โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 32 : แบทเทิลรอยัล (3) : มาเรีย ปะทะ ลูน่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 พ.ค. 63

บทที่ 28 - แบทเทิลรอยัล (3) : มาเรีย ปะทะ ลูน่า

ท่ามกลางความวุ่นวายที่แสนจะทำให้ปวดหัว มาเรียระเบิดพลังออกมาจากแหวนและร่างกายของเธอพร้อม ๆ กันจากนั้นมาเรียก็โฟกัสออร่าทั้งหมดมาไว้ที่มือข้างขวาข้างเดียว

“หืม...นี่เธอมีแหวนธาตุด้วยเหรอ” ลูน่าถามด้วยความสนใจ

แต่ทว่า...มาเรียไม่ตอบและเธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทันที ทำให้ตอนนี้ลูน่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก

“เวทพรางตัว...ไม่สิ...แบบนี้มัน!!”

พอลูน่าพูดออกมาแบบนั้นเธอก็แบมือไปข้างบนฟ้าแล้วพูดว่า

“ควบคุมน่านฟ้า”

ทันใดนั้นท้องบริเวณน่านฟ้าของโซนชั้นกลางก็มีเมฆฝนโผล่ขึ้นมา ไม่นานนักฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ทำให้ตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณชั้นกลางของเมืองเหล็กกล้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน

“เอาล่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอใช้เวทอะไร แต่เธอจะหนีการจู่โจมจากธรรมชาติไม่ได้หรอกนะ”

ลูน่ากล่าวออกมาพร้อมกับมองไปที่แอ่งน้ำรอบ ๆ ตัวของเธอ และในตอนนั้นเองจู่ ๆ ที่แอ่งน้ำบริเวณด้านหลังของลูน่าก็มีเสียงเหมือนคนวิ่งมาเหยียบมัน

“แจ่ะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นลูน่าก็ไม่รอช้าที่จะหันกลับไปและแบมือพร้อมกับปล่อยพลังลำแสงสีดำออกไป

ฟูม~~~~

ลำแสงสีดำแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง และทำลายทุกอย่างตามทางที่มันพุ่งออกไป พื้นที่แถว ๆ นั้นก็หายไปในพริบตา บ้านเรือนแหว่งจากการโดนลำแสงนั่นไปมากกว่าหลายร้อยหลัง

หลังจากนั้น

เมื่อลูน่าโจมตีเสร็จแล้วเธอก็ต้องตกใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 

“ปะ...เป็นไปไม่ได้ ฉันล็อกเป้าไว้แล้วนี่?” ลูน่ากล่าวออกมาด้วยความตกใจ

จากนั้นจู่ ๆ ก็มีเสียงของมาเรียดังก้องไปทั่วบริเวณนั้นอย่างสะใจว่า

“ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ฉันคงไม่เชื่อคำพูดที่ว่า ลูน่าเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุดในจตุรเทพ แน่นอน”

“มาเรีย...เธอทำแบบนั้นได้ยังไง” ลูน่าถามตรง ๆ

“โห~ คุณเป็นถึงหนึ่งในแม่มดคลาส S ที่มีแค่ห้าคนแท้ ๆ ทำไมคุณถึงไม่รู้จักเวทที่ฉันกำลังใช้อยู่ล่ะ”

พอมาเรียใบ้ออกไปแบบนั้น อยู่ดี ๆ ลูน่าก็ตกใจจนดวงตาเบิกโพลงแล้วค่อย ๆ พูดออกมาว่า

“อย่าบอกนะว่า...เธอกำลังใช้เวทมนตร์ของฉัน”

“ถูกต้องแล้วค่า~~~”

“ไม่จริง … ไม่มีทางเป็นไปได้”

“มีสิ ถ้าจอมเวทคนนั้นเป็นผู้ใช้ [พลังวิญญาณ] ล่ะนะ”

เมื่อมาเรียกล่าวแบบนั้นออกไป ลูน่าก็ก้มหน้าต่ำลงด้วยท่าทางที่อิดโรย จากนั้นเธอก็ยืนนื่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหนจนมาเรียก็พูดออกมาเชิงยียวนกวนประสาทว่า

“ถ้าสู้ไม่ไหวจะยอมแพ้ก็ได้นะ...คุณแม่มด~”

“...”

ลูน่าไม่ตอบอะไรกลับไป แต่ว่า...เธอกลับตัดสินใจเงยหน้าขุเนมาแล้วเดินไปใกล้ ๆ บ้านหลังหนึ่ง จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้แตะไปที่กำแพงบ้านหนึ่งครั้ง พอเธอแตะเสร็จเธอก็เดินไปที่บ้านอีกหลังแล้วทำแบบเดียวกันจากนั้นเธอก็ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปประมาณห้าถึงหกหลัง

ซึ่งมาเรียได้แต่มองผ่านมิติวิญญาณและทำหน้าฉงนอยู่แบบนั้นด้วยความสงสัยอย่างสูง

และเมื่อลูน่าหยุดการกระทำแปลก ๆ ของเธอแล้ว เธอก็กล่าวออกมาว่า

“แยกส่วน จัดระเบียบ และวิเคราะห์คุณสมบัติใหม่”

ฟุ่บ~

อยู่ดี ๆ บ้านทั้งหกหลังที่เธอได้ไปแตะเอาไว้ก็ถูกแยกส่วนและแตกกระจายอย่างช้า ๆ ราวกับว่ามันกำลังจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของมัน...จากประตูเหล็กก็กลายเป็นเศษเหล็ก จากเศษเหล็กก็กลายเป็นผงเหล็ก และจากผงเหล็กก็กลายเป็นอนุภาคที่มองไม่เห็น และชิ้นส่วนอื่น ๆ ของบ้านก็เกิดกระบวนการเช่นเดียวกันกับประตูเหล็ก

ซึ่งระหว่างที่กระบวนการแยกส่วนเกิดขึ้น ลูน่าก็ยืนจ้องมองมันอย่างใจจดใจจ่อ เธอไม่สนว่ามาเรียจะโผล่มาทางไหน หรือจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดด้วยซ้ำ

แม้กระทั่งมาเรียเองก็ยังไม่เอะใจเลยว่าที่ลูน่าทำแบบนั้นไปเพราะอะไร แต่ไม่นานนักลูน่าก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากกระบวนการแยกส่วนได้

“ตรงนั้นไง!!”

ลูน่าอุทานออกมา จากนั้นเธอก็คลายเวทกระจายออกแล้วทำการสร้างเวทมนตร์สด ๆ กันตรงนั้นโดยการหลับตาลงแล้วปลดปล่อยมานาออกมาบางส่วนพร้อมกับใส่ชุดความคิดที่อยู่ในสมองกลั่นออกมาให้อยู่ในรูปแบบของออร่ามานาแบบพิเศษที่มีสีรุ้งสวยงาม

พอมาเรียเห็นลูน่าทำแบบนั้นเธอก็เผลอออกมาจากมิติวิญญาณเพื่อที่จะมาดู 
[ช่วงเวลาที่แม่มดกำลังสร้างเวทมนตร์ใหม่] กับตาตัวเอง

ซึ่งเมื่อลูน่าเห็นแบบนั้น เธอก็ยิ้มออกมาแล้วบอกมาเรียว่า

“โชคดีจังเลยนะที่ได้เห็นตอนที่แม่มดกำลังสร้างเวทมนตร์แบบนี้”

“ว้าว~~ นี่มันของหายากเลยนะเนี่ย” มาเรียตื่นเต้นจนลืมไปเลยว่ากำลังต่อสู้กันอยู่

และไม่นานนักเวทมนตร์ใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อมานาจากร่างกายและมานาจากชุดความคิดมารวมตัวกันโดยมีแม่มดเป็นตัวกลางจะทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า [ความแปรปรวนของพลังเวท]

และความแปรปรวนของพลังเวทนั่นแหละที่จะทำให้เวทมนตร์ชนิดใหม่เกิดขึ้น และในครั้งนี้เวทมนตร์ที่ลูน่าเรียนรู้ก็คือ

“สัมผัสวิญญาณ”

“หา? ...ว่าไงนะ” มาเรียถามลูน่าอีกที

“เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันใช้มือข้างขวาที่อาบเวทนี้อยู่แตะที่อะไรก็ตาม พื้นที่หรือสิ่งของตรงนั้นจะกลายเป็นความว่างเปล่า”

มาเรียได้ยินแบบนั้นเธอก็ทำหน้างง ๆ ลูน่าก็เลยปลดออร่าที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด และหยุดใช้เวทควบคุมพื้นที่ทันที ทำให้ในตอนนี้ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวและหยุดเปลี่ยนแปลงแล้ว

จากนั้นลูน่าก็บอกมาเรียว่า

“เอาล่ะ...ถ้าเธอไม่หนีตอนนี้ระวังจะหนีไม่ทันเอานะ”

สายตาของลูน่าเปลี่ยนไป มาเรียสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวจนในที่สุดมาเรียก็ตัดสินใจใช้เวทควบคุมวิญญาณซึ่งเป็นเวทประจำตัวของเธอ พาตัวเองไปอยู่มิติวิญญาณทันที แต่พอมาเรียเข้าไปที่มิติวิญญาณแล้วเพียงไม่กี่วินาที อยู่ดี ๆ เธอก็โดนดึงออกมาจากมิติวิญญาณที่น่าจะไม่มีใครไปถึงนอกจากกลายเป็นวิญญาณ

ตุบ~

มาเรียล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นด้วยความแปลกใจ และพอเธอเงยหน้าขึ้นไปเธอก็เห็นลูน่ายืนอยู่ต่อหน้าพร้อมกับมือขวาที่มีพลังเวทรูปแบบใหม่

“มัน...เกิดอะไรขึ้น” มาเรียเอ่ยถามด้วยความตกใจ

“เวทของเธอใช้ไม่ได้ผลกับฉันแล้วล่ะ...มาเรีย”

ลูน่าตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ากลัว แต่มาเรียเองก็ไม่ยอม เธอใช้มือขวาตบพื้นหนึ่งที จากนั้นพื้นปูนแถว ๆ นั้นก็กลายเป็นหอกปลายแหลมแล้วพุ่งขึ้นไปหาลูน่า แต่ลูน่าก็ใช้มือขวาของเธอปัดทิ้งออกไปได้อย่างง่ายดาย

เมื่อมาเรียเห็นท่าไม่ดีแบบนั้น เธอก็พยายามกระเสือกกระสนที่จะหนีไป แต่ไม่ว่าเธอจะวิ่งไปไกลแค่ไหนพื้นที่เธอเหยียบก็ไหลกลับไปหาลูน่า

ในตอนนี้ความน่ากลัวที่แท้จริงของลูน่าก็กำลังดำเนินต่อไป โดยที่เธอสนุกสนานในการทำให้มาเรียหวาดกลัวอยู่แบบนั้น

มาเรียที่เอาแต่วิ่งหนีอยู่นั้น ก็ได้แต่คิดในใจว่า

“ทำไมเราถึงน่าสมเพชขนาดนี้ด้วยนะ ทำไมเกิดมาถึงใช้ได้แต่เวทรักษากันนะ...”

มาเรียเอาแต่ตัดพ้อตัวเองอยู่ในใจ เพราะตอนนี้เธอไม่มีพลังไหนจะเอาชนะลูน่าได้แล้ว พอทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่มาเรียคาดการณ์เอาไว้ เธอก็ค่อย ๆ หยุดวิ่งหนีแล้วยอมรับความพ่ายแพ้ทันที

พอมาเรียหยุดและปลดพลังเวทออกทั้งหมดแล้ว เธอก็หันหน้าไปหาลูน่าแล้วกำลังจะเอ่ยคำขอยอมแพ้ออกไป แต่ทันใดนั้นเอง

ตู้ม!!!!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นข้างหลังมาเรียไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร และจากนั้นเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาว่า

“มาเรีย!! ช่วยสนับสนุนฉันที”

มาเรียหันกลับหลังไปเธอก็เห็นแวนเจินมองมาที่เธอด้วยสายตาที่คาดหวังอย่างสูง ในตอนนั้นเองเธอก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“ใช่แล้ว...ฉันเกิดมาเพื่อสนับสนุนทุกคนนี่นา~” จากนั้นมาเรียก็พาตัวเองไปยังมิติวิญญาณอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ลูน่าก็ตามไปจับเธอเหมือนเดิมแต่ว่าแวนเจินวาปมาแล้วจับข้อมือของลูน่าเอาไว้พร้อมกับใช้เวทปัดป้องเวทมนตร์ออกไปทันที ทำให้ลูน่าสูญเสียเวทมนตร์ตรงนั้นไปชั่วคราว

จากนั้นแวนเจินก็พูดว่า

“ผมไม่มีทางให้คุณแตะต้องมาเรียหรอกครับ”

“แหม แหม~...เควิลแพ้งั้นเหรอ”

ลูน่าพูดไม่ทันขาดคำ เควิลก็โผล่มาข้างหลังของเธอด้วยสภาพที่ยับเยินไม่แพ้แวนเจิน จนลูน่าต้องตกใจและถาม
เควิลไปว่า

“ขนาดใช้ดาบแล้วนายยังสู้กับเขาไม่ได้อีกงั้นเหรอ”

“เจ้าหมอนั่นแข็งแกร่งกว่าสิบปีก่อนมาก ลูน่า!! ช่วยสนับสนุนฉันด้วย” เควิลออกคำสั่งไป

“รับทราบจ้า~”

หลังจากที่ผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่คนได้จับคู่ในทีมของตัวเองเรียบร้อยแล้ว การต่อสู้ดูเหมือนจะดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทันใดนั้นเองจู่ ๆ ก้อนเมฆบนท้องฟ้าก็กลายเป็นสีเขียวแก่ดูแปลกตา พอเควิลและลูน่าเห็นแบบนั้นก็หยุดตั้งท่าแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าด้วยความเคร่งเครียด

แวนเจินและมาเรียเห็นแบบนั้นพวกเขาก็หยุดตั้งท่าเช่นกัน จากนั้นเควิลก็มองดูก้อนเมฆสีเขียวดี ๆ และในตอนนั้นเองเขาก็สังเกตว่ามันไม่ใช่ก้อนเมฆธรรมดา ๆ อีกต่อไปแล้ว เตวิลก็คือกล่าวออกมาด้วยความตกใจว่า

“สิ่งนั้นมัน...หรือว่า!!”

“ใช่ เวทของรอยัล” พอลูน่าพูดจบเธอก็ใช้สองมือประกบไปที่พื้นดินและทันใดนั้นเองพื้นที่แถว ๆ นั้นก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นโดมขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งสี่คนไว้ทันที

ด้วยความมึนงงและสงสัยผสมกับแปลกใจของแวนเจิน เขาก็ถามเควิลออกไปทันทีว่า

“แล้วการแข่งล่ะ”

“ช่างเรื่องนั้นไปก่อนเถอะ ตอนนี้เตรียมรับแรงกระแทกได้แล้ว!!”

พอเควิลพูดจบ ไม่ทันขาดคำก้อนเมฆสีเขียวแก่พวกนั้นก็ปล่อยสายฟ้าสีเขียวลงมาที่พื้นรัว ๆ จำนวนนับไม่ถ้วน

เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง…

เสียงฟ้าผ่าที่ดังอย่างไม่มีวันจบ จนมาเรียตะโกนถามลูน่าออกไปด้วยความสงสัยว่า

“อยู่ดี ๆ ทำไมถึงมีฟ้าผ่าได้ล่ะ!!”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้ ๆ นี่มันเป็นเวทมนตร์ของรอยัลที่ตั้งค่าเอาไว้เวลามีศัตรูบุกเข้ามาในเมืองเหล็กกล้าน่ะ”

“หา!! พวกเราเป็นศัตรูงั้นเหรอ” มาเรียถาม

เควิลส่ายหัว “ไม่...ไม่ใช่หรอก ฉันยืนยันพวกเธอด้วยลายเซ็นเวทมนตร์กับเวทนั่นแล้ว แต่เรื่องนั้นช่างมันไปก่อนเถอะ เพราะถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังเราโดนฟ้าผ่าตายแน่ ๆ ”

แวนเจินเริ่มอยู่เฉย ๆ ไม่ไหวเขาก็เลยจะใช้เวทของตัวเองแตะไปที่โดมของลูน่า แต่ลูน่าก็ห้ามทันที

“ห้ามออกไปนะ ถึงจะเป็นเวทมนตร์ของนายก็ไม่สามารถปัดป้องสายฟ้าที่ฆ่าเผ่าเทพได้หรอก”

“สายฟ้าที่ฆ่าเทพงั้นเหรอ?” แวนเจินถามด้วยความสงสัย

“ใช่...เวทประจำตัวของรอยัลคือ [นักล่าเทพสายฟ้า] ”

พอลูน่าเอ่ยออกมาแบบนั้น แวนเจินกับมาเรียก็ตกใจพร้อม ๆ กันทันที จากนั้นมาเรียก็พูดขึ้นมาด้วยความงุนงงว่า

“อ้าว...เวทของรอยัลไม่ใช่ [แส้น้ำแข็ง] งั้นเหรอ...”

“ไม่ใช่...เอ๊ะ...” เควิลกำลังจะปฏิเสธไปแต่ว่าอยู่ดี ๆ เขาก็ฉุกคิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จากนั้นเขาก็หันไปหาลูน่าแล้วถามว่า “ลูน่า...รอยัลเป็นองครักษ์ขององค์หญิงฟีล่าใช่ไหม”

“ใช่ ทำไมเหรอเควิล”

“แล้วสามวันก่อนรอยัลมาทำอะไรที่เมืองเหล็กกล้า?”

พอเควิลถามลูน่าออกไปแบบนั้น ทันใดนั้นเองลูน่าก็รู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที...เธอก็เลยถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า

“พวกเราติดกับ [รอยัลอีกคน] แล้วล่ะ”

“รอยัลอีกคนงั้นเหรอ?” แวนเจินเอ่ยถามด้วยความสงสัย

เควิลพยักหน้า “รอยัลเป็นเพียงแค่โค๊ดเนมที่พวกเราเรียกเฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้วพวกเราไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของรอยัลเลย แต่ก็ได้ข่าวลือมาว่าคนที่หน้าเหมือนรอยัลในวังหลวงนั้นมีมากกว่าสองคนอีก”

พอแวนเจินกับมาเรียได้ยินแบบนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็ตกใจกับสิ่งที่ได้รับฟังมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี จนกระทั่งมาเรียนึกขึ้นได้มาวินดี้กับฟรายเดย์ยังอยู่ข้างนอกนั่นเธอก็เลยพูดออกไปว่า

“แย่แล้วองค์หญิงอยู่ข้างนอก”

“ไม่ต้องห่วงหรอก องค์หญิงรีรีล่าคงอยู่กับฟรายเดย์แล้วล่ะ” เควิลตอบกลับทันที

“งั้นเหรอ...แล้วเราควรทำอะไรดี” มาเรียกล่าวออกไปด้วยความหมดหวัง

“มีอย่างเดียวที่เราทำได้คือรอให้ใครสักคนมาช่วยก็เท่านั้นแหละ”

เควิลกล่าวออกมาด้วยความหมดหวังเช่นกัน เพราะสายฟ้าสีเขียวมันรุนแรงมากกว่าสายฟ้าธรรมดาถึงหลายสิบเท่า และแน่นอนทุกครั้งที่มันผ่าลงมาโดมของลูน่าที่ถูกสร้างด้วยดินและเหล็กอย่างแน่นหนาก็ค่อย ๆ พังทลายลงมาทีละเล็กทีละน้อย

…..

...

..

ในระหว่างที่ทั้งสี่คนตกอยู่ในภวังค์แห่งความสิ้นหวัง อยู่ดี ๆ เสียงฟ้าผ่าก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ พอลูน่าเห็นแบบนั้นเธอก็ใช้ออร่าสแกนไปรอบ ๆ เมืองเหล็กกล้าทันทีเพื่อดูว่าข้างนอกมันเกิดอะไรขึ้น

และในตอนนั้นเองลูน่าก็เห็นชายสองคนกำลังยืนอยู่เหนือโดมของเธอพร้อมกับกำลังแบกรับสายฟ้าสีเขียวโดยที่ชายผมแดงมาพร้อมกับสภาพสะบักสะบอมเสื้อผ้าขาดวิ่นกำลังใช้แส้น้ำแข็งโอบรัดสายฟ้าจำนวนมากให้รวมกันอยู่ที่จุดเดียว และชายผมสั้นสีดำอีกคนที่อยู่ในสภาพไม่ต่างกันกับชายผมแดงก็กำลังพยายามดันสายฟ้าสีเขียวพวกนั้นกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า และ...ลูน่ายังได้ยินเสียงของพวกเขาทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันประมาณว่า

“เฮ้~ รอยัล นายช่วยมัดสายฟ้าให้ดี ๆ หน่อยได้ไหม”

“ผมก็ทำตามที่คุณบอกแล้วนะ แต่ว่า...เวทของพวกนั้นมันมีมากเกินไปแส้ของผมจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว!!”

พอลูน่าได้ยินแบบนั้นเธอก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจแล้วพูดว่า

“ไม่จริง...คนคนนั้นอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“ใครเหรอ” เควิลถาม

“ปะ...ปีศาจทะเลสีเลือด” ลูน่าตอบด้วยความตกใจ

และทุกคนก็ตกใจไปพร้อม ๆ กันทันที จากนั้นแวนเจินก็ถามสถานการณ์ต่อไปว่า

“แล้วพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ครับคุณลูน่า”

“มันบ้าจริง ๆ … พวกเขากำลังมัดสายฟ้าทั้งหมดบนท้องฟ้าอยู่ค่ะ”

“หา!!”

เสียงอุทานด้วยความตกใจของทุกคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน

…..

ทางด้านของโนอาห์และรอยัล

หลังจากที่รอยัลมัดสายฟ้าที่ผ่าลงมาเรื่อย ๆ ได้จำนวนหนึ่งแล้วเขาก็บอกโนอาห์ไปทันทีว่า

“น่าจะพอแล้วล่ะครับ ถ้ามากกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว”

“โอเค”

โนอาห์พูดจบก็ฟาดดาบสีดำตัดสายฟ้าทั้งหมดที่ถูกมัดด้วยกำลังแขนอันมหาศาลทันที

ฟุ่บ~

สายฟ้าที่ถูกมัดไว้ด้วยแส้น้ำแข็งถูกดาบสีดำตัดขาดออกเป็นสองส่วนอย่างน่าอัศจรรย์และในขณะเดียวกันสายฟ้าพวกนั้นก็ไหลย้อนขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วระเบิดออกเป็นวงกว้างจนทำให้เมฆสีเขียวสลายหายไปทันที

….

หลังจากที่โนอาห์และรอยัลจัดการหายนะที่ปกคลุมเมืองเหล็กกล้าออกไปได้แล้ว พวกเขาทั้งสองคนก็กระโดดลงไปในโดมจากนั้นเควิลก็ถามรอยัลไปว่า

“เกิดอะไรขึ้นกับพวกนายสองคนนี่?”

เควิลถามไปพร้อมกับมองสภาพยับเยินของทั้งสอง จากนั้นโนอาห์ก็ตอบแทนรอยัลไปว่า

“พอดีทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะ ตอนนี้ดีกันแล้วละ เนอะ~ รอยัล~”

“...” รอยัลเงียบแล้วยืนกอดอกไม่พูดไม่จา

แวนเจินก็ถามโนอาห์ไปว่า

“คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”

“เอ่อ...เรื่องนั้นช่างมันก่อนดีกว่า ตอนนี้วินดี้อยู่ที่ไหน”

“อยู่กับฟรายเดย์ครับ”

พอแวนเจินตอบกลับมาแบบนั้น รอยัลกับโนอาห์ก็มองหน้ากันแล้วพูดออกมาพร้อมกันว่า

“เวรแล้ว!!”

ภายในพริบตารอยัลกับโนอาห์ก็กวาดมือไปด้านข้างลำตัวโดยที่รอยัลกวาดไปทางซ้าย ส่วนโนอาห์กวาดไปทางขวา และทันใดนั้นโดมหินขนาดใหญ่ก็ถูกตัดออกเป็นสองส่วนทันที จากนั้นรอยัลก็บอกลูน่าไปว่า

"ตอนนี้ฟรายเดย์กับองค์หญิงวินดี้กำลังตกอยู่ในอันตราย เธอช่วยฟื้นฟูกำลังรบของทุกคนที่อยู่ตรงนี้แล้วตามฉันไปที่ [รางรถไฟฟีล่า] ด้วยนะ"

"ค่ะ รอยัล" ลูน่าพยักหน้าตอบรับ

จากนั้นแวนเจินก็ถามโนอาห์ไปว่า

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะครับคุณโนอาห์"

"ตอนนี้ไม่มีเวลาอธิบายมาก เอาเป็นว่าพวกนายคือกำลังรบเพียงหนึ่งเดียวในทวีปไออ้อนวอลไปแล้ว"

"แล้วคุณกำลังจะสู้กับใครอีกล่ะ" แวนเจินถามเซ้าซี้

รอยัลได้ยินแบบนั้นก็เดินมาบอกแวนเจินว่า

"กับทวีปไออ้อนวอลครับคุณแวนเจิน"

แวนเจินและทุกคนได้ยินแบบนั้นก็พากันตกใจพร้อม ๆ กัน จากนั้นโนอาห์ก็บอกมาเรียไปว่า

"มาเรีย เธอไปรางรถไฟฟีล่ากับฉัน ส่วนแวนเจินนายอยู่ที่นี่กับพวกลูน่าและปกป้องเมืองเหล็กกล้าไว้ห้ามให้ [พวกมัน] เข้าไปถึงชั้นปกครองเด็ดขาด"

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ" แวนเจินถามด้วยความงุนงง 

โนอาห์ก็ถอนหายใจออกมาแล้วบอกไปว่า

"พวกเรากำลังจะเจอกับพวกกล่องดำอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันคงไม่จบง่าย ๆ เหมือนที่เอ็นโดร่าแน่นอน"

พอโนอาห์พูดออกไปแบบนั้น เขาก็หันไปหามาเรียแล้วบอกเธอว่า

"มาเรียพร้อมยัง!"

"พร้อมแล้วโนอาห์"

"อื้มดีมาก" โนอาห์พยักหน้าตอบรับแล้วหันไปหาแวนเจินอีกครั้งพร้อมกับย้ำเตือนกับเขาว่า "แวนเจิน ห้ามให้พวกมันเข้าไปที่ชั้นปกครองเด็ดขาดเข้าใจไหม"

แวนเจินพยักหน้าด้วยสีหน้าที่จริงจัง จากนั้นทีมรางรถไฟฟีล่าที่ประกอบไปด้วย โนอาห์ รอยัลตัวจริง มาเรียก็ออกเดินทางไปที่รางรถไฟฟีล่า จากนั้นทีมปกป้องเมืองได้แก่แวนเจิน ลูน่า และเควิลก็อยู่ประจำการอยู่ที่เมืองเหล็กกล้า พร้อมกับออกค้นหาพวกวินดี้ต่อไป

---------

...

..

.

ในขณะเดียวกัน ณ ทางด้านรางรถไฟฟีล่า

ชายผมแดงที่รูปลักษณ์เหมือนรอยัลกำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของที่นี่และมองไปที่เมืองเหล็กกล้าจากตรงนั้น เขาก็เห็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ก้อนเมฆสีเขียวของเขาหายไป เขาก็ยืนมองด้วยความตกใจเล็กน้อยพร้อมกับพูดออกมาคนเดียวว่า

"เวทสายฟ้าของฉันถูกทำลายงั้นเหรอ"

ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดอย่างไม่ตกอยู่นั้นเอง มิคาเอลที่อยู่ข้างล่างก็ตะโกนเรียกรอยัลไปว่า

"เฮ้ย!! ลงมาได้แล้วเจ้าบ้า!"

รอยัลกระโดดลงไปจากนั้นเขาก็ยืนอยู่ต่อหน้ามิคาเอลพร้อมกับถามว่า

"รถไฟจากไดม่อนเกรทมาแล้วเหรอ"

"ใช่...ได้เวลาทำงานแล้ว" มิคาเอลกล่าว

จากนั้นหญิงสาวผู้สะพายธนูใหญ่สีดำก็เดินออกมาจากมุมมืดแล้วพูดว่า

"รอยัล...นายทำพลาดไปไม่ใช่เหรอ"

"..." รอยัลไม่ตอบอะไรกลับไป

"เอาน่า [อาเทน่า] ถึงวินดี้จะยังไม่ตายตอนนี้แต่อีกหน่อยพวกเราก็จะส่งเธอไปลงนรกพร้อม ๆ กับฟีล่าแล้วล่ะ และคราวนี้ [กุญแจ] ที่จะเปิดกล่องแพนดอร่าก็จะตกเป็นของเรา ฮ่า ๆ ๆ ๆ"

----------------------------

บทที่ 28 จบ

หากชอบหรือถูกใจก็ช่วยกดหัวใจหรือคอมเม้นท์ให้กำลังใจผมได้เขียนตอนต่อไปออกมาไว้ ๆ ด้วยนะครับ

และถ้ามีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

อับสัปดาห์ละตอน หากว่างก็จะอับหลาย ๆ ตอนครับ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น