โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 31 : แบทเทิลรอยัล (2) : วินดี้ ปะทะ ฟรายเดย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    29 เม.ย. 63

บทที่ 27 – แบทเทิลรอยัล (2) : วินดี้ ปะทะ ฟรายเดย์

ณ ตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหกคนได้เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ของตัวเองแล้ว ในขณะเดียวกันนั้น ที่สถานีรถไฟแห่งเมืองเหล็กกล้า ได้มีขบวนรถไฟหลายขบวนกำลังมุ่งหน้ามาที่ทวีปไออ้อนวอลผ่านสถานที่ที่มีชื่อว่า [รางรถไฟฟีล่า] ซึ่งที่ตรงนั้นมีวังหลวงของทวีปไออ้อนวอลอยู่ใกล้ ๆ

แน่นอนว่าตอนนี้โนอาห์ที่ปลอมตัวอยู่ กำลังแอบซ่อนอยู่ในขบวนรถไฟหนึ่งที่เป็นขบวนของเมืองเหล็กกล้าซึ่งจุดหมายปลายทางของขบวนรถไฟนี้คือจุดพักที่สองที่เป็นจุดเติมเสบียงก่อนที่จะไปที่สถานีรางรถไฟฟีล่านั่นเอง

....

ระหว่างที่โนอาห์แอบเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในโบกี้นี้เขาก็เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ทั่วโบกี้ที่เขาหลบซ่อนอยู่เพื่อมองหาสัญลักษณ์เวทมนตร์ที่เซลิก้าได้บอกเอาไว้ว่า

“ให้มองหาสัญลักษณ์รูปนกเหยี่ยวสีฟ้าแล้วทำลายมันซะ”

เนื่องจากมือข้างขวาของโนอาห์มีเวทมนตร์ [Zeal] ในตำนานสถิตอยู่ เมื่อเขาตามหาสัญลักษณ์นั้นเจอเมื่อไหร่ก็แค่สัมผัสมันเบา ๆ ก็เท่ากับเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว

แต่ทว่า...มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดนัก เพราะตอนนี้โนอาห์กำลังเจอปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งเข้าให้แล้ว

“แย่แล้วสิ...เส้นทางของรถไฟคันนี้กำลังเปลี่ยนไป”

ใช่แล้ว...เขาสัมผัสได้จากทิศทางของสายลมและสภาพแวดล้อมภายนอกที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาน้ำแข็ง ทั้ง ๆ ที่สถานีรางรถไฟฟีล่าไม่ได้อยู่แถบภูเขาน้ำแข็งเลย ... และทันใดนั้นเองประตูท้ายโบกี้ก็ถูกเปิดขึ้นมา โนอาห์ไม่รอช้าที่จะกลับหลังหันไป

“ระ...รอยัล!!”

โนอาห์กล่าวขึ้นมาด้วยความตกใจ จากนั้นรอยัลก็ยกมือขึ้นมาแล้วทำท่าเหมือนเหนี่ยวไกปืนพร้อมกับพูดว่า

“ปัง!” ตู้ม!!!!

โบกี้ที่โนอาห์ซ่อนตัวอยู่ระเบิดด้วยความรุนแรงจนเละไม่มีที่ชิ้นดี แต่ด้วยไหวพริบและความเร็วของโนอาห์ เขาก็วิ่งไปที่โบกี้ถัดไปได้อย่างทันท่วงที แต่ว่า

“ปัง! ปัง!”

ตู้ม! ตู้ม!

รอยัลไล่ยิงไม่เลิกจนทำให้ขบวนรถไฟขบวนนี้ถูกทำลายไปมากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว จนสุดท้ายรอยัลก็คาดสายตาจากโนอาห์ไปพร้อมกับลดมือลงแล้วโทรจิตไปหาฟรายเดย์

แต่ทว่า...กลับไม่มีสัญญาณตอบรับกลับมา รอยัลจึงถอนหายใจและพูดออกมาว่า

“เกิดเรื่องอะไรที่เมืองเหล็กกล้าหรือเปล่านะ”

พอรอยัลพูดจบเขาก็กระโดดขึ้นไปบนหลังคารถไฟแล้วกางแขนออกไปทั้งสองข้างพร้อมกับปล่อยกระแสพลังเวทออกไปจากฝ่ามือเพื่อปล่อยเวทมนตร์ไปรั้งพื้นดินไว้แล้วทำให้ขบวนรถไฟหยุด

ระหว่างนั้นโนอาห์ที่กำลังหาที่ซ่อนอยู่ก็ต้องกลิ้งไปกลิ้งมาในโบกี้เพราะรถไฟกำลังถูกบังคับหยุดอยู่นั่นเอง

“โอ๊ย~ โอ๊ย~ เจ้าบ้านั่นทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ”

โนอาห์สบถออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะพยุงตัวเองขึ้นมาแล้ววิ่งไปยังท้ายขบวน แต่รอยัลไม่ยอมให้โนอาห์ทำแบบนั้น เขากระโดดขึ้นไปบนฟ้าแล้วทำท่าเหนี่ยวไกแล้วเล็งไปที่ท้ายขบวน

“ปัง!” ตู้ม!!!!

ท้ายขบวนระเบิดจนทำให้โนอาห์ต้องกระโดดออกไปข้าง ๆ ทันที

ตุบ~

“กะจะไม่ให้หายใจเลยหรือไงวะ”

โนอาห์กล่าวออกมาด้วยความโมโหเล็กน้อย และไม่นานนักรอยัลก็วาปมาอยู่ตรงหน้าโนอาห์แล้วทำท่าเหนี่ยวไกพร้อมกับถามไปว่า

“คุณเป็นใครครับ”

“นะ...นักท่องเที่ยว”

“ขอดูบัตรประจำตัวได้ไหมครับ?”

พอโนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็คิดในใจว่า

“แย่แล้วสิ...ยายเซลิก้าไม่ได้เตรียมไว้ให้ซะด้วย...บ้าชะมัด … เดี๋ยวก่อนนะมันยังมีวิธีนั้นอยู่นี่นา~”

พอโนอาห์นึกแผนดี ๆ ออกเขาก็แกล้งทำท่าเลิ่กลักรอยัลเห็นท่าทางของโนอาห์แปลก ๆ ไปเขาก็ถามไปอีกว่า

“ไม่มีบัตรประจำตัวใช่ไหมครับ”

“ชะ...ใช่ครับ”

“งั้นคุณต้องไปกับผมนะครับ เดี๋ยวผมจะพากลับทวีปเอง ไม่ทราบว่าคุณมาจากที่ไหนเหรอครับ”

ด้วยนิสัยเสีย ๆ ของโนอาห์อย่างหนึ่งคือ [โกหกไม่เนียน] เขาก็เลยตอบไปตรง ๆ ว่า

“เอ็นโดร่าครับ”

พอโนอาห์ตอบออกไปแบบนั้นรอยัลก็ลดมือลงแล้วก็ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกเสแสร้งสักทีครับ...คุณโนอาห์”

ภายในพริบตาโนอาห์ก็เตะเสยปลายคางรอยัลไปหนึ่งครั้งทันที

ตู้ม!!

ร่างกายของรอยัลพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงจากนั้นโนอาห์ก็รีบใช้จังหวะที่เล่นทีเผลอหลบหนีทันที

และพอรอยัลรู้สึกตัวว่าถูกเตะแล้วเขาก็พลิกตัวกลางอากาศแล้วใช้มานาทั้งหมดไปโฟกัสไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น

ระหว่างที่รอยัลลอยอยู่กลางอากาศเข้าก็หันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาโนอาห์ และแน่นอนว่าถึงแม้โนอาห์จะไร้พลังเวทแต่สายตาของรอยัลก็มองเห็นพลังจิตอ่อนที่ลอยขึ้นมา รอยัลก็ไม่รอช้าที่จะขว้างบอลไฟที่สร้างขึ้นมาไปที่โนอาห์ซ่อนทันที

แต่ในตอนนั้นเอง

โนอาห์กลับไม่หลบซ่อนอีกต่อไป เขากระโดดออกมาจากที่หลบซ่อนและใช้มือข้างขวาปัดไฟบอลออกไปชนกับภูเขาน้ำแข็งข้าง ๆ

ตู้ม!!!!!!!

ภูเขาน้ำแข็งที่โดนไฟบอลลูกเล็ก ๆ ก็หายไปในพริบตา แต่โนอาห์ก็ต้องโดนผลข้างเคียงจากการใช้มือข้างขวาในการปัดป้องพลังเวทอันมหาศาลเช่นกัน ตอนนี้เลยทำให้โนอาห์ขยับไปไหนไม่ได้ชั่วตราว

รอยัลรีบลงมาที่พื้นดินแล้วพุ่งมาหาโนอาห์ทันที จากนั้นโนอาห์กับรอยัลก็ปะทะฝีมือกันเล็กน้อย ทุก ๆ ครั้งที่พวกเขาแลกหมัดกัน พื้นที่แถวนั้นก็ถูกคลื่นกระแทกอัดทำลายไปหมด

แต่ไม่นานนักโนอาห์ก็กระโดดถอยออกมาตั้งหลักแล้วพูดว่า

“หยุดก่อนรอยัล...ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้กับนายนะ”

“หุบปาก!! นายกล้าดียังไงถึงมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง”

พอโนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ~ เอาล่ะ จริง ๆ ฉันก็ไม่อยากจะมาหรอกนะ ขอเข้าเรื่องแบบรวดเร็วเลยก็แล้วกัน” พอโนอาห์พูดจบก็ลดการ์ดลงแล้วถามรอยัลต่อไปว่า “นายกำลังค้าสิ่งมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”

“ว่าไงนะ...ไม่มีทาง ฉันจะไปทำแบบนั้นได้ยังไง” รอยัลปฎิเสธเสียงแข็ง

“นายคงรู้จักองค์กรที่ชื่อว่าไวท์ซอตอยู่สินะ”

“รู้...นายกำลังจะบอกว่าไวท์ซอตเป็นคนส่งนายมาที่นี่งั้นเหรอ”

“ฉลาดดีนี่ แล้วทางนั้นยังบอกว่าห้ามสู้กับนายอีกด้วยเพราะงั้นช่วยปล่อยฉันไปได้ไหม”

พอรอยัลได้ยินแบบนั้นเขาก็ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่โนอาห์เล่าให้ฟัง แต่ความคับแค้นใจที่มีแต่โนอาห์มันสูงมากเกินกว่าจะให้อภัยได้ เขาก็เลยตัดสินใจบอกโนอาห์ไปว่า

“ถ้านายอยากผ่านไปจริง ๆ ล่ะก็...วางหัวของนายไว้ตรงนี้ซะ แล้วฉันจะให้ผ่านไป”

“เฮ้ย เฮ้ย~ นี่นายกำลังเล่นตลกอยู่งั้นเหรอ”

“ไม่” รอยัลตอบกลับมาเพียงคำเดียวและจากนั้นเขาก็ระเบิดออร่าสีฟ้าครามออกมาพร้อมกับปล่อยจิตสังหารออกไปด้วยจนโนอาห์รู้สึกขนลุกไปหมดทั้งตัว จากนั้นรอยัลก็พูดต่อไปว่า

“เรื่องค้าสิ่งมีชีวิตฉันจะตรวจสอบเอง ส่วนเรื่องที่แกทำกับฟีล่าฉันไม่มีวันให้อภัยนายเด็ดขาด...โนอาห์”

“รอยัล...เมื่อไหร่นายจะโตสักทีนะ”

โนอาห์พูดออกไปแบบนั้นแล้วก็หยิบดาบสีดำที่ซ่อนไว้ข้างหลังแล้วชักมันออกมา พร้อมกับพูดต่อไปว่า

“ที่ฟีล่าเป็นแบบนั้นก็เพราะนายอ่อนแอต่างหากล่ะเจ้าบ้า!!”

--------------------

….

..

.

ในขณะเดียวกัน ณ เมืองเหล็กกล้าบริเวณโซนชั้นนอก

หลังจากที่ชั้นนอกเต็มไปด้วยเสาลาวาแล้ว วินดี้ก็เริ่มร้อนและหายใจไม่สะดวก เธอก็เลยตัดสินใจออกมาจากทีซ่อนทันที

และในตอนนั้นเองฟรายเดย์ก็เห็นวินดี้กำลังไอออกมาพร้อมเริ่มหายใจไม่ออก เธอก็เลยตะโกนบอกวินดี้ไปว่า

“องค์หญิงนี่เอง...เฮ้~ ถ้าองค์หญิงบอกว่ายอมแพ้ฉันจะยกเลิกเวทมนตร์ให้นะ”

พอวินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็พยายามพยุงตัวเองขึ้นมาแล้วใช้มานาบางส่วนไปโฟกัสไว้ที่เท้าทั้งสองข้างแล้วทันใดนั้นร่างของวินดี้ก็หายไปในพริบตา

ฟรายเดย์เห็นแบบนั้นเธอก็ตาลุกวาวขึ้นมาแล้วพูดว่า

“ว้าว~~ องค์หญิงใช้ปลดปล่อยแบบที่สองได้ด้วยเหรอคะ”

และทันทีที่ฟรายเดย์พูดจบวินดี้ก็โผล่มาข้างหลังและเตรียมจะร่ายเวทสายลมโจมตีไป แต่ฟรายเดย์ก็คำนวณไว้แล้วว่าวินดี้จะโผล่มาตรงนี้ และเมื่อวินดี้เหยียบลงบนพื้นกับดักลาวาที่ฟรายเดย์วางทิ้งไว้ก็ทำงานทันที

ตู้ม!!!

เสาแม็กม่าพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินและอัดไปที่ร่างกายของวินดีจัง ๆ ทันที

“หวา~ องค์หญิงจะเป็นอะไรไหมนะ”

ฟรายเดย์เริ่มเป็นห่วง แต่ในตอนนั้นเองภาพที่ฟรายเดย์ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า และภาพนั้นก็คือภาพของวินดี้ที่ไม่มีบาดแผลใด ๆ เลย

นั่นทำให้ฟรายเดย์เริ่มคิ้วขมวดขึ้นมาแล้วถามว่า

“องค์หญิงทำได้ยังไงคะ”

ฟรายเดย์ถามออกไปแล้วก็เห็นวินดี้อยู่ในสภาพที่หอบเหนื่อย ทันใดนั้นเองเธอก็ได้รับคำตอบของคำถามที่เธอถามไปในทันที

“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้ว องค์หญิงใช้สายลมทั้งหมดที่มีอันน้อยนิดแถว ๆ นี้มาทำเป็นโล่สินะ”

ถึงฟรายเดย์จะถามออกไปแต่วินดี้ก็มัวแต่หอบเหนื่อยจนไม่สามารถตอบฟรายเดย์ออกไปได้ ฟรายเดย์เห็นแบบนั้นเธอจึงให้ข้อเสนอไปว่า

“องค์หญิงคะ...ถ้าองค์หญิงพูดว่ายอมแพ้ฉันจะหยุดโจมตีทันทีค่ะ”

พอวินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็นึกในใจว่า

“ยอมแพ้ดีไหมนะ...เธอแข็งแกร่งเกินไป มานาของเราก็ถูกใช้เป็นโล่ซะหมดแล้ว...เราไม่มีทางจะเอาชนะเด็กคนนี้ได้เลย...”

พอวินดี้นึกขึ้นได้แบบนั้น ปากของเธอก็กำลังจะเอ่ยคำว่า “ขอยอมแพ้” ออกไป แต่ในตอนนั้นเองพื้นที่ที่ฟรายเดย์และวินดี้เหยียบอยู่ก็เคลื่อนที่และเปลี่ยนรูปร่าง

“เหวอ~~ เวทของลูน่านี่ทำไมมาอยู่แถวนี้เนี่ย” ฟรายเดย์เอ่ยออกมาพร้อมกับพยุงตัวเองไม่ให้ล้ม

ในขณะที่พื้นที่บริเวณนี้กำลังเคลื่อนที่และเปลี่ยนรูปแบบจนเมืองชั้นนอกจะกลายเป็นแบบใหม่แล้ว เสียงของมาเรียที่ดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งว่า

“อย่ายอมแพ้นะคะองค์หญิง!!!”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็หันมองไปรอบ ๆ แต่เธอก็ไม่เห็นใคร มันมีแต่บ้านเรือนที่กำลังเคลื่อนที่สลับไปมาราวกับวิ่งได้แค่นั้น แต่เสียงของมาเรียก็ดังออกมาอย่างต่อเนื่องว่า

“องค์หญิงยังไม่ใช้ [ท่าไม้ตาย] เลยไม่ใช่เหรอคะ”

“ท่า...ไม้ตาย” วินดี้กล่าวด้วยความตกใจ และจากนั้นสายตาวินดี้ก็เปลี่ยนไป เธอมองไปที่ฟรายเดย์ด้วยสายตาที่แน่วแน่แล้วพูดกับฟรายเดย์ไปว่า “ฉันไม่ขอยอมแพ้ค่ะ”

“โห~ เป็นสายตาที่ฉันไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่สมัยสงครามโลกแล้วนะคะองค์หญิง”

“อะ...เอ๋ คุณฟรายเดย์...อายุเยอะกว่าฉันงั้นเหรอคะ”

พอวินดี้ถามออกไปแบบนั้นฟรายเดย์ก็งอแงออกมา

“โถ่~ องค์หญิงกำลังคิดว่าฉันเป็นเด็กสินะคะ”

“ขะ...ค่ะ”

“เฮ้อ~ ต้องโทษคำสาปของพวกเทพแหละนะ แต่เอาเถอะเรื่องพวกนั้นช่างมันไปก่อน ตอนนี้เรามาสู้กันต่อดีกว่าค่ะองค์หญิง”

พอฟรายเดย์พูดจบเธอก็ยื่นมือเข้าไปในแม็กม่าแล้วดึงอาวุธรูปร่างคล้ายง้าวออกมา จากนั้นเธอก็บอกวินดี้ไปว่า

“ในเมื่อองค์หญิงมีความประสงค์จะสู้ต่อไป ฉันในฐานะที่เป็นหนึ่งในสี่จตุรเทพก็คงจะออมมือให้ไม่ได้แล้ว”

ฟรายเดย์ตั้งท่าเตรียมจะโจมตี แต่ในคราวนี้วินดี้กลับไม่หวาดกลัวอะไร เธอหลับตาลงแล้วทำสมาธิเล็กน้อยพร้อมกับตั้งท่าเหมือนจับดาบและทันใดนั้นเอง

ฟูม~~~

ออร่าสีดำก็ระเบิดออกมาจากร่างกายของวินดี้ มันปะทุขึ้นสูงเฉียดท้องฟ้าจนทุกคนในสนามประลองต่างเห็นปรากฏการณ์นั้นพร้อม ๆ กัน

จิลที่ดูอยู่ข้างนอกก็ตกใจกับสิ่งที่เห็นและพูดออกมาเพียงประโยคเดียวว่า

“พลังขององค์หญิงยังไม่หมดอีกงั้นเหรอ”

....

ในตอนนี้ออร่าสีดำทั้งหมดของวินดี้ก็ปะทุออกมาอย่างไม่ขาดสาย ฟรายเดย์ได้แต่ยืนอึ้งอยู่แบบนั้น แต่ไม่นานนักออร่าสีดำทั้งหมดก็ค่อย ๆ ลดความปะทุลงเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนในที่สุดมันก็เหลือเพียงออร่าสีดำที่ห่อหุ้มร่างกายของวินดี้ไว้

ฟรายเดย์เห็นแบบนั้นเธอก็พูดออกมาด้วยความตกใจว่า

“เทคนิคแบบนั้นมัน... [อาภรณ์จอมเวท] ไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ...ฉันคิดอยู่ตลอดว่าทำไมถึงไม่เก่งเหมือนพี่สาวทั้งสามคนเลย มานาก็น้อย พลังเวทก็ไม่ดี จนในที่สุดท่านไดอาน่าก็เห็นจุดเด่นของฉันและสอนให้ใช้จุดเด่นตรงนั้น”

พอฟรายเดย์ได้ยินแบบนั้นเธอก็พูดออกมาว่า

“จุดเด่นที่องค์หญิงพูดถึงคือ...สัมผัสที่หกสินะ”

วินดี้พยักหน้า “ค่ะ ถึงแม้ฉันจะมีมานาน้อยกว่าคุณ แต่ฉันก็สัมผัสถึงมานาได้หลากหลายมิติ หรือจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ....”

วินดี้พูดจบก็กวาดมือไปทางเสาแม็กม่า ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร

ฟุบ~

ทันใดนั้นเองเสาแม็กม่าก็โดนเวทลมเจาะทะลวงตรงจุดอ่อนและถูกทำลายลงภายในพริบตาทันที

“ยะ...แย่แล้ว!!” ฟรายเดย์อุทานออกมา

ถึงฟรายเดย์จะตกใจแค่ไหน แต่วินดี้ก็อาศัยจังหวะที่เธอลดการ์ดลงใช้เวทสายลมที่เท้าทั้งสองข้างของตัวเองแล้วเคลื่อนที่ไปหาฟรายเดย์ด้วยความเร็วสูงพร้อมกับอัดพลังสายลมที่มือไว้ที่มือขวาแล้วอัดเข้าไปกลางลำตัวของฟรายเดย์ทันทีหนึ่งครั้ง

ตู้ม!!!

ลมที่อัดแน่นได้กระแทกไปที่กลางลำตัวของฟรายเดย์จนทำให้เกิดคลื่นกระแทกสายลมระเบิดออกเป็นวงกว้างและทำให้เสาแม็กม่าแถว ๆ นั้นถูกทำลายลงไปด้วย

แต่ว่า...

สิ่งที่วินดี้ต้องการดันไม่เป็นความจริง ถึงวินดี้จะแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ แต่ฟรายเดย์ก็ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย

“นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

วินดี้ตกใจกับสิ่งที่เห็น ฟรายเดย์ก็หัวเราะออกมาด้วยความชอบใจแล้วพูดว่า

“ฉันคิดอยู่เสมอว่าองค์หญิงจะอ่อนแอ แต่ตอนนี้ฉันดันคิดผิด จริง ๆ แล้วองค์หญิงแข็งแกร่งมากค่ะ แต่ว่า...” พอฟรายเดย์พูดจบเธอก็ใช้ด้ามง้าวของเธอฟาดไปที่กลางลำตัวของวินดี้จนร่างกายของเธอปลิวไปกระแทกกับบ้านเรือนที่กำลังเคลื่อนที่อยู่

ตู้ม!!!

จากนั้นฟรายเดย์ก็กระโดดไปหาวินดี้พร้อมกับพูดว่า

“ตอนนี้องค์หญิงยังสู้ฉันไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นช่วยหลับอยู่ตรงนั้นสักพักนะคะ”

และทันใดนั้นเอง เสียงประกาศที่ลูน่าได้ตั้งค่าไว้เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในสนามประลองก็ดังขึ้นมาว่า

“วินดี้แห่งทีมเอ็นโดร่าหมดสติไป ดังนั้นวินดี้ออกจากการแข่งขันค่ะ”

....

ทางด้านของมาเรีย

มาเรียที่กำลังหาทางออกจากเมืองที่เคลื่อนที่ได้อยู่ เมื่อเธอได้ยินเสียงประกาศอันนั้น มาเรียก็เลยหยุดที่จะวิ่งและตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“อะ...องค์หญิงแพ้แล้วเหรอ ... แต่ว่าเกมยังไม่จบสินะงั้น...ถ้าองค์หญิงไม่ใช่ผู้ถูกตีตรา ตัวเราเองก็ไม่ใช่ก็เหลือแค่แวนเจินแล้วล่ะ”

พอมาเรียพูดจบ ลูน่าก็วาปมาโผล่ต่อหน้าเธอแล้วพูดว่า

“จะหนีไปอีกถึงเมื่อไหร่ล่ะมาเรีย”

“เฮ้อ~ ยอมใจเธอจริง ๆ เลยนะลูน่า สมกับเป็นจตุรเทพที่แข็งแกร่งที่สุดจริง ๆ ”

“หืม...จริง ๆ รอยัลเก่งกว่าฉันอีกนะ”

“อย่ามาอำซะให้ยากเลย ฉันรู้จักฉายาของเธอดี... [แม่มดลูน่าผู้ควบคุมพื้นที่] ”

พอมาเรียพูดจบลูน่าก็ยิ้มออกมา และมาเรียก็คิดในใจไปด้วยว่า

“ก่อนที่องค์หญิงจะแพ้ ทำไมเราถึงสัมผัสมานาขององค์หญิงได้นะทั้ง ๆ ที่อยู่กันคนละโซนแท้ ๆ อีกอย่างเราได้ยินเสียงของฟรายเดย์กับองค์หญิงด้วยก็เลยทดลองตะโกนออกไป แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ...โถ่เว้ยเวทของลูน่ามันคืออะไรกันแน่เนี่ย!!”

ถึงมาเรียจะคิดอยู่แบบนั้น แต่ลูน่าก็เอาแต่ใช้เวทสลับพื้นที่ ควบคุมพื้นที่ และสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่ากำลังเล่นมาเรียเป็นของเล่นบนมืออย่างไรอย่างนั้น

....

ในตอนนี้มาเรียก็กำลังหลบหนีพร้อมกับวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ แต่ถึงยังไงเธอก็วิเคราะห์เวทพื้นที่ของลูน่าไม่ได้สักที จนในที่สุดเธอก็พึ่งนึกคำพูดของโนอาห์สมัยตอนสงครามจบลงใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ว่า

“มาเรีย...เวทมนตร์ของเธอน่ะจริง ๆ ถ้าอยู่อันดับที่หนึ่งฉันก็จะไม่แปลกใจเลย”

“ทำไมล่ะ”

“ก็เพราะเวทมนตร์ของเธอ [มันคือการชิงสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมี] ยังไงล่ะ”

พอมาเรียนึกขึ้นได้แบบนั้น เธอก็หยุดหนีทันที...จากนั้นลูน่าก็วาปมาหาเธออีกครั้งแล้วหัวเราะออกไปเบา ๆ พร้อมกับพูดว่า

“ไม่หนีต่อแล้วเหรอจ๊ะ มาเรีย~”

“อื้ม...พอแล้วล่ะ”

“หืม...”

ลูน่าสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป และทันใดนั้นเองพื้นที่แถว ๆ นั้นที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ก็หยุดลงอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ลูน่าก็ไม่ตกใจเท่าไหร่กลับกันเธอดันพูดกับมาเรียไปว่า

“เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสินะ”

“ใช่...เอาล่ะถึงเวลาที่เธอจะหนีฉันบ้างแล้ว...ลูน่า!”

มาเรียพูดจบก็ระเบิดออร่าออกมาจากร่างกายและแหวนที่เธอสวมใส่ทันที

--------------------------------

บทที่ 27 จบ

หากชอบ ถูกใจและอยากให้กำลังใจกับผู้เขียนต่อ ช่วยกดหัวใจหรือคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

ถ้ามีข้อผิดพลาดตรงไหนกระผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น