ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 18 : เรื่องเล่าจากบนทางยกระดับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

            ยูคิยังคงมีท่าทีหวาดกลัวนางตลอดทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ค้างอยู่บ้านจ้าด และนางก็มีท่าทีมึนตึงกับเธอไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าจืดเอ่ยชวนให้นักดาบสาวจากฮิมิตสึย้ายมาค้างอยู่ที่บ้าน ตานีคนสวยก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ส่วนยูคิเองก็ตอบรับทันที แม้จะยังคงกลัวนางอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยงถูกผู้ว่าจ้างตามฆ่าปิดปากอยู่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาวุธของเธอยังคงนอนอยู่ก้นแม่น้ำตานแบบนี้

 

            บ่ายวันอาทิตย์ กล้วย ยูคิและจ้าดขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปยังหอพักของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเพื่อช่วยขนของและคุ้มกัน แม้ยูคิจะบอกว่าของไม่ได้มีเยอะและเธอไม่คิดว่าคนที่ทำร้ายเธอจะออกมากลางวันแสกๆ แต่ตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่ไม่ยอมเสี่ยง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ผีที่เชียงผานยังปรากฏตัวออกมาตอนกลางวันแดดแจ๋ด้วยซ้ำ

 

            แต่เมื่อเด็กสาวชาวฮิมิตสึไขกุแจเปิดประตูห้องพักของเธอ กล้วยและจ้าดก็ตระหนักว่า "ของน้อย" ที่เพื่อนสาวรุ่นน้องพูดคืออะไร ห้องของเธอแทบไม่มีอะไรวางอยู่เลยนอกจากเฟอร์นิเจอร์เดิมๆของห้องอันประกอบด้วยเตียง เก้าอี้และโต๊ะ ทั้งหมดล้วนว่างเปล่า ไม่มีแม้ปากกาหรือหนังสือวางอยู่สักเล่ม เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเมื่อสองปีที่แล้วยิ่งตกใจขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าสัมภาระของสาวแว่นมีเพียงกระเป๋าลากขนาดปกติและกระเป๋าใส่แลปท็อปอีกใบเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัยนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มักจะเอาของมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ชนิดถ้าโกงน้ำหนักตอนก่อนขึ้นเครื่องบินได้คงทำไปแล้ว

 

            "ของยูคิมีแค่นี้เองเหรอ" กล้วยเองก็สงสัยเหมือนเพื่อนหนุ่ม

            "ค่ะ" เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำตอบเบาๆ

            "แล้วอยู่ไหวได้ไง" หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างประหลาดใจ "ตอนเราไปแลกเปลี่ยนเอาของไปมากกว่านี้สักสองเท่าได้มั้ง เสื้อผ้ายังแทบจะไม่ค่อยพอเลย ขนาดโฮสแฟมิลี่ซักให้นะ"

            "ปกติชุดนักเรียนใส่" ยูคิอธิบายพลางเก็บสบู่ แชมพู แป้ง แปรงสีฟันและยาสีฟันของเธอใส่ลงช่องด้านหน้ากระเป๋าลาก ของในห้องน้ำของเธอมีเพียงเท่านั้นจริงๆ "นอกนั้นก็มีชุดปฏิบัติการสามชุด รองเท้าหนึ่งคู่ เสื้อกันหนาวหนึ่งแผ่น เท่านี้แหละ"

            "บ่ได้เอาชุดธรรมดาหรือชุดใส่เล่นมาบ้างเลยก๋า"

            "งานเพื่อมา อย่างอื่นของจำเป็นไม่"

            "เดาว่าที่ไม่ได้เรียนคอร์สภาษาก็เพราะเหตุผลนี้ด้วยสินะ ภาษาถึงได้ยังไม่ไปถึงไหนแบบนี้" เด็กหนุ่มหน้าดุสันนิษฐาน ปกติโครงการแลกเปลี่ยนมักจะบังคับให้นักเรียนเรียนภาษาแทบจะทันทีที่ไปถึงปลายทาง

            "อืม" เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบด้วยเสียงเบาและเรียบอีกเช่นเคย "ฉันจริงๆแลกเปลี่ยนนักเรียนเป็นไม่นะ ผู้ว่าจ้างดำเนินการให้ ปลอมตัวมาประมาณนั้น ภารกิจเพื่อทำเท่านั้น เสร็จภารกิจก็กลับ"

            "อ้าว แล้วจะอี้ยูคิจะบ่ลำบากก๋า" ตานีสาวดูตกใจไม่น้อยที่ได้ยินคำตอบของนักดาบสาวแว่น "จะเอาเงินที่ได๋ใช้ แล้วที่โรงเรียนล่ะว่าจะได แล้วพาสปอร์ตกับวีซ่าของแต๊ก่อ หรือว่าปลอมมาเหมือนกัน"

            "ของจริงๆ" ยูคิรีบพูด "เรื่องเงินฉันนิดหน่อยมี เอ่อ มีนิดหน่อย.... คงเดือดร้อนไม่ แต่เรื่องโรงเรียน ฉันรู้ไม่"

            "อ้าว แล้วถ้าเป็นแบบนั้น กลับฮิมิตสึไปเลยจะไม่ดีกว่าเหรอ"

            "เงินไม่มากขนาดนั้น" นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวตอบ "ตั๋วเครื่องบินราคาหมื่นห้าพันเบี้ย ตอนนี้มีหมื่นเบี้ยเอง"

            "งั้นหมู่เฮาช่วยออกก็ได้เน่อ หมู่เฮาก็พอมีเงินอยู่บ้าง" กล้วยเสนอ ห้าพันเบี้ยไม่ใช่เงินน้อยๆเลย มันเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำทั้งเดือน หรือเท่ากับค่าจ้างปราบผีตามปกติถึงสิบครั้ง แต่เมื่อคิดว่าแลกด้วยความปลอดภัยของเด็กสาวคนนี้มันก็คุ้ม "เพราะถ้าอยู่ที่นี่ต่อไปยูคิโดนหมายหัวแน่นอน จะบ่ปลอดภัยเอาเน่อ"

            "ไม่ๆ อย่า ฉันรับไม่ได้" เด็กสาวชาวฮิมิตสึรึบปฏิเสธ "ฉันพวกเธอพยายามฆ่า ฉันจากพวกเธอความช่วยเหลือรับไม่ได้ อีกอย่าง ฮิมิตสึที่ฉันอยู่ใน เอ่อ.... ในกลุ่มฆ่าคน กลับไปก็อันตรายเหมือนกัน นี้กว่าอันตรายด้วย ฉันอยู่ที่นี่ ทุกคนช่วยอยาก"

 

            ตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่ต้องใช้เวลาอึดใจหนึ่งกว่าจะเข้าใจคำพูดของสาวแว่น แต่เมื่อเข้าใจแล้ว ดวงตาเรียวของกล้วยก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ

 

            "เอ้ย เรื่องใหญ่มากเลยนะยูคิ ถึงขั้นปิ๊กบ้านเกิดตัวเองบ่ได้จะอี้"

            “เพราะแบบนี้ฉันเลยอยู่ที่นี่อยาก แล้วฉันรุ่นพี่กล้วยช่วยอยากด้วย”

“เอาจะอั้นก๋า.....” กล้วยพูดช้าๆ "แต่ต้องเข้าใจเน่อว่ามันอันตราย อย่างเมื่อคืนยูคิก็โดนผีเข้าสิงไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้ายูคิจะอยู่ช่วยหมู่เฮาล่ะก็อาจจะเกิดเรื่องจะอั้นอีกก็ได้ หรืออาจจะเจอเรื่องร้ายแรงกว่านั้นก็ได้ แน่ใจก๋า"

            "เอ่อ เดี๋ยวๆ" คิ้วบางของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเลิกขึ้นสูงเหนือกรอบแว่น "ที่พวกเธอต่อสู้ด้วย.... ผี.... งั้นเหรอ....."

            "ก็เมื่อคืนเราก็บอกไปแล้วไงว่าคนที่จ้างยูคิน่ะคือหมอผี คุมผีได้ทั้งเมือง มีพลังถึงขนาดเรียกผีหรือปีศาจทุกชนิดมาได้ด้วยซ้ำ"

 

            "เอ๋ !?"

            ยูคินิ่งอึ้ง สีเลือดบนใบหน้าหายวับ เธอกลัวผียิ่งกว่าหมาบ้ากลัวน้ำเสียอีก เหตุการณ์โดนผีเข้าสิงเมื่อคืนวันศุกร์ก็ยิ่งทำให้เธอกลัวฝังใจ หากต้องสู้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์แบบนั้น เธอยอมสู้กับกองทัพบกสารขัณฑ์ทั้งกองทัพเสียดีกว่า....

 

            "ฮั่นแน่ หรือว่าจะกลัวผี....."

            "ไม่ใช่ !" นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวปฏิเสธทันควันเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่แทงใจดำเข้าเต็มๆ แต่ประโยคต่อมาเธอก็ยอมรับเสียงอ้อมแอ้ม "เอ่อ ก็..... นิดหน่อยกลัว....."

            "ถ้าบ่อยากยะก็บ่ต้องยะก็ได้เน่อ หมู่เฮาบ่ว่าอะหยังหรอก"

            "ไม่ ฉันทำจะ" เสียงของเด็กสาวผู้สวมแว่นตากรอบดำกลับมาหนักแน่นอีกครั้งแม้จะยังเบาตามปกติของเธอ "ไถ่โทษเพื่อ.... แล้วถ้าฉันทำไม่ ก็เท่ากับฉันกับรุ่นพี่จ้าดรุ่นพี่กล้วยอยู่เฉยๆด้วย รบกวน"

 

            กล้วยมองหน้านักเรียนแลกเปลี่ยนสาว ดวงตาเรียวจ้องตรงลงไปในดวงตากลมหลังกรอบแว่น แล้วเธอก็ถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่าย

 

            "ก็ได้ ถ้ายูคิยืนยันจะอั้นจริงๆ" เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงเรียบ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะบิดเป็นรอยยิ้ม "แล้วก็ขอบคุณมากเน่อที่อยากช่วยหมู่เฮา ข้าเจ้าดีใจที่มีคนเพิ่มมาอีกคน"

            "แล้วอาวุธล่ะ" จ้าดถามขึ้นบ้าง "เมื่อคืนเราโยนดาบยูคิลงแม่น้ำตานไปแล้วนี่"

            "ห่วงไม่ต้อง ฉันจัดการได้"

            "ถ้าจะอั้นก็ปิ๊กกันเถอะ เริ่มจะมืดแล้วด้วย" ตานีสาวเหลือบมองออกไปยังท้องฟ้าเหนือหมู่ตึกระฟ้าด้านนอกแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาหิ้วกระเป๋าแลปท็อปของยูคิขึ้นและหันไปสั่งเพื่อนหนุ่ม "เอ้า ช่วยยกของหื้อเปิ้นหน่อยสิ"

            "รู้น่าเจ๊ สั่งจัง....."

 

 

            อย่างน้อย สัปดาห์ต่อมาก็ผ่านมาได้โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำยังคงอยู่ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนขวัญใจเพื่อนๆเหมือนเช่นเคย และไม่มีผีร้ายตนใดมาตามล่าเอาชีวิตอย่างที่กล้วยและจ้าดกังวล ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้เหล่านักเรียนของตานนะคอนพิทยาคมทั้งสามมีเรื่องใหญ่กว่าให้กังวล นั่นคือการสอบปลายภาคที่กำลังจะมาถึงในอีกสองอาทิตย์.....

 

            "กล้วย สอนไฟฟ้ากระแสสลับเราหน่อย ไม่เข้าใจเลย....."

            จ้าดเดินมาเกาะแขนเพื่อนสาวซึ่งกำลังอ่านชีววิทยาอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา ทั้งเขา กล้วยและยูคิแบ่งพื้นที่บ้านกันอ่านหนังสืออย่างชัดเจน เด็กหนุ่มหน้าดุอยู่ที่โต๊ะกินข้าว เด็กสาวหน้าจืดที่โต๊ะอุ่นขาคู่กับนางซึ่งนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นอยู่เช่นกัน และเด็กสาวชาวฮิมิตสึที่โต๊ะอ่านหนังสืออีกตัวซึ่งจ้าดยกลงมาจากชั้นบน แต่แบ่งไปก็แทบไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงๆจ้าดก็ข้ามมาหาราชินีตานีผู้เรียนเก่งกว่าเขาอยู่หลายขุมทุกๆสิบนาทีอยู่ดี ยังความรำคาญแก่กล้วยผู้ไม่ชอบให้ใครมากวนตอนอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก

 

            "เมื่อวานก็เพิ่งจะสอนไปบ่แม่นก๋า" เด็กสาวหน้าจืดตอบห้วนๆ ดวงตาเรียวยังคงจดจ่ออยู่กับรูปแขนงประสาทของมนุษย์ในหนังสือเรียนเล่มหนา

            "แต่เค้าทำโจทย์ข้อนี้ไม่ได้ง่า....."

            "โอ๊ย มันเป็นจะไดล่ะ เอามาดูซิ"

            "เย้ ขอบคุณมากนะกล้วยที่ยอมช่วย"

            "บ่ต้องอู้มาก ไปเอามา บ่อั้นข้าเจ้าบ่ช่วย"

 

            จ้าดหันหลังกลับจะเดินไปหยิบแบบฝึกหัดจากโต๊ะอาหารมาให้เพื่อนสาวดู แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อโทรศัพท์ซึ่งตั้งอยู่ที่มุมบ้านดังขึ้น นางซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดลุกไปรับทันทีโดยไม่ฟังเสียงห้ามของจ้าด ถ้าพ่อแม่เขาโทรมาแล้วรู้ว่ามีสาวที่ไหนก็ไม่รู้มารับโทรศัพท์เขาจะทำยังไง.... แต่คิดอีกที เขาก็ปล่อยนางอยู่บ้านตนเดียวมาหลายอาทิตย์แล้วนี่

 

            "องค์ราชินีเพคะ มีหมอผีโทรมาเรื่องผีตายโหงบนทางยกระดับเพคะ"

            "ผีตายโหงบนทางยกระดับ ?"

            กล้วยทวนคำ เธอทั้งประหลาดใจและกังวลใจ เด็กสาวหน้าจืดได้ยินเรื่องผีตนนี้มาบ้างแล้ว สองสามวันก่อน มีผีตายโหงตนหนึ่งปรากฏตัวออกมาบนทางยกระดับทางเหนือของเมืองจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงไปหลายครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวมกันจนถึงวันนี้ก็เกือบสามสิบคนเข้าไปแล้ว

 

            อันที่จริง ราชินีตานีคิดจะไปยิงมันทิ้งตั้งแต่วันแรกที่เธอได้ยินเรื่องแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องล้มเลิกแผนทุกครั้งเมื่อเห็นจากเว็บไซต์เครือข่ายหมอผีว่ามีกลุ่มหมอผีใหญ่ๆมีชื่อเสียงรับงานตัดหน้าไปทุกครั้ง คงจะหวังเงินค่าหัวผีตนนี้ที่ทางเมืองตั้งเอาไว้ที่ห้าแสนเบี้ย แม้จะเป็นหน้าที่ของตานีที่ต้องปกป้องชาวเมือง เธอก็ไม่อยากผิดมารยาทที่รู้กันทั่วไปในกลุ่มหมอผีว่าจะไม่มีการตัดหน้าหรือแย่งผีกัน แต่เช้าขึ้นมาเมื่อกล้วยเช็กเว็บดูอีกครั้งก่อนไปโรงเรียนทีไร สถานะของกลุ่มหมอผีที่ไปปราบก็มีแต่ตายกับบาดเจ็บทุกครั้ง และผีตนนั้นก็ยังคงอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงวันนี้

 

            อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มหมอผีและบริษัทรับจ้างปราบผีที่มีอยู่นับร้อยหรืออาจจะถึงพันเจ้าในเมืองจะติดต่อกันก็เป็นเรื่องผิดวิสัยไม่น้อย ด้วยการแข่งขันที่สูงและค่าตอบแทนที่มากพอจะเลี้ยงชีพได้สบายๆ ทำให้ไม่มีใครอยากแบ่งรายได้ให้หมอผีกลุ่มอื่น แม้จะเป็นเคสผีที่มีความสามารถสูงชนิดหมอผียังเอาตัวไม่รอดแบบนี้ก็ตาม

 

            "สวัสดีเจ้า" กล้วยทักทายเป็นภาษาเวียงตานทันทีที่ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูพร้อมกับกดเปิดลำโพงเพื่อให้ทุกคนได้ยิน "มีอะหยังกาเจ้า"

            "ผมโทรจากกลุ่มหมอผีสุดเทพปราบทุกทิศนะครับ" ปลายสายตอบกลับมา นางยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ ในขณะที่จ้าดหลุดก๊ากออกมาดังๆจนเด็กสาวหน้าจืดหันมาค้อน ส่วนยูคิผู้ฟังไม่ทันและไม่เข้าใจศัพท์ยากตีหน้าเหวอด้วยไม่เข้าใจว่าหนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีขำอะไรกัน "ทางเรากำลังจะไปปราบผีตายโหงบนทางยกระดับ อยากจะขอให้คุณมาช่วยสังเกตการณ์ได้ไหมครับ"

 

            "ช่วยสังเกตการณ์กาเจ้า" ราชินีตานีขมวดคิ้ว "ยะหยังถึงต้องมีคนสังเกตการณ์ด้วยล่ะเจ้า"

            "ถ้าทางเราพลาดพลั้งหรืออะไรขึ้นมาก็จะได้ช่วยได้ทันไงครับ ไม่ใช่ทางเราไม่มีฝีมือนะครับ แต่เผื่อไว้ก่อน" เสียงอีกด้านซึ่งเป็นผู้ชายเจือแววอวดๆเล็กน้อยในสองประโยคหลัง "ทางเราจะแบ่งค่าตอบแทนให้คุณสิบเปอร์เซ็นต์ และถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาจะแบ่งให้สี่สิบเปอร์เซ็นต์ โอเคไหมครับ"

            'กล้วย กล้วย !' จ้าดโทรจิตเรียกเพื่อนสาว

            "เอ่อ.... รอสักครู่นะคะ ขออนุญาตตกลงกับเพื่อนร่วมงานก่อน" เด็กสาวหน้าจืดตอบคู่สนทนา มือกดปุ่มพักสายก่อนจะหันมาหาเพื่อนหนุ่ม "มีอะหยังก๋า"

            "อย่าไปรับงานมันเลย" หลานชายหมอผีใหญ่เปลี่ยนรูปแบบการสนทนาเป็นพูด "อะไรกัน มาขอให้เราช่วยแบบนี้แล้วยังพูดจาอวดดีแบบนั้นอีก แล้วยังแบ่งค่าจ้างให้แค่นั้น ถ้ายอมไปมันก็เหมือนเราเป็นเบี้ยล่างมันน่ะสิ"

            "คึดมากน่าจ้าด" กล้วยปรามเพื่อนหนุ่ม "อีกอย่าง นี่มันก็เป็นหน้าที่ของหมู่เฮาอยู่แล้วด้วย ค่าจ้างจะเท่าได๋บ่สำคัญหรอก"

            "ก็ใช่ แต่มันเหมือนเราเป็นเบ๊ที่มันจะเรียกไปช่วยเมื่อไหร่ก็ได้ประมาณนั้นเลย"

            "เอาน่าๆ เปิ้นมาขอหื้อหมู่เฮาช่วยก็ช่วยๆไปเถอะ แล้วมันก็เป็นหน้าที่ของตานีอยู่แล้วด้วย ข้าเจ้าอยากจะปราบผีตนนี้มาตั้งแต่วันพุธแล้วแต่มีคนตัดหน้าไปทุกที วันนี้ได้โอกาสแล้ว"

            "เอ้า ตามใจ"

            "ได้เจ้า" เด็กสาวหน้าจืดยกหูขึ้นมาตอบทันทีหลังจากเพื่อนหนุ่มยอมแพ้ "ถ้าจะอั้นหมู่เฮาจะสังเกตการณ์จากบนยอดตึกใดตึกหนึ่งแถวๆนั้นนะเจ้า จะไปถึงที่นั่นกี่โมงเจ้า ได้เจ้า สวัสดีเจ้า"

            "ว่าไงบ้างเพคะ" นางเอ่ยถามทันทีที่เห็นผู้บังคับบัญชาของเธอวางหูโทรศัพท์

            "เปิ้นจะไปที่นั่นตอนเที่ยงคืน หมู่เฮาออกจากที่นี่สักห้าทุ่มครึ่งละกัน จะได้ไปหาที่สังเกตการณ์แล้วก็เตรียมตัวหื้อเรียบร้อย เอาอุปกรณ์ไปทุกอย่างเลยเน่อ ข้าเจ้าบ่ไว้ใจผีตนนี้เท่าได๋" ราชินีตานีตอบ "จ้าด นายอยู่เฝ้าบ้านกับยูคิเน่อ นางกับข้าเจ้าจะออกไปเอง"

            "อ้าว ไม่เอา ไปด้วยสิ" เด็กหนุ่มหน้าดุโวยทันที

            "ไปด้วยเหมือนกัน" ยูคิพูดขึ้นบ้างหลังจากอ่านหนังสือเงียบๆมานาน แม้จะกลัวผี แต่นี่เป็นโอกาสไถ่โทษกล้วยและจ้าดอย่างที่เธอรออยู่แล้ว

            "จะสอบอยู่แล้ว ข้าเจ้าบ่อยากรบกวนเวลาอ่านหนังสือ"

            "พูดยังกะว่ากล้วยไม่สอบงั้นแหละ"

            "ข้าเจ้าเคยเรียนมาบ้างแล้วนายก็ฮู้นี่ แต่นาย ฟิสิกส์ยังบ่ได้เท่าได๋เลย แล้วยังจะเสียเวลาไปปราบผีกับหมู่เฮาอีกก๋า" ตานีสาวตอกกลับ ทำเอาฝ่ายตรงข้ามหน้าหงาย "ส่วนยูคิ บทเรียนภาษาสารขัณฑ์ก็เข้าใจยากอยู่แล้ว แล้วยูคิก็บ่มีอาวุธด้วย อยู่อ่านหนังสือต่อเถอะ นางกับข้าเจ้าจัดการได้"

            "อาวุธฉันมาแล้วค่ะ แต่หอเก่าส่งไปที่ เจ้าของหอโทรมาบอกแล้ว.....”

          “แต่เรื่องสอบยูคิก็ยังบ่เข้าใจแต๊ๆแม่นก่อล่ะ”

          “เอ่อ.... เรื่องนั้นก็....” ยูคิชะงักเมื่อรุ่นพี่สาวแทงใจดำ แม้เธอจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนซึ่งปกติไม่ต้องสนใจเกรดมากนักก็ได้ แต่เด็กสาวก็ไม่ต้องการได้เกรดต่ำๆมาให้ช้ำใจเล่น “ถ้างั้นก็ได้ค่ะ ฉันที่นี่อยู่จะ”

            "แต่ของเราน่ะไม่เป็นไรหรอกน่า" แม้สาวแว่นจะยอมแพ้ แต่หลานชายหมอผีใหญ่ยังเถียงต่อ "บทเรียนแค่นี้อ่านแป๊บเดียวก็เข้าใจแล้ว"

            "ตลก เมื่อกี้ยังมาโอดครวญหื้อข้าเจ้าสอนอยู่เลยบ่แม่นก๋าบ่าจ้าดง่าว"

            "แต่เราอยากไปด้วยนี่....."

            "โอ๊ย ก็บอกว่าบ่ได้ๆจะได !"

            "องค์ราชินีเพคะ ให้จ้าดไปด้วยก็ได้นี่เพคะ กำลังรบมากดีกว่ากำลังรบน้อยนะเพคะ" นางตัดสินใจเข้ามาห้ามศึก "ยังไงพรุ่งนี้ก็เสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว ยังมีเวลาอ่านหนังสือเหลืออีกเยอะนะเพคะ"

            "แต่ข้าเจ้าบ่อยาก...."

            "ใช่ๆนางพูดถูก พรุ่งนี้ก็เสาร์อาทิตย์ไม่ใช่วันเรียนอยู่แล้วด้วย ไม่น่ามีปัญหานี่กล้วย"

            "เอ้า ก็ได้ !" เด็กสาวหน้าจืดโพล่งขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้ "แต่ถ้ายะข้อสอบบ่ได้หรือเกรดแย่อย่ามาโอดครวญทีหลังเน่อ"

            "ได้ๆ ไม่โอดครวญหรอกน่า" จ้าดตอบยิ้มๆ "งั้นเราไปเตรียมตัวเลยนะ"

            "บ่ต้องๆ สักสี่ทุ่มครึ่งหมู่เฮาค่อยออกจากบ้านก็ได้ ตอนนี้อ่านหนังสือต่อไปก่อน ข้าเจ้าจะได้วางแผนไปพลางๆด้วย" กล้วยสรุป ก่อนจะเดินกลับไปสอดตัวลงนั่งในโต๊ะอุ่นขาตามเดิม "เอ้า จ้าด เอาฟิสิกส์มา จะสอนหื้อ !"

            "อ้าว ไหนบอกจะวางแผน"

            "วางไปสอนไปได้ เอามาเร็ว บ่อั้นข้าเจ้าบ่สอนแล้วเน่อ !"

            "คร้าบ คร้าบ ไปแล้วคร้าบ....."

 

 

            กว่าจะสอนจ้าดทำแบบฝึกหัดวงจรไฟฟ้าในตัวอย่างข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยครบทุกข้อ นาฬิกาก็บอกเวลาสี่ทุ่มสิบห้าแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปเตรียมตัวและเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว จ้าดซึ่งเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อยืดและกางเกงพละขายาวของโรงเรียนเดินไปหยิบอีโต้เล่มใหม่ที่เขาเพิ่งซื้อมาจากอุดมชัยพลาซ่าเมื่อวันพฤหัสมาจากในครัว นางซึ่งอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโดพรางหิมะสีขาวมาตั้งแต่หัวค่ำโหลดกระสุนเข้าลำกล้องปืนอย่างรวดเร็วก่อนจะยัดมันเข้าถุงและยกขึ้นสะพาย ในขณะที่กล้วยซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับเพื่อนสาวตรวจเช็กสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกใหญ่ของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ใส่มันลงถุงและยกขึ้นสะพาย ก่อนจะเดินนำเพื่อนทั้งสองออกจากบ้านไป โดยมียูคิซึ่งย้ายสำมะโนครัวมานั่งอ่านหนังสือต่อที่โต๊ะอุ่นขามองตามตาละห้อย ถ้าอาวุธของเธอมาถึงเร็วกว่านี้สักสองสามวัน เธอคงไม่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้....

 

            กว่าทีมสังเกตการณ์ทั้งสามจะเดินขึ้นบันไดสถานีตานหมั้นอันเป็นที่หมาย ตัวเลขสีเขียวเรืองแสงบนหน้าจอนาฬิกาของจ้าดก็บอกเวลาเกือบเที่ยงคืน ไม่มีเวลาให้หาทำเลเหมาะๆอีกแล้ว เด็กสาวหน้าจืดชี้ไปยังอาคารที่สูงที่สุดในบริเวณซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบสองร้อยเมตร แล้วหนึ่งมนุษย์สองตานีก็วิ่งอย่างเงียบเชียบตรงไปยังอาคารนั้นทันที

 

            แต่เมื่อเข้าไปใกล้อาคารนั้น ทั้งสามก็พบอุปสรรคแรกของคืนนี้ มียามสองคนเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตู แล้วยังมีป้อมยามและกล้องวงจรปิดติดอยู่ทั่วบริเวณ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ตานีทั้งสองไม่อยากพาจ้าดมาในคืนนี้ หากพวกเธอมากันสองคนก็สามารถเคลื่อนย้ายในพริบตาขึ้นไปยังดาดฟ้าตึกได้ทันที แต่มนุษย์อย่างจ้าดทำเช่นนั้นไม่ได้แน่นอน คืนก่อนๆที่หลานชายหมอผีใหญ่มาด้วยไม่มีปัญหานักเพราะมักจะอยู่ในบ้านร้างหรือป่านอกเมือง ไม่เคยมาใช้ตึกสูงที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเช่นนี้

 

            "เอายังไงดีเพคะองค์ราชินี"

            "ต้องใช้แผนสอง" กล้วยพึมพำ ดวงตาเรียวจับจ้องยามทั้งสองที่เดินสลับตำแหน่งกันอย่างช้าๆ ไกลออกไปเกือบห้าสิบเมตร ก่อนที่เธอจะเหลียวมองเพื่อนสาวซึ่งยืนอยู่ข้างตัว "นาง พอใช้มนตร์พรางตัวได้อยู่ก่อ"

            "ใช้ได้ แต่แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเพคะ"

            "ข้าเจ้าจะเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นไปบนดาดฟ้าเลยเพราะต้องติดตั้งอุปกรณ์ นางใช้อุปกรณ์พรางตัวหื้อจ้าดแล้วพาตามขึ้นไปหน่อยได้ก่อ"

            "อ้าว ทิ้งกันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอกล้วย"

            "จะยะจะไดได้ล่ะบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ "นี่แหละเหตุผลที่ข้าเจ้าบ่อยากหื้อนายมา"

            "แต่แบตเตอรี่แล้วก็พลังงานวิญญาณที่เหลือแค่ไม่กี่นาทีนะเพคะ" ตานีคนสวยท้วง "คงไปได้ไม่ถึงข้างบนหรอกเพคะ"

            "ใช้แค่ฝ่าเข้าไปถึงลิฟต์ก็พอ เข้าลิฟต์ได้ก็ปิด" กล้วยอธิบาย ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวจะท้วง "พอมีเจ้าหน้าที่หรือผุ้ได๋มาตรวจก็ค่อยใช้อีกทีก็ได้ จะได้เป็นการฟื้นพลังไปด้วยในตัว"

            "แบบนั้นก็น่าจะพอไหวนะเพคะ" เด็กสาวหน้าหวานพยักหน้าช้าๆ "ถ้างั้นเอาแบบนั้นก็ได้เพคะ"

            "ดี จะอั้นตกลงตามนี้ ไปเจอกันข้างบนเน่อ"

 

            ขาดคำ ร่างของกล้วยก็หายวับไปทันที หลานชายหมอผีใหญ่ยังไม่ทันได้ถามอะไร มือที่สวมถุงมือหนาสีดำของเขาก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เขาหันขวับกลับไปหาตานีสาวคนสวยหวังจะถาม แต่นางเพียงพยักหน้า ก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองที่ประตูทางเข้าของตึกนั้นอีกครั้ง ดวงตาโตเหมือนเนื้อทรายจับจ้องการเคลื่อนไหวของยามทั้งสองคนและกล้องวงจรปิดสองตัวเหนือหัวพวกเขาในเวลาเดียวกัน

 

            "จ้าด" จู่ๆเธอก็เอ่ยขึ้น "เธอคิดว่าน่าจะมีประตูหลังมั้ย"

            "ถามเราแล้วเราจะไปถามใครล่ะ" จ้าดย้อน "แต่เราว่าถึงมีก็น่าจะมียามเฝ้าอยู่ดี หรือไม่ก็ล็อก"

            "ถ้างั้นก็ต้องอาศัยความเร็วกันหน่อยล่ะ" เด็กสาวหน้าหวานตอบเสียงเรียบโดยไม่หันมามองอีกฝ่าย "เอาล่ะ ตามฉันมา อย่าให้มีเสียงเชียวนะ"

 

            นางเผ่นแผล็วออกไปจากที่ที่เธอซุ่มอยู่ทันที หลานชายหมอผีใหญ่ตามไปติดๆ ทั้งสองวิ่งไปตามฟุตปาธตรงไปยังตึก แล้วจู่ๆตานีคนสวยก็หยุดกึก เด็กหนุ่มหน้าดุชนหลังเธอเต็มแรงดังพลั่ก

 

            "จ้าดง่าวจริงๆอย่างที่องค์ราชินีบอกนั่นแหละ" นางแยกเขี้ยว ก่อนจะปลดกระเป๋าลงจากบ่า "เงียบๆล่ะ ไม่ต้องถาม ถ้าอยากถามอะไรค่อยกลับไปถามที่บ้าน โอเคมั้ย"

            "คร้าบ คร้าบ....."

 

            โดยไม่ละสายตาจากยามทั้งสองคน เด็กสาวคนสวยล้วงมือลงไปในถุงปืน ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเครื่องฉายสไลด์ขนาดย่อมออกมา เธอยกมันขึ้นเล็งก่อนจะกดสวิตช์ จุดสีแดงปรากฏขึ้นในความมืดภายในอาคารเบื้องหลังประตูกระจกแทบจะทันที

 

            ยามทั้งสองไม่เห็น แต่สองสามวินาทีต่อมา คนที่อยู่ทางซ้ายซึ่งดูมีอายุและประสบการณ์ในการเป็นยามมากกว่าก็ชี้ให้ยามอีกคนดู หลังจากไปซุบซิบๆกับครู่หนึ่ง คนอายุมากกว่าก็ควักกุญแจพวงใหญ่ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะไขเปิดประตูกระจก

 

            "ตอนนี้แหละ วิ่ง !"

            นางเผ่นแผล็วออกจากที่ซุ่มไปอีกครั้ง แต่คราวนี้กระชากคอเสื้อเด็กหนุ่มหน้าดุไปด้วย เธอไม่ยอมเสียโอกาสเพียงครั้งเดียวนี้ไปแน่ ทั้งสองลอดผ่านประตูกระจกเข้ามาได้ในจังหวะที่ยามคนอายุมากกำลังจะปิดประตูพอดี ชายวัยกลางคนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆประตูก็กระชากหลุดจากมือเขาไป แต่เขาก็คิดว่าเป็นเพราะแรงสปริงหรือไม่ก็สลักอะไรติดขัดสักอย่าง เขามองๆอยู่อีกเล็กน้อยก่อนจะเดินหายไปในตัวตึก ท่ามกลางความโล่งใจของหนึ่งมนุษย์หนึ่งตานี

 

            "โอเค ไปที่ลิฟต์สินะคราวนี้"

            ทีมสังเกตการณ์ที่เหลือกันอยู่สองคนค่อยๆเดินกระย่องกระแย่งภายในตึกที่แทบจะมืดสนิท ดวงตาหวานและดวงตาตี่สอดส่ายมองหาไฟหรือเลขบอกชั้นของลิฟต์ แต่ไม่มีเลย ดูเหมือนลิฟต์ก็ถูกปิด จ้าดอดสงสัยไม่ได้ เจ้าของตึกนี้มันจะประหยัดไฟไปไหน แต่เด็กหนุ่มก็ได้คำตอบอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเห็นป้ายตัวใหญ่ที่ติดอยู่บนผนัง มันเขียนว่า "กระทรวงพลังงาน"

 

            'เล่นของสูงแล้วมั้ยล่ะเจ๊กล้วย' จ้าดกลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ ก่อนจะโทรจิตถามนาง 'เอาไง'

            'บันไดโลด' เด็กสาวคนสวยตอบแบบไม่จำเป็นต้องคิด

            'หา สิบกว่าชั้นเนี่ยนะ'

            'แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ หรือว่านายมีทางอื่น' นางย้อนถาม 'แล้วนี่อีกห้านาทีจะเที่ยงคืนนะ เรามามัวเดินหาลิฟต์ไม่ได้หรอก'

            'เอ้า เอาก็เอา'

 

            ปรากฏว่าตึกนั้นมีสิบเก้าชั้น และแต่ละชั้นก็ดูจะออกแบบไว้ให้มนุษย์โครมันยองเดิน เพราะช่วงห่างแต่ละชั้นสูงเหลือเกิน กว่าเด็กหนุ่มจะลากสังขารขึ้นไปถึงดาดฟ้าได้ก็เหนื่อยแฮ่ก มันเหนื่อยยิ่งกว่าเขาขี่จักรยานความเร็วเต็มที่ไปกลับระหว่างบ้านกับสถานีรถไฟฟ้าตาดผ้าห่มใต้สักห้ารอบเสียอีก นางนั้นไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่เธอก็ดูไม่ค่อยสบอารมณ์ที่ต้องมาโดนเขาถ่วงอยู่เช่นนี้

 

            "มาช้าจังเน่อ"

            กล้วยทักขึ้นทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัวขึ้นบนดาดฟ้า เธอเตรียมอุปกรณ์เสร็จหมดแล้ว กล้วยติดกล้องอินฟราเรดกางขาทรายตั้งอยู่ที่ขอบระเบียงคอนกรีตของดาดฟ้า อุปกรณ์วัดความเร็วและทิศทางลมตั้งบนขาสามขาอยู่ข้างๆ กล้องอินฟราเรดขนาดย่อมอีกตัวตั้งอยู่ข้างตัวเด็กสาวหน้าจืด เครื่องตรวจจับและบันทึกเสียงวางอยู่ถัดมา แล้วยังมีกล้องส่องทางไกลแบบสองตาอีกสองตัวที่เธอเตรียมมาเพื่อเพื่อนทั้งสองวางอยู่กับพื้นด้วย จ้าดเดินสะโหลสะเหลไปล้มโครมอยู่ข้างตัวเพื่อนสาว ขณะนางเดินตามมาช้าๆ เธอถอนหายใจเฮือก ก่อนจะนั่งลงอีกฟากหนึ่งของหลานชายหมอผีใหญ่และหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดูสภาพรอบๆ

 

            หิมะหยุดตกแล้ว และท้องฟ้าก็เริ่มโปร่งขึ้นบ้าง ทำให้สามารถมองเห็นทางยกระดับส่วนที่ผีตายโหงตนนั้นปรากฏตัวได้อย่างชัดเจน มันโล่ง ไม่มีรถวิ่งผ่านสักคันจนหิมะเริ่มเกาะ นางขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่เมื่อไล่สายตาไปตามเส้นทางไกลออกไปอีกเล็กน้อยเธอก็พบคำตอบ รถทั้งหมดถูกตำรวจจราจรกั้นเอาไว้ บางส่วนที่อยู่แถวหลังก็เริ่มถอยรถไปลงทางเชื่อมที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยเมตร แต่ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากปริมาณรถมีมาก ก็นั่นแหละ.... คงจะคั่งค้างมาตั้งแต่เย็น แถมยังเป็นเย็นวันศุกร์ด้วย จ้าดเองก็ประสบกับมันมาแล้ว และเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน

 

            "ตำรวจน่าจะกั้นเร็วกว่านี้" เด็กสาวหน้าจืดเปรย "จะอี้ถ้าผีโผล่มาแล้วมันยะอะหยังขึ้นมามันจะแย่เอา"

            "แต่นั่นเขาก็กั้นไกลแล้วนะเพคะ"

            "แต่รถก็ยังเยอะอยู่ดี จริงๆเปิ้นน่าจะปิดการจราจรไปเลยด้วยซ้ำ ทางอื่นที่ไปทางนั้นได้มันก็มีอยู่"

            "แต่ถ้าเข้าถนนวงแหวนสายในทั้งสามสายมันติดมากเลยนะกล้วย แฮ่ก.... แฮ่ก.... แถวนั้นย่านการค้าทั้งนั้นเลย" จ้าดพยายามออกความเห็นทั้งที่ยังคงหอบเหมือนหมาเพิ่งวิ่งมาราธอนเสร็จ "เป็นเราเราก็ยอมขึ้นทางยกระดับ ถึงจะรู้ว่ามีผีหรือเสี่ยงกับอุบัติเหตุก็เถอะ แต่มันเร็วกว่ากันเยอะ แฮ่ก.... แฮ่ก....."

 

            "เงียบเถอะน่าบ่าจ้าดง่าว พักหื้อหายเหนื่อยแล้วค่อยอู้ดีกว่า" ตานีสาวหันมากัดเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะกลับไปมองผ่านเลนส์กล้องส่องทางไกลอีกครั้ง "แต่นี่หมู่หมอผีนั่นยังบ่มาเลย เที่ยงคืนสองนาทีแล้วเน่อ....."

            "นั่นไงเพคะ" นางชี้มือไปยังใต้ทางยกระดับซึ่งมีบันไดขึ้นมาที่ระดับถนนได้ "ขึ้นมาจากข้างล่างทางยกระดับแล้ว"

 

            กล้วยมองตามตำแหน่งที่นางบอก แล้วเธอก็เห็นกลุ่มคนราวๆสิบคนเดินขึ้นบันไดมาจากใต้ทางยกระดับ พวกเขาอยู่ในชุดกันหนาวสีขาวเหมือนชุดทำพิธี คนหนึ่งสะพายเป้ใบใหญ่สีแดงลงอักขระยันต์มาด้วย อีกคนปูผ้าสีแดงผืนใหญ่ลงกับพื้นถนนเย็นเฉียบที่ฉาบด้วยน้ำแข็ง ส่วนอีกคนกางเสาเหล็กสามขาตั้งไว้กับพื้นเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบผ้าก่อนจะเริ่มโยงด้ายสีขาวเชื่อมมันเข้าไว้ด้วยกัน คนที่ขึ้นมาแรกสุดซึ่งดูมีอายุมากที่สุดด้วยเช่นกันหยิบหม้อใบเขื่องออกมาจากย่ามที่เขาสะพายติดตัวมา วางเอาไว้ด้านหน้าวงสายสิญจน์ ก่อนจะนั่งลงและพนมมือ

 

            "ปราบผีแบบสมัยโบราณ" กล้วยพึมพำ มือวางกล้องส่องทางไกลแล้วขยับตัวไปดึงกล้วยมาประทับบ่าเตรียมพร้อม "จะไหวก๋าจะอี้....."

            "ทำไมล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างเคืองๆเล็กน้อย วิชาปราบผีของตาของเขาก็ออกแนวนี้เหมือนกัน "ปราบผีแบบโบราณแล้วไม่ดีตรงไหน"

            "ถ้าไม่เก่งจริง ปราบผีแบบโบราณไม่ได้ผลอะไรมากนักหรอก" นางรับหน้าที่อธิบายแทน "เพราะมันไม่ใช่การทำลายหรือควบคุมพลังงานวิญญาณโดยตรงแบบที่พวกเราหรือหมอผีสมัยใหม่ทำ เป็นการควบคุมพลังงานด้วยจิตและสมาธิล้วนๆ ถ้าไม่ได้ฝึกมาจนชำนาญจริงๆ อย่างมากผีร้ายก็แค่คันๆเท่านั้นแหละ"

 

            "แต่ดูท่าหมอผีคนนั้นก็น่าจะเก่งอยู่นา" เด็กหนุ่มหน้าดุเขม้นมองผ่านเลนส์ไปยังใบหน้าของหมอผีประจำกลุ่มซึ่งยังคงหลับตาบริกรรมคาถาอยู่

            "จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวผีออกก็ได้ฮู้กันเองแหละน่า" กล้วยตัดบทอย่างรำคาญ เธอต้องการสมาธิ ผีอาจจะโผล่ออกมา หรือมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ "รอดูไปเงียบๆเถอะ"

 

            สามทีมสังเกตการณ์กลับเข้าสู่ความเงียบชนิดแทบได้ยินเสียงหายใจอีกครั้ง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา จ้าดก็ทำลายมันลงด้วยเสียงอุทานเบาๆ เมื่อมีบางอย่างปรากฎขึ้นบนทางยกระดับ ห่างจากกลุ่มหมอผีที่นั่งบริกรรมคาถาอยู่ราวห้าสิบเมตร

 

            มันดูเหมือนร่างคน..... แต่ถ้ามันไม่ได้ยืนตัวตรง เด็กหนุ่มหน้าดุคงบอกไม่ได้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ เพราะอวัยวะทุกส่วนแหลกเละราวกับถูกรถบรรทุกสิบแปดล้อถอยทับซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่ำกว่าสิบรอบ เลือดสีแดงฉานฉาบชุ่มโชกอยู่ทั่วทั้งร่างจนหลานชายหมอผีใหญ่แทบจะได้กลิ่นคาวลอยมากับลม เครื่องในสีชมพูอมแดงทะลักออกมาทางแผลฉกรรจ์ที่ท้อง หัวกะโหลกที่เต็มไปด้วยลิ่มเลือดและสมองสีเหลืองข้นยุบแบนจนแทบมองไม่ออกว่าด้านไหนคือใบหน้า สิ่งเดียวที่แยกใบหน้าออกจากท้ายทอยคือดวงตาที่เรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งกำลังจ้องเขม็งไปยังเหล่าหมอผีที่ได้รับมอบหมายให้มาปราบมันในวันนี้......

 

            "แกเป็นใคร ต้องการอะไร !"

            หมอผีวัยกลางคนถามด้วยเสียงอันดังจนหนึ่งมนุษย์สองตานีบนดาดฟ้าได้ยินชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องตรวจจับเสียง แต่ไร้การตอบรับจากผีตายโหงบนทางยกระดับ มันยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆทั้งสิ้น แต่อันที่จริง เด็กหนุ่มหน้าดุก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันจะยังขยับได้อยู่อีกหรือ ในเมื่อร่างเละออกขนาดนั้น

 

            "ถามว่าแกเป็นใคร ต้องการอะไร ไม่ได้ยินรึไง !?"

            ชายในชุดขาวตะคอกด้วยเสียงดังขึ้น แต่ก็ไร้ผล ผีตนนั้นยังคงยืนนิ่งราวกับไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่น้อย จ้าดเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง แก้วหูเละขนาดนั้นก็ไม่น่าจะได้ยินเสียงอยู่แล้วจริงไหม.....

 

            "ถามดีๆไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลังใช่มั้ย !?"

            หมอผีเอี้ยวตัวเอื้อมมือลงไปควานหาอะไรบางอย่างในย่ามข้างตัว ไม่กี่วินาทีต่อมา จ้าดก็ต้องอุทานอย่างตกใจระคนทึ่งเมื่อจู่ๆควายสีดำตัวมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าวงสายสิญจน์ มันยาวเท่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่ๆ เขาทั้งสองข้างยาวรวมกันเกือบสามเมตร ดวงตาดุร้ายฉายแสงสีแดงก่ำ ที่หน้าผากของมันมีอักขระยันต์เขียนเอาไว้ด้วยชอล์กสีขาว เด็กหนุ่มหน้าดุจ้องมันไม่วางตาด้วยความตกใจระคนชื่นชม บันทึกของตาเขาเอ่ยถึงอาวุธอาคมชนิดนี้อยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่เคยเห็นตัวจริงของมันหรือแม้แต่รูปถ่าย

 

            ชายวัยกลางคนหลับตาขมุบขมิบคาถาสองสามคำ แล้วสัตว์กีบตัวยักษ์ก็ก้มหัวก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งถลาเข้าใส่ร่างแหลกเละของผีตายโหงทันทีราวกับรถบรรทุก เขาแหลมโง้งทั้งสองข้างชี้ไปด้านหน้าเตรียมแทงแกนวิญญาณให้แหลกสลายในครั้งเดียว....

 

            แต่ที่ระยะไม่ถึงเมตรก่อนที่ปลายแหลมของเขาจะสัมผัสเป้าหมาย ผีร้ายร่างแหลกเละก็ยกมือขึ้นเหมือนจะห้าม เสี้ยววินาทีต่อมา ร่างยักษ์ที่ไม่น่าจะหนักน้อยกว่าสองตันของสัตว์อาคมเขาแหลมก็มีอันต้องปลิวกระเด็นราวกับตุ๊กตายัดนุ่น กลุ่มหมอผีสุดเทพปราบทุกทิศมีอันต้องแตกกระจายไปทุกทิศคนละทิศคนละทางเหมือนชื่อเมื่อควายธนูตัวเก่งกลิ้งหลุนๆมาทางพวกเขา และก่อนที่จะมีใครแก้ไขอะไรได้ทัน ร่างใหญ่ยักษ์ของมันก็กลิ้งทับหลักขึงสายสิญจน์จนพังพินาศ ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ปลอดภัยจากผีร้ายตนนี้อีกต่อไปแล้ว....

 

            หมอผีหัวหน้ากลุ่มไวที่สุด ลูกน้องและเพื่อนร่วมงานที่มาด้วยถูกลืมไปในทันที ชายวัยกลางคนวิ่งฉิวราวกับเป็นนักวิ่งโอลิมปิกไปยังกลุ่มรถที่ถูกตำรวจกั้นเอาไว้ แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ต้องหยุดชะงัก ดวงตาที่มีรอยเหี่ยวย่นเบิกกว้างเมื่อรถบรรทุกน้ำมันยาวเกือบยี่สิบเมตรลอยข้ามหลังคารถที่จอดติดอยู่หน้าแผงกั้นมาราวกับถูกยกด้วยเครนตัวยักษ์ ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นในสภาพตะแคงข้างขวางทางเดินรถทุกช่องของทางยกระดับห่างจากตัวเขาไปเพียงไม่กี่เมตร ถังน้ำมันโลหะที่ทานแรงกระแทกไม่ไหวบิดเบี้ยวและแตกร้าว น้ำมันสีเหลืองใสไหลทะลักออกจากรอยแตกลงมานองพื้นถนน* กลิ่นเหม็นน้ำมันเชื้อเพลิงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

            ชายในชุดขาวเห็นท่าไม่ดีก็รีบหันหลังกลับก่อนจะวิ่งไปอีกทาง แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเท้าแทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าทางยกระดับอีกฟากหนึ่งก็ถูกปิดตายด้วยรถน้ำมันอีกคัน และก่อนที่จะมีใครทำอะไรได้ทัน รถบรรทุกน้ำมันอีกสองคันก็ร่วงโครมลงขนานกับถนน ปิดทัศนวิสัยจากตึกรอบข้างโดยสิ้นเชิงราวกับผีตายโหตนนั้นรู้ว่ามีผู้สังเกตการณ์รอสอยมันอยู่ น้ำมันสีเหลือง แดงและน้ำเงินจากถังน้ำมันของทั้งสามคันไหลพรั่งพรูออกมาเป็นสายราวกับเขื่อนแตก ส่งไอปิโตรเลียมฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ พร้อมจะระเบิดเป็นลูกไฟใหญ่ที่มีรัศมีนับร้อยเมตรทันทีแม้มีประกายไฟเพียงนิดเดียว......

           

            "อาจารย์คง ไหนบอกว่าปราบได้แน่ๆไงล่ะ !?" ชายคนที่ทำหน้าที่กางหลักขึงสายสิญจน์โวยวาย เขาและสมาชิกคนอื่นๆในทีมต่างถอยกรูดมาอยู่ที่จุดกึ่งกลางระหว่างรถบรรทุกทั้งสี่คัน ขณะของเหลวไวไฟหลากสีหลายค่าออกเทนค่อยๆคืบคลานเข้ามาหาจากทั้งสี่ทิศ**

            "ข้าไม่รู้โว้ย ข้าก็ทำแบบที่เคยทำแล้ว ไม่นึกว่ามันจะเฮี้ยนขนาดนี้นี่ !"

            "แล้วอาจารย์จะไปรับงานมาทำไม !?"

            "ก็ข้าอยากได้เงินนี่หว่า !"

            "แล้วพาพวกเรามาตายเนี่ยนะ !?" สมาชิกหญิงคนเดียวในกลุ่มกรีดเสียงถามอย่างเดือดดาล ความกลัวของเธอแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธไปแล้ว

            "ก็บอกแล้วไงว่าข้าไม่รู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ !"

            "หนอย ไอ้หมอผีเก๊....."

 

            เสียงของหญิงสาวขาดหายไปในลำคอเมื่อจู่ๆร่างแหลกเละของผีตายโหงบนทางยกระดับก็เดินแทรกผ่านรถบรรทุกน้ำมันคันหนึ่งเข้ามา กลุ่มหมอผีทั้งกลุ่มถอยกรูดไม่เว้นแม้กระทั่งหมอผีในชุดขาว แต่ชายวัยกลางคนก็ยังทำใจดีสู้เสือยกพระองค์ใหญ่ที่ห้อยคอขึ้นมาชูโบกไปโบกมาเบื้องหน้าหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้จะช่วยขับไล่ผีร้ายให้หายไปได้ แต่ไร้ผล ผีตนนั้นก้าวอาดๆเข้ามากระชากสร้อยทองคำจนขาดออกอย่างง่ายดายก่อนจะโยนมันทิ้งไปง่ายๆเหมือนมันเป็นเพียงเศษขยะ ทั้งทีมมองตาค้าง ในขณะที่ผีร้ายร่างเละแสยะยิ้มอย่างสะใจ.....

 

            "กล้วย ยิงเลย !"

            หลานชายหมอผีใหญ่ร้องบอกเพื่อนสาวเมื่อเห็นสถานการณ์คับขัน แต่ตานีสาวไม่โง่พอที่จะทำเช่นนั้น กระสุนหัวทำลายสสารที่ใช้กับปืนของเธอเป็นแบบฟูลเมทัลแจ็กเกต ซึ่งหมายความว่าหัวกระสุนถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยโลหะ หากมันกระทบกับโลหะด้วยกันก็อาจเกิดประกายไฟขึ้นได้ง่ายๆ หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้หัวทำลายวิญญาณ รอบตัวผีร้ายนั่นก็มีพลังงานวิญญาณเข้มข้นแผ่ออกมาอยู่ตลอดเวลา แม้โอกาสจะมีไม่มาก แต่พลังงานวิญญาณจากกระสุนก็อาจทำปฏิกิริยากับมันจนเกิดประกายไฟได้ และเมื่อนั้นได้ตูมกันสนุกสนานเฮฮาเรือหายวายวอดกันแน่

 

            "จะอี้คงต้องใช้แผนสี่แล้ว" เด็กสาวหน้าจืดพึมพำเสียงหนัก ก่อนจะหันไปหานางซึ่งนั่งส่องกล้องส่องทางไกลอยู่ข้างๆ "นาง พอจะเข้าไปช่วยมนุษย์หมู่นั้นออกมาได้ก่อ พากระโดดลงมาจากทางยกระดับเลย พลังที่หมู่เฮามีเหลือน่าจะพอยะหื้อลงพื้นโดยบ่บาดเจ็บได้อยู่ แต่ห้ามยิงเด็ดขาดเลยเน่อ บ่อั้นได้ตูมตามกันขึ้นมาแน่"

            "ได้เพคะ"

            "นี่เจ๊วางแผนเอาไว้กี่แผนครับเนี่ย !?"

 

            ยังไม่ทันขาดคำของจ้าด ตานีสาวคนสวยก็หายวับไปแล้ว เสี้ยววินาทีต่อมา เธอก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกลุ่มหมอผีสุดเทพปราบทุกทิศท่ามกลางความประหลาดใจของทีมหมอผี แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว เศษเหล็กจากถังน้ำมันพุ่งเข้าหาหน้าผากของเธอด้วยความเร็วสูงจนเธอต้องรีบเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน เด็กสาวหน้าหวานตั้งหลักอย่างรวดเร็วก่อนจะคว้าข้อมือหญิงสาวและสมาชิกอีกคนของกลุ่มหมอผีหมับหวังจะพากระโดดข้ามรถบรรทุกน้ำมันที่ตะแคงข้างขวางอยู่ลงไปจากทางยกระดับ แต่เธอก็ถึงกับต้องทิ้งตัวลงกลิ้งตัวหลบเมื่อเศษเหล็กอีกนับสิบชิ้นลอยขึ้นจากพื้นก่อนจะปลิวหวือเข้าหาเธอพร้อมๆกัน

 

            นางขบกรามกรอด มือกระชากมีดเล่มยาวออกจากสายคาดที่เข็มขัดหมายจะปาใส่ฝ่ายตรงข้าม แต่ผีร้ายไวกว่า มันคว้าคอตานีสาวหมับก่อนจะยกเธอลอยขึ้นจากพื้น ดวงตาสีน้ำเงินโชนแสงวาบ ขณะปากที่แหลกเละและฉีกขาดจนมองเห็นฟันแทบทั้งแผงเหยียดออกเป็นยิ้มแหว่งๆให้เธอ แม้มันจะไม่ครบองค์ประกอบปาก แต่เด็กสาวคนสวยก็มองเห็นแววเหี้ยมเกรียมที่แฝงอยู่ได้อย่างชัดเจน

 

            "ถ้าเป็นข้า ข้าจะไม่ปามีดเล่มนั้นนะ....." เสียงของผีร้ายฟังพร่าเลือนและแปร่งเพี้ยน ราวกับมีเสียงประสานอีกเสียงพูดไปพร้อมๆกัน "เพราะถ้ามันไปเสียบโลหะเข้าแล้วมีประกายไฟขึ้นมา ที่นี่ก็ตูมแหลกแน่นอน เก็บมันไว้ดีกว่านะนังหนู แล้วเตรียมตัวตายได้ !"

            'องค์ราชินีเพคะ !' เด็กสาวหน้าหวานไม่ตอบคู่ต่อสู้ หากรีบโทรจิตถึงผู้บังคับบัญชาของเธอบนยอดตึกกระทรวงพลังงาน แม้เธอจะเป็นกึ่งวิญญาณ แต่ที่คอก็เป็นหนึ่งในจุดแกนวิญญาณสำคัญ ซึ่งคงไม่ดีแน่ถ้าปล่อยให้ผีร้ายตนนี้ขยี้มันจนแหลก 'แผนการล้มเหลวเพคะ จะให้ทำยังไงต่อเพคะ !?'

            'ถอนตัวกลับมาเดี๋ยวนี้เลย !'

 

            "อ้าว ไม่โต้ตอบอะไรเลยเหรอ นึกว่าข้าจะได้สนุกสักหน่อยซะอีก" ใบหน้าแหว่งวิ่นเห็นกระดูกขาวโพลนเปลี่ยนจากยิ้มเป็นเบ้หน้า มันพ่นลมหายใจซึ่งไม่มีความจำเป็นกับมันอีกแล้วออกมาจากจมูกอย่างเซ็งๆ "งั้นก็ ตายซะเถอะ"

 

            แต่ก่อนที่มือแข็งแรงจะออกแรงบีบคอของนางมากกว่านั้น ร่างของตานีสาวคนสวยก็หายวับ ดวงตาลึกโหลที่เรืองแสงสีน้ำเงินเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ ความเข้าใจบางอย่างผุดขึ้นมาในสมอง

 

            ตานี.....

 

            "ไม่ไหวเพคะ" นางเอ่ยเสียงเครียดทันทีที่เธอปรากฏตัวขึ้นบนดาดฟ้าตึกกระทรวงพลังงาน "ไปตนเดียวไม่มีทางสู้มันได้เลย ผีตนนี้ความสามารถสูงมาก อย่างน้อยๆหม่อมฉันสู้มันไม่ไหวแน่"

            "ข้าเจ้าก็พอหันอยู่ ยกรถน้ำมันง่ายๆจะอั้นบ่แม่นผีธรรมดา" เด็กสาวหน้าจืดตอบด้วยเสียงเครียดไม่แพ้กัน ดวงตายังคงมองผ่านกล้องเล็งอินฟราเรดแม้ผีตายโหงบนทางยกระดับจะถูกรถบรรทุกน้ำมันบังมิด "ข้าเจ้าน่าจะยิงเปิ้นตั้งแต่แรก..... หนอย ถ้ามีผู้ได๋ยกรถนั่นขึ้นให้สักหน่อย ข้าเจ้าก็ยิงได้แล้วแต๊ๆ"

 

            ราวกับมีวาจาสิทธิ์ สองสามวินาทีต่อมา รถบรรทุกน้ำมันคันยาวเหยียดที่ขวางกั้นวิถีกระสุนอยู่ก็ค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ ราชินีตานีกลั้นหายใจจ้องเขม็งผ่านกล้องเล็งพร้อมจะเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อหากผีตายโหงบนทางยกระดับเปิดเผยจุดแกนวิญญาณสำคัญ ซึ่งด้วยอัตราการยกระดับนี้คงจะอีกเพียงไม่ถึงสิบวินาทีเท่านั้น.....

 

            แต่แล้ว ดวงตาเรียวก็มีอันต้องเบิกกว้าง เมื่อเห็นว่ารถบรรทุกที่น่าจะถูกยกขึ้นตรงๆ กลับถูกเหวี่ยงลอยละลิ่วขึ้นฟ้าอย่างง่ายดายราวกับเป็นรถเด็กเล่น

 

            ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ มันกำลังลอยตรงมายังดาดฟ้าของตึกสิบเก้าชั้นแห่งนี้.....

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

*น้ำมันเชื้อเพลิงที่กลั่นออกมาจากหอกลั่นปกติจะใสไม่มีสี แต่มักเติมสีลงไปเพื่อให้สามารถแยกแยะและตรวจสอบการรั่วได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับแก๊สที่ปกติแก๊สปิโตรเลียมจะไม่มีกลิ่น แต่มีการใส่กลิ่นเข้าไปเพื่อให้รู้สึกถึงการรั่วได้ง่ายขึ้น

 

**เลขออกเทน คือตัวบอกการป้องกันการน็อก หรือการจุดระเบิดก่อนเวลาของน้ำมันเบนซิน

 

เครื่องยนต์เบนซินนั้นทำงานด้วยการอัดไอที่ผสมกันระหว่างอากาศและน้ำมันให้ผสมกันก่อนจะจุดระเบิดด้วยประกายไฟหัวเทียน เกิดเป็นแรงระเบิดดันลูกสูบและหมุนเพลาได้ แต่การอัดส่วนผสมนี้ก็ทำให้มันร้อนขึ้น หากเลขออกเทนของเชื้อเพลิงต่ำ (หรือสูง แต่ดันทุรังอัดมากเกินไปเอง) ส่วนผสมนั้นก็จะเกิดการ “ชิงจุดระเบิด” หรือชิงระเบิดเองแทนที่จะรอประกายไฟจากหัวเทียน ซึ่งการจุดระเบิดนี้มักรุนแรงกว่าปกติ และไม่ตรงกับจังหวะการทำงานปกติของเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องกระตุก ดับ หรืออาจเสียหายหนักได้

 

ตะกั่วทำให้เลขออกเทนสูงขึ้น แต่อย่างที่รู้กันว่าทำให้เกิดโรคและอาการผิดปกติมากมายในเด็ก สารอื่นๆที่เพิ่มออกเทนได้เช่นเอทานอล (แอลกอฮอล์ในเหล้า ที่ใช้ทำแก๊สโซฮอล์) หรือสารพิเศษที่เรียกว่า MTBE (Methyl Tertiary Buthyl Ether)

 

ชื่ออาการ “น็อก” เกิดจากเสียงที่ดังเหมือนโลหะกระทบกัน หรือเสียง “เคาะ” โลหะ เมื่อเกิดเหตุการณ์การชิงจุดระเบิดก่อนนี้ขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #108 2-CHAIR (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2559 / 20:39
    นี่ผีหรือเดอะฮัค -*-
    #108
    1
    • #108-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 18)
      28 มิถุนายน 2559 / 18:04
      ตนนั้นแค่ระดับปานกลางครับ.....
      #108-1
  2. #80 Zeferus (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2558 / 01:37
    บางทีก็แอบรำคาญพระเอกหน่อยๆ == 
    #80
    1
    • #80-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 18)
      30 กรกฎาคม 2558 / 05:53
      รำคาญยังไงครับ บอกให้ละเอียดนิด จ้าดมันจะได้แก้ไขปรับปรุงตัวได้ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นพาลรำคาญมันไปหมดนี่มันจะเฉาตายเอาครับ แค่นี้ก็เฉาจนไม่รู้จะเฉายังไงอยู่แล้วด้วย
      #80-1
  3. #57 wat_r (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 เมษายน 2558 / 14:35
    แม่นางนี่ทำอะไรให้ป้ายูคิกลัวนักนะ ไม่่สิ... ยูคิจัง 555 ตอนนี้ดีแล้วต้องเรียกแบบน่ารัก :P
    ผีตนใหม่โหดเรือหายเลยแฮะ! จารย์หมอผีวิ่งเปิดแท้แล้ มันมาจากไหน หรือมีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง แถมยังมีปฎิกริยากับเผ่าพันธ์ตานีอีก

    ปล. เข้าใจจ้าดเรื่องฟิสิกส์เลย ง่อยเหมือนกันเรื่องนี้ 555
    #57
    0
  4. #34 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 16:11
    มีฉากให้ลุ้นอีกแล้ว งั้นก็จัดปายยยยยยยย โอ้เย!
    #34
    0