Divine Epic (มหากาพย์เทพประยุทธ์)

ตอนที่ 17 : ปมภายในอาณาจักรวูดแลนด์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 309
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.ค. 53


                หลังจากที่ไลแซนเดร์และผู้เฒ่ารัมเปลจากไป ผมก็ถึงกับทรุดฮวบ หัวใจเต้นระรัว ขณะที่อลิเซียและเหล่าภูตตนอื่นๆ ต่างเข้าไปช่วยพวกภูตที่ได้รับบาดเจ็บ

                มานึกดูอีกทีในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น ทำไมผมจึงยังใจเย็นถึงขนาดนั้นได้ก็ไม่รู้

                ต้องขอบคุณการฝึกนรกของนามิ... ในช่วงห้าวันก่อนการประลองนั้น มีเมนูฝึกอันหนึ่งซึ่งนามิจะคอยซุ่มโจมตีผม โดยให้ผมพยายามจับจิตสังหารของเธอ หากจับไม่ได้หรือช้าไปก็จะโดนก้อนหินบ้าง ไม้ปลายแหลมบ้าง เล่นเอาผมต้องลับประสาทให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่นึกว่ามันจะมีประโยชน์ในสถานการณ์จริงเช่นนี้

                “นักรบมฤตยูนั่นเป็นใคร” ผมหันไปถามพวกโนมที่ว่างจากงานช่วยผู้บาดเจ็บ

                “ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ มันปรากฏตัวขึ้นที่นี่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน และเข่นฆ่าภูตอย่างพวกเรา”

                หากไม่นับไลแซนเดอร์และผู้เฒ่ารัมเปลแล้ว ดูเหมือนพวกภูตตนอื่นๆ เองก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าผม

                เท่าที่พอจะเดาได้นักรบมฤตยูต้องมีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรวูดแลนด์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้จักราชินีไททาเนียหรอก

 

                หลังจากที่รักษาเหล่าภูตที่ได้รับบาดเจ็บเรียบร้อยแล้ว พวกโนมกับแฟรี่ก็พาผม อลิเซีย และเอล์มไปพักในบ้านซึ่งขุดเป็นโพรงลงไปใต้ดิน มันเป็นบ้านที่มีเนื้อที่กว้างขวางเหลือเฟือสำหรับเราสามคน (ผมมารู้ทีหลังว่ามันเป็นห้องพักรวมสำหรับพวกภูตตัวน้อยหลายสิบตนเลยทีเดียว) แต่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อย่างโต๊ะ เก้าอี้และเตียงก็ยังคงเป็นเบบี้ไซด์ที่ออกจะเล็กไปสำหรับผมและอลิเซีย ซ้ำเพดานก็ต่ำจนเกือบจะติดหัวผม

                “ขอโทษด้วย ที่ต้องให้พักในบ้านอันแสนคับแคบเช่นนี้ หากเป็นที่พักของพวกเอลฟ์คงมีขนาดเหมาะกับพวกท่าน น่าเสียดายที่พวกเอลฟ์ดูจะไม่อยากต้อนรับพวกท่านเท่าใดนัก” โนมซึ่งพาพวกผมกล่าว

                “เอลฟ์กับพวกท่านไม่ถูกกันเหรอ” ผมเอ่ยขึ้น

                “เปล่าหรอกเอลฟ์กับพวกเราไม่มีอะไรกัน เพียงแต่พวกเอลฟ์นั้นหยิ่งในศักดิ์ศรีจึงไม่อยากขอความช่วยเหลือจากพวกมนุษย์ พูดให้ถูกคือพวกเขาไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับมนุษย์และเหล่าจอมเวทย์มากกว่า”

                “แต่ในมหาสงครามเมื่อ 8 ปีก่อนพวกเขาก็ยอมเข้าร่วมรบด้วยไม่ใช่เหรอ” ผมถามต่อ

                “นั่นเป็นเพราะท่านไวส์ แม่ของเจ้านั่นแหละ... จริงอยู่ที่ทั้งห้าอาณาจักรใหญ่ต่างหวาดกลัวภัยคุกคามจากเทพมารดิสแห่งเฮลไฮม์ แต่หากไม่ใช่ท่านไวส์คงไม่สามารถรวมเหล่าจอมเวทย์ในดินแดนแห่งเทพปกรณัมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เพราะในเวลานั้นคงไม่มีใครที่ได้รับความไว้วางใจจากจอมเวทย์จากห้าอาณาจักรมากเท่ากับท่านไวส์อีกแล้ว”

                โนมตนนั้นก้มหน้าลงเมื่อนึกถึงเหตุกาณ์เมื่อ8ปีก่อน

                “สงครามในครั้งนั้นโหดร้ายมาก โดยเฉพาะอาณาจักรวูดแลนด์ของเราที่อยู่ใกล้กับอาณาจักรเฮลไฮม์ที่สุด ได้รับความเสียหายร้ายแรง เหล่าภูตล้มตายไปมากกว่า80% และหลังสงครามพวกเราก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ทำให้พวกเอลฟ์รู้สึกว่าตนเองถูกเอาเปรียบและไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับอาณาจักรอื่นๆ อีก”

                “น่าเสียดายที่พวกเอลฟ์ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเจ้า เหมือนที่เคยเชื่อมั่นในตัวแม่ของเจ้า” เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นี้ ก่อนจะขอตัวจากไปให้พวกเราได้พักผ่อน

 

                เมื่อได้ฟังคำอธิบายของโนมแล้วทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเจ้าเขียวที่ว่า "ความขัดแย้งในดินแดนแห่งเทพปกรณัมนั้นหยั่งรากลึกอยู่ทั่วทุกหัวระแหง" ยิ่งฟังผมก็ยิ่งทึ่งในตัวคุณแม่ที่เป็นศูนย์รวมแห่งความเชื่อมั่นของเหล่าจอมเวทย์ในดินแดนแห่งนี้ได้

                แต่ผมคิดว่าพวกเอลฟ์คิดถูกแล้วล่ะที่ไม่ไว้ใจผม เพราะอย่างผมจะไปทำอะไรได้ กะอีแค่เป็นลูกก็ใช่วาจะต้องเก่งเหมือนแม่สักหน่อย ผมเองก็ใช้ชีวิตเป็นเด็กนักเรียนธรรมดาๆ มา15ปี กว่าจะรู้ว่าคุณแม่เป็นถึงจอมเวทย์ในตำนานก็เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

                “คุณแม่!” เสียงใสๆ เจื้อยแจ้วมาจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ

                จะว่าไปตั้งแต่ได้พบกันที่ทะเลสาบเกรทเลค เอล์มก็ติดอลิเซียแจเลยแฮะ

                ผมหันไปมองพวกอลิเซีย อลิเซียยิ้มเขินๆ พลางรีบแก้ตัว

                “ยังไงๆ แกก็จะขอเรียกแม่ให้ได้น่ะ”

                จะว่าไปในภารกิจนี้ก็มีอลิเซียเป็นที่เพิ่งเพียงคนเดียวแหละนะ ผมเองก็ใช้เวทย์มนต์ไม่ได้ (ม้วนคัมภีร์ก็ไม่มีแล้วด้วย) แถมยังมีเด็กน้อยที่ชื่อเอล์มเพิ่มมาเป็นภาระอีก... ว่าแต่พ่อแม่ของเธอเป็นใครกันหนอ

                “คุณพ่อ!” เอล์มเดินมาหาผม มือขวาของเธอยังจับชายกระโปรงของอลิเซียไว้แน่น

                ผมสะดุ้งเฮือก ซวยล่ะสิ ถ้ายังหาพ่อแม่ของเด็กคนนี้ไม่เจอ แล้วพากลับไปศาสนจักรฯทั้งอย่างนี้ มีหวังโดน(ท่านพี่)อาเรสเจี๋ยนแหง!

                “เอล์ม แล้วพ่อแม่ของหนูล่ะจ๊ะ” อลิเซียชิงถามให้แทนอย่างรู้ใจ

                “คุณพ่อ คุณแม่” เด็กน้อยชี้มาที่ผมกับอลิเซีย

                ปล่อยไว้อย่างงี้ไม่ได้แน่ สงสัยจะมีภารกิจที่ต้องทำที่นี่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างแล้วล่ะสิ

 

                ในเวลากลางคืนซึ่งพฤกษชาติแห่งชีวิตกำลังพักผ่อนนั้น แสงระยิบระยับภายในป่าวูดแลนด์จะสลัวลง ซึ่งต่างจากศาสนจักรจอมเวทย์ที่ไม่มีกลางวันกลางคืนเพราะแสงจากคริสตัลแห่งชีวิตจะส่องสว่างตลอดเวลา

                อลิเซียเล่าให้ฟังว่า พลังของพฤกษชาติแห่งชีวิตจะผกผันกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติบนโลกมนุษย์ ในขณะที่พลังของคริสตัลแห่งชีวิตจะผกผันกับความดีงามของมนุษย์ พูดง่ายๆ ก็คือยามใดที่มนุษย์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เบียดเบียนกัน คริสตัลแห่งชีวิตก็จะแข็งแกร่งขึ้น ยามใดที่มนุษย์ชั่วร้ายเห็นแก่ตัว คริสตัลแห่งชีวิตก็จะอ่อนพลังลง

                สรุปแล้วอาณาจักรวูดแลนด์มีพฤษชาติแห่งชีวิตที่อาศัยพลังงานจากต้นไม้บนโลก ส่วนศาสนจักรจอมเวทย์มีคริสตัลแห่งชีวิตที่อาศัยพลังงานจากจิตใจที่บริสุทธิ์งดงามของมนุษย์ ถ้างั้นอีกสามอาณาจักรที่เหลือก็คงจะมีของที่คล้ายๆ กันอยู่สินะ

                ราตรีนั้นขณะที่สรรพชีวิตในดินแดนแห่งภูตกำลังอยู่ในห้วงนิทรารมณ์ ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับจับสัมผัสบางอย่างได้

                กลิ่นอายของคนที่ผมรู้จัก... กับความรู้สึกบางอย่างที่น่าอึดอัด

                ผมออกจากบ้านใต้ดิน แล้วเดินมาที่พฤกษชาติแห่งชีวิต

                แม้จะมองไม่เห็นตัวแต่ผมรู้สึกได้ว่า ใครบางคนได้เดินเข้าไปในโพรงใต้พฤกษชาติแห่งชีวิตที่ซึ่งร่างของราชินีไททาเนียหลับไหลอยู่

                ทันใดนั้นจากที่มองไม่เห็นใครเลย จู่ๆ ร่างของเอลฟ์หนุ่มก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าแท่งคริสตัลของราชินีแห่งภูต ผมรู้จักใบหน้านั้น...

                ไลแซนเดอร์...!

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ^^

58 ความคิดเห็น