โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 30 : แบทเทิลรอยัล (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

 

บทที่ 26 – แบทเทิลรอยัล (1)

หลังจากที่วินดี้ถามจิลออกไปแบบนั้น จิลก็โค้งคำนับวินดี้พร้อมกับพูดแค่ว่า

“ผมมาท้าทายสี่จตุรเทพครับ”

“จิล...นายทำอะไรลงไป” วินดี้ถามด้วยความสงสัย

จากนั้นแวนเจินก็อธิบายวินดี้ไปว่า

“เขาประกาศให้ทวีปเอ็นโดร่าเข้าร่วมแบทเทิลรอยัลตามกฏสนธิสัญญาสงครามระหว่างทวีปครับ”

พอวินดี้ มาเรียและเฟียร์ได้ยินแบบนั้น พวกเธอก็ตกใจกับสิ่งที่จิลทำทันที วินดี้เลยพยายามเดินไปใกล้ ๆ จิลแล้วถามเขาให้แน่ชัดว่า

“นายทำไปทำไมจิล...”

“ขออภัยด้วยครับองค์หญิง ตอนนี้ผมยังไม่สามารถบอกได้ครับ”

จิลกล่าวออกมาด้วยสายตาที่เมินเฉย แม้ว่าวินดี้จะรู้สึกเหมือนโดนหักหลังมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่กับเฟียร์นั้น เธอดันโกรธกับสิ่งที่จิลทำ เธอก็เลยร่ายเวทสายลมอัดไปที่กลางลำตัวของจิลจนร่างกายของจิลปลิวไปกระแทกกับบ้านเรือนแถว ๆ นั้นพังไปหมดทันที

ตู้ม!!

“คุณเฟียร์ได้โปรดยั้งมือด้วยค่ะ” วินดี้กล่าว

“ฉันว่าฆ่ามันดีกว่าค่ะองค์หญิง มันทำให้ทวีปเอ็นโดร่าต้องแปดเปื้อนนะคะ” เฟียร์กล่าวด้วยความโมโห

“เข้าใจค่ะ แต่ฉันคิดว่าว่าสิ่งที่จิลทำลงไปต้องมีเหตุผลแน่ ๆ ค่ะ ช่วยยั้งมือก่อนได้ไหมคะ” วินดี้ขอร้องจนเฟียร์ยอมปลดพลังเวทของเธอออก จากนั้นมาเรียก็รีบวิ่งเข้าไปหาจิลแล้วร่ายเวทรักษาให้

ระหว่างที่กลุ่มเอ็นโดร่ากำลังทะเลาะกันเองอยู่นั้น จตุรเทพทั้งสามคนก็วาปมาหาพวกเขาอีกครั้ง

ฟุ่บ~

เควิลมองไปที่บ้านเรือนที่เสียหายแล้วมองมาที่วินดี้ที่มีนัยน์ตาสีเขียวมรกต ทันใดนั้นเองทั้งสามคนก็คุกเข่าลงพร้อมกัน จากนั้นเควิลก็พูดว่า

“ขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับให้ดีด้วยครับองค์หญิงรีรีล่า”

“เอ่อ...พวกคุณคือจตุรเทพใช่ไหมคะ” วินดี้ถาม

“ใช่ครับ” เควิลตอบ

“งั้นก็ลุกขึ้นเถอะค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

จากนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็ลุกขึ้น เควิลก็ยิงคำถามออกไปทันทีว่า

“องค์หญิงมาทำอะไรที่นี่ครับ”

“คือ...ทางทวีปเอ็นโดร่าได้ส่งจดหมายมาให้ทางท่านรอยัลแล้วนะคะ ไม่ทราบได้รับหรือยังคะ?”

พอวินดี้พูดออกไปแบบนั้นเควิลก็มองหน้าฟรายเดย์ ฟรายเดย์เธอก็ตกใจแล้วหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาจนลูน่ากับเควิลส่ายหัวให้ฟรายเดย์ทันที

จากนั้นเควิลก็บอกวินดี้ไปว่า

“สงสัยรอยัลจะได้รับจดหมายแล้วล่ะครับ แต่พวกผมทั้งสามคนยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก งั้นขอเสียมารยาทถามถึงรายละเอียดในการมาเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ได้ไหมครับองค์หญิง”

วินดี้พยักหน้า “ได้ค่ะ” จากนั้นวินดี้ก็อธิบายไปว่า “ฉันได้ส่งจดหมายเพื่อเข้าพบกับท่านรอยัลเป็นการส่วนตัวค่ะ เพราะอีกไม่นานจะถึงวัน [ครบรอบการก่อตั้งพันธมิตรทางการค้า] ของทวีปเอ็นโดร่าและทวีปไออ้อนวอลแล้ว ฉันเลยอยากจะนำเสนอแผนเพื่อทำให้ทวีปของเราทั้งสองเชื่อมสัมพันธไมตรีกันมากยิ่งขึ้นค่ะ”

เควิลได้ยินแบบนั้นเขาก็ถามวินดี้ต่อไปว่า

“ไม่ทราบว่าองค์หญิงรู้สถานการณ์ในตอนนี้หรือยังครับ”

วินดี้พยักหน้า “รู้ค่ะ...แต่จิลเขาไม่ได้มีอำนาจในการใช้ชื่อทวีปเอ็นโดร่าเป็นข้อต่อรองนะคะ”

“ผมทราบดีครับ ว่าจอมเวทที่ชื่อจิลคนนั้นไม่มีอำนาจแต่อย่างใด แต่ว่า...” พอเควิลพูดจบสายตาของเควิลที่จ้องมองวินดี้ก็เปลี่ยนไป เขามองวินดี้ด้วยความจริงจังแล้วบอกเธอต่อไปว่า “...ตามกฎหมายของเมืองเหล็กกล้าแล้ว หากมีจอมเวทจากทวีปอื่นมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในทวีปนี้ ทวีปนั้นจะต้องเป็นศัตรูกับทวีปเราทันทีครับ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจ และจากนั้นแวนเจินก็อธิบายให้วินดี้ฟังว่า

“จิลเขาบอกว่าจะเข้าร่วมกับคณะปฏิวัติเพื่อช่วยล้มระบอบของรอยัลครับ”

“มะ...ไม่จริงใช่ไหมจิล” วินดี้ถามจิลด้วยความตกใจ

จิลที่นั่งพิงกำแพงบ้านอยู่ก็ยิ้มออกมาแล้วหัวเราะเบา ๆ

“จริงครับ”

เขาตอบออกไปด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย แต่วินดี้ถึงกับเข่าทรุดทันทีจนแวนเจินและเฟียร์ต้องรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของวินดี้ ระหว่างที่เธอทรุดอยู่ตรงนั้นเธอก็เอาแต่พูดออกมาว่า

“พังหมดแล้ว...พังหมดแล้วสินะ”

“องค์หญิง...” แวนเจินกล่าวแล้วมองวินดี้ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย จากนั้นแวนเจินก็ยืนขึ้นมาแล้วเดินไปดึงคอเสื้อของจิลพร้อมกับพูดว่า

“นายทำบ้าอะไรลงไปกันแน่จิล!!!”

แปะ!!

จิลปัดมือของแวนเจินออกทันที จากนั้นเขาก็ดึงคอเสื้อของแวนเจินแทนแล้วพูดไปว่า

“ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่ายังพูดไม่ได้ ไม่เข้าใจภาษาคนหรือไงวะ!”

“กะ...แก!!”

แวนเจินกำลังจะร่ายเวทสังหารใส่จิลแต่วินดี้ก็ตะโกนออกมาห้ามไว้

“หยุดนะคุณแวนเจิน!!”

แวนเจินยั้งมือไว้ จากนั้นวินดี้ก็เดินมาตบหน้าจิลไปหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า

“นายกำลังปิดบังบางอย่างไว้เหมือนโนอาห์ไม่มีผิด...แต่ฉันก็พอเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมนายถึงหัวรั้นขนาดนี้...นายกำลังทำอะไรบางอย่างที่อันตรายมากและเกี่ยวข้องกับ [เขา] ด้วยใช่ไหม”

“...” จิลไม่โต้ตอบอะไรกลับไป แต่วินดี้ก็พยักหน้าเข้าใจสิ่งที่จิลสื่อทันที และจากนั้นวินดี้ก็เดินไปบอกเควิลว่า

“แบทเทิลรอยัลจะเริ่มตอนไหนคะ?”

“องค์หญิงจะเข้าร่วมด้วยจริง ๆ เหรอครับ” เควิลถามเพื่อความแน่ใจ

“ค่ะ” วินดี้ตอบด้วยสายตาที่มุ่งมั่นจนเควิลยิ้มออกมาแล้วตอบไปว่า

“งั้นผมขออธิบายกฎเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแบทเทิลรอยัลหน่อยก็แล้วกันนะครับ สำหรับคุณแวนเจินที่เคยแบทเทิลรอยัลมาหลายครั้งแล้วคงจะทราบดี แต่องค์หญิงยังไม่เคยสินะครับ”

“ค่ะ”

“สำหรับกฎนั้นไม่มีอะไรมากเลยครับ เราจะแข่งขันประลองเวทกันโดยสนามแข่งคือเมืองเหล็กกล้าอันกว้างใหญ่ทุกโซน ซึ่งเมื่อเริ่มการแข่งขันแล้วทุกคนในแต่ละทีมจะถูกส่งไปประจำยังจุดต่าง ๆ ของเมืองแบบสุ่มซึ่งตอนสุ่มวาปไปนั้น หนึ่งในหกคนจะถูก [ตีตรา] สัญลักษณ์ไว้ที่แขนเสื้อข้างขวา จากนั้นให้ทุกคนตามหาคนที่มีตราสัญลักษณ์ไม้กางเขนเหล็กหากทีมไหนหาคนนั้นได้และอยู่รอดจนครบสามชั่วโมงก็คือว่าทีมนั้นชนะไปครับ”

วินดี้พยักหน้าแล้วพูดว่า

“ค่ะ...เข้าใจแล้วค่ะ”

“งั้นทางผมก็ขอส่งตัวผมเอง ฟรายเดย์และลูน่าเข้าแข่งขันนะครับ แล้วทางเอ็นโดร่าล่ะครับ” เควิลถามวินดี้ไป

จากนั้นวินดี้ก็หันไปหาแวนเจินและมาเรียพร้อมกับพูดว่า

“คุณแวนเจิน คุณมาเรีย ช่วยลงแข่งกับฉันได้ไหมคะ”

“ได้อยู่แล้วองค์หญิง ฮี่ ๆ ” มาเรียตอบด้วยความร่าเริง

“ได้ครับองค์หญิง” แวนเจินตอบ

จากนั้นวินดี้ก็หันไปหาเควิลแล้วพูดว่า “ทางทีมเอ็นโดร่าจะส่งตัวฉันเอง แวนเจิน และมาเรียค่ะ”

เควิลมองหน้าแวนเจินและมาเรียพร้อมกับยิ้มออกมาพร้อมกับพูดกับลูน่าว่า

“แบบนี้เมืองเหล็กกล้าจะเอาสองคนนั้นอยู่ไหมนะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกเควิล...เวทมนตร์ของฉันสามารถฟื้นฟูเมืองได้ภายในพริบตาเลยนะ” ลูน่าตอบ

“ใช่ ๆ ลูน่าเก่งที่สุดในทีมเราแล้วนะเควิล” ฟรายเดย์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“หึ...เอาเถอะ”

พอเควิลพูดจบ วินดี้ก็มองซ้ายมองขวาแล้วถามเควิลไปว่า

“แล้วท่านรอยัลไม่ลงแข่งด้วยเหรอคะ”

“อ๋อ...รายนั้นติดธุระน่ะครับ”

“เหรอคะ” วินดี้กล่าวออกมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อย

พอเควิลเห็นท่าทางที่อ่อนแอและปวกเปียกของวินดี้แบบนั้น เขาก็คิดในใจว่า

“องค์หญิงรีรีล่าหนึ่งในสามตระกูลทรงอำนาจเทียบเท่ากับองค์หญิงฟีล่า แต่ทำไมถึงมีพลังเวทน้อยขนาดนั้นด้วยนะ...น่าแปลกจริง ๆ”

------------

....

..

.

หลังจากที่ทั้งสองทีมประกาศผู้ลงแข่งไปแล้ว ลูน่าก็ประกาศก่อนเริ่มการแข่งขันไปอีกนิดหน่อยว่า

“นอกจากกติการที่เควิลกล่าวมาแล้ว ฉันขอเสริมอีกนิดนึงก่อนแข่งนะคะ” ลูน่าพูดจบก็ชี้นิ้วชี้ขึ้นมาแล้วปลดปล่อยเวทคล้าย ๆ กับกระจกและภายในกระจกก็มีภาพกราฟิกอธิบายสิ่งที่เธอจะพูดต่อไปนี้

“ในการแข่งขันทั้งหมดจะมีเวลาสามชั่วโมงด้วยกัน ทุกท่านสามารถใช้เวทมนตร์ชนิดไหนก็ได้ยกเว้นเวทสังหาร หากใครฝ่าฝืนใช้เวทสังหารจะถูกคัดออกทันที และกรณีที่ผู้ถูกคัดออกเป็น [ผู้ถูกตีตรา] ผู้ถูกคัดออกสังกัดในทีมไหนทีมนั้นก็ต้องแพ้ทันที และหากหมดเวลาแล้วยังหาผู้ถูกตีตราไม่ได้เมื่อเกมจบฝ่ายที่เหลือผู้เข้าแข่งขันเยอะที่สุดจะชนะไป สุดท้ายหากเกิดเหตุสุดวิสัยอย่างเช่น คนนอกเข้ามาช่วยเหลือหรือบุกรุกสนามแข่งจะถือว่าการแข่งขันครั้งนั้นจบลงทันที มีใครไม่เข้าใจตรงไหนไหมคะ”

พอลูน่าถามออกไปแบบนั้นทุกคนก็ไม่ยกมือขึ้นมาถาม จากนั้นเธอก็ปิดจอกราฟิกของเธอลงแล้วร่ายเวทเคลื่อนย้ายออกไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นขอให้คนที่ไม่ใช่ผู้แข่งขันไปที่โซนผู้รับชมพร้อมกับชาวบ้านด้วยค่ะ”

จิลกับเฟียร์ก็เดินไปที่วงแหวนเวทเคลื่อนย้ายและทันใดนั้นทั้งสองคนก็ถูกย้ายออกไปรอบนอกเมืองเหล็กกล้าทันที

ฟุ่บ~

จากนั้นที่รอบนอกก็มีเหล่าชาวบ้านกำลังดูการแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน แถมจะมีการเปิดท้ายขายของอีกด้วยราวกับเป็นงานเทศกาลอย่างไรอย่างนั้นเลย ซึ่งเฟียร์ก็มองหน้าจิลแล้วพูดว่า

“ฉันจะฆ่านายแน่จิล”

จิลไม่พูดอะไรนอกจากนั่งลงไปบนพื้นแล้วจ้องมองดูจอภาพขนาดใหญ่พร้อมกับคิดในใจว่า

“โนอาห์...นายไปถึงไหนแล้วนะ”

....

กลับมาที่ด้านของการแข่งขันแบทเทิลรอยัล

หลังจากที่จิลและเฟียร์วาบออกไปแล้ว ลูน่าก็ให้สัญญาณกับทุกคนโดยการนับหนึ่งถึงสาม

“หนึ่ง....สอง...สาม!! เวทเคลื่อนย้ายฉับพลัน : ไร้พิกัด”

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ

ทั้งหกคนที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ก็ถูกเคลื่อนย้ายออกไปตามชั้นต่าง ๆ ของเมืองเหล็กกล้าทันที

....

หลังจากที่การแข่งขันแบทเทิลรอยัลได้เริ่มขึ้น ที่โซนชั้นนอกสุดนั้นมีผู้ที่ไม่ถูกเคลื่อนย้ายไปไหนไกลอยู่คนหนึ่ง นั่นก็คือ วินดี้นั่นเอง

ตอนนี้วินดี้โผล่ขึ้นมาในตรอกตรอกหนึ่งซึ่งรอบ ๆ ตัวของวินดี้นั้นมีแต่บ้านเรือนเต็มไปหมดและแน่นอนว่าสิ่งแรกที่วินดี้ทำคือมองไปที่แขนเสื้อด้านขวาของตัวเอง

“ไม่ใช่ผู้ถูกตีตราสินะ”

วินดี้พูดออกมาพร้อมกับมองซ้ายมองขวาเพื่อหาจุดหลบซ่อนที่ดีกว่านี้ เนื่องจากพื้นที่นี้ไม่ใช่สถานที่ที่วินดี้คุ้นเคย เธอจึงหาที่ซ่อนไว้ก่อน

และในที่สุดวินดี้ก็พบว่ารอบ ๆ ตัวเธอไม่มีปฏิกิริยาของเวทมนตร์เลย มันก็เลยทำให้เธอนึกขึ้นมาว่า

“หรือว่า...จะมีแค่เราคนเดียวนะ”

พอเธอพูดจบวินดี้ก็ตัดสินใจออกไปจากมุมมืดเพื่อดูว่าตัวเองอยู่ตรงจุดไหนของโซนชั้นนอก

“ฮึบ~”

วินดี้พยายามวิ่งแบบไร้เสียงและตัดพลังเวทออกเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามจับสัมผัสได้ และในที่สุดวินดี้ก็มาอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของโซนชั้นนอกแล้ว เธอปีนขึ้นไปบนหอคอยหนึ่งเพื่อมองภาพข้างล่างในมุมที่สูง และในตอนนั้นเองเธอก็เห็นฟรายเดย์กำลังเดินอยู่กลางเมืองโดยที่ไม่กลัวจะโดนซุ่มโจมตีเลย

“เธอคนนั้นชื่อฟรายเดย์สินะ”

วินดี้กล่าวออกมาพร้อมกับจ้องมองอย่างไม่คาดสายตา

ทางด้านฟรายเดย์ที่อยู่บนภาคพื้นดินก็เดินไปด้วยตะโกนออกไปด้วยว่า

“เฮ้~~ ทุกคน~~ อยู่ไหน~~ ตอบหน่อย~~”

เธอตะโกนออกไปตลาดทางที่เดินไป จนสุดท้ายเธอก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมแล้วพูดว่า

“กลิ่นนี้มัน!!”

ฟรายเดย์ไม่รอช้าที่จะวิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้วมองหน้าต้นตอของกลิ่นนั้นอย่างร้อนรน จนสุดท้ายเธอก็เหลือบไปเห็นขนมปังอบใหม่ที่ยังไม่ได้เอาออกจากเตาเลย เธอก็เลยอาสาเอาออกมาโดยไม่ขออนุญาต

“เดี๋ยวหนูมาจ่ายนะลุง”

เธอพูดออกมาพร้อมกับหยิบขนมปังเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วย จากนั้นฟรายเดย์ก็กัดลงไปหนึ่งคำ

“อื้ม~~ อร่อยจริง ๆ ด้วย”

ฟรายเดย์กล่าวออกมาด้วยความสุขที่ได้กินขนมปังชื่อดังของเมืองเหล็กกล้า แต่ในตอนนั้นเองจู่ ๆ ก็มีสายลมที่อัดแน่นจนเป็นก้อนทรงกลมพุ่งมาหาเธอด้วยความเร็วสูง

ตู้ม!!!

เธอโดนสายลมอัดกระแทกจนร่างกายปลิวไปไกลกว่าสามสิบเมตรทันที แต่ฟรายเดย์ก็พยุงตัวเองขึ้นมาอย่างช้า ๆ และสิ่งแรกที่เธอสนใจเลยก็คือขนมปังที่อยู่ในมือเธอนั่นเอง

“ขนมปัง ขนมปัง...เฮ้อ~ โชคดีจังที่เจ้ายังไม่ปลิวไปด้วย”

ฟรายเดย์ดีใจที่ตัวเองปกป้องขนมปังอันเป็นที่รักยิ่งของเธอไว้ได้ และจากนั้นฟรายเดย์ก็พยายามมองหาคนที่ซุ่มโจมตีเธอ ระหว่างที่เธอมองไปรอบ ๆ เธอก็กัดขนมปังไปด้วย แต่ทันใดนั้นเองจู่ ๆ ก็มีสายลมแบบเมื่อกี้นี้โผล่ขึ้นมากระแทกร่างกายเธออีกรอบ

ตู้ม!!!

และแน่นอน ฟรายเดย์ปลิวไถลไปกลับพื้นไกลกว่าห้าสิบเมตรเป๊ะ ๆ เหมือนเดิม นั่นทำให้ฟรายเดย์เริ่มตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว

“ควบคุมพลังเวทได้แม่นยำขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ”

ฟรายเดย์พูดออกมาด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่วายโดนเวทลมอีกรอบ

ตู้ม!!

แต่คราวนี้ฟรายเดย์เริ่มจับทิศทางได้แล้ว ระหว่างที่เธอปลิวอยู่เธอก็พลิกตัวกลางอากาศแล้วหันไปทางซ้ายพร้อมกับกระทืบเท้าซ้ายไปที่พื้นเบา ๆ หนึ่งครั้ง จากนั้นเวทสายลมก็โผล่มาจากทางซ้ายมือของเธอและปะทะกับกำแพงที่มองไม่เห็น

ตู้ม!!!

“สุดยอดไปเลยแฮะ ใครกันนะที่ทำแบบนี้ได้”

ฟรายเดย์เริ่มสนใจฝีมือของจอมเวทคนนี้แล้ว แต่เธอก็ตรวจจับสัมผัสของผู้ร่ายเวทไม่ได้เลย ดังนั้นเธอก็เลยใช้วิธีสุดท้ายโดยการพูดออกมาว่า

“ถ้าไม่ออกมาฉันจะทำให้เมืองชั้นนอก [ละลาย] แล้วนะ”

วินดี้ที่แอบซุ่มอยู่เธอก็ได้ยินตามนั้น แต่ก็ไม่ยอมออกไปเพราะเธอคิดว่าถึงจะเป็นจตุรเทพที่แข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่น่าจะทำแบบนั้นได้ เพราะเมืองชั้นนอกกว้างใหญ่หลายร้อยตารางกิโลเมตรมาก ๆ

เมื่อวินดี้ไม่ยอมออกไป ฟรายเดย์ก็พยักหน้าอยู่คนเดียวกลางสี่แยกพร้อมกับพูดว่า

“ได้ เดี๋ยวค่อยให้ลูน่าฟื้นฟูเมืองให้ใหม่ก็แล้วกัน”

ฟรายเดย์พูดจบเธอก็กระทืบเท้าขวาลงพื้นหนึ่งครั้งทันใดนั้นวินดี้ก็เห็นไอร้อนผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ไม่นานนักความร้อนก็แผ่พุ่งออกมาจากใต้พื้นดินนั้น

ฟูม!!!

“ควบคุมแม็กม่า : เมืองลาวา”

เมื่อฟรายเดย์พูดจบแม็กม่าใต้พื้นโลกก็พุ่งขึ้นมาทั่วโซนชั้นนอกทันที วินดี้ได้แต่ตกใจกับภาพที่เห็นและแน่นอนว่าจิลกับเฟียร์ที่ดูอยู่ข้างนอกนั่นต่างตกตะลึงกับพลังของสี่จตุรเทพ

........

....

..

ในขณะเดียวกัน ณ โซนชั้นกลางของเมืองเหล็กกล้า

หลังจากที่ฟรายเดย์ได้ใช้เวทประจำตัวของตัวเองแล้ว ลูน่าที่กำลังเผชิญหน้ากับมาเรียอยู่ก็ต้องตกใจกับลาวาที่พุ่งขึ้นมาสูงเฉียดท้องฟ้าแบบนั้น

พอลูน่าเห็นแบบนั้นเธอก็หัวเราะคิกคักและพูดออกไปว่า

“เจ้าหนูนั่นคิดจะทำลายเมืองอีกแล้วสินะ”

“นะ...นี่มันอะไรกัน” มาเรียตกใจกับสิ่งที่เห็น

“อ๋อ...เวทของเจ้าหนูฟรายเดย์ [แม็กม่าคอลโทรล] น่ะ”

“ควบคุม...แม็กม่า...อย่าบอกนะว่าฟรายเดย์เป็นผู้ใช้เวทในตำนานงั้นเหรอ?”

มาเรียถามออกไปด้วยความตกใจ ลูน่าก็พยักหน้า จากนั้นลูน่าก็บอกมาเรียไปว่า

“ฉันว่าอย่าไปสนใจคนอื่นเลยนะ เรามาต่อกันดีกว่า”

พอลูน่าพูดจบเธอ อยู่ดี ๆ พื้นที่แถว ๆ นั้นก็เปลี่ยนรูปร่างไปทันที

“วะ...เหวอ เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย!!” มาเรียตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

.....

...

..

และอีกด้านหนึ่ง ณ โซนชั้นใน

เควิล กับ แวนเจินกำลังเล่นวิ่งไล่จับด้วยความเร็วสูงกันอยู่ ไม่ว่าเควิลจะร่ายเวทแรงโน้มถ่วงออกไปเท่าไหร่แต่แวนเจินจะหลบได้ทุกครั้ง กลับกัน แวนเจินก็โจมที่เควิลไม่ได้สักทีเช่นกัน

แต่ในตอนนั้นเองจู่ ๆ พวกเขาทั้งสองคนก็เห็นเวทของฟรายเดย์ปะทุขึ้นมาอยู่ไกลลิบที่โซนชั้นนอก เควิลกับแวนเจินก็หยุดชะงักทันที

“เจ้าเด็กนั่นเอาอีกแล้วสินะ” เควิลกล่าวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย

“เวทนั่นมัน! ...เจ้าเด็กผมส้มคนนั้นคือผู้ใช้เวทมนตร์ในตำนานสินะ” แวนเจินกล่าว

“ใช่...เอาล่ะแวนเจิน ฉันว่าพวกเราอุ่นเครื่องกันมาพอสมควรแล้วนะเมื่อไหร่นายจะเอาจริงสักทีล่ะ” เควิลถาม

“หึ...ไม่มีทาง ฉันไม่มามัวเสียเวลากับนายที่ไม่ได้ถูกตีตราหรอก” พอแวนเจินพูดจบเขาก็คิดในใจว่า “ถ้าเควิลไม่ใช่ผู้ถูกตีตรางั้นแล้วใครล่ะ...หรือว่าจะเป็นลูน่า---”

ระหว่างที่แวนเจินกำลังครุ่นคิดอยู่ อยู่ดี ๆ เขาก็ขยับไปไหนไม่ได้และแล้วเขาก็รู้ตัวว่าตัวเองกำลังตกอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วง แวนเจินก็เลยเอามือขวาตบไปที่พื้นหนึ่งครั้ง

แปะ!!

ทันใดนั้นเองพลังของเควิลก็หายไปในพริบตา เควิลตกใจกับสิ่งที่เห็นแล้วถามแวนเจินออกไปว่า

“นี่นาย...พลังเวทแบบนั้นอย่าบอกนะว่านายก็เป็น...”

แวนเจินพยุงตัวเองขึ้นมาพร้อมกับระเบิดออร่าจำนวนมหาศาลออกไปรอบ ๆ ตัวแล้วเอาออร่าพวกนั้นมากระจุกไว้ที่มือสองข้างทันใดนั้นออร่าที่ห้อมล้อมมือทั้งสองข้างก็เปลี่ยนเป็นถุงมือสีขาวทันที

“ใช่...ฉันก็เป็นผู้ใช้เวทในตำนานเช่นกัน”

พอเควิลได้ยินแบบนั้นเขาก็หัวเราะออกมาด้วยความสะใจ และจากนั้นเควิลก็พูดออกไปว่า

“ให้มันได้แบบนี้สิ” พอเขาพูดจบก็ระเบิดออร่าสีดำออกมาแล้วเอามารวมกันที่มือขวาจากนั้นออร่าสีดำนั้นก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นดาบคาตานะสีเทา พอแวนเจินเห็นแบบนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า

“ชิ...นายเป็นนักดาบรุ่นที่ห้าสินะ”

“ใช่...เอาล่ะมาลองดูกันดีกว่าว่าระหว่าง [จอมเวทผู้ปัดป้องทุกสิ่งได้ กับ นักดาบแรงโน้มถ่วง] ใครจะแน่กว่ากัน!!”

--------------------------------

บทที่ 26 จบ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับบทที่ 26

เวทสังหาร คืออะไร?

หลายตอนที่ผ่านมาผมได้เขียนถึงเวทสังหารเยอะมาก ๆ ถ้าจะอธิบายแบบง่าย ๆ แบบรวบรัดเลยก็คือเวทมนตร์ที่สามารถปลิดชีพได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

หลายครั้งที่จอมเวทต่อสู้กันพวกเขาก็ต้องใช้เวทประจำตัวในการต่อสู้อยู่แล้ว...แต่บางครั้งเวทที่ใช้นั้นก็ไม่ใช่เวทเพื่อสังหารเสมอไปอย่างเข่นเวทแรงโน้มถ่วงของเควิลที่ร่ายใส่แวนเจินเพื่อทำให้เขาหยุดเคลื่อนที่ ซึ่งในส่วนนี้เราจะเห็นว่าเควิลไม่ได้ต้องการสังหารแวนเจินนั่นก็ถือว่าเวทแรงโน้มถ่วง ณ ตอนนั้นไม่ใช่เวทสังหาร

แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่าเวทสังหาร?

ตอบ ... เมื่อใดก็ตามที่เวทแรงโน้มถ่วงของเควิลทำให้แวนเจินตายได้ เวทแรงโน้มถ่วงของเควิลตอนนั้นจะเป็นเวทสังหารทันที

ซึ่งจอมเวททุกคนในเรื่องนี้จะสัมผัสถึงพลังเวทที่เอาชีวิตได้อยู่แล้ว มันจะมาพร้อมกับรูปแบบจิตสังหารด้วยซึ่งต่างจากการร่ายเวทบนเวทีประลอง เหมือนในบทนี้นั่นเอง

เพราะฉะนั้นหากให้สรุปง่าย ๆ ว่าเวทสังหารคืออะไร ก็คงจะสรุปได้ว่า

เวทสังหารคือเวทมนตร์ใดก็ตามที่สามารถพรากชีวิตของผู้อื่นได้ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ไฟบอลเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าผู้ที่ถูกโจมตีตายก็คือว่าจอมเวทคนนั้นใช้เวทสังหารนั่นเอง ซึ่งส่วนมากหากต่อสู้กันนอกสนามจอมเวทก็จะใช้เวทสังหารด้วยกันทั้งนั้น และกฏที่ห้ามใช้เวทสังหารมีแค่ในสนามแข่งเท่านั้น!!

------------------

หากชอบหรือถูกใจก็ช่วยกดหัวใจหรือคอมเม้นท์ให้ผมได้มีกำลังใจเขียนต่อไปด้วยนะครับ

ถ้าผิดพลาดตรงไหนก็สามารถคอมเม้นท์บอกได้และขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ^^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น