แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 8 : "กลัว" (ตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรื่องสั้น Halloween ค่าย Love Writing)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ก.พ. 64

เรื่องสั้น "กลัว"



 



              ดวงจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่บนฟ้ายังคงทำหน้าที่ส่องแสงสว่างในยามที่ดวงอาทิตย์ลับไป ถึงแม้ว่าตอนนี้มนุษย์บนผืนแผ่นดินเบื้องล่างจะสามารถประดิษฐ์แสงสว่างให้ กับตัวเองได้แล้วก็ตามที แต่ดวงจันทร์ก็ไม่เคยเลิกทำหน้าที่ของมัน วันนี้แสงสีเหลืองนวลก็ทอลงมายังโลกเบื้องล่างเช่นเคย

            ดวงจันทร์ที่กำลังทอแสงนั้นทำเอาเด็กหนุ่มร่างผอมที่นอนอยู่บนเตียงอดมองผ่านหน้าต่างกระจกใสไปชื่นชมมันไม่ได้ นัยน์ตากลมตี่บนใบหน้าสีขาวอย่างคนเชื้อสายจีนของเขาจับจ้องไปยังดวงจันทร์อย่างเหม่อลอย ราวกับกำลังจมสู่ห้วงความคิดคำนึงถึงอะไรบางอย่าง...

สวบ.... สวบ....

            เสียงคล้ายฝีเท้าของใครบางคนเดินย่ำอยู่ข้างเตียง ปลุกให้เขาออกมาจากภวังค์ในแทบจะทันที  เพราะเขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าของหอพักเพียงคนเดียวเท่านั้น และวันนี้เขาก็ไม่ได้เชิญชวนใครมาที่ค้างห้อง แถมก่อนปิดไฟนอนเขาก็ปิดห้องอย่างดีแล้วด้วย!

แล้วเสียงฝีเท้านั่นมันเป็นของใครกันล่ะ?!

            เสียงฝีเท้าลึกลับนั้นยังคงดังขึ้นมาอีก และคราวนี้ดูเหมือนว่าเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นจะเคลื่อนเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ เด็กหนุ่มละสายตาจากดวงจันทร์นอกหน้าต่าง แล้วรีบหันขวับกลับไปหาต้นเสียงทันที เพราะกลัวว่าอาจจะมีโจรผู้ร้ายแอบเข้ามาในห้องพักของเขาก่อนที่จะปิดห้อง... แต่ว่าตรงนั้นกลับไม่มีอะไรเลย... นอกจากความว่างเปล่า!

          เด็กหนุ่มร่างผอมปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิงไปเมื่อครู่นี้ ในเมื่อตรงนั้นไม่ได้มีอะไรที่น่าจะทำให้เกิดเสียงเดินแบบเมื่อครู่นั้นเลยสักนิดแบบนี้  บางทีเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้น อาจจะเกิดขึ้นมาจากการที่เขาหูฝาดหรือจิตหลอนไปเองเพราะเพิ่งแยกจากการเช่าหอพักร่วมกับเพื่อน แล้วย้ายมาอยู่หอพักนี้เป็นคืนแรกในคืนที่ตรงกับคืนฮาโลวีนก็ได้

หรือไม่ก็อาจจะเป็นผีหรือสิ่งลึกลับอะไรสักอย่างที่ออกมาในวันฮาโลวีน...

เด็กหนุ่มเผลอคิดแบบนั้นไปแวบหนึ่งก่อนที่จะรีบสลัดตัวเองออกจากห้วงความคิดแบบนั้น แล้วพยายามบอกตัวเองว่าวันฮาโลวีนมันก็แค่วันที่พวกชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ซึ่งเรียกกันว่า “เคลต์” ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดฤดูร้อน และเป็นวันที่มิติคนตายและคนเป็นถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่ที่นี่ไม่ใช่ไอร์แลนด์ และความเชื่อเรื่องดังกล่าวก็ล้าสมัยไปนานแล้ว ในปัจจุบันมันก็เป็นแค่เทศกาลที่ให้พวกเด็กๆ และคนบางกลุ่มแต่งตัวแฟนซีเป็นภูตผีปีศาจกับเล่นอะไรไร้สาระก็เท่านั้น

            แต่ไม่ว่าเขาจะประสาทหลอนไปเอง หรือว่าจะมีสิ่งลึกลับอะไรบางอย่างมาเยือนเขาจริงๆ ก็ตามที ก็ทำให้เด็กหนุ่มไม่อยากจะนอนปิดไฟคนเดียวในคืนนี้เอาเสียแล้วสิ!

เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นมาจากเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วเดินไปยังสวิตซ์ไฟที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง หวังจะใช้แสงสว่างจากหลอดไฟคอยเป็นเพื่อนให้ผ่านค่ำคืนนี้ไปด้วยกัน ทว่ากลับแสงจากหลอดนีออนกลับไม่ได้ส่องสว่างแบบที่คาดหวังไว้ แต่เป็นแสงกะพริบติดๆ ดับๆ เหมือนกับหลอดไฟจะชำรุดหรือมีอะไรขัดข้องแทน แต่ถึงแบบนั้นเด็กหนุ่มก็คิดในใจว่ามีแสงกะพริบแบบนี้ทั้งคืน มันก็ยังดีกว่าอาศัยแค่แสงจันทร์ที่เดี๋ยวก็โคจรไปอีกฟากหนึ่งของฟ้า

เด็กหนุ่มร่างผอมเดินกลับไปที่เตียง แต่ไม่ทันที่จะทิ้งตัวลงนอน เขาก็ต้องสะดุ้งโหยง แล้วเส้นขนตามร่างกายก็ลุกชันขึ้นมาอย่างประหลาด ร่างกายของเขาจู่ๆ ก็สั่นเบาๆ อย่างควบคุมไม่ได้

เพราะเขารู้สึกว่ามีมือของใครบางคนมาสัมผัสที่บ่าของตัวเอง!

เด็กหนุ่มร่างผอมรีบหันกลับไปมองด้านหลังของตัวเองทันทีว่ามีใครหรืออะไรมาแตะที่บ่าของเขากันแน่ และนั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองนั้นช่างโง่บัดซบ

            แสงกะพริบจากหลอนนีออนที่เหมือนจะชำรุดทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่มาจับบ่าของเขาคือมือของผู้หญิงที่มีผมดำยาวปิดหน้าปิดตาในชุดนอนสีชมพู ซึ่งเป็นสีที่ควรจะให้ความรู้สึกสดใส ทว่ามีดที่ปักกลางหน้าอก และเลือดที่ไหลรินออกมาเปรอะเปื้อนชุดของเธอนั้น ทำให้เด็กหนุ่มไม่อาจคิดได้ว่ามันเป็นสีสันที่สดใสได้...  ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่ความตกใจระคนกับความหวาดกลัวเต็มไปหมดแล้ว!

            “ฮือ... คุณคะ...” เสียงเหมือนเสียงร่ำไห้ดังออกมาจากปากร่างหญิงสาว มันเป็นเสียงที่ฟังดูเศร้าสร้อย น่าสงสาร ทว่ากลับน่ากลัวจับขั้วหัวใจเหลือเกิน...

            “ว้าก! ปล่อยเดี๋ยวนะนะเว้ย!” เด็กหนุ่มร่างผอมปัดมือที่จับไหล่ตัวเองออกทันที ทว่าเขากลับสัมผัสได้เพียงแค่อากาศธาตุเย็นๆ เท่านั้น และถ้าเขาตาไม่ฝาด เขาเห็นว่ามือของเขาทะลุผ่านท่อนแขนของผู้หญิงคนนั้นไป!

            แรกทีเดียวเด็กหนุ่มยังแอบมีคิดว่าผู้หญิงคนนี้อาจเป็นขโมยหรือโจรที่แอบเข้ามาในห้องและปลอมเป็นผีเพื่อหลอกให้เขากลัว แต่ว่าในจุดนี้ความคิดดังกล่าวก็ถูกถีบกระเด็นออกจากสมองไปเรียบร้อยแล้ว... ตอนนี้เด็กหนุ่มคิดว่าควรจะทำอย่างไรให้หนีจากผู้หญิงที่ไม่น่าจะเป็นมนุษย์คนนี้ให้ได้ ก่อนที่เธอจะทำอันตรายอะไรกับเขาไปมากกว่านี้!

เด็กหนุ่มร่างผอมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติสัมปชัญญะที่ยังเหลือ ก่อนจะแหกปากร้องดังลั่นแล้วพุ่งไปที่ประตู ก่อนจะเปิดมันออกมาแล้ววิ่งออกไปจากห้องพักของตัวเองในทันที

“ว้าก! ช่วยด้วย! ผีหลอก!

เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของเด็กหนุ่มดังลั่นหอพัก แต่ไม่มีใครกล้าเปิดประตูออกมามองเลยแม้แต่คนเดียว ความจริงทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าห้องพักหมายเลข 606 ที่เด็กหนุ่มพักนั้นเป็นห้องพักอาถรรพ์ที่มีผีเฮี้ยนสิงสู่ ใครมาเช่าได้ไม่ถึงเดือนก็มักจะต้องวิ่งป่าราบออกจากห้องไปตั้งแต่คืนแรก และเก็บข้าวของออกในไม่กี่วันถัดไปทุกราย และเจ้าของหอพักก็ได้เตือนเด็กหนุ่มแล้ว แต่น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มคิดว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น และเขาก็ย้ายเข้ามาตอนเย็นๆ ค่ำๆ  ของวันนี้ ยังไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมหอพักคนอื่น จึงไม่รู้ถึงกิตติศัพท์ความเฮี้ยนของห้องนี้มาก่อน

เด็กหนุ่มวิ่งหนีออกจากชั้นที่ตัวเองอยู่ลงบันไดไปยังห้องโถงนั่งเล่นสำหรับผู้เช่าที่ชั้นล่างของหอพัก ก่อนที่จะหยุดฝีเท้าลงเพราะความเหนื่อยหอบ

“อ้าว ไอ้แจ๊คนี่หว่า อยู่หอนี้เหรอวะ?” เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากด้านข้าง ทำเอาเด็กหนุ่มต้องสะดุ้งโหยง แต่เมื่อหันไปก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา เมื่อพบว่าคนที่มาทักตัวเองนั้นไม่ใช่ภูตผีที่ไหน แต่เป็นเด็กหนุ่มวัยเดียวกันที่มีผิวเกรียมแดด รูปร่างสมบุกสมบัน มีแผลเป็นที่หางคิ้วขวา และกำลังหอบหิ้วเอาถุงพลาสติกใส่ขนมจากร้านสะดวกซื้อแถวนั้น ซึ่งเด็กหนุ่มร่างผอมที่ถูกเรียกว่าแจ๊คจำได้ว่าหมอนั่นชื่อ “ศักดิ์” เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนคนหนึ่งของเขา ที่เป็นนักเรียนนักเลงหัวไม้นั่นเอง

“อ... เอ่อ... ก็ใช่ เพิ่งย้ายมาวันนี้น่ะ แล้วแกอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?” แจ๊คตอบไปอย่างตะกุกตะกักเพราะความเหนื่อยหอบหลังจากวิ่งหนีผีลงมาชั้นล่าง

“เพิ่งย้ายมาเมื่ออาทิตย์ก่อนเหมือนกันว่ะ อยู่ห้อง 308 ว่าแต่แกอยู่ห้องไหนเหรอ?”

“606 ว่ะ...” แจ๊คตอบแล้วนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดต่อด้วยท่าทีเกรงใจ “ว่าแต่ข้าขอไปนอนห้องแกหน่อยหรือเปล่า?”

“เจอผีห้อง 606 มาล่ะสิท่า”

“รู้ได้ไงวะ!” เด็กหนุ่มร่างผอมโพล่งออกมาอย่างตกใจ แต่เด็กหนุ่มผิวเกรียมแดดกลับหัวเราะแห้งๆ

“ที่หอพักนี้เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าห้อง 606 มีผีเฮี้ยนน่ะ เจ้าของหอไม่ได้บอกเอ็งหรอกเรอะ?”

“ก็บอกอยู่นะ แต่ข้านึกว่าล้อเล่นนี่หว่า! อย่าหัวเราะกันแบบนั้นดิเว้ย!” แจ๊คบ่นด้วยท่าทีเหมือนไม่ค่อยพอใจ “แล้วตกลงจะให้ข้าไปนอนห้องเอ็งได้ไหมเนี่ย พรุ่งนี้เช้าข้าค่อยไปเก็บข้าวของแล้วไปขอย้ายห้องอีกที”

“ไม่ได้ว้อย ห้องนั้นข้าแชร์กันอยู่กับเพื่อนอีกคน เอาเอ็งไปนอนอีกคนเบียดกันตายพอดี” ศักดิ์ปฏิเสธทันควัน ทำเอาแจ๊คต้องหน้าถอดสี และนั่นคงทำให้ศักดิ์รู้สึกว่าแจ๊คดูท่าไม่ค่อยดี จึงยื่นข้อเสนออีกข้อให้

“แต่ว่าถ้าให้ข้าไปนอนเป็นเพื่อนเอ็งล่ะก็ พอได้อยู่นะเว้ย เอ็งขึ้นไปรอหน้าห้องได้เลย เดี๋ยวข้าตามไป”

“แล้วเอ็งไม่กลัวผีเหรอวะ ไอ้ศักดิ์ หรือว่ามีพระอะไรดี?” แจ๊คถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นว่าศักดิ์ดูไม่ยี่หระกับการที่ห้อง 606 มีผีเลยแม้แต่น้อย

“ไม่มีอะไรทำนองนั้นหรอกว้อย แค่ข้าอยากลองของอะไรนิดหน่อยน่ะ” ศักดิ์ตอบอย่างหน้าตาเฉย  “คือความจริงตั้งแต่ย้ายมาหอนี้ ข้าก็คิดมาตลอดว่าอยากเช่าห้องนั้นนะ แต่รูมเมทข้ามันไม่เอาด้วยนี่สิ”

“เอ็งจะบ้าไปแล้วรึไงวะ? ห้องนั้นผีเฮี้ยนนะว้อย!

“ไม่ต้องพูดอะไรให้มากแล้ว เอ็งไปรอหน้าห้องตัวเองก่อนแล้วกัน เดี๋ยวข้าตามไป ตอนนี้เอาขนมไปเก็บก่อน” ศักดิ์บอกกับแจ๊ค ก่อนที่ทำท่าจะเดินขึ้นบันไดจากไป แต่แจ๊คร้องบอกไว้ก่อน

“เดี๋ยวว้อย! ข้าไม่อยากไปยืนหน้าห้องนั้นคนเดียว!

“งั้นก็ตามข้าไปแล้วยืนรอตรงบันไดทางขึ้นชั้นสี่แล้วกัน เดี๋ยวข้าตามไปห้องเอ็ง” ศักดิ์พูดพลางหิ้วถุงขนมแล้วเดินขึ้นบันไดนำแจ๊คไป ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยกันต่อเลยแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งศักดิ์เอาขนมกลับไปเก็บที่ห้องตัวเอง แล้วเดินกลับมาหาแจ๊คที่ยืนรออยู่ที่บันไดทางขึ้นชั้นสี่

“ขอโทษที่ให้รอนานนะ ไปกันเถอะ” ศักดิ์พูดพลางตบบ่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน

“เอ็งคิดดีแล้วเหรอวะ... ในห้องนั้นมีผีนะว้อย!” แจ๊คย้ำให้ศักดิ์มั่นใจอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มผิวเกรียมแดดไม่มีความลังเลเลยแม้แต่เศษเสี้ยว เขาเดินนำแจ๊คขึ้นไปยังชั้นหกทันที ก่อนที่จะยิงคำถามกลับมาระหว่างที่ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน

“ทำไมเอ็งถึงกลัวผี?”

“ก... ก็เพราะมันเป็นผีไง! แค่เป็นผีก็น่ากลัวแล้ว! เอ็งไม่กลัวรึไงวะ?” แจ๊คตอบขึ้นมาด้วยเสียงสั่น ทำเอาศักดิ์ต้องถอนหายใจไปเฮือกใหญ่ แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลยจนกระทั่งมาถึงหน้าห้อง 606 ที่เปิดประตูทิ้งไว้

แรกทีเดียวศักดิ์อยากจะตำหนิแจ๊คที่วิ่งออกมาจนเปิดประตูเย้ยขโมยให้เข้าไปแอบเอาสมบัติออกมาสักสองสามชิ้น แต่เมื่อแสงไฟนีออนติดๆ ดับๆ ในห้องเผยให้เห็นร่างของสตรีในชุดนอนที่โชกไปด้วยเลือด ที่กำลังยืนหันหลังให้ประตู และกรีดร้องโหยหวนอยู่กลางห้องแล้ว ก็ทำให้ศักดิ์เลิกคิดจะตำหนิแจ๊คเหมือนกัน ตอนนี้แม้แต่นักเรียนนักเลงหัวไม้อย่างศักดิ์เองยังถึงกับตัวสั่นไปเล็กน้อยเลยทีเดียว

“ม... มันยังไม่เห็นพวกเรา หนีกันเถอะ...” แจ๊คที่ยืนตัวสั่นเหมือนลุกหมาตกน้ำกระซิบบอกกับศักดิ์ แต่เด็กหนุ่มผิวเข้มไม่มีทีท่าว่าจะถอย เขาปาดเหงื่อเม็ดเป้งที่หน้าผาก ก่อนจะยิ้มแบบใจดีสู้เสือ แล้วฉุดมือแจ๊คลากให้เดินตามเข้าไปในห้อง ก่อนที่จะปิดประตูให้สนิท

เสียงปิดประตูคงส่งเสียงดังเกินไป ทำให้ผีสาวหันขวับมามองผู้เข้ามาเยือนในห้องทันที ก่อนที่ร่างของเธอจะค่อยๆ ลอยเข้ามาหาสองหนุ่มอย่างช้าๆ มันทำให้แจ๊คกลัวจนขวัญกระเจิงและอยากจะวิ่งหนีให้พ้นจากบริเวณนั้นไปให้เร็วที่สุด แต่ศักดิ์ยืนขวางประตูอยู่ เด็กหนุ่มเชื้อสายจีนจึงทำอะไรได้ไม่มากนอกจากส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายเท่านั้น

“ฮือ...” เสียงคร่ำครวญดังขึ้นมาจากร่างของผีสาว ก่อนที่เธอร่างของเธอจะลอยเข้ามาใกล้สองหนุ่มจนห่างกันไม่ถึงฟุต จากนั้นเธอก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับแจ๊คจนเด็กหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสติแตก!

“เธอน่ะ หยุดร้องไห้ก่อนได้ไหม? มัวแต่ร้องแล้วจะคุยกันรู้เรื่องไหมเนี่ย?” ศักด์บ่นขึ้นมาพลางจ้องมองผีสาว ทำเอาเธอต้องหยุดชะงักด้วยความตกใจ เหมือนกับว่าใครไปกระตุ้นให้เธอเกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมา

            “ค... คุณ ชวนฉันคุยเหรอคะ? ม... ไม่กลัวฉันเหรอคะ?” เสียงเย็นๆ ดังขึ้นมาจากผีสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าทั้งสองหนุ่ม

            “อืม ก็ใช่สิ เธอเป็นอะไรของเธอเนี่ย ถึงได้ร้องห่มร้องไห้อยู่ได้ ไม่เหนื่อยรึไงฟะ?” ศักดิ์ถามกลับไปประหนึ่งพูดคุยกับคนปกติธรรมดา และท่าทีเหล่านั้นทำเอาแจ๊คที่เมื่อครู่กำลังตกใจกลัวต้องนิ่งอึ้ง

            “ค... คือว่า... ฉันเสียใจ... ที่รักผู้ชายเลวๆ แบบนั้น...แต่ฉันจำไม่ได้เลยว่ามันเป็นใคร... จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครด้วยซ้ำ...” เสียงคร่ำครวญอย่างเศร้าสร้อยและน่ากลัวแบบแปลกๆ ดังออกมาจากปากของผีสาวอีกครั้ง “ฉันรู้สึกเศร้าใจมากเลยน่ะค่ะ ฉันอยากจะหาที่ระบายความเศร้า... อยากจะคุยกับใครสักคน... แต่ไม่มีใครกล้าคุยกับฉันเลย... คั่นเรียกก็กลัววิ่งหนีกันป่าราบแล้ว”

            “สภาพแบบนี้ใครมันจะอยากคุยกับเธอกันเล่า ถ้าอยากจะมาดีๆ มาแบบเป็นมิตรก็หัดปรากฏตัวให้มันดูน่ากลัวน้อยกว่านี้ไม่ได้รึไง” ศักดิ์กล่าวพลางชี้ไปที่ผมหน้าม้าที่ปิดหน้าปิดตาผีสาว “อย่างเช่นไอ้ผมปิดหน้าปิดตานี่น่ะ ลองเสยขึ้นดูสิ”

            ผีสาวนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่จะใช้มือเสยผมของตัวเองขึ้นมา เผยให้เห็นผิวหน้าขาดซีด ทว่ามีดวงตากลมโต ใบหน้าเรียบเนียนรูปไข่ จมูกโด่งได้รูป ซึ่งทำเอาทั้งศักดิ์ที่กำลังใจดีสู้ผี กับแจ๊คที่ขวัญกระเจิงไปเมื่อครู่อดคิดไม่ได้ว่า ผีสาวในห้องนี้ก็เป็นผู้หญิงที่สวยมากอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว

            “แล้วชุดนี่ทำไมต้องเป็นชุดเปื้อนเลือดมีมีดปักอกด้วย? มันทำเอาคนขวัญผวามากนะรู้ไหม เปลี่ยนเป็นชุดอื่นหรือหาอะไรมาห่มคลุมตัวได้ไหมเนี่ย? ความจริงฉันได้ยินมาว่าพวกผีนี่จะมีสภาพเหมือนที่ตัวเองนึกถึงว่าตัวเป็นก่อนตายนะ เธอนึกถึงสภาพอื่นก่อนตายได้หรือเปล่า?” ศักดิ์แนะนำแม่ผีสาวอีกครั้งหนึ่ง

            “ร... เรื่องนั้นฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ ฉันจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากสภาพก่อนตาย... ตัวเองเป็นใครฉันยังไม่รู้เลย...”

            “งั้นจินตนาการซะว่ามีดกับเลือดหายไปจากชุดของเธอดูก็แล้วกัน แค่นั้นน่าจะได้นะ” ศักดิ์บอก ซึ่งผีสาวก็เหมือนจะเชื่อฟังแต่โดยดี เธอหลับตาไปครู่ใหญ่ เลือดและมีดที่อยู่กับชุดของเธอก็พลันหายไป ตอนนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรจากสาวน้อยในชุดนอนธรรมดา ผิดกันที่ตัวเธอลอยได้เท่านั้นเอง และความสวยน่ารักของเธอก็ทำเอาแจ๊คที่ตกตะลึงเพราะความกลัวอยู่เมื่อครู่ กลายเป็นต้องมาตกตะลึงเพราะความงามแทน!

            “เห็นไหมไอ้แจ๊ค เธอสวยใช่ไหมล่ะ? แล้วเธอก็ไม่ได้เป็นผีที่เลวร้ายที่มาทำร้ายเอ็งด้วย ก็แค่อยากหาคนคุยด้วยแค่นั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย นอนกับสาวน้อยน่ารักแบบนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหมล่ะ?” ศักดิ์พูดกับแจ๊คที่กำลังมองหน้าผีสาวตาปริบๆ ก่อนที่ตัวเองทำท่าจะเปิดประตูห้องออกไป “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปนอนห้องตัวเองก่อนนะ”

            “ด... เดี๋ยวก่อนศักดิ์ เอ็งเป็นใครกันแน่วะ ทำไมถึงได้... หรือเอ็งเป็นหมอผี?”

            “เปล่าหรอก ข้าก็แค่เด็กคนหนึ่งที่พ่อแม่โดนโจรฆ่าตายตั้งแต่เด็ก แต่ตัวเองบังเอิญรอดมาได้ และอยากจะเจอกับพ่อแม่อีกสักครั้ง เลยกลับไปที่บ้านตัวเองที่ว่ากันว่ามีผีพ่อแม่เฮี้ยน เพื่อจะได้เจอพวกท่านอีกหน” ศักดิ์หยุดเปิดประตูก่อนจะหันมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนฟัง

“แล้วหลังจากพบพวกท่าน ข้าก็เข้าใจว่าผีไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอะไรมากมายนักหรอก ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นคนแบบเรา แต่คนเราชอบกลัวผีก็เพราะไม่รู้จักผีดีพอ กลัวผีจะทำร้ายบ้าง หลอกหลอนบ้าง หักคอบ้าง มองกันแง่ร้ายด้วยอคติแบบเหมารวมว่าผีทั้งหมดจะทำอันตรายคน ทั้งที่ผีเองก็มีทั้งผีที่เป็นมิตรและผีที่จะทำร้ายคน ซึ่งถ้าเป็นประเภทหลังข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวเลย แต่ถ้าเป็นประเภทแรกล่ะก็... ข้าอยากจะเป็นมิตรด้วยว่ะ”

“ข้าเชื่อนะว่าไม่ว่าจะผีหรือจะคนที่มีอะไรต่างจากตัวเอง ถ้าเราคุยกันด้วยเหตุผลดีๆ ได้ และพยายามทำความรู้จักกันมากพอ หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้แก่กัน ไม่เอาแต่เชื่อในสิ่งที่ถูกปลูกฝังมา ข้าคิดว่าทุกคนต้องเป็นเพื่อนกันได้ว่ะ ไม่เชื่อเอ็งก็ลองกับเธอดูสิ” เด็กหนุ่มผิวเกรียมแดดพูดจบก็เปิดประตูแล้วเดินออกไป พร้อมกับโบกมืออำลาเพื่อนที่ยังนิ่งอึ้งหลังได้ฟังเรื่องบอกเล่าของเขา

แจ๊คสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะหันมองสาวน้อยในชุดนอนที่ร่างายกึ่งโปร่งใสและลอยได้ ตอนนี้เขาคิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดของเพื่อนอย่างประหลาด... เธอเองก็ไม่ใช่ผีร้ายที่มีพิษภัย เธอเองก็ไม่แม้แต่จะพยายามทำร้ายเขา แค่อยากจะคุยด้วย แต่จำสภาพตัวเองในแบบอื่นนอกจากตอนตายไม่ได้ก็เท่านั้นเอง... สิ่งที่ทำให้เขาวิ่งหนีแม่ผีสาวไม่ใช่เพราะตัวเธอหรอก แต่เป็นเพราะความกลัวในใจที่เขาสร้างขึ้นมาเองต่างหาก!

เขาจะพยายามเป็นเพื่อนกับแม่ผีสาวแล้วกัน! บางทีฮาโลวีนปีนี้อาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #46 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 20:27
    ข้าน้อยชอบเรื่องนี้ ศักดิ์มีแนวคิดและทัศนคติเกี่ยวกับผีเหมือนข้าน้อย

    ข้าน้อยไม่เคยกลัวผี เพราะเชื่อว่าการที่เขาปรากฏตัวให้เราเห็นไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะทำร้าย แต่กำลังขอความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นเราทุกคนเลิกกลัวผี แล้วมาเป็นเพื่อนกับผีดีกว่าค่ะ เหอะ เหอะ
    #46
    0
  2. #28 Dragon_P (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 22:13
    เหอะๆ บางทีผีก็ไม่ได้เชื่อฟังคำพูดของเราหรอก เพราะเราจะสติแตกไปก่อนแล้ว
    #28
    0