ไม่ชอบหวาน - end. (hermit books)

ตอนที่ 3 : ไม่ชอบหวาน : 02 (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,849
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,186 ครั้ง
    30 ต.ค. 61


ไม่ชอบหวาน
02








          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผมอยู่กับพี่ภูมิมาได้สามวันแล้ว เป็นสามวันที่ชิลแสนชิล พี่แกไม่ทำอะไรเลย วัน ๆ อยู่แต่กับรถ เช็ดรถ ล้างรถ เผลอ ๆ หน่อยก็แอบออกไปซิ่ง แทบจะไม่ได้คุยกันเลย รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวอย่างที่อาทิตย์บอกไว้เป๊ะ

          วันนี้ก็เช่นกัน ผมก็ยังทำหน้าที่ของผมซึ่งก็คือการเป็นพ่อบ้าน ซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว แม้กระทั่งรดน้ำต้นไม้ มีอย่างเดียวที่เขาไม่ให้ผมแตะก็คือลูกรักของเขาทั้งสองคันนั่นแหละ

          "ว่าไง"

          เสียงทุ้ม ๆ ที่เล็ดรอดผ่านบานประตูเข้ามา ทำให้คนในครัวต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

          "จำไม่ได้หรอก แต่ซื้อของขวัญทัน"

          เหมือนพี่เขากำลังคุยสายกับใครสักคน แต่มีพูดถึงของขวัญด้วยอะ แฟนรึเปล่านะ

          "อืม ไป"

          ไปไหนอะ?

          พยายามเอาหูแนบกับผนังห้องครัวตรงนี้ แต่ก็จับใจความในบทสนทนาไม่ได้เลย

          "เออ เดี๋ยวซื้อไปเอง"

          ไปซื้ออะไรอะ ช่วยพูดประโยคที่มันยาวกว่านี้หน่อยได้ไหม ไม่สงสารคนแอบฟังเลย...แต่เดี๋ยวนะ ทำไมเหมือนเสียงมันดังอยู่ใกล้กว่าเดิม เหมือนกับว่าพี่เขา...

          "ทำอะไร"

          "เย้ย!"

          ผมตกใจจนเผลออุทานออกมาเสียงดัง เมื่อได้ยินเสียงเจ้าของบ้านที่ผมแอบฟังเขาคุยโทรศัพท์ดังขึ้นมาจากข้างหลัง

          "ผะ...ผมวัดอุณหภูมิห้อง นี่ไง แบบ มันร้อนเนอะวันนี้ แหะ ๆ"

          วัดอุณหภูมิห้องด้วยการเอาหูแนบกับผนัง...

          โอ๊ย ไอ้ข้าวตายแน่ อยู่ดี ๆ ก็มาโผล่ตรงนี้ไม่ให้สุ้มให้เสียง โดนจับได้คาหนังคาเขาเลยว่าแอบฟัง อายสุด ๆ

          "วันนี้ทำอะไรกิน"

          พี่ชายเจ้าของบ้านเดินห่างออกไปแล้ว ผมก็เลยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกขอบคุณความไม่สนโลกของเขาขึ้นมาทันที

          รอดตายแล้ว!

          "เอ่อ วันนี้จะทำอกไก่ผัดน้ำมันหอยครับ พอดีของสดพี่จะหมดแล้วด้วย"

          เขาพยักหน้ารับช้า ๆ พร้อมกับหย่อนตัวนั่งบนโต๊ะกินข้าว เห็นดังนั้น ผมจึงกลับไปสานต่อเมนูที่ทำค้างไว้ พร้อมกับใส่กระเทียมสดลงไปเจียวในกระทะหอมฉุย

          นึกแล้วก็สงสัยขึ้นมา หันไปมองอีกคนที่กำลังนั่งเล่นเกมส์อยู่ตรงนั้น ก็เลยตัดสินใจที่จะถามออกไป

          "แล้ว...ปกติพี่ทำกับข้าวกินเองรึเปล่าครับ?"

          ประมาณว่า ก่อนหน้าที่ยังไม่มีผมเข้ามา พี่เขากินอยู่ยังไงประมาณนั้น

          "กินข้างนอก"

          คนตัวสูงเอ่ยตอบผม แต่สายตาก็ยังไม่ยอมละออกไปจากเจ้าเครื่องเล็กตรงหน้า แต่ก็พอจะเดาได้อยู่ ดูจากเครื่องครัวที่ใหม่เอี่ยม จะเก่าหน่อยก็คงจะเป็นหม้อน้ำร้อน ก็พี่เขาดื่มกาแฟทุกเช้านี่เนอะ

          "แล้วนี่เปิดเทอมเมื่อไหร่"

          คราวนี้เป็นเขาที่เริ่มคำถามขึ้นมาบ้าง จนผมต้องหันขวับกลับไปมองว่าพูดกับผมอยู่ใช่ไหม ก็ปกติเขาเคยถามไถ่กันซะที่ไหนเล่า

          "อีกสองอาทิตย์ครับ ผมเรียนสายอาชีวะน่ะ"

          "แล้วรู้จักที่เรียนรึยัง เคยไปไหม"

          "เคยไปครับ ตอนลงมาสอบเข้าน่ะ อาทิตย์พามา"
          
          ถูกต้องแล้ว ผมไม่ได้เรียนมหาลัย เพราะผมจบประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือปวช.มา ผมชอบสายอาชีพเพราะผมจะได้ออกฝึกงาน มันทำให้ผมได้ประสบการณ์ไปพร้อมกับความรู้ แล้ววิชาบัญชีก็เป็นอะไรที่สนุกด้วย ตอนนี้ผมก็เลยเลือกที่จะเดินต่อสายนี้นั่นก็คือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือปวส.นั่นเอง แต่ก็สอบตรงกับมหาลัยเผื่อไว้เหมือนกัน ไม่ใช่เผื่อสอบเข้าที่นี่ไม่ได้ แต่เผื่อม้าไม่อนุญาตให้มาต่างหาก

          "แล้วมหาลัยพี่ภูมิล่ะครับ เปิดเมื่อไหร่?" ผมเอ่ยถามคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นเกมส์อยู่ตรงนั้น

          "เดี๋ยวก็เปิดแล้ว"

          ผมพยักหน้ารับอีกครั้ง ตอนแรกก็แปลกใจว่าทำไมเป็นเพื่อนกับอาทิตย์แต่ยังเรียนไม่จบ ถามไปถามมาก็เลยได้รู้ว่าพี่ภูมิดรอปเรียนไปปีนึง แถมพี่เขากับอาทิตย์ก็ไม่ใช่เพื่อนในมหาลัยเดียวกันด้วย เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีนึงที่มาเจอกันในร้านเหล้า แล้วจับพลัดจับผลูมาสนิทกันเสียเอง

          "พี่ภูมิจะกินข้าวเลยไหมครับ ผมจะได้ตักให้"

          คำถามนั้นได้รับการพยักหน้ากลับมา ผมจึงตักข้าวสีสวยใส่ในจานของผมและของเขาเท่า ๆ กัน หม่าม้าบอกว่าให้ดูแลพี่ภูมิดี ๆ เพราะพี่ภูมิไม่ยอมคิดค่าเช่าบ้าน เสนอยังไงก็ไม่ยอมคิด เพราะฉะนั้นก็ให้ตอบแทนเป็นน้ำใจและอะไรที่ผมพอจะทำเพื่อเขาได้ แต่จะว่าไปก็สงสัยอยู่อย่างนึง

          บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ทำไมเขาถึงอยู่คนเดียว...






























          "เฮ้ย พี่ภูมิขึ้นบน!" 

          เข้าหนึ่งอาทิตย์แล้วกับการมาอยู่ในบ้านหลังนี้ ผ่านไปแต่ละวันด้วยการเป็นพ่อบ้าน และจบลงด้วยการเป็นเพื่อนเล่นเกมส์ในตอนกลางคืน ต้นข้าวเป็นทุกอย่างให้คุณภาคินแล้วจริง ๆ 

          "ไม่! ห้ามบวก ถอยก่อนครับ!"

          แต่นั่นก็ดีแล้ว ผมก็อยากจะสนิทกับพี่เขามากขึ้นกว่านี้เหมือนกัน อย่างน้อยก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกสองปีนี่เนอะ แปลกดีเหมือนกันที่ชีวิตผมมาได้ถึงจุดนี้จุดที่ต้องมามีรูมเมต ไม่ใช่รูมเมตสิเนอะ อยู่กันคนละห้องนี่

          "ตายจนได้ อะไรเนี่ย"

          ผมทำหน้าหงิกเป็นรอบที่ร้อย ต่างจากใครอีกคนที่ยังไม่ตายเลยสักตา เล่นยังไงก็ไม่รู้เทพขนาดนั้น 

          ตอนนั้นเองที่ได้มองคน ๆ นี้อีกครั้ง ก็ยังยืนยันว่าพี่เขาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์มาก ไม่ได้หล่อแบบเกาหลี แต่ก็ไม่ได้เข้มจนไทยจ๋า ไม่รู้จะว่ายังไงดี เอาเป็นว่าพี่เขาตรงกันข้ามกับผมทุกอย่าง 

          ขาก็ยาวกว่าเป็นวาด้วย...



          ทั้งสองหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของเกมส์จนเวลาล่วงเลยมาเกือบชั่วโมงเต็ม ๆ เกมส์ก็ผลัดกันได้เปรียบ ผลัดกันเสียเปรียบอยู่อย่างนั้น หลายครั้งที่ผมรู้สึกหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมทีมจนอยากจะเปิดไมค์ไปเฉ่งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อหันมามองคนตัวสูงอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขากลับไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมาเลย 

          นี่เล่นเกมส์เดียวกันแน่นะ?


         "วินอีกแล้ว เย้!" เผลอกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ในที่สุดก็เอาดาวสองดวงที่หายไปกลับคืนมาได้  "มีทีมดีก็งี้แหละเนอะ" 

          ผมว่าก่อนจะหันไปยักคิ้วให้พี่ชายตัวสูง หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมครั้งนี้ไปหนึ่งที ไม่รู้ว่าเล่นไปได้ยังไง คิลตั้งเยอะ ตายแค่ไม่กี่ครั้ง แถมยังได้เอ็มวีพีตลอด นี่โปรเพลย์เยอร์รึเปล่าเนี่ย

          ขอย้อนประเด็นไปตอนที่คิดว่าพี่แกเปิดเฟซบุ๊กมาไว้เล่นเกมส์อย่างเดียวนี่น่าจะเป็นเรื่องจริง

          "หิวข้าว " 

          ผมหันขวับไปมองใครบางคน ที่อยู่ดี ๆ ก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พลันนึกขึ้นมาได้ว่าพี่เขากลับจากมหาลัยมาก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย


          "ผมทำไว้ให้แล้ว เดี๋ยวไปยกมาให้นะครับ" ทันที่ที่นึกขึ้นได้ก็เตรียมจะลุกเข้าไปในครัว เพื่อไปอุ่นกับข้าวที่ผมทำเตรียมเอาไว้ให้พี่ชายตัวสูง

          "จะไปไหน"  แต่ก็ถูกมือหนาของอีกคนรั้งไว้เสียก่อน

          "ไปอุ่นข้าวให้พี่ไงครับ" 

          "ไม่ต้อง เดี๋ยวทำเอง" 

          เขาพูดอย่างนั้น ก่อนจะแทรกตัวเองผ่านร่างของผมที่อยู่ตรงหน้าเพื่อเข้าไปในครัว จนผมต้องยกมือขึ้นมากันเขาไว้ แล้วยืนกรานว่าจะทำเองให้ได้ "เดี๋ยวผมทำให้ พี่ไปนั่งเลยครับ"

          ไปเรียนมาก็เหนื่อย แค่นี้พี่ข้าวจัดการให้ แต่นอกจากเขาจะไม่ยอมถอยไปแล้ว ยังเอาแต่เดินหน้าเข้ามาเรื่อย ๆ จนผมต้องเป็นฝ่ายถอยเสียเอง

          แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องใจสั่น...

         "เป็นแฟนรึไงมาทำให้ทุกอย่าง"

          ก็คือประโยคนี้ของเขา

          แววตานิ่ง ๆ กับท่าทางขรึม ๆ นั่น ทำให้ผมไม่สามารถรู้เลยว่าเขาพูดแบบนี้ทำไม อาจจะรำคาญกันแน่ ๆ เลย ที่ผมคอยไปยุ่งกับเขา

          "ไม่ใช่แฟนแล้วทำให้ไม่ได้เหรอ" ถามไปเพราะไม่รู้จริงๆ หรือว่าพี่เขาต้องการให้คนสำคัญของตัวเองเป็นคนทำเรื่องพวกนี้ให้ ผมนี่มันจอมจุ้นจริง ๆ เลย "ถะ...ถ้างั้น..." 

          "ไม่มีแฟน"

          กะว่าจะถอยห่างจากพี่เขา แตคำพูดนั้นก็ทำให้ผมต้องยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น 
 
          ไม่มีแฟน...พี่เขานี่นะไม่มีแฟน?

          จ้างให้ก็ไม่เชื่อแน่ ๆ แต่เอ๊ะ ดู ๆ ไปแล้วก็น่าจะจริง เพราะนอกจากรถแล้วผมก็ไม่เห็นว่าพี่เขาจะสนใจอะไรอีกเลย แถมยังไม่อยากจะพูดจะจากับใครอีก แบบนี้มีแฟนสิแปลกเนอะ


          สุดท้าย ก็จบลงที่ผมเป็นคนไปอุ่นข้าวให้พี่เขาอยู่ดี จำได้ที่อาทิตย์เคยบอกไว้ว่าพี่แกน่ะเป็นคนขี้รำคาญ ตื๊อสักหน่อยก็ยอมให้แล้ว พอมาสัมผัสเองก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ 

          พี่ภูมินั่งกินข้าวเงียบๆ ส่วนผมก็นั่งดูทีวีอยู่ตรงนี้ เหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมบ้านแต่ก็เหมือนอยู่กันคนละโลก

           "ซื้ออุปกรณ์การเรียนครบแล้วเหรอ"

          แล้วก็ต้องแปลกใจยิ่งกว่านั้นเมื่อพี่เขาหันมาถามผมซึ่งนั่งอยู่ตรงนี้ "อ๋อ ยังไม่ครบหรอกครับ แต่ของที่ขาดเป็นของจุกจิกที่ผมอยากได้ส่วนตัว ไม่ได้สำคัญอะไร"

          ต้องประหยัดเงินที่หม่าม้าส่งมาให้ใช้ อีกอย่าง ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน ออกไปห้างก็ไม่เป็น จะกวนพี่ภูมิก็ใช่เรื่อง แค่ให้บ้านอยู่ก็ดีมากแล้ว

          "ไปซื้อสิ"

          "ไม่เป็นไรดีกว่า มะ..."

          "พรุ่งนี้จะเอารถไปล้างแถวนั้นพอดี"

          แล้วอย่างนี้ยังไงต่อ ก็ไม่ได้เป็นการกวนเขาฝ่ายเดียวงั้นสินะ! "งั้นก็...รบกวนหน่อยนะครับ"

          จะได้ไปเดินห้างในกรุงเทพแล้ว !



















          สิบเอ็ดนาฬิกาของวันรุ่งขึ้น พี่ภูมิจัดการนำมินิคูเปอร์คันงามมาทิ้งไว้ที่คาร์แคร์ ก่อนจะพาผมเดินข้ามถนนไปยังอีกฝั่งนึงที่เป็นสถานที่ตั้งของซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดสี่ชั้นใจกลางเมือง

          พอเป็นอะไรของกรุงเทพฯ ทุกอย่างก็ดูน่าตื่นเต้นไปหมดเลย ผมเดินเข้าออกร้านนั้นร้านนี้ไปทั่ว โดยมีพี่ชายเจ้าของบ้านเดินตามมาด้วย พร้อมกับช่วยถือของที่ผมหิ้วติดมือพะรุงพะรัง

          ไม่ได้ข้าว อย่าทำตัวให้เขารู้ว่าเราเป็นบ้านนอกเข้ากรุงสิ!

           เดินไปได้อยู่สักพัก ตอนนี้ก็กำลังหยุดอยู่ที่ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ บนนั้นมีรูปไอศกรีมสีสวยน่ากินอยู่เต็มไปหมด น้ำลายไหลเลยแฮะ...

          "พี่ภูมิ อยากกินไอติมจัง"  

          ลองหันไปขออนุญาตพี่เขาก่อน จำได้ว่าพี่เขาไม่ชอบของหวาน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แล้วเขาจะอนุญาตให้ผมกินไอติมไหมล่ะเนี่ย

          "ไปกินสิ"  

          แต่แล้วก็ได้รับคำตอบแบบนั้นมา ผิดคาดสุดๆ !

          เมื่อสิ้นเสียงเป็นเชิงอนุญาตของพี่ชายตัวสูง ผมก็รีบเดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านไอศกรีมที่ถูกประดับประดาไปด้วยของตกแต่งสีสันสดใส ยืนเลือกเมนูอยู่ตรงหน้าเคาท์เตอร์สักพัก แบบที่คิดไม่ตกว่าจะกินอันไหนดี 

          ก็มันน่ากินไปหมดเลยนี่นา

          "สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจรับแบบไหนดีคะ ตอนนี้เรามีโปรโมชั่นต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ด้วยนะคะ ลูกค้าสามารถซื้อเป็นเซ็ตสเปเชี่ยลของเราได้ในราคาของเซ็ตปกติ เพียงแค่อัพรูปคู่ของคุณกับคนรักบนเฟซบุ๊ก ไอจี หรือทวิตเตอร์ พร้อมติดแฮชแท็กที่ทางเรากำหนดไว้ แล้วนำรูปมายืนยัน แค่นั้นก็รับเซ็ตสเปเชี่ยลจากเราไปง่ายๆเลยค่ะ"  พี่สาวอธิบายยาวเหยียด พร้อมกับมองหน้าผมกับพี่ภูมิสลับกันแล้วก็ยิ้มหวาน

         "เอ่อ..."   น้ำท่วมปากเลย นี่พี่สาวตรงหน้ากำลังเข้าใจว่าผมกับพี่ภูมิเป็นแฟนกันใช่ไหมเนี่ย?

         แต่สเปเชี่ยลเซ็ตก็น่าสน...

         ตัดสินใจลากแขนพี่ชายตัวโตออกมาจากหน้าเคาท์เตอร์ ก่อนจะส่งสายตาอ้อนวอนอย่างที่สุด "ผมอยากได้สเปเชียลเซ็ตอ่า"

          ไม่สนใจอะไรแล้วตอนนี้ จะเอาไอติม

          "กินหมดเหรอ มันเยอะนะ"

          ผมพยักหน้าขึ้นลงอย่างมั่นใจ พร้อมกับทำท่าชูสองนิ้วสู้ตายส่งไปให้พี่ชายตัวสูง "นี่ต้นข้าวผู้มีหลุมดำอยู่ในกระเพาะ หมดอยู่แล้ว" 

          พี่เขายืนนิ่งไปสักพักจนผมคิดว่าเขาต้องไม่อนุญาตแน่ ๆ แต่สุดท้าย พี่ชายตัวโตก็พยักหน้าให้ผมเบา ๆ ใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เห็นอย่างนั้นผมก็รีบล้วงไปหยิบเจ้าเครื่องเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงทันที พร้อมกับกดเข้าแอปพลิชั่นถ่ายรูปอย่างรวดเร็ว

          ด้วยส่วนสูงที่ห่างกันเกือบสิบเซนติเมตร นั่นเลยทำให้พี่เขาต้องโน้มตัวลงมาใกล้ผมเพื่อให้ใบหน้าเราอยู่ในระดับเดียวกัน ตอนนั้นเองที่รู้สึกเขินขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 

          ทำไมเป็นอย่างนี้นะ

          "จะกดไหม รอนานแล้ว"  

          เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นมาข้างหู ทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่แทนที่จะรีบกดชัตเตอร์ตามที่พี่เขาบอก กลับหันไปมองอีกคนที่กำลังเอาหน้าเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ และจังหวะเดียวกันนั้น ใบหน้าคมที่ผมมองอยู่ก็หันมาทางนี้พอดี เสี้ยววินาทีที่ดวงตาทั้งสองคู่ประสานเข้าหากัน มันเหมือนหยุดความคิดของผมทั้งหมดเอาไว้ตรงนั้น ก่อนที่...

          "เฮ้ย !"

          พี่ภูมิจะกดชัตเตอร์...

          "พี่ภูมิ !"

          และหน้าผมเหวอมาก...

          "ไม่เอา ลบเดี๋ยวนี้ครับ"

          "ให้แค่ครั้งเดียว"

          "ฮะ? ไม่ อย่าทำกันอย่างนี้สิ ฮืออ"

          นอกจากจะไม่ฟังกันแล้วยังเอาแต่หัวเราะกันอีก ทำอะไรไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจลงรูปหน้าเหวอ ๆ นี่แหละ พร้อมกับเดินเอาไปยื่นให้กับพี่พนักงานเพื่อเป็นหลักฐานว่าเขาทำตามขั้นตอนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว 

         เอาล่ะ ทีนี้ก็อย่าลืมสเปเซียลเซ็ต

         "รูปน่ารักจังเลยค่ะ" พี่พนักงานเอ่ยก่อนจะส่งรอยยิ้มมาให้เราอีกครั้ง 

         ตอนนั้นเองที่ก้มลงมองรูปในมือถือของตัวเองอีกรอบ ก่อนจะเลิกคิ้วสูง...รูปหน้าเหวอมันน่ารักตรงไหนเนี่ย?


     








          หลังจากได้ไอศกรีมเซ็ตใหญ่ในราคาประหยัดสมใจอยากแล้ว ทั้งสองก็เดินกลับออกมายังฝั่งตรงข้ามของห้างสรรพสินค้า เพื่อตรงไปยังสถานที่ที่ฝากมินิคูเปอร์คันหรูไว้ตั้งแต่มาถึง 
          
          เจ้าของรถจัดการชำระเงินค่าบริการให้กับพนักงานล้างรถก่อนจะยัดสัมภาระอันหลายแหล่ที่ผมไปหิ้วมาไว้ด้านหลังฝั่งคนขับ ส่วนคนทางนี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วนอกจากไอติมในมือนี่

         "กินเหมือนอร่อย"

          หันไปเบะปากใส่คนไม่กินหวานหนึ่งครั้ง ก่อนจะกัดไอติมในโคนจนดังกรอบ "ก็มันอร่อยจริง ๆ นี่นา"

          "อร่อยตรงไหน น้ำตาลเป็นตัน"

          เชอะ คนไม่เคยสัมผัสความหวานน่ะไม่เข้าใจหรอก เอาเป็นว่านอกจากพ่อแม่และครอบครัวผมก็รักความหวานนี่แหละที่สุดแล้ว ความดีงามของโลกใบนี้

          "พี่ภูมิกินไหม" พูดก่อนจะยื่นไอติมหลากสีไปตรงหน้าเขา รู้ดีว่าจะตอบกลับมายังไง แต่ก็อยากแหย่เขาเล่นอยู่ดี

          พี่ชายคนนี้ส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือดันไอศกรีมที่ผมยื่นให้ออกห่างจากตัว "ไม่ชอบ"

          "ไม่เข้าใจเลย ความหวานน่ะมันดีมาก แถมช่วยให้ร่างกายสดชื่นอีกด้วย ทำไมถึงไม่ชอบมัน" 

          หรือว่าจะมีปมในใจอะไรกับของหวาน หรือว่าจะแพ้น้ำตาล? ไม่น่าจะใช่นะ ตัวโตอย่างกับยักษ์ขนาดนั้น คงไม่มาแพ้อะไรมุ้งมิ้งแบบนี้ 

          "ไม่ชอบก็แค่ไม่ชอบ บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลหรอก"

          "..."

          โอเค .. ทำใจนะคุณไอติม ใครไม่เห็นค่าคุณแต่เราเห็นนะ

          :)
          

          
     






TBC.
#ไม่ชอบหวาน
-Lafinz-


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.186K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

468 ความคิดเห็น

  1. #435 halfmoonx_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 00:12
    เริ่มสนิทกันละ พี่ก็มีความตามใจน้อง
    #435
    0
  2. #407 0984363270 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 18:57
    เลิกให้ข้าวแอบฟังได้มั้ยอ่ะไม่ดีเลยแบบ คนนี้ก้ออยากรุ้จังว่าคุยไรทำไร??
    #407
    2
    • #407-1 Black-color(จากตอนที่ 3)
      19 สิงหาคม 2563 / 21:31
      555 จริง คือมีความอยากรู้หนักมาก
      #407-1
    • #407-2 ฟางเซียนเซียน(จากตอนที่ 3)
      22 สิงหาคม 2563 / 21:24
      จริง5555
      #407-2
  3. #371 jaja230742 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 10:06
    ต้นข้าวเอนเนอจี้เยอะดีจัง ชอบ
    #371
    0
  4. #361 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 08:47
    น่ารักอ่ะ
    #361
    0
  5. #305 LOMAbin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 12:05
    ปลอบคุณไอติม
    #305
    0
  6. #268 Windysep (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 15:15
    กลายเป็นคู่รักไปซะงั้น 55555
    #268
    0
  7. #236 26430 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 19:42
    น้อนนนน
    #236
    0
  8. #225 tanpitcha_1414 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 20:44
    เอ็นดู5555555
    #225
    0
  9. #192 Kim-kibom (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 21:07
    เอ็นดูน้อง
    #192
    0
  10. #183 Aern2609 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 17:20
    ชอบการปลอบไอติมของน้อง555
    #183
    0
  11. #127 pcy921 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 06:25
    น้ำตาเป็นตัน ดิฉันนี่สะดุ้งเลยค่ะ55555
    #127
    0
  12. #78 Yui_00 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 23:54
    น้องข้าสจะได้เจอพี่ภุมิแล้วว
    #78
    0
  13. #24 aster (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 11:27
    สำนวนดีพอสมควรนะ อ่านแล้วไม่สะดุด

    ไม่ได้เรียนมหาลัยนี่คืออยู่มัธยมใช่มะ ถ้าใช่บอกเลยว่า คุณสามารถพัฒนาฝีมือได้อีกเยอะเลย เขียนไปเรื่อยๆนะ
    #24
    1
    • #24-1 Lafinz(จากตอนที่ 3)
      21 มีนาคม 2561 / 21:19
      ไม่มัธยมแล้วค่า เลยมานานแล้ว 5555 เราเรียนอาชีวะค่ะ เลยไม่สันทัดเรื่องในมหาลัยเท่าไร เป็นมือใหม่ ยังไงก็ฝากตัวด้วยน้า
      #24-1
  14. #8 bee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 07:52
    เว้นหน้าเรื่องเยอะไปนิด

    แต่เนื้อเรื่องสนุกดีค่ะ
    #8
    1
    • #8-1 Lafinz(จากตอนที่ 3)
      24 มกราคม 2561 / 08:01
      ขอบคุณที่แนะนำติติงค่า เราจะนำไปแก้ไขน้า. 😳
      #8-1