ไม่ชอบหวาน - end. (hermit books)

ตอนที่ 2 : ไม่ชอบหวาน : 01 (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,102 ครั้ง
    30 ต.ค. 61




ไม่ชอบหวาน
01


     


          เกือบอาทิตย์แล้วตั้งแต่พี่ชายทั้งสองกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ และไม่ได้ติดต่อกลับมาอีก บอกเพียงว่า เพื่อนอาทิตย์ที่ชื่อพี่ภูมิตกลงให้ผมไปอยู่ด้วย แต่ห้ามดื้อห้ามซน เพราะเพื่อนที่ชื่อพี่ภูมินั้น สันโดษเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด และผมเองก็เตรียมใจไว้แล้ว  แต่การจะไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก เราก็ควรจะทำความรู้จักเขาไว้หน่อยนะ อย่างนิด ๆ ให้รู้ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นไงก็ยังดี  ว่าแล้วก็ขอเช็กหน่อยดีกว่า จำได้ว่าพี่ชายเคยพูดถึงชื่อเพื่อนคนนี้ว่าอะไรนะ 

          "ภูมิ.." 

          ภูมิ ภาคิณ อะไรสักอย่าง 

          แต่ช่างเถอะ ลองไปค้นในรายชื่อเพื่อนในเฟซบุ๊กของอาทิตย์ดูก็น่าจะเจอ คิดได้ดังนั้นก็ไม่รอช้า ผมหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดเข้าหน้าแอปพลิเคชั่นตัวเอฟสีฟ้า แล้วจัดการล็อกอินเข้าแอคเคาท์ของตัวเอง 

          อาทิตย์ไม่ใช่คนติดโซเชียล จึงไม่ต้องแปลกใจที่เพื่อนในเฟซบุ๊กจะมีอยู่แค่สามร้อยกว่าคน เจ็ดสิบเปอร์เซนต์เป็นสาวๆ อาจจะเหลือสักสามสิบเปอร์เซนต์ให้ได้ลองสุ่มดู และแล้วก็ต้องมาสะดุดกับรายชื่อที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูปยืนหันหลัง ดูขายาว น่าจะสูงมาก ๆ แต่นามสกุลนี้รึเปล่าไม่แน่ใจ 


Phakin Thanont 


          คิดแล้วก็กลุ้มใจรอเลยได้ไหม คนที่ไม่ค่อยพูดน่ะมันก็ดี แต่บางคนก็เงียบเกินไปจนวังเวง บางคนก็เป็นพวกเก็บกด แล้วพี่คนนี้จะเป็นประเภทไหนกันไม่อยากเดาเลย

          ผมเลื่อนดูไทม์ไลน์ของคน ๆ นี้เรื่อย ๆ แล้วก็ต้องดีใจราวกับถูกหวย คน ๆ นี้คือพี่ภูมินั่นแน่ ๆ ดูจากคอมเมนต์ที่คนเรียกชื่อพี่เขาน่ะนะ พอมีของอาทิตย์ด้วยก็ยิ่งมั่นใจขึ้นไปอีก 

          ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ออกจะหน้าตาเป็นที่นิยมด้วยซ้ำ คิ้วก็หนา ขาก็ยาว แถมดั้งโด่งอย่างกับสันเขื่อน นี่จัดว่าหล่อเลยนะ แต่ทำไมถึงมีนิสัยเก็บตัวเข้าถึงยากกัน ... หรือพยายามสร้างกำแพงมากั้นอะไรไว้ 

          เฮ้อ แล้วคนพูดมากอย่างผม...จะอยู่กับคนที่ไม่ค่อยพูดได้ไหมล่ะเนี่ย



































          เข็มนาฬิกาชี้ที่เลขห้า เป็นการบอกเวลาตีห้าตรง ผมเก็บเครื่องมือสื่อสารที่ชาร์ตแบตเต็มร้อยเปอร์เซนต์ลงกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ไฟลต์บินตามเวลาคือหกโมงสิบห้านาที แต่ด้วยความที่ตื่นเต้นเกินเหตุ เลยคะยั้นคะยอให้ป๊ากับม้ามาส่งตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ โดยให้เหตุผลว่าต้องเผื่อเวลาเช็กอิน และเวลาทำธุระส่วนตัวด้วย 

          "ข้าว ไม่ให้ป๊ากับม้าอยู่เป็นเพื่อนแน่เหรอลูก" ผู้เป็นมารดาเอ่ยถาม หลังจากลูกชายที่คอยแต่จะไล่ให้กลับบ้าน 

          "มันอีกตั้งชั่วโมง ป๊ากับม้าก็กลับไปนอนเถอะครับ ข้าวอยู่ได้จริง ๆ นะ"


          "งั้นถ้ามีอะไรโทรหาพ่อทันทีนะรู้ไหม" 

          "รู้แล้วครับป๊า" 

          ผมเดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นพ่อด้วยความเอ็นดู มีอย่างที่ไหน นายทหารที่ชอบวางมาดเข้ม ตอนนี้กำลังทำหน้าราวกับตอนที่แม่ปฏิเสธแต่งงาน 

          "ถ้าถึงแล้วโทรมานะข้าว ลูกมีเบอร์พี่เขาใช่ไหม?"

          "มีสิครับ นี่ไง ข้าวเมมไว้ในนี้แล้ว" ว่าพร้อมกับโชว์รายชื่อในเครื่องมือสื่อสารขนาดพกพาให้กับหม่าม้าดู "ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ข้าวมีที่อยู่พี่เขา เดี๋ยวไปถึงนู่นแล้วข้าวจะนั่งแท็กซี่ พอไปถึงบ้านพี่เขาปุ๊บ ข้าวจะโทรหาป๊ากับม้าปั๊บเลย ดีไหมครับ"

          "ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ไปเจอแสงไฟ แล้วลืมคนทางนี้หมดเลยนะ" 

          "โธ่ รักป๊ากับม้าที่สุดแหละคร้าบ" 

          ผมกอดป๊ากับม้าอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ พอคิดว่าจะต้องไกลกันจริง ๆ ก็อดจะรู้สึกโหวงในใจไม่ได้

          "กลับได้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หนึ่งขั่วโมงก็ถึงแล้ว ข้าวจะโทรกลับมาทันทีนะครับ"

          "ดูแลตัวเองนะลูก" 


          "รู้แล้วน่าม้า บ๊ายบาย ขับรถดี ๆ นะครับป๊า "
    
          ยืนมองแผ่นหลังทั้งสองนั่นค่อย ๆ ไกลออกไป น้ำตาก็เหมือนจะไหลออกมาเสีนดื้อ ๆ คิดแล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้ ไม่ใช่ไม่เคยมากรุงเทพ ผมเคยเข้ามาเที่ยวกับพี่ชายอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ครั้งละสองสามวันเท่านั้น ซึ่งต่างจากครั้งนี้โดยสิ้นเชิง ที่ทำเหมือนไม่กลัวเวลาอยู่ต่อหน้าป๊ากับม้า เพียงแค่ไม่อยากให้พวกท่านเป็นห่วงเท่านั้นเอง แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้ว ผมก็แค่ลูกนกที่กำลังหัดบิน

          เหลือเวลาอีกแค่สิบห้านาทีเครื่องก็จะออก ต่อไปนี้ชีวิตจริงๆกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ชีวิตที่ผมเป็นคนเลือกเอง จะขีดให้ไปทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองเท่านั้นแล้วนับจากนี้

          สู้!















              ขณะนี้เวลาเจ็ดโมงครึ่ง เครื่องแลนดิ้งสู่รันเวย์สนามบินของกรุงเทพแล้ว ทันทีที่เท้าแตะกับพื้นเย็น ๆ ความรู้สึกตื่นเต้นก็ก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง จะได้เดินทางด้วยตัวเองครั้งแรกในเมืองใหญ่ จะว่ากลัวก็กลัว แต่ความรู้สึกอีกด้านก็คอยเตือนว่าถอยไม่ได้แล้ว

          หลังจากยื่นกระดาษที่ใช้จดที่อยู่ของเพื่อนสนิทพี่ชายให้คุณลุงโชว์เฟอร์แล้ว ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่แท็กซี่คันนี้วิ่งมาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คุณลุงโชว์เฟอร์บอกว่า หมู่บ้านข้างหน้านี่แหละก็จะถึงแล้ว

          รถยนต์ส่วนบุคคลสาธารณะกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในหมู่บ้านที่มีชื่อปรากฏอยู่บนแผนที่ ที่นี่เป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ มีบ้านขนาดกลางลักษณะเดียวกันวางเรียงรายอยู่นับสิบหลัง แต่เป้าหมายของผมในวันนี้คือ บ้านเลขที่สองสองสามทับสิบ

          "โอ๊ะ ลุงครับ นั่นไงครับ นั่นไง!" 

          ด้วยความดีใจเลยเผลอตะโกนจนคุณลุงหัวเราะขำ พลางชี้ไปทางบ้านหลังสีส้มฝั่งซ้ายมือ ที่ปรากฎบ้านเลขที่สองสองสามทับสิบอย่างเด่นชัด 

          ทันทีที่รถเคลื่อนตัวลงมาจอดหน้าบ้านที่เป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ผมจัดการค่าโดยสารพร้อมกับหิ้วกระเป๋าสัมภาระรุงรังลงจากรถ ลำพังของ ๆ ตัวเองน่ะไม่เยอะหรอก แต่ของฝากจากหม่าม้าถึงเจ้าของบ้านนี่สิ เพียบ!

          แต่ทำไมเงียบจัง ลองชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน ก็พบกับมินิคูเปอร์สีดำที่จอดนิ่งสนิทอยู่ ข้าง ๆ มีบิ้กไบค์สีดำแดงจอดอยู่ด้วย ไลฟ์สไตล์ดีไม่เบาแฮะ ว่าแต่ ต้องหลับลึกขนาดไหนที่ขนาดมีรถมาจอดหน้าบ้านแล้วยังไม่รู้สึกตัวอะ

          เป็นคนมืดมนไม่พอยังขี้เซาอีกเหรอ

          หันซ้ายหันขวาแล้วไม่พบใครก็เลยคิดว่าผมน่าจะมาเช้าเกินไป เอื้อมไปกดกริ่งที่อยู่ตรงประตูหนึ่งครั้ง...ก็ยังเงียบ  
   
          ไม่มีแม้แต่แมวสักตัว...

          แทบจะจนปัญญาแล้วถ้าไม่นึกขึ้นมาได้พอดีว่ามีเบอร์พี่เขาอยู่ แอบขโมยจากอาทิตย์มาแล้ว เสียงรอสายดังขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่ก็ยังไม่มีการตอบรับจากปลายสายแต่อย่างใด นี่ถ้าผมเป็นผู้ร้ายมาลอบวางเพลิง ป่านนี้คงมอดไปทั้งบ้าน 

          'ครับ' 

          !!!

          รับแล้ว!

          แต่เสียงงัวเงียมาก นี่อย่าบอกนะว่ายังไม่ตื่นจริง ๆ แล้วทำไมผมต้องมาตื่นเต้นกับแค่การคุยสายกับใครสักคนล่ะเนี่ย... "เอ่อ สวัสดีครับ นี่ผมเองนะ น้องชายพี่อาทิตย์"

          '...'

          "คือตอนนี้ผมอยู่หน้าบ้านพี่ ผมกดกริ่งแล้วแต่ว่าไม่มีคนมาเปิด ก็เลยโทรมา ขอโทษที่รบกวนนะครับ" 

          จะมาขออาศัยบ้านเขาอยู่ ต้องทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมเข้าไว้ อย่างน้อยก็เป็นฝ่ายมารบกวนพี่เขาจริง ๆ

          'ใส่กางเกงก่อน เดี๋ยวลงไป'  ปลายสายว่าก่อนสัญญาณจะตัดหายไปทันที

          อะไรกันคนกรุงเทพ แปดโมงเช้าแล้วยังไม่ออกจากที่นอน ไม่เหมือนหม่าม้าเขาเลย ลุกมาเตรียมกับข้าวตั้งแต่ไก่ไอ่แจ้ในเล้ายังไม่โห่ ไหนจะซักผ้า แล้วไหนจะออกไปสอนหนังสือแต่เช้าอีก ทำแบบนี้มาได้ยังไงเป็นสิบ ๆ ปี ว่าแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้ แต่นี่มันเพิ่งวันแรกเอง จะรีบคิดถึงไม่ได้นะข้าว 

          ว่าแต่ เมื่อกี้เจ้าของบ้านเขาบอกจะทำอะไรนะ ใส่กางเกงก่อนใช่ไหม? แล้วไม่ได้ใส่กางเกงนอนรึไง? แล้วผมจะนึกภาพตามทำไมเนี่ยยย














          ยืนรอมาประมาณห้านาทีก็ปรากฏร่างของเจ้าของบ้าน ที่ออกมาเปิดประตูในสภาพกางเกงบ็อกเซอร์แค่ตัวเดียว ย้ำ! แค่ตัวเดียวจริง ๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงนิดหน่อย สาบานว่าคงยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันด้วย แถมคีบรองเท้าช้างดาวอีก ถ้าหากเปลี่ยนจากการมาขออาศัยบ้านอยู่ เป็นพ่อกับแม่จับคลุมถุงชนแล้ววันนี้เป็นวันนัดดูตัวเจ้าสาว ความประทับใจแรกคงเท่ากับศูนย์...

          เจ้าของแขนยาว ๆ เอื้อมมือมาปลดล็อกกุญแจบ้านจากด้านใน สายตาคมตวัดมามองผมเล็กน้อย ผมเลยยกมือไหว้พี่ชายตรงหน้าที่อวุโสกว่าพร้อมกับรอยยิ้มเขิน ๆ 

          ก็มันยังไม่ชินนี่นา

          ตอนนั้นเองที่พี่เขาทำท่าจะยกกระเป๋าของผมเข้าไปในบ้าน ผมจึงรีบเอาตัวเองไปขวางเขาไว้ก่อนที่อีกคนจะลากมันไปได้สำเร็จ

          "ไม่เป็นไรครับ! เดี๋ยวผมขนเอง"

          "ช่วยกัน ไม่อยากอยู่หน้าบ้านสภาพนี้นานหรอกนะ" เจ้าของบ้านปรายตามองสภาพตัวเอง พร้อมกับลากกระเป๋าใบใหญ่เข้าไปในบ้าน ทำให้ผมที่เดินตามมาด้านหลังถึงกับหลุดขำ 

          อะไรกัน นึกว่าจะคีพลุคคูลเหมือนตัวตนในเฟซบุ๊กซะอีก ที่ไหนได้ เจอกันวันแรกก็มาปล่อยโก๊ะใส่แล้ว แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันช่วยลดอาการเกร็งของผมเอง อุตส่าห์นั่งเครียดบนเครื่องบินมาตั้งนาน เห็นทีจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้ว

          "ห้องนอนห้องนั้นนะ" 

          หลังจากหิ้วสัมภาระเข้ามาในบ้านได้สำเร็จ ผมก็เดินตามพี่ชายคนนี้ขึ้นมายังชั้นที่สองของบ้าน โดยมีพี่เขาคอยช่วยขนกระเป๋าขึ้นมาส่งที่ห้องผมที่อยู่ทางซีกขวา ส่วนเจ้าของบ้านอยู่ทางซีกซ้าย 

          "มีอยู่สองห้องแค่นี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก" 

          ผมพยักหน้าตามหงึกหงักพลางกวาดสายตาสำรวจบ้านหลังนี้ หันกลับมาอีกทีก็เห็นใครอีกคนกำลังจะเดินหายเข้าไปในห้องของตัวเอง จึงรีบเอ่ยเรียกเขาไว้ตอนนั้น "พี่จะไปไหนครับ!" 

          เจ้าของร่างที่สูงกว่าผมหันมามองเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเอือม ๆ ทำเหมือนกับว่ากำลังรำคาญกันอย่างนั้นน่ะ

         "ไปนอนต่อ"

          "แต่นี่มันจะเก้าโมงแล้วนะครับ " ว่าพลางก้มมองนาฬิกาดิจิตอลที่ข้อมือตัวเอง

          "แล้วไง" 

          ยังจะมาถามด้วยหน้ามึน ๆ แบบนั้นอีก ก็หิวไงโธ่

          "พี่ไม่หิวข้าวรึไงครับ"   

          "ยัง ถ้าหิวก็ทำกินเลย ไม่ต้องรอ"

          ไม่รอให้ผมได้พูดอะไรกลับไป เจ้าของขายาวหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง พร้อมกับปิดประตูลงกลอนเสร็จสรรพ

          "งั้นขออนุญาตใช้ครัวนะครับ!" 

          "..."

          โอเค เงียบ ก็จะถือว่านั่นคือการอนุญาตแล้วกันนะ




































         "โธ่ หม่าม้า ข้าวเพิ่งมาถึงจริง ๆ เนี่ย เพิ่งหย่อนตูดลงนั่งจริง ๆ นะครับ"

         มัวแต่ตื่นเต้นกับครัวขนาดใหญ่จนลืมนึกถึงม้าไปเลย กลายเป็นม้าต้องเป็นโทรมาเองทั้งที่ผมบอกเอาไว้แท้ ๆ ว่าจะเป็นคนโทรไป    

          "ข้าวมาถึงแล้วข้าวก็หิวมากไงครับม้า ก็เลยทำกับข้าวทาน แล้วก็มาโทรหาเนี่ย" 

          'เชื่อก็ได้ เจอพี่เขาแล้วเป็นยังไงบ้างครับ โอเคไหม'

          คำถามนั้นของม้าเล่นเอาผมหลุดถอนหายใจออกมาเบาๆ "อะ...โอเคเลยครับม้า พี่เขาน่ารักมาก ๆ แล้วก็ใจดีมาก เราสนิทกันแล้วด้วยนะ..."

          สนิทก็บ้า...พาไปแนะนำห้องแค่สองคำแล้วก็หายไปเลย แต่จะบอกม้าแบบนั้นก็ได้ มีหวังคนแก่ของผมได้เป็นห่วงทั้งคืนแน่

          'ดีแล้ว ทำกับข้าวอร่อย ๆ ให้พี่เขากินนะครับ'

          "รู้แล้วครับม้า ม้านั่นแหละ ดูแลตัวเองดี ๆ"

          'ม้าดูแลตัวเองอยู่แล้ว เรานั่นแหละข้าว ดูแลตัวเองดีๆ ทำตัวน่ารักๆ กับพี่เขา'

          "ข้าวน่ารักอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรก็น่ารั..."

          ตอนนั้นเองที่เผลอเบิกตากว้างขึ้นมา เพราะหันไปเห็นใครบางคนกำลังยืนกอดอกอยู่ที่ประตู เจ้าของบ้านหน้านิ่งคนนั้น

          มาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย!

          'ข้าว เป็นอะไรไหมลูก?'

          "เอ่อ...เปล่าครับม้า คือแค่นี้ก่อนนะครับ ข้าวทำอาหารอยู่ ไว้จะโทรไปใหม่น้า"

          ปากก็พูดกับคนในสาย ตาก็มองคนตรงนี้ไปด้วย หม่าม้าพูดอะไรต่อเล็กน้อยก่อนจะเป็นฝ่ายตัดสายไป ทีนี้ก็ทำให้ตรงนี้เหลือแค่ผมกับพี่เขา

          จะได้ยินตอนที่บอกว่าเราสนิทกันแล้วไหมเนี่ย อายจัง...

          "ไม่ได้แอบฟังนะ" 

          ใครบางคนว่าพลางเดินผ่านร่างของผมเข้าไปข้างใน สองเท้าหยุดยืนอยู่ที่เคาท์เตอร์ตรงข้ามกัน แต่ไหนเขาบอกว่าจะนอนต่อไง นี่เขาเพิ่งหายเข้าไปในห้องยังไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ

          "เอ่อ พี่จะทำอะไรครับ" ผมถามเมื่อเห็นว่าเขาหยิบแก้วและกำลังจะกดน้ำร้อนเพื่อไปทำอะไรสักอย่าง

          "ชงกาแฟ" 

          ผงสีดำถูกเทลงไปในแก้วหลังจากที่คนหน้านิ่งหันมาตอบผม ตอนนั้นเองที่เผลอไปสำรวจคนตรงนี้ เส้นผมสีดำสนิทรับกับผิวขาว ๆ เหมือนคนสุขภาพดี จมูกโด่งเป็นสันเหมือนในรูปเป๊ะ มีจิวที่หูหนึ่งอันด้วย ตัวก็สูง ไหล่ก็กว้าง ดูดีจังแฮะ...

           !!!

          ผมเบิกตาขึ้นอีกครั้ง เมื่ออยู่ดี ๆ คนที่ผมเผลอไปจ้องเขาก็หันขวับมาทางนี้โดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว "พะ...พี่ดื่มกาแฟตอนเช้าแบบนี้เป็นประจำเหรอครับ"

          ถามไปอย่างนั้นแก้เก้อก่อนจะหันไปหยิบจับอะไรเก้ ๆ กัง ๆ คนอะไร หน้านิ่งไม่พอยังหน้าดุอีก

          "อืม" 

          แล้วดูคำตอบเขา...เจ้าของบ้านยกถ้วยกาแฟของตนเดินออกจากครัวไปยังอีกห้องนึง เห็นดังนั้นจึงรีบเดินตามออกไปทันที เพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เหงาล่ะมั้ง

          "พี่ไม่ทานอะไรคู่หน่อยเหรอครับ ดื่มกาแฟเพียว ๆ แบบนั้นเป็นผมปวดท้องแย่" 

          "..."

          เงียบจนได้ยินเสียงแมลงหวี่...

          โอเค ก็พอจะรู้ว่าไม่ค่อยพูด แต่ก็ไม่คิดว่าจะเงียบได้ขนาดนี้ แต่มาดูกันซิ ว่าจะแน่ได้สักแค่ไหน หึหึ

          "โอ๊ะ จริงด้วย ผมมีขนม" 

          ตอนนั้นเองที่นึกขึ้นมาได้ว่ามีของฝากจากม้าถึงเจ้าของบ้าน พูดจบก็รีบวิ่งขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเองทันที ก่อนจะวิ่งกลับลงมาพร้อมกับกล่องขนมสีสันสดใส

          "อะนี่ครับ" จานใบเล็กถูกวางลงตรงหน้าของเจ้าของบ้าน ที่กำลังทำหน้างงพร้อมกับปรายตามองก้อนกลม ๆ ตรงหน้าว่ามันสามารถทานได้จริง ๆ เหรอ 

          "มาการองไงครับ แม่ผมทำเองเลยนะ เพื่อมาฝากพี่อะ" ความจริงผมก็ช่วยทำด้วยแหละ เลยตื่นเต้นหน่อย ๆ ลุ้นด้วยว่าเขาจะชอบไหม ราวกับรายการแข่งทำอาหารที่เชฟส่งเข้าประกวดแล้วรอให้คณะกรรมการชิม

          "มันหวาน" 

          เขาพูดอย่างนั้น พลางยกกาแฟในแก้วตัวเองขึ้นจิบ ไม่ได้ไม่ชิมอย่างเดียวนะ แต่ไม่แม้แต่จะชายตามองมาการองของเขาด้วยซ้ำ 

          "ถ้าพี่ไม่กินอันนี้ งั้นเอาอันใหม่ก็ได้ แม่ผมทำมาหลายอย่างนะ" ผมเดินหายเข้าไปในครัวอีกครั้งพร้อมกับมาการองจานเดิม และกลับออกมาอีกรอบพร้อมกับจานใบเดิมแต่เปลี่ยนสิ่งที่วางเรียงรายอยู่ในจานจากก้อนกลม ๆ เป็นลูกชุบหลากหลายสีสันแทน

          จานใบเล็กถูกวางลงตรงหน้าเขาอีกครั้ง พร้อมกับใบหน้าที่มองมาด้วยความเบื่อหน่ายเหมือนเดิม ช่วยทำอะไรให้คนที่เอามาฝากเขาชื่นใจหน่อยไม่ได้เหรอคุณ!

          "มันหวาน" 

          คำเดิมอีกแล้ว...ผมยืนมองขนมในจานตัวเองหงอย ๆ แม่อุตส่าห์ทำมาให้พี่เขาเลยนะ ลูกชุบนี่น่ะ ทำยากมากเลย

          "ถ้างั้นผมไปเปลี่ยน..."

          "ไม่ต้อง"

          "..."

          "ถ้าเป็นขนมหวานยังไงก็ไม่กิน ไม่ชอบหวาน

          จบแล้ว...

          เลือดเย็นได้แม้กระทั่งกับขนมหวานผู้น่าสงสาร ผมยกจานเข้ามาเก็บก่อนจะหยิบลูกชุบรูปส้มใส่ปากเป็นการปลอบใจพวกมัน

          ขนมหวานอร่อยขนาดนี้ไม่ชอบได้ยังไง บอกไว้ตรงนี้เลยว่าเขาจะต้องเสียใจแน่ ๆ ที่ไม่กินหวาน

          ความหวานคือที่สุดของโลกใบนี้แล้วพูดเลย!










TBC.
ย้อนกลับไปอ่านตอนอินโทรกันด้วยนะครับ
#ไม่ชอบหวาน
-Lafinz-
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.102K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

468 ความคิดเห็น

  1. #455 αίμα (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 12:37
    น้อง ถ้าพี่เขาไม่กินมาการองเพราะมันหวาน น้องยังกล้าเสนอลูกชุบให้พี่เขากินอีกเหรอ มันหวานมากทั้งคู่เลยนะ สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบกินของหวานเนี่ย ทำไมไม่ลองเสนออาหารเช้าที่น้องกำลังทำ(หรือเปล่า?)ให้พี่แทนล่ะ//ไม่กินหวานเหมือนกันเลยเข้าใจความรู้สึกพี่เลย 5555
    #455
    0
  2. #434 halfmoonx_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 20:03
    ขนมหวานน้องคงได้กินเองหมดแล้วล่ะ555 พี่เขาไม่กินหวาน
    #434
    0
  3. #267 Windysep (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 00:43
    น้องน่ารักจังงงง
    #267
    0
  4. #250 AmyOh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 01:03
    พี่ดูน่ารักแบบมึนๆ
    #250
    0
  5. #191 Kim-kibom (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 20:57
    น้องข้าวน่าร๊ากๆ
    #191
    0
  6. #154 FNnp142 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 02:13
    เดาว่าคนพี่จะมีแววจะหลงน้องหัวปักหัวปำแน่ๆเลย 5555555555
    #154
    0
  7. #152 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 20:57
    น้องมันอ๋องๆ แต่น่าเอ็นดูดี
    #152
    0
  8. #126 pcy921 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 20:32
    ไม่ชอบหวานแต่ชอบข้าวนะคับ
    #126
    0
  9. #65 B2uty+LoveMblEast (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 10:19
    พระเอกดูใจร้าย แต่จริงๆขี้ใจอ่อนสินะะะ
    #65
    0
  10. #42 สีสัน~colourful (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 16:05
    มีคำผิดอยู่นิดหน่อยค่ะ
    หลงใหลสะกดด้วยไม้ม้วนนะคะ
    #42
    2
    • #42-1 Lafinz(จากตอนที่ 2)
      7 พฤษภาคม 2561 / 16:33
      ขอบคุณนะครับบ เราว่ามันไม่น่าจะนิดหน่อย เพราะเราย้อนกลับมาอ่าน มันมีเพียบ!55555
      #42-1