แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 12 : "ผู้หยั่งรู้" ส่วนที่ ๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ม.ค. 58

                ยี่สิบเอ็ดธันวาคม

ห้องนาฏศิลป์ในยามเย็นวันนี้เงียบกริบ ผิดจากวันก่อนๆ ที่ผ่านมา คุณครูร่างตุ้ยนุ้ยนั่งจ้องมองหน้ากับนุ่นที่ยืนประสานมืออย่างสงบอยู่พักใหญ่ๆ ขณะที่อีกสามสาวที่จะต้องแสดงด้วยกันกำลังยืนซุบซิบอยู่ที่อีกด้านของห้อง

“เธอคิดดีแล้วใช่ไหมนุ่น? ถึงได้ตัดสินใจแบบนี้”

“ค่ะ หนูตัดสินใจแล้วว่าจะขอลาออกจากชมรมนาฏศิลป์ค่ะ หนูไม่อยากให้มีใครต้องมาประสบปัญหาเพราะหนูอีกแล้วค่ะ” นุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าที่เพื่อนๆ หรือคุณครูเคยได้ยินมาก่อน

“แต่ครูหาทางออกให้เธอได้แล้วนะ” คุณครูบอกกับนุ่นด้วยท่าทางเปี่ยมด้วยความหวัง “ครูลองเอาเรื่องของเธอไปให้สามีปรึกษากับหลวงปู่ที่นับถือมาแล้ว หลวงปู่บอกว่ามีวิธีช่วยให้เธอได้พ้นจากเรื่องพวกนี้ได้นะ แล้ววันที่ยี่สิบเก้านี้เราจะได้แสดงกันอย่างราบรื่น”

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณครู คุณครูไม่ต้องลำบากทำอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ ไปหาคนใหม่มาแทนหนูดีกว่า” นุ่มพูดพลางมองไปยังเพื่อนๆ ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง “หนูไม่อยากจะร่วมงานกับคนบางประเภทด้วยค่ะ”

                “ฉันก็ไม่อยากร่วมงานกับเธอเหมือนกันนั่นแหละ ยัยแม่...” ดอกไม้สวนกลับมา แต่ไม่ทันจะพูดอะไรต่อ คุณครูก็ส่งสายตาตำหนิใส่จนดอกไม้ต้องนิ่งไปก่อน

                “หนูลากลับบ้านก่อนนะคะ” นุ่นยกมือไหว้คุณครู ก่อนจะเดินไปหิ้วกระเป๋าของตัวเองแล้วออกจากห้องไป พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “ เป็นอย่างที่คุณลุงผู้หยั่งรู้บอกไว้จริงๆ วันนี้นังดอกไม้กับเพื่อนมันไม่ได้พูดจาถากถางฉันเท่าวันก่อน เมื่อวานครูจะต้องบอกนังดอกไม้ให้ทำไม่ดีกับฉันเพื่อจะรั้งฉันไว้ แล้วครูจะไปหาคนที่วิชาอาคมเพื่อแย่งพลังของฉันไปเป็นของตัวเอง โชคดีที่ชิงออกจากชมรมมาก่อน ไม่งั้นครูจะขโมยพลังฉันไปทำอะไรไม่ดีแน่ๆ” นุ่นคิดในใจพลางรีบเดินฉับๆ ออกจากโรงเรียน ทิ้งมันให้อยู่เบื้องหลังตัวเองโดยไม่หันกลับไปมองเลยสักนิด แล้วเดินกลับบ้านไปอย่างเร่งรีบ “สังคมโรงเรียนนี้รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ เด็กแต่ละคนก็รังเกียจเรา คอยพูดจาถากถางฉันมาตลอด ขนาดครูที่คิดว่าดีกับฉันมาตลอดยังคิดจะขโมยพลังแบบนี้ แต่ไม่เป็นไร มีคุณลุงผู้หยั่งรู้ทั้งคน ใครจะทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ถ้ามีเขาคอยเตือน”

                “สวัสดีจ้ะนุ่น วันนี้กลับเร็วจังเลยนะ เป็นยังไงบ้างเอ่ย?” เสียงทักทายจากข้างทางดังขึ้นมา นุ่นจำได้ว่าเป็นเสียงของนี เธอจึงหันไปตามต้นเสียง แล้วก็พบเด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกกำลังยืนยิ้มให้กับเธออยู่เหมือนวันก่อน

                “ก็ดีนะ” นุ่นตอบกลับไปห้วนๆ

                “ท่าจะจริงแฮะ วันนี้ไม่มีคราบน้ำตาแล้วด้วย” นีพูดพลางเอียงคอมองนุ่นด้วยรอยยิ้ม แต่จู่ๆ รอยยิ้มก็จางลงจากใบหน้าของเธอในทันทีทันใด ก่อนที่เธอจะถามขึ้นมา “นี่เธอไม่ได้ใช้วิธีที่เราแนะนำหรอกเหรอ?”

                “ใช่” นุ่นตอบเสียงแข็ง “ฉันไม่รู้ว่าจะไปญาติดีกับคนเลวทำไม ถ้าฉันทำให้พวกมันเป็นเพื่อนฉันได้ สักวันหนึ่งพวกมันก็จะฉุดฉันให้ตกต่ำลงจนเป็นเหมือนพวกมันอยู่ดี สู้ฉันอยู่คนเดียว สบายใจกว่าเยอะ”

                “แต่เมื่อวานที่คุยกันมันไม่ใช่แบบนี้นี่ เธอไปเจอใครแนะนำมาแบบนี้กันเหรอ?” นีถามด้วยความสงสัย ซึ่งนุ่นก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ปิดบัง

                “เมื่อวานพอกลับไปถึงบ้าน ฉันได้พบกับหมอผีที่มีพลังหยั่งรู้มาน่ะ เขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับฉัน... ไม่สิ... เขาบอกว่าเขารู้ทุกอย่าง ทุกความเป็นไปในโลกใบนี้เลย และเขาก็เตือนฉันด้วยว่าควรจะทำอะไรหรือระวังใครบ้าง แล้วก็บอกฉันด้วยว่าควรวางตัวกับพวกเลวๆ ที่โรงเรียนแบบไหน”

                “ใจเย็นๆ แล้วฟังเราก่อนนะนุ่น” นีบอกกับเด็กสาวในชุดนักเรียน ที่เธอเห็นว่าท่าทางผิดไปจากวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด “เราคิดว่าคนที่ดีไม่มีตำหนิ หรือเลวจนไม่มีความดีเลยน่ะ มันไม่มีจริงหรอก คนเราก็มีทั้งดีและเลวปะปนกันไปทั้งนั้น แล้วในโลกนี้ก็ไม่มีใครที่นั่งเฉยๆ แล้วรู้ไปทุกอย่างหรอก เราว่าเขาต้องใช้หลักการสังเกตหรืออะไรสักอย่างมากกว่า”

                นุ่นนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่เมื่อได้ยินคำพูดของนี เธอเริ่มสงสัยในตัวของคุณลุงที่อ้างว่าตัวเองเป็นผู้หยั่งรู้ขึ้นมา ด้านหนึ่งของเธออดคิดไม่ได้ว่าบางทีเขาอาจจะใช้การสังเกตตัวเธออย่างละเอียดแบบที่นีทำตอนเจอกันครั้งแรก แต่พยายามก็ได้อ้างว่ารู้ทุกอย่างเพื่อเธอเชื่อฟังก็ได้... และถ้าที่นีพูดมาเป็นความจริง เท่ากับว่าการตัดสินใจลาออกจากชมรมของเธอ หรือการไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนที่รังเกียจตัวเองวันนี้มันผิดทั้งหมด!

            “ไม่มีทาง คนที่สวรรค์ได้มอบพลังมาให้แบบฉันไม่มีทางทำผิดแน่ๆ ฉันต้องเป็นคนดีสิ ถึงจะมีพลังลี้ลับนี่ได้  ทำไมฉันต้องมาเชื่อยัยคนไม่มีพลังลี้ลับอะไร แถมยังไร้การศึกษานี่ด้วย! ด้านที่ศรัทธาในตัวผู้หยั่งรู้ของนุ่นบอกกับตัวเองในใจ ก่อนที่จะสลัดความสงสัยที่มีต่อคุณลุงผู้หยั่งรู้ออกไปให้ได้ แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ออกไปจากใจของเธอสักที

                “คำพูดเธอก็น่าคิดเหมือนกัน ถ้าแบบนั้นฉันจะลองพิสูจน์เองว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้จริงๆ หรือเปล่า” นุ่นตอบนีกลับไปหลังจากที่ความคิดทั้งสองด้านของตัวเองยังตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่เธอจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดหาหมายเลขที่เธอบันทึกเอาไว้

                “เธอจะพิสูจน์ยังไงของเธอกัน?”

“ฉันจะโทรศัพท์หาคุณลุงผู้หยั่งรู้ แล้วถามเรื่องของเธอดู ถ้าคุณลุงรู้เรื่องเกี่ยวกับเธอล่ะก็ ฉันจะยอมรับว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้จริงๆ แล้วเธอก็ควรจะยอมรับตามฉันด้วย!” นุ่นพูดจบก็กดโทรศัพท์หาคุณลุงผู้หยั่งรู้ทันที ทว่ารอแล้วรอเล่า ปลายสายก็ไม่ได้กดตอบรับเลยแม้แต่น้อย และนั่นก็ทำให้นิ่มต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“บางทีคุณลุงอาจจะไม่สะดวกรับโทรศัพท์ตอนนี้ แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจะหาทางพิสูจน์เองทีหลังแล้วกัน ว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้จริงหรือเปล่า”

“นุ่น เธอจะพิสูจน์ยังไงกัน?” นีถามด้วยความสงสัย

“ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน ไว้ถ้าพิสูจน์ได้แล้วฉันจะมาเล่าให้เธอฟังเอง” นุ่นพูดพลางเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋า “วันนี้ฉันขอตัวก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่”

“ก็ได้ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” นียกมือมาโบกให้นุ่น แต่เด็กสาวในชุดนักเรียนไม่สนใจ เธอเดินพรวดพราดจากไปโดยไม่ได้หันมามองเด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้นีต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางมองท้องฟ้ายามโพล้เพล้อย่างครุ่นคิด

นุ่นรีบเดินกลับบ้านของป้า ตั้งใจว่ากลับไปแล้วจะอาบน้ำ กินข้าว ทำการบ้านให้เสร็จแล้วโทรศัพท์หาคุณลุงผู้หยั่งรู้ หวังจะให้เขาขจัดความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ภายในใจของเธอให้มันหมดไปสักที ว่าเธอควรจะศรัทธาในตัวเขา หรือเชื่อตามที่นีบอกมากันแน่

ทว่าความสงสัยของเธอก็พลันกระโดดออกไปจากห้วงความคิดครู่หนึ่ง เมื่อจู่ๆ บางสิ่งบางอย่างก็พุ่งพรวดออกมาจากข้างทาง แล้วขวางหน้าเธอเอาไว้ และเมื่อมันหยุดการเคลื่อนไหว เธอก็พบว่ามันเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน รูปร่างของมันเหมือนกับม้าสีดำสนิทที่มีดวงตาสีแดงเหมือนถ่านติดไฟ ทว่าส่วนหัวของมันกลับแตกต่างออกไป... มันเหมือนกับศีรษะของมนุษย์... ศีรษะของใครบางคนที่เธอคุ้นตาเหมือนเธอเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...

ศีรษะของคุณครูสอนนาฏศิลป์!

                “เอา... พลัง... ของ... เธอ... มา... นะ” เสียงที่เธอคุ้นเคยพูดลากเสียงยาวๆ จนเธอขนลุกชัน ถึงเธอจะรู้จากคุณลุงหมอผีมาก่อนก็จริงว่าหญิงวัยกลางคนต้องการพลังจากเธอ แต่เธอไม่คิดว่าแท้จริงแล้วคุณครูจะเป็นปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในร่างของมนุษย์แบบนี้!

                นุ่นอยากจะวิ่งหนี ทว่าขาของเธอมันสั่นระริกจนยืนแทบจะไม่อยู่... เธออยากจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่ฟันของเธอมันสั่นกระทบกันอย่างต่อเนื่องจนพูดไม่ได้...

เจ้าม้าประหลาดที่มีศีรษะเหมือนครูของเธอค่อยๆ เดินเข้ามาอย่าน่าหวาดหวั่น ทุกย่างก้าวของมันเหมือนกับความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหาเธอทุกขณะ... เธอไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรเมื่อเข้ามาประชิดตัวเธอได้ แต่มันคงไม่ใช่อะไรที่ดีเท่าไรแน่!

                “อย่าแตะต้องเธอนะ เจ้าปีศาจชั่ว!” เสียงนุ่มๆ ของชายหนุ่มขึ้นมา ก่อนที่ร่างหนึ่งจะถลาเข้ามาขวางกั้นระหว่างเธอกับม้าที่มีหัวเหมือนคุณครูนาฏศิลป์ แล้วผู้เข้ามาขวางนั้นก็ชักอาวุธบางอย่างออกมาจากแผ่นหลัง แล้วฟาดเข้าใส่ใบหน้าของเจ้าม้าประหลาดอย่างเต็มแรง

                “ฝาก... ไว้... ก่อน.. เถอะ” เสียงของคุณครูกล่าวขึ้นด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่เจ้าม้านั่นจะวิ่งหนีเข้าพงข้างทางไป

                เด็กสาวจ้องมองผู้มาช่วยอย่างไม่วางตา เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาดูคมคาย มีร่างกายกำยำ ผิวสีดำแดง สวมเสื้อสีน้ำเงิน กางเกงสีน้ำเงินและทับด้วยโจงกระเบนสีแดงเลือดนก ตัดผมทรงมหาดไทย ดูแล้วคล้ายกับพวกนักรบในละครย้อนยุคที่นุ่นเคยเห็น เขาสะพายดาบสองเล่มไว้ที่กลางหลัง และนั่นคงเป็นอาวุธที่เขาใช้ชักออกมาเล่นงานปีศาจเมื่อครู่นี้

แรกทีเดียวนุ่นคิดว่าเขาอาจจะเป็นคนที่แต่งกายเลียนแบบนักรบโบราณเพื่อไปแสดงอะไรสักอย่างแถวนี้ แต่เมื่อนุ่นมองร่างกายของเข้าให้ดีแล้วเธอก็พบว่าตนเองคิดผิด เพื่อเธอพบว่าเท้าของเขาไม่ได้อยู่บนพื้นดิน แต่ลอยอยู่กลางอากาศ!

สิ่งที่เด็กสาวได้เห็นทำเอาขาของเธอที่สั่นระริกอยู่แล้วถึงกับไร้เรี่ยวแรงจนทรงตัวไม่อยู่ เธอทรุดกายลงนั่งกับพื้นแล้วมองไปอยู่ร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า เธอไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองไปทำเวรกรรมมาแต่ปางไหน ถึงได้หนีเสือปะจระเข้แบบนี้เข้า แต่แล้วความกังวลและหวาดกลัวของเธอก็พลันสลายไป เมื่อเสียงของผู้มาเยือนคนใหม่ดังขึ้น

                “อย่าตกใจเลยแม่หญิงนุ่น ข้ามาเพื่อปกป้องท่าน” ชายผู้มาเยือนกล่าวด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์อย่างประหลาด

                “คุณเป็นใครกันเหรอคะ? ทำไมต้องมาปกป้องฉันด้วย?”

                “ข้าชื่อเหล็ก สมัยก่อนเป็นนักรบผู้ต่อสู้กับข้าศึกที่จะมารุกรานพระนคร แต่สมัยนี้เป็นวิญญาณรับใช้ของท่านผู้หยั่งรู้” ชายหนุ่มตอบคำถามของนุ่นด้วยท่าทีที่อ่อนโยน “ท่านผู้หยั่งรู้ทราบว่าท่านจะมีภัยจากปีศาจร้ายที่หมายเอาพลัง จึงส่งข้ามาที่นี่เพื่อปกป้องท่าน”

                คำตอบดังกล่าวของวิญญาณรูปงามที่เรียกตนเองว่าเหล็ก ได้สลายความสงสัยในใจนุ่นออกไปจนหมดสิ้น ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่าคุณลุงหมอผีเป็นผู้วิเศษที่มีพลังหยั่งรู้จริงๆ และคำพูดที่คุณลุงได้พร่ำบอกกับเธอสารพัดเมื่อวันก่อน ไม่ว่าจะเป็นเธอคือผู้ที่สวรรค์ได้กำหนดแล้วว่าคู่ควรกับพลังลี้ลับนี่ เธอคือผู้ที่ทำถูกต้องทุกประการ คนอื่นที่ไม่ชอบเธอล้วนเป็นคนเลวที่คิดร้ายกับเธอทั้งนั้น ก็ต้องเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

                ยังไม่ทันที่เธอจะคิดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เธอรีบคว้ามันขึ้นมาดูว่าใครที่เรียกเข้า และเธอก็พบว่ามันเป็นเบอร์โทรของคุณลุงผู้หยั่งรู้นั่นเอง เธอจึงรีบรับโทรศัพท์ในทันทีทันใด

                “สวัสดีนุ่น ได้เจอกับเหล็กแล้วใช่ไหมลูก”

                “ค่ะคุณลุง หนูเจอคุณเหล็กแล้วค่ะ เขามาช่วยหนูจาก... เอ่อ.. จาก...” นุ่นพูดจาตะกุกตะกักเพราะไม่รู้ว่ะอธิบายสิ่งที่เธอเจอเมื่อครู่นี้ว่าอย่างไรดี

                “จากคุณครูที่จะมาแย่งพลังไปจากนุ่นใช่ไหมล่ะ? ลุงบอกแล้วนะว่าให้ระวังตัวเอาไว้ด้วย ที่โรงเรียนนุ่นน่ะ ไม่มีใครที่น่าไว้ใจได้หรอก ขนาดครูที่ดูใจดียังแปลงร่างเป็นปีศาจจะมาทำร้ายนุ่นเลย มันแพ้กลับไปแบบนี้ เดี๋ยวมันต้องไปฝึกวิชาเพิ่ม กับหาลูกศิษย์มาถ่ายทอดวิชาอาคมให้แน่ๆ”

                “แล้วหนูควรจะทำยังไงกับที่โรงเรียนต่อไปดีคะ?” นุ่นถามด้วยความกังวล เมื่อรู้ว่าตัวเองจะต้องเผชิญกับอะไรที่น่ากลัวกว่านี้

                “ไม่ต้องกังวล ก็ใช้ชีวิตไปตามปกตินั่นแหละ ตอนนี้นุ่นอยู่ในความปกป้องคุ้มครองของลุงอยู่ เหล็กจะคอยปกป้องดูแลนุ่นจากพวกนั้น จะคอยดูแลนุ่นตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านจนกลับเข้าบ้านเลยล่ะ ตราบใดที่เหล็กอยู่ นุ่นไม่ต้องกลัวว่าใครจะทำอะไรหรอก”

                “เอ้อ คุณลุงคะ เพื่อนหนูคนหนึ่งเขาดีกับหนูมาก แต่เขาไม่เชื่อว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้น่ะค่ะ หนูอยากให้เขารู้ว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้จริงๆ หนูควรจะทำยังไงดีคะ?” นุ่นถามชายผู้ซึ่งตอนนี้เธอมอบความศรัทธาให้อย่างไม่ลังเล

คุณลุงผู้หยั่งรู้ก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง เขาบอกบางสิ่งบางอย่างกับเธอทางโทรศัพท์กลับมา ถ้อยคำเหล่านั้นมันทำให้นุ่นต้องขนลุกเกรียวไปชั่วขณะเมื่อได้ยินที่คุณลุงผู้หยั่งรู้กล่าว แต่หลังจากที่ฟังคุณลุงพูดจบ รอยยิ้มน้อยๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเด็กสาว ก่อนที่เธอจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วหันไปมองวิญญาณทหารกล้าที่มาคุ้มครองตนเอง

“คุณเหล็กคะ เดี๋ยวเราเดินกลับไปทางที่หนูเดินมาหน่อยได้ไหมคะ? หนูมีเรื่องอยากจะทำนิดหน่อยค่ะ” นุ่นบอกกับวิญญาณนักรบโบราณ ก่อนที่จะเดินนำเขากลับไปยังทิศทางที่ตัวเองเดินผ่านมาเมื่อก่อนหน้านี้ ไปยังที่ที่มีใครบางคนที่เธออยากจะคุยด้วยที่สุด

เธอหยุดฝีเท้าลงหลังจากเดินมาถึงกอกล้วยข้างทางกอหนึ่ง พลางหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ราวกับจะขบขันตัวเองว่าทำไมเธอถึงไม่เคยคิดเอะใจเรื่องที่คุณลุงบอกมาก่อน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไรต่อ เสียงที่เธอคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาทักทาย

“อ้าว! กลับมาทำไมกันเหรอนุ่น ไหนบอกเจอกันพรุ่งนี้ไง” เสียงของนีดังขึ้นมาจากด้านหลังของทั้งคู่ และเมื่อนุ่นกับเหล็กหันไปดู ก็พบว่าเด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกกำลังจ้องมองทั้งคู่ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็นเต็มประดา

“แล้วนี่พาใครมาด้วยกันน่ะ แฟนเหรอ?”

“ฉันกลับมาที่นี่เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้จริงๆ” นุ่นพูดเสียงแข็งโดยไม่ได้ตอบคำถามของนีเลยแม้แต่น้อย “เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันมีอะไรที่พิเศษกว่าคนปกติ? ที่เธอพยายามเข้าหาฉันเพราะต้องการพลังจากฉันใช่ไหม?”

“เดี๋ยวก่อนสินุ่น เธอพูดเรื่องอะไร เราไม่เห็นจะเข้าใจเลยนะ” นีสวนกลับทันควันด้วยความสงสัยว่าเด็กสาวในชุดนักเรียนต้องการจะพูดอะไรกันแน่

“อย่ามาทำไก๋หน่อยเลยน่า มีเหรอที่เธอจะไม่รู้ว่าฉันมีอะไรพิเศษ ไม่งั้นฉันจะมาคุยกับเธอเป็นวรรคเป็นเวรอยู่ได้ยังไง! ยัยผีตานี!

คำพูดของนุ่นทำเอานีแสดงความประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แม้มันก็ระคนความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่นุ่นก็ไม่ได้สังเกตอาการของคู่สนทนา เธอยังคงพูดต่อไปโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แก้ต่างอะไรเลยสักนิด

“เธอก็แค่เข้ามาหวังจะตีสนิท เพื่อจะหลอกเอาพลังของฉันไปสักวันหนึ่งสินะ! แต่ฝันไปเถอะ!

“ใจเย็นๆ ก่อนนะนุ่น เรายอมรับว่าเราเป็นนางตานี ไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เธอเข้าใจตั้งแต่แรก แต่เราไม่ได้คิดร้ายกับเธอแบบนั้นเลยนะ ถ้าเราคิดไม่ดีกับเธอจริงๆ เราจะช่วยเธอไม่ให้โดนวัวชน หรือจะให้คำปรึกษาเรื่องเพื่อนๆ ที่โรงเรียนไปทำไมล่ะ”

“อ๋อ! นี่จะมาทวงบุญคุณกันงั้นเหรอ? ที่แท้เธอก็จะสร้างบุญคุณกับฉันมากๆ แล้วหลอกชิงพลังฉันไปสักวันหนึ่งสินะ!” นุ่นขึ้นเสียงใส่นางตานีด้วยท่าทีไม่ได้เกรงกลัว

“ชักจะไปกันใหญ่แล้วนะนุ่น! เชื่อที่เราพูดบ้างสิ เราจะไปอยากได้พลังจากเธอทำไมกัน เราก็แค่เห็นเธอเหงาๆ เลยอยากเป็นเพื่อนให้ก็เท่านั้นเอง ถ้าเธอจะระแวงล่ะก็ เธอไประแวงตาลุงผู้หยั่งรู้อะไรของเธอนั่นเถอะ!” นีเริ่มขึ้นเสียงกลับราวกับถึงขีดจำกัดความอดทน หลังจากพยายามพูดกับเด็กสาวในชุดนักเรียนอย่างใจเย็นมานาน

แต่เด็กสาวในชุดนักเรียนขีดความอดทนต่ำกว่า ฝ่ามือของเธอจึงหวดเข้าใส่ใบหน้าของนางตานีสาวอย่ารุนแรง จนร่างของเธอล้มลงกระแทกพื้นดิน!

“นี่เธอลบหลู่คนที่ฉันนับถือเหรอ? เธอรู้ไหมว่าเขาช่วยแม่ฉันจากการโดนคุณไสยนะ! เธอกล้าดียังไงมาพูดแบบนี้! หรือว่าเธอต้องการจะใส่ร้ายป้ายสีเขาให้ดูเลวร้าย แล้วฉันจะได้หันมาเชื่อฟังเธอรึไง?!” นุ่นตะคอกพลางมองเพื่อนสาวที่ล้มลงไปก้นจ้ำเบ้า

“เราเข้าใจแล้ว... พลังของเธอไม่ใช่แค่ติดต่อหรือรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของผีสางเทวดาทั้งหลาย แต่มันยังทำให้พวกเรามีตัวตนที่ถูกมนุษย์จับต้องหรือทำร้ายได้ด้วยสินะ” นางตานีพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนที่จะพยุงกายลุกขึ้นยืนมองหน้านุ่นเขม็ง “แต่เราไม่ได้ต้องการพลังอะไรแบบนี้เลยจริงๆ เราขอพูดอีกครั้งนะว่า เธอไประแวงตาผู้หยั่งรู้อะไรนั่นดีกว่า!

“ชั้นบอกว่าอย่ามาลบหลู่เขาไง!” นุ่นพูดพลางฟาดฝ่ามือใส่นีอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เด็กสาวผู้นุ่งผ้าซิ่นจับข้อมือของนุ่นเอาไว้ได้ก่อนมันจะฟาดใส่ใบหน้า

เด็กสาวผู้นุ่งผ้าซิ่นจ้องมองนุ่นตาเขม็ง ก่อนจะง้างฝ่ามือขึ้นมาหมายจะตบเด็กสาวในชุดนักเรียนบ้าง แต่เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วลดมือลง ก่อนที่จะปล่อยข้อมือของนุ่นออก แล้วหันหลังให้กับนุ่น

“เรายอมแล้ว... เราไม่อยากทำร้ายนุ่น ถ้าไม่ไว้ใจเราก็ไปเถอะ ต่อไปนี้เราจะไม่ยุ่งกับนุ่นแล้วก็ได้”

“ก็ดีเหมือนกัน!” เด็กสาวในชุดนักเรียนพูดกระแทกเสียง ก่อนจะกลับหลังหันแล้วเดินจากกอกล้วยนั้นไป พร้อมกับวิญญาณรับใช้ที่ผู้หยั่งรู้ส่งมาดูแลตัวเอง

แต่หลังจากนุ่นเดินต่อไปได้ไม่นาน ความไม่เข้าใจก็กลับเข้ามาในสมองของเธออีกครั้ง เพราะเธอไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมนางตานีที่คุณลุงผู้หยั่งรู้บอกว่าเป็นพวกจอมหลอกลวงที่ชอบสูบวิญญาณคนเป็นอย่างโหดเหี้ยม ถึงได้ไม่ทำร้ายเธอ ทั้งที่นีก็มีโอกาสจะฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าเธอแท้ๆ แต่กลับหยุดชะงักไปกลางคันเสียอย่างนั้น... หรือว่านีจะไม่ได้โกหกหลอกลวงอย่างที่คุณลุงผู้หยั่งรู้บอก แต่แค่อยากจะเป็นเพื่อนเธอจริงๆ กันนะ?

“ดีแล้วที่แม่หญิงนุ่นไม่ยุ่งกับนางตานีนั่น มันร้ายกาจไม่เบาเลย ถ้าข้าไม่ได้ยืนอยู่ด้วยจนมันเกรงกลัว แม่หญิงอาจจะถูกมันสังหารไปแล้วก็ได้” เหล็กเอ่ยขึ้นมาหลังจากเห็นนุ่นนิ่งเงียบไปพักใหญ่ และคำพูดนั้นเองก็ทำให้นุ่นพอจะเข้าใจการกระทำของนีแล้ว... ว่านางตานีนั่นไม่ได้หยุดการทำร้ายเธอเพราะว่าอยากเป็นเพื่อนหรือเป็นห่วงเธออย่างที่คิดไว้แต่แรกหรอก แต่มันแค่หวาดกลัวว่าจะถูกเหล็กเล่นงานเข้าต่างหาก!

นุ่นขอบคุณคุณลุงผู้หยั่งรู้ในใจ ที่ส่งวิญญาณรับใช้รูปงามแถมยังน่าเกรงขามมาปกป้องดูแลเธอยามออกจากบ้าน คราวนี้เธอจะได้ไปไหนมาไหนอย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำร้ายเธอระหว่างเดินทางอีกแล้ว

แต่นุ่นคงลืมไปว่าเหล็กไม่ได้อยู่กับเธอตลอดเวลา...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น