ไม่ชอบหวาน - end. (hermit books)

ตอนที่ 12 : ไม่ชอบหวาน : 10 (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,803
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 806 ครั้ง
    10 มี.ค. 62




ไม่ชอบหวาน
10








          
21 : 25

          ยังไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดรอดออกมาจากปากของพี่เขาเลยสักคำ ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ผมก็ตรงเข้าเปิดตู้เย็นดูว่าพี่เขากินข้าวรึยัง แล้วก็พบว่ายังไม่ได้กิน จึงตัดสินใจเอาข้าวผัดที่ทำไว้เข้าไมโครเวฟเพื่อจะเสริฟให้เขา แต่มันก็ยังวางอยู่ตรงนี้ วางอยู่ตรงหน้าพี่เขามาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว

          เมื่อคิดว่าคงหมดหนทางจะทำให้พี่เขากินข้าวได้แล้วจึงตัดสินใจจะเดินเอามันเข้าไปเก็บ คนที่เอาแต่กดมือถือไม่คิดจะสนใจมันเลยด้วยซ้ำ จนข้าวผัดสีเหลืองถูกเทลงถังขยะไปแล้วเขาก็ยังนิ่ง

          ไม่กินก็ไม่ต้องกิน

          "ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ"

          ไม่มีเสียงตอบรับเช่นเคย...ผมหันหลังออกมาจากตรงนั้นแล้ว สองเท้าก้าวขึ้นไปบนห้องตัวเอง ถอดเสื้อผ้ายัดลงในตะกร้าและจบลงด้วยการเดินคอตกเข้าห้องน้ำไป

          โกรธอะไรก็ไม่ยอมพูด ไม่พอใจอะไรก็ไม่ยอมบอก นี่ถ้าเป็นดินหรืออาทิตย์นะโดนวีนไปแล้ว ผู้ใหญ่อะไรเอาแต่ใจ !

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

          "หืม?"

          ตอนนั้นเองที่กำลังบ่นเจ้าของบ้านอยู่ในใจ เสียงเคาะที่ประตูก็ดังขึ้นมา ถึงกับต้องรีบเปิดฝักบัวชำระล้างฟองสีขาวที่เปรอะเปื้อนอยู่ออกจากตัว แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวไว้ลวก ๆ ก่อนจะเดินออกไปหาเจ้าของเสียงนั้น

          พี่ภูมิอยู่ในชุดก่อนหน้านี้ แต่มีผ้าเช็ดตัวพาดอยู่ตรงบ่าด้วย ผมมองแล้วก็เผลอเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เขามาทำอะไรกัน?

          "แชมพูหมด"

          เจ้าของใบหน้านิ่ง ๆ พูดด้วยท่าทางนิ่ง ๆ ก่อนจะพาตัวเองเข้ามาในห้องผมงง ๆ ซ้ำยังเดินเข้าห้องน้ำดุ่ม ๆ 

          "ยืมของผมไปก่อนก็ได้ครับ"

          สองขาที่กำลังก้าวเดินหันกลับมามองผมอีกครั้ง ก่อนจะใช้มือข้างขวาเสยผมลวก ๆ 

          "จะอาบที่นี่"

          และคำพูดคำนั้นเป็นคำสุดท้าย ..

          "ครับ..."

          เอาเถอะ เป็นเจ้าของบ้านนี่นะ จะทำอะไรก็ย่อมได้อยู่แล้ว เต็มที่เลย...

          ผมหอบสังขารเปียก ๆ ของตัวเองกลับมาหน้ากระจก จัดการเช็ดตัวใส่เสื้อผ้าเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง อาจจะแปลกหน่อยที่วันนี้มีคนอยู่ในห้องด้วยอีกคน 

          "มีกางเกง..."

          "เย้ย !"

          ตอนนั้นเองที่คนตรงนี้กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่คนเดียว ใครบางคนก็พุ่งออกมาจากห้องน้ำไม่บอกไม่กล่าว ผมที่กำลังจะถอดผ้าขนหนูออกจากร่างก็เลยสะดุ้งโหยงสุดตัว

          "พะ...พี่ภูมิมีอะไรครับ ?" 

          ใครคนนั้นที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องน้ำยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยเล็กน้อย คงจะตกใจไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นผู้ชายด้วยกันก็เถอะนะ ของพวกนี้มันก็เป็นของส่วนตัวอยู่ดีไม่ใช่รึไง

          "จะยืมกางเกง"

          "อ๋อ ครับ...รอเดี๋ยวนะ"

          เดินเก้ ๆ กัง ๆ ไปหยิบกางเกงในตู้มาส่งให้พี่เขา ถึงจะงงอยู่เล็กน้อยว่าจะมายืมกางเกงทำไมในเมื่ออาบน้ำเสร็จก็จะกลับห้องตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ทันทีที่เจ้าของร่างสูง ๆ นั่นหายเข้าห้องน้ำไปอีกครั้งก็ถึงกับต้องเร่งสปีดใส่กางเกงให้เร็วที่สุด

         ถ้าโผล่ออกมาตอนไม่ได้ใส่เสื้อผ้าจะทำยังไงเนี่ย...

         ผ่านไปประมาณสิบนาทีก็ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำออกมาอีกครั้ง ผมที่กำลังนั่งเขียนงบบนโต๊ะหันไปมองเขาเล็กน้อย เจ้าของบ้านล้มตัวนอนบนเตียงของผม ความจริงก็เตียงของเขานั่นแหละ แต่ตอนนี้มันเป็นห้องของผมไม่ใช่รึไง

          ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าอาบน้ำเสร็จแล้วทำไมไม่กลับห้องตัวเอง แต่ก็คงจะเสียมารยาทถ้าจะถาม ปล่อยให้พี่เขานอนอยู่อย่างนั้นแล้วหันกลับมาทำงานตัวเองต่อดีกว่า

          "ไปเที่ยวมาสนุกไหม"

          แล้วก็เป็นพี่เขาเองที่เปิดคำถามขึ้นมา ตัวเองเป็นคนเงียบใส่เขาก่อน แล้วก็มาชวนคุยก่อน เป็นคนแบบไหนกันแน่นะ

          "ก็สนุกดีครับ"

          "ทำไมไปเที่ยวกับคนที่ไม่รู้จักชื่อ"

          "รู้จักนะครับ พี่เขาชื่อเสือไง"

          "เพิ่งรู้จักตอนที่ถาม"

          "ก็รู้จักไหมล่ะครับ"

          ผมตอบเขา แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมองเขาหรอก ที่ปล่อยให้ผมถามคำถามเก้อ ๆ ไปเมื่อหัวค่ำนั่นก็ยังจำได้นะ ขอเอาคืนสักหน่อยแล้วกัน

          "แบบนี้กำลังเถียงใช่ไหม"

          "เปล่าเถียง แต่ถ้าพี่จะคิดอย่างนั้นก็แล้วแต่"

          พูดไปด้วยเขียนตัวเลขลงในบัญชีรายวันไปด้วย จนรู้สึกได้ถึงแรงหมุนเก้าอี้แรง ๆ นั่นก็เลยต้องเบิกตากว้างขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อถูกจับให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของบ้านที่ยืนทำหน้าดุอยู่ตรงนี้

          "แบบนี้เขาเรียกว่าเถียง"

          "ผมไม่..."

          "นี่ไง กำลังเถียงอยู่"

          "..."

          ถึงกับต้องกัดปากตัวเองเอาไว้แน่น เพราะโดนดุแบบนั้น เพราะกำลังเถียงเขาอยู่จริง ๆ ก็เลยปฏิเสธไม่ได้ 

          "ในกรุงเทพมันไม่เหมือนที่บ้านนะ อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ"

          แล้วก็เป็นตัวเองอีกแล้วที่นั่งนิ่งให้เขาพูด ทำไมต้องมาทำเหมือนว่าเป็นห่วงกัน แบบนั้นไม่ดีเลย...

          "...เข้าใจแล้วครับ"

          สองมือนั้นปล่อยผมให้กลับมามีอิสระอีกครั้ง หันกลับมาสนใจงบในสมุดรายวันต่อ ทำเหมือนกำลังขีดเขียนทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่มีหมึกสีใดจรดลงบนกระดาษสีขาวแผ่นนั้นเลยสักหยด

          ชอบใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก ..

          ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกกันว่าตกหลุมรักหรือ ก็แค่ตกลงไป ใช้เวลาไม่นานด้วยซ้ำ ..

           ถ้าเป็นอย่างที่หม่าม้าเคยพูดเอาไว้จริง ๆ ผมก็คงจะตกหลุมเข้าให้แล้วล่ะ

          "แต่เขาก็ดูใช้ได้ไม่ใช่รึไง"

          เสียงทุ้มยังคงพูดเจื้อยแจ้วอยู่บนเตียงข้างหลังผม เจ้าของบ้านที่ใส่เพียงกางเกงวอร์มขาเต่อ เวลานี้เขาควรจะกลับห้องไปแล้วด้วยซ้ำแต่กลับยังอยู่ ซ้ำยังเอาแต่ถามคำถามไร้สาระที่พี่เขาไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยอีก

          "ใช้ได้อะไรครับ?"

          "ก็ไอ้เด็กที่ขับเก๋งมารับนั่นไง"

          พูดอะไรของเขากันนะ ต้นเรื่องยังพูดอยู่หยก ๆ ว่าไม่ให้ไว้ใจใครง่าย ๆ ตอนนี้กลับมาบอกว่าพี่ชายคนนั้นเขาก็โอเค เดาอารมณ์ไม่ถูกเลยจริง ๆ 
          
          "จะขับอะไรมาผมก็ไปหมดนั่นล่ะครับ"

          "แต่ก็คงจะสบายกว่าถ้าไม่ใช่มอเตอร์ไซค์"

          "..."
          
          คำพูดคำนั้นทำให้บัญชีแยกประเภทบนโต๊ะที่ไม่มีความคืบหน้าอยู่แล้วเป็นอัมพาตไปโดยถาวร ผมวางปากกาลงบนกล่องสีเหลี่ยม หมุนเก้าอี้ตัวนั้นกลับมาเพื่อจะมองหน้าคนพูดมันอีกครั้ง เขาก็ยังนอนหนุนแขนตัวเองด้วยท่วงท่าที่แสนจะสบาย กับสายตาที่จ้องมาตรงนี้เหมือนกัน

          "พูดแทงใจดำเหรอ"

          "ไม่เลยสักนิด"

          "งั้นก็แสดงว่าจริง"

          "จริงอะไรครับ?"

          "ก็ที่ชอบเก๋งมากกว่าไง"

          "..."

          บรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้ง หมอกจาง ๆ กำลังก่อตัวขึ้นรอบตัวเรา พร้อม ๆ กับที่บางอย่างกำลังก่อตัวจับกลุ่มก้อนขึ้นในใจผม

          "ถ้าจะถามว่าชอบอะไรมากกว่าก็คงจะตอบไม่ได้จากรถที่ขับหรอกครับ"

          "..."

          "มันขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นใครมากกว่า เพราะว่าถ้าเป็นเขา .. ต่อให้ไม่มีรถขับมา .. ก็ยังจะชอบมากที่สุดอยู่ดี"

          













          
















          เช้าวันศุกร์ที่แสนสดใด แต่จะสดใสกว่านี้ ถ้าวันนี้ไม่มีรับน้อง แล้วผมดันตื่นสาย...ผลพวงก็มาจากการนั่งทำงบที่ไม่คืบหน้าให้เสร็จ กว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว นาฬิกามันก็ทำหน้าที่ของมันอยู่หรอกนะตอนเจ็ดโมงน่ะ ถ้าไม่ใช่ว่าผมตื่นมากดปิดไปก่อนจะให้ข้ออ้างกับตัวเองว่าขออีกห้านาทีแล้วเผลอหลับต่อ จนตื่นมาอีกทีเกือบเจ็ดโมงครึ่ง ! จึงต้องใช้สปีดด้วยการอาบน้ำเร็วขึ้นสองเท่า แต่งตัวเร็วขึ้นสองเท่า ที่สำคัญเลยคือ .. มื้อเช้าก็ไม่ได้ทำ 

          น่าหงุดหงิดตัวเองจริง ๆ เลยต้นข้าว

          สองเท้ารีบวิ่งลงมาจากชั้นสอง ก่อนจะพบเข้ากับเจ้าของบ้านตัวสูงที่กำลังนั่งไขว่ห้างเล่นมือถืออย่างสบายใจเฉิบอยู่บนโซฟาตัวนั้น

          ชิลจนไม่เกรงใจเสียงหอบกันเลย...

          "ตื่นสายนะ"

          เขาเอ่ยขึ้นทันทีที่ผมวิ่งหอบมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะยัดเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมลงในกระเป๋ากางเกง

          "ผมนอนดึกนิดหน่อย ขอโทษนะครับ ไม่ได้ทำมื้อเช้าให้เลย" เอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ทั้งที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะทำหน้าที่
ดูแลคนตรงหน้าให้ดีที่สุดแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ วันนี้กลับผิดสัญญาแค่เรื่องง่าย ๆ 

          "แวะซื้อข้าวกล่องก็ได้"

          "แต่มันสายแล้วนะครับ เดี๋ยวพี่เข้าเรียนสาย"

          "ไม่เป็นไร ไม่มีเช็กชื่อ" 

          ได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกว่าจะทำให้พี่เขาสายไปด้วยซะแล้ว

          "ได้ข่าวว่าวันนี้รับน้องเหรอ"  

          "ครับ พี่รู้ได้ยังไง จำได้ว่าผมยังไม่ได้บอก"

          มุมปากของผู้ชายตัวสูงหกฟุตกว่า ๆ ยกขึ้น ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบใกล้ ๆ ด้วยคำพูดที่ ..

          "เก่ง"

          น่าหมั่นไส้ที่สุด

          ขายาว ๆ ก้าวออกไปพร้อมกับรอยยิ้มร้าย ๆ ทำให้ผมต้องรีบวิ่งตามไปทั้งที่ยังไม่รู้ว่าพี่เขาไปเอาข่าวมาจากไหนว่าวิทลัยผมมีรับน้อง 

          คงไม่ลงทุนกดติดตามเพจหรอกนะ ..


     






          บิ๊กไบค์คันใหญ่จอดลงตรงร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยบ้าน เพราะวันนี้ผมไม่ได้ตื่นมาทำมื้อเช้า เลยต้องฝากท้องไว้ที่อาหารสำเร็จรูป เลือกหยิบข้าวกระเพรากุ้ง ข้าวไก่เทอริยากิ แล้วก็ขนมปังอีกสองสามชิ้นง่าย ๆ เสร็จแล้วจึงเดินไปอุ่นและชำระเงินที่แคชเชียร์ ก่อนจะเดินออกมาหาใครอีกคนที่จอดรถรออยู่ข้างหน้า

          "กี่โมงแล้ว"  

          พี่ภูมิหันมาถามทันทีที่ผมก้าวขาขึ้นรถ คนตรงนี้จึงต้องก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือ เข็มสั้นชี้ที่เลขแปด เข็มยาวชี้ตรงกลางระหว่างเลขสิบกับเลขสิบเอ็ด

          "ประมาณแปดโมงห้าสิบครับ"

          "เขานัดรวมตัวกี่โมง" 

          "น่าจะเก้าโมง...แต่ไม่ต้องรีบก็ได้นะ..."

          "เดี๋ยวไปส่งที่จุดรวมพล"

          กำลังจะบอกพี่เขาว่าไม่ต้องรีบเพราะปกติพี่ภูมิก็ขับรถเร็วอยู่แล้ว แต่ก็เหมือนจะไม่ทันเพราะเมื่อบิ๊กไบค์เคลื่อนตัวออกไป ผมหน้าม้าที่มีน้อยนิดก็ปลิวไสวขึ้นรับลมจนเย็นวาบ จึงต้องถือวิสาสะใช้สองมือป้อม ๆ เกาะชายเสื้ออีกคนไว้แน่น
        
          ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้พี่เขาไปส่งหรืออะไร แต่ตอนที่พี่ภูมิอยู่บนบิ๊กไบค์คันโปรดน่ะเท่น้อยซะที่ไหน แถมเจ้าดูคาติสีแดงดำคันนี้อีก ทั้งเสียงเครื่องยนต์ ทั้งรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์นั้นเด่นน้อยที่ไหนกัน แล้วที่สำคัญคือจุดรวมพลน่ะคนอยู่กันนับร้อย  ถ้าไม่เป็นจุดสนใจก็ให้มันรู้กัน


          "ให้จอดตึกไหนก็บอก"

          "...ครับ"

         ก็เข้าใจว่าพี่เขาก็แค่เป็นห่วง กลัวผมจะไปลงทะเบียนสาย ถึงจะเป็นแค่เรื่องหยุมหยิม แต่คนที่มันรู้สึกดี กับการใส่ใจเล็กๆน้อยๆมันก็รู้สึกดีแล้ว ..

          ทำไมชอบทำให้ใจสั่นจังเลยนะ คน ๆ นี้น่ะ








          เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นทันทีที่ดูคาติสีดำแดงเคลื่อนตัวมาจอด และสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมารวมกันที่จุด ๆ เดียว ราวกับนั่นคือบทลงโทษของคนที่มาสาย

          สองขาก้าวขาลงจากรถเงอะ ๆ งะ ๆ เข้าใจอารมณ์ที่มีคนจ้องมาเยอะ ๆ จนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตอนนี้กำลังเป็นแบบนั้นเลย

          ทันทีที่สองขาเหยียบลงพื้น ผมก็ใช้สองมือปลดหมวกกันน็อคก่อนจะถอดมันออกแล้วยื่นให้คนตรงหน้า กวาดสายตาไปมองคนเกือบร้อยที่นั่งกันอยู่เต็มลานกว้าง ตอนนั้นเองที่รู้สึกว่าร้อนขึ้นมาทั้งหน้า ไม่รู้ว่าอายหรือเขินเพราะมันรวมกันไปหมด

          "จะเอาไหมข้าว" 

          แรงเคาะเข้าที่หัวเบาๆ ทำให้ผมหันกลับมาสนใจโลกอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเป็นพี่ชายตัวสูงนั่นเองที่ใช้ช้อนพลาสติกตักข้าวเคาะที่หัวผม พร้อมกับยื่นถุงข้าวมาไว้ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เพราะมัวแต่สนใจสิ่งอื่นอยู่

          "ไปได้แล้ว"

          มือขวายื่นไปรับถุงนั่นมา แต่ดูท่าความประหม่าของผมมันจะปิดไม่มิด เจ้าของดูคาติวางมือบนหัวผมเบา ๆ คล้ายจะปลอบประโลม ความอบอุ่นส่งผ่านฝ่ามือใหญ่ลงมายังหัวใจที่กำลังสั่นระรัว

          "เดี๋ยวเย็นนี้มารับเร็ว จะพาไปซื้อขนม"

          ถึงจะอยากงอแงแค่ไหนว่าไม่เด็กแล้วนะ ไม่ต้องเอาขนมมาล่อ แต่ริมฝีปากกลับฉีกยิ้มให้เขาเสียอย่างนั้น "ขอบคุณนะครับ"

          ดูคาติขับออกไปแล้ว ผมรีบเดินไปรวมกับเพื่อน ๆ พยายามสอดส่องสายตามองหาเพื่อนสนิทที่ไม่นานนักก็เห็นโบกมือหย็อยๆอยู่ตรงกลางที่นั่งเป็นแถวตอนเรียงกันอยู่ ก่อนจะเดินโน้มตัวลัดเลาะออกมาหาผม

          "เชรดดดดด ผมเห็นนะครับคุณ" ไนซ์พูดพร้อมกับเอาไหล่กระแซะที่ไหล่ผมเป็นเชิงแซว

          "อะไรไนซ์ นั่นพี่ชายเราไง" ไนซ์พยักหน้ารับเบา ๆ แต่สายตากวน ๆ ก็ยังไม่ยอมหายไป 

           เห็นดังนั้นจึงดันตัวเขาให้ลงไปนั่งรวมกับเพื่อน ๆ ก่อนที่วิทยากรในพิธีซึ่งเป็นรุ่นพี่จะเริ่มอธิบายถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราต้องทำกันในวันนี้

          กิจกรรมรับน้องเริ่มต้นขึ้นด้วยการให้น้อง ๆ ไปยืนรวมกันเป็นกลุ่ม แล้วให้พี่ๆยืนล้อมเป็นวงกลมอยู่ด้านนอก ก่อนจะเริ่มทำการบูม แล้วมันก็ทำให้ผมขนลุกเพราะมันเป็นภาพที่ผมฝันจะเห็นมาโดยตลอด หันไปมองเพื่อนตัวสูงข้าง ๆ ก็เอาแต่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แหงล่ะ บัญชีมีแต่ผู้หญิงนี่

          "เอาล่ะค่ะ ยินดีต้อนรับน้อง ๆ ปวช.ปีสองที่เพิ่งเลือกสาขา และพี่ ๆ ปวส.ปีหนึ่งบัญชีทุกคนเข้าสู่สาขาบัญชีธุรกิจของเบญจอมรนะคะ ทีนี้ใครรู้ตัวว่าเป็นผู้ชายทั้งหมดออกมายืนตรงนี้"  พี่สาวพูดเสียงดังก้องแทบไม่ต้องใช้ไมค์ก็ได้ยินชัดแจ๋ว ก่อนเสียงแซวเจื้อยแจ้วจะดังตามมา ดูสาว ๆ จะตื่นเต้นกันใหญ่ที่จะได้พบปะกับผู้ชายที่มีอยู่น้อยนิดในสาขา

          ไนซ์จูงแขนผมให้เดินออกไปด้านหน้าพร้อมกับผู้ชายที่มีทั้งหมดทยอยเดินตามกันออกมา พวกแป้งฝุ่น ลิปสติก หนังยางมัดผมและอีกมากมาย ถูกนำออกมาตั้งตรงหน้า ผมยืนมองสิ่งของพวกนั้นอย่างไม่ไว้วางใจ มันต้องเป็นอะไรที่ไม่ดีกับตัวแน่ๆ ต่างกับเพื่อนอีกคนที่ดูมีความสุขไปกับทุกอย่าง เห็นแล้วหมั่นไส้ที่สุด

         "ค่ะ เนื่องจากผู้ชายสาขาเรามีน้อย วันนี้เราจะให้สาวๆทุกคนได้มาพบปะกับชายหนุ่มให้ทั่วถึงกัน เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรกับใครตรงหน้า จัดการได้เลยจ้า" 

          สิ้นเสียงประกาศ หญิงสาวนับสิบคนก็วิ่งกรูกันเขามาลากผมกับไนซ์ให้ไปนั่งขัดสมาธิตรงพื้น ก่อนจะใช้อะไรต่อมิอะไรมาละเลงที่หน้า ซึ่งผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าโดนทำอะไรไปบ้าง แต่รู้สึกว่าโดนทำจุกที่หัว กับเสียงหัวเราะคิกคัก ๆ ที่ดังมาไม่ขาดสาย

          เสียงรุ่นพี่ที่ประกาศว่าให้พอแล้วนั้น ราวกับเป็นเสียงสวรรค์ที่ลงมาประทานความสุขให้แก่พื้นแผ่นดินอีกครั้ง ผมรีบหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดเพราะโดนรุมจนหายใจไม่ออก ไนซ์หันมาเห็นหน้าผมก็ขำออกมายกใหญ่ หน้าผมมันคงจะเละมากสินะ 

          แต่ตัวเองก็ไม่ต่างกันนะได้ข่าว ..

    


     

          กิจกรรมในวันนี้ดำเนินไปด้วยดี มีเกมส์อะไรใหม่ๆที่ผมไม่เคยรู้จักให้เล่นมากมาย พร้อมกับกิจกรรมนันทนาการอีกนับสิบชนิดที่พวกพี่ ๆ เขาหยิบยกมาให้ทำ 

          นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่หนึ่ง ถึงอายุจะไม่น้องแล้วแต่ก็ถือว่าเป็นเฟรชชี่ ต้องทำกิจกรรมร่วมกับน้อง ๆ ปวช. ถึงจะไม่ได้ทำจริงจังเหมือนน้อง แต่ก็ถือว่าเต็มที่พอสมควรเลย เล่นเอาหมดแรงเลยก็ว่าได้

          "นี่ กลับบ้านเลยป้ะ ?" เจ้าของผมสีดำหยักลอนวางมือไว้บนไหล่ผมพร้อมกับมองมาด้วยแววตาใสแป๋ว

          "อื้อ กลับเลย"

          "ให้ไปส่งไหม?"

          "ไม่เป็นไร ๆ เดี๋ยวพี่ภูมิมารับน่ะ"

          ไนซ์พยักหน้าหงึกหงัก มือข้างขวาที่ล้วงกระเป๋าไว้ก่อนหน้า หยิบมือถือเครื่องเล็กขึ้นมาพร้อมกับตั้งใจพิมพ์บางอย่างลงไปในนั้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มจนน่าสงสัย
          ก็คงจะแชตกับสาวนั่นแหละ เป็นปกติของคนรุ่นนี้ผมก็เลยไม่ได้ถามอะไรเขา ไม่นานไนซ์ก็ขอตัวกลับไปก่อน แต่ก็ยังอุตส่าห์ย้ำกับผมนะว่าอยู่ได้แน่ ๆ ใช่ไหม ถึงผมจะเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงแต่ผมก็ไม่ได้โง่หรอกนะ

          "มายืนทำอะไรตรงนี้"

          เสียงที่ดังขึ้นมาใหม่ทำให้ผมหันไปมองโดยอัตโนมัติ เป็นพี่เสือคนนั้นอีกแล้ว หมู่นี้เราบังเอิญเจอกันบ่อยจังเลยนะว่าไหม "ผมรอพี่ชายมารับครับ"

          "เหรอ ให้กูไปส่งไหมล่ะ"

          "ไม่เป็นไรดีกว่า เดี๋ยวพี่ภูมิก็คงจะมา ขอบคุณมากนะครับ"

          จบคำนั้นผมก็นั่งรอพี่ภูมิอยู่ตรงนั้น คิดว่าพี่เสือคนนั้นก็คงจะไปแล้วเหมือนกันจนเขาเดินมานั่งข้าง ๆ นั่นแหละ "งั้นเดี๋ยวกูนั่งเป็นเพื่อน"

          นี่พี่เขาว่างขนาดเลยหรือไง!

          "แล้วแต่พี่ละกัน"

          เมื่อเห็นว่าทำอะไรไม่ได้แล้วผมก็ปล่อยเลยตามเลย อยากจะนั่งก็นั่ง นี่มันที่สาธารณะอยู่แล้ว

          เวลายังคงเดินไปเรื่อย ๆ ผมเองก็ยังคงรอพี่ภูมิอยู่อย่างนั้นโดยมีรุ่นพี่ต่างสาขานั่งอยู่เป็นเพื่อน ตอนนั้นเองที่หันไปมองเขาเพราะอยากรู้ว่าอีกคนทำอะไรอยู่ มันดันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่เขาหันมาพอดีเสียอย่างนั้น

          "มีอะไรไอ้หนู?"

          "ฮะ! ปะ...เปล่าครับ" ผมก้มหน้างุดลงไปเพราะทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นเองที่มือใหญ่ ๆ นั่นเอื้อมมาจับผมจุกบนหัวผมเล่นอย่างถือวิสาสะ

          "มีจุกด้วยแฮะ วันนี้โดนแกล้งหนักเหรอมึง?"

          เขาถาม ก่อนที่ผมจะเอื้อมมือไปปัดมือเขาออก เพราะแบบนั้นเขาเลยเปลี่ยนเป้าหมายมาเล่นแก้มผมแทนแล้วตอนนี้ "พี่อย่ายืดแก้ม ย้วยหมดแล้วเนี่ย"

          "หึ ก็มึงมันน่าแกล้ง สมควรแล้วที่คนจะชอบแกล้งมึง"

          ผมทำหน้าหงึใส่เขาอีกครั้ง แล้วก็หันหน้าหนีเขาซึ่งก็โดนจับให้หันมาอีกรอบจนได้ มือของใครอีกคนยังคงบีบอยู่ที่แก้มผมจนยืดย้วยและเจ็บไปหมด พยายามขัดขืนแต่ก็เหมือนยิ่งทำให้เขาได้ใจ

          "พี่เสือผมเจ็บ!"

          "เจ็บอะไรกูทำเบา ๆ"

          "แต่มันเจ็บ พี่ละ..."

          "เล่นอะไรกัน"

          ตอนนั้นเองที่กำลังจะดุเขา แต่ยังไม่ทันได้พูดให้จบคำด้วยซ้ำ เสียงใครบางคนก็ดังขึ้นมาขัดไว้เสียก่อน เป็นผมที่รู้สึกตัวและหันไปมองตามต้นเสียง ร่างของผู้ชายที่คุ้นเคยดีกำลังเดินมาทางนี้กับคิ้วสองข้างที่ขมวดยุ่ง

          "พี่ภูมิ!"

          สองเท้านั่นยังคงก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่สายตาคมก็ยังไม่ยอมละไปจากผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ข้างผม

          "เล่นแรง ๆ แบบนี้ตลอดเลยเหรอ"

          นั่นเป็นแรกที่เขาพูด แล้วก็เป็นคำสุดท้ายที่ผมได้ยินนับจากนั้น ทุกสิ่งรอบตัวกำลังเงียบสงัดเพราะไม่มีใครพูดอะไรอีกนอกจากผู้ชายสองคนที่กำลังยืนจ้องหน้ากันตรงนี้
   
          อึดอัดที่สุด...

          มันเป็นบรรยากาศที่อึดอัดมาก ๆ ถึงจะเป็นเพียงการยืนมองหน้ากันธรรมดา แต่ทำไมผมถึงมีความรู้สึกว่ามันกำลังวุ่นวาย เป็นความวุ่นวายที่ไม่วุ่นวาย...

          "เอ่อ...พี่ภูมิ เรากลับบ้านกันเถอะนะครับ" ผมตัดสินใจเอ่ยทำลายบรรยากาศตรงนี้ขึ้น ก่อนจะลากพี่ชายเจ้าของบ้านกลับไปที่ดูคาติคันสูงทันที 

          หันมาเห็นพี่เสือที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น ผมโค้งหัวให้เขาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาหาพี่ชายอีกคนที่ผมลากเขามาถึงรถได้สำเร็จ พร้อมกับรีบหยิบหมวกกันน็อคขึ้นมาสวม ก่อนจะบอกให้คนตรงหน้าให้รีบออกรถไปโดยเร็วที่สุด

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยเวลาที่พี่ภูมิแสดงออกเหมือนว่าเป็นห่วง ทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้หัวใจผมมันก็จะเต้นแรงตลอด จนผมมั่นใจแล้วล่ะว่าตัวเองไม่ได้ใจสั่นให้กับอีกคนแค่เวลาได้อยู่ใกล้ ๆ เท่านั้น 

          แต่มันสั่นให้ทุกครั้ง...ทุกการกระทำ 
          มันสั่นเพราะเขาคนเดียว 
          ผมคงจะชอบเขาเข้าแล้วจริง ๆ















tbc.
เป็นพรุ่งนี้ที่หายไปนานเกือบสี่เดือน
ขอโทษครับ จากนี้จะกลับมาแล้วจริง ๆ ที่รัก
lafinz




   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 806 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

468 ความคิดเห็น

  1. #439 Thitima Sittihkma (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 11:20
    คุณพี่ภูมิคะ ไม่ต้องไปอิจฉาเขาที่มีรถเก๋ง -มีมินิเปอร์ค่ะ เเหมมาบอกมอซงมอไซค์ มินิคูเปอร์-ยังจอดอยู่เลย
    #439
    0
  2. #438 ์๊N U M B . (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 05:58
    พี่เสือนี่ออกแนวคุกคามนะ เอะอะแตะตัวตลอด
    #438
    0
  3. #427 miiiina (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 22:26
    ไปส่งเขานี่คือ ไปประกาศตัวด้วยป่ะคะพี่คะ
    #427
    0
  4. #411 0984363270 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 20:00
    ทำไมน้องใจง่ายจางงงงงงือออออออออออ น้องแบบนั้นพี่เสือมันแกล้งแรงไปป่าววว
    #411
    0
  5. #302 RayWijittra (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 18:57
    ปากแข็ง ฮึ่ยยยยยย
    #302
    0
  6. #276 Windysep (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 17:15
    เขาไม่ได้เป็นห่วง พี่เขาหวงงงง
    #276
    0
  7. #239 26430 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 20:22
    น้อยใจเป็นนะ
    #239
    0
  8. #197 Kim-kibom (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 22:22
    ชอบน้อง..ก็ต้องจริงจังกว่านี้นะพี่
    #197
    0
  9. #135 pcy921 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 07:38
    พี่เสือมาเป็นแฟนหนูนี่ค่ะ
    #135
    0
  10. #72 B2uty+LoveMblEast (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 12:02
    น้องเริ่มน้อยใจ...
    #72
    0
  11. #50 Naries (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 23:26
    น้องงง โอ๋ๆนะะ
    #50
    0
  12. #6 H A W E T ✿ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 04:38
    ฮื่อออออ น้องต้นข้าว น้องต้นข้าว น้องน่ารักจังค่ะ ;///\\\; กดเฟบไว้ทันทีเลยน้องต้นข้าวน่ารักขนาดนี้ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ😊😊
    #6
    0