ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 17 : เรื่องเล่าจากบนหลังคารถไฟฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

            "ทำไมเธอ....."

            พูดได้เพียงสามพยางค์ จ้าดก็ต้องรีบดิ้นแถกพื้นหิมะหลบเมื่อสาวแว่นที่ยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือหัวลากดาบเข้าหาตัวเขาหมายตัดท้องให้ขาดเป็นสองท่อน เด็กหนุ่มรีบยันตัวลุกขึ้น ดาบลำแสงสีฟ้าเหวี่ยงวูบในแนวเฉียงสะพายแล่งหมายคอเขาทันที แต่คราวนี้หลานชายหมอผีใหญ่เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว เขาเบี่ยงตัวหลบฉากออกไปด้านข้างก่อนจะกระโจนเข้าประชิดตัวฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง มีดอีโต้ที่แหว่งหายไปครึ่งเล่มเงื้อขึ้นสูงหมายกระแทกสันเข้าใส่ท้ายทอยให้ร่วง

 

            แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า แล้วดวงตาตี่ๆของจ้าดก็ต้องเบิกกว้างเมื่อมีดที่เหลืออยู่ครึ่งเล่มกลายเป็นแว่นๆเหมือนโคนผักกาดสับร่วงลงไปกองกับพื้นหิมะทีละชิ้น เสี้ยววินาทีต่อมา ดาบลำแสงก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นเคียวขนาดมหึมาที่เคยแทงทะลุท้องหลานชายหมอผีใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสามอาทิตย์ก่อน โดยไม่จำเป็นต้องคิด ยูคิเงื้อมันขึ้นสุดแขนก่อนจะเหวี่ยงวูบในแนวเฉียง คราวนี้ไม่เล็งท้อง แต่เล็งเฉาะหัวเขาเลยทีเดียว จ้าดถีบเท้าถอยหลบได้ทันท่วงที กรามขบกันแน่นเมื่อเคียวสีฟ้าสว่างผ่านหน้าเขาไปในระยะเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            แม้จะหลบพ้น แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็รู้ดีว่าเขาคงไม่โชคดีแบบนี้ตลอดไปแน่นอน มิหนำซ้ำอาวุธเพียงอย่างเดียวของเขาก็กลายเป็นชิ้นๆลงไปกองอยู่กับพื้นเสียแล้ว ทางเลือกของเขาในยามนี้คงเหลืออยู่เพียงทางเดียว.....

 

            "ไม่อยู่ล่ะโว้ย !"

            ไม่ต้องเหยียบคลัตช์หรือรอรอบเครื่อง หลานชายหมอผีใหญ่ก็ใส่เกียร์หมาเผ่นแน่บไปตามทางเดินหินที่ปกคลุมด้วยหิมะซึ่งมุ่งหน้าไปยังเขตธุรกิจเชียงแสน สถานีรถไฟฟ้าเชียงแสนใต้และรางยกระดับมองเห็นเป็นเส้นสีขาวพาดผ่านตึกระฟ้าที่เริ่มปิดไฟเป็นหย่อมๆ หวังว่าผู้คนล้านแปดที่อัดแน่นอยู่ในย่ายธุรกิจและบันเทิงตามประสาเย็นวันศุกร์จะช่วยให้ยูคิใช้อาวุธของเธอลำบากขึ้นบ้าง แม้คะเนด้วยสายตามันไม่น่าจะใกล้กว่าหนึ่งกิโลเมตร แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าถูกหั่นเป็นแว่นๆเหมือนหอมใหญ่เตรียมใส่ยำอยู่ตรงนี้....

 

            เสียงแหวกอากาศดังวูบวาบและแสงเรืองรองของดาบลำแสงดังไล่หลังมาติดๆ บอกให้เด็กหนุ่มรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามยังคงไม่ละความพยายามที่จะเอาชีวิตเขา แต่ไม่ถึงนาทีต่อมา แสงสีฟ้าก็ดับวูบ คิ้วรกขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัย ในขณะที่อีกใจก็โล่งด้วยคิดว่าสาวแว่นผู้นั้นคงจะเลิกรา แต่วินาทีต่อมา หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องเร่งฝีเท้าขึ้นแทบไม่ทันเมื่อจู่ๆรอยตัดเฉียงๆก็ปรากฏขึ้นที่โคนเสาไฟริมทางเดินห่างจากตัวเขาไปเพียงไม่ถึงเมตร เสียงเสาโลหะล้มลงกระแทกพื้นเสียดแทงเข้าไปในรูหูที่อื้ออึงด้วยเสียงหัวใจเต้น แต่เด็กหนุ่มไม่หันไปมอง สถานีรถไฟฟ้าสว่างไสวและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเบื้องหน้าอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยเมตรแล้ว เขาจะไม่ยอมเป็นเหมือนเสาไฟอยู่แถวนี้เด็ดขาด.....

 

            ในที่สุด เด็กหนุ่มหน้าดุก็ออกจากเขตสวนกล้วยมายังถนนอ้อมตานได้สำเร็จ แม้คนที่เดินจอแจอยู่ตามฟุตบาทน่าจะมากพอที่จะเป็นโลป้องกันดาบลำแสงของยูคิได้ แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังไม่วางใจ เขากระโดดขึ้นบันไดสะพายลอยทีละสามขั้นก่อนจะวิ่งฝ่าผู้คนตรงไปยังอาคารทรงโปร่งหลังใหญ่ที่มีหลังคาเหล็กและกระจกเป็นรูปโค้งของสถานีรถไฟฟ้าเชียงแสนใต้

 

            จ้าดควักตั๋วเดือนของเขาออกมาสแกนอย่างรวดเร็ว วิ่งขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชานชาลาบนชั้นสี่ก่อนจะพยายามเบียดแทรกฝูงชนนับร้อยที่ตั้งแถวรอรถไฟอยู่อย่างเป็นระเบียบเข้าไปให้ใกล้รถไฟมากที่สุด เสียงบ่นผสมก่นด่าดังลอยมาเข้าหู หลานชายหมอผีใหญ่เองก็รู้ว่าชาวตานนะคอนผู้ซึ่งปกติจะรักระเบียบเหนืออื่นใด (อาจจะยกเว้นนักเรียนของตานนะคอนพิทยาคม) ไม่มีทางยอมรับการแซงคิวอย่างหน้าด้านๆเช่นนี้ แต่ขอแค่วันนี้วันเดียวน่า.....

 

            โชคดีที่รถไฟฟ้าแล่นเข้าจอดเทียบชานชาลาแทบจะทันทีที่เด็กหนุ่มแทรกตัวเข้าไปถึงริมชานชาลา เขาจึงไม่ต้องผจญกับเสียงบ่นระคนก่นด่ามากนัก ถึงอาจจะเจอสายตาเชือดเฉือนในรถอยู่ดี แต่อย่างน้อยเขาก็น่าจะหนีพ้นจากนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวผู้ถือดาบเรืองแสงเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มรีบก้าวฉับๆขึ้นรถทันทีที่ผู้โดยสารข้างในออกมาหมด ก่อนจะเดินไปยืนพิงอยู่ในมุมของโบกี้ใกล้ๆกับประตูอีกฟากหนึ่ง หลานชายหมอผีใหญ่สูดหายใจลึกก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในที่สุดเขาก็จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว....

 

            แต่ยังไม่ทันจะถอนหายใจได้หมดปอดดี จ้าดก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆแผ่นพลาสติกแข็งที่บุตัวรถข้างตัวเขาก็ขาดเป็นแนวเฉียง รอยขาดร้อนแดงเหมือนถูกตัดด้วยเหล็กเผาไฟ โชคดีที่คนอื่นไม่เห็น ไม่เช่นนั้นชาวตานนะคอนซึ่งยังคงหวาดๆจากเหตุการณ์กระสือกระหังบุกเมืองคงได้วิ่งพล่านกันโบกี้แตกแน่นอน อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มผู้เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวก็เผ่นแผล็วไปแล้ว

 

            เสียงโวยวายและเสียงบ่นระคนก่นด่าดังขึ้นตามรายทางเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่พยายามเบียดแทรกรถไฟฟ้าทีแน่นขนัดตามปกติของเย็นวันศุกร์ขึ้นไปยังหัวขบวน แต่เด็กหนุ่มไม่สนใจแล้ว เขารู้ดีว่าแม้จะมองไม่เห็น แต่ยูคิก็คงไล่ตามเขามาติดๆ ข้อสันนิษฐานของเขาได้รับการพิสูจน์ในพริบตาเมื่อจู่ๆเสาเหล็กกลางรถก็ขาดออกเป็นสองท่อน รอยขาดเรียบกริบและเสานั้นก็ยึดอยู่กับเพดานและพื้นอย่างแน่นหนาจนแทบไม่มีผู้โดยสารคนใดสังเกตเห็น พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีอาวุธมรณะที่ฟันเหล็กได้ดั่งฟันเต้าหู้เหวี่ยงวูบไปมาอยู่ใกล้ๆ....

 

            หลังจากใจหายใจคว่ำหลายตลบ ถูกด่าถึงพ่อล่อถึงแม่เป็นสิบชุด และเกือบจะถูกพี่เบิ้มกล้ามเป็นมัดๆอัดกระเด็นลงจากรถไฟ จ้าดก็มาถึงทางตัน นั่นคือพนังและประตูซึ่งกั้นระหว่างห้องควบคุมกับส่วนโดยสารของโบกี้หน้าสุด หลานชายหมอผีใหญ่เหลียวซ้ายแลขวาพยายามหาทางรอดแม้จะรู้ดีว่าไม่มีที่ไปอีกแล้ว ในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นผู้ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังเจอกับอะไรก็จ้องมองด้วยสายตาเดียวกับที่ใช้มองคนบ้า ยิ่งเห็นตราต้นกล้วยของตานนะคอนพิทยาคมก็ยิ่งหมั่นไส้ หลายคนรำพึงว่าเสียชื่อโรงเรียน ในขณะที่อีกหลายคนก็พูดดูถูกโรงเรียนเสียๆหายๆ เด็กหนุ่มหน้าดุได้ยินทุกคำพูด แต่ใครจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ ขอให้เขารอดชีวิตกลับบ้านคืนนี้ก็พอ....

 

            อากาศเบื้องหน้าไหววูบ หลานชายหมอผีใหญ่ทิ้งตัวลงกับพื้นได้ทันท่วงที เสี้ยววินาทีต่อมา พนังกั้นห้องคนขับก็ปรากฏรอยขาดในแนวเฉียงเป็นทางยาวเกือบสองเมตร เฉี่ยวหัวเด็กหนุ่มไปเพียงไม่ถึงเซนติเมตร จ้าดต้องรีบเบี่ยงตัวหลบเมื่อรู้สึกได้ว่ามวลอากาศเบื้องหน้าไหววูบอีกครั้งในวินาทีต่อมา แล้วรอยขาดอีกรอยก็ถูกจารลงบนพนังพลาสติกแข้ง คราวนี้เป็นแนวตั้งฉากเหมือนจะสับร่างเป้าหมายให้แยกเป็นสองซีก

 

            เด็กหนุ่มหายใจหอบด้วยความกลัวระคนเครียด ในขณะที่ผู้โดยสารซึ่งมองว่าเขาบ้ามาพักใหญ่เริ่มรู้ตัวว่ามีบางสิ่งผิดปกติ ผู้หญิงสองสามคนที่มองเห็นรอยกรีดหวีดร้องขึ้นอย่างเสียขวัญ ผู้ชายหลายคนลุกขึ้นยืน ในขณะที่บางคนทำท่าจะทุบปุ่มหยุดฉุกเฉิน ซึ่งหลานชายหมอผีใหญ่พยายามส่งโทรจิตสุดชีวิตไม่ให้เขาทำเช่นนั้น หากรถหยุดกลางคันอยู่บนทางรถไฟยกระดับซึ่งมีช่องว่างข้างรางแคบขนาดหนุสักตัวยังแทรกเข้าไปไม่ได้ เขาคงไม่มีทางหนีและไม่มีทางรอดแน่นอน......

 

            แต่ใครคนนั้นก็ยังทำ โชคดีที่ทันทีที่แผ่นแก้วซึ่งปิดสวิตช์หยุดรถถูกทุบแตก รถก็เข้าจอดเทียบสถานีอ้อมตานพอดี ผู้โดยสารที่อัดกันเป็นปลากระป๋องโดยเฉพาะในตู้แรกต่างเฮโลสาระพาแย่งกันลง ไวเท่าความคิด จ้าดรีบเบียดแทรกตัวลงไปกับผู้โดยสารเหล่านั้นหวังจะลงไปขึ้นแท็กซี่หนีให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก้าวลงจากรถไปเพียงไม่กี่ก้าว หางตาตี่ๆก็เหลือบไปเห็นถนนอ้อมตานและสะพานวังเจ้าเบื้องล่างซึ่งมีรถติดยาวเหยียด เย็นวันศุกร์ก็งี้.... ดูท่าเขาจะหาแท็กซี่ขึ้นไม่ได้ด้วยซ้ำ และถึงจะขึ้นได้ก็เถอะ  เคลื่อนที่ทีละกระดึ๊บๆแบบนี้มีหวังเขาได้โดนสับเป็นชิ้นๆพร้อมตัวรถแน่นอน

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุหันหลังกลับจะวิ่งขึ้นรถไฟฟ้าอีกครั้ง แต่ประตูปิดลงเสียแล้ว พร้อมเสียงเตือนปี๊บๆแสบแก้วหู

 

            "เฮ้ย เดี๋ยว เฮ้ย ขอไปด้วย !"

            ไร้ประโยชน์ กระจกและตัวรถหนาเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่ผู้คุมรถจะได้ยิน และยามสถานีก็ถูกกระแสฝูงชนล้านแปดบดบังจนไม่เป็นอันทำหน้าที่ แต่เอาเข้าจริง ถึงยามจะเห็นยามก็คงไม่ให้ขึ้นอยู่ดีเพราะประตูรถปิดไปแล้ว และรถก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีแล้วด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุขบกรามกรอดขณะสันหลังก็เสียววูบๆ ถ้าเขาอยู่บนชานชาลานี้คงไม่แคล้วโดนสับ ลงไปวิ่งข้างล่างก็คงไม่แคล้วโดนสับอยู่ดี และขาที่วิ่งสุดกำลังมาสองกิโลเมตรก็ไม่น่าจะวิ่งไหวอีกแล้ว ดีไม่ดีอาจจะโดนสับตั้งแต่ยังลงไปไม่ถึงชั้นล่างเลยด้วยซ้ำ แล้วเขามีทางเลือกอะไรเหลืออีกบ้าง....

 

            อากาศเบื้องหน้าเขาไหววูบอย่างไม่ปกติอีกครั้ง ความบ้าดีเดือดไม่รู้มาจากไหนมากมาย หลานชายหมอผีใหญ่อาศัยจังหวะที่ยามยังคงถูกฝูงชนผู้ตื่นตระหนกบดบังกระโดดเกาะแง่งรางประตูเลื่อนของรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเร่งความเร็วออกจากสถานี เสียงโลหะถูกกรีดข้างใต้เท้าบ่งบอกว่าเขาพ้นจากดาบลำแสงมรณะมาอย่างเฉียดฉิว แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับจ้าดอีกแล้ว ยามนี้เขากำลังห้อยต่องแต่งอยู่ข้างรถไฟฟ้าซึ่งวิ่งอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำตานด้วยความเร็วหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงและยังคงเร่งขึ้นเรื่อยๆ หากหลุดเขาได้ร่วงลงไปกระแทกแม่น้ำตานที่อยู่ต่ำลงไปเกือบห้าสิบเมตรแน่ แง่งประตูเองก็ลื่นจากหิมะที่ละลาย เด็กหนุ่มโกรธตัวเองขึ้นมาตงิดๆ จะตายแบบศพสวยๆเป็นแว่นๆก็ไม่เอา จะมาตายแบบร่างแหลกเละแถมหนาวอยู่ก้นแม่น้ำซะอีก....

 

            อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนชะตาของหลานชายหมอผีใหญ่จะยังไม่ถึงฆาต แม้จะพลาดอย่างน่าหวาดเสียวสองสามรอบ จ้าดก็พาตัวเองขึ้นมาอยู่บนหลังคารถไฟฟ้าจนได้ เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่ข้างตู้ระบบเครื่องปรับอากาศเพื่อหลบสายตาของผู้โดยสารที่รอขึ้นรถไฟอยู่ที่สถานีวังเจ้าซึ่งอยู่ห่างออกไปเบื้องหน้าไม่กี่ร้อยเมตร พัดลมของระบบทำความร้อนเป่าลมเย็นเยียบออกมา มันลอดผ่านรอยขาดบนเสื้อกันหนาวจนเด็กหนุ่มตัวสั่นเทา แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ปลอดภัย และเขาก็สลัดยูคิหลุดไปได้แล้ว เด็กสาวร่างบางแบบนั้นคงไม่มีแรงพอจะปีนตามเขาขึ้นมาหรอกใช่ไหม

 

            คำตอบคือไม่ใช่

 

            รถเร่งความเร็วพ้นสถานีวังเจ้าเพียงไม่กี่วินาที จ้าดก็ต้องร้องจ๊ากอีกครั้งเมื่อจู่ๆนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวฮิมิตสึก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือหัวเขาในระยะประชิด ดาบลำแสงเงื้อสูงเหนือหัวก่อนจะสับลงตรงๆ หลานชายหมอผีใหญ่เบี่ยงตัวหลบได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายพอดี ดาบลำแสงจึงเฉือนเข้าไปในเรือนพัดลมของระบบทำความร้อน ใบเหล็กกล้าของพัดลมที่หมุนด้วยความเร็วหลายร้อยรอบต่อนาทีที่ถูกเฉือนขาดปลิวว่อนก่อนจะกระเด็นออกมาจากตะแกรงเหมือนมีดบิน เด็กหนุ่มหน้าดุรีบย่อตัวลง แขนทั้งสองข้างยกขึ้นบังหัวไว้ กลับกันกับยูคิซึ่งยืนนิ่งราวกับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เธอยกดาบลำแสงขึ้นปัดเศษชิ้นหนึ่งที่ลอยไปทางเธอทิ้งเหมือนปัดแมลงวัน ก่อนที่จะย่างสามขุมเข้าหาเป้าหมายเบื้องหน้าอีกครั้ง ดาบลำแสงเรืองแสงสีฟ้าถือเตรียมพร้อมอยู่ในมือทั้งสองข้าง

 

            "เดี๋ยวสิยูคิ เดี๋ยว !" จ้าดร้องอย่างลนลาน เขาไม่มีทั้งอาวุธ พลังกายและพลังใจเหลืออีกแล้ว "ทำไมต้องทำแบบนี้ เราเคยไปทำอะไรให้ยูคิรึไง !?"

            "ฉันคนฆ่าเป็น เงินเพื่อฆ่า" สาวแว่นเบื้องหน้าตอบด้วยการเรียงประโยคแบบฮิมิตสึเช่นเคย

            "หมายความว่าไง เป็นนักฆ่าเหรอ ฆ่าคนเพื่อเงินใช่รึเปล่า" หลานชายหมอผีใหญ่เดาความหมายได้ถูกต้อง แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้ สามอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอไม่ได้เทคคอร์สเรียนภาษาสารขัณฑ์เลยหรือยังไง "ใครจ้างยูคิมา ทำไมต้องฆ่าเราด้วย เราไม่เคยทำอะไรให้ใครเลยนะ !"

            "ตอบไม่" เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบห้วนๆ เธอเข้ามาถึงตัวฝ่ายตรงข้ามแล้ว มือทั้งสองค่อยๆเงื้อดาบลำแสงขึ้นเหนือหัว "ตายซะ"

 

            "ระวัง !"

            ก่อนที่ดาบจะทันได้สับลง ดวงตากลมหลังแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำก็มีอันต้องเบิกกว้างเมื่อเป้าหมายที่นอนรอความตายอยู่เบื้องหน้าทะลึ่งพรวดขึ้นมารวบเอวของเธอก่อนจะกระแทกร่างของเธอลงกับหลังคารถ เด็กสาวอ้าปากจะโวยวาย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำแรก ดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อเงามืดของสะพานขนาดใหญ่ผ่านเหนือหัวเธอไปด้วยระยะห่างเพียงเมตรเศษๆ หากเธอยังคงยืนอยู่ ตอนนี้เธออาจจะถูกชนกระเด็น หรือเลวร้ายที่สุดอาจจะถูกฟาดหัวขาดกลายเป็นผีเฝ้ารางรถไฟแถวนี้ก็เป็นได้

 

            "นาเสะ..... ทำไม !?" ยูคิหันขวับมาถามเพื่อนหนุ่มรุ่นพี่ซึ่งรีบแยกตัวออกไปนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะตีความการเคลื่อนไหวของเขาผิดแล้วเอาเขาตายเหมือนกล้วย "ทำไม.... เธอ.... ฉัน..... ช่วย....."

            "หรืออยากจะถูกสะพานฟาดคอขาดอยู่ตรงนั้นล่ะ"

            "แต่.... ฉันคนฆ่าเป็น.... ฉันเธอฆ่านะ....."

            "ไอ้นั่นก็อีกเรื่องนึง" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบห้วนๆ "แต่เราก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดทนดูคนตายไปต่อหน้าได้หรอกนะ ถึงจะเป็นคนที่จะฆ่าเราก็เถอะ"

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึนิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าขาวฉายแววสับสนและงุนงง แต่แล้วเธอก็แยกเขี้ยว

 

            "ฉันหลอกคิดเหรอ !?"

            "ไม่ช่าย......!"

            น่าเสียดายที่ดูเหมือนเสียงปฏิเสธของจ้าดจะส่งไปไม่ถึงผู้รับ ยูคิลุกพรวด ดาบลำแสงยืดออกในพริบตาจนยาวเกือบเมตรครึ่งก่อนที่เจ้าของจะเงื้อมันขึ้นเหนือหัวในท่าเตรียมสับ ไวเท่าความคิด หลานชายหมอผีใหญ่ขึ้นตามฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างกายยึดแขนทั้งสองข้างของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำเอาไว้แน่น

 

            "ปล่อย !"

            นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวใช้ทั้งเท้าทั้งเข่าอัดเข้าใส่หน้าท้องของคู่ต่อสู้หวังจะให้เขาปล่อย แต่ความกลัวตายของเด็กหนุ่มหน้าดุก็ยังคงสั่งให้มือของเขายึดแขนอีกฝ่ายแน่นเหมือนคีมเหล็ก แม้เมื่อยูคิเปลี่ยนเป้าหมายจากท้องของเขามาเป็นหว่างขาจนเขาแทบหมดสติ ทั้งด้วยความจุกและความช็อกว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสมีรุ่นต่อไปได้สืบสกุลแน่ แต่จ้าดก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาพยายามดึงแขนของอีกฝ่ายลงมา มืองัดนิ้วของเด็กสาวชาวฮิมิตสึออกทีละนิ้ว และทันทีที่เขากระชากดาบออกจากมือของเธอได้ หลานชายหมอผีใหญ่ก็โยนมันออกไปยังแม่น้ำตานเบื้องล่างทันทีโดยไม่จำเป็นต้องคิด ใบดาบลำแสงหดวูบกลับเข้าไปในด้าม ก่อนที่จะได้ยินเสียงดังตุ๋มเบาๆเมื่อมันร่วงผ่านผิวน้ำลงไปเบื้องล่าง

 

            "นานะ !?"

            นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวร้องเสียงหลง ทำท่าจะพุ่งหลาวลงไปเก็บอาวุธของเธอ แต่จ้าดรวบขาเธอเอาไว้ได้เสียก่อนจนเด็กสาวล้มหน้าฟาดกับหลังคารถดังโครมใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าให้เธอตกลงไป ความเร็วรถเกือบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงและแม่น้ำเบื้องล่างซึ่งแข็งเป็นน้ำแข็งอยู่ต่ำลงไปเกือบสี่สิบเมตรแบบนี้เธอไม่รอดแน่ ยกเว้นจะบินได้

 

            "เธอ !"

            ยูคิหันขวับกลับมาหาฝ่ายตรงข้าม มือเงื้อขึ้นเหนือไหล่ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอาวุธของเธอลงไปนอนก้นแม่น้ำตานแล้ว เด็กสาวก็ถอยกรูดไปชนตู้ระบบระบายความร้อน แขนทั้งสองข้างยกขึ้นบังหัว ตากลมหลับปี๋ รอรับการโจมตีที่ฝ่ายตรงข้ามคงจะประเคนใส่เธออย่างไม่ยั้ง.....

 

            "จะกลัวอะไรครับเจ๊ ผมไม่ทำอะไรเจ๊หรอกน่า"

            "นะ.... นันจะ*...." นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรเธอเลยแม้แต่น้อย

            "เป็นมือสังหารบ้าอะไรขวัญอ่อนเรือหาย" เด็กหนุ่มหน้าดุบ่นอุบอิบ "แค่ไม่มีอาวุธก็หมดมุกแล้วรึไง แล้วแบบนี้ใครจะจ้าง"

            "ไม่....." ยูคิดูโกรธตัวเองจนพูดไม่ออก "ทำไม.... ทำไมเธอฉันช่วย"

            "ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้ใจร้ายขนาดจะเห็นคนตายอนาถอยู่ซึ่งๆหน้า แล้วก็ไม่เชื่ออีก" จ้าดตอบ "แล้วยังมาถีบเราซะขนาดนี้ อูย จุก....."

            "นี่.... ที่ได้ยินมาเหมือนไม่...."

            "หา อะไรนะ" หลานชายหมอผีใหญ่แสร้งขมวดคิ้ว แม้เขาจะพอเข้าใจความหมายของเด็กสาวได้ "พูดภาษาสารขัณฑ์ให้มันถูกๆหน่อย นักเรียนแลกเปลี่ยนมาอยู่เดือนนึงก็น่าจะพอพูดได้แล้วนะ ไม่ใช่เรียงประโยคผิดๆแบบนี้"

            "เจือกแน่ะ" คำตอบด้วยคำที่น่าจะยากเกินความสามารถทางภาษาของสาวแว่นมากทำเอาเด็กหนุ่มหน้าหงาย ยูคิอึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะค่อยๆพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก "คือ.... นี่มัน.... มันเหมือนที่ฉันได้ยินมาไม่ มะ.... มันไม่เหมือนกับที่ฉันได้ยินมา ตะ.... ตอนที่มีคนฉัน.... มีคนจ้างฉัน"

 

            "หมายความว่าไง" คราวนี้จ้าดขมวดคิ้วจริงๆ "เดี๋ยวๆ นอนลงก่อน !"

            เด็กหนุ่มหน้าดุรีบหมอบลงกับหลังคารถไฟแทบไม่ทันเมื่อรถชะลอความเร็นก่อนจะเข้าจอดที่สถานีภูสี ยูคิหมอบตามอย่างรวดเร็ว หัวใจสองดวงเต้นระทึก พยายามลุ้นไม่ให้ยามหรือผู้โดยสารคนไหนเห็น

 

            "เอ้า โอเคแล้วมั้ง" หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากรถเร่งความเร็วออกจากสถานีแล้ว แต่เขาก็รู้ดีว่ามีเวลาเพียงไม่ถึงห้านาทีก่อนที่รถไฟจะเข้าจอดที่สถานีต่อไป "แล้วยูคิหมายความว่ายังไง คนที่จ้างบอกอะไรยูคิ"

            "เขาบอก..... ว่าเธอกับที่อยู่กับเธอผู้หญิงผี คนก่อ.... เป็นอาชญากรสำคัญของเมืองนี้ ตำรวจก็ทำอะไรไม่ ก็เลยต้องฉันขอให้ช่วย" นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวพยายามสุดชีวิตที่จะเรียงประโยคแบบภาษาสารขัณฑ์ซึ่งแตกต่างจากภาษาของเธอมาก "ถึงฉันนัก.... จะเป็นนักฆ่ารับจ้าง แต่ก็ฆ่า.... แต่ก็ไม่ได้ฆ่าทุกคน ต้องเป็นอาชญากรหรือคนร้ายเท่านั้น"

            "แล้วเจ๊ก็ดันเชื่อโดยไม่ดูหลักฐานเนี่ยนะ จะเชื่อคนง่ายไปหน่อยล่ะมั้ง"

            "เชื่อโดยไม่มีหลักฐานไม่นะ !" ยูคิปฏิเสธทันควัน "ก็ฉันรูป.... ก็ฉันเห็นรูปถ่ายหลายใบ มีแต่รูปผู้หญิงผีนั่นถือปืนทั้งนั้น แล้วก็มีรูปเธอด้วย"

 

            เด็กหนุ่มพอจะเข้าใจความหมายของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาบ้าง ก็จริง ถ้าใครเห็นภาพกล้วยถือกล้วยกระบอกยักษ์แบบนั้นก็ไม่แปลกที่จะตีความไปในทางร้าย ยิ่งถ้ามีกันอยู่ครบทีมนี่กลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนชัดๆ อันที่จริง อาวุธที่ตานีใช้ก็ร้ายแรงและทันสมัยกว่ากลุ่มก่อการร้ายดังๆในโลกหลายกลุ่มเสียอีก ส่วนรูปเขาถือปืนก็คงมาจากการตัดต่อ เดี๋ยวนี้โปรแกรมอะโด่เบ๊โฟโต้เฉาะทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

 

            "แต่พอเห็นแบบนี้ ฉันก็เชื่อ.... ไม่อยากเชื่อว่าเธอแบบนั้นเป็น เอ่อ เป็นแบบนั้น...."

            "ก็ยังถือว่าเชื่อคนง่ายอยู่ดีนั่นแหละ" จ้าดถอนหายใจเฮือก "แค่เราช่วยยูคิแค่นี้ก็แปลว่าเราไม่ใช่อาชญากรแล้วเหรอ อาชญากรที่ดูเหมือนใจดีก็มีอยู่เยอะแยะไป"

            "ไม่รู้สิ.... รู้สึกได้.... อาชญากรไม่ใช่แบบนี้"

            "แล้วจะเอายังไงต่อไป" เด็กหนุ่มหน้าดุถามต่อ "จะยังตามเอาชีวิตเรากับกล้วยอยู่อีกรึเปล่า"

 

            นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวฮิมิตสึนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเธอก็ส่ายหน้า

 

            "คงไม่" เธอตอบเบาๆ "ไม่ว่าจะยังไง เธอฉันช่วยชีวิต ฉันฆ่าเธอไม่ได้ อีกอย่าง มันเป็น เอ่อ ภาษาสารขัณฑ์เรียกว่าอะไรนะ กฎมั้ง กฎของเผ่าฉัน ที่ห้ามฆ่าไม่.... ห้ามฆ่าคนที่ไม่มีความผิด"

            'แต่เมื่อกี้หลังจากช่วยไปแล้วก็ยังจะสับตูอยู่เลยไม่ใช่เรอะ' หลานชายหมอผีใหญ่คิดในใจ แต่ปากพูดออกไปอีกอย่าง "แล้วนายจ้างจะไม่ว่าเอาเรอะ"

            "ไม่รู้" ยูคิส่ายหน้าอีกหน "แต่ก็คงยกเลิกได้ เพราะถือว่าตั้งแต่ต้นผิดเงื่อนไขสัญญา"

            "เอางั้นเลยเหรอ" จ้าดถามงงๆ ไม่ว่าคนจ้างจะเป็นใคร เขาก็ไม่คิดว่าจะสัญญาจ้างสังหารคนจะยกเลิกกันได้ง่ายๆแบบนี้ "แล้วคนที่จ้างยูคิเป็นใครกันล่ะ"

 

            ก่อนที่เด็กสาวผู้ใส่แว่นกรอบดำจะทันตอบ ทั้งเธอและเด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องล้มคะมำเมื่อรถเบรกอย่างไม่นิ่มนักก่อนจะจอดเทียบชานชาลาสถานีเชียงตุง ซึ่งถือเป็นโชคดี ไม่เช่นนั้นยามสถานีคงมองเห็นทั้งสองได้อย่างง่ายดาย

 

            "เอ ทำไมรถจอดนานจัง"

            จ้าดเปรย เขาโผล่หัวออกจากซอกตู้ระบบปรับอากาศออกไปดูเบื้องล่าง ผู้โดยสารกำลังทยอยออกจากรถไฟ ดูจากจำนวนแล้วคงมีคนเหลืออยู่ในรถเพียงไม่มาก หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย สถานีนี้ไม่ใช่สถานีปลายทาง แถมปกติก็แทบไม่มีคนลงด้วยซ้ำเพราะเป็นย่านวัดและเมืองเก่าไม่ใช่ย่านการค้า แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา คำตอบของปัญหาในใจก็กระจ่างเมื่อเขาได้ยินเสียงประกาศออกมาจากตู้รถไฟ

 

            "ประกาศ ขอให้ผู้โดยสารลงจากรถที่สถานีนี้ เนื่องจากเมื่อครู่เราตรวจพบเหตุขัดข้องในระบบเดินรถของเส้นทางสายนี้ เครือข่ายขนส่งมวลชนตานนะคอนจึงจำเป็นต้องทำการทดสอบระบบเป็นกรณีพิเศษโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขออภัยในความไม่สะดวก"

 

            "ยูคิ ลงเร็ว !"

            "อะ เอ๋"

            ช้าเกินไป ก่อนที่ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวชาวฮิมิตสึจะขยับตัวได้ทัน รถไฟก็เริ่มเร่งความเร็วออกจากสถานีอีกครั้งแล้ว แต่แทนที่มันจะวิ่งไปตามเส้นทางเลียบแม่น้ำตานเหมือนปกติ มันกลับสับรางเลี้ยวซ้ายก่อนจะวิ่งไปตามถนนเชียงตุง มุ่งหน้าออกนอกเมืองสู่ย่านที่อยู่อาศัยซึ่งส่องแสงวิบวับอยู่ลิบๆเบื้องหน้า

 

            "ไปไหนกำลัง.... เรากำลังไปไหน" ยูคิเอ่ยขึ้น ดวงตากลมหลังเลนส์แว่นมองซ้ายมองขวา

            "ไม่รู้ น่าจะไปเข้าโรงเก็บมั้ง" หลานชายหมอผีใหญ่เดา ขนส่งมวลชนตานนะคอนมีโรงเก็บรถไฟฟ้าใหญ่อยู่ที่สถานีนาคูซึ่งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยทางตะวันออกของเมือง ห่างออกไปประมาณสิบแปดกิโลเมตร จากตรงนั้นเขาหารถไฟฟ้าสายอื่นหรือนั่งแท็กซี่กลับได้ไม่ยาก "เรื่องนั้นไว้ก่อน แล้วสรุปคนที่จ้างยูคิมาคือใครกัน เป็นมนุษย์หรือเป็นผี"

            "ผู้ชายแก่ๆหน่อย อายุประมาณ..... นันจะ !?"

 

            จู่ๆเด็กสาวชาวฮิมิตสึก็ชี้มือออกไปนอกรถ ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วซีดเผือด  จ้าดหันขวับมองตาม แล้วเขาก็เห็นเงาผู้ชายร่างสูงใหญ่ตะคุ่มๆยืนอยู่ปลายสุดของสถานีกลางรุ่งซึ่งแทบจะมืดสนิท เขายังไม่ทันเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นเพราะรถไฟวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

            "ยามสถานีเฉยๆมั้ง" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ แม้จะกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ถ้ายามสถานีเห็นเขานั่งอยู่บนนี้แล้วเรียกตำรวจมาจับข้อหานั่งในลักษณะก่อให้เกิดอันตรายและไม่จ่ายค่าโดยสารล่ะก็ยุ่งแน่ "ช่างเขาเถอะ เมื่อกี้นี้ยูคิว่าไงนะ ใครจ้างนะ"

            "ก็ ผู้ชายแก่ๆ ห้าสิบหรือหกสิบ ขาว.... ผมขาว ชุดขาวใส่"

            "ท่าทางเหมือนพวกหมอผีใช่มั้ย"

            "อะไรนั่น หมอผีอะไรคือ" คำตอบของอีกฝ่ายทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่แทบหงาย

            "ก็ เอ็กซอร์ซิสต์ หมอผี อิส แอน เอ็กซอร์ซิสต์" จ้าดตัดสินใจใช้ภาษาคาโมซึ่งถือเป็นภาษานานาชาติ แต่เครื่องหมายคำถามตัวเป้งก็ยังคงอยู่บนใบหน้าของสาวแว่นเบื้องหน้า "เดมอน เบเนอร์ อะไรก็ช่างเถอะน่า นี่เจ๊ไม่ได้เรียนภาษาอื่นมานอกจากภาษาบ้านเจ๊เลยรึไงครับ แล้วยังจะมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเนี่ยนะ !?"

            "เปล่าๆ ฉันเข้าใจแล้ว แต่สารขัณฑ์ของหมอผีเป็นยังไงไม่รู้"

            "แล้วพอจำชื่อได้มั้ย ใช่อะไรที่คล้ายๆสุทัศน์ เลิศดอยแลงรึเปล่า"

            "ใช่ นั่นแหละ สุทะสึ ราดโดะโดยรัน" เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบทันควันด้วยสำเนียงภาษาบ้านเกิดก่อนจะถามกลับ "ทำไมเหรอ รู้จักเขาเหรอ.... นั่น อีกแล้ว !"

 

            ยูคิชี้ออกไปนอกตัวรถอีกครั้ง และหลานชายหมอผีใหญ่ก็หันขวับไปดูอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่เขาเห็นเงาตะคุ่มของผู้ชายร่างสูงยืนอยู่บนสถานีลานโพที่ตำแหน่งเดิมกับสถานีที่แล้วเป๊ะๆ แม้จะมืด แต่จ้าดก็พอจะจำโครงร่างได้ว่าเป็นร่างเดียวกับที่ปรากฏให้เขาเห็นที่สถานีกลางรุ่งแน่นอน ถ้าไม่งั้นก็ต้องเป็นฝาแฝด แต่ฝาแฝดบ้าอะไรจะมายืนตะคุ่มๆอยู่คนละสถานีที่ปิดไฟมืดๆในยามวิกาลแบบนี้ แบบนี้ไม่ปกติแน่แล้ว

 

            'ต้องโทรบอกกล้วย'

            เด็กหนุ่มหน้าดุควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดไล่หาหมายเลขโทรศัพท์บ้าน แต่ทันทีที่กดโทรออก เด็กหนุ่มก็แทบเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งเมื่อเสียงเสนาะหวานหูดังออกมาจากลำโพง

 

            "ขออภัยค่ะ คุณไม่สามารถโทรออกได้ เนื่องจากวันใช้งานของคุณหมด หากต้องการเติมวันใช้งาน กด หนึ่ง หากต้องการติดต่อพนักงาน กด สอง หากต้องการ....."

 

            "โว้ย ช่างมันเฮอะ !" จ้าดว้าก กระแทกนิ้วโป้งใส่ปุ่มกดวาง ยัดโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะเอ่ยขึ้น "ไม่ต้องกลัวหรอกน่ายูคิ เราว่าน่าจะเป็นยามสถานีนั่นแหละ อย่าไปคิดมากเลย"

            "ฉันว่าไม่ใช่นะ" เด็กสาวชาวฮิมิตสึแย้ง "เราเขาสองสถานีเห็นแล้วนะ"

            "ก็แค่คนที่คล้ายกันเฉยๆน่า" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ พยายามบอกตัวเองให้เชื่อเช่นนั้นด้วย "อีกไม่ถึงสิบนาทีเราก็จะถึงสถานีสามเงาแล้ว อย่าเพิ่งอะไรมากตอนนี้เลยน่า"

 

            แต่เมื่อรถวิ่งผ่านสถานีเวียงสองสางซึ่งเป็นสถานีถัดมา ร่างนั้นก็ปรากฎขึ้นที่ปลายสถานีอีกครั้ง คราวนี้หันมาทางรถไฟอย่างชัดเจนเสียด้วย และเด็กหนุ่มก็พบว่าการทำใจให้เชื่อว่านั่นคือยามนั้นยากยิ่งกว่าข้อสอบฟิสิกส์เสียอีก มิหนำซ้ำเขายังไม่มีมีดอีโต้ที่เคยฟันผีเข้าแล้วด้วย ยูคิเองก็มือเปล่า แถมยังเริ่มออกอาการหวาดๆแล้ว หากผีร้ายโจมตีพวกเขาตอนนี้ล่ะก็เสร็จแหงๆ

 

            "อึก อิตะ...."

            จู่ๆนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวก็ยกมือขึ้นกุมหัวก่อนจะลงไปนอนดิ้นกับหลังคาโลหะเย็นเฉียบเหมือนปลาดุกถูกทุบหัว จ้าดกรากเข้าไปข้างตัวเธอทันที แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรหรือแม้แต่ถามอะไร ร่างของเขาก็ถูกเหวี่ยงลงกระแทกหลังคารถ ยูคินั่งคร่อมบนตัวเขา มือทั้งสองเค้นคอเขาด้วยพลังมหาศาลเหมือนคีมเหล็ก และมันยังคงบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ....

 

            "ยูคิ แค่ก.... ทำอะไรน่ะ !?"

            เด็กหนุ่มหน้าดุกระอักกระไอ พยายามแกะมือฝ่ายตรงข้ามออก แต่ยิ่งแกะก็ยิ่งบีบแน่น เขาพยายามยกมือขึ้นต่อยใบหน้าของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวอย่างแค้นเคืองที่หลอกให้เขาตายใจ แต่เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย หลานชายหมอผีใหญ่ก็ตระหนักว่านี่ไม่ใช่ยูคิคนเดิม ดวงตากลมหลังกรอบแว่นเหลือกลานจนมองเห็นแต่ตาขาวว่างเปล่า จากบันทึกของปู่และตา เด็กหนุ่มรู้ทันทีว่านี่คือเอกลักษณ์เฉพาะของคนถูกผีเข้าสิง.....

 

            "เรือหาย.... ล่ะ...."

            จ้าดขบกรามกรอด อกเหมือนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆเมื่ออากาศที่ค้างอยู่ในปอดไม่มีที่ระบาย พยายามออกแรงสะบัดทุกส่วนของร่างกายหวังว่าจะสลัดเด็กสาวผู้ถูกเข้าสิงออกไปให้ได้ แต่ความหวังดูริบหรี่เต็มที สติของเด็กหนุ่มเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆเมื่อเส้นเลือดแดงใหญ่คอถูกกด และมันคงจะดับวูบในอีกไม่กี่วินาที หลานชายหมอผีใหญ่ยกแขนขึ้นราวจะไขว่คว้าหาอากาศหายใจเพียงสักเฮือก แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย.....

 

            พลัน เสียงแหวกอากาศดังเฟี้ยว ตามมาติดๆด้วยเสียงกึ้งเหมือนโลหะหนักๆกระแทกเข้าหากัน แล้วมือของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึก็คลายออกทันที จ้าดลืมตาโพลง พ่นลมหายใจออกพรวดก่อนจะหายใจเข้าเฮือกใหญ่และกระอักกระไอ แต่ทันทีที่นึกขึ้นได้ เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นจ้องยูคิเขม็ง เธอยังคงนั่งคร่อมเขาอยู่ แต่ทั้งดวงตากลมและสมาธิของเด็กสาวไม่ได้อยู่ที่เขาอีกแล้ว เธอจ้องเขม็งฝ่าความมืดออกไปยังอะไรบางอย่างที่ไกลออกไปนอกเส้นทางรถไฟ ปากแยกเขี้ยวอย่างโกรธแค้น

 

            'จ้าด จ้าด ได้ยินข้าเจ้าก่อพลันเสียงเรียบๆของราชินีตานีก็ดังขึ้นในโสตประสาทของหลานชายหมอผีใหญ่

            'กล้วย !?' เด็กหนุ่มส่งโทรจิตตอบกลับไป 'กล้วยอยู่ที่ไหน'

            'มีมนุษย์ติดต่อมาหลายตนว่าหันผีอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ ข้าเจ้าเลยออกมาส่อง แต่บ่คึดว่านายจะโดนยูคิโจมตี' กล้วยตอบ 'ตอนนี้ข้าเจ้าอยู่บนคอนโดตรงแยกนาวง เมื่อกี้ข้าเจ้ายิงไปแต่พลาด แข็งใจไว้ ข้าเจ้ากำลังหาจังหวะยิงอีกที ตอนนี้มีตึกบังอยู่'

            'กล้วย อย่ายิง ยูคิไม่ได้ทำร้ายเรา !' หลานชายหมอผีใหญ่โทรจิตกลับไปเสียงหลง 'เขาโดนผีสิงอยู่ ไล่ผีออกจากตัวเขาที !'

            'หา ว่าจะไดนะ ผีสิงก๋า'

            'ใช่ ผีสิง !' จ้าดโทรจิตตอบสุดเสียง ส่วนหนึ่งเพราะความสนใจของยูคิเริ่มวกกลับมาที่ตัวเขาอีกแล้วเมื่อไม่มีกระสุนปลิวมาอีก และมือของเธอเริ่มเค้นคอเขาอีกแล้ว 'ไล่ออกไป เร็ว !'

            'แข็งใจไว้ แข็งใจไว้ก่อน !' เด็กสาวหน้าจืดคงจะรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนหนุ่มเพราะเสียงของเธอร้อนรนขึ้น 'จ้าด พยายามยะหื้อยุคิหมดสติ ยะจะไดก็ได้ !'

            'ตลกแด๊ก !' หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับ เขาเริ่มหายใจไม่ออกอีกแล้ว 'แค่จะเอาตัวรอดยังไม่ได้เลย นี่จะให้ซัดให้หมดสติเนี่ยนะ ยิงเลยไม่ได้เหรอ !?'

            'บ่ได้' กล้วยตอบเสียงเฉียบขาด 'อธิบายจะยาว พยายามยะหืิ้อเปิ้นหมดสติละกัน เมื่อนั้นข้าเจ้าถึงจะยิงได้'

            'งั้นก็ขึ้นมาช่วยกันหน่อยเซ่ เคลื่อนที่ในพริบตามาเอาปืนฟาดหรืออะไรก็ได้ หรือส่งนางมาก็ได้ นางไปไหนซะล่ะ !?'

            'นางติดอีกการนึง แล้วจะใช้เคลื่อนที่ในพริบตาก็บ่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวข้าเจ้าอธิบายหื้อฟังอีกที แต่ตอนนี้แข็งใจพึ่งตัวเองไปก่อนเน่อ !'

            'โว้ย.......!'

 

            ด้วยแรงและลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่มี เด็กหนุ่มหน้าดุบิดลำตัวท่อนบนอย่างแรงจนนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวผู้ถูกสิงล้มคะมำลงจากตัว เธอแยกเขี้ยวก่อนจะออกแรงกดตัวฝ่ายตรงข้ามลงกับพื้นอีกครั้ง แต่จ้าดก็ไม่อยู่เฉยๆให้เธอกดอีกแล้ว ก่อนที่มือของเด็กสาวชาวฮิมิตสึจะเอื้อมถึงตัวเขา มือของเด็กหนุ่มหน้าดุก็กำหมัดแล้วอัดเปรี้ยงเข้าใส่โหนกแก้มของเธอเสียแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่หน้าชาพอสมควรเมื่อต้องมาต่อยผู้หญิง แถมยังเป็นเด็กสาวต่างชาติน่ารักน่าชังแล้วยังอายุน้อยกว่าเขาเสียด้วย แต่เขาก็ปลอบตัวเองว่าเขาต่อยผีไม่ใช่ต่อยคน หวังว่าผีที่อยู่ในตัวเธอคงไม่ใช่ผีผู้หญิงหรอกนะ.....

 

            ยูคิ หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในตัวเธอยังไม่สิ้นฤทธิ์ ซึ่งเด็กหนุ่มก็ไม่คิดว่าคู่ต่อสู้จะร่วงง่ายๆเช่นกัน เขายกเท้าซ้ายถีบอัดเข้าใส่หน้าท้องฝ่ายตรงข้ามจนล้มลงไปกองกับตู้ระบบทำความร้อนก่อนจะโผเข้าไปหมายซ้ำ แต่ก่อนที่หมัดจะอัดเข้าเป้าได้ เด็กสาวผู้สวนแว่นกรอบดำก็ลุกพรวด มือทั้งสองคว้าคอเสื้อนักเรียนสีดำด้านในเสื้อกันหนาวของฝ่ายตรงข้ามหมับ ก่อนจะเหวี่ยงเขาออกไปนอกตัวรถด้วยแรงเหนือมนุษย์

 

            "เฮ้ย........!?"

            จ้าดแหกปากร้องเสียงหลงเมื่อร่างของเขาลอยพ้นตู้รถไฟ มือไขว่คว้าสะเปะสะปะหาที่จับยึด เป็นโชคดีราวปาฏิหาริย์ของเขาแต่เป็นโชคร้ายยิ่งกว่าเห็นแมวดำมาเต้นอะโกโก้ตัดหน้ารถของยูคิเมื่อมือของเด็กหนุ่มคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเด็กสาวชาวฮิมิตสึพอดี แรงกระชากมหาศาลคว่ำเธอลงกับพื้น หน้าผากโขกเข้ากับขอบมนของตู้ระบบทำความร้อนจนโลกมืดไปชั่วขณะด้วยความเจ็บปวดและมึนงง** ร่างของเธอไถลไปตามหลังคาลื่นๆของรถไฟมุ่งหน้าไปสู่ขอบที่คู่ต่อสู้ของเธอห้อยร่องแร่งจะตกมิตกแหล่อยู่ แต่การชะลอความเร็วเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับจ้าด เขาใช้มือขวาเหนี่ยวขอบประตูเหวี่ยงร่างขึ้นไปบนหลังคาตู้อีกครั้ง และก่อนที่อะไรก็ตามในร่างของยูคิจะลุกขึ้นมาได้ เด็กหนุ่มหน้าดุก็บรรจงประเคนหมัดขวาเสยเข้าเต็มคางของเธอ

 

            'เขาหมดสติแล้วกล้วย !'

            'ข้าเจ้าหันตัวผีแล้ว หมอบลง !'

            เสี้ยววินาทีที่พุงหลานชายหมอผีใหญ่กระแทกพื้น เสียงเฟี้ยวก็ดังผ่านเหนือหัวไป จ้าดมองตามทิศทางกระสุน เขาทันเห็นร่างดำๆที่เคยยืนอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าล้มหงายหลังเมื่อกระสุนขนาดครึ่งนิ้วทะลวงเข้ากลางหน้าผาก ก่อนจะสลายหายไปภายในไม่กี่วินาที เด็กหนุ่มหน้าดุหันขวับกลับมามองยูคิ เธอฟุบลงไปกับหลังคารถเย็นเฉียบ ดวงตาปิดสนิท หน้าผากส่วนที่กระแทกตู้เครื่องทำความร้อนปูดเป็นลูกมะนาว

 

            'ยูคิเป็นจะไดบ้าง ยังมีชีวิตอยู่ก่อเสียงตานีสาวถาม

            'หมัดเราก็ไม่ถึงขนาดฆ่าคนตายน่ากล้วย' จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ เขาลุกขึ้นนั่งก่อนจะเอื้อมตัวไปลากนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวซึ่งนอนหมิ่นเหม่อยู่ริมหลังคาเข้ามาใกล้ตัว

            'แล้วยะจะได ไปจะไดมาจะไดถึงได้มาเจอกับยูคิจะอี้ล่ะ แล้วยะหยังจ้าดถึงคึดว่าเปิ้นจะบ่ทำร้ายจ้าดล่ะ'

            'เดี๋ยวค่อยเล่าก็แล้วกัน เรื่องมันยาว เล่าหลังจากที่กล้วยอธิบายให้เราฟ้งแล้วนะว่าทำไมเราต้องอัดเขาให้หมดสติก่อน เฮ้อ เชื่อเขาเลย เกือบหายใจไม่ออกตายแล้วเด็กหนุ่มหน้าดุถอนหายใจเฮือก ลำคอยังระบมจากแรงบีบของผีร้ายในตัวสาวแว่นเมื่อครู่ 'เอาล่ะ ทีนี้ก็แค่รอให้รถจอดที่โรงเก็บสินะ....'

            'บ่ จ้าด ลงมาเดี๋ยวนี้ !' เสียงโทรจิตของกล้วยร้อนรถขึ้นมาในทันใด 'อีกไม่ถึงสองกิโลจะมีทางลอดใต้สะพานก่อนรถจะเข้าดรงเก็บ ตรงนั้นเพดานต่ำมาก จะนั่งจะนอนก็บ่พ้น ลงจากรถเดี่ยวนี้เลย !'

 

            'แล้วจะให้ลงยังไงล่ะว้อย !?'

เด็กหนุ่มหน้าดุก็ร้อนรนไม่แพ้เพื่อนสาวเมื่อรู้ว่ามีอันตรายถึงขั้นคอขาดรออยู่เบื้องหน้า แต่จะให้ลงไปตอนนี้ก็อันตรายพอกัน รถยังคงอยู่บนรางยกระดับที่สูงจากพื้นเกือบยี่สิบห้าเมตร แถมยังมีความเร็วเท่าเดิมคือแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง กระโดดลงไปก็แทบไม่ต้องลุ้นว่าจะรอดหรือไม่

 

'กล้วยช่วยใช้พลังแบบตอนนั้นที่แสนคำได้มั้ย'

            'บ่น่าจะทัน แล้วระยะก็ไกลเกิน' ตานีสาวตอบ ทำเอาอีกฝ่ายขนลุกด้วยความหวาดหวั่น 'แต่ก่อนจะถึงสะพานตรงนั้นมีคลองแคบๆอยู่ กระโดดลงไปน่าจะได้ นายลากยูคิลงไปด้วยแล้วว่ายขึ้นฝั่งไหวก่อ คลองบ่ลึกหรอก แล้วน้ำแข็งที่ผิวคลองก็บ่หนา แถวนั้นมีบ้านคนเยอะน้ำน่าจะอุ่น'

            'แล้วถ้าเรากระโดดพลาดล่ะ'

            'บ่ตายก็บาดเจ็บหนัก' กล้วยตอบหน้าตาเฉย อันที่จริงหลานชายหมอผีใหญ่ไม่เห็นหน้าเพื่อนสาว แต่ก็พอจะเดาได้ 'แต่บ่กระโดดก็ตายเหมือนกัน'

            'สรุปนี่จะให้เราตายให้ได้เลยใช่มั้ย'

            'บ่ต้องห่วง ข้าเจ้าคำนวณจุดตกได้อยู่ คอยฟังว่าต้องกระโดดเมื่อได๋ก็พอ' เด็กสาวหน้าจืดยืนยันหนักแน่น 'เตรียมพร้อมเน่อ เอ้า หนึ่ง สอง กระโดด !'

            'เฮ้ย ตอนนี้เลยเรอะ !?'

 

            จ้าดรวบเสื้อชุดปฏิบัติการรัดกุมของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวแล้วกระโดดออกจากตัวรถได้ในวินาทีสุดท้ายพอดี เขาเสียววูบเมื่อเห็นว่าเบื้องล่างเป็นหลังคาบ้านคนและถนน แต่ความเร็วที่เหลือก็ส่งให้เขาลอยข้ามไปกระแทกแผ่นน้ำแข็งที่ลอยผลุบๆโผล่ๆอยู่ในคลองที่อีกฟากของถนน มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พาให้ร่างของทั้งสองจมลงในน้ำทันที แรงเฉื่อยลากทั้งคู่ฝ่าผืนน้ำไปอีกหลายเมตร เด็กหนุ่มหน้าดุหลับตาแน่นเมื่อเห็นตลิ่งปูนขวางอยู่เบื้องหน้า แต่พวกเขาก็หยุดลงทันพอดีชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด เหนือขึ้นไปกว่ายี่สิบห้าเมตร รถไฟที่ปิดไฟมืดแล่นลอดใต้สะพานไปด้วยความเร็วสูง เสียงล้อบดรางสะท้อนกับตอม่อคอนกรีตดังก้องไปทั่วย่านที่พักอาศัยที่เงียบสงัด ก่อนที่จะค่อยๆเงียบหายเมื่อรถแล่นไกลออกไปเรื่อยๆ

 

            "จ้าด ยังมีชีวิตอยู่ก่อ"

            ร่างของเด็กสาวหน้าจืดปรากฏขึ้นบนท่าเรือที่จ้าดเกือบเอาหน้าไปอัดก๊อบปี้ กล้วยเก็บเข้าถุงเรียบร้อยสะพายอยู่บนหลัง เธอย่อตัวยืดแขนยาวออกมาช่วยดึงเพื่อนหนุ่มซึ่งทั้งเปียกและหนาวสั่นงั่กๆ เป็นลูกนกตกน้ำขึ้นมาจากคลอง

 

            "ขอบคุณมากกล้วย" หลานชายหมอผีใหญ่สำลักน้ำออกมาพรวดใหญ่ "แต่ถ้ามาช่วยรับก่อนเราจะลงน้ำจะดีมากเลยนะ"

            "ข้าเจ้ามาช่วยทันก็ดีเท่าได๋แล้วบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวหน้าจืดกัดเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะคุกเข่าลงข้างตัวยูคิซึ่งยังคงหมดสติ เธอใช้นิ้วอังจมูกสาวแว่นซึ่งบัดนี้แว่นจมหายไปกับสายน้ำแล้ว เมื่อรู้สึกอุ่นจึงเงยหน้าขึ้นพูดกับหลานชายหมอผีใหญ่ "แล้วจะยะจะไดกับเปิ้น นายแน่ใจก๋าว่าเปิ้นจะบ่ยะอะหยังหมู่เฮา"

            "ค่อนข้างแน่" จ้าดตอบ แต่เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสาวก็รีบเสริม "เก้าสิบห้าถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซนต์ อีกอย่างเขาก็ไม่มีอาวุธแล้ว เราเขวี้ยงมันทิ้งไปแล้วตอนสู้กันบนรถไฟ แล้วเท่าที่ดูเขาก็สู้ประชิดตัวหรืออะไรไม่เป็นเลยด้วย เอาเขากลับไปที่บ้านเถอะ ถ้าปล่อยไว้ตรงนี้มีหวังหนาวตายแน่"

 

 

            "แน่ใจก๋าว่าจะเอาจะอั้น"

            ตานีสาวถามย้ำ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เธอก็แบกร่างเปียกโชกของนักเรียนแลกเปลี่ยนขึ้นไหล่ ก่อนจะหันหลังกลับเดินนำหน้าจ้าดไปยังถนนเลียบคลอง

 

            "จะอั้นก็ปิ๊กบ้าน เรียกแท็กซี่ด้วย สภาพจะอี้ขึ้นรถไฟฟ้าคงบ่ไหวหรอก"

 

            แต่กว่าจะหาแท็กซี่ที่ยอมรับผู้โดยสารตัวเปียกโชกได้ หลานชายหมอผีใหญ่และราชินีตานีก็ต้องยืนอยู่กลางอากาศหนาวเหน็บลบยี่สิบกว่าองศาเซลเซียสเกือบครึ่งชั่วโมง และทันทีที่โชเฟอร์ใจดีคนหนึ่งยอมรับพวกเขาขึ้นรถเพราะเขากำลังจะเปลี่ยนรถคันใหม่อยู่พรุ่งนี้แล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุก็เอ่ยถามเพื่อนสาวทันที

 

            "กล้วย ทำไมถึงยิงคนที่โดนผีสิงอยู่ไม่ได้ล่ะ"

            'บ่าจ้าดง่าว มีคนอื่นอยู่ด้วยเน่อ' กล้วยตอบเขาทางโทรจิต ขณะโชเฟอร์มองพวกเขาผ่านทางกระจกหลังอย่างสงสัย

            'ขอโทษครับเจ๊'

            'ช่างเถอะ' ตานีสาวถอนหายใจ 'เอาแต๊ๆก็เคยบอกไปวันที่หมู่เฮาเจอนางแล้วเน่อ แต่อีกรอบก็ได้.... การถูกเข้าสิงก็คือมีวิญญาณสองดวงซ้อนกันอยู่ในร่างเดียว ยิงไปวิญญาณเจ้าของร่างก็จะเสียหายไปด้วย บ่ถึงตายหรอก แต่โดยทั่วไปก็จะเจ็บถึงขั้นหมดสติไปนาน ถ้าอยู่บนรถไฟอย่างเมื่อกี้กว่าจะฟื้นคงโดนเพดานอุโมงค์บดเป็นชิ้นๆไปแล้ว แต่วิญญาณที่เข้าสิงบ่ได้ผูกมัดกับร่างแน่นหนาเหมือนเจ้าของร่าง แค่ยะหื้อหมดสติก็หลุดออกมาแล้ว ถึงตอนนั้นจะยิงจะฟันจะสับอะหยังก็ได้หมด'

            'อ๋อ โอเค' จ้าดพยักหน้าว่าเข้าใจ 'แล้วทำไมกล้วยถึงเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นมาบนรถไฟไม่ได้ล่ะ'

            'การเคลื่อนที่ในพริบตาใช้หลักการว่าพลังงานเดินทางได้เร็วเท่าแสง แต่ลักษณะของวิชานี้คือมันจะยะหื้อความเร็วของพลังงานนั้นเป็นศุนย์ที่ปลายทาง เพราะจะอั้นถ้าข้าเจ้าใช้วิชานี้ขึ้นรถไฟก็คงล้มกลิ้งไปร่วงลงหลังรถ เพราะความเร็วต่างกันตั้งแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง'

            'อ๋อๆ พอเข้าใจเด็กหนุ่มพยักหน้าอีกครั้ง แม้คราวนี้จะเข้าใจน้อยกว่าครั้งแรกมาก

            'แล้วนายล่ะ ไปยะอะหยังมาถึงได้มาเจอกับแม่หญิงนี่ได้' เด็กสาวหน้าจืดถามเขากลับบ้าง 'แล้วแน่ใจได้จะไดว่าเปิ้นจะบ่ยะอะหยังหมู่เฮา เล่ามาหื้อหมด'

            'ก็ เรากำลังจะกลับจากกินข้าว สองคนนั้นแยกกลับไปก่อนแล้ว เราก็เลยขึ้นรถมาคนเดียว' จ้าดเริ่มเล่า เขาจำเป็นต้องโกหกต่อจากที่เคยปดเพื่อนสาวเอาไว้ตอนก่อนเลิกเรียน 'ทีนี้ที่สถานีรถไฟฟ้า ยูคิก็โจมตีเรา เราหนีขึ้นรถไฟฟ้าได้ แต่เขาก็หายตัวมาโจมตีต่ออีก สุดท้ายเราเลยตัดสินใจปีนขึ้นหลังคารถ....'

            'เออ นายนี่ก็บ้าดีเน่อตานีสาวขัดขึ้น 'บุญเท่าได๋แล้วที่บ่ตายไปตั้งแต่ตอนนั้น'

            'ลองมาเป็นเราดูสิ กล้วยก็ไม่มีทางหนีอื่นเหมือนกันแหละน่า' เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเพื่อนสาว 'แต่ถึงจะทำแบบนั้นเขาก็ยังตามเรามาได้นะ เขาเกือบจะฆ่าเราไปแล้ว แต่ตอนนั้นรถวิ่งไปลอดใต้สะพานตรงแยกเชียงรุ้ง เราก็เลยรวบตัวเขาลงมา ไม่งั้นได้คอขาดไปแล้ว'

            'นายช่วยศัตรูก๋า !?' กล้วยดูตกใจไม่น้อย 'ทั้งๆที่เปิ้นกำลังจะฆ่านายเน่อ !?'

            'เราก็ไม่ใจร้ายพอจะเห็นใครหัวหลุดต่อหน้าต่อตาน่า' หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ 'แต่หลังจากนั้นเขาก็ยังไม่เชื่อ ก็นึกว่าเราหลอก เลยจะสับเราอีกหน เราก็เลยพยายามแย่งอาวุธมาแล้วก็โยนทิ้งไป ตอนนี้แหละที่เขายอม แล้วเขาก็บอกด้วยว่าเขาเป็นมือสังหารรับจ้าง ที่เขารับฆ่าพวกเราก็เพราะคนจ้างบอกว่าพวกเราเป็นอาชญากรตัวฉกาจของเมือง แต่พอเห็นเราช่วยเขาแบบนี้ก็เลยไม่เชื่อแล้วว่าเราจะเป็นแบบนั้นจริง'

            'แล้วผู้ได๋จ้างเปิ้นมา'

            'เดี๋ยวสิ ก็กำลังจะพูดต่ออยู่นี่ไง' จ้าดพูดอย่างใจเย็น 'อันนี้แหละ เขาก็บอกว่าคนจ้างเป็นคนแก่ๆ พอเราถามว่าชื่อสุทัศน์ เลิศดอยแลงรึเปล่า เขาก็บอกว่าใช่'

            'นึกแล้ว....' เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดด้วยความแค้นใจ แต่เะอก็หันกลับมาถามเพื่อนหนุ่มต่อ 'แล้วเป็นจะไดต่อไป'

            'ก็ไม่ไงหรอก หลังจากนั้นเราก็เห็นผีตนนั้นยืนอยู่ที่สถานีสามสถานี แล้วยูติก็ถูกเข้าสิง หลังจากนั้นกล้วยก็รู้อยู่แล้ว'

            'อืม ถ้าลงว่าบอกชื่อคนบงการมาแบบนี้ก็คงพอเชื่อได้ว่าเปิ้นจะบ่ยะอะหยังหมู่เฮาแล้วแต๊ๆ' กล้วยพยักหน้า 'แต่ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายหื้อหมู่เฮาเข้าไปอีก ข้าเจ้าบ่คึดว่าหมู่เปิ้นจะปล่อยยูคิง่ายๆแน่ ดูเมื่อกี้เป็นตัวอย่างก็ได้'

            'แล้วกล้วยจะทำยังไง' หลานชายหมอผีใหญ่มองเพื่อนสาว ความหวาดหวั่นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ 'กล้วยคงไม่บอกให้ทิ้งเขาไว้หรือฆ่าเขาทิ้งซะตอนนี้หรอกนะ'

            'บ่ ข้าเจ้าบ่ยะจะอั้นหรอก' เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้า 'ในฐานะตานี ก็ต้องปกป้องมนุษย์จากผีร้ายอยู่แล้ว'

            'ขอบคุณมากนะกล้วย' จ้าดถอนหายใจอย่างโล่งอก 'เรานึกว่ากล้วยจะฆ่าเขาทิ้งซะแล้ว'

            'ข้าเจ้าก็บ่ได้ใจร้ายจะอั้นเน่อ' ตานีสาวยิ้ม 'ว่าแต่ ดูนายจะกังวลมากเลยเน่อว่ายูคิเปิ้นจะเป็นอะหยัง หรือว่า.... นายจะชอบเปิ้น เดี๋ยวข้าเจ้าจะฟ้องฟ้า'

            'เอ้ย ไม่ใช่แล้ว !'

 

            กว่าจะมาถึงบ้านในอีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ยูคิก็ฟื้นแล้ว เด็กสาวชาวฮิมิตสึดูหวาดผวาเล็กน้อยเมื่อเห็นตานีสาวซึ่งเธอเคยจะเอาชีวิตมานั่งอยู่ข้างๆ พร้อมถุงปืนยาวเหยียด แต่เธอก็ดูผ่อนคลายลงเมื่อเห็นว่ากล้วยเพียงทักทายก่อนจะหันกลับไปคุยกับจ้าด คิ้วบางของเด็กสาวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเธอเห็นท่าทางเป็นมิตรของทั้งสอง มันผิดกับในรูปที่หมอผีชราเอามาให้เธอดูโดยสิ้นเชิง สิ่งไหนคือความเป็นจริงกันแน่ และเธอตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่เลือกเชื่อเด็กหนุ่มหน้าดุคนนี้.....

 

            นางกลับมาจากปฏิบัติการปราบผีแล้ว และกำลังนั่งทำความสะอาดปืนลูกซองของเธออยู่ที่โต๊ะอุ่นขากลางบ้านขณะทั้งสามเดินเข้าไป แต่ทันทีที่เห็นเด็กสาวชาวฮิมิตสึ ดวงตาโตก็เบิกกว้าง มือหยิบกระสุนนัดหนึ่งใส่เข้ารังเพลิงก่อนจะลุกพรวด ปืนยกขึ้นประทับบ่าเล็งตรงไปยังกลางหน้าผากของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวทันที

 

            "นาง อย่า เขาเป็นพวกเราแล้วนะ !"

            จ้าดรีบร้องห้าม แต่ตานีสาวหน้าหวานไม่ฟัง ดวงตาของเธอยังคงจ้องยูคิเขม้งจนฝ่ายหลังก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างลืมตัว นางย่างสามขุมเข้ามากดปากกระบอกปืนลงที่กลางหน้าผากขาวของฝ่ายตรงข้าม ยื่นหน้าไปกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูสาวแว่นผู้ยามนี้ไม่ได้ใส่แว่น เด็กหนุ่มหน้าดุเห็นเด็กสาวชาวฮิมิตสึตัวสั่นขณะตานีสาวคนสวยถอนปากกระบอกปืนออกจากหน้าผากของเธอ ถอดกระสุนออกจากรังเพลิงและเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอุ่นขา เขาเหลียวมองกล้วย ซึ่งยักไหล่

 

            "ว่าเปิ้นบ่ได้เน่อ ครั้งที่แล้วเปิ้นบาดเจ็บหนักก็เพราะยูคินี่" เด็กสาวหน้าจืดพูดเรียบๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเป็นเชิงปลอบ "แต่บ่เป็นอะหยังหรอกยูคิ จะไดยูคิก็เป็นหมู่เฮาแล้ว นางบ่ยะอะหยังยูคิหรอก ถึงเปิ้นจะดูน่ากลัวเป็นบางครั้ง แต่เปิ้นก็เป็นตานีที่ดีเน่อ"

            "อะ อื้ม...." ยูคิพยักหน้า เสียงของเธอสั่นระริก

            "งั้นไปนอนพักก่อนเถอะ หนาวๆจะอี้เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา นอนห้องข้าเจ้าก่อนก็ได้" ราชินีตานีตอบ "หรือบ่อั้นก็นอนค้างที่นี่คืนนี้เลยก็ได้ ครอบครัวอุปถัมภ์คงบ่ว่าหรอกแม่นก่อ"

            "ฉัน..... หอใน.... นอนในหอ"

            "อ๋อ ถ้าจะอั้นก็ยิ่งดี จะได้บ่ต้องยุ่งยากด้วย" กล้วยยิ้ม ก่อนจะเดินนำเพื่อสาวรุ่นน้องขึ้นบันไดไป "มาเถอะ อาบน้ำก่อน เดี๋ยวข้าเจ้าเอาผ้าเช็ดตัวหื้อ"

            "ขะ.... ขอบคุณ"

 

            ยูคิเดินกระย่องกระแย่งขึ้นบันไดตามเด็กสาวหน้าจืดไป เธอเหลียวมองนางซึ่งยังคงนั่งเช็ดปืนอยู่ที่โต๊ะแวบหนึ่ง เสียงกระซิบของตานีสาวคนสวยยังคงดังก้องอยู่ในหู มันทำให้เธอตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว

 

            เธอเริ่มรู้สึกว่าคิดผิดที่เลือกเชื่อจ้าดเสียแล้ว.....

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ภาษาฮิมิตสึปกติจะใช้ “นันดะ” แต่ยูคิใช้ภาษาถิ่นบ้านเกิดของเธอ เลยกลายเป็น “นันจะ” ครับ

 

**หัวกระแทกแล้วหมดสติมีแต่ในหนังกับในการ์ตูนเท่านั้น ในความเป็นจริง หากหัวกระแทกแล้วหมดสติ แปลว่ามีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งไม่มีทางฟื้นง่ายๆยกเว้นจะผ่าตัดเอาออก และมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตได้ด้วย ดังนั้นเห็นหัวฟาด สลบแล้วฟื้นได้ที่ไหน บอกเขาไปเลยว่าไม่สมจริงครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #56 wat_r (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 14:55
    บางทีเราก็เผลอเหมารวมตำหนิเด็ก นร. ทั้งสถาบันเหมือนกันเนอะ555 
    จ้าดใจกว้างเป็นสุภาพบุรุษดีจริง  ตอนแรกแอบงงกับคำอุทาน เรือหาย อะไรฟระ พลิกแผลงไปมาจึงรู้ อ้อ! Ship 555. 
    \ หรือสิ่งที่นางกระซิบจะเป็น!!!? 
    ไม่ให้ป้าแบ๊วพูดมาก 555 :P
    บทบรรยายตอยนี้แอบขำ ไม่เครียดแต่ตื้นเต้น ลุ้น!
    #56
    0
  2. #33 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 16:03
    ที่แท้หนูยูคิก็เข้าใจผิดนี่เอง เฮ้อ...แล้วไป ค่อยโล่งอกขึ้นมานิด



    ว่าแต่แม่นาง(?) กระซิบอะไรกับหนูยูคิกันนะถึงได้รู้สึกกลัวได้น่ะ(เสียวสันหลังแทนเลยจ้า)

    _______________________________________________________________________________

    *เรื่องนี้เหมือนจะฮาเร็ม แต่จากที่ท่านนักเขียนบอกว่าเป็นเรื่องที่ จ้าดอกหักสักมากกว่า บอกตรงๆเรานี่เชื่อเลย -.-d
    #33
    0