใจในอำนาจของอีกฝ่าย “ไม่ใช่ว่าพอผมโอนให้ท่านไปแล้วมีบิลเรียกเก็บภาษีมาที่บ้านผมนา....”

            “คุงสักดิพอง ละวังปากเอาไว้บ้าง” เสียงแบนๆของสุวันโนต่ำลง “บอดี้การ์กผมอยู่ข้างหลังน่อ”

            “อะ.... เอ่อ....” นายหน้าค้าที่ดินเสียงอ่อยทันที ดวงตาเหลียวหลังไปมองบอดี้การ์ดร่างยักษ์ทั้งสองซึ่งยักคิ้วตอบเขาแผล็บๆ แถมเลิกสูทให้เห็นปืนกระบอกใหญ่สีเงินที่เหน็บอยู่กับซองบนเข็มขัด “ขอโทษด้วยครับท่าน....”

            “เอาเถอะ ผมไม่ทำคุงหรอกน่า คุงเป็งลูกของลูกน้องคงสำคังของผมนี่” สส.ใหญ่แค่นหัวเราะ “ขนากทำให้พื้นที่ป่าสงวงผืงนี้กลายเป็งทรัพย์สิงของคุงผมยังทำล่าย นับปะสาอะไลกับแค่ยกเว้งภาษี จริงๆผมจะทำให้ทั้งป่านี้เป็งของผมฟรีๆเลยก็ยังล่าย แต่นี่เห็งแก่คำขอล้องของเตี่ยคุงนะ”

            “ขอบพระคุณมากครับท่าน ท่านจะดูต่ออีกมั้ยครับ หรือว่าจะกลับบ้านเลย”

            สส.อาวุโสพยักหน้า “ผมเคยเห็งพื้งที่โล่งๆในป่านี้ตองนั่ง ฮ. ไปเชียงพิงค์ คุณพอจะลู้ตำแหน่งมั้ย ผมอยากจะซื้อที่ดินแถบนั้งมากกว่า น่าจะเหมาะกับคองโดแล้วก็อาคางสำนักงางผมจะสร้าง แล้วก็ม่ายต้องเสียค่าโค่งต้นไม้ล่วย”

            “อ๋อ ทราบครับ เชิญตามมาเลยครับท่าน”

 

            แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้มและเสียงจะประจบประแจง แต่ใจจริงของชายหนุ่มนายหน้าไม่อยากเดินเข้าไปเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ถ้าลูกค้าคนสำคัญคนนี้ไม่ติดงานล่ะก็ เขาจะไม่มีวันเหยียบย่างเข้ามาดูที่ดินผืนนี้ตอนเย็นย่ำเยี่ยงนี้เด็ดขาด ทั้งมืด ทั้งหนาว และที่สำคัญ มีเสียงร่ำลือกันหนาหูว่าในป่านี้มีภูตผีปีศาจทั้งสิงสู่และวนเวียนเข้าออกอยู่มากมาย ถึงขนาดนับได้ว่าเป็นตลาดนัดของพวกมันเลยทีเดียว.....

 

            ท้องฟ้ายามเย็นฤดูหนาวมืดลงอย่างรวดเร็วเมื่อดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา ทิวสนสูงเกือบห้าสิบเมตรที่หนาแน่นก็ยิ่งบดบังแสงจนทั้งป่าแทบจะมืดสนิทเหมือนกลางคืน พร้อมๆกับอุณหภูมิอากาศที่ลดฮวบจนชายทั้งหนุ่มและแก่ทั้งสี่ต้องกระชับเสื้อกันหนาวแนบตัว บรรยากาศดูวังเวงจนไม่น่าแปลกใจเลยหากจะมีผีโผล่มาสักตน สักดิพอนเริ่มลอกแลกมากขึ้นเรื่อยๆ และแม้แต่บอดี้การ์ดกล้ามทั้งสองของสส.รัฐเวียงตานก็ยังเริ่มออกอาการหวาดๆ มีเพียงสุวันโนคนเดียวที่ยังคงสาวเท้าเดินอย่างมั่นใจ ทำไมเขาจะต้องกลัวผี แม้แต่สถานที่สิงสู่ของมันเขาก็ยึดมาแล้ว นับประสาอะไรกับแค่ผีไม่กี่ตน.....

 

            “เฮ้ย !?

            จู่ๆหนึ่งในบอดี้การ์ดกล้ามก็ร้องลั่นพร้อมๆกับกระโดดโหยงจนหิมะกระจาย สักดิพอนและบอดี้การ์ดอีกคนที่ปอดๆอยู่แล้วตั้งท่าจะเผ่นทันที แต่ชายวัยกลางคนกระชากเสื้อรั้งเอาไว้ได้ทัน ก่อนจะหันไปตะคอกใส่ลูกน้องซึ่งตอนนี้นั่งแปะอยู่กับพื้นและจ้องเป๋งตรงไปยังป่าสนเบื้องหน้า

 

            “ไอ้น้อย ลื้อเป็งอาลายวะ ล้องเหมือนหมาถูกเชือก”

            “ผะ.... ผมเห็น.... เห็นผี !” ชายหนุ่มผู้มีชื่อสวนทางกับขนาดร่างกายตอบตะกุกตะกัก “จริงๆนะครับนาย ผีจริงๆ !

            “ผีอาลายของลื้อวะ”

            “ผมเห็น.... เห็นเด็กสาวสามคนกับเด็กหนุ่มคนนึง เด็กสาวคนนึงตามีประกายสีเขียววาวเลยครับนาย ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ !

            “ลื้อนี่บ้าไปเลี้ยว” สุวันโนส่ายหน้า “ผีบ้างเตี่ยเอ็งเหลอเป็งอย่างงั้ง คงชักๆ แค่ใส่คองแท็กเลงส์”

            “แต่..... คนที่ไหนจะมาเดินในป่าตอนนี้ล่ะครับนาย”

            “แล้วลื้อม่ายช่ายคงลึไง ฮะ !?” เสียงของสส.ใหญ่สูงขึ้นอีกครั้ง “แล้วถึงเป็งผีจริง ลื้อก็คงรักเวียงตางจะกลัวห่างอาลายวะ”

            “ผมคนเชียงหลวงครับ.....”

            “เออๆช่างมังเถอะ ไปล่ายแล้ว ไม่งั้งค่ำกว่านี้ผีจะออกมามากกว่านี้อีกน่อ ไป !” ชายวัยกลางคนตัดบทอย่างหัวเสีย “พวกลื้อไปเลิงข้างหน้าอั๊วะล่วยไอ้น้อย ไอ้ตุ๋ม เจออาลายขึ้งมาอั๊วะจะล่ายคว้าลื้อไว้ทัง ไม่งั้งลื้อทิ้งอั๊วะกังหมก ชิกหายเก๋าเจ้ง บอดี้กากห่างอาลายว้าทิ้งเจ้านาย กลับไปอั๊วะหักเงินเลืองลื้อแน่ๆ”

            “คะ.... ครับนาย....”

 

            คณะดูที่ดินเดินลุยหิมะกันต่อไปอย่างเชื่องช้าเพราะชายหนุ่มร่างยักษ์ทั้งสองบัดนี้ใจหดเหลือแค่ปลาซิว มิหนำซ้ำความมืดที่เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆและเงาต้นไม้ที่กระทบแสงไฟวูบวาบมองดูราวกับคนวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งเพิ่มความหลอนขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ยามนี้น้อยและตุ๋มไม่เหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงอีกแล้ว หากก้มหน้ามองพื้นงุดจนเกือบชนต้นสนก็หลายครั้ง ทำเอาสุวันโนถอนหายใจเฮือก ตอนเลือกมาก็เลือกแต่พวกกล้ามๆมีฝีมือต่อสู้และยิงปืน ดันลืมเลือกคนที่ไม่กลัวผีไปเสียนี่....

 

            อย่างไรก็ตาม ชายทั้งสี่ก็มาถึงที่หมายได้โดยไม่เห็นอะไรผิดปกติอีก ลานโล่งกลางป่ายามนี้สะท้อนแสงท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีน้ำเงินเข้ม แลดูเวิ้งว้างอยู่ท่ามกลางทิวสนสูงใหญ่รอบข้าง สส.วัยกลางคนมองกวาดไปรอบลานอยู่อึดใจหนึ่งราวจะประเมินสภาพ ก่อนจะหันไปหาสักดิพอนที่ยืนหลบกระมิดกระเมี้ยนอยู่หลังเขา

 

            “อ้าวไอ้คุงสักดิพอง จะหลบอยู่ทำไม ที่ดิงลื้อเองน่อ หรือจะม่ายเอา”

            “อะ.... ครับ.... ก็.... ปลอดภัยไว้ก่อน....” ชายหนุ่มหัวเราะแหะๆพลางเกาหัวแกรกๆ ขณะขยับตัวขึ้นมายืนข้างคู่สนทนา “มีอะไรเหรอครับท่านสุวันโน”

            “คุงว่าพื้นที่ลางโล่งนี่น่าจะปามางเท่าหล่าย”

            “ก็.... น่าจะประมาณสัก เฮ้ย !?

 

            จู่ๆนายหน้าค้าที่ดินหนุ่มก็ร้องออกมาดังลั่นก่อนจะถอยกรูดไปล้มก้นจ้ำเบ้าด้วยท่าเดียวกับน้อยเมื่อครู่ไม่มีผิด ปากอ้าค้างสั่นระริก ดวงตาตี่จ้องค้างไปเบื้องหน้า

 

            “อาลายกังคุงสักดิพอง” สุวันโนขมวดคิ้วถาม “เป็งอาลาย คุงเห็งอาลายงั้งเหลอ”

            “ตะ.... ตรงนั้น.....”

 

            สักดิพอนยกมือสั่นเทาขึ้นชี้ตรงไปเบื้องหน้า สามคนที่เหลือมองตามไปทันที แล้วบอดี้การ์ดร่างยักษ์ทั้งสองก็ต้องเย็นสันหลังวาบไปถึงท้ายทอยเมื่อมองเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ใกล้ทิวสนที่ฝั่งตรงกันข้ามของลานโล่ง เธออยู่ในชุดผ้าฝ้ายตัวหนาทอแบบพื้นเมืองตานนะคอน ผิวขาวของเธอมองเห็นได้เด่นชัดแม้ในแสงจันทร์คืนแรม ผมยาวถึงกลางหลังสีดำสนิทปลิวไสวไปด้านหลัง มองเผินๆก็ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดา หากเท้าของเธอจะไม่ลอยอยู่เหนือพื้นเกือบหนึ่งเมตรเช่นนี้.....

 

            หญิงสาวยืนหันหลังให้คณะดูที่ดินทั้งสี่ แต่ราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกมอง เธอค่อยๆหันหลังกลับมาช้าๆ คงจะไม่มีใครว่าอะไรเลยหากเธอหันกลับมาดีๆ แต่หญิงสาวกลับบิดกลับมาเพียงคอจนกระทั่งมันทำมุมร้อยแปดสิงองศากับลำตัว และทันทีที่เห็นผู้ที่กำลังจ้องมองเธออยู่ ผีสาวก็ยกมือขึ้นชี้ตรงมายังพวกเขาอย่างช้าๆ ก่อนที่เสียงเย็นเยือกยานคางจะดังก้องทั้งที่ริมฝีปากบายังไม่ได้ขยับเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

 

            “เอาป่าของพวกข้าคืนมา.....”

            “เหวอ.......!

            สักดิพอน น้อยและตุ๋มแหกปากร้องเสียงหลงก่อนจะหันหลังขวับและออกตัวล้อฟรีด้วยท่าทางราวกับนักวิ่งร้อยเมตรมืออาชีพ แต่ไปได้เพียง มือแข็งแรงของสส.อาวุโสก็คว้าเสื้อกันหนาวของพวกเขาหมับก่อนจะลากกลับเข้าหาตัวด้วยแรงอันน่าประทับใจสำหรับชายวัยกลางคนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬา สุวันโนปล่อยมือขวาออกจากหลังเสื้อของลูกน้องร่างยักษ์ ควักปืนพกสีเงินที่คาดเอวขึ้นมาเล็งก่อนจะเหนี่ยวไกรวดเดียวเจ็ดนัดซ้อน

 

            กระสุนพุ่งเข้าใส่กลางหน้าผากของหญิงสาวที่อีกฟากหนึ่งของลานกว้างอย่างแม่นยำราวกับจับวาง ผีสาวในชุดพื้นเมืองตานนะคอนกรีดร้องโหยหวน เธอทิ้งตัวลงดิ้นเร่าๆกับพื้นหิมะอย่างทรมาน ก่อนจะแตกสลายหายไปในอากาศหนาวเหน็บยามพลบค่ำ

 

            “เห็งมั้ย จะกลัวห่างอาลายกังกับแค่ผีตงเดียว” สุวันโนหัวเราะในลำคอขณะลูกน้องทั้งสองและนายหน้าขายที่ดินมองเขาด้วยสายตาอึ้งแกมทึ่ง “อย่ามาดูถูกอดีกนักกีฬาเหลียงทองยิงปืงกีฬามหาลัยเชียวอีผีล้าย มีเท่าไหร่โผล่มาอีกสิ จะยิงให้หมก.....”

 

            เสียงของชายวัยกลางคนขาดหายไปในลำคอเมื่ออะไรบางอย่างตวัดดังวูบเฉียดหูซ้ายของเขาไป สส.รัฐเวียงตานหันขวับ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อปะทะกับดวงตาเบิกโพลงของตุ๋มเข้าอย่างจัง วินาทีต่อมา สุวันโนก็ต้องร้องเสียงหลงบ้างเมื่อหัวของบอดี้การ์ดคู่ใจกลิ้งหลุดจากคอที่ขาดเป็นรอยเรียบราวกับถูกตัดด้วยมีดคมกริบลงไปหล่นตุ้บอยู่กับพื้น เลือดสีแดงฉานพุ่งพรวดออกจากเส้นเลือดแดงใหญ่สูงท่วมหัว ก่อนที่ร่างไร้หัวจะล้มทั้งยืนลงไปกองอยู่กับพื้น เลือดสดๆจากหัวใจซึ่งพยายามเต้นจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตไหลรินเหมือนน้ำจากสายยางย้อมหิมะรอบๆให้กลายเป็นสีแดงฉานอย่างรวดเร็ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

            ห่างออกไปไม่กี่เมตรเบื้องหน้า หญิงสาวในชุดพื้นเมืองตานนะคอนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในมือมีลวดเส้นบางเฉียบซึ่งกลายเป็นสีแดงฉาน ดวงตาเรียวที่จ้องมองชายทั้งสามคนเรืองแสงสีน้ำเงินวาบ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบชวนขนลุก....

 

            “ว้าก......!

            สักดิพอนและน้อยแหกปากร้องเสียงหลงอีกครั้งก่อนจะวิ่งเตลิดกลับไปตามทางเดิม แต่คราวนี้สุวันโนไม่สนใจจะรั้งพวกเขาเอาไว้อีกแล้ว ชายวัยกลางคนกดปุ่มปลดซองกระสุนเก่าทิ้งลงพื้น ควักซองกระสุนใหม่เสียบก่อนจะเหนี่ยวไกรัวยิงผีสาวเบื้องหน้ารวดเดียวหมดแม็กอีกครั้ง แต่แทนที่ฝ่ายตรงข้ามจะแตกสลายหายไปเหมือนเมื่อครู่ กระสุนขนาดครึ่งนิ้วกลับพุ่งผ่านไปเฉยๆราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ สส.อาวุโสก้าวถอยหลังอย่างลืมตัวขณะหญิงสาวกระชับลวดในมือ ก่อนจะยืดแขนออกมาหมายพันมันรอบคอเหยื่อเบื้องหน้า.....

 

            “สักดิพอง น้อย รออั๊วะล่วย.................!!!

            ไม่เหลือมาดอดีตนักกีฬายิงปืนเหรียญทองกีฬามหาวิทยาลัยอีกแล้ว สุวันโนใส่เกียร์หมาโกยแน่บตามหลังเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งสองไปติดๆ เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังลั่นที่ดังไล่หลังทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าผีสาวคงไม่ปล่อยให้เขารอดไปได้ง่ายๆ แต่ชายวัยกลางคนก็ไม่กล้าหันกลับไปมองด้วยรู้ดีว่าหากเขาชะลอฝีเท้าลงแม้เพียงนิดเดียว หัวของเขาก็อาจหลุดจากบ่าเหมือนตุ๋มได้ทุกเมื่อ.....

 

            แต่วิ่งไปได้เพียงไม่ถึงสองร้อยเมตร สส.อาวุโสก็ต้องร้องลั่นอีกครั้งเมื่อจู่ๆภูตผีปีศาจนานาชนิดก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับนัดกันเอาไว้ ร่างโปร่งแสงสีขาวหากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังสีน้ำตาลแดงลอยวนเวียนรอบตัวเขา ดวงตาลึกโบ๋มองเห็นแต่ตาขาวจ้องมองเขาจากหัวที่หมุนได้รอบ บนต้นสน ร่างดำทะมึนแขวนห้อยจากกิ่งใหญ่ด้วยเชือกเส้นหนาร่วงวูบลงมาขวางหน้าอย่างฉับพลันจนเขาแฉลบไปชนสนอีกต้นดังพลั่ก สุวันโนตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่แล้วก็ต้องถอยหลังกรูดเมื่อผีสาวในชุดพื้นเมืองตานนะคอนพุ่งเข้าประชิดตัว ริมฝีปากบางแสยะยิ้มกว้างก่อนจะฉีกพรวดเดียวถึงใบหู เลือดสีคล้ำไหลโชกหยดลงบนพื้นเป็นสาย แต่ดูเหมือนผีสาวจะไม่เดือดร้อน เธอกระชับลวดในมือมั่น ก่อนจะย่างสามขุมตรงเข้าหาเป้าหมาย

 

            แต่ก่อนที่ลวดในมือจะถูกเฉือนผ่านคอของสส.ทุจริต เสียงปืนก็ลั่นเปรี้ยงจนหูของชายวัยกลางคนดับไปชั่ววูบ เขาจึงไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงสาวในชุดพื้นเมืองตานนะคอน เพียงมองเห็นร่างของเธอร่วงลงไปกองกับพื้น ก่อนจะแตกสลายหายไปในพริบตา พร้อมๆกับที่ภูตผีปีศาจนับร้อยรอบตัวหายวับไปอย่างฉับพลันพอๆกับตอนที่พวกมันปรากฏตัว

 

            สุวันโนหันขวับไปมองต้นเสียงปืน เขายังไม่เชื่อสนิทใจว่าฝ่ายตรงข้ามสิ้นฤทธิ์แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าใครคือผู้ช่วยชีวิต หัวใจของชายวัยกลางคนก็โลดขึ้นในอก น้อยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังเขา ปืนลูกซองบรรจุกระสุนทำลายวิญญาณที่เขาเคยซื้อเตรียมไว้เผื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ถือมั่นอยู่ในมือ สุวันโนลุกพรวดก่อนจะปราดเข้าหาลูกน้องคนสนิท มือขวาฉวยปืนจากมืออีกฝ่ายขณะมือซ้ายตบไหล่อีกฝ่าย

 

            “ขอบคุงมากน่อไอ้น้อย ไม่เสียแลงที่อั๊วะเลือกลื้อมาเป็งบอดี้การ์กอั๊วะ แต่น่าจะแสดงความกล้าเล็วกว่านี้หน่อยน่อ เมื่อกี้ทำเป็งปอกแหกไปล่าย”

            “ขอโทษครับนาย.....”

            “เอาเถอะ เลื่องมังผ่างไปแล้วช่างมัง” สส.รัฐเวียงตานตอบ “เพื่อเป็งกางขอบคุงที่ลื้อช่วยชีวิกอั๊วะ ลื้ออยากล่ายอาลายเหลียวอั๊วะจะให้”

            “งั้น..... ขอชีวิตนายได้มั้ยครับ”

 

            ขากรรไกรของชายวัยกลางคนร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเมื่อใบหน้าของลูกน้องคนสนิทเบื้องหน้าเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าต่อตา ผิวเนื้อสีอ่อนเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวคนตาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเน่าเฟะบวมฉุและเขียวคล้ำไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนอง แล้วสุดท้ายเนื้อหนังก็สลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงหัวกะโหลกสีขาวและดวงตาสีแดงก่ำ ดวงตาทั้งสองกลอกไปมาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะพุ่งพรวดออกมาเหมือนถูกยิงเข้าใส่หน้าสุวันโน เขาเบี่ยงหัวหลบได้ทันท่วงทีก่อนจะยกปืนในมือขึ้นหมายเหนี่ยวไกให้ผีร้ายเบื้องหน้ากระจุย แต่เขาก็ต้องอ้าปากค้างอีกครั้งเมื่อพบว่าสิ่งที่เคยเป็นปืนลูกซองกระบอกโต ยามนี้กลายเป็นกระดูกต้นขาท่อนใหญ่สีเทาอมเขียว หนอนสีขาวไต่อยู่ยั้ยเยี้ยเต็มไปหมด

 

            “ไอ๊หยา อั๊วะซี้เลี้ยวง่า......!!!

            สุวันโนร้องลั่นป่า เท้าไวเท่าความคิด ชายวัยกลางคนหันหลังขวับก่อนจะถีบเท้าออกวิ่ง แต่ผีร้ายคว้าข้อมือเขาหมับก่อนจะดึงกลับเข้าหาตัวอย่างง่ายดาย สส.รัฐเวียงตานร้องโหยหวนเหมือนสัตว์บาดเจ็บก่อนจะออกแรงกระชากกลับแม้จะรู้ว่าคงสู้แรงอมนุษย์เบื้องหลังไม่ได้ แต่ผิดคาด แขนที่มีแต่กระดูกหลุดผลัวะออกจากร่างของผีร้ายในฉับพลันจนเขาล้มกลิ้งหลุนๆไปตามพื้นหิมะ พอลุกขึ้นได้ก็โกยอ้าวกลับไปตามทางเดินระหว่างต้นสนโดยไม่สนใจจะหันมามองโครงกระดูกซึ่งแหกปากหัวเราะเย็นเยือกเลยแม้แต่น้อย

 

            “เฮ้อ ไอ้บ้านั่น เล่นซะแขนขาดเลย”

            ผีโครงกระดูกหนุ่มบ่นกระปอดกระแปดหลังฝ่ายตรงข้ามหายไปจากระยะสายตา มันบิดตัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบกระดูกแขนของตัวเองซึ่งวางกองอยู่กับพื้นหิมะห่างออกไปเกือบห้าเมตร

 

            “พล เป็นอะหยังก่อ !?

            เสียงเรียกจากด้านหลังดึงความสนใจของร่างไร้เนื้อหนังไปจากกระดูกแขน ผีหญิงสาวในชุดพื้นเมืองตานนะคอนนั่นเอง ใบหน้าสะสวยกลับสู่สภาพเดิมแล้ว เธอวิ่งเข้ามาคว้ากระดูกแขนก่อนจะต่อกลับให้เพื่อนหนุ่ม แต่ออกจะรุนแรงไปนิดจนผีโครงกระดูกสะดุ้งเฮือก ทั้งร่างส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บขณะหญิงสาวผู้ใช้ลวดเป็นอาวุธออกแรงใส่กระดูกแขนกลับคืนเบ้าที่ไหล่

 

            “เบาๆก็ได้ซาง เจ็บ !” ร่างไร้เนื้อหนังโอดครวญ ดวงตาสีแดงก่ำหรี่แสงลงเล็กน้อย “แล้วคนอื่นๆไปไหนกันหมด”

            “ไปเตรียมพร้อมที่ชายป่าแล้ว ตอนนี้เท่าที่ข้าฮู้บ่านักการเมืองนั่นกำลังจะไปถึงรถแล้ว ส่วนลูกน้องเปิ้นอีกสองคนรออยู่ที่รถ”

            “จะดีเรอะ ปล่อยรอดไปตั้งสามคนแบบนั้นน่ะ โอ๊ย !” ผีโครงกระดุกร้องออกมาอีกครั้งเมื่อหญิงสาวข้างตัวตัดสินใจใช้หมัดอัดกระดูกแขนของเขาให้ลงเบ้า “ไปฆ่ามันนอกสถานที่ไม่ใช่ง่ายๆนา ดีไม่ดีตานีหรือหมอผีคนอื่นมาอีก”

            “บ่ฮู้ แต่แม่อุ๊ยเปิ้นว่าบ่ต้องกังวล” ผีสาวตอบ เธอออกแรงอีกครั้งเพื่อขยับกระดูกแขนให้เข้าที่ก่อนจะผละจากตัวอีกฝ่าย “ไปเหอะ ป่านนี้เปิ้นคงจะถึงชายป่าแล้ว คงได้มีงานหื้อหมู่เฮายะอีกแน่”

            “โอเค”

 

 

            นับว่าสส.อาวุโสแห่งรัฐเวียงตานไม่ได้มีแต่เคราะห์เสียทีเดียวในคืนนี้ แม้จะแทบไม่ได้มองทางด้วยกลัวว่าจะมีตัวอะไรโผล่มาหลอกอีก แต่สิบนาทีต่อมา สุวันโนก็หลุดออกมาจากป่าได้โดยสวัสดิภาพ อันที่จริงพูดว่าโดยสวัสดิภาพก็คงไม่ถูกนัก ด้วยร่างของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยแผลขีดข่วนเลือดซิบด้วยถูกกิ่งสนเกี่ยวนับร้อยๆครั้ง หัวล้านเลี่ยนเองก็ถลอกปอกเปิกไม่แพ้กัน ตราสภารัฐเวียงตานบนเสื้อกันหนาวขาดวิ่นจนแทบมองไม่ออก แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ยังมีชีวิต

 

            แต่แล้ว หัวใจของสุวันโนก็ร่วงวูบเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบลานโล่งข้างถนนเลี่ยงเมือง รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันงามของเขาเคยจอดอยู่ตรงนี้ แล้วตอนนี้มันหายไปไหน.....

 

            “ท่านสุวันโนครับ ทางนี้ !

            เสียงแตรดังก้องจากทางซ้ายมือจนชายหัวล้านสะดุ้งโหยง รถคันโตของเขานั่นเอง สักดิพอนซึ่งดูซีดขาวราวกับหิมะบนพื้นนั่งอยู่หลังพวงมาลัย โดยมีน้อยซึ่งตัวสั่นงันงกและซีดขาวพอกันนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ ทั้งคู่ใจชื้นขึ้นเป็นกองเมื่อเห็นคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในคณะคาราวานมาถึง ซึ่งแปลว่าพวกเขาจะได้ออกไปจากที่นี่สักที

 

            แต่อึดใจต่อมา ใจที่เพิ่งจะโลดขึ้นในอกก็ร่วงวูบกลับลงไปกระแทกฝ่าเท้าด้านในอีกครั้งเมื่อทั้งสองเห็นชายวัยกลางคนในเสื้อกันหนาวขาดวิ่นเบื้องหน้าชักปืนพกสีเงินของเขาออกมาจากเข็มขัด ดวงตาหลังกรอบแว่นที่สะท้อนแสงไฟหน้าซีนอนเบิกกว้างและว่างเปล่าราวกับคนบ้าขณะสุวันโนค่อยๆยกปืนขึ้นเล็งตรงมายังหน้าผากของสักดิพอน.....

 

            “ท่านสุวันโนครับ ท่านจะทำอะไรน่ะครับ !?

            ผู้ถูกถามไม่ตอบ มือซ้ายดึงส่วนบนของปืนเพื่อขึ้นนกและป้อนกระสุนเข้ารังเพลิง

            “ท่านสุวันโน ผมเองไงครับ ลูกชายปลัดกระทรวงวัฒนธรรมของเวียงตาน ! ท่านจำผมไม่ได้เหรอครับ !?

 

            ไร้ผล นิ้วชี้ที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นกำลังสอดเข้ามาในโกร่งไกอย่างช้าๆ

 

            “ท่านครับ ตั้งสติไว้ !

 

            ขาดคำเพียงเสี้ยววินาที ปืนพกก็ลั่นเปรี้ยง ส่งกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วพุ่งเข้าเจาะกลางหน้าผากของนายหน้าค้าที่ดินดวงซวยอย่างแม่นยำสมศักดิ์ศรีอดีตนักกีฬายิงปืนเหรียญทองมหาวิทยาลัย ร่างของชายหนุ่มเอนพับลงกับเบาะ เลือดปนมันสมองข้นๆไหลลงมาตามจมูกระหว่างดวงตาที่เบิกค้างจ้องตรงไปยังกลางพวงมาลัยที่เขาเพิ่งจะกดแตรเรียกเจ้านายไปเมื่อไม่ถึงนาทีก่อน.....

 

            แต่คนตายก็ยังไม่ทรมานเท่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ บอดี้การ์ดร่างยักษ์บัดนี้กลัวจนสติแตก น้อยหมอบลงหลังแผงหน้าปัด มือป่ายเปะปะจนเจอที่เปิดประตูก็ดึงพรวดก่อนจะกลิ้งลงจากรถ แต่เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เจ้านายของเขาก็ยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือหัวเสียแล้ว ปืนในมือที่ยังคงมีควันลอยกรุ่นจากปากกระบอกชี้ตรงมายังกลางหน้าผาก

 

            “นาย อย่า.....”

            สายเกินไป ไกถูกเหนี่ยวเสียแล้ว ร่างของบอดีการ์ดเคราะห์ร้ายกระตุกอย่างแรงก่อนจะแน่นิ่งพร้อมวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่าง เลือดสีคล้ำค่อยๆไหลนองพื้นหิมะแผ่ออกเป็นดวงใต้หัวที่ถูกเจาะทะลุของเขา......

 

            สุวันโนหายใจหอบถี่ราวกับเพิ่งเข้าเส้นชัยการแข่งวิ่งอุลตรามาราธอน* เขาเอื้อมมือไปจับร่างของลูกน้องที่นอนกองอยู่แทบเท้า สส.อาวุโสรู้สึกโหวงเหวงในหัวราวจะเป็นลมเมื่อสัมผัสได้ว่าผิวของน้อยอุ่นและไม่กลายสภาพเป็นอย่างอื่น นั่นแปลว่าเขาก่อคดีฆาตกรรมเข้าให้แล้ว และดูท่าจะสองคนด้วย....

 

            แต่เสียงหัวเราะนับร้อยเสียงที่ดังประสานกันจนดังกึกก้องจากในป่าก็ทำให้ชายหัวล้านผลักเรื่องศพทั้งสองออกจากสมองในฉับพลัน เขามีทั้งเงินและอำนาจ จะกลบคดีสักสองคดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มิหนำซ้ำยังไม่มีพยานรู้เห็นด้วยซ้ำ แต่หากเขาถูกผีตัดคอขาดอยู่ตรงนี้ทั้งเงินทั้งอำนาจก็คงไม่มีความหมาย เขาต้องไปแล้ว.....

 

            สุวันโนวิ่งอ้อมไปที่อีกด้านของรถ กระชากประตูเปิด ดึงร่างโชกเลือดของสักดิพอนลงมากองไว้ข้างรถก่อนจะกระโจนขึ้นนั่ง แต่ก่อนที่เขาจะปิดประตู อะไรบางอย่างก็คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้า ชายวัยกลางคนก้มลงไปมองอย่างตกใจ แล้วใบหน้าของเขาก็ชาวูบเมื่อเห็นว่าสิ่งที่จับข้อเท้าของเขาแน่นราวกับแม่แรงจับงานนั้นคือมือของสักดิพอนนั่นเอง ร่างของนายหน้าค้าที่ดินค่อยๆคืบคลานขึ้นมาบนบันไดสเตนเลสของรถ ใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดและมันสมองแสยะยิ้ม ดวงตาเหลือกกลับขึ้นไปจนมองเห็นแต่ตาขาวขณะปากขมุบขมิบเอ่ยกับลูกค้าคนสำคัญ

 

            “จะ.... ไป.... ไหน.... ครับ..... ท่าน........ เอา.... ผม.... ไป.... ด้วย...............”

            “เก๋าเจ้ง เค้าเป๋ ซี้เลี้ยว........!!!

            สส.ผู้ทรงเกียรติแห่งรัฐเวียงตานสบถเป็นภาษาบรรพบุรุษสามคำซ้อน มือเหวี่ยงประตูปิด โชคร้ายที่หัวของสักดิพอนขวางทางอยู่พอดิบพอดี ประตูหนาหนักจึงงับมันจนแตกดังโพละ กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออกกระจายฟุ้งทั่วห้องโดยสารอย่างฉับพลันเมื่อทั้งเลือดและมันสมองสาดกระจายเหมือนลูกโป่งที่ใส่น้ำเอาไว้เต็มหล่นแตกกับพื้น แต่สุวันโนไม่สนแล้ว มือเปื้อนเลือดเหวี่ยงปืนทิ้งเอาไว้ที่เบาะข้างคนขับ กระชากคันเกียร์พรวดเดียวจากเกียร์จอดเป็นเกียร์เดินหน้าก่อนจะกระทืบคันเร่งจนมิด ล้อหลังของรถขับเคลื่อนสี่ล้อสีเงินคันงามซึ่งบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทั้งภายในและภายนอกหมุนฟรีตะกุยหิมะกระจาย ก่อนที่รถคันโตจะพุ่งพรวดออกสู่แปดเลนด้วยความเร็วสูง

 

            “ซี้เลี้ยว.... ตายห่างแล้วอ๊วะ..... ชิกหายแล้วอั๊วะ.....”

            ริมฝีปากบางเฉียบพึมพำสามคำพูดสลับกันตลอดเวลา ขณะที่เท้าในรองเท้าบู๊ตก็ยังคงเหยียบคันเร่งจมมิดทั้งที่มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ชี้นิ่งอยู่ที่ขีดแดง ไฟถนนและรถคันอื่นมองเห็นเป็นเพียงเส้นสว่างสีเหลืองส้มที่ผ่านตัวรถไปขณะเข็มวัดความเร็วเรืองแสงหมุนไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆแต่มั่นคง สองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง..... สองร้อยหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง..... สองร้อยแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง..... โชคดีที่ถนนเส้นนี้แทบจะไม่มีรถเป็นปกติอยู่แล้วด้วยคนไม่อยากวิ่งเลียบป่าที่ร่ำลือกันว่ามีผีสิง ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ชนรถคันอื่นจนตายกันไปข้างแน่นอน

 

            แต่ก่อนที่เข็มวัดความเร็วจะแตะสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง สส.รัฐเวียงตานก็ต้องละเท้าจากคันเร่งมากระทืบเบรกเมื่อเห็นร่างในชุดขาววิ่งตัดหน้าในระยะประชิด แต่ด้วยความเร็วที่พอๆกับเครื่องบินกำลังจะบินขึ้นเช่นนี้หากหยุดได้ก็คงปาฏิหาริย์ กระจังหน้าชุบโครเมียมจึงอัดกระแทกเข้าใส่มันเต็มแรง ร่างนั้นลอยขึ้นมากระแทกกระจกหน้าที่มีรูกระสุนอยู่แล้วจนแตกร้าวไปทั่วแผ่นก่อนจะลอยข้ามไปตกตุ้บลงกับพื้นถนนคอนกรีตห่างออกไปเกือบร้อยเมตรเบื้องหลัง

 

            จิตสำนึกฝ่ายดีที่ยังคงเหลืออยู่บ้างสั่งให้สุวันโนเบี่ยงรถเข้าข้างทางแล้วถอยกลับไปดู แต่เปลี่ยนเลนไปได้เพียงเลนเดียว จิตสำนึกฝ่ายชั่วก็บังคับเท้าให้กระทืบคันเร่งจนจมติดพื้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ร่างนั้นไม่รอดแน่ หากกลับไปก็มีแต่จะถูกจับเท่านั้น และความผิดซึ่งหน้าแบบนั้นก็คงยัดเงินกันไม่ได้ง่ายๆแน่นอน

 

            รองเท้าบู๊ตของสส.ผู้ถูกราหูเล็งลัคนายังคงกดคันเร่งจมอยู่ที่พื้นรถอย่างไม่กลัวแหกโค้งขณะสาดโค้งขวาตามถนนวงแหวนรอบนอกสุดเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยนาวง แต่อึดใจต่อมา ชายวัยกลางคนก็ผ่อนความเร็วลงเมื่อเริ่มเห็นแสงไฟสว่างไสวของย่านที่อยู่อาศัย ผีร้ายคงไม่ตามเขามาถึงนี่แล้ว และที่สำคัญกว่านั้น รถและคนเดินถนนก็เริ่มมากขึ้นกว่าเดิม หากเขาชนใครแถวนี้คงหนีตำรวจได้ไม่ง่ายนัก

 

            ฉับพลัน สุวันโนก็ต้องสะดุ้งเฮือกจนรถปัดไปอีกเลนเมื่อสายตาประกอบแว่นของเขามองเห็นอะไรแว้บๆในกระจกหลัง ชายวัยกลางคนรวบรวมความกล้าเหลือบตาขึ้นมองอีกครั้ง แล้วเขาก็ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นร่างสีขาวที่เขาเพิ่งจะชนไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนั่งเอกเขนกอยู่บนเบาะหลัง ผีสาวเลิกผมดำยาวที่ปรกใบหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวพอๆกับสุวันโนในยามนี้ และก่อนที่สส.อาวุโสจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ผีสาวก็เริ่มสำรอกลิ่มเลือดในหลอดลมออกมาเป็นก้อนๆ มันพุ่งเข้าใส่พนักพิงหัวเบาะคนขับราวกับเล็งเอาไว้ เลือดกลิ่นเน่าเหม็นสาดกระเซ็นใส่หัวล้านเลี่ยน แต่สุวันโนแทบจะไม่รับรู้อีกต่อไปแล้ว เบื้องหน้าเขายังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าอยู่.....

 

            ร่างดำทะมึนยืนเรียงแถวอยู่ริมถนน ไหล่ชนไหล่ราวกับทหารยืนรอต้อนรับแขกคนสำคัญ ผิดกันเพียงทหารคงไม่ยื่นมือยาวออกมาขวางกั้นถนนแบบนี้ รถคันงามที่วิ่งด้วยความเร็วเกือบร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงปะทะพวกมันเข้าอย่างจัง เสียงดังเปรี้ยงติดต่อกันเหมือนยิงปืนกลขณะกระจกหน้าเริ่มร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็หลุดออกมาทั้งยวง

 

            ด้วยสติที่ยังพอมีอยู่บ้าง ชายหัวล้านซึ่งบัดนี้แดงเถือกไปทั้งตัวด้วยเลือดของผีสาวบนเบาะหลังปัดอดีตกระจกหน้าซึ่งบัดนี้กลายสภาพเป็นเศษแก้วที่ยึดติดกับแผ่นพลาสติกยับยู่ยี่ออกไปไว้บนเบาะข้างคนขับ แต่แล้วเขาก็มีอันต้องสะดุ้งจนรถปัดอีกครั้งเมื่อร่างเน่าเฟะจนดูไม่ออกว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงโผล่พรวดออกมาจากบนหลังคา มันค่อยๆขยับตัวลงมาหาเขาอย่างช้าๆแต่ข่มขวัญ มือล้วงเข้าไปในท้องแล้วควักของเหลวสีเหลืองอมเขียวที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมาก่อนจะค่อยๆเลื่อนไปหาปากที่เม้มแน่นของสส.เคราะห์ร้าย.....

 

            “ว้าก ทนม่านไหวแล้วว้อย เก๋าเจ้ง.......!!!

            สติเส้นสุดท้ายขาดผึง สุวันโนสอดมือเข้าไปหยิบปืนที่ซุกอยู่ใต้กองอดีตกระจกหน้า เศษกระจกกรีดมือเป็นแผลลึกยาว แต่สมองของเขาไม่รับรู้ความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ชายหัวล้านคว้าปืนได้ก็ยิงใส่ร่างบนหลังคาโดยไม่จำเป็นต้องเล็ง มันหายวับไปทันที แต่อะไรเปียกๆที่ยังคงสาดใส่เขาเป็นจังหวะจากด้านหลังบอกให้รู้ว่าผีสาวที่เบาะหลังยังคงสำรอกเลือดใส่เขาตลอดเวลา มิหนำซ้ำอะไรบางอย่างก็เริ่มเอ่อนองพื้นรถและท่วมสูงขึ้นมาเรื่อยๆอย่างช้าๆแต่มั่นคง ไม่ต้องก้มลงไปดูเขาก็พอจะเดาได้ว่ามันคือเลือดเน่าๆของหญิงสาวที่เบาะหลังนั่นเอง มันชักจะสยองขวัญเกินไปแล้ว.....

 

            พลัน ความทรงจำของสส.แห่งรัฐเวียงตานก็นึกถึงกลุ่มหมอผีที่เคยแสดงฝีมือเมื่อครั้งปราบผีบนทางยกระดับ เขาสืบหาหมายเลขโทรศัพท์และบันทึกเอาไว้แล้วเผื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ไวเท่าความคิด สุวันโนล้วงหยิบโทรศัพท์จากเข็มขัดขึ้นมากดไล่หาหมายเลขอย่างรวดเร็วก่อนจะกดโทรออก หวังว่าพวกเขาจะช่วยได้.....

 

 

            “เป็นอะไรรึเปล่ากล้วย” ฟ้าเอ่ยถามตานีสาวขณะเธอ กล้วย นาง ยูคิและจ้าดนั่งดูข่าวอยู่ในโต๊ะอุ่นขาหน้าโทรทัศน์กลางบ้าน เด็กสาวมาค้างบ้านเพื่อนหนุ่มอีกครั้งเพราะทั้งพ่อและแม่ของเธอไปต่างเมืองกันทั้งคู่ “เห็นทำหน้าเครียดมาตั้งแต่ป่าออกมาแล้ว”

            “อะ อ๋อ ข้าเจ้าสบายดี” คำพูดของเด็กสาวหน้าจืดสะดุดเล็กน้อยด้วยรุ่นน้องสาวดึงเธอออกจากห้วงความคิด “ข้าเจ้าแค่.... ผิดสังเกตอะหยังนิดหน่อย”

            “ทรงผิดสังเกตอะไรรึเพคะ” นางซึ่งนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะอุ่นขาถามบ้าง

            “ตอนที่หมู่เฮาย่างออกมา.... มีผู้ได๋หันป้อจายสี่คนกำลังย่างเข้าป่าก่อ”

 

            ทั้งนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวฮิมิตสึ เด็กสาวหน้าคมและเด็กสาวทรงโตส่ายหน้า มีเพียงจ้าดเท่านั้นที่เอ่ยขึ้น

 

            “อ๋อ ที่คนนึงแก่ๆสวมเสื้อกันหนาวของสภารัฐ แล้วก็มีสองคนดูเหมือนนักกล้ามใช่มั้ย”

            “แม่น” ราชินีตานีตอบ “แล้วนายบ่แปลกใจก๋าว่ายะหยังถึงมีมนุษย์เข้าไปในป่าเอาป่านนั้น”

            “ไม่นี่” คิ้วรกๆขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ก็คงเป็นคนเดินเล่นในป่าแหละมั้ง”

            “ป่าที่เปิ้นลือกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าผีสิงเนี่ยก๋า ถ้าเป็นจะอั้นมนุษย์หมู่นั้นเปิ้นต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”

            “แล้วกล้วยคิดว่าเขาเข้าไปในนั้นเพราะอะไรล่ะ”

            “ข้าเจ้าก็.... บ่ฮู้.....” เด็กสาวหน้าจืดเกาเรือนผมสีดำประกายเขียวของเธอแกรกๆ “เพียงแต่ข้าเจ้าจำได้ลางๆว่าข้าเจ้าเคยหันหน้าเปิ้น บ่อยด้วย ในโทรทัศน์หรือที่ได๋สักแห่งนี่ล่ะ.....”

 

            “วันนี้เกิดการกระท้วงย่อยๆขึ้นหน้าอาคารศาลาว่าการรัฐเวียงตาน เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมราวห้าสิบคนรวมตัวกันเพื่อยื่นคัดค้านการตัดสินใจแบ่งขายที่ดินป่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง การชุมนุมสลายตัวเมื่อนายสุวันโน แซ่โป่ย สส.รัฐเวียงตานผู้เป็นต้นคิดการแบ่งขายนี้ลงมารับหนังสือด้วยตัวเอง และรับปากว่าจะพิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง”

 

            “เอ.... คนที่นายว่า ใช่คนนี้รึเปล่าจ้าด”

            หลานชายหมอผีใหญ่หันไปจอโทรทัศน์เบื้องหน้าตามที่นางชี้ ในจอโทรทัศน์เป็นภาพชายหัวล้านในชุดสูทเต็มยศเดินลงบันไดลงมาท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมในเสื้อสีเขียวอ่อน เด็กหนุ่มพยักหน้าทันที

 

            “คนนี้แหละ”

            “ถ้าจะอั้นก็น่าเป็นห่วง” เสียงของกล้วยเบาลง “บ่แน่ว่าหมู่เฮาอาจจะมีงานต้องทำคืนนี้ก็ได้”

            “ทำไมถึงคิดอย่างงั้นล่ะกล้วย”

            “ก็เพราะ.....”

 

            ราชินีตานีถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกริ่งของโทรศัพท์บ้านบนตู้ริมผนัง เธอขยับตัวลุกออกจากโต๊ะอุ่นขาไปคว้ามันขึ้นมาแนบหู แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเด็กสาวหน้าจืดก็ต้องรีบเอียงหัวออกจากหูโทรศัพท์ทันทีเมื่อปลายสายตะโกนสุดเสียงราวกับกำลังเชียร์สกีหิมะตานปันน้ำแชมเปี้ยนชิปยังไงยังงั้น เสียงผู้ชายที่อีกด้านหนึ่งของสายดังจนอีกสี่คนในโต๊ะอุ่นขาได้ยินอย่างชัดเจน

 

            “ช่วยล่วยโว้ย ช่วยอั๊วะล่วย !!!

            “เกิดอะหยังขึ้นเจ้า คุณเป็นผู้ได๋ อยู่ที่ไ.....”

            “เค้าเป๋ !” ปลายสายทะลุกลางปล้องเสียงดังสนั่น “จะมัวพูกเนิบนาบอยู่ทำส้งตึกอาลายหา ! อัีวะจะตายห่างอยู่แล้วเนี่ย !

            เส้นเลือดบนขมับของกล้วยเต้นหนึ่งตุบ แต่เธอก็พยายามพูดอย่างใจเย็น “แล้วคุณเจออะหยังล่ะเจ้า เป็นผู้ได๋ แล้วก็อยู่ที่ได๋ด้วย ถ้าบ่แจ้งข้าเจ้าข้าเจ้าก็บ่ฮู้เน่อเจ้า”

            “ลื้อเป็งคายถึงไม่ลู้จักอั๊วะหา !? อั๊วะนี่แหละสส.รักเวียงตาง สุวังโน แซ่โป่ยล่ะ ! อั๊วะถูกผีหลอกอยู่เนี่ย พวกลื้อเป็งหมอผีห่างอาลายปล่อยให้ผีอาละวากอยู่อย่างงี้น่ะหา !?

 

            เมื่อได้ยินชื่อของปลายสาย เด็กสาวหน้าจืดก็หันขวับมาหาเพื่อนสาวคนสวยผู้หยิบแลปท็อปมากดเปิดอย่างรู้งานทันทีโดยไม่สนใจฟังคำด่าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสติแตก

 

            “นาง หาตำแหน่งเปิ้น สแกนวิญญาณตรงนั้นด้วย เร็ว”

            “เพคะ”

            “หมู่เฮากำลังไปเจ้า” ราชินีตานีหันกลับมาพูดตอบปลายสายซึ่งยังคงตะโกนโหวกเหวก “อดทนรอสักนิดเน่อเจ้า”

            “อกทงรอสักนิกบ้างเตี่ยลื้อ....”

            “ตำแหน่งผู้โทรอยู่ที่ถนนเชียงทองก่อนถึงแยกนาคู-สามเงาเพคะ” นางระบุตำแหน่งซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมือง ห่างจากตาดผ้าห่มใต้ไปประมาณสิบกิโลเมตร “กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แถวนั้นมีวิญญาณและหรือภูตผีปีศาจอยู่อย่างน้อยห้าสิบตน กำลังตามผู้โทรมาด้วยความเร็วสูงเพคะ”

            “ขอบคุณมากเน่อนาง” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าให้เพื่อนร่วมงานก่อนจะพูดเน้นเสียงกรอกใส่หูโทรศัพท์ “ท่านสส. เพื่อให้หมู่เฮาไปช่วยท่านได้เร็วๆ ข้าเจ้าแนะนำหื้อท่านเลี้ยวเข้าถนนตาดผ้าห่มเน่อเจ้า หมู่เฮาจะไปช่วยหื้อเร็วที่สุดเจ้า”

            “มาให้เล็วอย่างที่.....”

            “บายเจ้า”

 

            กล้วยกดวางอย่างไม่ปรานีปราศรัย ก่อนจะหันกลับมายังสหายร่วมรบทั้งสี่

 

            “มีเวลาสามนาที เตรียมตัวหื้อเสร็จ หมู่เฮามีงานต้องยะแล้ว”

 

            ห้านาทีต่อมา หน่วยจู่โจมพิเศษทั้งห้าก็ออกมาโลดแล่นท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาเบาๆ แต่อากาศกลับไม่เบาอย่างหิมะ อุณหภูมิที่นาฬิกาไฮเทคของตานีทั้งสองวัดได้คือลบสามสิบห้าองศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม สามมนุษย์สองตานีก็เร่งฝีเท้าฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าไปยังถนนสิบเลนซึ่งเปิดไฟสว่างไสวอยู่เบื้องหน้าโดยไม่มีใครปริปากบ่น ทุกคนรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรงถึงชีวิต แม้จะเป็นชีวิตของสส.โกงกิน กักขฬะ แถมพูกภาษาสาล้าขังม่ายชักเพียงคนเดียวก็ตาม.....

 

            ริมถนนตาดผ้าห่มมีตึกแถวสูงห้าชั้นสร้างเรียงรายเหมาะกับการเป็นที่ซุ่มยิง ทั้งห้าเลือกตึกที่ดูร้างที่สุด ตานีทั้งสองใช้พลังส่งมนุษย์ทั้งสามลอยหวือขึ้นไปบนดาดฟ้าก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาตามขึ้นไป ห้าหน่วยจู่โจมรีบวิ่งไปยังขอบปูนด้านหน้าตึกซึ่งมองเห็นถนนได้ไกลเป็นกิโล แล้วดวงตาทั้งสีดำและสีดำประกายเขียวก็ต้องเบิกกว้างพร้อมๆกับที่ปากร้องอุทานเมื่อเห็นว่าอะไรกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาพวกเขา.....

 

            ห่างออกไปราวสามกิโลเมตร รถขับเคลื่อนสี่ล้อคันงามซึ่งบัดนี้ไม่เหลือเค้าความงามวิ่งด้วยความเร็วสูงแม้เครื่องยนต์ในฝากระโปรงหน้าจะส่งไอน้ำพวยพุ่งเป็นสาย ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ร่างของวิญญาณนับร้อยหรืออาจจะหลายร้อยเคลื่อนที่ในพริบตาตามมาเป็นจังหวะจนดูเหมือนกะพริบ บ้างโปร่งใส บ้างดูมีเนื้อมีหนังเหมือนคนปกติ แต่บ้างก็ร่างแหลกเละ เน่าเฟะ โชกเลือด หรือบ้างก็เหลือเพียงโครงกระดูกขาวแหงอยู่ในแสงจันทร์ ทุกตนผลัดกันหมุนเวียนหลอกหลอนคนในรถชนิดตนต่อตน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสุวันโนถึงสติแตกขนาดนั้น.....

 

            กล้วยควักปืนออกมาจากถุงผ้าใบทันทีก่อนจะกางขาทรายและตั้งมันเอาไว้บนขอบคอนกรีต แต่มันไม่ใช่สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องกระบอกเดิม หากเป็นปืนที่ดูเหมือนไรเฟิลจู่โจมที่มีลำกล้องยาวกว่าปกติ ปลายลำกล้องติดที่เก็บเสียงทำจากจากยางสีดำ จ้าดกำลังจะอ้าปากถาม แต่เพื่อนสาวหน้าคมเร็วกว่า

 

            “อ้าว กล้วยไม่ได้ใช้กล้วยเหรอ”

            “นี่ก็กล้วย” ราชินีตอบรัวเร็วเหมือนทุกครั้งเมื่อเธอแนบแก้มลงกับพานท้ายปืน “ปืนของตานีทุกตนชื่อกล้วยหมดทุกกระบอกแหละ ที่ข้าเจ้าเอากระบอกนี้มาเพราะฝ่ายตรงข้ามเยอะ กระบอกนี้ยิงอัตโนมัติได้ ถ้าใช้กล้วย TM107 ที่ยิงได้แต่กึ่งอัตโนมัติข้าเจ้าย่านจะยิงบ่ทันเอา แล้วกระบอกนี้ก็มีที่เก็บเสียงด้วย”

 

            กล้วยหยุดไปอึดใจขณะชูแขนขึ้นหาทิศทางลม ก่อนจะอธิบายแผนในหัวของเธอให้อีกสี่สหายร่วมรบฟัง

 

            “ข้าเจ้าจะยิงนำไปก่อนหื้อหมู่มันเสียขวัญ พอหมู่เปิ้นรู้ว่ามีพลซุ่มยิงเปิ้นก็ต้องหาที่หลบ ข้าเจ้าจะยิงกดไปเรื่อยๆจนกว่ารถของสุวันโนจะออกไปห่างพอ แล้วหมู่เฮาก็ค่อยเข้าไปคุ้มกันเปิ้นออกมา มีผู้ได๋จะคัดค้านก่อ”

            “แน่ใจเหรอกล้วยว่าผีจะหาที่หลบ” จ้าดขมวดคิ้วถาม “ผีตนก่อนๆเราเห็นมันเดินดุ่มๆเข้ามาหาเราทุกตนเลยนะ”

            “เพราะ TM107 เสียงดังจะได เปิ้นเลยฮู้ตำแหน่ง แต่กล้วยกระบอกนี้ติดที่เก็บเสียงไว้แล้ว บ่ต้องเป็นห่วงหรอก”

            “แล้วทำไมผีไม่ยิงให้หมดเลยล่ะคะ” สาวแว่นเพียงคนเดียวในกลุ่มถามขึ้นเบาๆ

            “เพราะหมู่เปิ้นเยอะเกินไป ถ้ายิงนานๆข้าเจ้าย่านหมู่เปิ้นจะจับตำแหน่งได้” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “อีกอย่าง ภารกิจสำคัญที่สุดของหมู่เฮาตอนนี้น่าจะเป็นช่วยเหยื่อก่อน บ่แม่นยิงผี”

            “เข้าใจแล้วค่ะ”

            “บ่มีผู้ได๋ค้านหรือสงสัยอีกแล้วแม่นก่อ จะอั้นเตรียมพร้อมเน่อ”

            “อื้ม”

            “ค่ะ”

            “เพคะ”

 

            ดวงตาเรียวด้านซ้ายปิดลงขณะด้านขวามองตรงเข้าไปในกล้องเล็ง ตอนนี้รถคันโตอยู่ห่างจากเธอราวหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งหากคำนวณจากความเร็วและทิศทางลม อีกเพียงไม่สิบวินาทีเหล่าผีร้ายรอบๆรถก็จะอยู่ในระยะยิงหวังผลของเธอ กล้วยดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงก่อนจะสอดนิ้วเข้าโกร่งไก มองหาเป้าหมายที่น่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียขวัญได้มากที่สุด.....

 

            แต่เมื่อเหล่าผีร้ายเข้ามาใกล้จนเธอมองเห็นหน้าได้ถนัดตา ราชินีตานีก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าหลายใบหน้าคือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดวิญญาณ มิหนำซ้ำตนที่อยู่ใกล้รถที่สุดคือแม่ค้าขายชุดที่นางและเธอเพิ่งจะซื้อมาเมื่อไม่ถึงสองชั่วโมงที่แล้วนี่เอง

 

            แต่อันที่จริง เธอก็นึกอยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องแบบนี้ นักการเมืองฉ้อฉลที่ยักยอกที่ดินหลวงอันเป็นที่สิงสถิตและประกอบอาชีพของวิญญาณนับร้อยตนดันซ่าเดินดุ่มๆเข้าไปถึงที่ ถ้าไม่ถูกแก้แค้นสิแปลก

 

            แต่ไม่ว่าจะเป็นคนเลวชั่วชาติเพียงใด หน้าที่ของเธอก็คือปกป้องมนุษย์และส่งผีร้ายที่ทำร้ายมนุษย์ไปยังโลกหลังความตายโดยไม่มีเงื่อนไข เด็กสาวหน้าจืดใช้นิ้วโป้งบิดเปิดห้ามไก เล็งตรงไปยังกลางหัวที่มีผมขึ้นหร็อมแหร็มของผีร้ายตนที่อยู่ริมแถว ก่อนที่นิ้วชี้จะเหนี่ยวไก

 

            “สไนเปอร์ ! ทุกคนหาที่หลบเร็ว !

            ตามคาด เหล่าพ่อค้าแม่ขายแห่งตลาดนัดวิญญาณแตกฮือกันไปคนละทิศคนละทาง บ้างวิ่งเข้าป่าสนที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลนริมถนน บ้างก็วิ่งเข้าหาตึกแถวด้วยไม่รู้ว่ามีหน่วยซุ่มยิงซ่อนอยู่จนถูกยิงสลายไปหลายตน เพียงไม่กี่วินาที บนถนนก็เหลือเพียงรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่พังยับเยินวิ่งอยู่เพียงคันเดียว กล้วยยังคงยิงกดจนกระสุนสามสิบนัดในซองหมดลง เบื้องล่าง สุวันโนที่เห็นผีร้ายหายวับไปก็ชะลอความเร็วรถและชิดขวาจอดข้างทางห่างออกไปเกือบร้อยเมตร

 

            กล้วยและนางกระโดดข้ามขอบคอนกรีตลงจากตึกก่อนจะใช้พลังเบรกร่างของมนุษย์ทั้งสามคนให้ลงพื้นอย่างนิ่มนวล ก่อนที่ทั้งห้าจะวิ่งตรงไปหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวัยกลางคนที่เพิ่งจะเปิดประตูลงจากรถ ชายหัวล้านเปียกโชกไปด้วยเลือดที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งจนฟ้าและยูคิต้องปิดจมูก ขายังคงสั่นจนไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยืนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นหน้าผู้ที่มาช่วยชีวิตเขา สุวันโนก็เปิดฉากบ่นระคนด่าทันที

 

            “ไหนว่าจะลีบมาช่วยให้เล็วที่สุกไง ฮะ !? เก๋าเจ้งงา เค้าเป๋อ่า นี่อั๊วะเกือบตายไปแล้วพวกลื้อลู้ม้าย ถ้าอั๊วะไม่ใช่สุวังโนคงนี้ตายห่างไปนานเลี้ยว !

            “ขอสุมาด้วยเจ้า”

 

            เส้นเลือดบนหน้าผากของตานีสาวเต้นอีกตุบใหญ่ขณะเธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ เบื้องหลัง ฟ้าขมวดคิ้วอย่างตกใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้ทรงเกียรติที่ปากหวานในสภามาตลอดผู้นี้ ยูคิเองก็เช่นเดียวกัน แต่เธอแสดงออกด้วยดวงตากลมที่เบิ่งโตอยู่หลังกรอบแว่น เบื้องหลังเธอ นางและจ้าดที่เลือดร้อนกว่าหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ไม่รู้จักบุญคุณไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียแล้วหมอนี่

 

            “ไปเถอะเจ้า อยู่ตรงนี้นานยิ่งเสี่ยง ผีร้ายอาจจะปิ๊กมาเมื่อไหร่ก็ได้”

            “ถ้าพวกมังมา พวกลื้อก็ยิงมังเซ่ หมอผีบ้าอาลายหนีผี” สุวันโนตวาด “เอาให้พวกมังเละ ให้มังรู้บ้างว่าจะเจออาลายถ้าบังอากมาเล่งกับสุวังโนคงนี้ !"

            “ขอสุมาด้วยเจ้า หมู่เฮาบ่แม่นลูกน้องของผู้ได๋” เสียงของกล้วยลดอุณหภูมิลงอย่างฉับพลัน “ถ้าท่านบ่ตามหมู่เฮามา หมู่เฮาก็จะบ่สนท่านแล้ว”

            “พูกแบบนี้ได้ยังไง !? พวกลื้ออยากลองดีกับอั๊วใช่มั้ย ได้ อั๊วะมีอิกธิพงพอที่จะ....”

 

            จู่ๆเสียงของสุวันโนก็ขาดหายไปเสียเฉยๆ พร้อมกับที่ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างแปลกประหลาด วินาทีต่อมา เสียงลั่นกร๊อบก็ดังชัดถนัดหูเมื่อคอของสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐเสียงตานหักพับอย่างฉับพลันเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบิด ร่างสูงในชุดดำโชกเลือดร่วงลงไปกองกับพื้นเหมือนหุ่นยนต์แบตหมด เผยให้เห็นอีกร่างหนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ร่างที่มีผมหงอกขาวเต็มหัวรวบเอาไว้เป็นมวย และดวงตาที่มีฝ้าจางๆซึ่งบัดนี้ฉายประกายกล้า.....

 

            “อุ๊ยสาย !?

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

*อุลตรามาราธอน การวิ่งที่ยาวกว่ามาราธอนธรรมดา มีทั้งแบบที่กำหนดระยะทางไว้แล้วเช่น 50km, 50 ไมล์, 100km, 100 ไมล์, ดับเบิ้ลมาราธอน (84.39km) หรือการแข่งแบบหลายวันระยะ 1000km หรือ 1000 ไมล์ และยังมีการแข่งวิ่งแบบจำกัดเวลา เช่น 12, 24 ชั่วโมง หรือการแข่งสามวันและหกวัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #62 wat_r (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 13:50
    ว่าแล้วเชียว...
    คุณธรรมสองฝั่ง ต้องเป็นปรปักษ์กันสักวัน
    #62
    0