แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 9 : "วันหยุด"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 ม.ค. 58

วันหยุด

                ดวงอาทิตย์ยามเย็นทอแสงสีแดงส้มอยู่หลังเทือกเขาสีเขียวขจี หมู่วิหคนกนานาพากันโบยบินกลับรวงรัง มวลหมู่ไม้สวยงามที่เรียงรายไปตามข้างทาง สายลมเย็นสบายพัดมาเอื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความงดงามของธรรมชาติที่ผมไม่ได้พบได้เจอมานานแสนนาน และมันก็ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับตอนนี้กำลังยืนอยู่บนสรวงสวรรค์

อาจจะดูเหมือนผมพูดอะไรเกินจริงไปบ้าง แต่ถ้าคุณทำงานติดต่อกันมานานโดยไม่เคยได้มีวันหยุดสักวัน การได้มาพักร้อนหนึ่งสัปดาห์ในสถานที่ซึ่งมีธรรมชาติอันงดงามแบบนี้ ถือว่าเป็นการให้ของขวัญกับตัวเองที่วิเศษมากเกินกว่าบรรยายได้เลยทีเดียว

แต่เหตุผลหลักที่ผมเสียเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อจองรีสอร์ทกลางหุบเขาห่างไกลตัวเมืองนี่ ไม่ใช่เพราะว่าจะมาพักเพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงามหรอก แม้ว่าธรรมชาติอันงดงามจะทำให้จิตใจผ่อนคลาย หายอ่อนล้าจากการทำงานได้ก็จริง ทว่าเหตุผลหลักที่ทำให้ผมเลือกที่นี่ นั่นก็เพราะว่าแถวนี้มีสาวน้อยบางคนที่สามารถเติมแรงใจให้ผมได้ต่างหาก

ผมกับเธอพบกันครั้งแรกเมื่อผมและพรรคพวกได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้มาปฏิบัติงานบางอย่างแถวนี้ เธอเป็นลูกสาวของผู้อาวุโสท่านหนึ่งซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้านที่นี่ เธอได้คอยดูแลพวกผมอย่างดี และช่วยเหลือพวกผมในการปฏิบัติหน้าที่อยู่หลายครั้งหลายครา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเธอมันเข้ามาอยู่ในจิตใจของตัวเองตั้งแต่เมื่อไร กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราทั้งคู่ก็กลายเป็นคนรักกันไปเสียแล้ว

แต่น่าเศร้าที่แม้เราจะรักกันเพียงใด ผมก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกับเธอได้ หลังจากเสร็จงานในครั้งนั้น ผมก็ต้องจากสถานที่แห่งนี้กลับไปยังที่ที่ตัวเองจากมา มีให้เธอเพียงแค่คำสัญญาว่าจะติดต่อหาเธอบ่อยๆ และจะกลับมาพบกับเธอทุกครั้งที่มีโอกาสเท่านั้น

มันอาจเหมือนสัญญาลมๆ แล้งๆ แต่จดหมายที่เธอเขียนหาผมทุกครั้ง และการที่เธอยังคงต้อนรับขับสู้อย่างดีเสมอทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ อีกครั้งคำพูดจากพ่อของเธอและคนอื่นๆ ที่บอกว่าเธอยังคงครองตัวอย่างดีเพื่อรอคอยผม ก็ทำให้ผมคิดว่าตัวเองคงจะพอฝากความรัก ฝากความเชื่อใจไว้กับผู้หญิงคนนี้ได้พอๆ กับที่เชื่อใจตัวเองเลยทีเดียว

น่าเสียดายที่วันหยุดพักร้อนของผมมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้แต่แรก ผมจึงมาถึงที่นี่ก่อนเวลาที่เขียนบอกเธอในจดหมายฉบับล่าสุดไปหนึ่งวัน และผมคิดว่าหากจู่ๆ ไปพบเธอก่อนเวลาที่กำหนด ครอบครัวของเธออาจจะยังยุ่งๆ อยู่จนไม่พร้อมต้อนรับผมก็ได้ ดังนั้นวันนี้ผมคงต้องชื่นชมธรรมชาติไปพลางๆ แล้วค่อยไปพบเธอในวันพรุ่งนี้ตามเวลาที่นัดหมาย ถึงจะเสียดายที่ไม่มีคนมาชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันก็ตาม

ผมทอดสายตามองธรรมชาติอยู่แบบนั้นจนดวงตะวันพลันหลบไปหลังเขา แล้วความมืดก็เข้ามาปกคลุมท้องฟ้าแทนที่ บ่งบอกให้ผมรู้ว่าหมดเวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติยามเย็นแล้ว และตัวผมเองก็ไม่ได้อยากชื่นชมกับธรรมชาติในยามกลางคืนสักเท่าไรนัก ผมจึงรีบเดินกลับเข้าบ้านไม้ชั้นเดียวอันเป็นที่พักของผม หวังว่าจะทำอะไรรอจนกว่าจะวันพรุ่งนี้ แล้วค่อยออกไปหาเธอผู้เป็นที่รัก

ผมกดสวิตซ์ข้างประตูเพื่อให้หลอดไฟบนเพดานได้ส่องแสงสว่าง ก่อนจะปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อความเป็นส่วนตัว  แล้วเดินไปหยิบหนังสือนวนิยายที่อ่านค้างไว้ในกระเป๋าสัมภาระ ตั้งใจว่าจะอ่านมันให้จบ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สนุกมากเกินกว่าจะปล่อยให้ค้างคาไว้นาน ถึงแม้ผมเองจะไม่รู้ว่ามันสนุกจริงๆ หรือเพราะผมไม่ได้อ่านอย่างอื่นนอกจากเอกสารเกี่ยวกับการทำงานมานานจนอ่านอะไรก็สนุกไปเสียแล้ว

“...หญิงสาวเดินเข้าไปในถ้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ แสงสว่างจากภายนอกค่อยๆ หายไปทุกขณะ หากเธอไม่ได้พกไฟฉายมาด้าย เธอคงมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด...”

พรึบ!

ผมอ่านได้ถึงเพียงเท่านี้ จู่ๆ แสงรอบกายผมก็พลันวูบลงอย่างกะทันหัน ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่ามันคงไม่ใช่เทคนิคพิเศษประกอบหนังสือหรอก อาจเพราะระบบไฟฟ้าที่นี่มีปัญหาสักอย่างมากกว่า ถ้าแบบนี้ผมควรจะหยุดอ่านหนังสือแล้วไปติดต่อเจ้าของรีสอร์ทแล้วล่ะ

แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำตามที่ต้องการ หลอดไฟบนเพดานก็กลับมาส่องสว่างอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจจะอ่านหนังสือต่อให้จบ ผมจึงหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอ่านต่ออีกครั้งหนึ่ง

“...ทันใดนั้นเองฝูงค้างคาวก็กรูกันออกมาจากถ้ำ หญิงสาวตกใจปล่อยไฟฉายตกจากมือ มันตกจากพื้นแตกกระจาย แล้วเธอก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด...”

พรึบ!

แสงสว่างในห้องพลันดับวูบไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อผมอ่านถึงส่วนนี้ ทำเอาผมรู้สึกหัวเสียพอสมควรที่การอ่านไม่ราบรื่นดังคิด ผมหยิบไฟฉายที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาส่องไปที่ประตู หวังจะเดินออกไปหาเจ้าของรีสอร์ท แล้วผมก็ต้องรู้สึกแปลกใจกับภาพที่เห็น... ภาพสวิตซ์ไฟถูกปิด!

แปลว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องนี้นอกจากผมงั้นสิ?!

                ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง จึงรีบหันซ้ายหันขวามองไปรอบห้อง แต่ก็ไม่พบใครอยู่ในห้องนอกจากผมสักคน... ถึงแบบนั้นก็มีร่องรอยบางอย่างที่แสดงว่ามีคนมากดสวิตซ์ไฟเมื่อครู่... รอยเท้าเล็กๆ ที่เปียกน้ำคู่หนึ่งอยู่ที่พื้นใต้สวิตซ์ไฟนั่น!

                ผมปิดประตูหน้าต่างแล้ว ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครเข้ามาในห้องนี้หลังจากผมเด็ดขาด ดังนั้นเจ้าของรอยเท้าต้องอยู่ในห้องนี้แน่ๆ แต่ว่าอยู่ที่ไหนกันล่ะ?

                สองเท้าของผมเดินเข้าไปใกล้รอยเท้าบนพื้นนั่น หวังจะหาร่องรอยอะไรบางอย่างเพิ่มเติม แต่แล้วผมก็ต้องประหลาดใจ เมื่อส่องไฟฉายไล่ไปทั่วแล้วพบว่ามีรอยเท้าเปียกน้ำปรากฏขึ้นบนผนังไม้ และที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่า คือรอยเท้านั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ราวกับว่ามีใครบางคนที่ปราศจากร่างกายเดินจากพื้นขึ้นไปบนผนังห้อง!

                สายตาของผมมองตามรอยเท้าเปียกน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น พลางฉายไฟตามไปยังตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรอยเท้าพวกนั้นปรากฏบนเพดาน ก่อนจะตรงไปที่หลอดไฟที่ส่องสว่างอยู่ตรงกลาง

“ฮิฮิฮิฮิ” เสียงหัวเราะที่แสนหลอนประสาทดังขึ้น จากนั้นหลอดไฟบนเพดานก็แตกกระจาย! ก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนสัตว์นรกที่กำลังถูกทรมาน!

                “เฮ้ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!” ผมโพล่งออกมาทันทีเมื่อเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อรู้สึกว่าวันหยุดที่แสนสุขของผมกำลังจะเกิดปัญหาเข้าให้แล้ว ตอนนี้ร่างกายของผมเริ่มสั่นอย่างไม่รู้ตัว และก่อนที่ผมจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมควรจะทำอะไรสักอย่างแล้ว

                “ปีนี้คุณจะพักที่ห้องนั้นอีกจริงๆ เหรอคะ? คือว่า...” เสียงคุณป้าเจ้าของรีสอร์ทที่ผมมาพักทุกครั้งดังขึ้นมาในห้วงความคิด ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงได้ทัดทานไม่ให้ผมเข้าพักที่ห้องนี้เหมือนครั้งก่อน มันต้องมีเรื่องลี้ลับหรืออุบัติเหตุสักอย่างระหว่างช่วงที่ผมไม่ได้มาที่นี่แน่ๆ และผมควรจะไปบอกเธอว่าตัวเองเจออะไร แล้วรีบย้ายไปนอนที่ห้องพักอื่นแล้วล่ะ

                ผมรีบเปิดประตูแล้วเดินออกจากที่พัก ตั้งใจจะไปหาเจ้าของรีสอร์ทที่อาศัยอยู่บ้านอีกหลังที่ห่างไกลออกไป แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบกับหญิงวัยกลางคนเจ้าของรีสอร์ท ผู้มีผมหยิกและรูปร่างอ้วนใหญ่ มายืนอยู่หน้าบ้านพักของผมอยู่พอดี ราวกับว่าเธอกำลังรอคอยให้ผมเดินออกมาตั้งแต่แรก

                “เจอดีเข้าแล้วใช่ไหมคะคุณ” คุณป้าเจ้าของรีสอร์ทเอ่ยถาม คงเพราะเห็นว่าผมท่าทางไม่สู้ดีเท่าไรนัก

“ป้าก็พยายามจะบอกคุณแล้วนะ ว่าอย่าเข้าพักห้องนี้เลย แต่คุณก็ไม่ฟังป้า คือเมื่อกลางปีก่อน มีลูกพนักงานคนหนึ่งเข้ามาเล่นในห้องนี้ แล้วไปซนอีท่าไหนไม่รู้ เลยโดนไฟดูดตาย กลายเป็นผีคอยหลอกคนที่เข้ามาพักห้องนี้นี่แหละ”

                “ผมขอโทษที่รีบร้อนจนไม่ได้ฟังป้านะครับ เอาเป็นว่าเปลี่ยนห้องพักให้ผมได้ไหมครับป้า พรุ่งนี้ค่อยเอาของออกตามไป ขืนอยู่ต่อผมประสาทเสียแน่ๆ” ผมบอกกับเจ้าของรีสอร์ท ทำเอาหญิงกลางคนส่งยิ้มให้ผมทันทีที่ได้ยินแบบนั้น

                “ก็ได้ แต่ป้าต้องเก็บค่าที่พักเพิ่มสำหรับอีกห้องนะ” หญิงวัยกลางคนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มยียวน มันทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจกับการเรียกเก็บเงินแบบนี้เอาเสียเลย เงินที่หัวหน้าให้มาสำหรับพักร้อนยิ่งมีอยู่จำกัดด้วย แต่จะว่าเธอก็ไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งก็มาจากความผิดของผมเองที่ไม่ฟังเธอตั้งแต่แรก ดังนั้นผมจึงได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างจำยอม

                “งั้นเดี๋ยวป้านำเธอไปห้องใหม่เอง ตามป้ามาสิ” หญิงวัยกลางคนกล่าวจบก็ปิดไฟฉายของตัวเอง แล้วเดินนำผมไปยังบ้านหลังอื่น

                ผมเปิดไฟฉายส่องตามทาง แล้วก้มหน้าก้มตาเดินตามร่างอ้วนใหญ่ไป จนกระทั่งถึงบ้านไม้ซึ่งเป็นที่พักใหม่ แต่ผมก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาดไปกว่าทุกครั้ง อากาศรอบตัวเย็นลงจนผิดสังเกต บรรยากาศรอบตัวชวนขนหัวลุกขึ้นมา เสียหมาเห่าหอนร้องระงมไปตามทางที่ผมกับป้าเดิน หรือว่า...

ผมรีบขยับไฟฉายของตัวเองให้เลื่อนขึ้นไปส่องแผ่นหลังของหญิงชราแทนที่จะส่องทางเหมือนตอนแรก แล้วผมก็พบว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไป

เพราะมีมีดทำครัวปักอยู่ที่หลังของเธอจนเกือบมิดด้าม!

                “ป... ป้าครับ ที่หลังของป้ามี...”

“มีมีดปักอยู่ใช่ไหมคะ” หญิงวัยกลางคนหันมาพร้อมกับยิ้มเห็นฟัน ก่อนที่เลือดจะไหลออกมาจากปากของเธอ “ไม่ต้องแปลกใจไปค่ะ ป้าเพิ่งทะเลาะกับสามีแล้วโดนฆ่าตายหลังจากคุณเข้ามาพักเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง... พรุ่งนี้แจ้งตำรวจให้ป้าด้วยนะ”

“ไม่ต้องปล่อยให้ถึงพรุ่งนี้หรอกป้า หนูอยากเล่นกับพี่เขา มาเล่นกันเถอะ!” เสียงเด็กดังเจื้อยแจ้วมาจากด้านหลัง  และเมื่อผมหันไปมอง ก็พบเด็กชายที่สวมเพียงกางเกงใน และมีร่างกายขาวซีดที่เปียกปอนไปด้วยน้ำ กำลังเดินตามผมมาด้วยท่าทางสนุกสนาน

เด็กนั่นจะไม่ทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจเลยสักนิด ถ้าร่างกายของมันไม่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ! ตอนแรกมันก็ขยายตัวขึ้นจนพอกับผมที่สูงร้อยแปดสิบเซนติเมตร แล้วมันก็พลันขยายใหญ่ขึ้นอีกจนขนาดใหญ่พอกับช้าง ก่อนที่มันจะเอื้อมมือมาหาผมราวกับอยากจะจับไว้ในกำมือ!

มือของเจ้าตัวน้อยที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าตัวใหญ่ยักษ์เอื้อมเข้ามาเรื่อยๆ ทำเอาร่างกายของผมสั่นระริกยิ่งกว่าครั้งอยู่ในห้องนั้น นี่มันวันหยุดในรอบหลายปีของผมแท้ๆ ผมก็แค่อยากมาชมธรรมชาติ อยากมาเจอผู้หญิงที่ผมรัก แล้วผมไปทำเวรทำกรรมอะไร ทำไมถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!

ร่างของผมก็ถูกมือขนาดยักษ์คว้าเอาไว้เหมือนกับเด็กหยิบตุ๊กตา มันยกผมขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะฉีกยิ้มจนปากถึงใบหู ก่อนที่จะใช้มืออีกข้างจิ้มร่างที่กำลังสั่นสะท้านของผมเบาๆ เหมือนเป็นของเล่นของมัน และนั่นมันทำให้ผมเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว...

“กลัวเหรอพี่ สั่นใหญ่เชียว” เด็กน้อยร่างยักษ์พูดพลางหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาม แต่ผมไม่ขำกับมันเลยสักนิดตอนนี้ในใจของผมมันเต็มไปด้วยความ...

“โกรธต่างหาก ไอ้เด็กเวร!

ผมแผดเสียงใส่เจ้าผีเด็กนั่นดังลั่น แล้วน้ำที่เปียกทั่วร่างของมันก็พลันระเหยเป็นควันเพราะความร้อน จากนั้นเปลวเพลงสีส้มก็ลุกท่วมร่างของเจ้าเด็กยักษ์!

มันดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะปล่อยมือจากร่างของผมที่ตอนนี้เปล่งรัศมีแสงสีแดงออกมาจากร่าง อันที่จริงผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำแบบนี้แท้ๆ แต่เจ้าเด็กนี่ทำให้ให้ผมหงุดหงิดจนควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ จนต้องเปิดเผยพลังที่แท้จริงออกมาจนได้

                ร่างของผีเด็กหดเล็กลงขนาดเท่าตอนแรก แต่ไฟที่แผดเผาร่างของมันยังไม่ดับลงไป มันพยายามกลิ้งเกลือกไปกับพื้นเหมือนต้องการจะดับไฟ แต่มันคงไม่รู้หรอกว่าความพยายามของมันไม่มีทางสำเร็จ ถ้าให้มันจะกลิ้งแบบนั้นอีกเป็นพันครั้งก็ตาม!

ผมดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่อุปกรณ์รูปร่างคล้ายโทรศัพท์มือถือของพวกมนุษย์จะปรากฏขึ้นมาในมือ จากนั้นก็ปลดสร้อยคอตัวเองออกแล้วโยนออกไปใส่เจ้าผีเด็ก มันกลายสภาพเป็นโซ่เหล็กขนาดยักษ์ รัดตรึงร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุรายให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ มันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน ภาพที่เห็นดูน่าขนพองสยองเกล้า แต่ผมคงเห็นมันจนชินตาเกินกว่าจะรู้สึกแบบนั้นไปเสียแล้ว

“ยมทูต 0016 เรียกศูนย์บัญชาการ พบวิญญาณร้ายอาละวาดระหว่างพักร้อน จับกุมเรียบร้อยแล้ว มารับไปตัดสินโทษด้วย” ผมพูดกับอุปกรณ์คล้ายสื่อสาร ก่อนจะหันไปมองผีของเจ้าของรีสอร์ทที่กำลังยืนมองอย่างตกตะลึง

“0025 เรียก 0016 ทราบคำสั่งแล้ว กำลังเดินทางไป” เสียงของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นมาจากอุปกรณ์สื่อสาร ผมหันไปมองหญิงวัยกลางคนร่างท้วม ก่อนจะยิ้มให้เธอตอบ

“เดี๋ยวอีกสักพักเพื่อนผมจะมารับผีเด็กนี่ไปจัดการต่อ ส่วนคุณป้า ช่วงนี้ก็ไปติดต่อกับญาติๆ ให้เต็มที่นะครับ ไว้ถึงเวลาผมจะมารับไปยมโลกเอง ตอนนี้ผมขอตัวไปพักผ่อนต่อที่ห้องเดิมก่อนนะครับ” ผมกล่าวกับหญิงวัยกลางคนเสร็จก็ดับรัศมีที่เปล่งจากร่างกายลง ทำตัวให้กลมกลืนไปกับเหล่ามนุษย์อีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินกลับไปที่ห้องพักเดิมโดยไม่ได้สนใจเธออีก

คราวนี้ห้องนั่นไม่มีผีเด็กมากวนใจแล้ว ผมคงใช้พลังของตัวเองสร้างแสงสว่างแทนหลอดไฟที่แตกแล้วนั่งอ่านหนังสือต่อไปเรื่อยๆ ได้อย่างสนุกสนาน จนกว่าจะถึงเวลานัดเจอกับแม่เทพารักษ์สาวแสนสวยที่ผมรัก แล้วจากนั้นก็จะได้ใช้เวลาพักร้อนที่เหลือของผมกับเธออย่างมีความสุขอย่างที่ผมคาดหวังไว้สักที

หวังว่าคงไม่มีอะไรมารบกวนวันหยุดของผมอีกแล้วนะ...
 


...............
จบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #47 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มกราคม 2558 / 20:21
    โห.....หักมุมซะ
    โหดชะมัดเลย. เดาผิดได้ไง เหอะ เหอะ
    ท่านยมทูตก็อินเตอร์นะ เท่ดี. ทำให้ข้าน้อยอยากเป็นแม่เทพารักษ์สาว
    #47
    0
  2. #41 โอเอซิส ศิริวรรณ์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มกราคม 2558 / 20:40
    โห หักมุมสุดๆ อ่านแล้ว เดาไม่ได้เลยค่ะ หนุกหนานค่ะ อิอิ
    #41
    0
  3. #29 Dragon_P (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 22:37
    แม่เทพรักษ์คนสวยใช่คนเดียวกับเจ้าแม่ต้นไทรหรือเปล่า??
    #29
    0
  4. #23 มายท์มิ้ม (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2557 / 11:13
    ชอบมากเลยย ติดตามอยู่น้า
    #23
    0