แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 11 : "ผู้หยั่งรู้" ส่วนที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ม.ค. 58

                ยี่สิบธันวาคม

...ด้วยจิตจงรักภักดี                                    มิมีจะเหนื่อยแหนงหน่าย

ขอมอบชีวิตและกาย                                 ไว้ใต้เบื้องพระบาทยุคล

เพื่อทรงเกษมสราญ                                  และชื่นบานพระกมล

ถวายฝ่ายฟ้อนอุบล                                  ล้วนวิจิตรพิศอำไพ

อันปทุมยอดผกา                                      ทัศนาก็วิไล...

                เสียงเพลงดังขึ้นมาจากเครื่องเล่นวิทยุเทปในห้องนาฏศิลป์ ขณะที่เด็กสาวสี่คนที่ท่อนบนสวมเสื้อนักเรียน ท่อนล่างสวมโจงกระเบนสีแดง กำลังถือดอกบัวประดิษฐ์และร่ายรำไปตามท่วงทำนองเพลงอย่างอ่อนช้อย ขณะที่คุณครูหญิงวัยกลางคนรูปร่างตุ้ยนุ้ยกำลังนั่งบนเก้าอี้ และนั่งมองการฝึกซ้อมของลูกศิษย์อย่างชื่นชม

                คนที่เธอชื่นชมเป็นพิเศษ คงเป็นเด็กสาวร่างผอมตัวเล็ก ผู้มีใบหน้ากลม ผิวเหลืองและดวงตากลมโต ซึ่งยืนอยู่แถวหน้าด้านซ้ายมือของเธอ เด็กสาวคนนี้เพิ่งย้ายมากลางเทอมและเพิ่งเข้าชมรมนาฏศิลป์ได้ไม่นานนัก แต่กลับร่ายรำได้อย่างอ่อนช้อยและสวยงาม ซ้ำยังพร้อมเพรียงกับเพื่อนอีกสามคนที่อยู่มาก่อน คุณครูร่างตุ้ยนุ้ยรู้สึกว่าเธอคิดไม่เลยผิดที่เลือกให้เด็กคนนี้รำแทนเพื่อนร่วมชุมนุมอีกคนที่ป่วยอย่างกะทันหัน

                แต่ความรู้สึกนั้นก็พลันหายไปในไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น เมื่อเธอเห็นว่านอกจากเด็กสี่คนในชุมนุมเธอแล้ว มีเด็กสาวอีกคนหนึ่งมายืนร่ายรำอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเธอสี่คนโดยที่ไม่มีใครเห็นว่าเธอเดินมาตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน เด็กสาวทั้งสี่หยุดการเคลื่อนไหวของตนลงเมื่อเห็นผู้ไม่ได้รับเชิญ คุณครูพยุงตัวลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เพื่อจะตำหนิเด็กสาวที่เข้ามาแทรกกลางคัน แต่แล้วเธอก็ต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง...

เมื่อเด็กสาวคนนั้นหายไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน!

                “กรี๊ด!

                เสียงหวีดร้องของทุกคนในห้องนาฏศิลป์ดังขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนเด็กสาวที่รูปร่างผอมสูงกว่าใครจะหน้าซีด และเป็นลมจนจะล้มลง จนเพื่อนอีกคนซึ่งมีใบหน้ากลมและใส่เหล็กดัดฟัน จะเข้าไปประคองร่างเธอเอาไว้

                “ทำใจดีๆ ไว้นะพิงค์” เด็กสาวผู้ใส่เหล็กดัดฟัน บอกกับเพื่อนที่กำลังไม่ได้สติ พลางหยิบยาดมในชายพกมาใช้กับเพื่อนร่างสูงที่ถูกเรียกว่า “พิงค์”

                “หนูบอกครูแล้วไงคะ ว่าอย่าเอายัยนุ่นเข้ามารำกับพวกเรา ยัยคนนี้มันเป็นแม่มด!” เด็กสาวอีกคนที่มีผิวสีน้ำผึ้งและมีผมสีน้ำตาลเข้มบอกกับคุณครู พลางชี้ไปที่เด็กสาวตัวเล็กที่ถูกเรียกว่า “นุ่น” ผู้ซึ่งครูรู้สึกชื่นชมในตอนแรก

                “ไม่เอานะดอกไม้ อย่าไปว่าเพื่อนแบบนั้นสิ” คุณครูร่างตุ้ยนุ้ยบอกกับเด็กสาวผู้มีผิวสีน้ำผึ้ง แต่เด็กสาวที่ถูกเรียกว่า “ดอกไม้” กลับยังแสดงท่าทีฮึดฮัด ก่อนที่จะจ้องไปยังเด็กสาวร่างเล็กด้วยท่าทีจงเกลียดจงชัง

                “ครูไม่รู้หรอกค่ะ ว่าตั้งแต่ยัยนุ่นย้ายเข้ามา ใครๆ ที่อยู่รอบตัวมันโดนผีหลอกกันทั้งนั้น! ยันนี่เป็นแม่มดชัดๆ!

                “ฉ... ฉันไม่ใช่แม่มดนะ!” นุ่นโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงเล็กๆ ดวงตากลมของเธอเริ่มมีน้ำตารินออกมา ร่างกายของเธอสั่นระริก สีหน้าท่าทางของเธอในตอนนี้ดูไม่สู้ดีเท่าไรนัก

                “ทำไมจะไม่ใช่! คนอย่างเธอน่ะ ไม่มีใครเขาอยากยุ่งด้วยหรอก!” ดอกไม้ขึ้นเสียงใส่เพื่อน ทำเอาคุณครูต้องมองเธอด้วยแววตาไม่พอใจจนเธอต้องสะดุ้ง ก่อนที่ทั้งห้องจะถูกความเงียบเข้ายึดครองไปครู่ใหญ่ และเมื่อคุณครูเห็นว่าพิงค์เริ่มได้สติแล้ว ก็หันไปไถ่ถามอาการของเธอ

                “ไหวหรือเปล่าพิงค์ ให้แพรวไปห้องพยาบาลก่อนก็ได้นะ”

                “ไหวค่ะคุณครู หนูยังซ้อมต่อได้นะคะ” เด็กสาวร่างสูงพูดขึ้นพลางประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ คุณครูร่างตุ้ยนุ้ยเห็นแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “ไม่ต้องแล้วล่ะ วันนี้กลับบ้านกันไปก่อนเถอะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาซ้อมต่อ ส่วนดอกไม้ ครูมีเรื่องจะต้องคุยกับเธอ”

                นุ่นได้ยินเข้าก็ยกมือไหว้คุณครูนาฏศิลป์อย่างนอบน้อม พลางปาดน้ำใสๆ ที่ไหลรินจากดวงตาของตนเองออก ก่อนจะรีบเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าจากโจงกระเบนเป็นกระโปรงนักเรียน แล้วหยิบกระเป๋านักเรียนของตนเองออกจากห้องไป โดยไม่ได้สนใจว่าคุณครูจะพูดอะไรกับดอกไม้ หรือเพื่อนอีกสองคนพูดคุยอะไรกันและมองเธอด้วยสายตาแบบไหนอยู่... หัวใจของเธอในตอนนี้อัดแน่นไปด้วยความเศร้าสร้อยเกินกว่าจะสนใจอะไรแล้ว...

เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตั้งแต่ผ่านวันเกิดครบรอบสิบหกปีของเธอมาแล้ว เธอถึงมองเห็น ถึงรับรู้ได้ถึงสิ่งลี้ลับที่คนทั่วไปหวาดกลัว ทำไมคนอื่นๆ ถึงมองเห็นอะไรแบบนั้นเวลาที่อยู่ด้วยกัน... เธอไปทำเวรทำกรรมอะไรมาแต่ชาติปางไหน ถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย

ถ้าเธอยังอยู่โรงเรียนเก่าที่มีเพื่อนสนิทที่รู้จักกันแต่เล็กๆ เพื่อนเหล่านั้นอาจจะเข้าใจและพอหาทางแก้ไขให้เธอได้บ้างแท้ๆ แต่การที่เธอต้องย้ายจากโรงเรียนชื่อดังระดับประเทศ มาอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลจากบ้านเกิดแบบนี้ ก็เพราะพ่อกับแม่ของเธอทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแยกทางกันก่อนวันเกิดของเธอไม่กี่วัน พ่อของเธอออกจากบ้านและไม่กลับมาอีก ส่วนแม่ของก็เธอป่วยหนักจนทำงานเลี้ยงดูส่งเสียเธอไปไหว เธอกับแม่จึงต้องระเห็จมาอยู่กับคุณป้าที่นอกเมืองแบบนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้อยากจะทิ้งโรงเรียนเก่าของเธอเลยสักนิด

เธอก้มหน้าก้มตาออกจากโรงเรียนโดยไม่สนใจคุยกับใคร กลับไปยังบ้านของป้าที่อยู่ไกลจากโรงเรียนประมาณครึ่งกิโลเมตร สองข้างทางมีบ้านเรือนตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ สลับกับแมกไม้นานาชนิด ไม่ได้เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์หรือห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนพลุกพล่านอย่างเช่นที่เธอคุ้นเคย เสียงผู้คนและรถยนต์ที่เธอเคยได้ยินระหว่างกลับบ้าน ถูกแทนที่ด้วยเสียงนก เสียงสุนัขและเป็ดไก่ มันเป็นสิ่งที่เธอยังไม่ชินกับมันสักที แม้ว่าเธอจะมาอยู่ที่นี่ได้เกือบเดือนแล้วก็ตาม

ตอนนี้นุ่นรู้สึกอ้างว้างเดียวดายเหลือเกิน เหมือนเธออยู่ในโลกที่เธอไม่รู้จัก ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของเธอ... ถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากจะมีเพื่อนที่รู้ใจเธอสักคนในสถานการณ์แบบนี้... ไม่เช่นนั้นเธอก็อยากให้มีผู้วิเศษที่หยั่งรู้จิตใจของเธอ และพอจะให้คำแนะนำได้ว่าเธอควรจะทำอย่างไรต่อไปดี...

“นี่เธอ!” เสียงของผู้หญิงที่นุ่นไม่คุ้นเคยดังขึ้นมา แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะคิดว่าคงไม่ได้พูดกับเธอแน่ๆ เธอจึงเดินต่อไปโดยไม่ได้สนใจอะไร

“เธอที่ใส่ชุดนักเรียนนั่นน่ะ” เสียงเดิมดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้นุ่นรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงคงเรียกเธอแน่ๆ แต่เธอไม่อยากยุ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าจะมาทำอะไรเธอนัก เด็กสาวจึงรีบเร่งฝีเท้าตัวเองให้เดินไวขึ้นไปอีก

“เราเรียกไม่ได้ยินหรือไง!” เสียงเด็กสาวคนเดิมดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียง แต่นุ่นเห็นเต็มตาว่ามือสีเหลืองนวลคู่หนึ่งที่ฉุดเข้าที่ข้อมือของตัวเอง แล้วดึงเธอเข้าไปข้างกอกล้วยริมทางทันที ก่อนที่แรงดึงนั้นจะหยุดลงเมื่อเธอออกมาจากทางเดินเรียบร้อยแล้ว

นุ่นเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่คว้าข้อมือตนเมื่อครู่ แล้วพบว่าเจ้าของมือและเสียงนั้นเป็นเด็กสาวผิวสีเหลืองนวลที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอหรือแก่กว่ากันไม่มาก เด็กสาวคนนั้นมีดวงหน้ากลม ดวงตาคมสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างสมส่วน สูงกว่าเธออยู่ราวห้าเซนติเมตร ผมสีดำขลับปล่อยยาวสยาย เธอสวมเสื้อแขนกระบอกสีเขียวอ่อนและผ้าซิ่นสีเขียวเข้มที่มีลวดลายไม่คุ้นตา โดยรวมแล้วจัดว่ารูปร่างหน้าตาน่ารัก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เธอสนใจสักเท่าไรนัก

“เธอเป็นใคร ต้องการอะไรจากฉัน ทำไมถึงเสียมารยาทกับฉ...”

นุ่นยังถามไม่ทันขาดคำ เด็กสาวก็ชี้ไปที่ทางเดิน ตอนนี้มีโคฝูงใหญ่กำลังถูกเจ้าของต้อนให้เดินผ่านเส้นทางที่นุ่นกำลังจะเดินอยู่เมื่อครู่ ซึ่งถ้านุ่นไม่ได้ถูกดึงมาที่ข้างทางโดยเด็กสาวปริศนา เธออาจจะถูกฝูงโคชนเข้าให้แล้วก็ได้

“เราไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็นใคร แต่เวลาเดินก็หัดดูตาม้าตาเรือบ้างสิ! นี่ถ้าเราไม่ดึงเธอมา ป่านนี้เธอคงถูกวัวชนเข้าแล้วนะ” เด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกตำหนินุ่น ทำเอาเด็กสาวในชุดนักเรียนต้องทำหน้าจ๋อยไปทันที

“เอาเป็นว่าฉันขอบคุณเธอที่ช่วยฉันก็แล้วกันนะ ถึงฉันจะยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครก็เถอะ” นุ่นพูดพลางโค้งศีรษะให้กับเด็กสาวปริศนา เธอส่งยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนที่จะพูดตอบกลับมา

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง เรียกเราว่านีก็ได้นะ เราพักอยู่แถวนี้แหละ” เด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกแนะนำตัว พลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“บ้านเธออยู่แถวนี้แน่เหรอ? บ้านหลังไหนกันล่ะ? แล้วเธอได้ไปเรียนที่โรงเรียนหรือเปล่า?” นุ่นถามเด็กสาวชื่อ “นี” ด้วยความสงสัย เพราะพอตัวเองมองซ้ายมองขวาดูก็พบว่าในรัศมีห้าสิบเมตรนี้ไม่มีบ้านคนเลยสักหลัง แถมเธอยังไม่รู้สึกคุ้นหน้าเด็กสาวคนนี้เลยสักนิด

“เราไม่ได้เรียนหนังสือหรอก ส่วนบ้านเราอยู่ลึกเข้าไปหน่อย เธอดูจากตรงนี้อาจจะไม่เห็นหรอก แต่เราก็ออกจากบ้านมาเดินเล่นแถวนี้ทุกเย็นแหละจ้ะ ถ้าวันหลังเธอเดินผ่านก็มาทักทายกันได้นะ” นีพูดพลางเดินไปมารอบตัวนุ่นแล้วอมยิ้ม ก่อนจะพูดบางอย่างที่ทำให้นุ่นประหลาดใจขึ้นมา

“ว่าแต่ทำไมปุญญานันท์ถึงย้ายมาจากในเมืองเหรอ? ย้ายมาที่นี่แล้วเจออะไรยุ่งยากเข้าใช่ไหมนั่น?”

“ก็ใช่... ว่าแต่เธอรู้ได้ยังไงน่ะ?” นุ่นถามด้วยความประหลาดใจที่เด็กสาวตรงหน้ารู้ชื่อจริงและความเป็นมาของเธอ ชั่วขณะหนึ่งเธอแอบคิดว่านีจะเป็นผู้วิเศษที่หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่ง และมีอิทธิฤทธิ์สามารถปัดเป่าปัญหาให้เธอก็เป็นได้ แต่คำตอบของนีทำเอาเธอต้องรู้ว่าตัวเองคิดผิดไป...

“เราก็อ่านชื่อของเธอจากที่ปักไว้บนเสื้อ แล้วกระเป๋านักเรียนของเธอก็ยังมีเข็มกลัดที่มีตราโรงเรียนชื่อดังในเมืองอยู่เลยนี่ เราเคยเห็นจากเด็กที่เข้าไปเรียนที่นั่นแล้วกลับมาบ้านตอนปิดเทอมน่ะ” นีอธิบายพลางผายมือไปที่กระเป๋านักเรียนของนุ่น ก่อนจ้องไปที่ดวงตาของเด็กสาวในชุดนักเรียน “ที่จมูกของเธอก็มีสีแดงกว่าส่วนอื่นบนหน้า ตาก็มีคราบน้ำตาอยู่ แล้วท่าทางตอนเธอเดินกลับบ้านมาก็เหมือนคนเหม่อลอย เราเลยเดาว่าเธอต้องเจออะไรที่ทำให้ร้องไห้ที่โรงเรียนมา ใช่หรือเปล่าเอ่ย?”

“ก็ประมาณนั้นแหละ” นุ่นตอบพลางหัวเราะเบาๆ เธอไม่คิดเลยว่าเด็กสาวที่ไม่ได้เรียนหนังสือจะเป็นคนช่างสังเกตขนาดนี้ แต่บางทีการศึกษาก็คงไม่ใช่สิ่งที่นุ่นจะเอามาใช้ตัดสินใครได้ เพราะพวกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนใหม่ของเธอยังดูนิสัยแย่ ผิดกับนีที่ไม่ได้เรียนหนังสือแต่มีท่าทีเป็นมิตรเสียอย่างนั้น

“เราช่วยอะไรปุญญานันท์ได้หรือเปล่า? อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้นะ” นีถามอีกคำถามด้วยท่าทีอยากยื่นมือเข้ามาช่วยเรื่องของคนอื่นเต็มที่ ถึงแม้ว่านุ่นจะไม่ได้ขอเลยสักคำ

“เรียกเราว่านุ่นก็ได้ ไม่ต้องเรียกชื่อจริงหรอก” นุ่นพยายามบอกให้นีเรียกตัวเองให้สั้นลง “แล้วก็ไม่ต้องพยายามช่วยเราหรอก ยังไงเธอคงทำอะไรไม่ได้ แต่ยังไงก็ขอบใจในความหวังดีนะ”

“เอาเถอะ ไม่บอกเราก็ไม่เป็นไร แต่เธออย่าท้อแท้ที่เพื่อนๆ ไม่ชอบไปเลยนะ ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบเธอด้วยเรื่องอะไรก็ตาม แต่ถ้าเธอแสดงให้เขาเห็นว่าตัวเองเป็นมิตรกับเขา ทำดีกับพวกเขาไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งพวกเขาจะลืมเรื่องที่รังเกียจเธอไป แล้วก็กลายเป็นเพื่อนกันได้เองแหละ”

“เธอนี่รู้ดีจังเลยนะ” นุ่นชมแกมเหน็บแนมเด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอก ที่รู้เรื่องของเธอดีเกินไปโดยที่เธอยังไม่ทันได้เล่า ก่อนจะแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์เริ่มเข้าใกล้เส้นขอบฟ้า “นี่ก็เย็นมากแล้ว ฉันคงต้องไปก่อน ไว้ถ้าเดินผ่านมาแล้วเจอเธออีกจะมาคุยด้วยแล้วกันนะ”

“ได้สิ สวัสดีนะนุ่น” นีพูดพลางยกมือขึ้นโบกให้นุ่น ระหว่างที่เด็กสาวในชุดนักเรียนเดินออกจากตรงนั้นไป ด้วยความคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะลองเอาคำแนะนำของนีไปใช้ในวันพรุ่งนี้ดู แล้วถ้ามันได้ผลหรือไม่ก็ค่อยมาเล่าให้นีฟัง และถ้าสนิทกันมากกว่านี้ บางทีเธออาจจะเล่าเรื่องอำนาจเร้นลับบางอย่างที่ตัวเองมีโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อขอคำปรึกษากับนีว่าควรทำอย่างไรกับมันต่อไปก็ได้

เด็กสาวเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบ้านของทรงไทยป้าที่ตัวเองใช้เป็นที่พักอาศัย แต่ไม่ทันที่จะก้าวขึ้นบันได เธอก็รู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านวันนี้แปลกประหลาดไปกว่าวันก่อนๆ มันเย็นยะเยือกชวนให้ขนลุกชันอย่างบอกไม่ถูก และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่ดีเท่าไรนัก... หรือว่าในบ้านมีใครเป็นอะไรไปกันนะ?

เด็กสาวถอดรีบรองเท้าถุงเท้าแล้วล้างเท้า ก่อนที่จะรีบวิ่งขึ้นไปบนตัวบ้านอย่างรีบร้อน แต่ทุกอย่างก้าวของเธอมันกลับทำให้เธอรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แล้วเธอก็พบกับสาเหตุของอาการดังกล่าว เมื่อเธอพบว่าร่างผอมบางของแม่กำลังนอนหงายเหยียดยาวอยู่กลางบ้าน โดยมีคุณป้าร่างท้วมนั่งอยู่ข้างกาย และมีคนแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิด้วยท่าทีทรงภูมิ กำลังนั่งเอาหญ้าคาแห้งจุ่มลงน้ำขันน้ำสีเงิน แล้วนำน้ำในนั้นประพรมใส่แม่ของเธออยู่

“นี่ทำอะไรคุณแม่ของหนูกันน่ะ?!” เด็กสาวถามด้วยท่าทีเป็นห่วงมารดา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะถลาเข้าไปหาร่างของแม่ เสียงทรงอำนาจของชายแปลกหน้าก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“ข้าถอนของที่นังเมียน้อยมันทำใส่เอ็งเรียบร้อยแล้ว ลุกขึ้นได้” ชายแปลกหน้ากล่าวจบก็ล้วงมือเข้าไปในย่ามที่ตนเองสะพาย แล้วหยิบบางสิ่งบางอย่างมาโยนบนตักแม่ของนุ่นที่กำลังประคองกายให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะบอกกับเธอด้วยเสียงที่นุ่นฟังแล้วรู้สึกยำเกรง “เก็บสิ่งนี้เอาไว้ มันจะช่วยป้องกันไม่ให้เอ็งป่วยเพราะโดนของอีก”

“แล้วนุ่นก็ไม่ต้องกลัวลุงไปหรอกลูกเอ๋ย ลุงมาช่วยเหลือแม่ของนุ่น แล้วลุงก็จะช่วยเหลือนุ่นด้วย” ชายแปลกหน้ากล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะหันหน้ามาทางนุ่น ทำให้นุ่นพบว่าชายแปลกหน้านั้นเป็นชายวัยกลางคนผิวคล้ำในชุดสีดำ สนิท เขาสะพายย่ามสีเดียวกัน แขวนลูกประคำไว้ที่คอ และมีผมเผ้าหนวดเคราสีขาวปนดำยาวรุงรังเหมือนกับฤๅษีในนิทานพื้นบ้าน

“คุณลุงรู้เรื่องของหนูด้วยงั้นหรือคะ? คุณแม่กับคุณป้าเล่าให้ลุงฟังว่ายังไงบ้างเหรอคะ?”

“แม่กับป้ายังไม่ได้เล่าอะไรเลยลูก” มารดาของเธอบอก พลางส่งสัญญาณมือให้เธอนั่งลง “นั่งลงเถอะลูก คุณลุงคนนี้เขาเป็นหมอผีผู้หยั่งรู้ที่จะมาช่วยเหลือครอบครัวเรานะ อย่ายืนค้ำหัวแบบนั้นสิ”

“คุณลุงผู้หยั่งรู้จะมาช่วยหนูเรื่องอะไรงั้นเหรอคะ?” นุ่นถามพลางนั่งพับเพียบกับพื้นดินด้วยความเคารพชายแปลกหน้า แบบเดียวกับที่แม่และป้าของเธอทำ

“เรื่องนังผู้หญิงที่ชื่อดอกไม้กับเพื่อนของมันที่รังเกียจนุ่นไงล่ะ! ลุงรู้นะว่าพวกมันทำอะไรกับนุ่นไว้บ้าง! นุ่นเองก็ไม่ชอบนังพวกนั้นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ที่มันรังเกียจพลังลี้ลับของนุ่นจนไม่อยากยุ่งด้วยน่ะ!

คำตอบของคุณลุงผู้หยั่งรู้ทำเอานุ่นต้องรู้สึกประหลาดใจ เพราะถึงแม่กับป้าจะรู้เรื่องลี้ลับเกี่ยวกับตัวเธอ แต่เธอก็ไม่เคยเล่าเรื่องถูกเพื่อที่โรงเรียนเกลียดให้แม่หรือป้าฟังเลยสักนิด แต่คุณลุงคนนี้กลับรู้เรื่องทั้งหมดราวกับอยู่ในเหตุการณ์ ซ้ำยังรู้ชื่อคู่กรณีของเธออีกต่างหาก!

“คุณลุงรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงกันคะ?”

“เพราะลุงคือผู้หยั่งรู้ไงล่ะ” หมอผีหนวดเฟิ้มพูดพลางระเบิดเสียงหัวเราะชอบใจ “นุ่นจำที่ลุงพูดไว้นะ พลังลี้ลับของนุ่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มีแต่ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์เท่านั้นที่จะได้รับมัน เพื่อมาช่วยเหลือเหล่าวิญญาณที่ทุกข์ทรมานทั้งหลาย และกำจัดวิญญาณร้ายให้สิ้นไป!

“แต่ถ้าสวรรค์เลือกมาจริงๆ ทำไมหนูถึงโดนเพื่อนๆ รังเกียจแบบนั้นกันล่ะคะ? แล้วพลังของหนูมันทำอะไรได้มากขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” นุ่นถามด้วยความไม่เข้าใจ

“พวกนั้นมันเป็นคนเลวไงล่ะ พวกมันก็แค่อิจฉาพลังที่นุ่นมี ก็เลยหาทางกลั่นแกล้งสารพัด คนเลวๆ น่ะ มันเห็นคนดีอยู่อย่างมีความสุขไม่ได้หรอก!” คุณลุงผู้หยั่งรู้อธิบาย ทำเอานุ่นรู้สึกเห็นด้วยตามที่บอกทุกประการ ก็ในเมื่อเธอก็คิดว่าที่ผ่านมาตัวเองเป็นคนดี ไม่เคยทำอะไรให้พวกนั้นเดือดร้อนเลยสักนิด นอกจากเรื่องที่อยู่กับเธอแล้วจะเจอผีบ่อยๆ ก็เท่านั้น ซึ่งตัวเธอเองก็กลัวผีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่กลัวแล้วเรียกผีมากลั่นแกล้งเพื่อนสักหน่อย

“ส่วนพลังของนุ่นน่ะมันยิ่งใหญ่มาก มันมีมหาศาลจนทำให้ผีที่ไม่มีตัวตัวปรากฏตัวออกมาได้ แต่นุ่นต้องฝึกควบคุมมันให้เลือกเวลาได้ และเอาชนะความกลัวผีให้ได้ แล้วนุ่นก็จะเก่งเกือบเท่าลุงเลยล่ะ!

“แล้วหนูจะฝึกมันได้ยังไง...”

“ลุงจะเริ่มฝึกให้หนูเอง ขอเพียงหนูเชื่อฟังที่ลุงพูดทุกอย่างก็พอ!

นุ่นได้ฟังก็ยิ้มกริ่มในใจ ตอนนี้เธอได้พบผู้ที่หยั่งรู้เข้าไปในจิตใจของเธอเหมือนกับที่ได้เฝ้าฝันมาตลอดแล้ว...  ต่อจากนี้เธอจะสามารถควบคุมพลังลี้ลับของตัวเองได้ดังใจ เธอจะได้ใช้ชีวิตกับคนอื่นๆ ขึ้นมาได้โดยไม่เดือดร้อนอีกต่อไปแล้ว... และเธอก็จะได้ใช้พลังนี้จัดการคนชั่วร้ายทั้งหลายที่ชอบข่มเหงรังแกผู้อื่นสักที...

แต่นี่มันก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นวายที่จะตามมาเท่านั้น...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #50 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มกราคม 2558 / 21:06
    ตัวละครที่ชื่อ นี นี่นางตานีกรือเปล่าคะ

    ปล.รู้สึกว่าท่านจะชื่นชอบ ชื่อนุ่นเป็นพิเศษนะคะเนี๊ยะ (ฮา)

    #50
    0