ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 22 : ความขัดแย้งที่ข้างอาคารตานรำลึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ม.ค. 58

            “ตูถึงที่ตายแล้ว ตูถึงที่ตายแล้ว ตูถึงที่ตายแล้ว....”

            จ้าดพึมพำเหมือนคนบ้าอยู่ที่โถงชั้นล่างใต้อาคารตานรำลึกของคณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอนซึ่งคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเรียนชายหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกนับพันคนในชุดกันหนาวหลากสีที่มาเพื่อจุดหมายเดียวกันคือการสอบวัดพื้นฐานวิศวกรรม บ้างหน้าเนิร์ด บ้างหน้าเหี้ยม บ้างแบกหนังสือมาเป็นตั้งราวกับจะเอามาทุบหัวคนคุมสอบ ในขณะที่บ้างก็มาแบบสบายๆแบบไม่รู้ว่าเก่งเทพหรือจะมาสอบเล่นๆกันแน่ แต่จะมีสักกี่คนหนอที่มาพร้อมสมองที่กลวงโบ๋ชนิดขี้เลื่อยยังแทบไม่มีเหมือนเขา.....

 

            “จ้าด จ้าด !

            เด็กหนุ่มหน้าดุหันกลับไปมองด้านหลังอย่างช้าๆ แล้วหัวใจของเขาก็กระตุกวูบเมื่อเห็นฟ้าวิ่งตรงเข้ามาหา ในอ้อมแขนมีหนังสือตัวอย่างข้อสอบสองสามเล่ม ผมสั้นที่ติดกิ๊บเอาไว้เรียบร้อยและเสื้อกันหนาวสีฟ้าที่สวมทับชุดนักเรียนของเธอทำให้เด็กสาวดูน่ารักและเป็นผู้หญิงกว่าปกติจนจ้าดอดมองไม่ได้ แม้เขาจะรู้ดีว่าคงไม่มีวันสมหวังก็ตาม

 

            “ฟ้าก็สอบที่นี่เหมือนกันเหรอ”

            “อื้ม” ผู้ถูกถามยิ้ม “ไม่ใช่แค่เรานะเว้ย รายนั้นก็เหมือนกัน”

 

            ฟ้าหันไปด้านหลัง จ้าดมองตาม แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นราชินีตานีเดินยิ้มย่องออกมาจากฝูงชน เด็กสาวหน้าจืดอยู่ในชุดนักเรียนเช่นเดียวกับฟ้าและเขา แต่สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเขียวเข้มตัวเก่งของเธอ กล้วยไม่ได้หอบหนังสือมาในอ้อมแขน หากใส่เอาไว้ในเป้ใบใหญ่สีเดียวกับเสื้อกันหนาวบนหลัง

 

            “ยะหยังยะหน้าจะอั้นล่ะจ้าด” ตานีสาวทักเมื่อเดินเข้ามาถึงตัวเพื่อนหนุ่ม

            “เอ่อ.... เอ่อ....” จ้าดพูดไม่ออกอยู่เกือบสามวินาที แต่แล้วก็โพล่งออกมาเสียงดังจนคนบริเวณนั้นหันมามอง “ไม่ทราบว่าเจ๊มายะอะหยังที่นี่เหรอครับ !?

            “ก็มาสอบน่ะสิยะบ่าจ้าดง่าว คึดว่ามายะอะหยังล่ะ”

            “แล้วตานีอย่าง แอ้ก !

 

            เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปเมื่อเด็กสาวหน้าจืดบรรจงประเคนสันมือใส่ท้ายทอยเขาเต็มแรง

 

            “แล้วนี่จะสับคอผมทำไมครับเนี่ย !?

            “บ่าจ้าดง่าว ผู้ได๋หื้อนายอู้ว่าข้าเจ้าเป็นตานี” กล้วยกระซิบ ดวงตาเรียวเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง แม้ตอนนี้พวกผีร้ายคงรู้กันหมดแล้วว่าเธอคือราชินีตานี ในขณะที่คนทั่วไปอาจจะไม่เชื่อเรื่องตานีเลยด้วยซ้ำไป แต่ก็คงไม่ดีแน่หากจ้าดประกาศปาวๆแบบนั้น “นายจะถามว่าข้าเจ้ามาสอบยะหยังแม่นก่อ นายก็ฮู้นี่ว่าปกติข้าเจ้าก็ต้องเรียนเหมือนมนุษย์ ในเมื่อตอนนี้โรงเรียนตานีบ่อยู่แล้ว ข้าเจ้าเลยจะมาสอบเข้าที่นี่แทนจะได”

            “แล้วกล้วยคิดจะสอบเข้าที่ไหน ภาควิชาไหนเหรอ” เด็กสาวหน้าคมถามขึ้นบ้าง

            “ยังบ่ฮู้เหมือนกัน” ตานีสาวส่ายหน้า “ถ้าจะเอาตามที่ข้าเจ้าสนใจก็คงเป็นวิศวะเครื่องกลหรือบ่อั้นก็วิศวะเครื่องบินล่ะมั้ง น่าจะเป็นของมหาวิทยาลัยตานนะคอนนี่แหละ แล้วฟ้าล่ะ”

            “เราก็....”

            “อย่ามาแย่งที่วิศวะเครื่องบินเชียวนะ....” จ้าดขู่ฟ่อก่อนที่เพื่อนสาวจะทันได้ตอบ

            “ถ้านายเก่งพอจะกังวลยะหยังยะบ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวหน้าจืดกัดกลับ “แล้วพูดแซงฟ้าขึ้นมาจะอี้มันไร้มารยาทแต๊ๆเลย”

            “เอาน่าๆ อย่าทะเลาะกันเลยน่าคู่นี้” ฟ้าห้ามศึกด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “แต่.... ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ยว่ากล้วยสนใจเรื่องเครื่องกลกับเครื่องบินด้วย”

            “ก็ตานีปกติมีทั้งเครื่องบิน รถถัง แล้วก็อาวุธอื่นๆอีกเยอะแยะ ถึงตอนนี้จะบ่มีแล้ว ข้าเจ้าก็อยากเรียนไว้ เผื่อว่าสักวันถ้าตานีกลับมาอีกครั้ง ข้าเจ้าจะได้ยะประโยชน์ได้....” หางเสียงของราชินีตานีแฝงแววเศร้าสร้อย แต่เธอก็รีบกลบเกลื่อนด้วยประโยคถัดมา “แล้วฟ้าล่ะ อยากเข้าที่ได๋”

            “จริงๆก็ไม่ได้หวังจะเอาวิศวะหรอก แค่อยากสอบเผื่อเอาไว้” เด็กสาวหน้าคมหัวเราะแหะๆ “เป้าหมายจริงๆของเราคือหมอเวียงเชียงหลวง”

            “เอ้ย เวียงเชียงหลวงเลยเหรอ !?” จ้าดทวนคำอย่างตกใจ “เวียงเชียงหลวงวิทยาเขตตานนะคอนไม่มีหมอนี่ ฟ้าจะไปเรียนเชียงหลวงเลยเหรอ”

 

            เชียงหลวงเป็นเมืองหลวงของรัฐเชียงหลวง ซึ่งติดกับรัฐเวียงตานของตานนะคอนทางตะวันออกเฉียงใต้ แต่แม้จะเรียกได้ว่าเป็นรัฐเพื่อนบ้าน เมืองเชียงหลวงก็ห่างจากตานนะคอนกว่าแปดร้อยกิโลเมตร หรือสองเท่าของระยะทางจากตานนะคอนไปโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำทีเดียว

 

            “ก็คงอย่างงั้นแหละ” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้า

            “แต่มหาลัยตานนะคอนก็มีแพทยศาสตร์ไม่ใช่เหรอ”

            “เวียงเชียงหลวงดังกว่า แล้วเท่าที่ดูพวกเครื่องมือแล้วก็หลักสูตรเขาก็ดีกว่าด้วย”

            “แต่ แต่....” หลานชายหมอผีใหญ่อึกอัก “แล้วพ่อแม่ฟ้าล่ะจะอยู่ยังไง ลูกสาวไปเรียนตั้งไกลแบบนั้น”

            “ก็คงกลับมาทุกเดือนแหละ หรือถ้าเก็บเงินหน่อยก็อาจจะทุกสองอาทิตย์ รถไฟหัวจรวดไปกลับก็ราคาประมาณพันเบี้ย แล้วก็แค่สามชั่วโมงเอง” ฟ้าตอบ แล้วริมฝีปากบางก็เหยียดเป็นรอยยิ้ม “แน่ะ จะบอกว่าเหงาล่ะสิถ้าเราไปเรียนไกลๆ”

            “เอ่อ.... ก็คงเหงาแหละ” จ้าดพยายามคุมเสียงให้เป็นปกติด้วยไม่อยากให้เพื่อนสาวรู้ว่าเขายังตัดใจไม่ได้ “ก็เรียนที่เดียวกันมาตั้งแต่เด็ก ไปอยู่ไกลๆมันก็ต้องมีบ้างสิ”

            “เอาน่าๆ เดี๋ยวจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ” เด็กสาวหน้าคมพูดกลั้วหัวเราะพลางตบหลังเพื่อนหนุ่ม “อีกอย่าง จะได้รึเปล่ายังไม่รู้เลย....”

            “อย่างฟ้าต้องได้อยู่แล้ว”

 

            ผู้ถูกชมยิ้มอย่างภูมิใจระคนดีใจ แต่ก่อนที่เธอจะตอบอะไรได้ เสียงประกาศจากลำโพงบนเสาก็แผดก้องไปทั่วชั้นล่างของอาคารตานรำลึก

 

            “ประกาศ นักเรียนที่จะสอบวัดระดับพื้นฐานความรู้ทางวิศวกรรม ขอให้ขึ้นไปเตรียมตัวที่หน้าห้องสอบได้แล้วค่ะ การสอบจะเริ่มในอีกสิบห้านาทีค่ะ”

 

            “กล้วยกับจ้าดสอบห้องไหนกัน” ฟ้าถามเพื่อนทั้งสองทันทีที่ประกาศจบลง

            “ข้าเจ้าสอบชั้นหก ห้อง 40612

            “เราสอบชั้นหนึ่งนี่แหละ ห้อง 40118”

            “อ้าว กล้วยสอบห้องเดียวกับเราเลยนี่” เด็กสาวหน้าคมยิ้ม เธอดูดีใจที่มีเพื่อนสอบด้วยกัน “งั้นไปเหอะ ชั้นสูงๆต้องรีบขึ้น”

            “อื้ม” ราชินีตานีพยักหน้า ก่อนจะหันมาหาเด็กหนุ่มหน้าดุ “จะอั้นก็.... โชคดีเน่อจ้าด”

            “โชคดีนะ ไว้เจอกันตอนสอบเสร็จ”

            “อื้ม โชคดีๆ”

 

            สองสาวหันหลังเดินจากไป ขณะหลานชายหมอผีใหญ่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เหลือเวลาอีกเกือบสิบห้านาที เขาตัดสินใจเดินไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้องโถงก่อนจะเข้าห้องสอบ แต่เมื่อออกจากห้องน้ำมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าทั้งห้องโถงคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเรียนจนล้นหลามออกไปถึงข้างนอก แม้ห้องสอบของเขาจะอยู่ห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงปีกตึก แต่คะเนด้วยสายตาแล้ว บางทีเขาอาจจะไปไม่ทันเวลาเข้าห้องสอบก็เป็นได้.....

 

            คำทำนายของจ้าดเกือบถูกต้อง กว่าเขาจะพาตัวเองฝ่าฝูงชนที่มีปริมาณพอๆกับม็อบย่อยๆมายังห้องสอบได้ เพื่อนนักเรียนคนอื่นก็เข้าห้องสอบกันไปหมดแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่รีบเดินเข้าห้องสอบ ถอดเสื้อกันหนาวและวางเป้นักเรียนเอาไว้ที่ยกพื้นด้านหน้าก่อนจะล้วงเอากระเป๋าเครื่องเขียนและบัตรผู้เข้าสอบออกมา แต่เมื่อเขาหันหลังกลับหมายจะเดินไปยังที่นั่งสอบ เด็กหนุ่มก็ชะงักเมื่อเขาเห็นแขกไม่รับเชิญเต็มสองตา

 

            ร่างสีเทาแกมเขียวของผีตนหนึ่งนั่งแทะเล็บอยู่บนตู้หลังห้อง

 

            คิ้วรกๆของจ้าดขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยระคนงุนงง ปกติแล้วภูตผีปีศาจและเผ่าพันธุ์วิญญาณอื่นๆส่วนใหญ่มักจะไม่มาป้วนเปี้ยนในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเกรงคนที่ไม่คุ้นเคยกับการเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติจะตกใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การโดนตานีส่องหัวเอาได้ง่ายๆ และแม้ชาวตานนะคอนจะเห็นผีกันจนชินชา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอยากให้ภูตผีปีศาจทั้งหลายมาอยู่ใกล้ๆ เพราะมักจะถือว่าเป็นสิ่งอัปมงคล บางครั้งถึงกับมีการเรียกหมอผีมาไล่ไปด้วยซ้ำ แล้วทำไมการสอบใหญ่ที่จะตัดสินชะตาชีวิตนักเรียนแบบนี้จึงปล่อยให้ผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวแบบนี้เข้ามาได้อีก ?

 

            อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในหมู่นักเรียนกว่าสองร้อยคนในห้องนี้จะไม่มีใครสังเกตเห็นผีตนนั้นกันสักคน แม้แต่อาจารย์ผู้คุมสอบจากโรงเรียนสีพันดอนศึกษาซึ่งแทบจะนั่งประจันหน้ากับมันตรงๆก็ยังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์สบายใจเฉิบ จ้าดจึงเลือกที่จะไม่ใส่ใจ ไม่ใช่เรื่องของเขา และการสนใจผีตนนั้นก็คงไม่ได้ทำให้เขาได้คะแนนพื้นฐานวิศวะมากขึ้นสักเท่าไหร่

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เดินไปนั่งยังที่นั่งสอบของเขาซึ่งอยู่บริเวณกลางค่อนไปทางหลังห้อง เด็กสาวใส่แว่นหน้าตาเนิร์ดจัดตัดผมบ๊อบสั้นเสมอติ่งหูซึ่งนั่งด้านหลังเขาเงยขึ้นมาตีหน้าถมึงทึงใส่ด้วยหลานชายหมอผีใหญ่ทำให้สมาธิในการเขียนชื่อของเธอขาดช่วง เด็กหนุ่มตีหน้าเบื่อโลกกลับไป ก่อนจะนั่งลงและเริ่มเขียนชื่อบนปกสมุดคำตอบบ้าง แต่ยังไม่ทันเขียนชื่อเสร็จ เสียงประกาศก็ดังก้องจากลำโพงเหนือไวต์บอร์ดหน้าห้อง

 

            “สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับผู้เข้าสอบทุกท่านสู่การสอบวัดพื้นฐานความรู้ทางวิศวกรรม ก่อนที่จะลงมือทำข้อสอบ ขอให้ผู้เข้าสอบตรวจสอบอีกครั้งว่าไม่มีอุปกรณ์สื่อสารใดๆไม่ว่าจะเปิดหรือปิดแล้ว และหรือเอกสารใดๆอยูกับตัว โปรดทราบว่าหากผู้คุมสอบตรวจพบว่าผู้เข้าสอบมีอุปกรณ์สื่อสารหรือเอกสารใดอยู่กับตัวหลังจากนี้จะถือเป็นการทุจริตการสอบ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีสิทธิ์สอบในวิชานี้ไปอีกสามปีค่ะ หากแน่ใจว่าไม่มีสิ่งของเหล่านี้ ก็ขอให้ผู้เข้าสอบทุกคนเริ่มทำข้อสอบได้ค่ะ”

 

            สิ้นเสียงประกาศ เสียงพลิกกระดาษก็ดังพรึ่บจากทั่วห้อง หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งเพิ่งจะเขียนหมายเลขประจำตัวผู้เข้าสอบเสร็จเรียบร้อย ดวงตาตี่กวาดอ่านโจทย์ในหน้าแรกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบก่อนที่จะตระหนักได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าถึงข้อเท็จจริงอันแสนเศร้า

 

            เขาไม่แน่ใจวิธีทำเลยสักข้อ.....

 

            หลานชายหมอผีใหญ่พลิกกระดาษคำถามไปอีกหน้า อีกหน้า และอีกหน้า เหงื่อกาฬแตกซิกจากไรผมผุดพราวบนหน้าผากก่อนจะไหลหยดลงบนสมุดคำตอบที่ยังคงปิดสนิทเป็นด่างดวงทั้งที่ในห้องสอบซึ่งเปิดฮีตเตอร์แบบประหยัดไฟสุดๆนั้นหนาวจนแทบหายใจออกมาเป็นไอได้ สวนทางกับร่างกายที่เริ่มสั่นระริก ไม่ใช่ด้วยความหนาว หากด้วยความหวาดกลัว สงสัยเขาจะปิ๋ววิศวะอย่างที่กล้วยทำนายเอาไว้จริงๆเสียแล้ว.....

 

            “โธ่เว้ย รู้งี้น่าจะอ่านมาให้ดีซะแต่แรก”

            จ้าดพึมพำเบาๆอย่างโกรธตัวเอง พยายามเปิดไล่ข้อสอบดูอีกครั้งเผื่อว่าจะนึกสูตรและวิธีทำข้อไหนได้เพิ่ม แต่พลิกกี่รอบก็ได้เท่าเดิม มิหนำซ้ำสูตรที่เคยจำได้ยังจะลืมเอาเสียด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุตัดสินใจเลือกข้อสมดุลกล*ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดก่อนจะเริ่มเขียนสูตรลงไปในสมุดคำตอบ อย่างน้อยขอคะแนนสูตรสักหน่อยก็ยังดี.....

 

            แต่ยังไม่ทันจะเขียนจบสูตร หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องชะงักเมื่อมองเห็นอะไรบางอย่างขยับอยู่ที่หางตาตี่ๆ เด็กหนุ่มค่อยๆเหลียวไปดูด้วยไม่ต้องการมีปัญหากับผู้คุมสอบที่อาจคิดว่าเขากำลังพยายามทุจริต แต่แล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวนั้นคือร่างสีเทาอมเขียวที่เขาเห็นเมื่อตอนเพิ่งจะเข้าห้องสอบมานั่นเอง มันยืนอยู่ข้างเด็กสาวผมบ๊อบเบื้องหลังเขาซึ่งกำลังเขียนยิกลงในสมุดคำตอบอย่างขะมักเขม้น ดวงตาของผีร้ายเรืองแสงสีแดงฉาน ขณะมือผอมแห้งค่อยๆเอื้อมไปยังลำคอของเด็กสาวผู้ไม่รู้เลยว่าภัยกำลังจะมาถึงตัว.....

 

            “เฮ้ยหยุด !

            นักเรียนเกือบสองร้อยคนสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆเด็กหนุ่มหน้าดุก็โพล่งออกมา อาจารย์ผู้คุมสอบสะดุ้งแรงถีงขนาดกาแฟในแก้วบนโต๊ะล้มคว่ำ เขารีบขยับตัวหลบของเหลวสีน้ำตาลที่ไหลนองและเริ่มหยดลงบนพื้นก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาหาจ้าด

 

            “นักเรียน เป็นอะไร”

            “ผีครับอาจารย์ เมื่อกี้ผมเห็นผีกำลังจะทำร้ายเขา !” หลานชายหมอผีใหญ่ชี้มือไปยังเด็กสาวผมบ๊อบซึ่งจ้องกลับมาด้วยสายตากึ่งตกใจกึ่งโมโห

            “ผี ? พูดอะไรของคุณน่ะ” อาจารย์หนุ่มย้อนด้วยเสียงหงุดหงิด “ผมก็คนตานนะคอน แต่ไม่เห็นจะเห็นอะไรเลยสักนิด คิดไปเองรึเปล่า”

            “จริงๆนะครับ มันเคยอยู่ตรงนี้” จ้าดชี้ไปยังทางเดินข้างโต๊ะของเพื่อนร่วมห้องสอบ ดวงตาตี่เหลียวซ้ายแลขวามองหาร่างสีเขียวอมเทา แต่ไม่มีวี่แววเลย “จริงๆนะครับอาจารย์ ผมสาบานได้ ผมเห็นจริงๆ !

            “ถ้าคุณว่าอย่างงั้น....” แววกังวลปรากฏแวบหนึ่งบนใบหน้าของอาจารย์หนุ่มจากโรงเรียนสีพันดอนศึกษา เขาหันไปพูดด้วยเสียงดังขึ้นให้ได้ยินกันทั่วห้อง “นักเรียนคนไหนเป็นคนตานนะคอนบ้าง มีใครเห็นผีอย่างที่เพื่อนพูดบ้างมั้ย”

 

            ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคน บางคนก็อาศัยจังหวะเงียบนี้หันกลับไปทำข้อสอบต่อด้วยไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปอีกแม้แต่วินาทีเดียว อาจารย์ผู้คุมสอบถอนหายใจแรงๆหนึ่งเฮือก

            “เอาล่ะ พอๆ ไม่มีผงไม่มีผีอะไรหรอก นั่งทำข้อสอบต่อไปเถอะ แล้วอย่ารบกวนเพื่อนอีกล่ะ ถ้าเกิดเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้นมาจริงๆ แค่ยกมือเรียกผมก็พอ”

            “อ่า ครับ.....”

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอยากเถียงใจจะขาดว่าถ้าผีร้ายตนนั้นเกิดบีบคอเพื่อนสาวเบื้องหลังเขาขึ้นมาจริงๆ ต่อให้ยกทั้งมือทั้งเท้าเรียกก็คงไม่ทันกาล แต่เขาก็ตัดสินใจเงียบ เสียเวลาต่อล้อต่อเถียงไปก็ได้ไม่คุ้มเสีย อีกอย่าง บางทีเขาอาจจะตาฝาดคิดไปเองก็ได้ สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไปหน่อย.....

 

            จ้าดจรดปากกาลงเขียนแผนภาพวัตถุอิสระอย่างดีที่สุดเท่าที่พอจะมั่วได้** ก่อนจะเริ่มคำนวณแรงที่ตกลงบนถังหกถังซึ่งเรียงซ้อนกันเป็นรูปพีระมิด แต่คิดไปได้เพียงสามถัง ความเคลื่อนไหวทางหางตาก็กระชากสมาธิเขาไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มหันขวับ แล้วไขสันหลังของเขาก็เย็นวาบอีกครั้งเมื่อเห็นผีร้ายตนเดิมยืนอยู่ที่เดิม แต่มือผอมแห้งทั้งสองของมันกำรอบคอเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายเอาไว้แล้ว แม้เธอจะยังไม่รู้ตัวเนื่องจากผีร้ายยังไม่ออกแรงบีบ แต่คงอีกไม่กี่วินาทีนี้แล้ว....

 

            “เฮ้ย อย่า !

            เป็นครั้งที่สองในเวลาไม่ถึงสิบนาทีที่นักเรียนทั้งห้อง 40118 ต้องสมาธิแตกกระเขิงเมื่อจู่ๆไอ้หนุ่มหน้าดุแต่ตาตี่ลุกพรวดขึ้นมาโวยวาย อาจารย์ผู้คุมสอบไวที่สุด เขาพุ่งพรวดเข้าประชิดตัวเด็กหนุ่มหน้าดุทันที

 

            “คุณเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก !?

            “อาจารย์ครับ ผมเห็นจริงๆนะ !” จ้าดละล่ำละลัก “ผีตนเดิมครับ มันพยายามจะทำร้ายเขา !

            “คุณเป็นบ้าไปแล้วมากกว่า” อาจารย์หนุ่มสวนกลับ “ในห้องนี้ก็มีคนตานนะคอนกันตั้งเยอะ แต่ไม่มีใครเห็นอย่างที่คุณพูดสักคน แล้วเพื่อนข้างหลังคุณก็ปกติดีไม่เห็นจะเป็นอะไรอย่างที่คุณว่าสักหน่อย”

            “ก็เพราะผีตนนั้นมันยังไม่ได้ออกแรงน่ะสิครับ แล้วอีกอย่าง ผมก็มีความสามารถพิเศษ มองเห็นวิญญาณที่คนทั่วไปไม่เห็นด้วย !” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามอธิบาย ขณะเสียงสบถก่นด่าเบาๆอย่างไม่พอใจที่ถูกรบกวนการสอบดังขึ้นจากทั่วห้อง “อาจารย์ เรียกหมอผีมาเถอะครับ หรือไม่ก็ย้ายเพื่อนคนนี้ไปห้องอื่น หรือทำอะไรก็ได้ แต่อย่าปล่อยให้ผีร้ายทำอะไรเขาได้ ไม่งั้นเขาจะเป็นอันตรายนะครับ !

            “พอๆผมฟังมามากพอแล้ว” อาจารย์หนุ่มตัดบท “ผมให้โอกาสคุณอีกครั้งเดียว หยุดโวยวายแล้วทำข้อสอบไปเหมือนคนอื่นๆซะ ถ้าโวยวายอีกครั้งผมจะตัดสิทธิ์การสอบของคุณ เข้าใจมั้ย !?

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุชะงัก ก่อนจะค่อยๆนั่งลงท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมห้องสอบทั้งห้องที่จ้องมองราวกับเขาเป็นตัวประหลาด ความคิดสองฝ่ายยิงปืนใหญ่ใส่กันอยู่ในสมอง ฝ่ายแรกเถียงว่าในเมื่อเขามองเห็นผีร้ายได้ มันก็เป็นความรับผิดชอบของเขาที่จะปกป้องเธอ แต่ความคิดอีกฝ่ายกลับบอกให้เขาปล่อยเลยตามเลย เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีใครเชื่อ และถูกคาดโทษเอาไว้แล้ว เขาจะยอมให้ผีร้ายตนเดียวปิดทางอนาคตของเขางั้นหรือ....

 

            ในที่สุด จ้าดก็ตัดสินใจปล่อยเลยตามเลยและนั่งลงทำข้อสอบต่อ อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด ในเมื่อไม่มีใครเชื่อเขา เขาก็คงทำอะไรไม่ได้....

 

            เสียงกระอักกระไอจากด้านหลังกระชากเด็กหนุ่มให้หันขวับกลับไปทั้งที่ยังทำข้อสมดุลกลไม่เสร็จ แล้วเขาก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นมือผอมแห้งของผีร้ายบีบลำคอขาวของเด็กสาวผมบ๊อบแน่น ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยว ลิ้นจุกปาก ดวงตาถลนราวกับจะหลุดออกมานอกเบ้าเมื่อเธอพยายามหายใจผ่านหลอดลมที่ถูกปิดกั้นอย่างสุดชีวิตจนเกิดเสียงครืดคราดน่าขนลุก นักเรียนรอบๆรวมทั้งจ้าดลุกพรวดตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่เสียงเฉียบขาดของอาจารย์หนุ่มผู้คุมสอบทำให้พวกเขาหยุดชะงัก

 

            “นักเรียนอยู่ในความสงบ ! อย่าลุกออกจากที่นั่งไม่งั้นจะถือว่าทุจริตการสอบ ! ไม่ต้องกังวล เรามีหน่วยพยาบาลเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว !

 

            ไม่กี่วินาทีต่อมา กลุ่มคนในชุดขาวสามคนก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องก่อนจะปราดเข้าไปหาเด็กสาวเคราะห์ร้ายซึ่งบัดนี้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียว มือทั้งสองของเธอตะกุยตะกายลำคออย่างทุรนทุราย เจ้าหน้าที่พยาบาลคนหนึ่งควานหายาขยายหลอดลมก่อนจะพ่นเข้าไปในปากเธอ แต่ก็ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่มีอะไรดีขึ้น ซึ่งจ้าดไม่ประหลาดใจเลย เขายังคงเห็นผีร้ายนั่งคร่อมบนร่างเหยื่อสาว มือเกร็งบีบคอแน่นราวกับจะหักให้รู้แล้วรู้รอด แม้กระทั่งเมื่อบุรุษพยาบาลสามคนช่วยกันอุ้มเธอออกจากห้อง ร่างสีเทาอมเขียวก็ยังคงนั่งคร่อมอยู่บนตัวเธอจนกระทั่งลับสายตา แต่เขาก็ไม่กล้าลุกออกไปช่วยเธอ.....

 

            อาจารย์ผู้คุมสอบยืนนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ขณะนักเรียนนั่งกันตัวแข็งทื่อ แทบไม่มีใครมีกะจิตกะใจทำข้อสอบอีกต่อไปแล้วหลังจากถูกรบกวนสามครั้งติดๆกันในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที และหลังจากเหตุการณ์ชวนผวาเมื่อครู่....

 

            “เอาล่ะนักเรียนผู้เข้าสอบทุกคน” อาจารย์หนุ่มพยายามคุมเสียงให้เรียบแม้จะยังคงตื่นเต้นกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย “เห็นว่าพวกคุณถูกรบกวนสมาธิ ผมจะต่อเวลาทำข้อสอบให้คุณเป็นพิเศษห้านาที จากหมดเวลาเที่ยงเป็นหมดเวลาเที่ยงห้านาที ตกลงมั้ย”

 

            ไม่มีใครคัดค้านแม้ทุกคนจะรู้ดีว่าต่อเวลาแค่ห้านาทีนั้นไม่คุ้มกับเวลาและสมาธิรวมทั้งขวัญที่เสียไป แต่ก็ไม่มีใครอยากเสียเวลาต่อรองเพิ่ม ห้องสอบกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้งอย่างรวดเร็วเมื่อแทบทุกคนก้มหน้างุดลงไปใส่ใจกับข้อสอบอีกครั้ง

 

            แต่จ้าดยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาตี่จ้องเป๋งไปยังระหว่างขาเก้าอี้ตัวข้างหน้า ดูจากสถานการณ์แล้ว เขาไม่คิดว่าเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายจะรอด

 

            และหากเธอไม่รอดขึ้นมาจริงๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขา.....

 

 

            “จ้าด จ้าด ได้ยินว่ามีคนในห้องจ้าดเข้าโรงพยาบาลเหรอ !?

            เด็กสาวหน้าคมยิงคำถามใส่เพื่อนหนุ่มทันทีที่เจอเขานั่งอยู่ที่โต๊ะในโถงใต้ตึกหลังจากหมดเวลาสอบ แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ เพียงพยักหน้าช้าๆ ฟ้ารู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

 

            “จ้าด เป็นอะไรไป”

            “ฟ้า เราเห็นผีทำร้ายผู้หญิงคนนั้น” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงแผ่วเบาจนเด็กสาวต้องเงี่ยหูเข้าไปฟังใกล้ๆ “เราเห็นผีบีบคอเขา ตอนที่เขาถูกหามออกไปผีตนนั้นก็ยังบีบคออยู่ เรากลัว.... เรากลัวว่าเขาจะไม่รอด....”

            “เอ้ย !?” ฟ้าดูเป็นกังวลขึ้นมาทันที “แล้วไม่มีคนอื่นเห็นเลยเหรอ”

            “ไม่มีเลย” จ้าดส่ายหน้า “แปลกมาก แม้แต่อาจารย์ก็ไม่เห็น ตอนที่เราเห็นผีมันจะทำร้ายผู้หญิงคนนั้นเราโวยวายตั้งสองหน แต่ก็ไม่มีใครเห็น อาจารย์ก็นึกว่าเราคิดไปเองจนเกือบจะตัดสิทธิ์สอบ พอผู้หญิงคนนั้นโดนทำร้ายขึ้นมาจริงๆ เราเลยไม่ได้ช่วย..... เรามันเห็นแก่ตัวมากเลยใช่มั้ยฟ้าที่ทำแบบนี้ มองข้ามชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งแค่เพื่อข้อสอบ.... เรามันแย่จริงๆ....”

 

            เด็กหนุ่มก้มหน้าลง ริมฝีปากเม้มแน่นพอๆกับมือที่กำหมัดสั่นระริก เขาดูเครียดมากจนเด็กสาวหน้าคมต้องลูบหลังปลอบเบาๆ

 

            “ไม่หรอกเว้ย จ้าดทำดีที่สุดแล้ว อุตส่าห์ลุกขึ้นโวยตั้งสองหน เป็นเรานะ ถ้าเกิดโวยหนแรกแล้วไม่มีใครเชื่อคงปล่อยเลยตามเลยไปแล้วล่ะ”

            “แต่เรากลัว.... เรากลัวจริงๆนะฟ้า ว่าเขาจะไม่รอด....” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ยิ่งเบาลงไปอีก “ถ้าเขาไม่รอด ส่วนหนึ่งมันก็เป็นความผิดของเรา....”

 

            “ก็ไปดูสิว่าเปิ้นรอดหรือบ่รอด”

            จ้าดสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูจากด้านหลัง กล้วยนั่นเอง เธอเดินอ้อมโต๊ะมายืนอยู่เบื้องหน้าสหายมนุษย์ทั้งสอง ใบหน้าจืดมีแววเครียดและเอาจริงเอาจังฉายชัด

 

            “หมายความว่าไง ไปดู’” เด็กหนุ่มหน้าดุย้อนถาม “เรายังไม่รู้เลยนะว่าเขาถูกส่งไปโรงพยาบาลไหน”

            “จากที่นายอู้มา อาการเปิ้นน่าจะหนักอยู่ คงไม่ส่งไปโรงพยาบาลได๋ไกลมากนักหรอก”

            “กล้วยจะบอกว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยตานนะคอนเหรอ” ฟ้าขมวดคิ้วถามเพื่อนสาว

            “ข้าเจ้าว่าจะอั้นเน่อ” ตานีสาวตอบ “จะไดๆข้าเจ้าว่าหมู่เฮาไปดูที่นั่นก่อนดีกว่า อีกอย่าง โรงพยาบาลสมัยนี้ก็น่าจะเช็กกับโรงพยาบาลอื่นทางอินเตอร์เน็ตได้อยู่แล้ว ไปถามที่นั่นเลยจะเร็วที่สุด”

            “ก็ได้ งั้นไปเหอะ”

 

 

            “ผู้ป่วยหายใจไม่ออกที่เข้ามาตอนประมาณแปดโมงนิดๆเหรอคะ”

            พยาบาลสาวหน้าตาสะสวยใส่เสื้อสีขาวทวนคำก่อนจะหันกลับไปคลิกเมาส์ของคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า ขณะสองมนุษย์หนึ่งตานีรอคอยด้วยใจระทึก จ้าดพยายามเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลาเผื่อว่าจะมีบุรุษพยาบาลคนไหนเข็นเตียงของเด็กสาวผมบ๊อบใส่แว่นคนนั้นมา แต่ก็ไม่มีเลย

 

            “น่าจะยังอยู่ในห้องไอซียูค่ะ” ในที่สุด พยาบาลสาวก็หันมาตอบ

            “ห้องไอซียูไปทางได๋เจ้า ข้าเจ้าอยากจะไปหื้อกำลังใจเปิ้นหน่อย”

            “พวกคุณเกี่ยวข้องเป็นอะไรกับคนไข้คะ” หญิงสาวถามกลับ “ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องใกล้ชิดเราคงให้ไปดูถึงหน้าห้องไอซียูไม่ได้นะคะ”

            “พวกผมเป็นเพื่อ....”

            “เป็นญาติเจ้า” กล้วยชิงพูดก่อนที่เพื่อนหนุ่มจะตอบออกมาได้เต็มคำ ศอกที่ถูกเคาน์เตอร์พยาบาลบังมิดถองปั้กเข้าใส่ชายโครงจนหลานชายหมอผีใหญ่ตัวงอ “หื้อข้าเจ้าไปเถอะเจ้า ข้าเจ้าอยากช่วยหื้อกำลังใจเปิ้น”

 

            พยาบาลสาวนิ่งคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ดวงตากลมโตมองสองมนุษย์หนึ่งตานีอย่างพินิจพิเคราะห์ราวกับจะดูเค้าหน้าว่าเป็นญาติกันจริงหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม แม้ใบหน้าของสามสหายจะไม่ละม้ายใบหน้าของเด็กสาวผมบ๊อบใส่แว่นสักคน เธอก็พยักหน้าและชี้ไปยังทางเดินด้านขวามือของเธอ

 

            ฟ้าบอกขอบคุณนางพยาบาลสาว ก่อนที่ทั้งสามจะสาวเท้าไปตามทางเดินสีขาวที่ทอดไปตามความยาวของตัวตึก ห้องฉุกเฉินมองเห็นอยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตรที่ปลายระเบียง ที่ม้านั่งหน้าห้อง ชายวัยกลางคนผมสีดอกเลาใส่แว่นนั่งก้มหน้า แขนซ้ายโอบไหล่หญิงวัยไล่เลี่ยกันที่สะอึกสะอื้นจนตัวโยน สามสหายชะงักด้วยคิดว่าไม่ควรจะไปรบกวนพ่อแม่ผู้กำลังตกอยู่ในห้องแห่งความโศกเศร้าและวิตกกับวลอย่างถึงที่สุดเช่นนี้

 

            แต่ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรต่อไปได้ ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก ชายในชุดขาวเดินออกมาช้าๆ ตรงกันข้ามกับพ่อและแม่ของเด็กสาวเคราะห์ร้ายที่พุ่งเข้าหาเขาทันทีราวกับกระสุน .50BMG พุ่งออกจากปากกระบอกกล้วย ขณะเสียงสั่นเครือละล่ำละลักถามรัวเร็วราวกับกระสุนปืนกล

 

            “หมอคะ หมอ ลูกสาวดิฉันปลอดภัยใช่มั้ยคะ ใช่มั้ยคะหมอ !?

 

            ฝ่ายตรงข้ามถอดผ้าปิดปากออก ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วเบาจนสามสหายแทบไม่ได้ยิน

 

            “หมอเสียใจด้วยครับ เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว.....”

 

            หญิงวัยกลางคนทรุดตัวลงกับพื้นปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ในขณะที่ชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งอย่างหมดแรง มือทั้งสองยกขึ้นปิดหน้า เบื้องหลังฝ่ามือนั้น สองมนุษย์หนึ่งตานีได้ยินเสียงร้องแห่งความโศกเศร้าและทุกข์ระทมที่สุดในชีวิตดังลอดออกมาเบาๆ.....

 

            “คนไข้ขาดอากาศหายใจนานเกินไป สมองของเขาตายแทบจะทุกส่วนแล้วตอนที่ส่งมาถึงที่นี่ กล้ามเนื้อหัวใจก็ตายไปด้วยบางส่วน เราทำได้แค่ดึงชีวิตเขาไว้ แต่อาการก็แย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง....”

            เสียงของหมอเหมือนเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านไป ขณะบุรุษพยาบาลในชุดสีเขียวค่อยๆเข็นเตียงคนไข้ออกมาช้าๆ ร่างที่นอนหลับตาเหยียดยาวอยู่บนเตียงนั้นคุ้นตาหลานชายหมอผีใหญ่เหลือเกินด้วยเพิ่งจะพบกันเมื่อไม่ถึงสามชั่วโมงที่ผ่านมา แต่บัดนี้กลับซีดขาวและไร้ชีวิต บนใบหน้ามีผ้าสีขาวคลุมเอาไว้ พ่อแม่้ของเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายโผเข้ากอดเธอ พยายามเขย่าร่างเธอราวกับจะบังคับให้วิญญาณของเธอกลับเข้าร่างที่เสียสมรรถภาพในการมีชีวิตอยู่ไปแล้วอีกครั้ง แต่ไร้ผล ร่างนั้นยังคงนิ่ง ขาวซีด และเย็นเยียบ.....

 

            ความสงสารและเศร้าสลดอัดแน่นอยู่ในอกแบนๆของฟ้าด้วยเช่นกัน เธอเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาดี ลูกสาวกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย กำลังเป็นความหวังอันรุ่งโรจน์ของพ่อแม่ แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างกะทันหันแบบนี้ มีพ่อแม่คนไหนบ้างจะไม่เสียใจ.....

 

            แต่ในทันใด อะไรบางอย่างบนลำคอของเด็กสาวเคราะห์ร้ายก็เตะดวงตาคมเข้าอย่างแรง รอยคล้ำเป็นจ้ำสีม่วงราวกับถูกอะไรบีบมองเห็นได้ชัดเจน แต่ดูเหมือนคณะแพทย์ผู้มุ่งแต่จะช่วยชีวิต และพ่อแม่ผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าโศกจนไม่มีกะจิตกะใจจะมองอะไรอีกแล้วคงมองไม่เห็น ฟ้าสบตากล้วยซึ่งมองตอบมาด้วยสายตาที่มีความหมายเดียวกัน ทั้งสองรอจนหมอ พยาบาลและพ่อแม่ของเด็กสาวเคราะห์ร้ายเดินออกไปจนพ้นระยะการได้ยิน ก่อนที่เด็กสาวหน้าคมจะเอ่ยขึ้น

 

            “คนหายใจไม่ออกธรรมดาไม่น่ามีรอยแบบนั้นอยู่ที่คอนะ”

            “ฮื่อ” ราชินีตานีตอบในลำคอ ดวงตาเรียวยังคงมองตามเตียงคนไข้ที่ค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆ “นายคึดว่าจะไดจ้า.... จ้าด เป็นอะหยัง !?

 

            เด็กสาวหน้าจืดอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นหลานชายหมอผีใหญ่ทรุดลงไปนั่งกับพื้น กราบขบกันแน่นจนเป็นสันนูน พอๆกับมือทั้งสองที่กำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกลงไปในเนื้อ

 

            “มันเป็นความผิดของเรา.....” จ้าดพึมพำ “มันเป็นความผิดของเราเองที่เขาต้องตาย ถ้าเราช่วยขวางผีตนนั้นเอาไว้เขาก็คงไม่โดนแบบนี้.....”

            “ไม่เอาน่าจ้าด” เด็กสาวหน้าคมนั่งลงลูบหลังปลอบเพื่อนหนุ่ม “ก็บอกแล้วไงว่าจ้าดทำดีที่สุดแล้ว จ้าดก็มีหน้าที่ของจ้าด ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกน่า”

            “แต่ระหว่างการสอบกับชีวิตคน อะไรมันสำคัญกว่ากันล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับ “ชีวิตคนอยู่แล้วถูกมั้ย แต่เรากลับเลือกการสอบ เรากลับกลัวว่าถ้าโวยวายหรือช่วยเขาอีกครั้งเราจะหมดสิทธิ์สอบ เราเอาผลประโยชน์ของตัวเองมาก่อนชีวิตคนอื่น แบบนี้ไม่เรียกเห็นแก่ตัวแล้วจะเรียกอะไร !?

 

            ฟ้าเงียบอย่างไม่รู้จะตอบเพื่อนหนุ่มว่าอะไรดี ได้แต่ลูบหลังปลอบโยนเขาเท่านั้น ขณะกล้วยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เด็กหนุ่มพร่ำบอกเธอว่าอย่าโทษตัวเอง แต่ยามนี้เขากลับทำเสียเอง ตานีสาวคุกเข่าลงที่อีกด้านของเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ

 

            “จ้าด นายฮู้สึกผิดแม่นก่อ”

            “แน่สิ” จ้าดตอบเสียงหนัก “ถ้าไม่รู้สึกผิด เราก็คงไม่ใช่คนแล้ว”

            “นายอยากแก้แค้นหื้อผู้สาวคนนั้นก่อ”

            “แก้แค้น ?” เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวอย่างงุนงง “กล้วยหมายความว่า....”

            “บ่ายนี้ข้าเจ้าจะยิงเปิ้นทิ้ง” กล้วยตอบเสียงเรียบ “ถ้านายอยากแก้แค้นหื้อผู้สาวเปิ้น ก็มาช่วยข้าเจ้าด้วยละกัน พอดีวันนี้นางมาบ่ได้เพราะติดอีกงานนึง”

            “ได้สิ ได้แน่นอน !” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าตกลงทันที “ว่าแต่ทำไม....”

            “เรามาด้วยได้มั้ย” เด็กสาวหน้าคมแทรกขึ้นก่อนที่เพื่อนหนุ่มจะทันได้ถาม “เราก็ทนดูคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตายไปแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน”

            “ถ้าฟ้าว่างก็มาได้ งานนี้ข้าเจ้าว่าอาจจะต้องใช้คนเยอะกว่าปกติ” กล้วยตอบ “หมู่เฮากลับบ้านไปกินข้าวแล้วก็เปลี่ยนชุดกันก่อนดีกว่า รบในชุดนักเรียนนี่ข้าเจ้าว่ามันทะแม่งๆ อีกอย่าง ข้าเจ้าก็บ่ได้เอากล้วยมาด้วย แล้วสักสามโมงค่อยมาเจอกันที่ประตูเขียวของมหาวิทยาลัย ตกลงก่อ”

            “ได้ งั้นไปเหอะ นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว”

 

            สองมนุษย์หนึ่งตานีเดินออกจากโรงพยาบาล ก่อนจะแยกกันที่สถานีรถไฟฟ้าคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอน ฟ้าขึ้นรถสายรอบเมืองเพื่อกลับบ้านซึ่งอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยสามเงาทางตะวันตกของเมือง ขณะกล้วยและจ้าดขึ้นรถสายใจกลางเมืองเพื่อต่อรถอีกสายกลับบ้าน จากในรถ กล้วยมองออกไปยังตัวตึกสีขาวคาดเขียวของอาคารตานรำลึกซึ่งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือเรือนยอดไม้สีเขียวในมหาวิทยาลัยตานนะคอน ดวงตาเรียวหรี่ลงพร้อมกับส่องประกายสีเขียวสว่าง ราวจะเขม้นมองหาผีร้ายตนนั้นจากระยะเกือบหนึ่งกิโลเมตร....

 

            ในเมื่อกล้ามาล้วงคองูเห่าถึงที่ ก็ต้องโดนงูเห่าฉกกลับซะบ้าง.....

 

 

            ท้องฟ้ายามบ่ายสามกลางฤดูหนาวดูโพล้เพล้ราวกับหกโมงเย็น กล้วยและจ้าดขึ้นจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมาท้าหิมะที่ตกหนักและลมหนาวเย็นเฉียบอุณหภูมิลบยี่สิบห้าองศาเซลเซียสอยู่หน้าประตูเขียวซึ่งเป็นประตูที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิทยาลัยตานนะคอน แม้จะเป็นจุดนัดพบที่เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ แต่ยามนี้หน้าซุ้มประตูไม้สูงเกือบสี่เมตรกลับไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักสำหรับวันที่ทั้งมืดครึ้้มทั้งหนาวเหน็บเช่นนี้

 

            “เออกล้วย ว่าจะถามตั้งแต่กลางวันแล้ว” จ้าดซึ่งห่อตัวเองอยู่ในเสื้อกันหนาวสีดำตัวหนาปึ้กของเขาเอ่ยถามเพื่อนสาวซึ่งยืนพิงเสาป้ายรถเมล์อยู่ข้างๆ “ทำไมวันนี้รีบจัง ปกติกล้วยจะปราบผีตอนกลางคืนไม่ใช่เหรอ”

            “เพราะปกติหมู่เฮาเรียนกันไง การบ้านก็ต้องยะ อีกอย่าง ส่วนใหญ่หมู่เฮาได้รับแจ้งผีหลอกตอนกลางคืนด้วย” ตานีสาวตอบ เธอดูทะมัดทะแมงกว่าเพื่อนหนุ่มมากด้วยใส่เพียงชุดตะเบงมานคอมมานโดพรางหิมะซึ่งกันหนาวให้เธอได้สบายๆ “แต๊ๆแล้วปราบผีตอนกลางวันหรือตอนโพล้เพล้แบบนี้ง่ายกว่าตอนกลางคืนเยอะ เพราะกลางคืนมันมืด ผีร้ายใช้พลังงานบ่ต้องมากก็ปรากฏตัวหื้อมนุษย์เห็นได้แล้ว ก็เลยมีพลังงานเหลือหื้อใช้หลอกหลอนได้นานกว่า ผีบางตนยังมีพลังเพิ่มขึ้นตอนกลางคืนด้วยซ้ำ”

            “งั้นแบบนี้ก็แปลว่าผีตนนี้ต้องมีพลังมากเลยงั้นสิ กล้วยถึงได้รีบแบบนี้” หลานชายหมอผีใหญ่เดา “อีกอย่าง ผีธรรมดาก็ไม่น่าจะซ่อนตัวเองจากสายตาคนตานนะคอนได้แบบนั้นด้วย”

            “กลับกัน ข้าเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่าผีร้ายตนนั้นบ่ได้มีพลังเท่าได๋หรอก”

            “อ้าว” จ้าดหันมองเพื่อนสาวอย่างงุนงง “แน่ใจได้ยังไง”

            “ก็เพราะ.... อ้าว นั่น ฟ้ามาพอดี”

 

            การสนทนาหยุดไปชั่วครู่เมื่อรถประจำทางคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ป้ายห่างจากทั้งสองไปไม่กี่เมตรก่อนที่เด็กสาวหน้าคมจะกระโดดลงจากรถ ฟ้าอยู่ในชุดเสื้อกันหนาวสีฟ้าที่หนาพอๆกับของหลานชายหมอผีใหญ่ กางเกงวอร์มที่ปูดออกมาบริเวณเข่าบอกชัดว่าเธอคงใส่สนับเข่ามาเรียบร้อยแล้ว

 

            “ยะหยังมารถเมล์ล่ะฟ้า” กล้วยเอ่ยถามเพื่อนทันทีที่เธอเดินมาถึงตัว

            “ขี้เกียจเดินฝ่าหิมะไปขึ้นรถไฟใต้ดิน” เด็กสาวหน้าคมตอบ “หิมะสูงเกือบถึงเอวแล้วตอนที่เราออกจากบ้าน”

            “เขตสามเงาไม่มีคนกวาดหิมะให้เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามบ้าง “ขนาดเขตบ้านเราหลังเขากว่าสามเงายังมีรถกวาดหิมะกวาดให้ทุกสองชั่วโมงเลยนะ”

            “ไม่รู้สิ” ฟ้าตอบง่ายๆ “ไปกันเลยมั้ย”

            “อื้ม จะอั้นก็ไปกันเถอะ”

 

            มหาวิทยาลัยตานนะคอนที่เคยมีชีวิตชีวาและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนดูราวกับอีกโลกหนึ่งในยามวิกาล ตึกสูงและต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมให้เงาครึ้มในยามกลางวัน บัดนี้มืดมิดและทอดเงายาวเหยียด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือวิญญาณที่มีให้เห็นอยู่ในทุกที่ด้วยอายุร้อยสามสิบห้าปีของมหาวิทยาลัย บางตนนั่งห้อยขาอยู่บนระเบียงตึก บางตนยืนซุ่มอยู่ในเงามืดราวกับโจรเตรียมจะตะครุบเหยื่อ และหลายตนก็เดินไปเดินมาราวกับเป็นนักศึกษาเสียเอง

 

            “หวาย.... ผีเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” ฟ้าผู้กลัวภูตผีปีศาจหน้าตาน่ากลัวเข้ากระดูกดำอดหวั่นๆไม่ได้ “ถ้าพวกมันเกิดรักพวกพ้องแล้วรุมพวกเราขึ้นมาจะทำไงดีล่ะกล้วย.....”

            “คงบ่หรอก” เด็กสาวหน้าจืดกระซิบตอบด้วยผีนักศึกษาร่างซีดขาวตนหนึ่งเดินเฉียดผ่านไปพอดี “ส่วนใหญ่ผีที่อยู่ในนี้ก็ผีศิษย์เก่าไม่ก็อาจารย์ทั้งนั้น บ่ยะอะหยังหมู่เฮาหรอก”

            “แล้วกล้วยแน่ใจได้ยังไงว่าผีร้ายตนนั้นไม่ได้มีพลังอะไรมาก” หลานชายหมอผีใหญ่ย้ำคำถามเดิมที่ยังคงไม่ได้คำตอบ “สรุปแบบนั้นจะไม่ประมาทเกินไปเหรอ”

            “กล้วยพูดแบบนั้นเหรอ” เด็กสาวหน้าคมเหลียวมองเพื่อนสาวอย่างประหลาดใจ

            “แม่น” กล้วยพยักหน้า “ที่ข้าเจ้าอู้จะอั้นก็เพราะผีตนนั้นใช้วิธีบีบคอทำร้ายเหยื่อ ผีที่มีพลังมากๆบ่ยะกันหรอกเพราะมันทิ้งร่องรอยไว้ ถ้าเกิดตานีหรือหมอผีคนได๋ตามเจอล่ะก็ซวยแน่”

            “แล้วทำไมผีตนนั้นถึงต้องทำร้ายผู้หญิงคนนั้นด้วย” ฟ้าถามต่อ

            “นี่ล่ะที่ข้าเจ้าบ่ฮู้” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงเรียบ “วิญญาณที่มีพลังไม่มากแบบนั้นน่าจะเป็นวิญญาณที่อยู่ติดที่ แต่ดูจากชุดนักเรียนผู้สาวคนนั้นก็บ่ได้อยู่โรงเรียนแถวๆนี้ และเวลาก่อนสอบก็บ่น่าพอหื้อเปิ้นยะอะหยังเป็นการลบหลู่หรือสร้างความแค้นหื้อผีร้ายตนนั้นเลยด้วย หรือถ้าจะอู้ว่าผีตนนั้นรำคาญที่มีคนมาเยอะ พอจ้าดโวยวายครั้งนึงแล้วก็บ่น่าจะยึดติดกับเป้าหมายเดิม คนในห้องสอบมีอีกตั้งเยอะแยะ”

            “เป็นไปได้มั้ยที่จะ.... มีใครสั่งผีตนนั้นมาฆ่าเขา” จ้าดออกความเห็นบ้าง

            “ยาก” ตานีสาวส่ายหน้า “การจะสั่งผีสักตนไปยะอะหยังนอกสถานที่ ผีตนนั้นต้องมีพลังสูงพอที่จะเอาชนะผีเจ้าถิ่นได้ เพราะวิญญาณก็เหมือนมนุษย์ จะเข้าจะออกที่ได๋ก็ต้องได้รับอนุญาต หรือบ่อั้นก็ต้องฝ่าเข้าไป ยิ่งเป็นที่ที่มีวิญญาณพลังสูงๆอยู่เยอะๆอย่างมหาวิทยาลัยนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ระดับผีที่ใช้อย่างอื่นฆ่าคนบ่ได้นอกจากมือตัวเองเข้ามาบ่ได้หรอก ข้าเจ้าเลยคึดว่าผีตนนี้น่าจะเป็นวิญญาณที่อยู่ติดที่มากกว่า”

            “อีกอย่างนะจ้าด ใครจะแค้นนักเรียนอายุประมาณเราถึงขนาดสั่งฆ่าได้ล่ะ” ฟ้าเสริม

            “ข้าเจ้าว่าเราไปถามผีตนนั้นเองเลยดีกว่า” กล้วยตัดบท “เพราะคราวนี้ข้าเจ้าก็สงสัยเหมือนกัน คงบ่ยิงเปิ้นหื้อตายในนัดเดียวอยู่แล้ว”

            “เอางั้นเลยเหรอกล้วย” ดวงตาคมของเด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “จะไม่อันตรายเกินไปเหรอ”

            “ข้าเจ้าจะยะหื้อปลอดภัยที่สุดละกัน”

 

            พูดจบ สองมนุษย์หนึ่งตานีหนุ่มก็เลี้ยวหัวมุมตึกออกมาเจอคณะอักษรศาสตร์พอดี อาคารตานรำลึกสูงยี่สิบห้าชั้นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกเขา โอบล้อมด้วยต้นสนใหญ่ที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นชั้นล่างๆของตัวอาคาร ที่แน่ๆ มันบังห้อง 40118 ซึ่งเป็นห้องสองของจ้าดและห้องที่ผีตนนั้นสิงอยู่จนมิด

 

            “แบบนี้จะซุ่มยิงได้เหรอกล้วย” จ้าดกระซิบถามเพื่อนสาวอย่างกังวล “ต้นสนหนาทึบขนาดนั้น ไอ้เราตอนออกมาก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะสังเกตซะด้วย”

            “บ่ฮู้” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้า น้ำเสียงของเธอแฝงความกังวลใจเอาไว้พอๆกับอีกฝ่าย “ข้าเจ้าลองหาตำแหน่งซุ่มยิงดูก่อน เผื่ออาจจะมีบางมุมที่ต้นสนไม่บังก็ได้”

 

            โดยปกติแล้ว กล้วยมักจะมาดูสถานที่ก่อนปฏิบัติการทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ และตานีสาวก็หงุดหงิดตัวเองอยู่ไม่ใช่น้อยที่ไม่ยอมดูลาดเลาสถานที่ซุ่มยิงให้ดีก่อน นอกจากอาคารตานรำลึกแล้ว ในบริเวณนั้นไม่มีตึกสูงอยู่ใกล้ๆเลยแม้แต่แห่งเดียว อาคารสี่ชั้นของภาควิชาภาษาฮิมิตสึเป็นแห่งเดียวที่พอจะใช้ซุ่มยิงได้ แต่ด้วยความสูงเพียงแค่นั้นดงต้นสนก็ยังคงบังมิด ซ้ำร้ายยังอยู่คนละมุมจนแทบจะมองไม่เห็นห้อง 40118 เสียด้วย

 

            “ซุ่มยิงกับพื้นหรือบนต้นไม้ไม่ได้เหรอกล้วย” เด็กสาวหน้าคมเสนออย่างหมดหนทาง

            “ถ้าเป็นปกติข้าเจ้าคงยิงกับพื้นไปแล้ว แต่ที่นี่เสี่ยงเกินไป ข้าเจ้ากลัวคนมาหัน” กล้วยตอบหนักๆ “และแรงถีบของกล้วยกระบอกนี้ก็บ่แม่นน้อย ถ้าขึ้นไปยิงบนต้นไม้ได้ตกลงมากองกับพื้นแน่”

            “แล้วจะทำยังไง” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วถาม “จะบุกเข้าไปเหรอ”

            “ก็คงซุ่มยิงจากตรงนั้นนั่นแหละ” ตานีสาวพูด ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นใบหน้างุนงงของเพื่อนทั้งสอง “บ่ต้องห่วงหรอก ข้าเจ้ามีวิธีอยู่แล้ว”

 

            ห้านาทีต่อมา หลังจากตะกายขึ้นบันไดหนีไฟของอาคารภาควิชาภาษาฮิมิตสึมาจนถึงดาดฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมด อันประกอบด้วยกล้วยติดกล้องเล็งแบบสแกนพลังงานวิญญาณ ขาทราย กล้องส่องทางไกลที่ติดอุปกรณ์สแกนพลังงานวิญญาณสองตัว และอุปกรณ์วัดทางลมเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามสหายก็เข้าประจำที่ ฟ้ารับหน้าที่ถือกล้องส่องทางไกลคอยเฝ้ามองยามของมหาวิทยาลัยซึ่งอาจสังเกตเห็นพวกเขาเมื่อไหร่ก็ได้ จ้าดประจำตำแหน่งที่อุปกรณ์วัดทางลม ขณะกล้วยขยับตัวให้ปืนไรเฟิลกระบอกเขื่องของเธอประทับบ่า ดวงตาเรียวมองผ่านกล้องเล็งไปยังเงาร่างเลือนรางเกือบสิบร่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอาคารสูงตระหง่านเบื้องหน้า.....

 

            “เอ่อ.... กล้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุเอ่ยขึ้นอย่างลังเล เขารู้ว่าเพื่อนสาวจะโกรธมากหากมีใครรบกวนสมาธิขณะเตรียมยิง แต่ยามนี้เรื่องที่อยากรู้รบกวนจิตใจเขาเกินกว่าจะรอได้

            “อะหยัง !?” ตานีสาวถามกลับเสียงห้วน ทำเอาจ้าดสะอึก แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ทำใจดีสู้กล้วยถามออกไป

            “วิธีที่กล้วยว่ามันคืออะไรกันแน่ จะยิงทะลุทั้งต้นสนทั้งผนังตึกได้เหรอ ถึงจะบอกว่าใช้กระสุนพลังงานวิญญาณก็เถอะ”

 

            ราชินีตานีไม่ตอบ หากมือหยิบกระสุนนัดหนึ่งในกระเป๋าชุดตะเบงมานคอมมานโดออกมา มันเป็นกระสุนนัดใหญ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วเหมือนกระสุนแบบอื่นๆของเธอ แต่หัวกระสุนเปล่งแสงสีน้ำเงินเรืองรองจนแสบตา มองดูราวกับรังสีที่ออกมาจากแกนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

 

            “นี่เป็นกระสุนพลังงานวิญญาณแบบความเข้มข้นสูง” กล้วยอธิบาย ดวงตาเรียวยังคงมองผ่านกล้องเล็งตรงไปยังอาคารตานรำลึก “กระสุนพลังงานวิญญาณทุกแบบจะมีการสูญเสียพลังงานให้สสารที่มันทะลุผ่าน กระสุนนี้อัดความเข้มข้นของพลังงานวิญญาณหื้อสูงเป็นพิเศษ จะได้มีอำนาจทะลุทะลวงมากขึ้น บ่สลายไปซะก่อน”

            “อ้าว ถ้ามีแบบนี้ก็ไม่เห็นจะต้องกังวลเรื่องโดนบังเลยนี่” เด็กสาวหน้าคมละสายตาจากกล้องส่องทางไกลมาท้วงเพื่อน

            “มันบ่ได้ง่ายจะอั้นเน่อ ถึงจะบอกว่ามีพลังทะลุทะลวงสูงขึ้น แต่พลังงานที่เหลือก็บ่แม่นว่าจะแรงอะหยังนัก ข้าเจ้าเคยเจอวิญญาณตนนึงโดนเข้าไปยี่สิบกว่านัด แกนวิญญาณเปิ้นก็ยังบ่เป็นอะหยังเลย ข้าเจ้าถึงกังวลจะได และที่ข้าเจ้าอยากได้คนเยอะๆก็เพราะจะอี้เหมือนกัน เผื่อว่าผีร้ายเปิ้นจะหนีหรือจู่โจมหมู่เฮา”

            “อ๋อ เข้าใจ....”

 

            “จ้าด ผีร้ายตนนั้นแม่นผีผู้ชายร่างผอมๆ ชอบนั่งแทะเล็บแม่นก่อ !?

            จู่ๆเสียงของกล้วยก็เปลี่ยนเป็นเฉียบขาดเมื่อเธอมองเห็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นเป้าหมายอยู่ในห้อง 40118 ไวเท่าความคิด จ้าดฉวยกล้องส่องทางไกลอีกตัวที่วางอยู่ที่พื้นมาแนบตาก่อนจะมองไปยังทิศเดียวกับเพื่อนสาว แล้วเด็กหนุ่มก็พยักหน้า

 

            “ตนนั้นแหละกล้วย ยืนยันเป้าหมาย”

            “ขอลม !

            “ศูนย์ หนึ่ง สอง หนึ่ง เก้า”

 

            ขาดคำ ปืนไรเฟิลกระบอกยักษ์ก็ลั่นเปรี้ยง จ้าดทันเห็นกระสุนพุ่งวาบเป็นเส้นสีแดงในกล้องส่องทางไกลของเขาตรงไปเจาะเข้ากลางอกของผีร้ายอย่างแม่นยำราวกับจับวาง แต่แทนที่ร่างของมันจะแหลกสลายกลายเป็นอากาศธาตุเหมือนผีตนก่อนๆ ผีร้ายกลับเพียงงอตัว มือยกขึ้นกุมอกเหมือนเพิ่งถูกต่อยอัดราวนมมา แต่ความเสียหายก็มีเพียงเท่านั้น วินาทีต่อมา ผีร้ายก็ลุกพรวด

 

            “ว่าแล้วเชียวว่าต้องบ่หมดฤทธิ์” กล้วยขบกรามกรอดก่อนจะหันมาสั่งเพื่อนทั้งสองด้วยเสียงเฉียบขาด “ฟ้า จ้าด ระวังตัวเน่อ เปิ้นอาจจะมาเมื่อได๋ก็ได้ !

 

            ราชินีตานีเปลี่ยนท่าจากนอนยิงเป็นลุกขึ้นนั่งคุกเข่าเพื่อเพิ่มความคล่องตัว ขณะเด็กสาวหน้าคมวางกล้องส่องทางไกลในมือลงก่อนจะลุกขึ้นยืน มือทั้งสองกำหมัดตั้งการ์ดขณะขาทั้งสองย่อลงตั้งหลักมั่น พร้อมจะเตะก้านคอผีร้ายทันทีที่มันโผล่ศีรษะล้านๆของมันออกมา จ้าดช้ากว่าเพื่อนสาวทั้งสองเล็กน้อยด้วยตัวใหญ่กว่า มือขวาล้วงปังตอเล่มใหญ่ที่สุดในบ้านออกมาเงื้อเตรียมไว้ ที่เหลือก็แค่รอฝ่ายตรงข้ามปรากฏตัว....

 

            แต่ผ่านไปเกือบสิบวินาที ผีร้ายก็ยังไม่ปรากฏตัว คิ้วบางสองคู่และรกหนาอีกหนึ่งคู่ขมวดเข้าหากันขณะสามสหายมองหน้าสลับกันไปมา เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจหมอบลงกับพื้นก่อนจะยกปืนขึ้นเล็งไปยังอาคารตานรำลึกอีกครั้ง แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างกับภาพเบื้องหน้า....

 

            ผีร้ายในห้อง 40118 ยังคงอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้เคลื่อนที่ในพริบตา หากกำลังย่างสามขุมตรงเข้ามายังอาคารที่หน่วยซุ่มยิงทั้งสามอยู่ มันคงจะดูข่มขวัญไม่น้อยทีเดียวในสายตาของมนุษย์ปกติ แต่สำหรับกล้วยแล้ว นี่เป็นการกระทำที่งี่เง่าเสียจนเธอต้องอ้าปากค้าง....

 

            ทันทีที่เล็งเข้าเป้า สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องก็ลั่นติดต่อกันเก้านัดภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ผีร้ายผู้เพิ่งจะรู้ตัวว่าทำผิดมหันต์พยายามพุ่งตัวลงหมอบหลบหลังต้นสนใหญ่ด้วยท่าทางราวกับทหารมืออาชีพ เมื่อเห็นว่ากระสุนขาดช่วงก็ลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าหาฝ่ายตรงข้ามที่นอกหน้าต่าง แต่ก็ยังช้ากว่าพลซุ่มยิงมืออาชีพที่เปลี่ยนซองกระสุนอย่างรวดเร็วก่อนจะเหนี่ยวไกซ้ำอีกสิบนัดรวด สองนัดพุ่งทะลุแขนทั้งสองของมันไปอย่างง่ายดายราวอากาศธาตุ อีกสามนัดทะลวงเข้าที่ขาจนผีร้ายดวงกุดล้มทั้งยืน และก่อนที่มันจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ปากกระบอกปืนเย็นเฉียบก็ถูกกดลงที่กลางกระหม่อมของมันเสียแล้ว....

 

            “อะ.... ตะ.... ตานี !?” ดวงตาลึกโหลของร่างสีเทาอมเขียวเบิกกว้างจนน่ากลัวว่าหนังแห้งกรังรอบๆจะขาดออกจากกัน “หยะ.... อย่าทำผมเลย.....”

            “จะบ่หื้อยะได้จะได” กล้วยตอบเสียงเย็นชา “ฆ่ามนุษย์อย่างทารุณจะอั้น ถ้าข้าเจ้าปล่อยไว้สิแปลก”

            “กะ.... ก็มีคนสั่งให้ผมทำ !” ผีร้ายละล่ำละลัก “มีหมอผีสั่งผมให้ทำ ! ถ้าผมไม่ทำเขาก็จะฆ่าผม แล้วจะให้ผมทำยังไง !?

            “หมอผี ?” หลานชายหมอผีใหญ่ที่เพิ่งวิ่งตามมาทันทวนคำพลางขมวดคิ้ว “หมอผีคนไหน ใช่สุทัศน์ เลิศดอยแลงรึเปล่า”

            “สุทัศน์ เลิศดอยแลงนี่ใคร” ฟ้าซึ่งเพิ่งวิ่งตามมาทันเช่นกันหันไปถามเพื่อนหนุ่มอย่างงงๆ

            “หมอผีคนที่จับฟ้าไปขังไว้ที่โรงไฟฟ้าแสนคำไง” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ก่อนจะหันไปคาดคั้นกับฝ่ายตรงข้าม “เอ้า ว่าไง ใช่รึเปล่า”

            “ไม่ใช่ หมอผีที่สั่งผมชื่อสมศักดิ์ มาจากเขตภูสี ! มีคนว่าจ้างมัน เป็นเด็กนักเรียนเหมือนเด็กที่ตาย เห็นว่าจ้างเพราะอิจฉาที่เด็กคนนั้นเรียนเก่งกว่า !” ผีร้ายตอบยาวเหยียดด้วยความเร็วสูง “ได้โปรดเถอะ ผมเป็นแค่เครื่องมือของเขา อย่าทำอะไรผมเลย ถ้าจะลงโทษก็ไปลงโทษไอ้หมอผีที่มันสั่งผมแล้วก็คนที่ว่าจ้างหมอผีสิ !

            “นั่นบ่แม่นหน้าที่ของหมู่เฮา” ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ “เป็นหน้าที่ของตำรวจของมนุษย์จะต้องดำเนินการ”

            “แต่ตำรวจจะ.... จะไปทำอะไรได้ !?” ดวงตาลึกโหลเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง “ถึงตำรวจจะเชื่อ แต่ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดเขาอยู่ดี”

            “ก็อู้ไปแล้วว่านั่นบ่แม่นหน้าที่ของข้าเจ้า ข้าเจ้าและตานีทุกตนมีหน้าที่แค่ส่งผีร้ายที่เป็นภัยกับมนุษย์ไปโลกหลังความตายเท่านั้น”

            “แบบนี้ก็ไม่ยุติธรรมสิ !” ความเดือดดาลเริ่มปรากฏในน้ำเสียงหวาดกลัวของผีร้ายเป็นครั้งแรก “ทั้งที่มีคนบังคับให้ผมทำ แต่พอถูกจับได้ผมต้องมาถูกยิงทิ้งทั้งที่คนบงการผมลอยนวลเนี่ยนะ !? บอกให้เอาบุญนะตานี ที่ผีร้ายรวมกลุ่มกันต่อต้านพวกคุณก็เพราะแบบนี้แหละ เพราะเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรมไง ! ทั้งที่บางทีไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยสักนิด แต่กลับต้องมาถูกยิงแบบนี้ ถ้ายังทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆนะ รับรองเผ่าพันธุ์ตานีจะต้องล่มจม......”

 

            สไนเปอร์ไรเฟิลลั่นเปรี้ยง พร้อมกับที่เสียงแหบแห้งของผีร้ายขาดหายไป ปลอกกระสุนทองเหลืองร่วงลงกระทบพื้นดินพร้อมกับหัวที่ถูกเจาะเป็นรูจากกลางกระหม่อมทะลุท้ายทอย ดวงตาลึกโหลเบิกค้าง ก่อนที่ร่างสีเทาอมเขียวจะแตกสลายหายไปในอากาศเย็นเยียบ ทิ้งเอาไว้เพียงรอยตื้นๆบนพื้นหิมะ

 

            กล้วยยืนนิ่ง ปืนกระบอกใหญ่ยังคงค้างอยู่ในท่าจ่อหัวผีร้าย แต่ทั้งหลานชายหมอผีใหญ่และเด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธต่างมองเห็นได้ชัดเจนว่ามันสั่นระริก....

 

            “เอ่อ กล้วย” ฟ้าแตะแขนเพื่อนสาวอย่างเกรงๆ “กล้วย เป็นอะไรรึเปล่า”

            “เปล่าๆ บ่เป็นอะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดสะบัดมืออีกฝ่ายออกเบาๆ “ไปกันเถอะ มืดแล้ว”

            “กล้วย เราเข้าใจนะว่ากล้วยโกรธผีตนนั้นที่มันพูดแบบนั้นออกมา” จ้าดเอ่ย “แต่....”

            “เงียบเถอะบ่าจ้าดง่าว !” ราชินีตานีกระชากเสียง ก่อนจะหันหลังกลับและสาวเท้าเดินจากไปโดยไม่มองหน้าเด็กหนุ่ม “ไปเก็บของ ปิ๊กกันได้แล้ว !

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมมองหน้ากัน ก่อนจะออกวิ่งเหยาะๆตามเพื่อนสาวไป คำพูดสุดท้ายของผีร้ายยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของจ้าด

 

            บางที มันอาจจะพูดถูก

            และถ้ามันพูดถูกแล้วล่ะก็ ปัญหาที่กล้วยกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่.....

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

*สมดุลกล คือเนื้อหาที่ว่าด้วยแรงที่กระทำต่อวัตถุที่อยู่ในสภาพสมดุล คือผลรวมของแรงและโมเมนต์ทั้งหมดทุกทิศทุกทางเป็นศูนย์ ตัวอย่างปัญหาของสมดุลกลเช่นกล่องตั้งอยู่บนพื้นเอียงและให้หาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานที่จะทำให้กล่องไม่ไหลลงมาได้

 

**แผนภาพวัตถุอิสระ (Free Body Diagram – FBD) เป็นการเขียนแผนภาพแบบหนึ่งในฟิสิกส์ ซึ่งวัตถุที่ส่งแรงมากระทำต่อวัตถุที่สนใจจะถูกเขียนแทนด้วยแรงและทิศทางของแรง ทำให้วิเคราะห์โจทย์ได้ง่ายขึ้น เช่นหากมีกล่องหนึ่งกล่องถูกแขวนห้อยลงมาจากเพดานด้วยเคเบิล มีเคเบิลอีกเส้นขึงเฉียงไปที่กำแพงอีกด้าน และมีตุ้มน้ำหนักอีกลูกถ่วงอยู่ข้างใต้ หากโจทย์ถามถึงกล่อง การเขียน FBD จะเขียนลูกศรและตัวเลขบอกแรงแทนเคเบิลและลูกตุ้ม เพื่อให้ไม่สับสนกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #61 wat_r (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 14:22
    บางทีการยึดมั่นในหน้าที่ และอุดมการณ์ความรับผิดชอบมากไป มันก็ตึงเกินเนอะ

    เหมือนไม้ยืนต้นบางทีเจอพายุกระหน่ำซ้ำแรงๆ ก็ล้มง่าย ต่างจากต้นอ้อลู่ลม โอนเอนไหวไปตามสถานการณ์ เหมือนดูไม่มั่นคง แต่อยู่รอด :)

    ความฝัน กับคุณธรรมดูห่างกันแค่เส้นบางๆ จ้าดคงสับสนน่าดู... ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร คนที่พูดความจริงจึงมักจะเสียเปรียบ หากอีกฝ่ายรับรู้ไม่ได้ถึงความจริงนั้น



    ศึกหนักคงรออยู่... น่าสนุกแฮะ

    #61
    0