[ FIC BLEACH ] ผมนี่แหละเทพมรณะ

ตอนที่ 30 : ตอนที่ 30

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 761 ครั้ง
    31 ต.ค. 63

"จริงสิราเซ็ตสึ ข้าอยากจะขอให้เจ้าช่วยอะไรข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ?"



"???"



หนึ่งอาทิตย์ต่อมาที่เขตฟุไก ณ พื้นแห้งแร้งซึ่งห่างไกลจากชายแดนเขตที่ 80 ซาราคิ ชายหนุ่มผมดำในชุดยมทูตระดับหัวหน้าหน่วย กำลังยืนกอดอกมองหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังควงดาบฟาดฟันกับฮอลโลว์ตนหนึ่งอยู่



เธอคือคุจิชิ ลูเคียคนรักของเขา ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดวันก่อน หลังจากทั้งสองได้ตกลงและกลายเป็นคนรักกันอย่างเป็นทางการ ลูเคียก็ได้ขอให้เขาช่วยแนะนำและฝึกให้เธอแข็งแกร่งขึ้น



ทางชายหนุ่มที่ทำรายงานตรวจสอบเรื่องต่างๆ เสร็จและส่งให้มันให้กับหัวหน้าใหญ่ จึงกำลังว่างอยู่อีกพักใหญ่ๆ เขายอมรับที่จะกลายเป็นผู้แนะนำและช่วยเธอฝึกในระยะเวลาหนึ่งเดือน



ผู้ปกครองเอ๋ย ผู้สวมหน้ากากแห่งเลือดเนื้อ 

ปรากฏอยู่ กระพือปีก 

สวมนามแห่งมนุษย์ ความจริงและความลวง

จงกางเล็บเพียงน้อย

ใส่กำแพงฝันอันไร้มลทินด้วยเถิด



"วิถีทำลายที่ 33 โซคัทซุย( Hadō 33 Sokatsui)"



เมื่อเสียงร่ายบทวิถีมารจบบทลงที่ฝ่ามือของลูเคียก็มีแรงดันวิญญาณสีฟ้าเข้ารวมตัวกันกลางฝ่ามือที่ถูกยืนออกไปด้านหน้า สิ้นคำกล่าวอ้างและระบุชื่อวิถีมาร คลื่นเพลิงสีฟ้าในมือก็พุ่งออกไปเข้าโจมตีฮอลโลว์นัดเดียวจอด



"เมื่อครู่เป็นยังไงบ้างราเซ็ตสึ ?"



"อยากได้ยินแบบไหนละครับ ?"



"เอาความเป็นจริง"



ชายหนุ่มถอนหายใจ มือกุมคางและมองสภาพฮอลโลว์ที่กำลังสลายเป็นวิญญาณเข้าสู่โซลโซไซตี้ และหันกลับไปมองหญิงสาวและเริ่มกล่าววิจารย์หญิงสาวแบบจริงจัง



"ก็ถือว่าดีนะครับถ้านับในระดับยมทูตทั่วไป แต่ถ้าวัดในระดับยมทูตติดอันดับที่นั่งและรองหัวหน้าหน่วย สำหรับผมเมื่อครู่ยังถือว่าไม่เพียงพอ"



"วิถีทำลายที่ 33 โซคัทซุย(Hodō 33 Sokatsui)"



ฟิ้ว



คลื่นรูปลักษณ์คล้ายเพลิงที่มีขนาดและพลังทำลายเท่าลูเคียพุ่งออกจากฝ่ามือเข้าปะทะโขดหินสูงหนึ่งด้วยความเร็วที่มากกว่าการโจมตีของลูเคียด้วยกันถึงสามเท่าแถมอำนาจทำลายล้างก็มากว่าอย่างเห็นได้ชัด มันเจาะทะลวงโขดหินสูงจนเกิดลูกว้างเท่าหัวเด็ก แต่ลูเคียสามารถเจาะผ่านหน้ากากทะลุหัวฮอลโลว์ได้เพียงขนาดเท่ากำปั้น



โซคัทซุยที่เขาใช้ออกมาด้วยแรงดันวิญญาณในระดับเดียวกับโซคัทซุยที่ลูเคียใช้ออกมาเมื่อครู่ ทว่าพลังการทำลายและความเร็วของโซคัทซุยของทั้งคู่กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ลูเคียที่ได้เห็นก็อ้าปากค้างเล็กน้อย



"จะ เจ้าทำได้ยังไงกัน"



"ความลับอยู่ที่การควบคุมแรงดันวิญญาณและความคิดในตอนที่เรากำลังใช้มันครับ ถ้าคิดว่ามันเร็วมันก็เร็ว ถ้าคิดว่ามันแหลมมันก็จะเพิ่มอำนาจในการทะลวง"



"ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าวิถีมารมันค่อนข้างตายตัว ยิ่งในลำดับที่สูงขึ้นเงื้อนไขก็ยิ่งมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผู้ใช้มีความรู้พื้นฐานของวิถีมารในแต่ละบทและมีแรงดันวิญญาณเพียงพอก็สามารถใช้มันได้ครับ เช่น วิถีทำลายที่ 90 ที่พึ่งกฏฟิสิกส์ในเรื่องการสร้างและควบคุมอาณาเขตปิดตายเพื่อบิดเบือนแรงโน้มถ่วงและมิติ"



"แล้วฟิสิกส์ที่เจ้าว่ามันคือสิ่งใดกัน ?"



"เอ..."



ชายหนุ่มถึงกับเกาหัว จะว่าเขาลืมก็ได้เพราะที่นี่มันไม่ต่างจากยุคเอโดะ แม้ที่นี่จะมีวิทยาการและภูมิปัญญาที่สูงมาก แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นได้กับความเข้าใจในโลกมนุษย์ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ของโซลโซไซตี้มาจากยุคหลายร้อยหลายพันปีก่อนทั้งนั้น และพวกที่มีวิทยาการและความรู้เหนือใครในโซลโซไซตี้มีจำนวนนับหัวได้



แม้แต่ลูเคียเองก็มีอายุตั้งร้อยกว่าปีแล้ว แต่ในตอนที่เธอเกิดมา เธอเป็นเพียงแค่ทารกแรกเกิดเท่านั้นจึงไม่ค่อยมีความรู้ในยุคที่เธออยู่เสียเท่าไหร่ และจะให้ราเซ็ตสึมานั่งอธิบายเรื่องฟิสิกส์ตั้งแต่เริ่มก็ไม่ไหวเหมือนกัน เขาต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเล่าให้เธอฟัง ใช้เวลาร้อยปีก็อาจจะไม่จบเลยด้วยซ้ำ



"เรื่องนี้ถือว่าผมไม่เคยพูดแล้วกันนะครับ ลองทำตามคำแนะนำของผมดูก่อนครับ"



แม้จะไม่เข้าใจแต่เธอก็ลองทำ ในครั้งแรกเธอถูกราเซ็ตสึดุ ครั้งที่สองเธอเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ในครั้งที่สามเธอสัมผัสได้ว่าโซคัทซุยที่เธอใช้พุ่งออกไปได้เร็วมากยิ่งขึ้น



"พอข้าลองเพิ่มการบีบอัดแรงดันวิญญาณลงไป และคิดว่ามันแหลมคมดุจดั่งหอก โซคัทซุยที่ข้าใช้จะเพิ่มอำนาจในการทะลวงด้วยใช่ไหม ?"



"หัวเร็วดีนี่ครับ มามะที่รักเดี๋ยวผมจะมอบจูบอันแสนวิเศษของผมเป็นรางวัล"



ปึก



"จูบฝ่าเท้าของข้าไปก่อนนะคะที่รัก"



ฝ้าเท้าทาบเข้าใบหน้าของชายหนุ่มที่พุ่งเข้ามาหาเธอ เจ้าหมอนี่เอะอะก็ทำท่าจะจูบจะกอดเธอท่าเดียว พอยอมให้กอดเข้าหน่อยก็ทำท่าจะหอมจะจูบ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทว่าเธอก็แอบมีความสุขอยู่ไม่น้อยที่มุมปากมีรอยยิ้มแต่น่าเสียดายที่ชายหนุ่มไม่ได้เห็นมัน



"ใจร้ายอีกแล้วนะครับ"



แม้จะบ่นและมีรอยรองเท้าที่ใบหน้า แต่ชายหนุ่มก็ยังยิ้ม ทางหญิงสาวที่เห็นรอยยิ้มแสนซุกซนของอีกฝ่ายก็รีบเบนสายตาหนีและกล่าวด้วยท่าทีเมินเฉยไม่ใส่ใจ



"สำหรับเจ้านี่ถือว่าเมตตาแล้ว เอาละฮอลโลว์อีกตัวมาแล้ว จงร่ายรำ โซเดะ โนะ ชิรายูกิ"



มองหญิงสาวที่ปลดปล่อยชิไคและใช้ก้าวพริบตาไปหาฮอลโลว์ก็เผยให้เห็นรอยยิ้ม ทั้งสองใช้ชีวิตฝึกฝน อยู่ในเขตฟุไกประมาณสองอาทิตย์โดยต่อสู้กับฮอลโลว์ไปมากกว่าสองร้อยตัว จนกระทั่งในวันที่ 20 ทั้งสองก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเซเรย์เทย์



ชายหนุ่มที่กำลังแบกหญิงสาวที่กำลังหลับด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียจากการฝึกฝนและต่อสู้กับฮอลโลว์มาตลอดยี่สิบวัน ส่วนตัวราเซ็ตสึนอกจากดูแลความปลอดภัยของเธอและกำจัดเมนอสไปพลางก็แทบไม่ได้ทำอะไร



หลังจากปลุกอามาเทราสึแล้วพลังวิญญาณแรงดันวิญญาณของเขาก็เหนือกว่าเดิมหลายเท่า ตอนนี้การสังหารเมนอสและแอดจูคัสไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป เกรงว่ามีเพียงวาสโทรเด้เท่านั้นที่จะช่วยเขาได้



เลิกคิดเรื่องไร้สาระและเคลื่อนไหวแบกลูเคียกลับไปยังเซเรย์เทย์ ปัจจุบันการฝึกของหญิงสาวเพียงพอแล้วที่จะรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย ตัวเธอในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าในต้นฉบับในช่วงเวลาเดียวกันแบบไม่เห็นฝุ่น



'ถ้าฝึกกับเราอีกสองถึงสามปีการจะใช้บังไคคงไม่ใช่เรื่องยาก'



ตลอดยี่สิบวันหลังจบการฝึกฝนหาประสบการณ์ เพิ่มทักษะความสามารถหลากหลายด้านโดยการต่อสู้กับฮอลโลว์ในขณะที่หญิงสาวหลับเขาจะส่งแรงดันวิญญาณของตัวเองไปให้อีกฝ่ายผ่านสึคุโยะจัง ทำให้ลูเคียมีแรงดันวิญญาณในระดับเดียวกับรองหัวหน้าหน่วยบางแล้ว



แน่นอนว่าเขาทำมันโดยที่เธอไม่รู้ตัว อย่างไรเรื่องพวกนี้สำหรับเขาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และไม่อยากให้คนรักคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นหนี้บุญคุณ ด้วยแรงดันวิญญาณที่เขามีมันมากเกินไปจนตัวเขาเองยังรู้สึกอึดอัดถ้าไม่ได้ปลดปล่อยให้มันรั่วไหลออกมาอย่างไร้แระโยชน์ และวิธีที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือการมอบแรงดันวิญญาณของตัวเองให้ลูเคีย



ในอนาคตยังมีศึกอีกมาก ตัวเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะปกป้องคนรักของเขาได้ตลอดเวลา แถมตัวเธอเองก็คงไม่อยากให้เขาคอยปกป้องเธออยู่ฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นเธอจะมาร้องขอให้เขาฝึกให้เธอทำไม



เดินทางอยู่หลายชั่วโมงในที่สุดราเซ็ตสึก็แบกลูเคียกลับมาถึงเซเรย์เทย์ในที่สุด เขาพาลูเคียที่หลับไหลไปส่งบ้านตระกูลคุจิกิ เมื่อเสร็จแล้วเขาก็รีบกลับไปยังสำนักงานหน่วยที่ห้า ทันทีที่มาถึงเขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปที่สำนักงานด้วยสีหน้าหมองคล้ำพอเห็นชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาเธอก็เผยรอยยิ้มแบบฝืนๆทันที



"กลับมาแล้วหรอคะ ท่านหัวหน้าคุโรกิ"



"ครับ เป็นยังไงบ้างคุณฮินาโมริ ยังรู้สึกไม่ดีตรงไหนหรือเปล่า ถ้ายังรู้สึกไม่พร้อมก็พักผ่อนหาที่เที่ยวไปก่อนก็ได้นะครับ ยังไงเรื่องงานส่วนใหญ่ผมก็จัดการในส่วนของคุณเรียบร้อยหมดแล้ว"



"มะ ไม่เป็นไรค่ะฉันอยากทำงาน แต่ว่าฉันขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่าคะ ท่านหัวหน้าคุโรกิ"



"โอ้ได้สิครับ"



"หัวหน้าเกลียดชังและเครียดแค้นท่านหัวหน้าไอเซ็นหรือเปล่าคะ"



มองไปที่หน้าโทรมๆ ของหญิงสาวชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ ดูท่าเธอจะไม่เลิกพร่ำเพ้อถึงอีกฝ่าย ความดีจอมปลอมที่สั่งสมไว้ในหัวใจจนเกิดเป็นความศัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อไอเซ็นของฮินาโมรินั้นยากที่เธอจะฝืนลืมเลือนมันไปได้



"ผมเองก็ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรต่อคุณไอเซ็นหรอกนะครับ แต่ว่าความคิดที่คุณจะดึงเขากลับมามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เส้นทางชีวิตของคนเรามันแตกต่างกัน การที่เขากบฏมันคือสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจและเลือกมันมานานหลายร้อยปีแล้ว"



"ท่านหัวหน้ามั่นใจขนาดนั้นเลยหรอคะว่าเราจะเปลี่ยนใจหัวหน้าไอเซ็นไม่ได้ ทำไมพวกเราไม่มาลองพยายามเกลี้ยกล่อมเปลี่ยนใจเขาดูก่อนละคะ"



ชายหนุ่มเกาหัวและมองอีกฝ่ายอย่างเอือมระอา พูดขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจต้องหลงอีกฝ่ายขนาดไหนถึงเป็นไปถึงขนาดนี้ จะบอกว่าน่าสมเพศก็ไม่ใช่ จะบอกว่าน่าสงสารก็ไม่เชิง แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเขาต้องปกป้องลูกน้องของตนเอง



"เป็นไม่ไม่ได้หรอกครับ แถมครั้งนี้ถ้าคุณยังคิดไปขัดขวางทางเขาอีก คุณถูกเขาฆ่าแน่ครับ แต่ว่านะ..." 



ราเซ็ตสึหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ตัวเขาจางหายไปและโผล่มายืนข้างๆของฮินาโมริ น้ำเสียงที่ขี้เล่น อ่อนโยนมันจางหายไป หลงเหลือเพียงความจริงจัง ความโหดร้ายในเสียงกระซิบของเขาเท่านั้น



"ถ้าคุณรักเขาจริง คุณต้องพร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างโดยเริ่มจากการฆ่าผม ฆ่าเพื่อนของคุณ ฆ่าพี่น้อง ฆ่าลูกน้องในหน่วย ฆ่าทุกคนในเซเรย์เทย์ และสุดท้ายฆ่าท่านหัวหน้าฮิซึกายะ นั่นน่าจะทำให้คุณมีคุณสมบัติที่จะยืนเคียงข้างชายคนนั้น ดังนั้นผมขอถามว่าคุณพร้อมที่จะเสียสละสิ่งสำคัญทั้งหมดของคุณเพื่อเขาหรือเปล่า เก็บเอาไปคิดทบทวนดู และจงมาตอบผมในวันที่คุณพร้อม"



ตบไหล่ของหญิงสาวไปสามที และเดินจากไป เขาทิ้งหญิงสาวกำลังยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่ขยับเขยื้อน ถ้าพูดขนาดนี้ยังไม่เข้าใจก็คงน่าเสียดายเพราะสุดท้ายเธอก็อาจจะเกือบตายในอนาคตอีกรอบ แต่ถ้าเธอเลือกจะอยู่ฝ่ายไอเซ็น เขาก็คงต้องทำผิดต่อฮิซึกายะเสียหน่อย



'อย่าเลือกเส้นทางที่ทำให้ผมต้องล้างสมองของคุณละ ฮินาโมริ'





























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 761 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,078 ความคิดเห็น

  1. #780 Promise69 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 23:09
    คิดมากน่า ฮินาโมริมีพลังของแมลงสาป ถึกจะตาย
    #780
    0
  2. #486 fugia (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 14:20
    ส่วนของฮินาโมริอยากให้ดำเนินเหมือนเนื้อเรื่องแล้วค่อยมาสมหวังกับไอเซ็นในภาคควินซี่อ่ะ
    #486
    0
  3. #485 bigbowka (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 10:32
    ตัวละครที่เกลียดในเรื่องคือฮินาโมรินี่แหละ ชอบทำให้คนเขาลำบากใจ
    #485
    0
  4. #484 Taberong140501 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 07:54
    โดนเสียบ(ดาบ)สักที ต่อจะตื่นจากฝัน
    #484
    0
  5. #483 7Kings (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 07:36
    เอาตามตรงฮินาโมริเป็นตัวละครที่น่าสงสารมากๆเลยนะ ถูกความดีจอมปลอมฝังเข้าไปในใจเนี่ย
    #483
    0
  6. #482 Creator Happiness Invulnerable (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 06:46
    เราคิดว่าฮินาโมริเนี่ย ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ต้องให้รู้ซึ่งถึงที่สุดก่อนอ่ะ ถึงจะคิดได้ เพราะฉะนั้นจัดไปชุดใหญ่ไฟกระพริบ
    #482
    0
  7. #481 DragoonSpirit (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 06:26
    โง่งมเสมอต้นเสมอปลายแท้ ฮินาโมริ โมโมะ
    อย่างว่า ความรักทำให้คนเห็นผิดเป็นชอบ
    ยิ่งบุคลิกนิสัยเป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่ายอีก
    ก็ให้พระเอกสร้างภาพล้างสมองให้เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์โลด
    #481
    0
  8. #480 ThisIsMy1Tab (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 06:08
    ปล่อยน้องงงง อย่าทำน้องงง
    #480
    0
  9. #479 Rnozero (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 06:08

    เปยให้ลูเคียสุดๆเลยนะคุโรกิส่วนเรื่องของฮินาโมริขอบอกว่า เฉียบขาดมากเลยครับเพ่..... ขอบคุณมากสำหรับตอนนี้คร้าบผม

    #479
    0
  10. #478 framefern (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 05:52
    ต้องเลือกผิดฝั่งสิ ถึงจะน่าสนุก
    #478
    0