ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 19 : เรื่องเล่าจากสิ่งที่เป็นความลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

            "กล้วย กล้วย กล้วย มันมาแล้วนะว้อย !?"

            จ้าดร้องเสียงหลงเมื่อเห็นรถบรรทุกน้ำมันยาวเกือบยี่สิบเมตรค่อยๆตีลังกาใส่เกลียวซัมเมอร์ซอลต์ลอยใกล้เข้ามาหายอดตึกอย่างช้าๆ แต่กล้วยยังคงไม่เหนี่ยวไก ดวงตาขวามองผ่านกล้องจับจ้องอยู่กลางถังน้ำมันความจุนับพันลิตร และรอเวลา.....

 

            แม้เธอจะรู้ดีว่ากระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วที่บรรจุพร้อมอยู่ในรังเพลิงสามารถยิงรถคันนี้ให้ระเบิดเป็นเสี่ยงๆได้ภายในไม่กี่นัด แต่พื้นเบื้องล่างเป็นเขตตัวเมืองที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น หากรถระเบิด แรงระเบิดและน้ำมันที่ร้อนจัดเป็นลูกไฟก็ต้องร่วงลงไปสร้างความเสียหายให้กับทั้งชีวิตและทรัพย์สินเบื้องล่างแน่นอน และอาจมากกว่าความเสียหายจากผีตายโหงบนทางยกระดับเสียด้วยซ้ำ เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอดอย่างแค้นใจ เธอต้องถอนตัวเสียแล้วหรือนี่.....

 

            แต่วินาทีต่อมา ดวงตาเรียวก็มองเห็นพื้นที่มืดๆ กว้างยาวเกือบสองร้อยเมตรห่างออกไปจากตัวตึกประมาณสี่ร้อยเมตร เด็กสาวหน้าจืดพอจำได้เลาๆว่ามันเป็นทุ่งหญ้ารกร้างว่างเปล่าท่ามกลางหมู่ตึก และมันก็อยู่ในแนวการเคลื่อนที่ของรถพอดีเสียด้วย ตานีสาวขยับตัวกลับไปมองผ่านกล้องอีกครั้งทันที จุดแดงเล็งที่กลางถังน้ำมัน ในหัวคำนวณทางลม ตำแหน่งของรถและแรงระเบิดที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ริมฝีปากบางกระซิบนับระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ......

 

            "หกร้อยห้าสิบ หกร้อย ห้าร้อยห้าสิบ ห้าร้อย ตอนนี้ล่ะ !"

            เด็กสาวหน้าจืดเหนี่ยวไกติดๆกันห้านัด วินาทีต่อมา ทั้งเธอและหลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องหยีตาเมื่อรถบรรทุกน้ำมันระเบิดออกเป็นลูกไฟดวงใหญ่ที่เปล่งแสงสว่างจ้า แรงระเบิดอัดกระแทกเข้าใส่จนหน้าดุหงายเงิบ ส่วนกล้วยซึ่งเบากว่าเพื่อนหนุ่มมากถึงกับไถลถอยหลังไปเกือบเมตร อากาศร้อนวูบเหมือนไฟเผาพร้อมกลิ่นน้ำมันเบนซินฉุนกึกเตะจมูก เปลวเพลิงสีเหลืองส้มเปลี่ยนเป็นสีแดง และในที่สุดก็ถูกควันสีดำมืดกลบมิดขณะมันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มีเมฆหนาทึบ ขณะซากรถที่เหลือเพียงโครงสีเทาไหม้เกรียมร่วงลงสู่ทุ่งรกร้างมืดมิดด้านล่าง ตรงตามการคำนวณของราชินีตานีอย่างแม่นยำ

 

            "เฮ้อ เฉียดไป"

            เด็กหนุ่มหน้าดุยกมือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นมาทั่วหน้าผาก แต่เสียงเฉียบขาดที่แฝงแววตื่นตระหนกสุดขีดของกล้วยก็กระชากหัวใจเขาลงไปอยู่ที่ฝ่าเท้าอีกครั้ง

            "จ้าด กระโดดลงจากตึกเดี๋ยวนี้ เปิ้นปามาอีกแล้ว !"

            "หา !?"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หันขวับมองออกไปนอกตัวตึกอีกครั้ง แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถน้ำมันอีกสามคันซึ่งเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนยังคงจอดนอนตะแคงคว่ำอยู่บนทางยกระดับ บัดนี้มันกำลังลอยละลิ่วปลิวละล่องเข้าหาดาดฟ้าตึกกระทรวงพลังงานพร้อมๆกัน สันหลังของเขาชาวูบ ในขณะที่กล้วยรีบรวบเก็บอุปกรณ์ของเธออย่างรวดเร็ว กรามขบกันแน่นจนเป็นสันนูน แม้เธอจะยิงหนึ่งคันระเบิดได้สบายๆ แต่การยิงสามคันในคราวเดียวนั้นเกินกำลังแล้ว และจากการประมาณการณ์ของเธอ ยังเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีก่อนที่รถบรรทุกทั้งสามคันจะเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นทะเลเพลิง.....

 

            "กระโดดเร็วสิจ้าด !"

            "สิบเก้าชั้นเนี่ยนะ !?"

            "ข้าเจ้ามีพลังพอรับนายได้น่า หรือนายอยากจะตายกลายเป็นมนุษย์ย่างอยู่ตรงนี้ !?"

 

            จ้าดไม่ตอบ อันที่จริงหากให้เลือกระหว่างการลอยละลิ่วลงไปร่างแหลกเหลวเละเบื้องล่าง กับการตายในพริบตาแถมฌาปนกิจให้เสร็จสรรพเป็นบริการหลังการขาย เขาเต็มใจเลือกอย่างหลังมากกว่าเยอะ

 

            "โดดลงไปสิ ! โดดลงไปแล้ววิ่งบ่ต้องหันหลังเลยเน่อ เร็ว !"

            "เอ้า เอาก็เอา !"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุตะกายขึ้นขอบปูนเตี้ยๆที่กั้นขอบดาดฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องล่างดูเล็กไปถนัดใจเมื่อมองจากความสูงกว่าร้อยเมตรจนเขาเสียววูบในท้อง หลานชายหมอผีใหญ่หลับตาปี๋ ถีบเท้าออกไปให้ไกลจากตัวตึกที่สุด แล้วแรงโน้มถ่วงก็ดึงร่างของเขาลงสู่เบื้องล่าง......

 

            จ้าดเผลอลืมตา แล้วเขาก็รู้ว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ พื้นดินเบื้องล่างเคลื่อนตัวเข้าหาเขาเหมือนกำแพงขนาดยักษ์ด้วยความเร่งเกือบสิบเมตรต่อวินาทีกำลังสอง เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากจะร้องแต่ก็ร้องไม่ออก ทำได้เพียงมองตาค้างไปยังถนนขนาดสี่เลนเบื้องล่างที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหาเขาด้วยความเร็วพอๆกับรถบรรทุกน้ำมันบนทางยกระดับ อีกเพียงไม่กี่วินาทีเขาคงกลายสภาพจากมนุษย์ครบสามสิบสองกลายเป็นแยมสตรอเบอรี่ให้มูลนิธิร่วมอกตัญญูแซะออกมาจากพื้นถนนแน่นอน

 

            แต่ก่อนที่ร่างของหลานชายหมอผีใหญ่จะร่วงลงกระแทกพื้นเพียงไม่กี่เมตร อะไรบางอย่างก็ชะลอความเร็วเขาเอาไว้ราวกับเบาะลมขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้มีพลังพอที่จะให้เขาลงจอดได้อย่างนิ่มนวลอะไรนัก เท้าทั้งสองในรองเท้าบู๊ตกันหิมะกระแทกพื้นดังตึงหนักๆ ข้อเท้าทั้งสองเจ็บแปลบจนเด็กหนุ่มหน้าดุแทบทรุด แต่เขาก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดฝืนลุกขึ้นยืน เด็กหนุ่มรู้ดีว่าหากอยู่ที่นี่ต่อไปมีเพียงตายกับตายเท่านั้น....

 

            ทันทีที่เด็กสาวหน้าจืดปรากฏตัวขึ้นข้างเพื่อนหนุ่ม ทั้งสองก็ใส่เกียร์หมาพร้อมเปิดอาฟเตอร์เบิร์นเนอร์วิ่งสุดฝีเท้าไปตามถนนสองเลนมืดๆเบื้องหน้า* แม้กล้วยจะเคลื่อนที่ในพริบตาได้ แต่เธอก็ไม่คิดจะเอาตัวรอดไปคนเดียว จ้าดต้องมาเสี่ยงอันตรายคืนนี้ก็เพราะเธอ เธอจะทิ้งเขาไปไม่ได้.....

 

            ไม่กี่วินาทีต่อมา ท้องฟ้าเหนือตัวเมืองที่มืดครึ้มด้วยเมฆหิมะก็ถูกจุดสว่างราวกลางวันเมื่อกระทรวงพลังงานได้รับพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงไปสามคันรถเต็มๆ ปิโตรเลียมนับหมื่นลิตรแปรสภาพเป็นลูกไฟดวงใหญ่ในพริบตา ปลดปล่อยแรงระเบิดมหาศาลที่อัดกระแทกหน้าต่างนับร้อยบานของตึกรอบข้างจนเป็นเสี่ยงๆและสะเทือนโครงสร้างไปถึงฐานราก เสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้อนเทือกเขาตานปันน้ำ พร้อมๆกับรังสีความร้อนที่พุ่งวูบมาพร้อมกับแรงอัดอากาศจนทั้งเด็กสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุแทบปลิวกระเด็น แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เศษซากที่ร้อนฉ่าจนลุกเป็นไฟกำลังร่วงหล่นลงมาใส่หัวของพวกเขา.....

 

            "จ้าด วิ่งเร็ว เร็วกว่านี้อีก !" กล้วยร้องเสียงหลงเมื่อเห็นแผ่นโลหะคมกริบที่เคยเป็นผนังถังน้ำมันพุ่งเข้าเสียบผนังคอนกรีตของตึกแถวข้างๆ ห่างจากตัวเธอไปเพียงไม่กี่เมตร

            "ก็เร็วที่สดแล้วเนี่ย !" หลานชายหมอผีใหญ่ตะโกนตอบ เสียงโครมครามของเศษวัสดุที่ร่วงลงกระแทกพื้นด้วยความเร็วสูงอยู่รอบๆตัวกลบเสียงเขาจนแทบมิด "แล้วนี่เรากำลังจะวิ่งไปไหนเนี่ยกล้วย !?"

 

            "กำลังจะไป.... แป๊บนึงเน่อ" เด็กสาวหน้าจืดตอบก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายการสนทนาเป็นโทรจิตไปหานางซึ่งขาดการติดต่อมาเกือบสองนาทีแล้ว 'นาง นาง อยู่ที่ได๋ ปลอดภัยก่อ !?'

            'ปลอดภัยเพคะ !' เสียงตอบของตานีสาวคนสวยมีแววเร่งร้อนเช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชาของเธอ 'หม่อมฉันหลบอยู่ใต้ทางด่วน หาทางออกไปไม่ได้เลยเพคะ !'

            'จะอั้นหลบอยู่ตรงนั้นก่อน ข้าเจ้ากำลังจะไปช่วย..... จ้าดระวัง !'

 

            กล้วยร้องเตือนเพื่อนหนุ่มเสียงหลงเมื่อเห็นรถเก๋งสีขาวคันใหญ่กำลังพุ่งเข้าใส่เพื่อนหนุ่มจากระยะไกล มันไม่ได้วิ่งอยู่บนถนน หากลอยอยู่กลางอากาศ ดูเหมือนผีตายโหงจะเปลี่ยนเป้าหมายจากรถน้ำมันไปเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จอดติดกันเป็นแนวอยู่บนทางยกระดับเสียแล้ว.....

 

            เด็กสาวหน้าจืดกระชากตัวเพื่อนหนุ่มหลบได้ทันท่วงที ไม่ถึงวินาทีต่อมา รถคันงามก็ร่วงลงกระแทกที่ที่จ้าดเคยยืนอยู่อย่างแรงจนถนนยุบลงไปเป็นแถบ ตานีสาวไม่รอให้รถคันใหม่ปลิวมาอีก เธอลากหลานชายหมอผีใหญ่เข้าไปในซอกระหว่างตึกสูงสองตึกเพื่อใช้มันเป็นที่กำบัง ก่อนจะเอ่ยเสียงเฉียบขาดท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังคงดังต่อเนื่องรอบๆตัว

 

            "จ้าด นายปิ๊กไปซะ"

            "ตอนที่กล้วยกำลังเสียเปรียบแบบนี้เนี่ยนะ !?" จ้าดย้อนถาม คิ้วรกขมวดเข้าหากันอย่างไม่เชื่อหู

            "แล้วนายยะอะหยังได้ก๋า !?" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับทันควัน "ปิ๊กบ้านไปซะ อยู่ที่นี่นายก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นแหละ ถ้าข้าเจ้าอยู่คนเดียวข้าเจ้าจะสู้ได้คล่องตัวกว่าเพราะใช้เคลื่อนย้ายในพริบตาได้ จะถอนตัวกลับก็ง่ายกว่าเหมือนกัน ถ้านายอยากจะช่วยข้าเจ้าล่ะก็ปิ๊กบ้านไปซะเถอะ !"

            "แต่ว่า...."

            "ข้าเจ้าขอร้อง"

 

            แววอ้อนวอนในน้ำเสียงของเพื่อนสาวทำให้หลานชายหมอผีใหญ่หันขวับไปมองหน้าเธออย่างประหลาดใจระคนตกใจ ตลอดเกือบสองเดือนและปฏิบัติการปราบผีนับสิบๆครั้งที่ร่วมรบด้วยกันมา กล้วยไม่เคยใช้เสียงแบบนี้กับเขาเลยแม้สักครั้งเดียว เด็กหนุ่มเข้าใจได้ทันทีว่าสถานการณ์คราวนี้ร้ายแรงจริงๆ จ้าดถอนหายใจเฮือก ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

 

            "ก็ได้ เราจะกลับ" เขาพูดเบาๆ "ระวังตัวด้วยนะกล้วย เจอกันที่บ้าน"

            "นายก็ระวังตัวด้วยเน่อ ไปลงรถไฟใต้ดินที่ทางลงอีกฟากถนนจะปลอดภัยกว่า"

            "โอเค งั้นแยกกันตรงนี้"

            "บ่ต้องอู้มาก ไปเร็ว !"

 

            จ้าดหันหลังกลับก่อนจะออกวิ่งไปตามช่องว่างระหว่างตึกซึ่งตัดออกสู่ถนนอีกด้านหนึ่ง เด็กสาวหน้าจืดมองตามเขาไปจนลับสายตาเพื่อให้แน่ใจว่าเพื่อนหนุ่มกลับบ้านจริงๆ ก่อนที่เธอจะหันกลับมาสนใจเป้าหมายซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงกว่าหนึ่งกิโลเมตรอีกครั้ง เสียงรถกระแทกพื้นและเสียงระเบิดจากน้ำมันที่เหลือค้างในถังยังคงดังอยู่รอบตัวประสานไปกับเสียงเปลวเพลิงที่เริ่มโหมไหม้ ตานีสาวขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน มันชักจะมากเกินไปแล้ว....

 

            ดวงตาเรียวปิดลง วินาทีต่อมา ร่างของกล้วยก็หายวับ ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งใกล้ตอม่อของทางยกระดับข้างตัวตานีสาวคนสวย นางสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจสุดขีด หากปืนลูกซองในมือถูกจับเข้าประทับบ่าตามสัญชาตญาณ โชคดีที่เธอทันเห็นใบหน้าของเพื่อนสาวและสงบอารมณ์ได้ทัน ไม่เช่นนั้นราชินีตานีคงถูกยิงพรุนเป็นรังผึ้งเอาง่ายๆ

 

            “องค์ราชินี จะมาจะไปก็บอกกันบ้างสิเพคะ !” น้ำเสียงหวานมีแววตำหนิ

            “สุมาเต๊อะ ก็ข้าเจ้ารีบ” กล้วยรีบขอโทษก่อนจะถามกลับทันที “สถานการณ์เป็นจะไดบ้าง นางพอจะได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับผีตนนี้ก่อ”

            “รู้แค่ว่ามีกำลังอยู่แค่สามแบบนี้เราสู้มันไม่ได้แน่เพคะ มันมีความสามารถสูงมาก เข้าใกล้ไม่ได้เลย” เด็กสาวคนสวยตอบเสียงหนัก ก่อนที่เธอจะมองซ้ายมองขวาอย่างงุนงง “อ้าว แล้วจ้าดล่ะเพคะ”

            “ข้าเจ้าไล่ปิ๊กบ้านไปแล้ว บ่มีเปิ้นหมู่เฮารบสะดวกกว่า แล้วข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อเปิ้นเป็นอะหยังด้วย”

            “ไล่กลับไปเหรอเพคะ !?” นางย้อนถาม แววตกใจปรากฏชัดในน้ำเสียง “ตอนนี้เนี่ยนะเพคะ !?

            “แม่น ตอนนี้แหละข้าเจ้าว่าสมควรหื้อปิ๊กไปมากที่สุด” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “ยะหยังเหรอ นางคึดว่าบ่ควรหื้อเปิ้นกลับไปก๋า”

            “ปละ.... เปล่าเพคะ” ตานีคนสวยส่ายหน้า “แต่ตอนนี้หม่อมฉันว่าพวกเราถอนตัวกลับกันก่อนน่าจะดีกว่าเพคะ ยิ่งมีสองคนแบบนี้ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้แน่นอนเพคะ”

            “แต่เปิ้นชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกที ตอนนี้เปิ้นจะทำลายเขตตานหมั้นหมดแล้วเน่อ” เสียงของกล้วยชะงักเล็กน้อยเมื่อรถคันหนึ่งถูกโยนลงจากทางด่วนลงมากระแทกพื้นห่างจากตัวเธอไปเพียงไม่ถึงสามเมตร ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะรู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่ “หันก่อ ข้าเจ้าปล่อยมันไปบ่ได้หรอก ถ้าบ่กำจัดเปิ้นภายในคืนนี้ ชาวเมืองก็จะย่านเหมือนตอนกระสือกระหัง แล้วทั้งเมืองก็จะวุ่นวายกันไปหมดเน่อ !

            “แล้วองค์ราชินีจะทำยังไงเพคะ” เด็กสาวหน้าหวานถามกลับ “จะเคลื่อนย้ายในพริบตาไปหาที่ซุ่มยิงใหม่ก็เท่ากับทำให้มีตึกเสียหายเพิ่มอีกหนึ่งตึก หรือถ้าจะเข้าไปบู๊ประชิดตัวกับมัน ขนาดหม่อมฉันที่เชี่ยวชาญด้านการรบประชิดตัวยังต้องถอย แล้วองค์ราชินีจะทำอะไรได้เพคะ !?

 

            ราชินีตานีชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสาว จริงอย่างที่นางว่า ขนาดนางซึ่งฝึกมาด้านรบระยะใกล้และประชิดตัวโดยเฉพาะยังรับมือไม่ไหว แล้วเธอซึ่งฝึกมาแต่การซุ่มยิงจากระยะไกลจะทำอะไรได้ ถึงเธอจะพอสู้ระยะประชิดได้บ้างก็เถอะ.....

 

            “ก็ได้ งั้นหมู่เฮาปิ๊กกันก่อน เคลื่อนที่ในพริบตาออกไปหื้อห่างจากเมืองมากที่สุดแล้วค่อยอ้อมเข้าบ้านเน่อ จะได้บ่มีความเสียหายอะหยัง..... อั้ก !

            จู่ๆคำพูดของกล้วยก็ขาดหายไปในลำคอเมื่อร่างของเธอลอยขึ้นจากพื้นไปปะทะกับตอม่อคอนกรีตขนาดสิบคนโอบของทางยกระดับห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตรดังพลั่กเหมือนถูกจับเหวี่ยงก่อนจะร่วงตุ้บลงมาที่พื้นหิมะ แม้จะจุกจนพูดไม่ออก แต่เด็กสาวก็รีบยันตัวลุกขึ้น มือขวากระชากกล้วยบนหลังมาประทับบ่า แต่เธอก็ต้องชะงักร่างของเด็กสาวหน้าหวานที่ลอยวูบผ่านหน้าไปกระแทกเข้ากับเสาอีกต้นหนึ่งก่อนจะร่วงลงมานอนแน่นิ่ง ตานีสาวทันเห็นร่างชุ่มโชกเลือดผีตายโหงเพียงแวบเดียว ก่อนที่มันจะหายวับไป

 

            “จ้าดง่าวเอ๊ย !

            เด็กสาวหน้าจืดสบถอย่างโกรธตัวเอง จิตรีบกราดตรวจวิญญาณรอบตัว เธอใจหายเมื่อพบว่าสัญญาณวิญญาณที่รับได้สับสนและอ่อนแรงทั้งที่ผีตนนั้นมีพลังวิญญาณสูงอย่างน่าตกใจ ที่สำคัญมันกำลังเคลื่อนที่ไปมาด้วยความเร็วสูงรอบๆตัวเธอ ด้วยประสบการณ์ปราบผีนับสิบปี เธอรู้ดีว่านี่คือสัญญาณของการถูกผีหลอก สถานการณ์อันตรายสำหรับตานีทุกตน.....

 

            ก่อนที่ตานีสาวจะทำอะไรต่อไปได้ อะไรบางอย่างก็อัดกระแทกเธอจากด้านหลังจนล้มคว่ำลงกับพื้น กล้วยรีบยันตัวลุกขึ้น นิ้วชี้พร้อมอยู่ที่ไกเตรียมเหนี่ยวทันทีที่เป้าหมายปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าผีร้ายก็ไม่โง่พอที่จะปรากฏตัวให้คู่ต่อสู้เห็นเช่นกัน เสี้ยววินาทีต่อมา เด็กสาวหน้าจืดก็ก็ถูกแรงลึกลับจับเหวี่ยงจนตัวลอยอีกครั้ง ไวเท่าความคิด ตานีสาวยกปืนขึ้นยิงขึ้นฟ้า แรงปฏิกิริยากดเธอลงกับพื้นทันที รองเท้าบู๊ตไถลบนพื้นหิมะเป็นทางยาวก่อนที่จะหยุดสนิทห่างจากตอม่อเพียงไม่กี่เซนติเมตร

 

            กล้วยเปลี่ยนท่าถือปืนจากประทับบ่าเป็นเตรียมสู้ประชิดตัวด้วยหวังว่ามันคงจะปกป้องเธอได้มากขึ้น แต่วินาทีต่อมา ร่างของเธอก็ถูกผีตายโหงบนทางยกระดับเหวี่ยงตรงขึ้นไปสู่คานขนาดยักษ์ที่รับน้ำหนักถนนคอนกรีตขนาดสิบเลนสูงขึ้นไปเกือบยี่สิบเมตรเบื้องบน เด็กสาวเหนี่ยวไกยิงปืนอีกครั้งหวังให้แรงปฏิกิริยาผลักเธอลงเหมือนเมื่อครู่ แต่วินาทีต่อมา เธอก็ตระหนักว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อมันส่งหัวเธอไปกระแทกกับคานคอนกรีตแทนที่จะส่งเธอออกไปพ้นทางยกระดับ ร่างบางหมุนคว้างก่อนจะร่วงตุ้บลงกับพื้นหิมะ และก่อนที่เธอจะลุกขึ้นได้อีกครั้ง มือแข็งแรงราวคีมเหล็กก็รวบหมับรอบลำคอขาว ก่อนจะยกเธอลอยขึ้นเหนือพื้นหิมะ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องลึกลงไปในดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียว ก่อนที่ริมฝีปากแหว่งวิ่นจะแสยะออกเป็นรอยยิ้มอย่างช้าๆ

 

            “รอมาตั้งหลายวัน....” เสียงแหบแห้งพูดยานคาง “ในที่สุดก็ได้เจอกันนะ ราชินีตานี.....”

            “ข้าเจ้าบ่แม่นราชินีตานีสักหน่อย” กล้วยตอบทันควัน พยายามข่มพิรุธและความเจ็บปวดจากขมับไม่ให้แสดงออกทางใบหน้า “ปล่อย !

            “คิดว่าจะโกหกข้าได้รึไง !?” จู่ๆเสียงยานคางก็กลายเป็นตะคอกอย่างเดือดดาล พร้อมๆกับที่มือซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นจนตานีสาวถึงกับสำลัก “อยู่กับมนุษย์นานแล้วความจำเสื่อมเรอะ ถึงได้จำไม่ได้ว่าข้าก็คือหนึ่งในผีที่ไล่ตามจับแกวันสวนกล้วยแตก จนมีไอ้หนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาเจือกนั่นแหละ ! แล้วมีเรอะที่ข้าจะจำหน้าแกไม่ได้ !?

 

            สีเลือดหายวับจนใบหน้าจืดกลายเป็นซีดเผือด จริงๆความจำเธอก็ไม่ได้เสื่อมอะไรหรอก แต่คืนนั้นเธอไม่ได้หันมองหน้าผีร้ายที่ไล่ตามเธอมาเลยแม้สักครั้งเดียว อย่าว่าแต่หันมองเลย แค่วิ่งหนีเอาตัวเองให้รอดอย่างเดียวก็เต็มกลืนแล้ว

 

            “แก.... ต้องการอะหยัง.....” แต่ละคำพูดหลุดลอดออกจากลำคอที่ถูกปิดกั้นของเด็กสาวหน้าจืดอย่างยากลำบาก “ถ้าเป้าหมายของแก.... คือข้าเจ้า.... แล้วยะหยัง.... ถึงต้องก่อความวุ่นวาย.... ทำลายชีวิตคนด้วย.... มันยิ่งบาป และแกจะ.... ยิ่งลำบาก.... ตอนไปโลกหลังความตาย....”

            “ทำไมต้องกลัว ยังไงข้าก็ไม่ต้องไปโลกหลังความตายอยู่แล้ว นายของข้าทำให้ได้ทุกอย่าง แน่นอน ถ้าข้าฆ่าแกได้สำเร็จนะ....” ริมฝีปากขาดวิ่นที่กำลังเหยียดยิ้มมีแววเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันจนกล้วยเย็นสันหลังวาบ “อีกอย่าง ข้าก็มีความแค้นกับคนที่ใช้ทางยกระดับนี้อยู่แล้ว ก็เหมาะพอดีเลย ได้ทั้งแก้แค้น ได้ทั้งไม่ต้องไปโลกหลังความตายในครั้งเดียว ไม่ดีรึไง....”

 

            “แก....”

            กล้วยขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความโกรธพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ทั้งโกรธร่างโชกเลือดที่ยืนแสยะยิ้มอย่างไม่รู้สึกผิดอยู่เบื้องหน้า และโกรธตัวเอง.... ทั้งที่เธอควรจะปกป้องเมืองนี้.... ปกป้องชาวเมืองนี้แท้ๆ แต่เมืองกลับต้องมาเสียหาย ชาวเมืองกลับต้องมาเสียชีวิต ต้องมาบาดเจ็บ ต้องมาลำบากและต้องหวาดกลัว เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวของเมืองต้องหยุดชะงัก ทั้งหมดเพียงเพราะเธอ....

 

            “เอาล่ะ มีอะไรอยากจะสั่งเสียอีกมั้ย” ผีร้ายถามเสียงกระด้าง “หรือว่าอยากจะไปเร็วๆ หมดทุกข์หมดโศกกับโลกนี้สักที....”

            “ก็มีอยู่....”

            “ว่าไงล่ะ”

            “แกจ้าดง่าวนักๆที่บ่ได้ล็อกแขนข้าเจ้าเอาไว้ด้วย”

 

            ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเบิกกว้างจนเนื้อเละๆที่หัวตาแทบจะฉีกขาดเมื่อเจ้าของมันเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าปากกระบอกปืนไรเฟิลขนาดยักษ์ถูกจ่อเอาไว้กลางอก มือที่เต็มไปด้วยคราบเลือดสีแดงคล้ำปล่อยลำคอตานีสาวร่วงลงกับพื้นทันที แต่ก็ช้าเกินไป นิ้วชี้ของกล้วยเหนี่ยวไกเสียแล้ว.....

 

            กระสุนขนาดครึ่งนิ้วเจาะทะลุอกกว้างหากแหลกเหลวได้อย่างง่ายดาย แรงกระแทกผลักผีร้ายถอยหลังไปเกือบสองเมตร แต่นั่นก็ไม่พอที่จะทำให้มันหมดฤทธิ์ ร่างทะมึนย่างสามขุมเข้าหากล้วยซึ่งร่วงลงไปนั่งอยู่กับพื้นก่อนจะเงื้อมือหมายคว้าคอเธออีกครั้ง แต่คราวนี้เด็กสาวซึ่งเริ่มคลายความเจ็บปวดไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่งอีกแล้ว เธอเคลื่อนที่ในพริบตาอ้อมหลังคู่ต่อสู้ มือยกปืนไรเฟิลซุ่มยิงกระบอกยักษ์ของเธอขึ้นก่อนจะเหวี่ยงมันฟาดหัวที่แหว่งวิ่นอยู่แล้วของฝ่ายตรงข้ามสุดแรงเกิด ผีตายโหงบนทางยกระดับเบี่ยงตัวหลบได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะตั้งสมาธิหมายจะใช้พลังเหวี่ยงเด็กสาวหน้าจืดไปกระแทกตอม่อสะพานอีกครั้ง แต่เป้าหมายของมันหายไปเสียแล้ว

 

            วินาทีต่อมา พานท้ายโลหะผสมหนาหนักของกล้วยก็ฟาดเข้าใส่ขมับของมันอย่างจังจนร่างใหญ่เซถลา ผีร้ายพยายามทรงตัว แต่กล้ามเนื้อขาที่เสียหายเมื่อครั้งเสียชีวิตก็ทำให้มันซวนเซก่อนจะล้มกลิ้งหลุนๆไปบนพื้นหิมะลื่นๆ กล้วยฉวยโอกาสที่ศัตรูเสียจังหวะเคลื่อนที่ในพริบตาถอยฉากออกห่างก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่า ดวงตาเรียวมองผ่านกล้องเล็งตรงไปยังกลางหน้าผากของผีตายโหงบนทางยกระดับซึ่งกำลังโผเผลุกขึ้น นัดนี้มันไม่มีทางรอดแน่นอน.....

 

            แต่ก่อนที่ตานีสาวจะทันได้เหนี่ยวไก แรงเหวี่ยงที่มองไม่เห็นก็ส่งเธอลอยขึ้นไปหาคานคอนกรีตเบื้องบนอีกครั้ง ไวเท่าความคิด เด็กสาวหน้าจืดยกถุงผ้าใบบุนวมของกล้วยขึ้นรับแรงกระแทกก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตากลับลงไปที่พื้น และก่อนที่ผีตายโหงบนทางยกระดับจะทันรู้ตัว กระสุนขนาดครึ่งนิ้วอีกนัดหนึ่งก็พุ่งเข้าเจาะกลางแผ่นหลังของมันเรียบร้อยแล้ว

 

            “แก.....!

            ผีร้ายคำรามอย่างโกรธแค้น ร่างสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวด เลือดสีคล้ำจนเกือบดำไหลโกรกจากแผลถูกยิงทะลุทั้งสี่แผล แต่แกนวิญญาณของมันไม่ได้อยู่กลางตัวเหมือนวิญญาณทั่วไป หากอยู่ที่ตำแหน่งสมอง บาดแผลเหล่านี้แม้จะสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสก็ไม่ได้ทำให้พลังวิญญาณของมันลดน้อยลงเลย

 

            ร่างโชกเลือดหายตัววับก่อนจะใช้พลังเหวี่ยงราชินีตานีจนตัวลอยอีกครั้ง แต่ดูเหมือนกล้วยจะเคยชินกับการโจมตีแบบนี้เสียแล้ว เด็กสาวหน้าจืดยิงปืนส่งตัวเองลงพื้นทันที มือประทับปืนเข้ากับบ่าขณะจับตำแหน่งฝ่ายตรงข้ามจากพลังงานวิญญาณก่อนจะเหนี่ยวไกทันที เสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานบอกให้เธอรู้ว่ากระสุนเข้าเป้าอย่างจัง แม้ผีร้ายจะยังไม่สลายหายไป แต่เธอก็เข้าใกล้การเผด็จศึกไปอีกขั้น กล้วยหายตัวหลบออกไปยืนหักหลักอยู่ข้างทางยกระดับก่อนจะยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง คราวนี้ต้องเข้ากลางแกนวิญญาณแน่นอน....

 

            แต่ตานีสาวคิดผิด

 

            รู้ตัวอีกที ร่างของเธอก็ถูกแรงเหวี่ยงที่มองไม่เห็นกระชากขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดหม่น ลอยข้ามแผงกั้นขอบทางยกระดับไปกระแทกพื้นถนนคอนกรีตเย็นชื้นอั้กใหญ่ กล้วยรู้ตัวว่าพลาดก็รีบยันตัวลุกขึ้น แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว เสี้ยววินาทีต่อมา ร่างโชกเลือดของผีตายโหงบนทางยกระดับก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ดวงตาเรียวทันเห็นริมฝีปากแหว่งโหว่แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนที่ร่างของมันจะหายวับไปอีกครั้ง เด็กสาวหน้าจืดมีเวลาให้เย็นสันหลังวาบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกแรงเหวี่ยงที่มองไม่เห็นกระชากให้พุ่งเข้าหารถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ตานีสาวตัดสินใจเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นพลังงานเพื่อให้พุ่งผ่านมันไปได้เฉยๆ แต่แล้ว ดวงตาเรียวก็ต้องเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อพลังงานวิญญาณในร่างของเธอไม่ยอมฟังคำสั่งเลย.....

 

            เสียงโลหะลั่นเปรี๊ยะประสานกับเสียงกระจกแตกลั่นดังก้องไปทั่วเขตตานหมั้นเมื่อร่างบางพุ่งเข้าปะทะด้วยแรงพอๆกับถูกรถบรรทุกชน กล้วยถึงกับหลุดปากกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อร่างของเธอร่วงตุ้บลงกับพื้นท่ามกลางเศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ร่วงกราว แผ่นหลังและแขนขวาที่ถูกบดอัดเข้ากับตัวรถปวดร้าวราวกับถูกคีมยักษ์หนีบจนแหลกละเอียด แต่สัญชาตญาณก็สั่งให้เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดลุกขึ้นนั่ง มือประทับสไนเปอร์ไรเฟิลเข้าที่บ่าก่อนจะเล็งตรงไปยังฝ่ายตรงข้ามที่เห็นเป็นเงาเลือนรางในสัมผัสวิญญาณ แต่ผีตายโหงบนทางยกระดับไม่หยุดเพียงเท่านั้น.....

 

            วินาทีต่อมา ตานีสาวก็ถูกเหวี่ยงไปปะทะคอนเทนเนอร์บนรถพ่วงสิบแปดล้อที่จอดอยู่ข้างๆ จนแทบจะพลิกคว่ำ และก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะทันได้ตั้งตัวหรือแม้แต่กรีดร้อง ร่างของเธอก็ถูกโยนไปปะทะกับรถอีกคันหนึ่ง และอีกคันหนึ่ง และอีกคันหนึ่ง ความเจ็บปวดถาโถมจากทั่งร่างกายเข้าสู่แกนวิญญาณจนกล้วยแทบหมดสติ น้ำใสหลั่งไหลจากดวงตาเรียวกระเซ็นเป็นสายสะท้อนแสงไฟยามค่ำคืนเป็นประกาย แต่ผีร้ายก็ยังคงไม่ยั้งมือ อันที่จริง แรงเหวี่ยงของมันมากขึ้นด้วยซ้ำ ราวกับสะใจที่ได้เห็นความทรมานของเด็กสาวเบื้องหน้า.....

 

            ท่ามกลางเสียงปะทะอื้ออึงและกระแสความเจ็บปวดที่สับสน เด็กสาวหน้าจืดได้ยินเสียงหัวเราะแหบห้าวของผีตายโหงบนทางยกระดับดังแว่วมาแต่ไกล กล้วยหลับตาลงทั้งน้ำตา เธอคงรอดไม่พ้นคืนนี้แน่นอนแล้ว ตานีสาวบอกลาจ้าด ฟ้า นาง ยูคิ และเพื่อนๆทุกคนในใจ พลางภาวนาให้ตานีรุ่นก่อนๆยกโทษ ที่เธอคงไม่มีวันกอบกู้เผ่าพันธุ์ตานีกลับคืนมาได้อีกแล้ว.....

 

            แต่ในที่สุด ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดก็สิ้นสุดลงหลังจากการกระแทกเกือบร้อยครั้งและรถที่พังไปเกือบสามสิบคัน แรงเหวี่ยงสุดท้ายของผีร้ายขว้างร่างของเด็กสาวหน้าจืดซึ่งบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดจากทั้งแผลแตกและแผลฉีกขาดหลายสิบแห่งลงกับพื้น ก่อนจะปล่อยให้เธอนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น

 

            ร่างดำทะมึนค่อยๆสืบเท้าเข้ามาหยุดอยู่ข้างตัวฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่ริมฝีปากแหว่งโหว่จะเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง คราวนี้กว้างกว่าเดิมมาก ด้วยรู้ดีว่าเหยื่อของมันไม่มีทางหนีหรือตอบโต้อะไรได้อีกแล้ว....

 

            “คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆราชินีตานี ข้าสนุกมากที่ได้สู้กับแก.....” ผีร้ายเอ่ยเสียงเย็นเยียบแม้แหบห้าว “น่าเสียดาย.... ที่มันคงต้องจบลงตรงนี้....”

            แขนขวาที่เนื้อฉีกขาดหายไปเป็นก้อนค่อยๆยกขึ้น รถพ่วงสิบแปดล้อยาวเกือบสามสิบเมตรลอยตามขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับไร้น้ำหนัก มันค่อยๆลอยมาหยุดนิ่งอยู่เหนือร่างที่ยังคงนอนหายใจรวยรินของตานีสาว ก่อนที่ผีร้ายจะปล่อยให้มันร่วงวูบลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก....

 

            แต่ก่อนที่น้ำหนักหลายสิบตันของรถจะถูกถ่ายลงไปยังร่างของเด็กสาวหน้าจืดเพียงเสี้ยววินาที รถพ่วงก็หยุดค้างอยู่กลางอากาศอย่างกะทันหัน เสียงแหวกอากาศดังวูบก่อนที่เสียงฟาดฉับจะดังก้อง แล้วรถคันยาวเหยียดก็แยกออกเป็นสองส่วนตั้งแต่กระจังหน้าจรดท้ายคอนเทนเนอร์ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นถนนจนทางยกระดับสะเทือนเลื่อนลั่น เฉียดร่างของกล้วยไปเพียงไม่ถึงเมตร

 

            ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนงุนงง แต่ผีตายโหงบนทางยกระดับมีเวลาให้ประหลาดใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ลำแสงสีฟ้าจะพุ่งวาบเข้าหาต้นคอจนมันต้องม้วนตัวลงหลบแทบไม่ทัน ผีร้ายคำรามในลำคออย่างโกรธแค้น มันรีบยันตัวลุกขึ้นก่อนจะออกแรงเหวี่ยงมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งไปยังทิศทางที่แสงสีฟ้าพุ่งมา มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่มีน้ำมันเต็มถังระเบิดตูมเป็นลูกไฟส่งเศษเหล็กกระเด็นไปทั่วบริเวณ ริมฝีปากแหว่งวิ่นแสยะยิ้มด้วยหวังว่าจะเห็นฝ่ายตรงข้ามดิ้นทุรนทุรายอยู่กลางกองเพลิง แต่ผิดคาด ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดถูกย่างอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่แมลงสักตัว

 

            พริบตาต่อมา ผีตายโหงบนทางยกระดับก็มีอันต้องม้วนตัวหลบจนเสียหลักลงไปนอนวัดพื้นคอนกรีตอีกครั้งเมื่อแสงสีฟ้าสว่างจู่โจมซ้ำ ร่างโชกเลือดรีบยันตัวลุกขึ้นก่อนจะตั้งสมาธิหมายใช้แรงเหวี่ยงเหมือนครั้งที่แล้ว แต่แล้วมันก็ต้องลองไปนอนกองกับพื้นอีกครั้งเมื่ออะไรแข็งๆตอกเปรี้ยงเข้าใส่ปลายคางก่อนจะตอกซ้ำเข้าที่กลางหลัง ผีร้ายรีบพลิกตัวนอนหงายก่อนจะต่อยขวาตรงสวน แต่ก็สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า และก่อนที่มันจะชักมือกลับได้ทัน ประกายสีเงินก็สว่างวาบ ก่อนที่แขนของมันจะถูกตัดขาดสะบั้นในพริบตา

 

            เลือดสีดำคล้ำส่งพุ่งกระฉูดราวน้ำพุ สิ่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วบริเวณ ผีตายโหงบนทางยกระดับกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้นก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นแทบจะในทันที มันเกือบจะสังหารราชินีตานีได้แล้ว โอกาสที่จะไม่ต้องไปโลกแห่งความตายและได้พลังวิญญาณมหาศาลมาครอบครองอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่กลับมีมารมาขวางแบบนี้....

 

            ร่างโชกเลือดหายวับอีกครั้ง แต่มันก็ต้องชะงักเมื่อถูกอะไรบางอย่างสาดเข้าใส่ทั้งตัวจากด้านหลัง ผีร้ายหมุนคอร้อยแปดสิบองศากลับไปดูดังกร๊อบ แล้วมันก็ต้องคำรามอย่างเดือดดาลเมื่อพบว่าด้านหลังของมันถูกอาบด้วยผงเล็กๆที่เรืองแสงระยิบระยับราวกับกากเพชร เลือดเหนียวๆที่เปียกโชกอยู่ทั่วตัวทำให้ผงนั้นติดแน่น ไม่มีประโยชน์ที่มันจะหายตัวอีกแล้ว ในทางกลับกัน มันยังมองไม่เห็นฝ่ายตรงข้ามเลยด้วยซ้ำ.....

 

            ผีร้ายตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายกลับมายังราชินีตานีอีกครั้ง แม้มันจะไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มาใหม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็คงได้รางวัลตอบแทนที่ทำภารกิจสำเร็จ แต่ทันทีที่มันหันกลับไป ผีร้ายก็ต้องกรีดร้องโหยหวนอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความโกรธแค้นเมื่อพบว่าร่างของเด็กสาวหน้าจืดที่เคยนอนแน่นิ่งรอความตายอยู่ระหว่างซากรถบรรทุกที่ถูกตัดครึ่ง บัดนี้หายวับไปเสียแล้ว.....

 

            “กล้วย กล้วย ทำใจดีๆไว้ เป็นอะไรมากรึเปล่า !?

            เบื้องหลังรถประจำทางปรับอากาศคันหนึ่งห่างจากผีตายโหงบนทางยกระดับเกือบห้าสิบเมตร จ้าดในชุดกางเกงวอร์มและเสื้อยืดสีดำรัดกุมเขย่าร่างของเพื่อนสาวเบาๆพลางพยายามเรียกชื่อให้เธอรู้สึกตัว เด็กสาวหน้าจืดเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล เธอดูอ่อนแรงอย่างที่เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน สภาพของเธอเลวร้ายกว่าเมื่อครั้งสู้กับผีร้ายร่างแหลกเหลวในอุดมชัยคอมเพล็กซ์ หรือเมื่อครั้งสู้กับยูคิเสียอีก และแม้เขาจะเขย่าหรือส่งเสียงเรียกเพียงใด ตานีสาวก็ยังคงคอพับคออ่อนอยู่ในอ้อมแขนของเขา เป็นครั้งแรกตั้งแต่เจอกันมาที่หลานชายหมอผีใหญ่นึกหวั่นว่าเพื่อนสาวผู้นี้จะสิ้นอายุ.....

 

            “จ้าด กล้วยเป็นไงบ้าง !?

            ร่างสันทัดของฟ้าปรากฏตัวขึ้นข้างตัวเพื่อนหนุ่ม เด็กสาวหน้าคมอยู่ในชุดคล้ายๆกับจ้าด แตกต่างกันเพียงสนับมือและสนับเข่าเท่านั้น เธอคุกเข่าลงก่อนจะแตะหน้าผากที่อาบไปด้วยเลือดของเพื่อนสาวซึ่งยังคงไม่รู้สึกตัวเบาๆ แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่ามันเย็นเฉียบทั้งที่ปกติจะร้อนกว่ามนุษย์ ความรู้สึกหวาดหวั่นแบบเดียวกับหลานชายหมอผีใหญ่ก่อตัวขึ้นในใจของเธอ ความหวาดหวั่นว่าเด็กสาวผู้นี้จะไม่ได้อยู่บนโลกในฐานะตานีอีกต่อไป.....

 

            “เราว่าไม่ค่อยดีแล้ว” จ้าดตอบเสียงหนักก่อนจะหันไปถามเพื่อนสาว “ฟ้า โทรจิตเป็นรึเปล่า ช่วยบอกยูคิทีว่าเราต้องถอนตัวกลับแล้ว”

            เด็กสาวหน้าคมส่ายหน้า “เราโทรจิตไม่เป็น”

            “โอเค ไม่เป็นไรๆ งั้นเราทำเอง”

 

            แต่ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะโทรจิตเรียกเพื่อนสาวชาวฮิมิตสึซึ่งยังคงรบอยู่กับผีร้ายอยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร ตานีสาวก็ขยับตัว ก่อนที่ดวงตาเรียวจะลืมขึ้นอย่างช้าๆ แต่ทันทีที่เด็กสาวหน้าจืดมองเห็นใบหน้าของเพื่อนทั้งสองได้ถนัดตา เธอก็รีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง แม้จะทรุดกลับลงมาในอ้อมแขนของจ้าดและฟ้าอีกครั้งแทบจะทันทีก็ตาม

 

            “จ้าด ข้าเจ้า.... ข้าเจ้าบอกหื้อนายปิ๊กไปไง” กล้วยพูดอย่างอ่อนแรง แต่มนุษย์ทั้งสองก็พอจะฟังออกว่ามีแววฉุนเฉียวเจืออยู่อย่างชัดเจน “แล้วยะหยัง.... ยะหยังนายถึงมาที่นี่อีก แถมยังพาฟ้ามาด้วย !?

            “ถ้าเราไม่กลับมากล้วยก็คงแบนเป็นกล้วยทับอยู่ใต้รถพ่วงแล้ว !” หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับ “ตอนแรกเราก็ว่าจะอยู่บ้านอยู่หรอก แต่พอดูถ่ายทอดสดทางทีวีแล้วเห็นว่าไม่ไหวแน่เลยรีบออกมา ก็เกือบไม่ทันอยู่แล้ว”

            “แต่.... แล้วหมู่นาย.... เอาชนะผีตายโหงนั่นได้จะได”

            “ยังไม่ได้เอาชนะหรอก ยูคิสู้กับมันอยู่ แต่จ้าดบอกว่าเรากำลังจะถอนตัวแล้ว” ฟ้าตอบบ้าง “จ้าด ถ้านายโทรจิตได้ก็โทรจิตตามยูคิเลย ออกไปจากที่นี่กันเถอะ”

 

            “เดี๋ยว !

            มนุษย์ทั้งสองหันขวับเมื่อตานีสาวเรียกเสียงแข็ง แต่ประโยคต่อมาของเธอก็กลับอ่อนระโหยเหมือนเดิม ราวกับคำพูดนั้นกินพลังทั้งหมดของเธอไปแล้ว

 

            “นางล่ะ.... มีผู้ได๋ช่วยนางก่อ....”

            จ้าดสะดุ้งเฮือก ในขณะที่สีเลือดจางหายไปจากใบหน้าคมของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว พวกเขาลืมสนิทว่านางร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย

 

            “กล้วยเห็นเขาครั้งสุดท้ายที่ไหน” ฟ้าถามเสียงเครียด

            “ข้าเจ้าหันเปิ้น.... โดนเหวี่ยงกระแทกตอม่อสลบอยู่ใต้ทางยกระดับ.... ตรงที่ผีตายโหงอยู่นั่นแหละ....” เด็กสาวหน้าจืดตอบ แล้วเสียงของเธอก็เครียดขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของเพื่อนทั้งสอง “อย่าอู้เน่อ.... ว่ายังบ่มีผู้ได๋ไปช่วยเปิ้นเลย”

            “ตอนนี้เขาอยู่ในลิสต์ขอความช่วยเหลือของเราแล้ว ไปเห....”

 

            “กรี๊ด ช่วยด้วย !!!

            ยังไม่ทันจะขาดคำของหลานชายหมอผีใหญ่ เสียงกรีดร้องก็ดังแหวกอากาศหนาวเหน็บมาเสียดแทงเยื่อแก้วหูเหมือนใบมีดโกน สองมนุษย์รีบแนบร่างเข้าประชิดรถคันที่อยู่ใกล้ที่สุด ฟ้าประคองร่างเพื่อนสาวเข้ามาแนบรถด้วย ก่อนที่ทั้งสามจะโผล่หัวมองไปทางต้นเสียง

 

            เลือดในกายของสามสหายก็เย็นเฉียบราวกับกลายเป็นน้ำแข็งในฉับพลันเมื่อมองเห็นร่างขาวนวลในชุดตะเบงมานคอมมานโดสีเทาถูกแขนที่ผีร้ายเหลืออยู่เพียงข้างเดียวล็อกเอาไว้แน่น ร่างดำทะมึนที่เปื้อนกากเพชรไปแถบหนึ่งสูงตระหง่านง้ำเหนือตานีคนสวย ปิดกั้นทางหนีของเธอเอาไว้ทุกทาง นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึในชุดปฏิบัติการสีขาวยืนถือดาบในท่าเตรียมพร้อมอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรด้วยเกรงว่าหากเข้าไปประจัญบาน ดาบยาวของเธอจะโดนตานีสาวไปด้วย

 

            “ราชินีตานี ข้ารู้นะว่าแกยังอยู่แถวนี้ !” เสียงที่เคยแหบแห้ง ยามนี้กลับห้าวลึกและดังกังวานไปทั่วบริเวณ “ปรากฏตัวออกมาซะดีๆ ไม่งั้นแม่ตานีคนสวยนี่สิ้นอายุแน่ !

            “องค์ราชินี อย่านะเพคะ รีบหนีไป !

            “บ่าผีบ้านั่น !” กล้วยขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน แม้จะยังคงอ่อนแรง แต่มือของเธอก็ป่ายเปะปะหาสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยักษ์ของเธอด้วยความเคยชิน เมื่อไม่เจอก็หันขวับไปหาหลานชายหมอผีใหญ่ “จ้าด... นายเก็บกล้วย.... ของข้าเจ้ามาด้วยก่อ....”

            “กล้วยยิงไม่ไหวหรอกน่า” หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วมองเพื่อนสาวอย่างทั้งเป็นกังวลและขบขัน สภาพของกล้วยตอนนี้แค่โผล่หัวออกไปมองผีร้ายยังแทบจะไม่ไหวแล้วแท้ๆ “เรายิงให้เอง”

            “บ่ได้เด็ดขาด” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงแข็ง “ข้าเจ้าฮู้ว่านายเคยยิงปืน แต่ตอนนี้ถ้ายิงพลาดขึ้นมานางอาจจะสิ้นอายุก็ได้ ข้าเจ้าจะยิงเอง”

 

            กล้วยคว้ากล้วยจากมือของเพื่อนหนุ่มก่อนจะยกมันขึ้นไปตั้งบนฝากระโปรงรถ แต่ยกยังไม่ทันถึงฟุตเธอก็ร่วงลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง จ้าดประคองเธอไว้ได้ทันท่วงที ในขณะที่ฟ้ายกปืนขึ้นไปตั้งในตำแหน่งยิงให้เพื่อนสาวแม้จะทุลักทุเลไปบ้างจากน้ำหนักกว่าสิบกิโลกรัมของตัวปืนก็ตาม

 

            “ขอบคุณมากเน่อฟ้า จ้าด” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าให้เพื่อนทั้งสองก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าประทับเล็งพลางอธิบายแผนการ “พอข้าเจ้ายิงแล้วฟ้ากับจ้าดรีบเข้าไปช่วยนางแล้วกระโดดลงจากทางยกระดับเลยเน่อเดี๋ยวข้าเจ้าใช้พลังรับเอง ลงพื้นแล้วรีบวิ่งออกไปหื้อห่างจากที่นี่ที่สุด เจอกันอีกทีที่รถไฟฟ้าใต้ดินเวียงงัวใต้เลยละกัน ข้าเจ้าบ่คึดว่าผีตนนี้จะสลายไปง่ายๆ ถึงจะโดนไปกลางหน้าผากก็เถอะ อย่าลืมโทรจิตบอกยูคิตอนกำลังวิ่งด้วยเน่อ”

            “แต่กล้วยไหวแน่นะ” ฟ้าถามอย่างเป็นห่วง ดวงตาคมฉายแววหวาดหวั่นเมื่อมองแผลลึกที่ยิ่งฉีกกว้างขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อของเพื่อนสาวออกแรง

            “บ่ไหวก็ต้องไหวล่ะงานนี้”

 

            ดวงตาเรียวด้านซ้ายปิดลง ขณะด้านขวามองผ่านกล้องตรงไปยังหัวที่แหว่งไปด้านหนึ่งของผีร้ายซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนด้วยกำลังขยายยี่สิบเท่า เด็กสาวหน้าจืดรอจังหวะที่หัวซึ่งบุบบี้ไปข้างหนึ่งของเป้าหมายอยู่ห่างจากเรือนผมสีดำขลับที่รวบเป็นมวยของนางมากที่สุด ก่อนที่นิ้วชี้จะเหนี่ยวไก

 

            เสียงปืนดังกึกก้องเหมือนเสียงพลุ กระสุนขนาดครึ่งนิ้วเจาะเข้ากลางหน้าผากของผีตายโหงบนทางยกระดับพอดี แขนที่ล็อกคอนางร่วงลงข้างตัวก่อนที่มันจะล้มหงายหลังและสลายหายไปเป็นผุยผงในพริบตา จ้าดและฟ้ารีบดีดตัวลุกขึ้น แต่เด็กสาวหน้าจืดรีบรั้งเอาไว้อย่างแรงจนเสื้อกันหนาวของทั้งสองขาดดังควาก

 

            “อย่าออกไป เปิ้นเป็นตัวปลอม !

            ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว ร่างโชกเลือดดำทะมึนสูงเกือบสองเมตรปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังสองมนุษย์หนึ่งตานี เสี้ยววินาทีต่อมา มันก็หายวับไป กล้วยมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังระคนวิตก แต่อะไรบางอย่างที่ขยับอยู่ทางหางตาก็ทำให้เธอหันขวับ

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ขยับตัวด้วยท่าทางแปลกประหลาด แขนทั้งสองข้างค้างอยู่ในท่าเหมือนกำลังจะยกมือขึ้นกุมหัว เด็กหนุ่มซวนเซลุกขึ้น ยืนโงนเงนอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะหันกลับมายังเพื่อนสาวทั้งสอง และก่อนที่จะมีใครเข้าใจสถานการณ์ มีดอีโต้เล่มใหญ่ก็วาดวูบในระดับลำคอจนพวกเธอต้องก้มหลบแทบไม่ทัน คมมีดเหล็กกล้าสับลงไปในเนื้อเหล็กของรถเปิดแผลยาวเกือบสองฟุต เฉียดหัวของเด็กสาวทั้งสองไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร

 

            “จ้าดถูกผีเข้า เผ่นเร็ว !

            เหมือนย้ำคำพูดของตานีสาว หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากหัวเราะเสียงแหบห้าว ก่อนที่มีดอีโต้แหวกอากาศวูบอีกครั้ง คราวนี้สับลงตรงๆหมายผ่ากลางเรือนผมของเด็กสาวหน้าจืดให้แยกออกเป็นสองซีก ฟ้ากระชากร่างเพื่อนสาวหลบได้ทันท่วงที แต่เธอก็ล้มคะมำลงกับถนนคอนกรีตพาเอากล้วยล้มกลิ้งไปด้วย ผีร้ายในร่างของจ้าดย่างสามขุมตามไปติดๆ มันกระแทกส้นเท้าลงกับแผ่นหลังของตานีสาว มีดอีโต้เล่มใหญ่เงื้อขึ้นสุดล้า....

 

            แต่ก่อนที่มันจะสับลงใส่เป้าหมาย มีดหนักเกือบครึ่งกิโลก็ลั่นเคร้งก่อนจะกระเด็นหลุดจากมือของหลานชายหมอผีใหญ่ลอยไปไกลเกือบห้าเมตร แล้วเด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องเบี่ยงตัวหลบอย่างกะทันหันเมื่อลำแสงสีฟ้าพุ่งเข้าหาหมายแทงท้องให้ทะลุ ยูคิตามมาทันแล้ว เธอสะบัดอาวุธลำแสงซึ่งบัดนี้กลายสภาพเป็นแส้สีฟ้าสว่างไสวเข้าใส่จนผีร้ายในร่างเด็กหนุ่มต้องถอยกรูด นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเปลี่ยนอาวุธของเธอเป็นดาบเล่มยาวเหยียดก่อนจะเงื้อมันขึ้นเหนือหัว ดวงตาหลังเลนส์แว่นกรอบดำเล็งกลางกบาลฝ่ายตรงข้าม

 

            “ยูคิ อย่า เดี๋ยวจ้าดจะบาดเจ็บไปด้วยนะ !

            เสียงร้องของฟ้าทำให้สาวแว่นชะงักกึก วินาทีต่อมา ผีร้ายก็ฉวยจังหวะนั้นอัดหมัดขวาเข้าเต็มปลายคางจนร่างในชุดขาวลอยคว้างไปกระแทกรถกระบะคันใหญ่ใกล้ๆกับจุดที่ฟ้าและกล้วยซุ่มอยู่จนยุบ ไวเท่าความคิด ฟ้าพุ่งออกไปลากตัวรุ่นน้องสาวเข้ามายังที่กำบังทันที เด็กสาวหน้าคมเสียวสันหลังวาบๆด้วยกลัวผีร้ายจะตามมาซ้ำ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายซึ่งยังไม่ค่อยชินกับร่างนี้มากนักจะไม่ทันเห็นเพราะมันเซแซ่ดๆ จากแรงต่อยมหาศาลของตัวเอง

 

            “ยูคิ เป็นยังไงบ้าง ไหวมั้ย” ฟ้ากระซิบถามนักเรียนแลกเปลี่ยนสาว

            “ไฮ เอ่อ ไหวค่ะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึยังคงเหลืออาการมึนงงอยู่อย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็ถามต่อด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ รุ่นพี่จ้าดกับรุ่นพี่กล้วยเคยบอกว่าการจะทำให้ผีออกมาต้องคนที่ถูกสิงหมดสติทำ แต่ตอนนี้เรารุ่นพี่จ้าดโจมตีไม่ได้ แล้วจะมีทางไหนที่จะทำให้ผีออกมาได้อีก”

            “บ่มี....” ตานีสาวตอบหนักๆ “มีแค่ทางนี้ทางเดียว.... บ่อั้นถ้ายะอะหยังไป.... ร่างคนที่ถูกสิงก็จะโดนไปด้วย.....”

            “งั้นให้เราออกไปสู้เองดีมั้ย” ฟ้าเสนอตัว “ยังไงผีก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้วนี่”

            “นั่นมันในกรณีที่เป็นวิญญาณล้วนๆ.... แต่ตอนนี้เปิ้นสิงอยู่ในร่างคนเน่อ.... ถ้าฟ้าโดนเปิ้นต่อย.... ก็เหมือนโดนคนธรรมดาต่อยนั่นแหละ.....” เด็กสาวหน้าจืดพยายามอธิบาย “อีกอย่าง..... เปิ้นก็มีพลังแรงเหวี่ยงนั่นด้วย..... ถึงฟ้าจะบ่ได้รับความเสียหายถ้าวิญญาณโจมตีโดยตรง.... แต่ก็ยังโดนพลังนั่นอยู่ดีเน่อ.....”

            “งั้นแปลว่าไม่มีทางเลยงั้นเหรอ”

            “ก็คงจะเป็นจะอั้น....” กล้วยตอบช้าๆ “คงต้องรอหื้อเปิ้นหมดพลังเอง แต่พลังวิญญาณขนาดนั้นก็คง....”

 

            “ราชินีตานี ข้ารู้นะว่าแกยังอยู่แถวนี้ ยอมแพ้แล้วรีบออกมาให้ข้าเชือดซะดีๆ ไม่งั้นร่างไอ้หนุ่มคนนี้ได้เละแน่ !

            ยังไม่ทันจบประโยค เสียงของเด็กสาวหน้าจืดก็ขาดหายไปในลำคอเมื่อผีร้ายในร่างหลานชายหมอผีใหญ่ตะโกนก้อง กล้วย ฟ้าและยูคิค่อยๆโผล่หัวออกไปดูสถานการณ์อีกครั้ง จ้าดยังคงยืนอยู่กลางหมู่รถที่จอดเรียงราย หัวใจสามดวงเย็นวาบเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ก้าวอาดๆไปหยิบมีดอีโต้เล่มใหญ่ที่ถูกยูคิปัดทิ้งขึ้นมา ก่อนจะตั้งต้นกรีดข้อมือเป็นแผลลึกยาว

 

            “ว่ายังไง !?” เสียงห้าวลึกของผีตายโหงพูดทั้งๆที่ร่างที่มันสิงอยู่ยังคงกรีดข้อมืออย่างขะมักเขม้น “ถ้ายังไม่ออกมาล่ะก็ ไอ้หนุ่มนี่ได้เลือดหมดตัวตายแน่ !

            “กล้วย เอาไงดี !?” ฟ้าเริ่มลนลาน “ปล่อยไว้แบบนี้จ้าดตายแน่ๆ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆเหรอ !?

            ตานีสาวเงียบ ริมฝีปากบางเม้มแน่น เธอดูเหมือนกำลังต่อสู้กับตัวเอง

            “กล้วย เร็วสิ !

            “คือ.... แต๊ๆแล้วมันก็มีแหละเน่อ” ในที่สุดเด็กสาวหน้าจืดก็เอ่ยตอบ “แต่มันอันตรายมาก ข้าเจ้าเลยบ่อยาก.....”

            “ตอนนี้ไม่ต้องคำนึงถึงอันตรายแล้วกล้วย จ้าดจะแย่แล้วนะ ถ้ามีวิธีก็รีบบอกมาเถอะ !

            “ก็ได้....” กล้วยถอนหายใจเฮือก “คนที่ถูกผีสิงน่ะ.... ถ้าเกิดถูกกระตุ้นจิตใจแรงๆเช่นกำลังจะทำร้ายคนที่ชอบหรือฮัก.... ก็อาจจะพอควบคุมร่างกายได้บางส่วนหรืออาจจะยั้งร่างกายเปิ้นไว้ได้.... เพราะจะอั้น.... ถ้าฟ้าออกไปเป็นตัวล่อ.... ข้าเจ้าคึดว่าร่างจ้าดอาจจะชะงัก.... และเปิดโอกาสหื้อหมู่เฮาโจมตีได้.... แต่มันอันตราย....”

            “เดี๋ยวๆ หมายความว่าไง” เด็กสาวหน้าคมรีบเบรกอีกฝ่าย “ที่กล้วยพูดว่า....”

            “ก็เพราะมันอันตรายจะอี้ไงข้าเจ้าเลยบ่อยาก....”

            “ไม่ๆ” ฟ้ารีบปฏิเสธ “ที่กล้วยบอกว่าคนที่ถูกผีสิง ถ้าเกิดเห็นคนที่ชอบหรือรักก็จะชะงัก แปลว่าจ้าดชอบเรางั้นเหรอ”

 

            หัวใจของตานีสาวเย็นวาบยิ่งกว่าตอนที่เห็นจ้าดเอาหัวโขกรถเสียอีก แต่จะมาแก้ตอนนี้ก็คงช้าเกินไปเสียแล้ว

 

            “คือ.... ก็.... มันก็.....”

            “แย่ที่สุดเลย” เด็กสาวหน้าคมก้มหน้า คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน แต่บนแก้มขาวมีปื้นสีแดงก่ำปรากฏชัด “ทั้งๆที่เราคิดกับเขาแค่เพื่อนแท้ๆ”

            “เอ่อ ฟ้า คือ ไว้ว่ากันทีหลัง....”

            “อ้อ ใช่ ขอโทษนะกล้วย ลืมไปๆ” ฟ้าเพิ่งจะรู้สึกตัว เธอพยายามคุมเสียงให้เป็นปกติ “งั้นสรุปว่าเราต้องออกไปเป็นตัวล่อสินะ”

            “แต่ข้าเจ้าบ่รับรองเน่อว่ามันจะได้ผล....” ตานีสาวเตือน “และถ้าฟ้าบ่อยากยะก็บ่ต้องยะก็ได้.... มันอันตรายมากเน่อ....”

            “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่ทำจ้าดก็ตาย” เด็กสาวหน้าคมตอบหนักแน่น

            “ถ้าฟ้ายืนยันจะอั้นข้าเจ้าก็คงขัดบ่ได้....” กล้วยตอบช้าๆ “จะอั้นถ้าเกิดวิธีนี้ได้ผล.... ฟ้ารีบยะอะหยังก็ได้ที่จะยะหื้อเปิ้นหมดสติเน่อ.... เดี๋ยวยูคิกับข้าเจ้าจะสแตนด์บายหื้อ.... ถ้าเกิดมีอะหยังฉุกเฉินขึ้นมา.... ตกลงเน่อยูคิ....”

            “ได้ค่ะ”

            “งั้นเราไปล่ะนะ”

 

            ฟ้าดีดตัวลุกขึ้น ก่อนจะก้าวออกจากที่ซ่อนมายืนประจันหน้ากับผีตายโหงบนทางยกระดับซึ่งยังคงง่วนอยู่กับการกรีดข้อมือของร่างที่มันสิงอยู่ แต่ทันทีที่ดวงตาตี่ซึ่งบัดนี้เรืองแสงสีน้ำเงินเห็นเด็กสาวหน้าคม ร่างของหลานชายหมอผีใหญ่ก็ลุกพรวดขึ้นก่อนจะวิ่งรี่เข้าหาเหยื่อเบื้องหน้าแม้จะไม่ใช่ราชินีตานีอย่างที่มันต้องการก็ตาม มีดอีโต้หนาหนักซึ่งอาบด้วยเลือดสีแดงเข้มเงื้อสูงอยู่เหนือหัว พร้อมจะสับเด็กสาวผู้ใช้สนับมือเป็นอาวุธให้ขาดสะพายแล่ง.....

 

            แต่เพียงไม่ถึงเมตรก่อนจะถึงตัวฟ้า ร่างของเด็กหนุ่มก็ชะงักกึก ใบหน้าดุกระตุกและบิดเบี้ยวอย่างแปลกประหลาดราวกับมีจิตวิญญาณสองดวงกำลังพยายามแย่งกันควบคุมมัน เด็กสาวหน้าคมไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้ผ่านไปง่ายๆ เธอก้าวถอยหลังสั้นๆหนึ่งก้าว ก่อนจะบรรจงประเคนเข่าซึ่งหุ้มเอาไว้ด้วยสนับเหล็กเข้าใส่เป้ากางเกงวอร์มของเพื่อนหนุ่มทันที

 

            เสียงห้าวลึกร้องโอ้กขณะหลานชายหมอผีใหญ่ค่อยๆทรุดลงกับพื้นเมื่อความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตลูกผู้ชายแล่นเข้าสู่สมองส่วนกลาง วินาทีต่อมา ร่างโชกเลือดของผีตายโหงบนทางยกระดับก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างที่มันสิงอยู่หมดสติ มันตั้งท่าจะพุ่งเข้าสิงเด็กสาวหน้าคมอีกคน แต่ก่อนที่มันจะทำเช่นนั้นได้ ยูคิก็เข้าประชิดตัวมันเสียแล้ว ดาบยาวสีฟ้าเรืองแสงสว่างอยู่ในมือ

 

            “ซาโยนาระ ลาขาดล่ะนะคะ !

            ลำแสงสีฟ้าเหวี่ยงวูบ เสี้ยววินาทีต่อมา หัวที่ยุบไปครึ่งแถบของผีร้ายก็หลุดออกจากบ่า เสียงร้องโหยหวนดังยาวเหยียดเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนไซเรน ร่างโชกเลือดที่ไร้หัวบิดเร่าๆอย่างทรมาน ก่อนจะแหลกสลายกลายเป็นกลุ่มควันที่ถูกพัดหายไปอย่างง่ายดายในสายลมหนาว ทิ้งเอาไว้เพียงร่างของหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งยังคงนอนกองสลบไสลไม่ได้สติอยู่กับพื้น และความเงียบสงัดของยามราตรี....

 

 

            “อูย ปวดหัว....”

            จ้าดพึมพำพลางบิดตัวอย่างง่วงงุน หัวปวดหนึบเหมือนถูกคีมบีบ แต่ทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เด็กหนุ่มก็ตื่นเต็มตาทันที ความทรงจำสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในสมองคือเขาหลบอยู่หลังรถกับฟ้าโดยมีกล้วยที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ในอ้อมแขน นี่เขาหมดสติไปงั้นหรือ เกิดอะไรขึ้น และเพื่อนสาวทั้งสามคนของเขาปลอดภัยหรือเปล่า.....

 

            แต่เมื่อดวงตาตี่ปรับตัวเข้ากับแสงจนมองเห็นภาพรอบตัวได้ หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขาไม่ได้อยู่ท่ามกลางหมู่รถบนทางยกระดับอันมืดมิดอีกแล้ว หากนั่งอยู่ในรถไฟใต้ดินที่สว่างไสว กล้วยซึ่งยังคงดูซีดเซียวและอ่อนแรงแม้บาดแผลจะเริ่มสมานกันแล้วนั่งหลับอยู่ชิดกับเขาทางด้านขวา ฟ้านั่งถัดจากกล้วยไป โดยมีนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึนั่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสังเกตเลยว่าเขาตื่นแล้ว

 

            “ฟ้า”

            จ้าดเรียกเพื่อนสาวเบาๆด้วยไม่อยากให้ราชินีตานีตื่น แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ กลับเป็นกล้วยที่ลืมตาขึ้นก่อนจะเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงแม้เสียงของเธอจะยังอ่อนแรงไม่น้อยกว่าตอนก่อนเขาหมดสติสักเท่าใดนัก

 

            “ฟื้นแล้วก๋าจ้าด บ่เป็นอะหยังแม่นก่อ”

            “ไม่เป็นไรๆ” หลานชายหมอผีใหญ่รีบตอบก่อนจะถามกลับ “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

            “รุ่นพี่จ้าดถูกผีเข้าสิงค่ะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึตอบแทน “เลยเรื่องยุ่งๆนิิดหน่อยมี แต่ก็รอดมาได้แหละค่ะ”

            “เอ้ย จริงเหรอ” คิ้วรกๆเลิกขึ้นสูงอย่างตกใจระคนไม่อยากเชื่อ “แล้วเอาตัวรอดกันมาได้ยังไง”

            “ก็รุ่นพี่ฟ้านั่นแหละค่ะที่รุ่นพี่จ้าดช่วย”

            “จริงเหรอฟ้า ขอบคุณมากนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุหันไปหาเพื่อนสาวอีกครั้ง “แล้วฟ้าทำให้ผีออกจากร่างเราได้ยังไง”

 

            “ช่างมันเถอะจ้าด”

            คำตอบของฟ้าทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ชะงัก มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในน้ำเสียงของเด็กสาวหน้าคม มันเป็นความเย็นชาและเหินห่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน จ้าดหันมองตานีสาวเป็นเชิงถาม แต่อีกฝ่ายกลับหลบตาเขาทันที ทิ้งให้เด็กหนุ่มมองฟ้าและกล้วยกลับไปกลับมาอย่างงุนงงและสับสน

 

            เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เขาถูกผีเข้าสิงกันแน่....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #58 wat_r (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 เมษายน 2558 / 15:12
    ชอบตอนนี้แฮะ ลุ้นดี ตื่นเต้นมาก! กล้วยกำลังแย่เพื่อนๆ ก็มาช่วยทัน แปลกใจที่นางดูอ่อนเกิน 555
    ชอบฉากปิดท้ายของยูคิแฮะ ตอนนี้ดูเธอจะเด่น :) ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะให้ตัวเด่นปิดท้าย
    ฟ้าคงช็อคมั้ง เพื่อนแอบชอบเพื่อนนี่ลำบากใจ แต่หวังว่าคงไม่ถึงขนาดตีตัวห่างนะ โฮฮฮฮฮ ;_: สาวๆ เรื่องนี้ไม่ค่อยเผชิญหน้ากับเรื่องแบบนี้แฮะ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 เมษายน 2558 / 19:40
    #58
    0
  2. #35 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 16:19
    ตัวละครที่เราไม่อยากให้ผีเข้าสิงมากที่สุดก็คือ จ้าด เลยฮับ

    เพราะพี่ท่านหน้าดุไม่พอยังเล่นใช้อีโต้อีกต่างหากนี่แหละ



    เอิ่ม...จ้าด อย่ารู้เลยว่าระหว่างที่ถูกสิงนายโดนอะไรบ้างน่ะ ll เราเตือนด้วยความหวังดีนะเนี้ย
    #35
    0